รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการแปรญัตติรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าความตั้งใจในการแปรญัตตินั้นไม่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ที่มีการขอแปรญัตติ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของประธานรัฐสภา โดยมีความเห็นไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการพิจารณา และตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการในมาตรา 291/5 เป็นระยะเวลาที่เร็วมาก

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นหนึ่งในบรรดาเพื่อนสมาชิกนับร้อยคนที่ได้ขอแปรญัตติร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๖ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในการขอให้มีการแปรญัตตินั้น วัตถุประสงค์ของผมกับคณะก็คงจะไม่แตกต่างกัน นั่นคือประสงค์ที่จะให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้รับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ท่านประธานจะเห็นว่าในคราวที่ คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมกันนั้น พวกเราที่มีการขอแปรญัตติก็ได้มีการไปชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ปรากฏปัญหาอย่างที่ท่านประธานทราบ นั่นก็คือบางครั้ง คณะกรรมาธิการเองก็ไม่ได้ครบองค์ประชุม แต่ในการชี้แจงกับคณะกรรมาธิการนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดายครับที่ข้อคิดความเห็นของเพื่อนสมาชิกจํานวนมากนั้นไม่ได้อยู่ในการรับฟัง ของทางกรรมาธิการเสียงข้างมากเลย ท่านกลับใช้เสียงของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น รองรับเอาบรรดาความคิดหรือบทบัญญัติที่ผู้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีการเสนอเข้าสู่สภา ความจริงแล้วในมาตรา ๒๙๑/๖ นี้ น่าจะเป็นมาตราหนึ่งที่มีเพื่อนสมาชิกขอแปรญัตติมากที่สุด ตัวผมเองนั้นแปรญัตติเอาไว้มีประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของวันเวลาในทางปฏิบัติ หลังจากที่มีการดําเนินการตามมาตราต่าง ๆ ไปแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ผมแปรญัตติเอาไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของที่มาของ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกของรัฐสภาจํานวน ๒๒ คนนั้น ในมาตราก่อนหน้านี้ผมเองได้แปรญัตติ ให้มีจํานวนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเห็นว่าถ้าเกิดเป็นไปตามร่างของรัฐบาลแล้ว ก็อาจจะมีปัญหา เรื่องความไม่ครอบคลุม

แต่เรื่องสําคัญที่สุดในประการที่ ๓ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้มีการแปรญัตติเอาไว้ หลากหลายรูปนั้น ผมเองก็แปรญัตติไว้ครับ ในประการที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องของความเป็นห่วง ในแนวทางปฏิบัติที่มาตรานี้ให้อํานาจกับประธานรัฐสภาเอาไว้ค่อนข้างที่จะมาก และเพื่อนสมาชิก ใช้คําว่า ชงเอง ตบเอง กินเอง ซึ่งน่าจะเป็นคําจํากัดความที่ดีที่สุด ผมเรียนท่านประธานก่อนครับว่า ในการขอแปรญัตตินั้นก็แปลว่าไม่เห็นด้วยกับร่างที่เป็นร่างซึ่ง คณะกรรมาธิการมีการพิจารณากันอยู่ และในที่สุดแล้วเมื่อชี้แจงกรรมาธิการไม่รับฟังอะไร ก็จําเป็นต้องสงวนคําแปรญัตติ คําถามก็มีว่าทําไมผมจึงไม่เห็นด้วย ก่อนที่กระผมจะได้บอกว่า ทําไมผมจึงขอแปรญัตตินั้น ก็อยากจะบอกก่อนว่าที่ไม่เห็นด้วยเพราะมันมีจุดอ่อนครับ

