รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สามารถ แก้วมีชัย เสนอคำชี้แจงเกี่ยวกับการสรรหาสส. โดยอธิบายกระบวนการสรรหาและตรวจสอบคุณสมบัติของสส.ตามมาตรา ๒๙๑/๒ และ ๑๐๒ ของรัฐธรรมนูญ พร้อมอธิบายการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบและเสนอรายชื่อสส.ให้รัฐสภาได้เลือก

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอใช้โอกาสนี้ กราบเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิก ซึ่งกระผมก็ได้นั่งฟังตั้งแต่ต้นมาจนถึงขณะนี้ก็เกือบ ๓ ชั่วโมง ก็กราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เป็นกระบวนการการได้มาซึ่งสมาชิก สสร. ประเภทที่ คัดเลือกโดยรัฐสภา นั่งฟังเพื่อนสมาชิกท่านก็ห่วงใยในหลายประเด็น แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่ท่านห่วงใยประเด็นแรก ก็คือท่านเกรงว่าอํานาจประธานรัฐสภาในการที่จะไปกําหนดองค์กร ซึ่งจะมีหน้าที่เสนอชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหามาให้รัฐสภา ท่านก็เป็นกังวลว่าจะให้อํานาจ ประธานรัฐสภามากไปหรือเปล่า กระผมอยากกราบเรียนตรงนี้นะครับว่า ถ้าเราดูมาตรา ๒๙๑/๖ ไปไล่เลียงดูอํานาจของประธานรัฐสภาจะมีอยู่ ๗ เรื่อง คือ

เรื่องแรก ท่านประธานรัฐสภาจะเป็นคนกําหนดองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนที่จะมีสิทธิเสนอรายชื่อของ สสร. เพื่อจะให้รัฐสภาสรรหา กระผม ได้เคยชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้วว่า ท่านประธานรัฐสภาท่านไม่สามารถที่จะไปกําหนดอะไร ตามอําเภอใจของท่านได้ องค์กรทั้งหลายที่จะให้ท่านประธานรัฐสภาประกาศกําหนดนี่นะครับ ก็จะเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายนะครับ ประธานรัฐสภา เป็นเพียงผู้ที่จะรวบรวมรายชื่อองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น และประกาศให้ทราบว่ามีองค์กรไหนบ้าง ที่มีสิทธิที่จะเสนอรายชื่อของ สสร. ประเภทสรรหามาให้รัฐสภาองค์กรละ ๖ รายชื่อ เท่ากับที่ สถาบันการศึกษาจะเสนอนะครับ ที่เราเปิดโอกาสให้องค์กรทั้งภาคเศรษฐกิจสังคม องค์กรภาคเอกชนได้เสนอรายชื่อนอกเหนือจากที่เคยใช้สภาจากองค์กรการศึกษาแล้ว เนื่องจากว่าเราต้องการที่จะให้เกิดความหลากหลาย จะได้ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการ ในภาคปฏิบัติ นอกเหนือจากภาควิชาการทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยอย่างเดียว นะครับ ฉะนั้นท่านจะเห็นว่าถ้าทั้งสภามหาวิทยาลัยภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่ ประธานรัฐสภาจะกําหนด คือองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนเสนอเข้ามา ผมเชื่อนะครับว่าองค์กรหนึ่งหรือสถาบันหนึ่งเสนอมา ๖ ชื่อ ก็ไม่น่าจะต่ํากว่า ๒,๐๐๐ ชื่อนะครับ เสนอมาแล้วอํานาจของประธานรัฐสภาต่อไปก็คือท่านประธานรัฐสภาต้องแต่งตั้ง คณะกรรมการ ๑๕ ท่าน กรรมการชุดนี้มีหลายท่านห่วงว่าประธานรัฐสภาท่านจะไปตั้ง พรรคพวกของท่าน ท่านไม่ต้องห่วงครับ ท่านดูภาระหน้าที่ของกรรมการที่ประธานรัฐสภา จะตั้งทั้ง ๑๕ ท่าน มีหน้าที่อยู่ ๒ อย่างครับ ๑. ตรวจสอบคุณสมบัติ ๒. ตรวจสอบลักษณะ ต้องห้าม ตรวจสอบคุณสมบัติก็ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งตรวจสอบอะไรครับ มาตรา ๒๙๑/๒ ๑. ตรวจว่าผู้ที่ได้รับการเสนอมามีสัญชาติโดยการเกิดไหม ๒. อายุ ๓๕ ปี บริบูรณ์นับถึงวันเลือกตั้งไหม อันนี้คือตรวจสอบคุณสมบัตินะครับ ตรวจสอบลักษณะ ต้องห้ามก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ มีอะไรครับ ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งมีอยู่ ๑๑ วงเล็บ ท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญดูก็ได้นะครับ เช่น ไม่ติดยาเสพติด ไม่เป็นบุคคลอย่างนั้น อย่างนี้ ก็จะเขียนไว้ชัดเจน ท่านไปเปิดอ่านผมไม่อยากให้เสียเวลาก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ตรวจดูว่าเขาต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ ทั้ง ๑๑ วงเล็บนี้หรือไม่ นอกจากนั้นตรวจสอบว่า เขาเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือเปล่าก็เท่านั้นเองนะครับ นี่คือหน้าที่ของคณะกรรมการ ๑๕ คน เมื่อตรวจสอบแล้วใครที่ไม่ขาดคุณสมบัติ ใครที่ไม่ขัดกับลักษณะต้องห้ามก็เสนอรายชื่อมาให้ ประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาก็จําแนกออกเป็นกลุ่ม ๆ ๓ กลุ่ม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย กฎหมายมหาชน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และกลุ่มผู้มีประสบการณ์ แล้วประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อที่จะให้รัฐสภา ได้มาคัดเลือกบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้น เลือกเสร็จถ้ามีคะแนนเท่ากันรอบแรกคะแนนเท่ากัน ให้เลือกรอบ ๒ ยังเท่ากันอีกประธานรัฐสภาก็จะเป็นผู้จับฉลากว่าจะให้ใครได้เป็น จากนั้นแล้ว ถ้าเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครก็ดี เกี่ยวกับการคัดเลือกก็ดี ก็ให้ประธานรัฐสภากําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ผมยกตัวอย่างเช่น สถาบันต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อมาแล้วเกิดคณะกรรมการ ๑๕ ท่าน ได้ตรวจสอบแล้วมีบางท่านขาดคุณสมบัติ แล้วเราให้สิทธิองค์กร ให้สิทธิสถาบันเหล่านั้นเสนอมา สถาบันและองค์กรละ ๖ ท่าน เมื่อมีคนขาดคุณสมบัติก็เป็นหน้าที่ประธานที่จะต้องไปกําหนดหลักเกณฑ์ว่าเมื่อขาดคุณสมบัติ และยังอยู่ในระยะเวลาที่สามารถที่จะเสนอชื่อมาใหม่ได้ก็ให้สถาบันและองค์กรเหล่านั้น มีสิทธิที่จะเสนอเพิ่มเติมแทนผู้ที่ขาดคุณสมบัติด้วย ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นรายละเอียดภาคปฏิบัติที่อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ ก็ให้อํานาจประธานรัฐสภาท่านเป็นคน ไปออกระเบียบปฏิบัติ และอันสุดท้าย ประธานรัฐสภามีหน้าที่ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็น สสร. โดยรัฐสภาในราชกิจจานุเบกษาและมีอยู่ ๗ เรื่อง ฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านประธานรัฐสภาจะดําเนินการ ท่านต้องดําเนินการ ตามหลักเกณฑ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และที่สําคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภาท่านก็คงจะต้อง มีคณะทํางานที่มาช่วยกันดู มาหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดท่ามกลางสายตาของพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ประธานรัฐสภาท่านจะไปกําหนด ชื่อองค์กรที่นอกเหนือจากที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อันนี้ก็ไม่อยากจะให้ ท่านทั้งหลายได้เป็นห่วง ทีนี้ประเด็นต่อไปที่ท่านห่วงใยก็คือเวลาเราเลือกในรัฐสภา ท่านก็บอกว่าเกรงว่าเสียงข้างมากจะได้เปรียบ ผมเรียนท่านทั้งหลายว่าด้วยความให้เกียรติ ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งที่เป็นฝ่าย ส.ส. แล้วก็ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เราทั้งหมดขณะนี้ ผมก็ได้จําแนกตัวเลขให้ท่านเห็นว่าวันนี้เรามี ส.ส. อยู่ ๔๙๙ ท่าน ไม่ครบ ๕๐๐ ท่าน รอเลือกซ่อมที่จังหวัดเชียงใหม่ เรามี ส.ว. อยู่ ๑๔๖ ท่าน ได้ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน บวกกับ ส.ว. ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ที่ ส.ส. ส.ว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยจะต้องไม่อยู่ ใต้อาณัติมอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ และที่สําคัญครับ กระบวนการลงคะแนนเลือก สสร. เป็นการลงคะแนนลับ ทุกท่านมีเอกสิทธิ์ของท่านและผมก็เชื่อในศักดิ์ศรีในเกียรติภูมิของทุกท่านว่า ท่านจะต้องช่วยกันเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาทําหน้าที่ สสร. ประเภทคัดเลือก และยิ่งกว่านั้นครับท่าน ระบบนี้มันคือระบบที่เขาสรรหามาให้รัฐสภาคัดเลือกก็แปลว่า องค์กรและสถาบันต่าง ๆ เขาได้เลือกสรรคนที่เขาเห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล้วเอาใส่ถาด มาให้เราเลือก เราเลือกนอกนี้ไม่ได้ จะไปเลือกใครก็ไม่ได้ต้องเลือกจากที่เขาสรรหามาให้เราแล้ว ซึ่งชั้นการสรรหาผมก็มั่นใจว่าสถาบันการศึกษาก็ดี องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชนเขาก็ย่อมจะต้องปรึกษาหารือเลือกเฟ้นคนที่ เขาคิดว่าดีที่สุดเสนอมา องค์กรแรกสถาบันละ ๖ ท่าน มาถึงเราหยิบตรงไหนผมก็เชื่อว่า เราก็ได้คนดีที่ประจักษ์ที่เขาดูกันมาแล้ว ๑ รอบ ฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ ก็ด้วยความละเอียดรอบคอบมีเหตุมีผล เราก็คิดว่าด้วยวิธีการอย่างนี้เราก็จะได้ สสร. ภาควิชาการที่มาจากคัดเลือกของรัฐสภาเพื่อไปช่วย สสร. ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรง จากจังหวัดเพื่อทํารัฐธรรมนูญฉบับที่เราคาดหวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมครับท่านประธานครับ