รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๖ ของรัฐธรรมนูญ โดยต้องการให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทบทวนและแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการกำหนดหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ประธานรัฐสภาเสื่อมเสีย และเรียกร้องให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียของประธานรัฐสภา

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้เสนอคําแปรญัตติและสงวนความเห็น เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยก่อนที่กระผมจะแสดงเหตุผลในการขอให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวนและขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาในที่ประชุมแห่งนี้ กระผมใคร่ขอให้ท่านประธานได้ให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขึ้นมารับฟังคําอภิปราย และให้ความสําคัญต่อคําแถลงของกระผม ที่เรียกร้องอย่างนี้เพราะว่าจะมีส่วนสําคัญ ต่อการพิจารณามาตรานี้ อาจจะกล่าวได้ว่ามาตรา ๒๙๑/๖ กระผมได้ตัดทุกวรรคทั้งมาตราครับ มาตรานี้มีความสําคัญเสมือนหนึ่งเป็นหัวใจ เป็นแก่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเป็นเรื่องของที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ คือผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมกันนั้นก็ให้อํานาจของรัฐสภาในการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์วิธีการ ที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด กระผมเรียนท่านประธานว่าการสงวนความเห็นและไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยังคงไว้ตามร่างเดิมทุกประการนั้น เพราะกระผมไม่ไว้วางใจ นั่นคือเหตุผลหลัก สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่สําหรับกระผมนั้นเห็นว่าเมื่อตอนที่เราได้รับหลักการ และในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เราก็ใช้เวลาพอสมควรในการรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเราใช้เหตุผลใช้จุดยืนโดยเห็นประโยชน์เป็นที่ตั้งและเชื่อมั่น ตรงกันว่าเมื่อเราทําคลอด สสร. สสร. นั้นจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่ม แต่ถ้าเรา สร้างความเคลือบแคลงใจบนพื้นฐานความไม่ไว้วางใจ ผมไม่ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของการสร้างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพื่ออนาคต แต่เพื่ออดีตและจะเป็นชนวนความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ผมจึงตัดทั้งมาตราครับ

ผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานที่จะเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ในวรรคหนึ่งที่กําหนดว่า ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ กระผมไม่เห็นด้วยทั้งที่ความจริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่านทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ทั้งจากซีกรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา คงจําได้ว่าในเบื้องต้นกระผมได้เสนอความเห็นแตกต่างไป นั่นก็คือว่า กระผมได้เสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่ ๒ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ คือการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน กับ ๒. คือผู้ทรงคุณวุฒิ อีก ๒๐ คน แต่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อผมได้รับฟังความคิดเห็นจากในส่วนของเพื่อนกรรมาธิการก็ดี จากที่ปรึกษากรรมาธิการก็ดี หรือแม้แต่ในส่วนของประชาชนผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา แต่ว่าร่างของประชาชนนั้นก็ไม่มีโอกาสได้รับการพิจารณาเพราะว่าต้องยอมรับว่า คณะรัฐมนตรีได้เร่งรัดในการนําร่างของคณะรัฐมนตรีแล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่างเข้ามาสู่ รัฐสภา แต่ท่านประธานก็ได้ให้โอกาส กรรมาธิการก็ได้ให้โอกาสในการที่จะรับฟังความเห็น ของผู้เสนอร่างยกตัวอย่าง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของ นปช. ซึ่งปรากฏว่าต้องการให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ ๒. ก็คือว่าเขาเรียกร้อง ให้พวกเรากรรมาธิการในขณะนั้นเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของประชาชนอย่าดูถูกประชาชน เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อเปิดรับสมัคร สสร. แล้ว ก็จะมีประชาชนทั้งที่มีความรู้ตามเกณฑ์คุณสมบัติ ทางการศึกษา หรือมีประสบการณ์มากพอ และรวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่จะใช้สิทธิในการ สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อผมได้ฟังเหตุผลเช่นนี้กระผมฟังและได้ยิน แต่เสียดายว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากฟังแต่ไม่ได้ยิน กรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงเสมอตั้งแต่มาตรา ๒๙๑ เป็นต้นมานั้น ก็บอกเสมอว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เชื่อมั่นประชาชน แต่การกระทํากับคําพูด ของกรรมาธิการเสียงข้างมากตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ท่านกลับปฏิเสธการเลือกตั้งโดยตรง ท่านกลับดูแคลนประชาชน ผมได้เปลี่ยนแปลงและท่านกรรมาธิการทุกคนยืนยันได้ พอกระผมได้เปลี่ยนแปลงคําแปรญัตติข้อเสนอกลับมาสู่การเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ๒๐๐ คน จากประชาชน กระผมตัดในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิออกไป ผมได้ให้เหตุผลต่อกรรมาธิการ และจําเป็นต้องให้เหตุผลตรงนี้อีกครั้งหนึ่งต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอการสนับสนุน เผื่อว่า ท่านจะเห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกระผม และไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก กระผมให้เหตุผลว่าเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เรายอมรับว่ามี สสร. ๒ ประเภท ๑ ใน ๒ ประเภทนั้นคือผู้ทรงคุณวุฒิ จําเป็นที่จะต้องมี ในส่วนของผู้ที่มีความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมายมหาชน การมีส่วนร่วม เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเราได้ผ่าน กระบวนการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งนํามาสู่การเกิด สสร. และการเกิดรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ยังยึดในแนวทางเรื่องของการต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ปีนี้เมื่อเรารับหลักการผมจําได้ดีว่า กรรมาธิการซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งนั้นได้รับการมอบหมายจากรัฐสภา ที่รับหลักการในวาระที่หนึ่ง ท่านยืนยันว่านี่คือร่างรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ ของความเป็นประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ทําเพื่อคนใดคนหนึ่งแต่ต้องเป็น รัฐธรรมนูญของทุกคน แต่รัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตไม่ใช่เพื่ออดีต ผมก็รับมอบหมายมา เช่นเดียวกับท่านประธานคณะกรรมาธิการที่กําลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับผม แต่กรรมาธิการ เสียงข้างมากกลับไม่นําเหตุผลแม้แต่ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของ นปช. และในส่วนของสถาบันของมหิดล แล้วก็ร่างของประชาชนอีก ๒-๓ ร่างที่นํามาเสนอวันนั้น ทุกคนยืนยันตรงกันหมดว่า ๑. เราต้องยืนยันตรงกันว่าขอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และ ๒. คือประชาชนมีภูมิปัญญาเพียงพอในการที่จะเป็น สสร. ไม่จําเป็นที่จะต้อง แยกเป็น ๒ ประเภทอีกต่อไป นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑ ว่าทําไมกระผมจึงจําเป็นที่จะต้อง ตัดในส่วนของวรรคหนึ่ง

