รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้องค์ประชุมพร้อมแล้ว ผมขอดำเนินการประชุมต่อจากเมื่อวานนะครับ เมื่อวานที่ประชุมได้พิจารณาจนจบ มาตรา ๒๙๑/๑๐ ท่านประธานก็ได้สั่งปิดประชุม แล้วเลื่อนการพิจารณามาดำเนินการต่อ ในวันนี้ ผมขอดำเนินการนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ท่านประธานจะได้เข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่อง จะต้องรบกวนหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้แปรญัตติตามเอกสาร ที่ลงรับไว้ เลขที่ ๑๓๐๐/๕๕ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้แปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ แต่ในเล่มใหญ่เล่มนี้ ไม่มีชื่อของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช จึงกราบเรียนท่านประธานได้โปรดกรุณาเพิ่มชื่อให้ด้วยครับ เพราะเป็นสิทธิ ของสมาชิกที่จะใช้สิทธิในการสงวนคำแปรญัตติในการอภิปรายต่อไป
ข้อหารือของท่านประเสริฐ เดี๋ยวก็จะได้เรียนประสานให้ต่อไป เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ข้อหารือของผมก็คงไม่แตกต่าง จากท่านประเสริฐครับ แต่เนื่องจากผมเป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ซึ่งต้องประชุมร่วมกับทั้ง ๓ ฝ่าย ทีนี้มติตอนนี้ผมขอเรียนตรง ๆ ว่าในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย เราฝ่ายค้านคงจะสู้เขาไม่ได้ แต่ทีนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียกร้องอย่างนี้ เพราะว่าเวลาไปพบกับพี่น้องประชาชน ตอนนี้ เขาก็จะถามว่าทำไมการขยายเวลาประชุมของรัฐบาลจึงมีแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ อย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ได้ไปบอกกับพี่น้องประชาชนไว้ว่าต้องการจะเอากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายภาคประชาชนเข้ามาพิจารณาให้สมกับความตั้งใจของพี่น้องประชาชน รวมทั้งเรื่องของปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถามกระทู้ถามสด หรือถามกระทู้ถามทั่วไป ทีนี้วันประชุมอย่างที่ผมเคยกราบเรียนไปแล้ว แล้วท่านประเสริฐ ได้กราบเรียนท่านประธานว่าวันพฤหัสบดีเราขอให้เป็นการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร แต่ตอนนี้ผมขอกราบเรียนตรง ๆ เลยครับว่า เวลาอยู่ในวิปเราไม่สามารถจะสู้ได้ ผมก็เลย อยากจะขอความกรุณาจากท่านประธาน ขออำนาจของท่านประธาน เพราะว่า หลายประเด็นมาแล้วที่ท่านประธานก็ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมวันศุกร์ด้วย ซึ่งพวกผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ ประชุมรัฐธรรมนูญวันศุกร์ แต่ว่าวันพฤหัสบดีหน้าซึ่งเราถือว่าควรจะเป็นวันที่จะได้นำ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาถ่ายทอดออกทางกระทู้ถามสดอะไรอย่างนี้ อยากจะ ขอสักวันหนึ่ง ก็เลยต้องขออำนาจของท่านประธานละครับ ในฐานะที่ท่านเป็นประมุขของเรา แล้วก็เพื่อพี่น้องประชาชนครับให้ท่านช่วยตัดสินด้วยในเรื่องนี้ขอคำวินิจฉัยของท่าน และขอความกรุณาจากท่านด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมก็มีประเด็นที่จะต้องปรึกษาท่านประธานซึ่งสอดคล้องกับท่านสมาชิก ที่กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ทั้งนี้เพราะว่าการขยายระยะเวลาการประชุมของเรานั้นได้มีการอ้าง เหตุผลว่าเพื่อพิจารณากฎหมายที่คั่งค้าง กระผมก็เห็นความจำเป็นในการที่จะต้องพิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ แล้วขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องอภิปราย ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อเป็นการท้วงติงกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพื่อที่จะเป็นการโน้มน้าวให้มีความเข้าใจในรูปแบบของรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่น่า จะต้องมาละเลยหน้าที่ประจำหลักของเรา ก็คือการพิจารณากฎหมายที่คั่งค้างตามเหตุผล ที่ขอเลื่อนการประชุมสภาออกไป โดยเฉพาะท่านประธานครับ ปัญหาความเดือดร้อน ของราษฎร ปัญหาภัยแล้งก็ดี ของแพงก็ดี และโดยเฉพาะกระผมได้เป็นที่ปรึกษา ของคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ การพิจารณาของกรรมาธิการก็ได้ไปพบ กับสภาพปัญหาการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินฟื้นฟูอุทกภัย ได้มีการใช้จ่ายเงินหลายจังหวัดในการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วมี การใช้จ่ายเงินหลายกรม เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมทางหลวง เหล่านี้ เป็นข้อพิรุธซึ่งน่าจะต้องเอามาตรวจสอบกัน กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าควรจะ ได้มีสักวันหนึ่งในการพิจารณาเรื่องปกติของสภาผู้แทนราษฎรสอดคล้องกับการพิจารณา ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นวันพฤหัสบดีหรือวันไหนก็ได้ ท่านประธานครับ ผมขออำนาจท่านประธาน เพราะอย่างที่ท่านสมาชิกได้เรียนแล้วว่าจะไปขอให้มีการปรึกษากัน ระหว่างวิปนั้นคงไม่สำเร็จเราเป็นเสียงข้างน้อย แต่คงขอความเห็นใจจากท่านประธาน ในกรณีต้องดูแลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยครับ ท่านประธานครับ
