รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงลำดับการอภิปรายและการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทุกคน ไม่ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง และมีความหลากหลายในการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอการแก้ไขบทที่ ๒ ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเพิ่มองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชนเข้ามาในการเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญ และมีการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน โดยสมาชิกสภาแต่ละคนจะลงคะแนนเสียงและเลือกผู้เชี่ยวชาญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเดี๋ยวสงสัยว่า ลําดับการอภิปราย เนื่องจากว่าสภาได้มอบหมายให้ผมไปทําหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ไอปา คอคัส (AIPA Caucus) ซึ่งเป็นการประชุมของสมาชิกรัฐสภาในกลุ่มอาเซียน แล้วก็ช่วงนี้ เป็นช่วงพักกลางวัน ถ้าผมไปตามคิวก็จะไม่สามารถกลับไปทําหน้าที่ได้ แล้วถ้าจะรอจน ประชุมเสร็จเย็นนี้ก็เกรงว่าจะผ่านมาตรานี้ไป ก็ได้ขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาไว้แล้ว ตั้งแต่เช้า แล้วก็ในช่วงค่ําก็ขอหารือท่านประธานไว้แล้วด้วยว่ากระผมมีเรื่องที่จะต้องหารือกับ ท่านประธานรัฐสภา

สําหรับมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานครับ หัวใจของเรื่องนี้ก็อยู่ที่เรื่องของ การคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แนวทางของกระผม แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกจํานวนมากทั้งในฝ่ายค้านทั้งในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็รวมไปจนถึง สมาชิกของพรรครัฐบาลบางท่านด้วยซ้ํา เราก็ยังประสงค์ที่จะเห็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยบุคคลซึ่งมีความหลากหลาย ไม่ถูกครอบงําโดยฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อที่จะให้การจัดทํารัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนทุกคน ซึ่งก็จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งควรจะเป็น ก็คือเราจัดทํารัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ควรจะได้มีการปฏิรูป ควรจะได้เป็นกระบวนการหนึ่งของการปรองดอง แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ปัญหาของร่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้คงไว้ในขณะนี้ ก็คือมันยังขาดหลักประกันของการกระจายตัวของ สสร. ให้เกิดความหลากหลาย เราใช้เวลา ถกเถียงกันมากในสภาแห่งนี้ท่านประธานครับ ก็เพราะว่าความกังวลต่อความไม่หลากหลายตรงนี้ที่จะทําให้สิ่งที่หลายฝ่ายนั้นกังวล แล้วก็นําไปสู่ความขัดแย้งได้ ก็คือการที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทําขึ้นนี่กลายเป็น รัฐธรรมนูญของคนกลุ่มเดียว แม้จะเป็นเสียงข้างมากในสภาหรือในประเทศก็ตาม เพราะผม ได้ย้ําตั้งแต่ต้นว่ากติกาของสังคมที่เป็นกติกาสูงสุดจะต้องเป็นกติกาที่มีที่ยืนให้กับทุกฝ่าย เพื่อเป็นกติกาที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต แล้วก็จะเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมจึงได้แปรญัตติในมาตรานี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องของ กระบวนการของการได้มาในส่วนของ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา แน่นอน ในส่วนของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราก็ได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหา แต่ว่าสภามีมติผ่านไปแล้วก็ไปแก้ไขไม่ได้ แต่เฉพาะใน ๒๒ คนนี้ครับ ผมก็ได้แปรญัตติไว้ ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องเงื่อนเวลา ผมจะไม่เสียเวลาตรงนี้ ก็เพียงแต่มองว่าถ้ากระบวนการ มันยืดออกไปอีกสัก ๑๕ วันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อความรอบคอบในการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ในส่วนนี้

แต่ส่วนที่ ๒ ที่ผมขอแปรญัตติครับ มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการได้มา ๒๒ คนนี้โดยตรง ในอดีตที่ผ่านมาเวลาเราต้องการผู้เชี่ยวชาญเราก็มักจะมองไปที่ สถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งความจริงแล้วในอดีตที่ผ่านมาการที่ให้ สถาบันการศึกษาเขาคัดเลือกบุคคลหรือเสนอชื่อขึ้นมานั้นเราก็ไม่เคยจํากัดนะครับว่าจะต้องเป็น บุคคลที่อยู่ในสถาบันนั้น ๆ เพียงเท่านั้นมันก็เปิดกว้าง เพียงแต่ว่าก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเราต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มาจากสาขาใดบ้าง เช่นกฎหมายมหาชน เช่น รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ในด้านการบริหาร แต่ว่าครั้งนี้เรามีการเพิ่มเรื่องของ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนลงไป ซึ่งดูผิวเผินเมื่อเป็นการเปิดกว้าง ก็น่าจะดี แต่สิ่งที่ท่านประธานต้องไม่ลืมก็คือว่าการเสนอชื่อขึ้นมาทั้งหมดนี่ จากสถาบันอุดมศึกษาหรือจากองค์กรต่าง ๆ ที่ระบุเอาไว้ สุดท้ายก็ต้องมาที่นี่ เมื่อมาที่นี่ เลือกกัน ๒๒ คน สมาชิกรัฐสภาแต่ละคนก็จะลงคะแนน ซึ่งก็จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ การคัดเลือกที่ประธานรัฐสภาจะกําหนด ซึ่งผมไม่ทราบว่าท่านจะกําหนดอย่างไร แต่ว่าเบื้องต้นฟังจากกรรมาธิการก็มีความเป็นไปได้ว่าจะกําหนดว่าสมาชิกสภา ๑ คน ก็เลือกตามจํานวนที่จะได้ เพราะว่ากรรมาธิการก็ชี้แจงในทํานองนั้นมาโดยตลอด ประเด็น อยู่ตรงนี้ครับท่านประธานครับ ๒๒ คน ถ้าเราพูดตามความเป็นจริงสมาชิกรัฐสภาที่จะใช้สิทธิ มันหนีไม่พ้นหรอกครับโดยธรรมชาติที่จะมีการปรึกษาหารือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคการเมืองที่ตนสังกัด ท่านประธานก็คงนึกออกนะครับ ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ พาลุสุข ขึ้นมาก็จะชี้แจงว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้คําภาษาอังกฤษด้วยซ้ําว่า ปาร์ตี้ คอคัส (Party caucus) เพราะฉะนั้นผมก็เชื่อว่าเวลาที่จะลงคะแนนเลือก ๑๑ คนนี้ สมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็จะไปปรึกษาหารือกันเอง แนวโน้มที่จะเลือกเหมือนหรือคล้ายกันต้องยอมรับครับว่าสูงมาก คุณหมอเหวงเวลาชี้แจงบอกมีความคิดเห็นส่วนตัว แต่ว่าพรรคเห็นอย่างหนึ่ง ก็อ้างว่า เป็นระบบเสียงข้างมาก ใช้คําว่าความงดงามของประชาธิปไตยบอกคิดอย่างไรแต่ในที่สุด ก็ลงมติตามที่พรรคมีมติเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเป็นอย่างนี้นะครับ