จุดอ่อนประการแรกในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๙๑/๖ ได้เขียนไว้ว่า รัฐสภา ดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน เจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ ผมแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วันครับ คําถามก็คือ ๗๕ วัน มีปัญหาอะไร ความจริงแล้วมีเพื่อนสมาชิกหลายคนนะครับ ที่แปรญัตติเอาไว้ให้มีการขยายเวลาออกจาก ๗๕ วันนี้ไป ถ้าเราย้อนกลับไปดูระยะเวลาที่ กฎหมายที่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นคนรับรอง เอาไว้นั้น ลองไปรวมวัน เวลาดูครับ แต่ละอย่างเป็นไปด้วยความเร่งรีบทั้งสิ้นครับ ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานของเพื่อนสมาชิกตั้งแต่ต้นว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้น เป็นการขอแก้ไขซึ่งมีเหตุผลที่มาที่ไปที่ค่อนข้างที่จะไม่เหมือนกับนานาอารยประเทศเขาทํากัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาจึงมีการกําหนดให้มีการเร่งรัด หรือเร่งรีบ จนอาจจะ นําไปสู่ปัญหาในทางการปฏิบัติได้ครับ ผมก็ยังเห็นว่าถ้าขั้นตอนที่กฤษฎีกาประกาศแล้ว แล้วไปเลือก ๒๒ คน ซึ่งผมแปรญัตติเป็น ๒๗ คน ๗๕ วันนั้นมีปัญหาแน่ครับ ระยะเวลาที่ เร่งรีบนี้มันมีปัญหามาตั้งแต่แนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว มีกรรมาธิการเสียงข้างมาก บางท่านลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมนี้ยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ว่าเขามีการตั้ง สสร. ขึ้นมา แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคนซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน แต่ถ้าไปดูมูลเหตุ ของแต่ละที่นั้นมันต่างกันครับ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นย้อนกลับไปถึงตอนที่เขาตั้งประเทศ เป็นสหพันธ์ หรือเป็นสาธารณรัฐ เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาใหม่ ๆ ประเทศออสเตรเลีย ก็เช่นเดียวกัน ยามเมื่อแยกออกจากประเทศอังกฤษ ประเทศอื่น อย่างประเทศอินเดีย หรือประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกัน หรือทางประเทศแอฟริกาใต้ก็ดี ก็มีมูลเหตุมาจากการแยกตัวเอง มาเป็นเอกราช หรือจากความขัดแย้งที่สะสมลึกในเรื่องชาติพันธุ์ที่ยาวนาน แต่มูลเหตุ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าการแก้ไขแบบนี้สุดท้ายแล้ว จะนําไปสู่การแก้ไขในเนื้อหาอะไร แล้วก็มีความหวาดระแวงเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นยิ่งเร่ง กระบวนการเท่าไรก็ตาม ยิ่งกําหนดวันให้สั้นลงเท่าไรก็ตาม ปัญหาก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะเสียงที่ไม่เห็นด้วยก็จะมีการคัดค้าน และยิ่งท่านรวบอํานาจเอาไว้ในมือของประธานรัฐสภา อย่างเจตจํานงของบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๖ โดยไม่มีองค์กรใด หรือกลไกใดสามารถที่จะไป คานอํานาจประธานรัฐสภาได้ แน่นอนครับ การปฏิบัติเช่นนั้นย่อมมีปัญหาแน่ ๗๕ วัน หลังจากประกาศพระราชกฤษฎีกา หมายความว่ามีเวลาเพียงแค่ ๒ เดือน กับ ๑๕ วัน ถ้าย้อนกลับไปดูตามกฎหมายบางฉบับครับ อย่าง กสทช. ที่ผ่านไปให้ทางด้านวุฒิสภา ได้ดําเนินการคัดเลือกกันนั้นก็เป็นปัญหาครับ การกําหนดที่มาขององค์กรต่าง ๆ ก็ดี กระบวนการในการคัดเลือกต่าง ๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น การกําหนดเวลาเร็วแบบนี้ นอกเหนือจากมีปัญหาทางการปฏิบัติแล้วก็เป็นไปได้ว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการเตรียมคน เอาไว้แล้ว ล็อกกันเอาไว้แล้ว และเชื่อว่าในเวลาอันสั้นสามารถที่จะดําเนินการได้ ดังนั้น ถ้าหากต้องการให้เห็นความโปร่งใส และลดความหวาดระแวงที่มีต่อนโยบายของรัฐบาล ในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าไม่ใช่เป็นการเตรียมเอาพรรคพวกเข้ามาเพื่อมาถอดรื้อรัฐธรรมนูญ ครั้งใหญ่ และนําไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วยกร่างตามที่กลุ่มคนบางกลุ่ม คิดกันเอาไว้แล้ว หรือคนบางคนคิดเอาไว้แล้ว การขยายเวลาออกไปจาก ๗๕ วัน ผมเสนอเป็น ๑๒๐ วัน ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เสนอไว้ที่ ๙๐ วันนั้น ความจริงเป็นเรื่องที่กรรมาธิการน่าจะรับฟังได้ แต่ปรากฏว่า จากการพูดจากันมาตลอด ๘-๙ วัน มาตรานี้พูดกันมา ๒ วัน ๓ วันแล้ว ซีกของกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังไม่ฟังอะไร ๗๕ วันนี้มีปัญหาแน่นอนครับ การขยายออกไป ๙๐ วัน หรือ ๑๒๐ วัน ความจริงไม่น่าเป็นเรื่องที่เกินกว่าเรื่องที่กรรมาธิการสามารถที่จะไปปรับปรุงแก้ไขได้ แต่พอ ๗๕ วันมันเหมือนกับว่ามีการเตรียมการอะไร เตรียมคนเอาไว้แล้ว แล้วล็อกกันเอาไว้ แล้วว่าจะต้องเป็นไปตามนั้น

ยิ่งมาดูในวรรคสอง วรรคสองท่านกําหนดให้แต่ละองค์กรที่จะเข้ามาจะเลือกกันเอง แล้วกําหนดระยะเวลาในการที่จะไปดําเนินการต่าง ๆ ในระยะเวลาที่ท่านกําหนดเอาไว้ ส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน ตรงนี้ก็มีการตั้งข้อสังเกตครับว่าการกําหนดไว้เพียง ๑๕ วันนั้นเป็นระยะเวลาที่เร็วมาก องค์กรบางองค์กรอย่างที่ท่านใช้คําว่า องค์กร ภาคเศรษฐกิจและองค์กรภาคเอกชน ท่านไปเขียนเอาไว้ในบทบัญญัติ มาตรา ๓ ซึ่งผมเอง ก็ผิดพลาดในส่วนตัวเองที่ไม่ได้แปรญัตติตัดตรงนี้ออกไปหมด แต่ถ้าฟังตามเจตนารมณ์ ของเพื่อนสมาชิกเสียงข้างที่เป็นเสียงข้างน้อยจํานวนมากที่แปรญัตติเอาไว้ประสงค์จะให้ ตัดตรงนี้เพราะไปให้อํานาจประธานรัฐสภาไว้ในการกําหนด พอกําหนดว่า ๑๕ วันต้องส่ง องค์กรพวกนี้ไม่มีใครตอบได้ ณ ปัจจุบันนี้ว่ามาจากไหน มีคนเคยขอว่ากําหนดเอาไว้ว่า เป็นองค์กรนิติบุคคลได้ไหม หรือว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับ หรือต้องมีกลไก หรือวิธีการอื่น ในการรองรับมากกว่าที่จะให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดตามบทบัญญัติในวรรคสาม ซึ่งจะเกี่ยวโยงถึงเวลาของการเลือกในวรรคสองตามที่ผมแปรญัตติไว้ ปรากฏว่าเป็นการเขียนเอาไว้ ให้อํานาจประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าองค์กรเศรษฐกิจ และองค์กรภาคเอกชนจะเป็นไปโดยดุลยพินิจของประธานรัฐสภาคนเดียวเท่านั้น ๑๕ วันนี้ ถ้าเกิดมีองค์กรต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะส่งคนเข้ามาสู่กระบวนการในการคัดเลือกต่าง ๆ ซึ่งจะดําเนินการต่อไปนั้น ประเด็นคือ ๑๕ วันนี้การดําเนินการจะต้องเร่งรีบมาก ๆ แล้วจะกลายเป็นว่าองค์กรใดหรือภาคส่วนใดที่มีการเตรียมการดีก็สามารถดําเนินการได้ เหตุการณ์จะย้อนกลับว่าถ้า ๑๕ วันไม่เสร็จจะทําอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปเกี่ยวโยงกับเรื่องของ ๗๕ วันอย่างที่ท่านกําหนดเอาไว้ด้วย ผมแปรญัตติให้มีการ ขยายเวลาในส่วนนี้ออกไปสอดคล้องกับในวรรคหนึ่งครับ ประเด็นตรงนี้ก็จะพิสูจน์ ทางกรรมาธิการเหมือนกันว่าถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากประสงค์จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความโปร่งใสพ้นจากข้อครหาว่าล็อกเอาไว้แล้วว่าเอาคนของกลุ่มตัวเอง พวกของตัวเอง มีความคิดที่เหมือนกับคนซึ่งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้มาก็ต้องขยายเวลาและสร้างกลไก ที่จะสร้างความโปร่งใสมากขึ้น แต่ถ้ายังยืนหยัดในมาตรานี้ซึ่งผมฟังดูกรรมาธิการเสียงแข็งมาก ในมาตราที่แล้ว มาตรา ๒๙๑/๕ ท่านยอมแก้เรื่องของกฎหมายที่จะมาใช้ ซึ่งเดิมทีนั้นผมเอง แปรญัตติไว้ว่าควรจะต้องไปยกร่างกฎหมายต่างหาก ท่านยอมกลับมาที่จะใช้กฎหมาย การเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่มาตรานี้ซึ่งมีคนสงวนไว้เยอะ ท่านไม่เปลี่ยนใจเลย กรรมาธิการ ไม่ได้ฟังใครเลย อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งว่าระยะเวลาที่กําหนดเอาไว้ รวมกับตัวองค์กร ที่ให้อํานาจประธานรัฐสภานั้นไว้ท่านมีคนในใจแล้ว มีหลายคนพยายามที่จะทํารายชื่อ เหมือนกับเกร็งเอาไว้เลยว่าคนนั้นคนนี้จะเข้ามา แล้วก็เดาได้เลยว่าถ้ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เข้ามา แกนความคิดทั้งหลายในการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ก็จะปรากฏในรัฐธรรมนูญซึ่งนั่นจะนําไปสู่ ความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน เช่น กลุ่มที่พูดถึงเรื่องของการแก้ไขอํานาจหรือการคานอํานาจ ของศาลยุติธรรม กลุ่มที่พูดถึงเรื่องขององค์กรอิสระซึ่งจะต้องมีการยุบไป อย่าง ป.ป.ช. หรือ กกต. เหล่านี้เป็นต้น หรือการพูดถึงการคัดเลือกบุคคลบางระดับซึ่งเป็นระดับสูง ในองค์กรตุลาการ โดยคนซึ่งมีกลุ่มความคิดที่เห็นว่าควรจะไปทิศทางนั้น การกําหนดระยะเวลาไว้อย่างนี้เร่งรัด การกําหนดอํานาจไว้ที่ประธานรัฐสภาจะนําไปสู่การนําเอาคนกลุ่มนั้นเข้ามาแล้วตรงนั้น ที่สมาชิกที่เขาแปรญัตติเขามีความวิตกกังวล กรรมาธิการไม่ฟังสักนิดหรือครับว่า การกําหนดให้ประธานรัฐสภาแต่ฝ่ายเดียวนั้นจะนําไปสู่ปัญหาเรื่องของความขัดแย้ง และความไม่โปร่งใส ผมก็แปลกใจนะครับท่านประธานครับที่ตัวท่านประธานเองก็แทบไม่เคย แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้เลยทั้ง ๆ ที่ท่านตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งจะสอดคล้องกับ ในวรรคถัดมาที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้ ความจริงแล้วในบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๖ เพื่อนสมาชิกบางคนตัดออกทั้งหมดนะครับ แปลว่าไม่ยอมรับกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเขาตัดออกหมด แต่กรรมาธิการชุดนี้ก็ไปยืนตาม หลักการเดิมซึ่งมีการเขียนเอาไว้แล้วทั้งโดยร่าง ครม. และร่างที่มาจากพรรคเพื่อไทยว่า จะต้องเขียนไว้ในหลักการว่าจะต้องมี สสร. ประเภทที่รัฐสภาเลือกด้วย เพราะฉะนั้น การดําเนินการใด ๆ ของพวกเราถ้าดําเนินการเช่นที่ว่านั้นก็ขัดกับหลักการจนกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยบางคนต้องสงวนเอาไว้ แต่การเขียนเอาไว้ให้มี สสร. แบบนี้มันก็ไปสนับสนุน แนวคิดที่เพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่าจะนํามาสู่การกินรวบ เพราะ ๗๗ บวก ๒๒ ถ้า ๗๗ ฐานเสียงรัฐบาลบวกพรรคร่วมประมาณ ๕๔ ๒๒ นี่ท่านกินรวบหมด ท่านปาเข้าไป ๗๖ ท่าน ใน ๙๙ ท่าน