เรื่องวันประชุม เดี๋ยวผมจะขอเวลาไปปรึกษากับท่านประธานรัฐสภา เชิญท่านประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมเองต้องขอหารือกับท่านประธานก่อนที่จะ มีการประชุมวาระการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ปัญหาทุกอย่างล้วนแต่มี ความสำคัญแล้วก็จำเป็นเร่งด่วนกันทั้งนั้น แต่ปัญหาหลักเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ปัจจุบันนี้มันเป็นปัญหาในการที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ในการที่จะใช้ในการปกครอง ประเทศเป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนเป็นกับดัก หลาย ๆ เรื่องที่จะทำให้การบริหาร หลาย ๆ เรื่องที่จะเดินไปมันยุ่งยาก มันลำบาก มันขัดข้องหลาย ๆ ประการ แล้วชาวบ้าน ที่ได้ลงพื้นที่ก็ได้ให้ความสำคัญในการที่สภามีการแก้ไขเรื่องนี้เป็นสำคัญ หลายคน มีความมุ่งหวังว่าอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย อยากให้ประเทศเดินไปด้วยความ เรียบร้อย ทุกคนจะได้มีโอกาสกัน ดังนั้นปัญหาอุปสรรคในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกคน อยากให้แก้ไขไว ๆ ให้เสร็จไว ๆ แล้วทุกอย่างจะได้เดินไป ส่วนปัญหาเรื่องปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเราก็เห็นความสำคัญ ตอนนี้รัฐบาลเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรี แล้วก็ผู้บริหารราชการต่าง ๆ ก็ได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนตามอำนาจหน้าที่ ท่านจะเห็นได้ว่านโยบายต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอ ต่อพี่น้องประชาชน ทางรัฐมนตรี ทางนายกรัฐมนตรี ทางรัฐบาลได้ดำเนินการ อย่างเช่น พักชำระหนี้ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท แล้วก็อะไรอีกหลาย ๆ อย่างรัฐบาลก็ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องของสภาในการเรื่องการแก้ไขก็ทำอยู่ ไม่ใช่ว่าเราแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเราไปทิ้ง เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน
และอีกอย่างหนึ่งวันนี้ก็อย่างที่สมาชิกได้พูดว่าเราใช้เวลาตรงนี้เยอะ ถ้าเป็นไปได้ก็คืออยากให้สมาชิกอภิปรายน้อย ๆ อภิปรายอยู่ในประเด็น และที่สำคัญที่สุด ถ้าวันนี้เลิกไวได้ประมาณสัก ๕-๖ โมงเย็น เราลงมติเสร็จ ก็เลิกไวก็เป็นประโยชน์กับสมาชิก ที่จะกลับพื้นที่ไปดูพี่น้องประชาชนก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็เลยนำปรึกษาหารือ ท่านประธานนำข้อพิจารณาตรงนี้ไปรับพิจารณาว่าถ้าเป็นไปได้ช่วยเลิกไว ๆ หน่อยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขณะนี้มีครูและนักเรียน โรงเรียนบ้านน้ำลอดน้อย จังหวัดชุมพร จำนวน ๑๖ คน มาร่วมฟังการประชุมสภา ยินดีต้อนรับครับ เชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ ขอบคุณท่านประธานครับ ในฐานะที่ท่านประธานก็เริ่มที่จะรู้จักคุ้นชื่อผม เพราะว่าสังเกตดูแล้วถ้าคนที่พูดบ่อยแล้ว ท่านประธานก็จะรีบยกมือ ท่านประธานครับ ผมอยากจะหารือแล้วก็ฝากท่านประธานไว้ ที่จริงในเรื่องของการที่จะประชุมในเรื่องต่าง ๆ นั้น หารือกันมาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วส่วนใหญ่ ก็เป็นปีกของพี่น้องที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายผม ก็หารืออยู่เรื่องเดียวนี่ละครับ ผมก็เห็นใจครับ เพราะเขาก็เป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกับผมละครับ ต่างคนต่างมาจากการเลือกตั้ง ปัญหา ของชาวบ้านก็ถือว่าเป็นปัญหาที่ทุกคนที่มาเป็นผู้แทนต้องรับมา แล้วก็ต้องเดินหน้า ในการแก้ปัญหา เรารู้ แต่ว่าปัจจัยที่จะให้ประธานชี้ขาด
ประเด็นที่ ๑ ผมค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วยเพราะว่ามันเป็นเรื่องของวิป ซึ่งได้มอบอำนาจให้กับวิปไปเป็นคนเจรจากันเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มาหารือตรงนี้ ที่ผมลุกขึ้นมาพูดประเด็นที่ ๑ บางครั้งก็น้อยใจ พอฝ่ายผมลุกขึ้นพูดก็หาว่าอยากออกทีวี อย่างโน้นอย่างนี้ แต่พออีกฝ่ายพูดเอาวิชา ฝีมือทางวิชาการมานำเสนอ นี่คือประเด็นที่ ๑ ก็เลยอยากฝากประธานในเรื่องของฝากวิป
ประเด็นที่ ๒ ผมก็พยายามนั่งฟัง จริง ๆ ก็อยากจะเสนอหลายเรื่องที่ ผมแปรญัตติไว้ท่านประธานครับผมก็ต้องถอนหมด เพราะเหตุผลมันมีข้อจำกัดว่า กรรมาธิการได้ชี้แจงให้ผมได้เข้าใจ แล้วก็เห็นความจำเป็นของรัฐบาลที่จะเดินหน้าในการ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพราะมันเป็นเงื่อน มันเป็นปัญหาอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะ พวกผมหายใจเข้าก็กลัวโดนยุบพรรค หายใจออกก็กลัวโดนยุบพรรค มันก็อยู่ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่ละครับ พี่น้องเขาก็เป็นห่วงเป็นใย จำชื่อแทบจะไม่ทันไม่ไหวแล้ว ท่านประธาน
ท่านมานิตย์ครับ
อีกนิดเดียวครับ ท่านประธานผมจะลงแล้วครับ
ช่วยสรุปด้วยครับ