ประการแรก ให้เลือก ๒๒ คน เราก็จะได้ ๒๒ คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมาจาก ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาเพียงฝ่ายเดียว ผมว่านี่ไม่ใช่เจตนารมณ์นะครับของการจัดทํา รัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แต่ถ้าเราปล่อยเป็นอย่างนี้แล้ว คนที่เสนอชื่อขึ้นมานี่มันมีหลักมีเกณฑ์พอสมควรมันก็วางใจได้ระดับหนึ่ง กรณีของ สถาบันการศึกษาครับ ที่กระผมได้กราบเรียนก่อนหน้านี้ว่าเราใช้กันมาโดยตลอดเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่าประการแรกเราเชื่อครับว่าคนในสถาบันเหล่านี้ เขามีความรับผิดชอบ เขาก็คงจะเสนอบุคคลที่เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน จะมีความฝักใฝ่ทางการเมือง ทางหนึ่งทางใดบ้างก็คงเป็นปกติธรรมดา เพราะผมก็เห็นว่าจะเป็นนักวิชาการหรือจะเป็น ประชาชนทั่วไปไปบอกว่าไม่ให้ฝักใฝ่ หรือไม่ให้มีความคิดเห็นทางการเมืองเลยก็คงไม่ใช่ ที่สําคัญที่สุดครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าองค์กรเหล่านี้เขามีกฎหมายรองรับ เขาเป็นนิติบุคคล เขามีองค์กรในการบริหารจัดการเมื่อบอกให้เขาไปเสนอชื่อบุคคลมา เขามีตัวองค์กรที่ชัดเจน เช่นสภาสถาบัน ซึ่งถูกกําหนดเอาไว้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยกฎหมายว่าเป็นใคร มาจากไหน ประชุมกันเป็นประจําอยู่แล้วเขาก็จะทําหน้าที่นี้ได้ แต่พอท่านเปิดโอกาสว่าให้องค์กร ภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนเสนอชื่อมาได้ วันนี้ไม่มีใครทราบเลยครับว่า องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนเป็นใคร วันก่อนผมถึงได้จี้คณะกรรมาธิการว่า ยืนยันได้ไหมว่าต้องเป็นนิติบุคคล ยืนยันได้ไหมว่าต้องมีกฎหมายรองรับ ท่านก็บอกแต่เพียงว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านไม่ได้เขียนไว้ครับ มิหนําซ้ําท่านยังบอกว่าไปค้นมาแล้ว มีกฎหมายตั้งไม่รู้กี่ฉบับ ซึ่งกําหนดเอาไว้ว่าเวลาพูดถึงองค์กรภาคประชาชน องค์กร ภาคเศรษฐกิจ หรือองค์กรภาคสังคม หมายถึงอะไร แต่ปรากฏว่าทั้ง ๆ ที่ท่านได้ไปพบ บทบัญญัติในกฎหมายเหล่านั้นท่านกลับไม่นํามาเขียนเอาไว้ สิ่งเดียวที่ท่านเขียนเอาไว้ก็คือว่า องค์กรเหล่านี้จะเป็นใครให้เป็นไปตามที่ท่านประธานรัฐสภากําหนด ผมไม่พูดถึงตัวบุคคลล่ะครับ ตัวท่านประธานรัฐสภา แต่ผมคิดว่านี่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีความรัดกุมเลย ผมไม่มีทางทราบเลยว่า ท่านประธานรัฐสภาท่านจะไปกําหนดหลักเกณฑ์อย่างไร สมมุติวันนี้เราทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ วันนี้มีคนไปตั้งองค์กรรอบอกว่าเป็นชมรมนักธุรกิจเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมือง ปี ๒๕๕๕ แล้วอาจจะเป็นพรรคพวกของพรรคการเมืองหรือใครก็ตามเป็นองค์กรขึ้นมา มีสิทธิเสนอชื่อไหมครับ ไม่มีใครทราบ วันนี้นั่งกันอยู่ในห้องประชุมทุกคนไม่มีใครทราบ ผมไม่แน่ใจว่าแม้แต่ท่านประธานรัฐสภาท่านทราบหรือยัง ท่านจะไปกําหนดอย่างไรครับ องค์กรนี้ตั้งขึ้นเมื่อไรก็ได้หรือเปล่า หรือต้องมีมาแล้ว ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แล้วถ้าท่านบอกว่า ๑ ปี จะมีปัญหาไหมครับกับองค์กรซึ่งเขาอาจจะตั้งขึ้นมาไม่ถึงปี แต่ไม่ได้มีเจตนาในการที่จะ เข้ามาเกี่ยวข้องในการที่จะมาทําให้ สสร. นั้นเป็นฝ่ายของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ถ้าท่านบอก จะตั้งเมื่อไรก็ได้เรามีหลักประกันอะไรว่าไม่เกิดองค์กรประกอบด้วยคนไม่กี่คน แต่มีสิทธิ เสนอชื่อคนเข้ามาเท่าเทียมกับสถาบันการศึกษา แล้วพอชื่อเข้ามาแล้วขอให้มีคุณสมบัติ ครบถ้วน ส.