นั่นก็หมายความว่ากินรวบทั้งหมดและตัวบุคคลที่มีการเตรียมเข้าไป ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะที่มีกลุ่มความคิดเดียวไม่ได้สะท้อนความหลากหลาย ในสังคม ประเด็นที่กระผมได้มีการสงวนคําแปรญัตติเอาไว้และกรรมาธิการไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องการสร้างกลไกขึ้นมาครับเพื่อจะมาคานอํานาจประธานรัฐสภา ผมเสนอให้มีการ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งครับซึ่งเป็นคณะกรรมการสรรหาจํานวน ๑๕ คน ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายศาลยุติธรรม ตัวแทนจากศาลปกครอง ตัวแทนจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ตัวแทนจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตัวแทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วไปดําเนินกระบวนการสรรหา ความจริงแล้วโดยเจตนาผมประสงค์จะตัดอํานาจของ รัฐสภาออกด้วยซ้ําไป เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่ามันฟังดูดี เวลาเขียนในร่างรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกที่มาจากการคัดเลือกทั้งหมด ซึ่งความจริงนั้นประธานรัฐสภาเป็นคนเขียนไปเลยบอกว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจ องค์กรภาคเอกชนนั้นเป็นใครก็ชี้ได้ เวลาเราพูดถึงประธานรัฐสภา มันมี ๒ ส่วนที่ซ้ํากันอยู่ ๑. พูดถึงประธานรัฐสภาในฐานะตําแหน่ง กับ ๒. พูดถึงประธานรัฐสภา ในฐานะที่เป็นตัวบุคคลแน่นอนถ้าเป็นตัวตําแหน่งรัฐธรรมนูญเขาเขียนเอาไว้ว่าต้องทําหน้าที่ อย่างเป็นกลาง แต่ถ้าพูดถึงตัวบุคคลหนีไม่พ้นครับที่จะต้องเกี่ยวพันกับตัวท่านประธาน โดยตรง ซึ่งก็ถูกครหามากเรื่องความเป็นกลางอันนี้ผมก็เรียนท่านประธานตรง ๆ แม้แต่กระทั่งฉายาที่สื่อมวลชนตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมไม่จําเป็นต้องกล่าวซ้ําตรงนั้น แต่มันสะท้อนความคิดเห็นของหลายฝ่าย ว่าฉายาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเสียงสะท้อนหนึ่งของ สื่อมวลชนที่เขาทํางานอยู่ในรัฐสภา เขาพูดถึงคนซึ่งเป็นนายใหญ่จากประเทศเมืองไกล กับพูดถึงการทํางานของท่านที่เสมือนกับว่าดูดีแต่แท้จริงแล้วไม่ได้ทําหน้าที่ที่เป็นกลาง อย่างเคร่งครัด เราต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นครับ แต่เวลาวิพากษ์วิจารณ์ถึงในแง่ของ ตัวประธานรัฐสภาในฐานะที่เป็นตําแหน่งนั้นก็มีจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นี้เช่นเดียวกันว่า คําว่า ประธานรัฐสภา นั้นหมายถึงตัวบุคคลเพียงคนเดียวครับ เป็นคนที่ไปวางว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น จะเป็นใครมาจากไหน เป็นคนไปกําหนดคณะกรรมการมา เป็นคนไปกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาต่าง ๆ จนกระทั่งคัดกลุ่มคนแล้วก็นํามาสู่การเลือกของรัฐสภา ไม่มีกลไกใด ค้านเลยครับ ถ้าวันนี้ประธานรัฐสภาไม่ได้มาจากเสียงข้างมากในสภานี้ เสียงนี้อาจจะเบาลงครับ แต่ขอประทานโทษข้อเท็จจริงก็คือท่านประธานมาจากพรรคเพื่อไทย เสียงข้างมากในรัฐสภานี้ ก็เป็นของพรรคเพื่อไทยบวกกับพรรคร่วมรัฐบาล และถ้าดูเสียงโหวตจากกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา อีกจํานวนหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่าเสียงข้างมากนั้นก็เป็นไปตามเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่การหาคน สรรหาคนไปร่างรัฐธรรมนูญนั้น