วรรคหนึ่งนํามาซึ่งวรรคสองซึ่งกําหนดว่า ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์การ ภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ(ค) ประเภทละไม่เกินสองคน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภท พร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วันพ้นกําหนด วันรับสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าที่มาของ สสร. ประเภทที่ ๒ ได้กําหนดให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก โดยให้ ๓ ส่วน เป็นผู้เสนอ คือสถาบันการศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า ๒ คน ตามคุณสมบัติในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราได้ถกแถลงกันในส่วนกรรมาธิการ ซึ่งท่านประธาน ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมครับ แต่ว่ากรรมาธิการที่อยู่ในห้องประชุมนี้ทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อย โดยเฉพาะตัวท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอยู่ในห้องประชุม แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ได้ซึมซับต่อความกังวลของพวกเราว่าความไม่ไว้วางใจในคําพูด ที่บอกว่า สสร. ร่างทรงก็ดี สสร. ล็อกสเปกก็ดี ตรงนี้เองคือประเด็นที่เราพูดกันมา ไม่ใช่เฉพาะในการประชุม ๘ วัน ๘ คืน อย่างที่ประชุมรัฐสภาในวาระที่สอง ในชั้นกรรมาธิการ พูดกันมาก แม้แต่นอกรัฐสภา ในหน้าหนังสือพิมพ์ ในบทวิจารณ์ต่าง ๆ นานา มันไม่ใช่เป็นประเด็น ของการเมืองว่าฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยทั้งในส่วนสมาชิกวุฒิสภาจะตีตนไปก่อนไข้ หรือกลัวเกินเหตุ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเหตุผลของการรัฐประหาร หรือเหตุผลของการเกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และการที่มีการริเริ่มที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้เพิ่มหมวดว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตรงนี้เองครับ ที่ท่านประธาน คงทราบว่าเหตุแห่งความไม่ไว้วางใจจึงนํามาซึ่งการอธิบายซ้ําแล้วซ้ําเล่า ย้ําแล้วย้ําอีก ในทุกมาตรา ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้รู้ว่าเราไม่ไว้วางใจ เรากังวลใจว่า จะมี สสร. ร่างทรงเกิดขึ้น เพราะวิธีการของการกําหนดโดยโยงเอาในส่วนของการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ นั้น มันขาดความละเอียดรอบคอบและเปิดช่องว่างอย่างมาก ผมถาม ท่านประธานว่าในประเด็นนี้องค์กรเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนเป็นนิติบุคคล หรือไม่ หรือเป็นองค์กรอั้งยี่อะไรก็ได้ เป็นชมรมอะไรก็ได้ที่มีชื่อตั้งขึ้นมา ท่านเชื่อไหมครับว่า เรามีสมาคมภายใต้กฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลนี่ ๘๐๐ กว่าสมาคม นั่นเป็นนิติบุคคล นะครับ ในส่วนที่กฎหมายกระทรวงมหาดไทยดูแลเป็นมูลนิธิและสมาคมอื่น ๆ อีกจํานวน นับไม่ถ้วน และที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากปล่อยปละละเลย หละหลวมให้มาบัญญัติเช่นนี้นี่เราจะมีสมาคมอั้งยี่เข้ามาก็ได้ครับ ผมไม่ประสงค์ที่จะ ร่างกฎหมายหรือว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศด้วยความไม่รอบคอบเช่นนี้ ผมจึงต้อง ตัดวรรคนี้ทั้งหมดครับท่านประธาน

ในวรรคสามที่กําหนดว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากําหนด เห็นไหมครับท่านประธาน วรรคสาม กับวรรคสองจะโยงต่อเนื่องกัน วรรคสามนั้นกําหนดให้ ๑. สภาของสถาบันอุดมศึกษา ๒. องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและ ๓. องค์กรภาคเอกชน แต่พอมาถึงวรรคสาม ท่านประธานแปลกใจไหมครับว่าทําไมเหลือเพียงแค่ ๒ องค์กร ๒ ประเภท ที่ให้ประธานรัฐสภา กําหนด คําตอบง่าย ๆ ก็คือว่า องค์กรที่ ๑ คือสภาของสถาบันอุดมศึกษานั้นเป็นนิติบุคคลครับ เช่น สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ สภามหาวิทยาลัยมหิดล สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สภามหาวิทยาลัยรามคําแหง เป็นต้น มีเกือบ ๒๐๐ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนครับ แต่ว่าภาวะ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสองมันหลวมมากครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักที่สําคัญที่เราวิตกกันก็คือว่าภายใต้บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจ ผมไม่ต้องการให้ เรานําสถาบันประธานรัฐสภาไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อความเสื่อมเสีย การอภิปรายของสมาชิก จํานวนไม่น้อยได้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลดังกล่าว และแน่นอนเรายอมรับความจริงนะครับว่า ท่านประธานรัฐสภาถึงแม้โดยตําแหน่งจะเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของอํานาจในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร มาจาก เสียงข้างมาก มาจากฝ่ายรัฐบาล ประกอบกับความไม่ไว้วางใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะที่มาของ สสร. นั้นจะมีการล็อกสเปก จะมี สสร. ร่างทรง ตรงนี้กระผมไม่ประสงค์ ที่จะปล่อยให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียของประธานรัฐสภา เกียรติภูมิของประธานรัฐสภาก็ดี ความมัวหมองถ้าหากว่าการกําหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ไปเข้าทางต่อความต้องการในการที่จะล็อกสเปก ท่านประธานก็คงจะเล็งเห็นได้เช่นเดียวกับ กระผมว่า ความเสื่อมเสียจะเกิดขึ้น แล้วใครรับผิดชอบ ถึงวันนั้นท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านจะรับผิดชอบได้อย่างไร กรรมาธิการเสียงข้างมากจะรับผิดชอบ ได้อย่างไร ผมจึงต้องตัดวรรคนี้ทั้งวรรคครับ