ส. ส.ว. ที่นี่มีสิทธิเลือกได้ทั้งสิ้น ผมจึงไม่เห็นด้วยครับ ผมจึงบอกว่าการที่จะ มีการระบุองค์กรอย่างนี้โดยปราศจากกฎหมายรองรับมันเป็นการเปิดช่องจะโดยเจตนา หรือไม่ให้กลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองสามารถไปดําเนินการให้มีชื่อเสนอเข้ามาที่สภา แล้วเมื่อเสนอเข้ามาก็อย่างที่กระผมกราบเรียนครับ เสียงข้างมากจะเลือกอย่างไรก็คงจะ ได้ตามนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมจึงเสนอว่าถ้าไม่ระบุลงไปให้ชัดเจนว่าองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนเป็นใคร นิยามโดยอะไรตัดออกไปเถอะครับ ตัดออกไปแล้วเราก็จะได้ มีหลักประกันว่าไม่มีกระบวนการในการที่จะไปล็อกจัดคนขึ้นมาเพื่อให้รัฐสภาเลือก เพราะผมก็ยังเชื่อใจสภาของสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ว่าก็คงจะทําหน้าที่ อย่างดีที่สุดในการเสนอชื่อขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อผมได้แปรญัตติในส่วนของ หลักเกณฑ์ตรงนี้แล้วผมขอกราบเรียนต่อไปครับว่าผมฟังตอนที่เราเริ่มต้นมาตรานี้ ผมได้ลุกขึ้น แล้วก็สอบถามท่านประธานรัฐสภาบอกมาตรานี้ถ้าคงไว้อย่างที่คณะกรรมาธิการคงไว้ ท่านจะมีอํานาจมาก เพราะนอกจากจะกําหนดเรื่องของตัวหลักเกณฑ์องค์กรเหล่านี้แล้ว ท่านยังจะไปมีอํานาจในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการสมัคร การรับการคัดเลือก การคัดเลือกสมาชิกต่าง ๆ ด้วย ผมก็ถามท่านตั้งแต่แรกบอกว่าแล้วท่านประธานท่านมีแนวคิดอย่างไร ถ้าท่านประธานจําได้ นะครับ ท่านประธานสมศักดิ์ตอบผมว่าท่านอยากจะเกี่ยวข้องหรือมีการใช้ดุลยพินิจในเรื่อง เหล่านี้น้อยที่สุด เวลากรรมาธิการทํางานมาตราต่าง ๆ นี่ครับ อย่างเช่นมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผ่านมา ไปเกี่ยวข้องกับ กกต. ท่านก็ถามความเห็น กกต. ฟังบ้างไม่ฟังบ้างสุดแล้วแต่ ผมก็ถามว่าท่านถามความเห็นท่านประธานรัฐสภาหรือยัง แล้วถ้าท่านประธานรัฐสภายืนยัน คําตอบที่ตอบกับสภาในวันที่ผมถาม ท่านไม่คิดจะทบทวนหรือครับ แล้วท่านประธานเอง ท่านก็ไม่สบายใจว่าจะให้เป็นดุลยพินิจของท่านมากําหนดว่าองค์กรไหนมีสิทธิเสนอชื่อ องค์กรไหนไม่มีสิทธิเสนอชื่อ จะเอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็นภาระของท่านประธานทําไม เพราะฉะนั้นประการที่ผมต้องการจะเสนอในการแปรญัตติก็คือท่านมี ๒ ทางเลือก ๑. ตัดองค์กรเหล่านี้ออกไป หรือ ๒. ถ้าจะยังคงองค์กรเหล่านี้ต้องเพิ่มบทบัญญัติ ที่มีความชัดเจนว่าหลักเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นองค์กรที่มีที่มาที่ไปอย่างไร ท่านประธานครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่กระผมจะกราบเรียนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการก็คือว่า หลักเกณฑ์การคัดเลือก วันนี้จะเป็นการพิสูจน์เจตนารมณ์ของท่าน ที่เขาอ้างว่าจะมีการจัดทํา กระบวนการ จัดทํารัฐธรรมนูญแบบกินรวบ ความหมายก็คือคนกลุ่มหนึ่งยึดครองอํานาจทุกอย่าง เขียนกติกาสูงสุดของประเทศได้ มันจะพิสูจน์กันตรงนี้ครับ เพราะมันมีข้อเสนอจากพวกเรา บอกว่าถ้าไม่ต้องการกินรวบการกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเมื่อมีชื่อมาให้สภาคัดเลือกเราสามารถ ทําให้ สสร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมีความหลากหลายทางการเมืองได้ เช่น แทนที่จะให้ ส.