ทีนี้ปัญหา มันอยู่ที่ว่าแต่ละมาตรามันแปรญัตติกันเยอะท่านประธานครับ เป็น ๑๐๐ เป็น ๕๐ แล้วก็เวียนอยู่ในนั้นละครับเข้าไปในซอย สมมุติเข้าไปในซอยแล้วมันตัน ก็เวียนอยู่ ถ้าคุยกันน้อย ๆ ป่านนี้ก็จบแล้วครับ ผมคิดว่าจบแล้วเพราะมันเรื่องเดียวเองครับ
เราก็จะพยายามอย่างนั้นครับ
ผมจะฝาก ท่านประธานครับ ให้ท่านประธานพยายามสรุปแล้วก็บีบให้กระชับ แล้วให้เคร่งครัด แต่อย่าเคร่งเครียด แล้วมันก็เดินไป ผมคิดว่าอาทิตย์หน้าน่าจะเสร็จแล้วครับ แล้วก็มาคุยกัน เรื่องอื่นต่อ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ขณะนี้องค์ประชุมครบแล้ว แต่ว่าเมื่อครู่นี้เราได้ให้เวลาว่างหารือกันแล้วผมจะให้อีกท่านเดียว แล้วเดี๋ยวผมจะเข้าสู่ ระเบียบวาระนะครับ เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่อง ที่จะเรียนกับท่านประธาน จริง ๆ แล้วมันก็คือความเดือดร้อนของประชาชน แล้วปกติ ที่ผ่านมาเวลาประชาชนมีความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วนพวกผมมีเวทีวันพฤหัสบดีครับ เพราะเวทีวันพฤหัสบดีวันนี้จะเป็นเวทีที่พวกผมสามารถตั้งกระทู้ถามสดเพื่อจะร้องเรียน กับทางรัฐบาล แต่ในเมื่อวันนี้มันเป็นเวทีของรัฐสภาผมขอใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาทีครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ๒ กรณีครับ
กรณีที่ ๑ ก็คือปัญหาโครงการจำนำข้าว เมื่อวานนี้มีเกษตรกรจากโคราช มาร้องเรียนผมบอกถูกหักสิ่งเจือปนสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน พร้อมเอกสารครับ ฝากเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลในกรณีที่ ๑ ให้รีบไปแก้ไขให้เขา อยู่ที่อำเภอพิมายครับ เพราะปกติเกณฑ์เขาการหักสิ่งเจือปนได้แค่ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ชาวบ้านหรือชาวนา มาถึงสภาเอาหลักฐานมาร้องว่าถูกหักสิ่งเจือปนสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ขอให้รัฐบาลรีบไป แก้ไขให้ที่อำเภอพิมาย
และกรณีที่ ๒ คือโครงการจำนำมันสำปะหลังที่จังหวัดกำแพงเพชร รัฐบาล บอกว่าขณะนี้ควรจะได้ ๒,๙๐๐ บาท แต่ได้แค่ ๒,๒๐๐ บาท มีเอกสารมาร้องเรียนเราที่สภา เลยขออนุญาตร้องเรียนกับท่านประธาน ขอบคุณครับ
คณะกรรมาธิการประจำที่ เรียบร้อยนะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ผมดำเนินการประชุมต่อ เชิญท่านเลขาธิการครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ครับ
มาตรา ๒๙๑/๑๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นไว้ เชิญนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เริ่ม อภิปรายในวันนี้ผมเป็นผู้หนึ่งที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ๓ วรรค ท่านประธานครับ ก่อนอื่น อยากจะอธิบายถึงความรู้สึกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยตลอดที่ประชุมมา ผมมี ความรู้สึกว่าทางกรรมาธิการไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกเท่าที่ควร เหมือนกับ พยายามจะมีธงมุ่งไปตามร่างที่เสนอมาตั้งแต่ในวาระแรก ทุก ๆ อย่างพยายามจะให้เป็นไป ตามร่างเดิม ในกรรมาธิการมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แล้วก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเหตุ ถึงผลเท่าที่ควร แล้วก็พอเข้าสภาวันนี้เป็นวันที่ ๑๑ ของการประชุม มีความรู้สึกว่า ทางเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายไปมากมาย ยกเว้นในเรื่องของประเด็นซ้ำที่ผมเองนี้ ผมเห็นด้วยว่าในกรณีที่อภิปรายซ้ำซาก มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะว่ามันจะทำให้เสียเวลา แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วผมคิดว่ามันเป็นรายละเอียดซึ่งจะต้องมีเหตุมีผล แน่นอนครับ มันอาจจะวกไปถึงเรื่องที่พูดกันมาแล้วบ้าง ก็เรียกว่าซ้ำบ้าง แต่ว่าไม่ใช่ซ้ำแทบทุกคน ซึ่งตรงนั้นมันก็มากเกินไป แต่ในกรณีที่เพื่อนสมาชิกสงวนคำแปรญัตติไว้ ๑๗๘ ท่าน ไม่นับกรรมาธิการอีกต่างหาก ตรงนั้นผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรพึงกระทำ เพราะว่า ในเรื่องนี้เรามีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้พิจารณาในกฎหมายธรรมดา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ การที่เราเสียเวลามา ๑๑ วันจนถึงวันนี้แล้วมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมก็ยังถือว่ามันเป็นเรื่อง ที่สมควร แล้วก็จริง ๆ เราไม่มีความรีบเร่งมากอย่างที่ทางวิปรัฐบาลต้องการ ผมคิดว่าในกรณีนั้น มันก็มากเกินไป แต่ในกรณีที่เราปล่อยไปธรรมชาติแล้วก็ปรามเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่อภิปรายซ้ำซาก ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่มันจำเป็นที่ท่านประธานจะต้องกระทำ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรที่จะได้พูดปรึกษาหารือกันในที่นี้ แล้วก็ ในกรณีที่ผมเห็นว่ามีการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกน้อยมาก ก็เพราะว่า กรรมาธิการยอมแก้ไขน้อยมากเช่นเดียวกัน เท่าที่ผ่านมาผมก็เห็นว่ากรรมาธิการยอมแก้ไข เพียงในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๕ เท่านั้น เท่านั้นก็ด้วยเหตุผลที่จำเป็นตามที่ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิสิทธิ์ ก็ได้ปรึกษากับคุณหมอชลน่าน ในฐานะที่ท่านเคยเสนอแปรญัตติไปแล้วว่าทางกรรมาธิการไม่รับฟัง แล้วก็เป็นเหตุเป็นผล ตามมา ซึ่งทำให้ในที่ประชุมทางกรรมาธิการต้องเรียกประชุมซ้ำเพื่อจะได้พิจารณาแก้ไข ในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเรื่องก็ผ่านไปแล้วผมก็จะไม่พูดถึงในที่นี้
มาถึงในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กำหนดเวลาการทำงานของ สสร. ในร่างเดิม เสนอ ๑๘๐ วัน อันนั้นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง เป็นเหตุผลเดียวที่ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็คือเพิ่มจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมคิดว่า ๒๔๐ วัน ยังเป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป ผมเห็นว่า ควรจะใช้เวลา ๓๐๐ วัน ๓๐๐ วันตัวเลขมาจากไหน ผมไม่มีโอกาสได้พูดในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเลยว่าทำไมผมถึงแปรญัตติ ๓๐๐ วัน แล้วก็เหตุผลใดทางคณะกรรมาธิการ ถึงไม่รับฟัง ๓๐๐ วัน ผมเอามาจากตัวเลขที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่มีท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ท่านระบุเอาไว้ว่าระยะเวลาสำหรับ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการ ไม่ควรเร่งรัดให้สั้นเกินไป ดังที่เสนอไว้ไม่ว่าจะเป็น ๑๘๐ วันหรือ ๒๔๐ วัน ๓๐๐ วันเป็นเวลาที่ทาง สสร. จะต้องออกไปฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั้งประเทศ หรือเรียกว่า ประชาพิจารณ์ ตรงนี้การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ จะทำให้มีการระดมสมองของ สสร. มากขึ้น เพิ่มขึ้น แต่ว่าที่สำคัญมากแล้วก็เหนือไปกว่านั้นก็คือการสร้างกระบวนการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดังนั้นถ้าหากว่าทาง สสร. ออกไปต่างจังหวัดหรือว่า ออกไปในกรุงเทพมหานคร ยิ่งมากมันก็ยิ่งดี ยิ่งเกิดประโยชน์ ผมเสียดายนิดเดียวครับท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๑ ในสมาชิกเองก็พยายามพูดกัน มากมาย ผมขอย้อนกลับไปนิดเดียวว่าตรงนั้นจำนวน สสร. ที่เราเสนอขึ้นมาจะ ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน มันมีที่มาที่ไปว่าเรามีเหตุผลว่าจำนวน สสร. ที่มากเพื่อต้องการให้ออกไป พบปะประชาชน รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้ มากเพียงพอ เพราะว่ามันจะได้สอดคล้องกับจำนวน สสร. ที่มี ไม่ใช่จำนวน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ๒๒ คนก็มานั่งอยู่ในห้องประชุมเพื่อคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ๗๗ คนก็ออกไปต่างจังหวัด ไปรับฟังความคิดเห็น จังหวัดใหญ่ อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร หรือโคราช หรือเชียงใหม่ มันจะรับฟังความคิดเห็นได้อย่างไรครับท่านประธาน จะไปทำประชาพิจารณ์ได้อย่างไร ก็ในเมื่อคนเดียว แล้วก็ต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งจังหวัด กรุงเทพมหานคร มัน ๖.๕ ล้านคนตามสำเนาทะเบียนราษฎร์ แล้วก็มีประชาชนแสนมากกว่านั้นอีก ก็ไม่อยาก จะระบุว่าเท่าไร แต่ผมเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นมันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ทุกหมู่เหล่าได้แสดงออกถึงความต้องการและเจตจำนงทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานพอสมควร และถ้าเราต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แต่ผมแปรญัตติไว้จะพูดในมาตราต่อไปนี่ ถ้าเราต้องการ ให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากที่มาที่ไปของ สสร. ที่ต้องมาจากเลือกตั้ง ที่เราแพ้ไปแล้ว ผ่านไปแล้ว แต่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม ผมถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่มีการสร้างกระบวนการ มีส่วนร่วมตรงนี้แล้วมันก็จะน่าเสียดายที่เราพยายามจะยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ ทางกรรมาธิการหรือตามที่สภาต้องการเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึง เห็นว่าระยะเวลา ๓๐๐ วัน มันจึงเป็นเหตุเป็นผล เป็นระยะเวลาที่สมควร แม้ว่าผมจะมั่นใจ ว่าถึงจะสงวนคำแปรญัตติไปแล้ว แต่เนื่องจากธงของคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็เพียงแต่ว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเพียงแต่ว่าต้องการพูดให้ประชาชนฟังว่า ๓๐๐ วัน มันเป็นระยะเวลาที่สมเหตุสมผลในการไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้นผมจึง เสนอระยะเวลาตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอคือ ๓๐๐ วัน แล้วก็เสียดายจำนวน สสร. ตามที่กล่าวแล้ว อันนั้นก็เป็นวรรคแรกครับท่านประธาน