วรรคสี่กําหนดว่า ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจํานวนสิบห้าคน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด โดยหลักเกณฑ์นี้ให้รวมถึงการประชุม การลงมติ การดําเนินการของคณะกรรมการ เงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของกรรมการด้วย เพื่อดําเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในยี่สิบวันและส่งผลการตรวจสอบต่อ ประธานรัฐสภา โดยในการประชุมของคณะกรรมการให้นําบทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์ตาม มาตรา ๑๓๐ และความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วรรคสี่ก็เป็นอนุมาตราต่อเนื่องจากวรรคสาม เป็นการที่กําหนดมอบอํานาจให้ ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการขึ้นมา ๑๕ คน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานกําหนด ความจริงถ้าดูในส่วนของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ๑ คนดังกล่าวนั้น ท่านประธาน ก็จะเห็นว่าจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร. เท่านั้น กระผมแปลกใจเหลือเกินว่าทําไมจะต้องมีเรื่องของเอกสิทธิ์ ทําไมจะต้องมีเรื่องของการคุ้มกัน ประหนึ่งเสมอเหมือนเท่าเทียมกับสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุม แต่ว่าประเด็นนี้ก็คงเป็น เหตุผลเดียวกันซึ่งกระผมไม่ประสงค์จะใช้เวลามากนัก ก็คือว่าไม่ต้องการให้ประธานรัฐสภา เข้ามาเกี่ยวข้องเลยกับเรื่องของการสรรหาหรือการได้มาซึ่ง สสร. ในวรรคถัดมาได้กําหนดให้ ซึ่งผมค่อนข้างกังวลครับท่านประธาน ตรงนี้ยอมรับว่าอยากเรียกร้องไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากทบทวนเถอะครับ กระผมให้ตัดทั้งวรรคเลย นะครับ เพราะว่าในร่างที่เสนอเข้าสู่การพิจารณารัฐสภาในวาระที่สองนั้นเขียนไว้อย่างนี้ครับ

ให้ประธานรัฐสภาจัดทําบัญชีรายชื่อของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมา แยกเป็นประเภทแต่ละบัญชีโดยให้เรียงรายชื่อตามลําดับอักษร และให้ประธานรัฐสภา เรียกประชุมรัฐสภาภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภา ลงมติคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ผมต่อวรรคถัดไปนะครับ ในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้เลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประธานรัฐสภา จัดทําตามวรรคห้าตามจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) การลงคะแนนดังกล่าวให้กระทําเป็นการลับ

ใน ๒-๓ วรรคดังกล่าวนั้นกระผมต้องขออนุญาตย้อนไปสู่มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นั่นคือสมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจํานวน ๒๒ คน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จํานวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จํานวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกําหนด จํานวนสิบคน