ส ส.ว. ๑ คน ลงคะแนนเลือก ๒๒ คน ก็ให้เลือกไม่เต็มจํานวน วันนั้นท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ ท่านลุกมาชี้แจง ท่านบอกว่ามันจะมีเหตุผลทางการเมืองรองรับหรือ มันจะแปลว่าอะไร แล้วท่านก็ไปยกตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างว่าเคยใช้ระบบนี้กับการเลือก ส.ว. มาแล้ว แล้วก็อ้างว่า ส.ว. ที่เลือกตั้งกันตอนนั้นบางท่านได้คะแนนตั้งหลายแสน อาจจะเกือบล้าน แต่บางท่านได้คะแนนเพียงไม่กี่หมื่นก็เข้ามาได้ ถูกต้องครับ มันไม่ได้ผิดอะไรละครับ เพราะการออกแบบระบบเลือกตั้งมันอยู่ที่ว่าเราต้องการเลือกตั้งคณะบุคคลไปทําอะไร ผมไม่ปฏิเสธเลยครับถ้าเรากําลังเลือกคนไปเป็นรัฐบาล แล้วหรือเลือกคนที่ต้องการไปทํางาน เป็นหมู่คณะ ทํางานสอดคล้องกันหมด การออกแบบว่ามีการเลือกตั้งคนได้กี่คน ให้เลือกได้ เท่าจํานวนมันก็เหมาะสม ก็จะได้มีเสียงข้างมาก จะได้เข้าไปทํางาน เข้าไปบริหารงานได้เต็มที่ แต่การที่เราบอกว่าเรากําลังจะทํากติกาซึ่งต้องการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เราควรจะคิดใช้ รูปแบบการเลือกตั้งอื่น ท่านประธานลองนึกดูสิครับ บางประเทศสมัยก่อนหน้านี้ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งครองอํานาจค่อนข้างเด็ดขาดเขายังอุตส่าห์ ไปออกแบบระบบเลือกตั้งเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาในสภาได้ เช่น เลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง ๓ คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้ ๑ คน หรือ ๒ คน เท่านั้นเอง ไม่ได้ขัดกับ หลักประชาธิปไตยเลยครับ อยู่ที่ว่าท่านมีความจริงใจว่าจะให้ สสร. มันกระจายไปมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ต้องไปสุดโต่งละครับบอกว่าให้เลือกได้คนละคน กลัวว่าเดี๋ยวถ้าเลือกได้คนละคน คนที่ได้คะแนนไม่กี่คะแนนอาจจะได้รับการเลือกตั้งเข้าไป แต่ไม่จําเป็นต้องเลือกเต็มจํานวนครับ ผมคิดว่าถ้าวันนี้ทางกรรมาธิการลุกขึ้นมาให้หลักประกันในการคัดเลือก สสร. ที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญที่ทําให้สภามองเห็นว่ามันจะมีความหลากหลาย มันจะปิดช่องโหว่ช่องว่างในการ มีกระบวนการในการเตรียมคนมาเป็น สสร. มาตรานี้จะผ่านไปได้ง่ายครับ เราได้เสนอเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในประเด็นให้กรรมการ ๔ ฝ่ายไปพิจารณา ผมก็ยังยืนยันครับว่าถ้าท่านกรรมาธิการ ใจกว้างจริงต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคนจริง ลุกขึ้นมาเถอะครับ ปรับบทบัญญัติตรงนี้และมาตรานี้จะผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าท่านคงไว้ความสงสัยว่า มีความพยายามจะกินรวบ ช่องโหว่ ช่องว่างที่จะเกิดขึ้นจากการที่จะไปเตรียมบุคคลเข้ามาได้ รวมไปถึงปัญหา เชื่อเถอะครับมีปัญหาแน่ เหมือนกับเวลาเขาคัดสรร กทช. กสช. ก่อนหน้านี้ เรื่ององค์กรไหนใช้ได้ องค์กรไหนใช้ไม่ได้ จะเป็นปมความขัดแย้งโดยไม่จําเป็น ผมจึงเรียกร้องนะครับว่าให้คณะกรรมาธิการได้ทบทวนเรื่องนี้ ให้หลักประกันกับสภาว่า ท่านจะทํารัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ไม่ใช่ฉบับกินรวบ ผมจึงขอสงวนคําแปรญัตติไว้ครับ ขอขอบพระคุณครับ