รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

นคร มาฉิม หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอขยายระยะเวลาการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจาก 75 วันเป็น 90 วัน และขอเปลี่ยนแปลงจำนวนบุคคลที่องค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่งคัดเลือกจาก 2 คนเป็น 20 คน

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส ในการที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุและผลที่ได้ขอแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติ ต่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับผมได้แปรญัตติไว้ไม่มากในส่วนของ มาตรา ๒๙๑/๖ ขออนุญาตอ่านสั้น ๆ แล้วก็อธิบายเหตุผลประกอบ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดําเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ให้แล้วเสร็จ ภายใน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่า ๗๕ วันแต่ผมขอเพิ่มเป็น ๙๐ วัน นับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ มีผลใช้บังคับ เหตุผลที่ผมต้องขอขยายระยะเวลาจาก ๗๕ วัน เป็น ๙๐ วัน เนื่องจากว่าอันที่จริงแล้วในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมเองก็ไม่ค่อย เห็นด้วยเพราะว่าผมเองต้องการที่จะให้ สสร. ซึ่งจะเป็นผู้กําหนดทิศทางในการบริหาร ประเทศโดยผ่านกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญที่จะมีการยกร่างขึ้นจะได้เป็นแบบ เป็นหลัก แล้วก็มีความมั่นคงถาวร แต่ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบผ่านหลักการนี้ มาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ เรียบร้อยแล้ว ผมเองจึงจะขอแสดงเหตุผลประกอบว่า ทําไมที่จะต้องขอขยายจาก ๗๕ วันเป็น ๙๐ วัน เหตุผลเพราะว่ามีผู้สมัคร สสร. หลายคน บางคนอาจจะมีประวัติที่ด่างพร้อย บางคนอาจจะ มีประวัติที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือว่าบางคนอาจจะมีประวัติที่ไม่เป็นที่ไม่สมควร ที่จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เช่น ไปเกี่ยวพันกับยาเสพติด ไปเกี่ยวข้องกับ คดีที่มีความผิดทางอาญาหรือว่าเคยต้องโทษหรือว่าเคยมีประวัติใด ๆ ที่เป็นความผิดในทางอาญา แต่เนื่องจากว่าระยะเวลา ๗๕ วันเป็นระยะเวลาที่สั้นมากเพราะว่าไหนจะมีการรวบรวม ประวัติ ไหนจะมีการคัดเลือก ไหนจะมีกระบวนการต่าง ๆ สมาชิกรัฐสภาก่อนที่จะตัดสินใจ ๗๕ วันน้อยเกินไป เราไม่สามารถที่จะเจาะลึกไปในประวัติส่วนบุคคลที่ประกาศตน แล้วก็เสนอตนมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็รอบด้าน เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะขอถือโอกาสนี้นํากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเสนอขยายระยะเวลาออกไปสัก ๙๐ วันเพื่อเหตุผล ในการที่จะมีความละเอียดรอบคอบถี่ถ้วนแล้วก็ตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับบุคคลต่าง ๆ นั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น สมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. ทั้ง ๕๐๐ ท่าน แล้วก็ ส.ว.ทั้ง ๑๕๐ ท่าน จะได้มีรายละเอียดมีเวลาในการที่จะตรวจสอบลึกลงไปว่าแต่ละคนมีประวัติไม่ดีด้านไหนบ้าง มีประวัติด่างพร้อยด้านไหนบ้าง ถูกฟ้องร้องดําเนินคดีอยู่หรือไม่ หรือว่าไปเกี่ยวพันกับ สิ่งผิดกฎหมายหรือว่าระบบในการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ทางสมาชิกรัฐสภา ควรที่จะมีกรอบเวลาที่พอสมควรในการที่จะตรวจสอบประวัติ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยว่า ๗๕ วันนี้น้อยไป ขอขยายเป็น ๙๐ วันเพื่อความละเอียดถี่ถ้วนตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธานที่เคารพในส่วนของวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๖ ก็คือขออนุญาตอ่านสั้น ๆ นะครับ ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชนแต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ในแต่ละประเภทตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) (ก) (ข) และ (ค) ประเภทละไม่เกิน ๒ คน โดยจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อของแต่ละประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดตามที่ประธานรัฐสภา กําหนด และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน อันนี้คือในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมจะเปลี่ยนอยู่ ๒ จุด ซึ่งผมถือว่าเป็นสาระสําคัญแล้วก็มีทางเลือกที่มากยิ่งขึ้น ผมเปลี่ยนจุดแรกก็คือจากประเภทละ ๒ คน ผมเปลี่ยนเป็นประเภทละ ๒๐ คน แล้วก็จาก ๑๕ วัน ผมขยายเวลาเป็น ๓๐ วันนับแต่วันพ้นกําหนด วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ผมขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลต่อท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมุ่งหวังว่า ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาเห็นควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมว่าในเมื่อ เสียงส่วนใหญ่ต้องการแบบนั้นเราก็คงจะไปต้านยาก แม้ว่าส่วนหนึ่งในจุดดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน การส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชนซึ่งรัฐบาล ยังไม่ได้สนองต่อแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหลายอย่างตามที่กําหนดไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เช่น การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค การพัฒนาชนบทอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม การกระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การให้สิทธิของประชาชนในฐานะ ที่เป็นคนไทยควรที่จะได้รับ แม้กระทั่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้า โทรศัพท์ และแหล่งน้ํากิน น้ําใช้ น้ําเพื่อการเกษตร และน้ําอุปโภคบริโภค รัฐบาล ยังไม่สามารถที่จะทําตามบทบัญญัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่อง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเลย จึงเกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งน้ําท่วม ทั้งฝนแล้ง แล้วก็ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะภัยแล้งแล้ว ท่านประธานครับ นโยบายต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดี ๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐยังไม่ได้รับการปฏิบัติ และนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศ แต่น่าเสียดายในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้แก้ ก็ขอฝากไว้ว่าถ้า สสร. ที่จะมีขึ้นในอนาคตอย่างน้อยที่สุดท่านจะต้องธํารงหมวดที่ว่าด้วย สถาบันให้คงอยู่ ท่านจะต้องธํารงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เป็นทิศทางในการบริหารประเทศ และกําหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะต้องไม่ต่ํากว่าเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมผมจึงจะต้องเปลี่ยนจาก ๒ คน ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าควรที่จะกําหนดมาแค่ องค์กรละ ๒ คน แต่ผมต้องการให้องค์กรละ ๒๐ คน เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ เรามีรัฐธรรมนูญ กันมาหลายฉบับ ฉบับที่บังคับใช้อยู่เป็นฉบับที่ ๑๘ หลายฉบับดีมาก หลายฉบับสนองต่อ ผู้มีอํานาจเท่านั้น หลายฉบับเป็นเผด็จการเพื่อสนองตอบต่อการยึดอํานาจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในปัจจุบันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ประเทศของเราถือว่าดีที่สุด ฉบับหนึ่ง แต่การเมืองกลับแตกแยก ประชาชนกลับแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความขัดแย้งกลับรุนแรงขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลมันเกิดขึ้นจากอะไร แล้วก็การยึดอํานาจยังคงธํารงอยู่ ในสังคมไทยในการเมืองไทย ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือสถาบันทางการเมืองของประเทศเรา พรรคการเมืองตั้งกันมาสูงสุดถึง ๗๐ กว่าพรรคครับท่านประธาน แต่ลําบากเหลือเกินที่จะมี พรรคใดพรรคหนึ่งพัฒนาตนเอง หรือว่าได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนโดยเอาประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ให้พัฒนาเข้าไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองเหมือนอารยประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งวิถีหรือกระบวนการในการพัฒนาพรรคการเมืองของเขานั้นมั่นคงถาวร แล้วก็เป็นที่พึ่งหวัง ของประชาชนได้ ประชาชนจะรู้เลยว่าพรรคนี้มีอุดมการณ์แบบนี้ พรรคนี้มีอุดมการณ์แบบนี้ พรรคนี้มีนโยบายแบบนี้ ๆ พรรคนี้มีนโยบายแบบนี้ ถ้าเลือกพรรคที่ ๑ ได้เลือกพรรคที่ ๑ ได้เป็นรัฐบาลถ้าบริหารไม่ดีประชาชนในฐานะเจ้าของอํานาจที่แท้จริง