คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อให้สอดคล้องกับการแปรญัตติ และหารือเกี่ยวกับวิธีการเลือกสมาชิกสภาสังคมและวัฒนธรรมแห่งชาติ และการกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน เพื่อเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเป็นนิติบุคคลและการจดทะเบียน และขอให้ท่านประธานกรุณากําหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเสนอตัดออกทั้งมาตรา เพื่อให้สอดคล้องกับที่ กระผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ให้มี สสร. ประเภทเดียว แต่เมื่อกระผมแพ้มติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ เฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องอภิปราย ให้มากความไปนะครับเนื่องจากว่าเป็นการแปรญัตติให้สอดคล้อง แต่ถ้าท่านประธานจะกรุณา ผมจะขออนุญาตฝากข้อสังเกตไว้ใช้เวลาคงจะไม่เกิน ๓ นาที จะกรุณาอนุญาตไหมครับ ถ้าจะอนุญาตกระผมขออนุญาตครับ คือประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๖ นี่นะครับ ประเด็นที่ เป็นที่ถกเถียงกันมาก แล้วก็ทําให้เรื่องยืดเยื้อนี่นะครับ ก็เห็นจะเป็น ๒ ประเด็นคือ ๑. วิธีการเลือกที่จะให้สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนเลือก สสร. ประเภทนี้ได้ ๒๒ คน หรือว่าจะให้ เลือกได้ ๑ คน ๓ คน เพื่อป้องกันการบล็อกโหวต นี่ประเด็นที่ ๑
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหามาก ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาก็คือประเด็นเรื่อง องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ในประเด็นนี้ก็มี ๒ ประเด็นย่อยก็คือว่า จําเป็นจะต้องเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และที่สําคัญก็คือระยะเวลาการจดทะเบียนก่อนที่จะส่ง ผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะเป็น สสร. ท่านประธานครับ ในประเด็นวิธีการเลือกนั้นคงจะไม่พูดซ้ํา เพราะดูเหมือนว่าทางคณะกรรมาธิการจะยืนยัน ฟังจากคําชี้แจงเมื่อสัปดาห์ก่อนนะครับ แต่ในประเด็นองค์กรนี่นะครับ ไม่ว่าคณะกรรมาธิการจะยืนยันหรือไม่ก็ตามแต่ แต่ผมขออนุญาต ฝากไว้ตรงนี้ว่าถ้าท่านยังยืนยันกระผมก็เห็นว่าคงเป็นภาระของท่านประธานรัฐสภาในการ กําหนดกฎเกณฑ์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบอยู่เสมอว่าองค์กรจะต้องเป็นองค์กรนิติบุคคล จะต้องจดทะเบียนถูกต้อง อันที่จริงเรื่องนี้ถ้าในชั้นการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าจะได้ยึดถือตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๘ เขียนเติมไว้ตรงนี้จะเกิดความชัดเจนขึ้น ขออนุญาตนะครับ องค์กรที่มีสิทธิ เสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นองค์กรในภาคต่าง ๆ ก็ว่ากันไป นะครับ แต่ประเด็นสําคัญก็คือเขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ โดยตั้งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น โดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักร มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี และต้องมิใช่องค์กรที่แสวงหาผลกําไรหรือดําเนินกิจการ ทางการเมือง
และวรรคต่อไปบอกว่าองค์กรตามวรรคหนึ่งต้องลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อว่าคณะกรรมาธิการปรับโดยยึดหลักกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘ ไว้ดังนี้ปัญหาก็จะหมดไปเยอะ แต่ในเมื่อท่านไม่ปรับกระผมก็เข้าใจนะครับ ก็จึงเป็นภาระที่ถ้าเผื่อท่านประธานจะได้รับฟังข้อเสนอแนะของผมแล้วในขั้นตอนกําหนด หลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม ซึ่งเป็นอํานาจของท่านประธาน ถ้าท่านประธาน จะกรุณากําหนดหลักเกณฑ์ให้ล้อกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็จะหมดคําถามไปเปลาะหนึ่ง แล้วก็จะทําให้การใช้อํานาจของ ท่านประธาน ซึ่งตามมาตรานี้แล้วก็ย้อนไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑ มีอํานาจในการกําหนด กฎเกณฑ์ถึง ๔ ประการด้วยกัน ก็คือ
๑. กําหนดกฎเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน
๒. กําหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวน ๑๕ คน
๓. กําหนดหลักเกณฑ์ในการวิธีพิจารณาเพื่อวินิจฉัยกรณีที่มีปัญหา
และย้อนไปมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ค) กําหนดหลักเกณฑ์สําหรับผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในเมื่อทางกรรมาธิการคงจะไม่แก้ไขแล้วก็ไม่มีการประชุม ๔ ฝ่ายแล้วนี่นะครับ กระผมจึงขออนุญาตใช้เวทีนี้ฝากท่านประธานว่า ในการกําหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๙๑/๖ วรรคสาม หากท่านประธานจะกรุณากําหนดหลักเกณฑ์ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนให้เป็นไปล้อกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๘ ก็คือ ให้เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักร และที่สําคัญก็คือล็อกว่าให้จัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี
อีกประการหนึ่งก็คือ ต้องมิใช่องค์กรที่แสวงหาผลกําไรหรือดําเนินกิจกรรม ทางการเมือง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์แก่การเสนอชื่อ แล้วก็เป็นภาระต่อท่านประธาน ให้ลดน้อยลงไป กราบขอบพระคุณครับ