นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและเสนอแนะวิธีการสรรหากรรมาธิการที่เป็นธรรม โดยไม่ล็อกสเปกเบ็ดเสร็จ และวิพากษ์วิจารณ์ประธานรัฐสภาเกี่ยวกับการสรรหากรรมาธิการด้วย
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนี่เป็นกฎหมายสูงสุด ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งของประเทศนะครับ ในการที่มีการแก้ไขนี่ผมถือว่ามีความสําคัญ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริงนั้น ที่มาที่ไปนี่เป็นเรื่องสําคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้น ให้รัฐสภาดําเนินการ คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๒๒ ท่าน ถ้าดูในมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วทั้งร่าง จะเห็นว่าจํานวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๒ ท่านนั้นเป็นการล็อกสเปกเบ็ดเสร็จ เรียบร้อย ไม่มีข้อสงสัยเลยครับ เพราะอะไรครับ
ประเด็นแรก ก็คือว่าให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นผู้ตั้งกรรมาธิการ จํานวน ๑๕ คนเพื่อมาดําเนินการตามเงื่อนไขวิธีการต่าง ๆ ที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนดนะครับ ประเด็นแรกตรงนี้เราก็มองเห็นชัดแล้วครับ โดยส่วนตัวผมเคารพท่านประธานรัฐสภา แต่ท่านประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองนะครับ ก็ไม่มีละครับที่จะเชื่อใจว่าประธานรัฐสภา จะเป็นกลางในการดําเนินการในเรื่องนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ เลยครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ การสรรหาบุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลายนั้น มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ ความไม่เป็นธรรม การล็อกสเปกนี่เกิดขึ้น อย่างชัดเจน คือให้พรรคการเมืองมีอํานาจในการที่จะร่วมสรรหาร่วมกับคณะกรรมการ จากหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ โดยให้พรรคการเมืองไปเลือกกันเองเพื่อเป็นตัวแทน ในคณะกรรมการสรรหา ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่มีการเลือกตั้งนั้น พรรคใหญ่ที่สุดได้เป็นตัวแทน พรรคมีคะแนนระดับ ๒ นี่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนในการสรรหา แต่พรรคที่มีสมาชิก ๓ คน ๒ คนได้รับเลือกเป็นตัวแทน อันนี้อันหนึ่งนะครับ ก็เป็นการชี้นําในคณะกรรมการสรรหา ที่จะเอาบุคคลไปให้วุฒิสภาเลือก นี่เป็นเบื้องต้นนะครับ ผมจะยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้น เมื่อมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือกคณะกรรมการสรรหา แล้วนี่ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้ประธานรัฐสภา มีอํานาจเบ็ดเสร็จเลย ในการที่จะตั้งกรรมการ ๑๕ คน และวิธีการต่าง ๆ นี่ประธานรัฐสภา เป็นคนกําหนดเองหมด แล้วก็มาให้รัฐสภาเป็นคนเลือก เราเอาความจริงมาพูดกัน ผมนี่ไม่เห็นด้วยกับประธานคณะกรรมาธิการที่วันนั้นได้ชี้แจงว่าโวยนี่ดีที่สุดแล้วนะครับ สภาเป็นคนเลือกนี่ดีที่สุด มีวุฒิสภาด้วย มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล แต่ความเป็นจริงนี่เสียงข้างมากนั้น มันอยู่ที่รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในรัฐสภานี่ผมว่าความเป็นจริงนี่แทบจะมองกันออกเลยครับว่า ใครเป็นฝ่ายไหน ถึงจะเป็นกลางก็เถอะ ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ใครเห็นด้วยทางฝ่ายไหน ในการลงมติต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นเป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนนะครับว่าเสียงข้างมากนั้นอยู่กับใคร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าให้รัฐสภาเป็นคนเลือก ๒๒ ท่านนี่ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าเป็นไปตาม ความต้องการของฝ่ายเสียงข้างมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นประเด็นแรกนะครับ เพราะฉะนั้นที่ประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงมานั้นว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร และความเป็นจริง ก็ปรากฏครับ จากการอภิปรายของสมาชิกหลายท่านในสภาแห่งนี้ว่า บางคนนี่ไปประกาศตัวแล้ว ประกาศตัวแล้วครับว่า ผมเป็น สสร. ในจํานวน ๒๒ ท่านนั้นแน่นอน หลายท่านด้วย แล้วก็ความจริงคงจะปรากฏให้ชัดนะครับ ถ้ามาเขียนมันปิดไว้นะครับ แล้วถึงวันนั้นมาเปิดดูกันนี่ คงจะรู้ความจริงอันนี้คงจะแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นผมทําไมถึงพูดว่าล็อกสเปกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมมีตัวอย่างในวุฒิสภาครับ สมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งชุดแรก ของประเทศไทย ๒๐๐ คนนะครับ ไม่สังกัดพรรค เป็นกลางทางการเมือง แต่เชื่อไหมครับ สามารถล็อกได้ องค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญล็อกได้จริง ๆ ครับ คะแนนที่ออกมาเป็นไปตามความต้องการโดยมีโผ ทําไมทําได้ละครับ ๒๐๐ คนยังทําได้เลย เป็นกลางนะครับ อิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง นี่สังกัดพรรคการเมืองนะครับ รัฐสภาชุดนี้เป็นเสียงข้างมาก ๓๐๐ กว่าคนแล้ว แทบจะถึงครึ่งหนึ่ง ของสมาชิกรัฐสภาแล้ว นั่นขนาดอิสระนะครับ ๒๐๐ คน แต่ว่ารัฐสภายุคผมนี่ ความจริง ผมภูมิใจนะครับว่า ผมนี่เป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งชุดแรกของประเทศไทย แต่มันมีข้อครหามาว่า ผมไม่สบายใจเลย แล้วทุกวันนี้ผมนึกถึงภาพตอนนั้นผมไม่สบายใจว่า เขาเรียกว่าสภาทาส ทําไมละครับ ถึงเรียกว่าสภาทาส มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านครับ รับเงินเดือนประจําจํานวนประมาณ ๖๘ ท่าน อันนี้ผมยืนยันได้ครับ ผมนี่เป็นคนพูดความจริง ในสภาแห่งนี้ไม่เคยโกหก ยืนยันได้เลยว่ามีสมาชิกกินเงินเดือนประจําประมาณ ๖๘ ท่าน