ตรงนี้เองคือที่มาของมาตรา ๒๙๑/๖ (๖) กระผมมีความเชื่อและวันนี้ก็ยังเชื่อว่า ประธานรัฐสภานั้นไม่ควรเกี่ยวข้องและการกําหนดเช่นนี้เป็นภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการที่ ฝ่ายนิติบัญญัติของเรานั้นจะได้รับผลกระทบถ้าหากว่าความวิตกกังวลที่เรากริ่งเกรงกัน มันเกิดขึ้นจริง การได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าความเห็นที่ ต่างกันราวขาวกับดําระหว่างผมกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น นั่นคือหลักการในเรื่องของ ความเป็นประชาธิปไตย กระผมใคร่ขอให้เหตุผลเพียงสั้น ๆ ประกอบกับการแปรญัตติ และสงวนความเห็นว่าเราไม่ควรจะมี สสร. ประเภทที่ ๒ จึงต้องตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ทั้งหมด แล้วผมไม่ประสงค์ที่จะให้ประธานรัฐสภาและรัฐสภามีส่วนในการคัดเลือก สสร. ประเภทที่ ๒ เพราะผมเชื่อว่าการจะเริ่มต้นประชาธิปไตย การจะเริ่มต้นก้าวใหม่ของการปฏิรูปการเมือง ควรที่จะเชื่อมั่นประชาชน ควรจะเชื่อมั่นระบบเลือกตั้งและควรจะเชื่อมั่นผลของการเลือกตั้ง ที่ประชาชนได้ใช้สิทธิทั้งการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. และการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ด้วยดุลยพินิจที่ไม่มีภาระผูกพันต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมเชื่อมั่นว่า สสร. ที่จะเกิดจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะเป็นผู้ที่ทําการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกแบบประเทศไทย จะต้องทําพิมพ์เขียวประเทศไทยโดยกฎหมายสูงสุดของประเทศ มันหมดเวลาแล้วสําหรับ ความไม่เชื่อมั่นประชาชน มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ความจริงใจในการที่จะก้าวสู่ การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ผมเองเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้แสดงให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้เห็นว่าผมได้สละซึ่งอัตราตัวเอง สละซึ่งความคิด ยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ซึ่งแต่เดิม ท่านทราบดีครับ ผมเสนอให้มี สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน และ สสร. ที่มาจาก ผู้เชี่ยวชาญ ๒๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเสมือนคล้าย ๆ ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) แต่เป็นบัญชีรายชื่อที่มีการกําหนดคุณสมบัติแตกต่างออกไปแต่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานกําลังเข้าทําหน้าที่นะครับ ผมได้อธิบายเหตุผลในการที่ผมเสนอคําแปรญัตติ ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากกรรมาธิการเสียงข้างมากและกําลังให้เหตุผลที่สําคัญ และโดยเฉพาะท่านประธานเองท่านเป็นประธานรัฐสภาตัวจริงครับ ผมไม่ได้คํานึงว่า เป็นท่านประธานสมศักดิ์หรือท่านประธานชื่อใด แต่ผมคํานึงในฐานะความเป็นประธานรัฐสภา เป็นสถาบันและไม่อยากให้เข้าไปเกี่ยวข้องต่อเรื่องการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทที่ ๒ ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นท่านประธานรัฐสภาทําหน้าที่เหมือนคนสวนที่จะปลูกต้นไม้พิษ ได้รัฐธรรมนูญ ได้ สสร. ที่เป็นผลไม้พิษ ผมต้องการปกป้องคุ้มครองสถาบันนิติบัญญัติของเรา คุ้มครองสถาบันประธานรัฐสภา ท้ายที่สุดต้องเรียนท่านประธานว่าผมได้ใช้เวลาในการ อภิปรายหลายครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเจตนาของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา นั่นก็คือการใช้สิทธิที่จะโน้มน้าวให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เปลี่ยนความเห็นมายอมรับ ในคําแปรญัตติของกระผม กระผมต้องเรียนท่านประธานว่ากระผมไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น กระผมเชื่อมั่นอย่างเดียวว่าเมื่อเราได้รับมอบหมายจากรัฐสภาเราต้องทําหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทําหน้าที่ให้ดีที่สุด นั่นคือการเขียนรัฐธรรมนูญออกมาโดยไม่สร้างปัญหา ในอนาคต เขียนรัฐธรรมนูญโดยจะต้องกําจัดความเคลือบแคลงไม่ไว้วางใจออกไปให้มากที่สุด วันนี้ผมเรียกร้องท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบผมในที่ประชุม เมื่อผมได้จบ คําอภิปรายว่าทําไมท่านถึงยังยืนยันที่จะต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การคัดเลือกโดยได้มาตามประกาศหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากําหนด ทําไมท่านไม่ไว้ใจ ประชาชนอย่างนั้นหรือ อย่างที่ท่านชี้แจงท่านให้เหตุผลกับพวกเราในการประชุมกรรมาธิการ ตลอดมา ทําไมท่านจะต้องมี ๒ ประเภท และถูกกล่าวหาว่าประเภทที่ ๒ นี้คือร่างทรง คือการล็อกสเปก สสร. ท่านตอบให้ชัดเจนนะครับ

๒. ก็คือว่าทําไมท่านถึงนําประธานรัฐสภาซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติ ของเราไปอยู่ในจุดเสี่ยงของความขัดแย้ง ของความไม่ไว้วางใจอันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ๒ ประเด็นนี้เป็นเหตุผลหลักที่กระผมได้ขออนุญาตท่านประธานได้เสนอความเห็นในคําแปรญัตติ แล้วหวังว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจะฟังและได้ยิน และใช้เหตุผลชี้แจงผม อย่างตรงไปตรงมา ขอบพระคุณท่านประธาน