รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้เลือกตั้งภายใน 120 วัน และเสนอรูปแบบแบ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้เกิดความหลากหลายในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มภาพพจน์ของประเทศไทยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ ญ สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ตาก

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้เป็นผู้ที่แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในเรื่องของวัน เวลา มาตรา ๒๙๑/๖ นี้ผมให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ และวรรคสอง ผมจะอ่านย่อ ๆ ก็แล้วกันนะครับว่า ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กร ภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ประเภทต่าง ๆ นี้นะครับ (ก) (ข) (ค) ผมแปรญัตติไว้ให้เป็น ๓๐ วัน จากที่คณะกรรมาธิการให้ ๑๕ วัน ท่านประธานครับผมจําเป็นจะต้องใช้เวลาในการอธิบายนี้ พอสมควรว่ามาตรา ๕ ที่เพิ่งผ่านมานี้ครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ผมก็ให้ ๑๒๐ วันเช่นเดียวกันนะครับ ด้วยเหตุผลที่ผมเคยอภิปรายไปครั้งก่อน แต่ครั้งนี้มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คือกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นหัวกะทิของการที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะเกิดขึ้นมาจาก สสร. มันจะไปทิศทางใด เรียกว่าเป็นกลุ่มที่สําคัญที่สุด สําคัญแม้ว่าจะมาก ก็ถือว่ามากกว่า สสร. ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ คือ ๗๗ จังหวัด ซึ่งมีความสําคัญเท่ากันจริง ๆ แล้ว เพราะ ๑ สิทธิก็คือ ๑ เสียง แต่พวกนี้เป็นพวกนักวิชาการตามที่เรากําหนดสเปกไว้แล้ว ท่านประธานครับ ในวาระที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ ผมคือผู้แปรญัตติที่อยากจะ ให้มีการเลือกมาจากสัดส่วนจังหวัดต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากเพื่อนสมาชิก คือโหวตแพ้ไปแล้วนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนที่เรียกว่าสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุม ของรัฐสภา ๒๒ คน ผมเห็นด้วยผมไม่ตัดทิ้ง เพราะผมเชื่อมั่นในกลุ่มคนเหล่านี้ เพียงแต่ในวันนั้น ผมได้อภิปรายว่า ถ้ามันเป็นอํานาจของประธานรัฐสภามันมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะได้มาอาจจะ ไม่ยุติธรรม คือมีการคัดเลือกคนที่เป็นพวกของตัวเองได้ ผมจึงเสนอให้ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้มีสิทธิในการเสนอชื่อหรือเรียกว่าเรามาล็อบบี้ (Lobby) กันก็ได้ว่าแบ่งกันไปเลย เมื่อได้เกิดปัญหา ในการพิจารณามาตรา ๒๙๑/๕ ผมก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่าใน ๒๒ คน น่าจะมาจาก เพื่อนสมาชิกฝ่ายวุฒิสภา คือฝ่ายวุฒิสภาก็จะมี ๒ พวก พวกแรกก็คือพวกที่ลงมติรับรอง มาตรา ๒๙๑/๑ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือไม่รับรอง ในส่วนของซีก ส.ส. ก็เช่นเดียวกันมีทั้งรับรอง และไม่รับรอง ผมก็มาคิดง่าย ๆ ว่าถ้ามี ๒๒ คนเราก็แบ่งออกเป็น ๔ ฝ่าย ๔ หาร ๒๒ ก็ได้ ๕ เหลือเศษ ๒ ถ้าจะให้เกิดความยุติธรรมและทําให้สังคมได้เกิดการเรียนรู้จากความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน ผมก็คิดว่าให้วุฒิสภาเขาไปเป็นฝ่ายละ ๖ คน ก็คือฝ่ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย คือมีคู่ขัดแย้งกันก็เป็นฝ่ายละ ๖ คนก็เป็น ๑๒ คน ส.ส. เราฝ่ายละ ๕ คน ทําไมผมถึงต้องการ ให้มีการแบ่งกลุ่มกันแบบนี้ ก็เพื่อที่อยากจะให้เกิดความหลากหลายในการที่จะคิดสร้าง รัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ผมมีความเชื่อท่านประธานครับ ผมมีความเชื่อ เหมือนกับนักชีววิทยาหลาย ๆ คนที่เชื่อว่า ความหลากหลายก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และแข็งแรง ถ้าท่านประธานได้ศึกษาดูแม้แต่ขณะนี้มีการผสมวัวพันธุ์ต่าง ๆ หรือ ผสมหมาพันธุ์ต่าง ๆ ก็เหมือนกัน เขาจะไม่เอาหมาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน เขาจะต้องเอาวัวก็ดี สุนัขก็ดี ที่คนละตระกูลแต่ว่าเป็นแชมป์ (Champ) ด้วยกันทั้งอันเอามาผสมพันธุ์กัน เพื่อให้เกิดลูกที่แข็งแรงเข้มแข็ง เฉกเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญถ้าเรามอบให้อํานาจเป็นของ ประธานรัฐสภาแห่งเดียว ความสุ่มเสี่ยงมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเลย คนจะไปทิศทางเดียวกัน ไปหมด ความหลากหลายก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็นลูก ที่จะเป็นผลผลิตจาก สสร. ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่อ่อนหรือไม่แข็งแรง ก็จะเป็น รัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างยั่งยืนได้ ผมคิดอย่างนี้ว่าหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่โดย สสร. หนีไม่พ้นที่เราจะต้องจับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมันใช้ได้กับ ทุกระบบเลย ในระบบการเมืองที่เราจะตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นมา ถ้าเราให้คนร่างหรือหลายฝ่าย อาจจะเป็นฝ่ายสุดขั้วเลย ซ้ายจัด ขวาจัด ถ้าเรามาจากหลายฝ่ายจะได้อยู่ตรงกลาง ๆ ผมหวังไว้เช่นนั้นนะครับ นี่คือประเด็นแรก