ในวรรคต่อมาก็คือ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า ทางเจ้าหน้าที่เขาก็ได้สงวนคำแปรญัตติผมไว้ แต่ก็ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ที่แท้จริง ผมแปรญัตติไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทำมิได้ แต่ผมเพิ่มไปอีก ๒ หมวดก็คือ หมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็คือหมวด ๑๐ องค์กรศาล แล้วก็หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมวด ๑๑ ยังแบ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการตอนแรกไม่ได้มีความมั่นใจว่าจะไม่แตะหมวด ๒ คือหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อมีการอภิปรายกันมากมาย แล้วก็ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ยืนยันว่าหมวด ๒ ไม่แตะ ก็เป็นที่มาที่ไป ของในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ตรงนี้ก็ไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย คือไม่แตะหมวด ๑ แล้วก็ไม่แตะหมวด ๒ แต่ว่าก็ไม่ได้พูดไว้ ในร่างว่าไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ แล้วก็เหตุผลที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากพูด ในห้องประชุมก็บอกว่าไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ ทั้งหมวด คือทางเรา ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยต้องการให้ระบุไปให้ชัดเจนว่าไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ นะครับ แต่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็บอกว่าไปบอกอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเวลา เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นฉบับใหม่แล้วมันอาจจะไปอยู่ในหมวดอื่น ผมก็มานั่งคิดดูนะครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญผ่านมาแล้ว ๑๘ ฉบับ มันอย่างไรก็เป็นหมวด ๑ หมวด ๒ แต่ท่าน บอกว่าเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ อย่างไรก็ต้องเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ อยู่วันยังค่ำ มันจะเป็น หมวดอื่นไม่ได้ครับ แต่ว่าเมื่อไม่บอกไปก็ระบุเพียงแต่ว่าหมวดที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐนั้น ผมก็จะตามดูว่าในความหมายท่านไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ จริงตามที่ พูดไว้หรือไม่ เพราะว่าไม่ได้ระบุหมวด ๑ และหมวด ๒ ตามรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนครับ ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทางประชาชนทั่ว ๆ ไปก็ตั้งคำถามไว้เหมือนกันว่าในกรณีนี้ มันเป็นกรณีที่เป็นปัญหาหรือไม่ครับ
ท่านประธานครับ ในกรณีเรื่องของทางที่ผมเพิ่มขึ้นมาเป็นเรื่องของการที่ ไม่แตะหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชน แล้วก็สังคมไม่ไว้ใจ สสร. ที่จะเกิดขึ้น นอกเหนือจากที่มาที่ไปแล้วเขามีความคิดเห็นว่าทางรัฐบาล ทางพรรคร่วม ของรัฐบาลชี้นำ สสร. ได้ อันนั้นเป็นความเชื่อนะครับ ก็คงจะไปต่อว่ากันไม่ได้ว่า เขาเชื่ออย่างนั้น แต่ทีนี้เขาเชื่อว่ากรณีนี้อาจจะไปกระทบหรือมีการเปลี่ยนแปลง ในกระบวนการยุติธรรม เพราะมันมีข่าวลือออกมามากมายท่านประธาน เขามีข่าวลือว่า ประธานศาลฎีกาจะต้องแต่งตั้งโดยรัฐสภา มีข่าวลือว่าจะยุบศาลรัฐธรรมนูญ มีข่าวลือว่า จะยุบศาลปกครองให้เป็นเพียงแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม ยังมีข่าวลืออีกนะครับว่าจะยุบ คณะกรรมการตรวจการแผ่นดินและ ป.ป.ช. เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมพูดเหมือนกับ จะตีตนไปก่อนไข้ แต่ว่าอันนี้มันปรากฏออกมาในสื่อมากมายเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้าง ยาวนาน มันมีข่าวลือที่สร้างผลกระทบ สร้างความเสียหายให้กับทั้งรัฐบาลและ สสร. ที่จะ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความมั่นใจว่า สสร. จะออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ มีมติจากรัฐสภาแห่งนี้ จะทำอย่างไรไม่ให้ไปกระทบกับกระบวนการยุติธรรม แน่นอนครับ มันยังมีปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ในองค์กรต่าง ๆ ของระบบยุติธรรมของเรานะครับ ไม่ได้ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมีเสียบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ผมถือว่าหลัก ๓ หลัก นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ โดยหลักการต้องแยกกัน เป็นอิสระ มันจะต้องมีการสมดุล บาลานซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Balance of power) นะครับ แต่ถ้าเมื่อใด ก็ตามทางฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงระบบยุติธรรมได้แล้ว ตรงนี้ดุลอำนาจจะเสียไป แล้วสิ่งที่จะได้รับก็คือผลกระทบที่ประชาชนจะได้คือ ระบบยุติธรรมก็จะสูญเสียไป ตรงนั้น มันน่าเสียดาย ท่านประธานครับ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปโครงสร้าง ในระบอบประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ประชาชนในขณะนี้เขาเบื่อหน่ายต่อระบอบการเมือง และระบอบรัฐสภาค่อนข้างมาก อยากให้การเมืองนิ่งเพื่อให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า ประเทศไทยบอบช้ำแล้วก็เสียโอกาสไปมากมายแล้ว ถูกเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ก้าวแซงทางด้านเศรษฐกิจและความเจริญไปแล้วมากมาย