รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ประเสริฐ ชิตพงศ์ แปรญัตติเปลี่ยนคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา โดยมีที่มาจากสมาชิกรัฐสภา โดยไม่ได้กําหนดจํานวนสมาชิกแต่ละพรรค แต่ให้ตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในแต่ละกลุ่ม

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในประเด็นที่อยู่ในวรรคสี่ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่จะมีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อมาตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วก็ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา ซึ่งในมาตรานี้ที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ในวรรคสี่ ก็คือประเด็นเรื่องของการที่ว่าจากร่างเดิม ที่กรรมาธิการได้เห็นชอบไปแล้วนั้นได้กําหนดให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้ที่แต่งตั้งกรรมการ ในชุดนี้ขึ้นมาทําหน้าที่ ผมได้แปรญัตติเป็นว่าให้สภาเป็นผู้แต่งตั้ง คือแทนที่จะเป็นประธานรัฐสภา เป็นผู้แต่งตั้ง ให้สภาเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งการที่จะให้สภาเป็นผู้แต่งตั้งก็เพราะว่าต้องการที่จะให้ ในเรื่องของความรับผิดชอบอยู่ด้วย แล้วก็การที่แต่งตั้งโดยที่ประชุมของรัฐสภานั้น ถือว่าเป็นการ มอบหมายภารกิจให้ไปทําหน้าที่แทนสมาชิกรัฐสภาทุกคน ซึ่งมันจะเกี่ยวโยงไปถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย รู้จํานวนและที่มานะครับ ซึ่งก็จะต่อเนื่องไปถึงเรื่องของจํานวนนอกจากที่ขอเปลี่ยนแปลงเป็นให้สภาแต่งตั้งแล้ว ผมได้ขอแปรญัตติไปว่าให้เพิ่มจํานวนจาก ๑๕ คน เป็น ๒๗ คน การที่ขอเพิ่มเป็น ๒๗ คนนั้น ก็เพราะเห็นว่าจะได้ช่วยกันแบ่งกันทําหน้าที่นี้ เพราะว่าในการที่จะต้องไปตรวจสอบ คุณสมบัติ ตรวจสอบประวัติแน่นอนครับคงจะมีชื่อเข้ามามากมาย เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้ให้ข้อมูลตอนที่ท่านได้ชี้แจงว่าน่าจะมีชื่อเข้ามาประมาณ ๒,๐๐๐ ชื่อ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะเห็นว่ากําหนดเวลาเอาไว้ว่าให้ทําเสร็จ ๒๐ วัน การที่จะพิจารณาชื่อ ตรวจสอบอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่าง คุณสมบัติ แล้วก็ข้อห้ามด้วย ซึ่งการที่จะตรวจสอบให้ได้ ภายใน ๒๐ วัน แล้วมีชื่อเข้ามามากมายเช่นนั้น ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะมากมายเช่นนั้นนะครับ คิดว่าประมาณสักเป็นหลักร้อยคงไม่ถึง หรือใกล้ ๆจะหลักพัน แต่ว่าฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วต้องบอกว่าน่าจะประมาณ ๒,๐๐๐ ชื่อ ผมก็ยิ่งน่าห่วงใยเข้าไปมาก เลยไม่แน่ใจว่าเสนอไว้ ๒๗ คน มันจะน้อยไปไหม แต่อย่างไรก็ตามก็ได้แปรญัตติเอาไว้ว่าเป็น ๒๗ คน แต่อย่างไรก็ตามนอกจากจํานวน ๒๗ คนแล้วที่สําคัญก็คือผมได้ขอแปรญัตติไว้ว่า ที่มาของคณะกรรมการชุดนี้ไม่อยากให้เป็นเรื่องของการไปแต่งตั้งคนภายนอกมา อยากให้ เป็นเรื่องของการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา แทนที่จะไปแต่งตั้งคนภายนอกมา อะไรมา ซึ่งเดี๋ยว ผมจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าทําไมผมเห็นว่าควรที่จะแต่งตั้งจากสมาชิกรัฐสภาแทนที่จะไปแต่งตั้ง คนภายนอก เพราะมันมีส่วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย อะไรด้วย แล้วก็มีเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าไปแต่งตั้ง คนภายนอกมามันจะกลายเป็นเรื่องยุ่ง เรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายก็เลยได้เสนอว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขอให้เปลี่ยนการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของรัฐสภา แล้วก็มีที่มาจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งผมก็ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ในการแปรญัตติว่าขอให้เป็น สัดส่วนจากฝ่ายรัฐบาล สัดส่วนจากพรรคฝ่ายค้าน และสัดส่วนจาก ส.