อันที่ ๒ เป็นเรื่องของเหตุผล มันจะหักล้างกันเองครับระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย

อันที่ ๓ เมื่อเราได้คู่ตัดสิน คู่แข่งที่เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ ลูกที่ออกมา ก็จะแข็งแรง มันก็จะเกิดความยั่งยืนครับ รัฐธรรมนูญก็ไม่จําเป็นที่เราจะต้องไปแก้ไขบ่อย ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ โดยทั่วไปในต่างประเทศหรือแม้แต่ประเทศไทยเรา คนร่างก็พยายามอยากที่จะให้เกิดการแก้ไขได้ยากที่สุดได้มีการวิวัฒนาการการจัดทํา รัฐธรรมนูญทั่วโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ หลักคิดก็เป็นแบบเดียวกันครับ ก็คือว่าแก้ไขยากแต่ต้อง ทําให้ดีที่สุด ดีในลักษณะที่ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าเพลโต้บอกว่าต้องสร้าง รัฐธรรมนูญให้เหมือนกับแม่ ให้เราเคารพเหมือนกับแม่ เป็นคุณแม่เราที่เข้มแข็งและแข็งแรง เมื่อใช้ไปนาน ๆ แม่เราป่วย เราอาจจะแก้ไขไปบางมาตราเพื่อให้แม่เรากลับมาแข็งแรงขึ้นอีกครับ นี่คือเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยากจะให้เห็นความหลากหลายในการที่ได้มาซึ่ง สสร. ประเภทนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะนะครับ ท่านประธานครับ บรรยากาศ เมื่อสักครู่ก็ค่อนข้างจะเครียดไปนิดหนึ่ง ผมก็ไม่ได้กล่าวเกริ่นนํา เพราะผมอยากจะมาถาม ท่านประธาน เมื่อครั้งก่อนผมได้เรียนถามท่านประธานท่านที่หนึ่งไปแล้วนะครับ ก็คือว่า ขณะนี้เราประชุมกันในลักษณะที่มันผิดปกติ ผิดปกติจริง ๆ ทุกคนวินิจฉัยได้ แม้แต่ตัวท่านประธาน ก็ยังรู้สึกว่ามันผิดปกติ ผมก็ไม่ได้รับคําตอบว่าทําไมเราต้องเร่งรีบไปขนาดนี้ แล้วก็มีคําตอบครับ ผมเชื่อว่าถ้ามีคําตอบดี ๆ เช่น ที่เรานั่งแก้รัฐธรรมนูญกันเร่งรีบ แล้วอดทนกันมา ๑๐ คืน ถ้าทําเสร็จแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทําให้ภาพพจน์ของประเทศไทย เศรษฐกิจเดินหน้า อย่างรวดเร็ว มีนักลงทุนแย่งกันมาลงทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องจัดทํา งบประมาณสร้างคลังเก็บเงินเพื่อมีเงินที่จากต่างประเทศจะไหลมา เทมา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ นะครับ ธนาคารเอกชนอาจจะต้องล้ม เพราะประชาชนจะร่ํารวย ไม่มีเงินไปฝากอย่างนี้เป็นต้น ถ้าภาพพจน์ออกมาเป็นอย่างนี้นะครับ เราก็สมควรที่จะเร่งกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เร็วกว่าเป็นปัจจุบันนี้อีกด้วย ผมมีความเชื่อมั่นอันนี้ แต่ไม่มีคําตอบครับในสิ่งเหล่านี้