สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๖ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการคัดเลือกบุคคลให้เป็นสมาชิกสภา โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับวิธีการลงมติและความเป็นกลางของกระบวนการ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๖ โดยได้เสนอให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งหมด เหตุผลที่ผมได้เสนอให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งหมดนั้นก็กราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากผมได้ศึกษามาตรานี้แล้ว มีประเด็นสําคัญที่คิดว่าไม่ควรคงมาตรานี้ไว้อยู่ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกก็คือ มาตรานี้ให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นผู้กําหนด รายละเอียด กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภท แต่งตั้งจากรัฐสภา จํานวน ๒๒ คนไว้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวนะครับ รายละเอียดอํานาจของ ประธานรัฐสภาตามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้นประกอบไปด้วยตั้งแต่
๑. ให้ประธานรัฐสภาสามารถกําหนดรายละเอียดของวิธีการจัดทําบัญชีรายชื่อ แต่ละประเภทที่สภาสถาบันอุดมศึกษาก็ดี องค์กรเอกชนก็ดี องค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคมก็ดี จะเป็นผู้เสนอต่อรัฐสภา
๒. ให้ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดลักษณะขององค์กรภาคเอกชน องค์กร ภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าเรากําลังเขียนกฎหมายให้ประธานรัฐสภาเป็นคน กําหนดสิทธิขององค์กรภาคเศรษฐกิจและสังคม องค์กรภาคเอกชนว่า องค์กรใดจะมีสิทธิส่ง หรือเสนอรายชื่อได้หรือไม่
๓. การให้อํานาจประธานรัฐสภาในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงไปกําหนดรูปแบบวิธีการประชุมการดําเนินการ การลงมติ ที่สําคัญที่ผมเห็นว่าขัดกันอย่างยิ่งก็คือ ให้อํานาจประธานรัฐสภาเป็นคนไปกําหนด ผลประโยชน์ตอบแทนแต่คณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าเราศึกษาในรายละเอียดจะพบอย่างนี้ครับ ท่านประธานว่า คณะกรรมการซึ่งมาทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับ การเสนอรายชื่อนั้น ในร่างมาตรา ๒๙๑/๖ ไม่ได้กําหนดเลยว่า คณะกรรมการชุดนี้ให้มาจาก สมาชิกรัฐสภา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วควรที่จะจําลองรูปแบบข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา หรือข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งข้อบังคับการประชุมของ วุฒิสภา ซึ่งมาบทบาทอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคล ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมของ วุฒิสภานั้น เมื่อวุฒิสภามีหน้าที่หรือมีวาระที่จะต้องแต่งตั้งบุคคลไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ นั้น ในข้อบังคับเขียนชัดเจนท่านประธาน ให้วุฒิสภาตั้งกรรมาธิการขึ้นมาทําหน้าที่ตรวจสอบ คุณสมบัติ แต่ในร่างมาตรา ๒๙๑/๖ เรากลับเขียนให้ประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ที่ มีอํานาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งก็มีความต่างกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะต้อง ประกอบไปด้วยสมาชิกของสภาเป็นคนทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อห่วงกังวล และจะทําให้สังคมมองและกังวลไปถึงความโปร่งใสว่าท่านประธานรัฐสภาจะใช้อํานาจหน้าที่ ในการแต่งตั้งกรรมการ ๑๕ คนนั้นมีหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งอย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือกคน มาทําหน้าที่ตรงนี้อย่างไร เพื่อให้ได้คน ๑๕ คนที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ประธานรัฐสภายังมีอํานาจในการไปกําหนดวิธีการประชุมของคณะกรรมการ และซ้ําร้ายยิ่งไปกว่านั้น ก็คือมีเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่คณะกรรมการจะต้องขอรับประโยชน์ตอบแทนภายใต้ กฎเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนด เมื่อเรามองภาพรวมว่าท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน เป็นคนกําหนดวิธีการประชุมว่าคน ๑๕ คนนั้นจะประชุมอย่างไร และประธานรัฐสภา เป็นคนกําหนดค่าตอบแทนให้คน ๑๕ คนนี้ด้วย คําถามที่สังคมเขาต้องถามแน่นอน และเกิดความกังวลใจก็คือว่าแล้วเช่นนี้จะมีกฎเกณฑ์อะไรเป็นหลักประกันให้กับสังคมว่า ประธานรัฐสภาจะไม่เอื้อประโยชน์ หรือจะไม่เข้าไปครอบงําการทํางานของกรรมการ ๑๕ คน หรือวิธีการที่ถูกกําหนดไว้นี้จะไม่นําไปสู่วิธีการที่กรรมการ ๑๕ คนจะต้องเกรงใจ ท่านประธานรัฐสภา เพราะท่านเป็นคนไปกําหนดรูปแบบวิธีการประชุมและประโยชน์ตอบแทน ที่เขาพึงจะได้รับ
ประการที่ ๔ ก็คือ เรายังไปเขียนให้ประธานรัฐสภาเป็นคนจัดทําบัญชีรายชื่อบุคคล เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นคนพิจารณาคัดเลือก แล้วเราก็ ไม่ได้บอกครับว่าวิธีการลงมติคัดเลือกเพื่อให้ได้คนจํานวน ๒๒ คนนั้นจะมีวิธีการในการ ลงคะแนนเสียงของเพื่อนสมาชิกเพื่อนําไปสู่การคัดเลือกอย่างโปร่งใสอย่างไร แน่นอนคําถาม ที่ตามมาก็คือจะนําไปสู่การบล็อกโหวตหรือไม่ ผมไม่ได้กล่าวหาว่าจะมีการบล็อกโหวต แต่ประเด็นก็คือทําให้คนเกิดข้อสงสัยว่าด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้นั้นจะก่อให้เกิดการบล็อกโหวต เพื่อให้ได้คน ๒๒ คน เป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่
สุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งก็คือในมาตรา ๒๙๑/๖ ท่านประธาน ได้มีการเขียนว่าในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ กระบวนการคัดเลือกก็ดี กระบวนการ ตรวจสอบคุณสมบัติก็ดี ให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อนําไปสู่การวินิจฉัยข้อร้องเรียนต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น อันนี้เขียนอยู่ในวรรคแปดของมาตรา ๒๙๑/๖ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าท่านประธานคงจําได้ว่าเราพึ่งผ่านมาตรา ๒๙๑/๕ มา แล้วที่ประชุมก็เห็นพ้องต้องกันว่าเดิมที่เราไปเขียนให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น มาปรับใช้กับการเลือกตั้ง สสร. เราก็เปลี่ยนมาใช้เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง ส.ว. ปี ๒๕๕๐ มาปรับใช้แทนเอากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นมาใช้ ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่าในกฎหมายที่ว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มีซึ่ง ส.ว. ปี ๒๕๕๐ นั้น เขามีการบัญญัติไว้ถึง กรณีการคัดค้าน ส.ว. ทั้งประเภทเลือกตั้งและประเภทสรรหาไว้แล้วครับ ซึ่งประเภทสรรหานี้ สามารถเอามาปรับใช้กับการคัดเลือก สสร. ประเภทคัดเลือก ซึ่งก็มีองค์ประกอบ และรูปแบบ รวมถึงวิธีการที่คล้ายคลึงกับการสรรหา ส.ว. ซึ่งถ้ามีกรณีคัดค้านการสรรหา ส.ว. เขาก็ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะเป็นคนไต่สวน สอบสวน และถ้าเป็นการคัดค้าน ภายหลังจากที่มีการประกาศผลไปแล้วนั้นคนที่มีอํานาจหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อคัดค้านนั้นคือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งท่านประธาน ไม่ใช่ประธานรัฐสภาเป็นคนไปตัดสิน ทีนี้พอเรา ไปเขียนอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๖ ในวรรคแปด ให้ท่านประธานเป็นคนกําหนดหลักเกณฑ์ และให้ท่านประธานเป็นคนวินิจฉัยข้อคัดค้านต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อเรากลับมาดูภาพรวม ทั้งหมดที่เราเขียนให้อํานาจกับประธานรัฐสภาตั้งแต่แรกอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาโดยลําดับ เราจะเห็นภาพรวมของมาตรา ๒๙๑/๖ ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานครับว่าเรากําลังเขียนให้ท่านประธานมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่ต้นเลย ตั้งแต่การกําหนดระเบียบวิธีการ รายละเอียดในการทําบัญชีเสนอรายชื่อของ สภาสถาบันอุดมศึกษา ขององค์กรเอกชน ขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม รวมไปถึง การตรวจสอบคุณสมบัติการประชุมของคณะกรรมการผู้ทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ และที่สุดคัดเลือกเสร็จมีปัญหาก็ให้อํานาจประธานรัฐสภาอีกล่ะครับเป็นคนกําหนด หลักเกณฑ์และเป็นคนตัดสิน เห็นไหมครับท่านประธานครับว่ามาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเรากําลังเขียน บทบัญญัติให้ประธานรัฐสภามีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในคนคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการวิธีการได้มาจนกระทั่งการทําหน้าที่ตัดสิน ซึ่งผมเห็นว่าวิธีการในการ ร่างรัฐธรรมนูญโดยกําหนดรูปแบบให้ประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียวเป็นคนมีอํานาจเด็ดขาด ทั้งอํานาจในการออกกฎระเบียบซึ่งเปรียบเทียบได้เหมือนกับอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ ในการเข้าไปควบคุมการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เปรียบเทียบได้กับ อํานาจของฝ่ายบริหาร และที่สุดไปเขียนให้ประธานรัฐสภาเป็นคนออกกําหนดหลักเกณฑ์ ในการไปตัดสินวินิจฉัยเมื่อมีการคัดค้านว่าการคัดเลือกไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส เปรียบเทียบได้เท่ากับ อํานาจของฝ่ายตุลาการ เบ็ดเสร็จก็คือมาตรา ๒๙๑/๖ กําลังเขียนให้อํานาจประธานรัฐสภาคนเดียว มีอํานาจ ๓ อย่าง คือนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ซึ่งผมเห็นว่าโดยกระบวนการอย่างนี้นั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกระบวนการหลักการแบ่งแยกอํานาจและถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ การตรวจสอบการได้มาซึ่ง สสร. ประเภทคัดเลือกหรือแต่งตั้งโดยรัฐสภานั้นไม่อาจทําการ ตรวจสอบได้เลย เพราะทุกอย่างจบในตัวเองด้วยอํานาจของประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมจึงไม่เห็นด้วยกับ มาตรา ๒๙๑/๖ และด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้เสนอคําแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติว่า ขออนุญาตตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งมาตราครับ กราบเรียนท่านประธานครับ