ท่านประธานครับ สถาบันศาล เป็นสถาบันที่เป็นอำนาจสุดท้ายที่ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นอยู่ ผมและประชาชนจำนวน ที่ผมคิดว่ามากส่วนหนึ่งจึงไม่ต้องการให้แตะหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ด้วย ท่านครับ ในขณะนี้มีองค์กรอิสระในหมวด ๑๑ เพื่อตรวจสอบมากมาย แต่ยังไม่สามารถสร้างความ เกรงกลัวให้นักการเมืองต่อการตรวจสอบในการประพฤติทุจริตและการใช้อำนาจมิชอบ ในขณะที่องค์กรเหล่านี้มีอำนาจมากมายไม่ได้มีความเกรงกลัวของนักการเมืองขึ้นมาเลย แล้วถ้ารัฐธรรมนูญถูกแก้แล้ว เกิดอำนาจการตรวจสอบลดลงโดยการออกแบบของ สสร. แล้ว ผมเป็นห่วงว่าการประพฤติทุจริตย่อมต้องมากขึ้น จึงเชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ แน่นอน ผมจึงแปรเพิ่มข้อความไม่ให้แตะทั้งหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ตามที่ผมสงวนเอาไว้ครับ
ท่านประธานครับ มาถึงวรรคสุดท้ายของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เปลี่ยนผู้วินิจฉัย มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า จากรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยแก้เป็น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานครับ ผมเองเคยพูดในที่ประชุมกรรมาธิการแต่ว่าก็ได้รับคำชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถจะตีความในกรณีที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ว่ามันจะเป็น การขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ได้ ผมก็มานั่งคิดดูว่าถ้าให้ประธานรัฐสภาหรือรัฐสภาเป็นผู้ตีความด้วยระบบที่ออกแบบ มาด้วยเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากมันไม่ได้สามารถที่จะไปชี้กฎหมายว่า ถูกหรือผิดได้ เสียงข้างมากไม่ได้ตัดสินตรงนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมคิดว่ามันจะต้อง เป็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมายอะไรมากมาย พอดีผมก็ได้เอกสารจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงนามโดยท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยผ่านการปรึกษาหารือจากคณะกรรมการ ที่ปรึกษาของผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งก็มีอยู่ ๑๐ ท่านหรือเรียกว่า ๑๐ อรหันต์ ผมยกมา ประเด็นเดียวครับท่านประธาน เขาหารือมา ๓ ประเด็น เอาประเด็นที่ ๒ แล้วกัน พอดี มันเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้ายที่ผมอภิปรายมาแล้ว ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านเพื่อให้สมาชิกแล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านรับทราบ
ประเด็นที่ ๒ การที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนั้น เป็นการให้องค์กร ทางการเมืองเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งปัญหานี้ ควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยทำนองนี้อยู่แล้ว อาทิ อำนาจวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับหรือคล้ายกับร่างพระราชบัญญัติ ที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ก็ดี อำนาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๘ ก็ให้สมาชิกให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ อันนั้นก็เป็นเรื่องของกฎหมายทั่ว ๆ ไป ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถตีความได้อยู่แล้ว ตลอดจนการที่ให้นายกรัฐมนตรีและ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนทั้งหมด ก็ส่งร่าง พ.ร.บ. ที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญไปให้ศาล ตรงนี้ทำได้ อยู่แล้ว ดังนั้นจึงสมควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย โดยกำหนดเวลาให้พิจารณา วินิจฉัยให้แล้วเสร็จ อันนั้นก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ผมจะไม่อ่านทั้งหมดผมจะมาดู ในวรรคสุดท้ายหนังสือที่เขาตอบมาเขาบอกว่า ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะส่งความเห็นไปยัง กกต. ตามวรรคสาม ถ้านายกรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา หรือ สสร. จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบแล้วนั้น มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เสนอความเห็นต่อประธาน รัฐสภาแล้วให้ประธานรัฐสภาส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็น ดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป ท่านประธานครับ ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่นักกฎหมายที่ท่านเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยการปรึกษาหารือของที่ปรึกษา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นนักกฎหมายมือหนึ่งของประเทศทั้งสิ้นเขาให้ความเห็นมาอย่างนี้ละครับ มันก็เลยสอดรับกับที่ผมแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ผมสงวนเอาไว้ก่อนที่หนังสือ ฉบับนี้จะมา โดยที่ผมไม่ได้รับทราบเรื่องนี้มาก่อน