รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๖ โดยขอให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งหมด เนื่องจากไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และไม่สอดคล้องกับหลักการธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอบัญชี และการมีส่วนร่วมของสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณากลั่นกรองบัญชี และเรียกร้องให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงมาตรานี้ให้เหมาะสม

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในคําแปรญัตตินั้นผมขอตัดมาตรา ๒๙๑/๖ ออกทั้งมาตรา โดยเหตุผลที่ ผมพิจารณาตัดไปเพราะว่าข้อความที่รัฐบาลเสนอมาและทางกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๘/๔ โดยที่มีการกําหนดไว้ในแนวนโยบายของรัฐว่า การปฏิบัติภารกิจนั้นจะต้องส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ และใน (๕) ของมาตรา ๗๘ ของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จะต้องจัดระบบราชการและงานของรัฐอย่างอื่นเพื่อให้การจัดนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ในบทบัญญัติของมาตรานี้ทางรัฐบาลได้เสนอเข้ามา ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลเองที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แต่สิ่งที่รัฐบาลเสนอมากลับเป็นสิ่งที่ตรงข้ามเพราะว่า กระบวนการนั้นมอบให้ใช้ดุลยพินิจของท่านประธานรัฐสภาทั้งหมดในมาตรานี้ ซึ่งในกระบวนการนั้นตอนแรกผมคิดอยู่ในลักษณะก็คือว่าจะมีการแก้ไขถ้อยคําเพื่อให้ กระบวนการมีส่วนร่วม หรือใช้คณะกรรมการมากขึ้น แต่ถ้าดูข้อมูลแล้วจะต้องมีการแก้ไขกันมาก ก็เลยตัดข้อความออกทั้งหมดแล้วก็ไปยกเลิกกระบวนการเลย ซึ่งในเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าแนวทางในการปฏิบัติของท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับว่า กระบวนการที่บัญญัติให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้อํานาจดุลยพินิจในการกําหนด ซึ่งมีผลประโยชน์ หรือมีการกระทําต่อบุคคลใดนั้นเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมขออนุญาตเรียนว่า หลักของธรรมาภิบาลนั้นเป็นหลักการที่จะต้องพยายามลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคล ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็นอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ แต่บทบัญญัติในมาตรานี้ได้มอบอํานาจเบ็ดเสร็จให้กับท่านประธานรัฐสภา แทนที่จะมอบให้คณะบุคคลได้มีส่วนร่วมในการกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ ๕ วรรคที่ดําเนินการก็คือ

ในวรรคสอง กําหนดวิธีการเสนอบัญชีรายชื่อของสภามหาวิทยาลัย และองค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรภาคเอกชน จะเห็นว่าท่านประธานมีอํานาจดุลยพินิจ ในการที่จะกําหนดวิธีการได้หมด ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นท่านอาจจะไม่ได้ทําหรอกครับ แต่คณะบุคคล ที่จะให้เป็นคนเสนอแนะท่านน่าจะมีการกําหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นผู้ใดในการเสนอท่าน ขึ้นมาก่อนที่จะมีการใช้ดุลยพินิจของตัวท่าน

ในวรรคสาม กําหนดประเภทขององค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งมีประเด็นปัญหาในการกําหนดไม่ได้ นอกจากให้กําหนดแล้วก็ยังมีการกําหนดอีกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรท่านก็จะใช้ดุลยพินิจของท่านได้หมด ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ผมเรียนว่าไม่เป็นไปตาม หลักธรรมาภิบาล

และในวรรคสี่ แต่งตั้งกรรมการโดยมอบให้กําหนดหลักเกณฑ์เองซึ่งเป็นการ ผิดธรรมชาติของการบริหารงานในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่ไม่นิยมให้บุคคลคนเดียว เป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์เองแล้วก็แต่งตั้งบุคคลตามหลักเกณฑ์ด้วยตนเอง ในเรื่องนี้ ถ้าท่านประธานจําได้ว่าในร่างเดิมที่รัฐบาลได้มีการเสนอผ่านสื่อนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการ คณะหนึ่งจํานวน ๑๕ คน โดยมี ส.ส. ๙ คน และ ส.ว. ๖ คน รวมเป็น ๑๕ คนเพื่อพิจารณากลั่นกรองบัญชีอันนี้ แต่พอร่างสุดท้ายที่รัฐบาลเสนอมากลับไม่กําหนดหลักเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งถือว่ากระบวนการตรงนี้ คณะกรรมการน่าจะมีส่วนร่วมจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ ส่วน เป็นสัดส่วนที่เสนอในขั้นต้นนั้น ผมคิดว่าเป็นธรรมและถูกต้องแล้วที่จะให้สมาชิกรัฐสภามีส่วนในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์ และมีการพิจารณากลั่นกรอง และเรื่องลักษณะแบบนี้วุฒิสภาได้ดําเนินการอยู่เป็นประจําอยู่แล้ว โดยที่น่าจะทําได้รวดเร็วกว่าด้วยครับ

ในวรรคห้า การจัดทํารายชื่อบุคคลเป็นภาระของท่านอีกเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า เป็นการที่เราไปกําหนดหน้าที่ให้ท่านดําเนินการมากเกินไปและไม่มีการกําหนดที่ว่า จะมีคณะบุคคลใดซึ่งจะเป็นผู้ดําเนินการ ในความเห็นของผมถ้าจะไม่ตัดท่านควรจะให้ คณะกรรมการชุดที่เป็นกรรมการร่วมกันระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. เป็นผู้ดําเนินการ ให้ข้อเสนอแนะ จะมีจํานวนเท่าไร จะมีวิธีการอย่างไรก็น่าจะดําเนินการได้นะครับ

และในประเด็นสุดท้าย ในวรรคแปด ท่านยังกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ วินิจฉัยปัญหากับการรับสมัครการคัดเลือกและวิธีการคัดเลือกทั้งหมดให้กับท่านประธานรัฐสภา

ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเรียนว่าในการกําหนดให้ท่านประธานรัฐสภามีอํานาจหน้าที่ ในการใช้ดุลยพินิจทั้ง ๕ ประการที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๖ นั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและรัฐบาลเองเป็นผู้เสนอมา รัฐบาลมีนโยบาย ที่แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะบริหารงานภายใต้กรอบของธรรมาภิบาลในการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีโดยยึดหลักประสิทธิภาพความโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ แต่กระบวนการตรงนี้ไม่ทําให้มีบุคคลที่สามารถตรวจสอบได้เลยโดยใช้อํานาจดุลยพินิจ ของท่านประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าน่าจะมีการตัดทอนมาตรานี้ออก หรือมีการแปลสาระเพื่อไม่ให้อยู่ในอํานาจดุลยพินิจของท่านประธานรัฐสภา ขอบพระคุณครับ