ว. ตามจํานวนสัดส่วน ของสมาชิกรัฐสภาในแต่ละกลุ่มโดยที่ไม่ได้กําหนดว่าจะจํานวนเป็นตัวเลขขนาดไหน แต่ว่า ให้เอาตามสัดส่วนของจํานวนสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในแต่ละกลุ่มนั้น ไม่ได้กําหนดเป็นว่าให้มาจาก พรรคต่าง ๆ เป็นตัวแทนของพรรคต่าง ๆ แต่ให้เป็นตัวแทนตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา ที่อยู่ในกลุ่มของฝ่ายรัฐบาล และกลุ่มของฝ่ายค้าน และกลุ่มของ ส.ว. ซึ่งรวมแล้วก็ได้ ๒๗ คน ส่วนกลุ่มใดมีจํานวนเท่าไรนั้นก็เอาไปคิดตามสัดส่วนนั้นนะครับ ทีนี้การที่ผมได้แปรญัตติให้ว่า ที่มาขอให้เป็นสมาชิกรัฐสภาแล้วให้เปลี่ยนจากคณะกรรมการเป็นคณะกรรมาธิการ ก็เพราะเห็นว่า ๑. เขาเข้ามาทําหน้าที่ในระยะสั้น ๒. ความรับผิดชอบเป็นความรับผิดชอบ ที่สําคัญมาก ความรับผิดชอบตามกฎหมาย แล้วมีประเด็นอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจจะไปในทางกฎหมาย กรณีมีข้อร้องเรียน มีข้อโต้แย้ง มีอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มากมายความรับผิดชอบต่อสิ่งที่อาจจะเป็นประเด็นคัดค้าน ประเด็นโต้แย้ง ประเด็น ทางกฎหมายผมคิดว่าการที่เราเป็นสมาชิกรัฐสภากันอยู่ความรับผิดชอบในส่วนนี้มันเป็น ความรับผิดชอบที่สําคัญเป็นอย่างมาก และเป็นความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนในนามของ พี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นแทนที่จะตั้งมาจากใครก็ตามที่ท่านประธานรัฐสภา จะเป็นผู้แต่งตั้ง ให้รัฐสภา ที่ประชุมของรัฐสภาแต่งตั้งทําให้ความรับผิดชอบตามกฎหมาย มันหนักแน่นขึ้น แล้วผู้ที่จะทําหน้าที่นี้ก็เป็นสมาชิกรัฐสภา ก็ทําให้ความรับผิดชอบ มันมีน้ําหนักมากขึ้นด้วย อะไรด้วย และที่สําคัญก็คือว่าในร่างเดิมกําหนดเอาไว้ด้วยว่า ให้ประธานรัฐสภาไปกําหนดในเรื่องของสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้วแถมคนที่เข้ามา ถ้ามาจาก การแต่งตั้งนั้นก็จะได้สิทธิประโยชน์ตามมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญด้วย อะไรด้วย ผมคิดว่า มันจะเป็นความยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้งวิธีการในการประชุม การโหวต การลงมติ การอะไรต่ออะไร มันจะวุ่นวายหมด เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่าเมื่อตั้งเป็นกรรมาธิการของรัฐสภาแล้ว ในการดําเนินการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง การประชุม การลงมติ การอะไรต่อมิอะไรให้ใช้หมวด ๓ ของข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาทั้งหมวดเลยนํามาใช้ได้หมด ไม่ต้องไปกําหนดมาตราใหม่ ไม่ต้องไปกําหนด ระเบียบใหม่ ข้อบังคับใหม่ อะไรต่อมิอะไรใหม่โดยท่านประธานรัฐสภาอีก สามารถใช้ ข้อบังคับในหมวด ๓ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้เลย และเป็นการใช้ตามกฎหมายด้วย เพราะเป็นกรรมาธิการของรัฐสภา กรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ก็เลยขอแปรญัตติ โดยภาพรวมของวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ไว้โดยเปลี่ยนแปลงจากการเป็นกรรมการ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ หรือจะเป็นกรรมาธิการสามัญ เพราะว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ผู้ที่ประกอบเป็นกรรมาธิการทั้งหมดนี้เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่บุคคลภายนอก เพราะฉะนั้น ก็เลยแปรญัตติให้มาใช้สมาชิกรัฐสภาแทนที่จะใช้คนภายนอก และให้ใช้กฎระเบียบที่เป็น ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอยู่แล้วในหมวด ๓ มาใช้ทั้งหมด ไม่ต้องไปกําหนดใหม่ ก็ขออนุญาตที่จะแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสี่เป็นเช่นนี้ครับ ขอบคุณครับ