ผมคิดเพียงแต่ว่าถ้าให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นผู้วินิจฉัยกฎหมายว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มันแน่นอน มันก็ต้องอาศัยเสียงส่วนมาก โดยระบอบที่เราสร้างมา แต่ว่าโดยระบอบที่เราสร้างมาเสียงส่วนมากหรือเสียงส่วนใหญ่ มันไม่สามารถชี้ปมของกฎหมายได้ ตรงนี้คือประเด็นที่ผมเห็นว่าผมจำเป็นต้องสงวน คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย แล้วก็มาพูดในห้องประชุมแห่งนี้ แล้วก็จะโยง ไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าที่ประชุมมีมติยืนตามร่างของกรรมาธิการ แน่นอน ผมก็จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าผมสมควรจะอภิปรายในคำสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ หรือไม่ อันนั้นเป็นเรื่องต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการเทพไท เสนพงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เป็นท่านที่ ๒ ซึ่งผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมจะขออนุญาตเพื่อที่จะอ่านรายละเอียด ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าสิ่งที่ผมจะแปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติมันเกี่ยวพันกันอย่างไร แล้วก็เพื่อเป็นการปูพื้นให้กับผู้ที่อภิปราย หลังจากผมนะครับท่านประธาน
มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ๒๔๐ วันนับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนำบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้
การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ ให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค
ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้
ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
สรุปได้ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ได้มีบทบัญญัติเป็น ๖ วรรคด้วยกันครับ ท่านประธานครับ ที่ผมจะอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คือในวรรคหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ แก้ไขในวรรคสองและในวรรคห้าที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ในวรรคหนึ่งก็คือว่า จากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้เป็น ๒๔๐ วัน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่าจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ๑๘๐ วันนี่ผมเห็นว่ามันเป็นจำนวนน้อยอยู่แล้วครับท่านประธาน แต่ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะแปรญัตติให้เป็น ๑๘๐ วัน ผมก็ยังมีข้อสงสัยว่าจำนวน ๒๔๐วัน จะเพียงพอ ต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ ท่านประธานต้องเข้าใจว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ จำเป็นที่จะต้องใช้ ความรอบคอบ ใช้เวลาไม่อยากจะให้การทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะสุกเอาเผากิน หรือเร่งรีบ เร่งรัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะในขณะนี้ต้องเรียนว่าบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะ ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ครับท่านประธาน อย่างน้อยเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ใช้มาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่ความไม่พึงพอใจว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันอาจจะไม่ถูกอกถูกใจ หรืออาจจะเป็นแผลใจสำหรับใครบางคนว่ามันมาจาก คมช. ก็จึงเร่งรีบที่จะทำให้เสร็จ ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เสร็จ ระยะเวลาแค่ ๒๔๐ วัน ผมเรียนกับท่านประธานว่ามันไม่เพียงพอ หรอกครับกับการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพ ที่มีความรอบคอบและรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างรอบด้าน ผมจะลำดับความให้ท่านประธานได้เห็นว่า เมื่อเรามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานก็น่าจะมีประสบการณ์แล้วก็น่าจะเห็นว่า กระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญมันต้องใช้เวลามันมีกระบวนการมากมายครับ จะต้อง ศึกษารัฐธรรมนูญ ข้ออ่อน ข้อเสียของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จะต้องศึกษารัฐธรรมนูญ ในต่างประเทศเพื่อเข้ามาเป็นผลการศึกษาประกอบให้สอดคล้องกับสภาวะการเมือง ของประเทศ จะต้องมีเวลาเขียนรัฐธรรมนูญ จะต้องพิจารณา จะต้องรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับในร่างวรรคสี่ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชน ทั่วทุกภูมิภาค ถ้าจะให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและพี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมให้มากที่สุด ผมคิดว่าการรับฟังความเห็น การทำประชาพิจารณ์จะต้องมีจุด หรือมีจำนวนให้มากครับท่านประธาน เพราะอะไร เพราะจำนวน สสร. ที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ท่านประธาน ก็แลเห็นนะครับว่า กำหนดให้จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้นเองครับ ซึ่งมันน้อยมากกับการเป็น ตัวแทนความคิด ตัวแทนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเข้ามาถ่ายทอด เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าเราจะทำประชาพิจารณ์ให้ครบทั่วทุกจังหวัด ๆ ละ ๑ ครั้ง ท่านประธานลองคิดดูครับ ๗๗ จังหวัดปาเข้าไป ๗๗ วันแล้ว เอาให้ลึกไปกว่านั้นถ้าหาก บอกว่าเราอยากจะฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกเขตเลือกตั้ง วันนี้เขตเลือกตั้ง ก็ประมาณ ๓๗๕ เขตเลือกตั้ง ๓๗๕ เขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งละ ๑ วัน ต้องถาม ท่านประธานครับ ใช้เวลาไปปีกว่าแล้วท่านประธาน สำหรับการรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นการเขียนในวรรคหนึ่งบอกว่าใช้เวลาแค่ ๒๔๐ วัน นี่ไม่พูดถึงการประชุม การร่าง การยกร่าง การพิจารณา เอาแค่การทำประชาพิจารณ์รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนไม่พอแล้วท่านประธาน เกินไปแล้วครับท่านประธาน ผมต้องการ ให้ทำอย่างน้อย ๑ ปีครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าจำนวน ๑ ปี มันเหมาะสม ตัวเลขกลม ๆ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้เวลาในการยกร่างในการพิจารณา อย่างรอบคอบแล้ว ๑ ปี ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอควรสำหรับเหตุผลการจัดทำ รัฐธรรมนูญ แต่มาเลือกเอาใช้แค่ ๒๔๐ วัน เปลี่ยนแปลงจากเดิม ๑๘๐ วัน ผมก็อยากจะ เรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ไหน ๆ จะแก้สักทีแล้ว ก็แก้ให้มัน พอเหมาะพอควรที่สังคมยอมรับและอธิบายกับสังคมได้ ก็คือ ๑ ปี ผมไม่เห็นจำเป็นที่จะต้อง รีบเร่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มันเสร็จโดยเร็ว เว้นแต่ท่านได้รับใบสั่งหรือใครกำหนด หรือใครอยากที่จะให้มันเสร็จโดยเร็ว แค่นั้นเองครับ เรื่องอื่นมันไม่มีเหตุผลครับ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เสร็จแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นไปมากมาย มันไม่ได้ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนดีขึ้น น้ำมันที่แพง ที่ขึ้นอยู่ทุกวัน มันจะ ลดลง ไม่มีครับ แล้วถ้าหากว่าบ้านเมืองไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเราต้อง เร่งรีบที่จะออกรัฐธรรมนูญมาใช้ แต่วันนี้ต้องเรียนกับท่านประธานปัญหาที่หนักหนา กว่าปัญหารัฐธรรมนูญคือปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนกรอบระยะเวลา ๒๔๐ วัน ผมเห็นว่าเป็นการใช้เวลาที่กระชั้นชิด และเกรงว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญจะไม่รอบคอบและจะไม่ได้เป็นการรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนทั่วทุกกลุ่มสาขาอาชีพและทั่วทุกภูมิภาคจริง ๆ และเราจะไม่ได้ รัฐธรรมนูญที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงครับ นี่ในวรรคหนึ่งครับ
ท่านประธานครับ ในวรรคสองผมขอตัดออกทั้งวรรคครับ ในวรรคสองบอก ว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมก็อยากจะ ถามเจตนารมณ์ของคนเขียน คนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีบทบัญญัติวรรคสองขึ้นมา ทำไมครับท่านประธาน ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องมี ท่านประธานครับ ว่าจะเอาต้นแบบ ของรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นแบบ ไม่เห็นจำเป็นครับ เว้นแต่จิตใต้สำนึกของบางคน ก่อนจากนี้มันมีการเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็พยายามที่จะบอกว่า จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ แล้วก็พยายามที่จะเคลื่อนไหวชูธงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นประชาธิปไตย ถ้ามีโอกาสมีอำนาจจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออก แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทน ผมคิดว่านี่ละน่าจะเป็นจิตใต้สำนึกตรงนี้ล่ะ ย้ำคิดย้ำทำก็เลยเอามาเขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยในการ ร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นแบบ ท่านประธานกลับไปดู ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา การร่างรัฐธรรมนูญไม่มีใครว่าเอาฉบับโน้นฉบับนี้โดยบัญญัติ ในร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องเอามาใช้เป็นต้นแบบครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ๑๗-๑๘ ฉบับ ของประเทศไทยมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแตกต่างกัน แต่ว่าในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมันก็มีข้อดีข้อด้อยแต่ละฉบับก็แตกต่างกันเช่นเดียวกันครับ เราจะยกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด ถ้าท่านประธานกลับไปดูก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็คงเห็นว่ามีการพูดถึง รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดในขณะนั้นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ในยุคที่ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาใหม่