รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เสนอให้ตัดองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและเอกชนออกจากการร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าเกณฑ์คุณสมบัติไม่ชัดเจน ขาดคำจำกัดความ และกระบวนการตรวจสอบโดยประธานรัฐสภาขาดความน่าเชื่อถือ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็อยากจะเรียนว่า มาตรา ๒๙๑/๖ ประเด็นแรกที่ดิฉันจะพูดนี่นะคะ เสียดายท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่อยู่ เพราะประเด็นพูดถึงดิฉันเสนอให้ตัด องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ออก ดิฉันทราบค่ะ แล้วดิฉันฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงเรื่องนี้หลายรอบแล้ว ในฐานะที่ ดิฉันเองก็รู้จักองค์กรภาคเอกชนเยอะแล้วก็ทําด้านนี้มาก่อน โดยปกติแล้วคําชี้แจงของท่าน แล้วท่านก็บอกว่าถ้าองค์กรเหล่านี้มันจะสร้างความหลากหลาย ถ้าจะสร้างความหลากหลายจริง ๆ ทําไมตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ท่านไม่ใส่ตามที่คนอื่นหลายท่านแปรญัตติเข้าไปว่าให้มีทางด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านอะไร ถ้าท่านไม่กําหนดมันก็ไม่หลากหลาย มันก็จะมีเรื่องของที่มาแค่นั้นล่ะ แล้วทีนี้ก็อยากจะเรียนถามว่าโดยปกติเราบอกว่าถ้าเป็นองค์กรภาคเอกชนทั้งหลาย มันไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นนิติบุคคล เพราะว่าองค์กรที่เขาไม่เป็นนิติบุคคล องค์กร ภาคประชาชนมีเยอะ ท่านจําเป็นที่จะต้องกําหนดคุณสมบัติลงไป ถ้าท่านอยากได้นิติบุคคล ท่านต้องระบุลงไป หรือถ้าท่านบอกว่าอยากจะได้ ๓ วงเล็บนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็ (ก) (ข) (ค) ท่านก็จะต้องบอกว่าองค์กรเหล่านี้ต้องตั้งมานานเท่าไรแล้ว แล้วต้องมีผลงาน เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมายมหาชน ในด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และโดยเฉพาะ ด้านสุดท้ายของท่าน ท่านบอกว่าผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา ประกาศกําหนด แล้วก็ต้องเรียนถามว่าท่านประธานรัฐสภาท่านเป็น ส.ส. มาหลายสมัย ท่านรู้จักองค์กรเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน องค์กรภาคธุรกิจท่านอาจจะรู้จักนะคะ ภาคเศรษฐกิจสังคม ท่านต้องกําหนดนะคะว่าอย่างไรเรียกว่าภาคเศรษฐกิจ ภาคเศรษฐกิจ คือภาคเศรษฐกิจภาคประชาชนหรือภาคองค์กรเอกชน หรือภาคธุรกิจ ถ้าท่านไม่กําหนด สับสนไปหมดนะคะ หรือเศรษฐกิจสังคมคืออะไร ท่านต้องให้คําจํากัดความ แล้วท่านบอกว่า แล้วเดี๋ยวท่านประธานสภาก็รู้เอง ขอประทานโทษ ดิฉันไม่เชื่อ ท่านไม่มีทางรู้เลยค่ะ เพราะท่านอยู่ในสภา แล้วท่านก็ไม่ได้คลุกคลีกับองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน มันมีหลากหลายมาก ถ้าเป็นภาคเอกชน ภาคประชาชน ท่านไปกําหนดเป็นนิติบุคคลไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านต้องกําหนดลงไปให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นท่านจะถูกท้วงตั้งแต่ท่านเริ่มที่จะ ร่างประกาศหลักเกณฑ์ตรงนั้น ท่านกําหนดลงไปเลย อยากจะให้เป็นนิติบุคคล จะต้อง ตั้งมานานเท่าไร เพราะธรรมดาท่านบอกว่ามันมีองค์กรที่ไปขึ้นทะเบียนอยู่กับ กกต. ขึ้นอยู่กับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไปขึ้นอย่างนั้นนี่นะคะ แต่ละองค์กรที่รับจดทะเบียน องค์กรภาคประชาชน ภาคเอกชน เขามีวัตถุประสงค์ต่างกัน ท่านกําลังจะบอกว่าของท่านเอาทุกองค์กรของทุกหน่วยงานมา เพราะท่านจับฉ่าย เพราะท่านอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ ที่จริงองค์กรที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญแล้วยิ่งจะมาเป็น สสร. นี้นะคะ มันต้องชัดเจนว่า ท่านต้องการคนประเภทไหนที่จะมาร่าง สสร. ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับชาติ ต้องไม่ใช่ใครก็ได้ ถึงเวลาแล้วประธานจะร่างเอง ประธานจะประกาศกําหนดเอง แล้วถ้าท่านบอกว่า เมื่อประกาศแล้วก็จะรวบรวมมา เมื่อรวบรวมได้มาแล้วท่านก็บอกว่าจะตั้งกรรมการ ๑๕ คนขึ้นมา กรรมการ ๑๕ คนที่จะมารวบรวมในนี้แล้วก็จะมารวบรวมแล้วก็จะมาคัดเลือก ๑๕ คนต้องมีที่มาที่ไป แล้วของท่านกําหนดเอาไว้ว่าแต่ละสภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนเหล่านี้ให้เสนอมาองค์กรละ ๒ คน ดิฉันก็แปรญัตติว่าขอเป็น ๓ คน ก็คืออยากจะให้มันมีมากไว้ก่อน เอามากอง ๆ เอาไว้ และข้อสําคัญดิฉันก็เสนอว่า ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียดายท่านไม่ได้อยู่ ท่านบอกว่าการแต่งตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑๕ คน ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะว่าเขาเข้ามาเพื่อที่จะมารวบรวม เขาเข้ามาทําหน้าที่อยู่ ๒ อย่าง ๑. ตรวจสอบคุณสมบัติ ๒. ตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ท่านไม่ทราบจริง ๆ หรือคะ มันตกหล่น มันผิดพลาดได้ง่ายมากเลยและยิ่งถ้าคนเข้ามาเยอะเป็นพันนี่นะคะ ท่านใช้คน ๑๕ คน ตรวจสอบ ดิฉันไม่ค่อยเชื่อ ท่านตอนนี้เวลาท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งท่านไม่อยู่ในที่ประชุม ตอนนี้ ดิฉันจะพูดบ่อย ๆ นะคะว่าท่านไม่อยู่ในที่ประชุม แล้วก็ท่านพูดเสมอว่าเวลาที่เรา ต้องเชื่อใจกัน เวลาคัดเลือกทั้งหมด ๒๒ คน เราก็ต้องเชื่อใจกันเพราะว่าต้องให้เกียรติกับ สมาชิก ท่านกําหนดให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนเลือก ท่านบอกต้องให้เกียรติสมาชิก ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านบอกว่าคนเหล่านี้ไม่อยู่ในอาณัติของใคร แล้วท่านก็บอกว่า ต้องเคารพเกียรติภูมิของคนเหล่านี้ ต้องถามว่าท่านพูดจริงหรือเปล่า ท่านพูดอยู่บน ข้อเท็จจริงหรือเปล่า ท่านพูดลอย ๆ ได้อย่างไรว่าเราต้องเชื่อมั่น คนทุกคนที่อยู่ในสภานี้ แล้ว ๑๕ คนท่านบอกว่าเลือกมานี้มาทําแค่นี้ล่ะ แต่แค่นี้ก็ต้องมีที่มาที่ไป งานนี้งานใหญ่นะคะท่าน ไม่ใช่งานเล่นขายของนะคะ เพราะฉะนั้น ๑๕ คนที่จะมารวบรวมรายชื่อก็ตาม แล้วจะมา ตรวจสอบคุณสมบัติก็ตาม ตรวจสอบคุณสมบัตินี่ตกหล่นง่ายมากเลย แล้วใครจะท้วง กว่าท่านจะท้วงเขาก็เลือกเสร็จแล้ว ตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก็ง่ายมากอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉันเสนอว่าท่านคิดอะไรท่านเขียนลงไปเลย ท่านอย่ากล่าวลอย ๆ แล้วบอก เราต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ทุกวันนี้มีใครเชื่อมั่นกันสักเท่าไร ประชาชนเชื่อมั่นเราสักเท่าไร ท่านต้องเขียนลงไปเลยค่ะว่าท่านต้องการอะไร ต้องการให้เราเคารพเกียรติภูมิซึ่งกันและกัน บางคนก็เคารพได้ บางคนก็เคารพไม่ได้ ของเหล่านี้อย่าไปอาศัยแค่ลมปากอะไรลอย ๆ แล้วก็เชื่อมั่นสิ่งที่มันลอยอยู่แล้วมันไม่เป็นรูปธรรมนะคะ ดิฉันก็เรียนว่ากรุณาเขียนลงไปเสียว่า ท่านต้องการอย่างไร เพราะฉะนั้นเรียนว่าในที่นี้เราให้อํานาจประธานรัฐสภา อํานาจ ประธานสภาสูงมากนะคะ ในขณะที่ท่านบอกว่าท่านไม่อยากยุ่งอะไรเลยแล้วใครจะเป็นคนชงให้ท่าน ถ้าท่านไม่อยากจะทําสิ่งเหล่านี้ ตั้งกรรมการคัดเลือกก็ใช่ กําหนดองค์กรต่าง ๆ ก็ให้ท่าน ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าท่านไม่รู้จักหรอกค่ะ แล้วก็จัดทําบัญชีรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อมาและหลักเกณฑ์ วินิจฉัยเวลาที่บอกว่าการรับสมัคร สสร. มันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ก็ให้ประธานสภาเป็นคนกําหนด ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประธานสภาของเรานี้นะคะ ในช่วงที่ผ่านมาดําเนินการมา ยังไม่ปิดสมัยประชุมแรกเลยนี้ ท่านมีข้อกล่าวหา ท่านถูกครหาเยอะแยะเลยนะคะ เราจะไป ให้อํานาจของท่าน มอบอํานาจให้ท่าน ให้ท่านถูกครหาเพิ่มมากขึ้นไปทําไม เราต้องมี คณะกรรมการตั้งขึ้นมาให้มีที่มาที่ไปแล้วกําหนดเอาไว้เลยค่ะ ใครไม่ต้องตั้งคําถามหรือไม่ใช่ว่า ถ้ามาถามดิฉัน ดิฉันตีความอย่างหนึ่ง ไปถามท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็ตีความ อีกอย่างหนึ่ง แล้วสุดท้ายถ้าเผื่อประธานสภาไม่ทําตามนั้น แล้วอะไรจะเป็นหลักประกัน ก็ปรากฏว่าทุกคนก็พูดตามที่ตัวเองสนใจและพูดตามที่ตัวเองเข้าใจแล้วพูดตามที่ให้ตัวเอง อยากจะให้เป็น ถ้าอย่างนั้น สสร. ฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะเพี้ยนตั้งแต่แรก เพี้ยนตั้งแต่เรากําหนดกติกา หาผู้มายกร่างแล้วค่ะ หาผู้มาตรวจสอบคนยกร่างรัฐธรรมนูญ หาผู้มากลั่นกรอง สุดท้ายก็โยนทุกอย่างไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่ทศกัณฑ์ จะได้มีมือหลายมือ มีหน้าหลายหน้าที่จะมองไปให้เห็นหมด ต้องสร้างกลไกให้กับ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องสร้างกลไกให้กับที่มาที่ไปของ สสร. ซึ่งเราถือว่าเขาจะมาทําหน้าที่ ที่สําคัญที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้แปรญัตติไว้อีกเรื่องหนึ่ง ที่สําคัญ ก็คือถ้าสภาสถาบันอุดมศึกษาจะคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติจะเป็น สสร. ได้ทั้ง ๓ ประเภท ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ด้าน กฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการต่าง ๆ ด้านกฎหมายและด้านร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าให้ส่งมาไม่เกินด้านละ ๒ คน ดิฉันเสนอว่าเป็น ๓ คน ไม่ว่าจะเป็น ๒ คน หรือ ๓ คนก็ตาม ที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ก็คือ การที่เขาส่งมาให้อย่างนี้คัดเลือกมา ดิฉันแปรญัตติ เอาไว้ว่าให้มีทั้งหญิงและชาย เพราะนี่เป็นการคัดเลือกมา ถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันไม่เคยไปแตะต้องเลย ประชาชนจะเลือกหญิงหรือชายก็ได้ แต่ถ้าเป็นการคัดเลือกมา มันเป็นการจัดการได้ มันเป็นการดําเนินการได้ แล้วเสนอให้มีทั้งหญิงและชายอย่าหาว่า ดิฉันพูดซ้ําซาก ขนาดพูดซ้ําซากอย่างนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขให้เลย ท่านประธานมันเป็น เรื่องแปลกมากดิฉันคุยกับกรรมาธิการแต่ละท่านเห็นด้วยหมดเลย ดิฉันอาจจะมีบางท่านที่ไม่ได้คุยด้วย อย่าหาว่าดิฉันเหมารวม แต่ดิฉันคุยด้วยกับ ๕-๖ ท่าน ทุกคนเห็นด้วยหมดเลย แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวจะดูให้แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีท่าทีออกมาว่าจะกําหนด ดิฉันไม่เข้าใจว่ากรรมาธิการ ถ้ากําหนดว่าการที่มีการคัดเลือกมาไม่ใช่ประชาชนเลือกท่านโดยตรง ถ้าใส่หญิงชายเข้าไปด้วย ให้มีทั้งหญิงและชายดิฉันต้องถามว่าเสียหายตรงไหน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สําหรับท่าน แต่มันเป็นประเด็นสําคัญ เพราะที่จริงแล้วถ้าพูดถึงประเด็นหญิงชาย ท่านก็จะเห็นนะคะว่า รัฐบาลโฆษณามากเลยกระแสนายกรัฐมนตรีหญิง ว่ามีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นความก้าวหน้า ของประเทศไทย แต่ท่านไม่ได้เข้าใจประเด็นหญิงชายเลย มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวไม่พอ ท่านต้องไปพูดได้ว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดก็มีทั้งหญิงและชาย กําหนดเอาไว้ท่านอย่าบอกว่าเดี๋ยวเขาก็เลือกมาเอง ต้องกําหนดเอาไว้เลยเหมือนกันทุกอัน ถ้าอยากจะให้มีอะไรแน่ ๆ ท่านก็ต้องกําหนดลงไปให้มีทั้งหญิงและชาย ในเมื่อท่านใช้กระแส นายกรัฐมนตรีหญิง ในการที่จะพูดอะไรก็ตาม หรือในการที่จะปกป้องผลงานรัฐบาล หรืออะไรก็ตาม ท่านก็ใช้ในการโฆษณาสร้างกระแสแต่ท่านไม่เข้าใจ ยิ่งดิฉันเห็นข่าวเมื่อวานนี้ ออกมาบอกว่า ท่านจะเสนออะไรต่ออะไรแล้วก็บอกว่า จะกําหนดให้ ส.ส. หญิง เป็นผู้ประท้วงในที่สภา ถ้าไม่ใช่ก็ต้องขอโทษแต่ข่าวออกมาอย่างนี้ พอดิฉันเห็นดิฉันตกใจนะคะ ท่านคิดว่า ส.ส. หญิงสั่งให้ประท้วงได้หรือ คนที่จะประท้วงมันก็แล้วแต่ว่าใครคิดว่า จะประท้วงเพราะอะไร ถ้าท่านเห็นไม่ว่า ส.ส. หญิงหรือ ส.ส. ชายก็ตาม ถ้าเห็นว่า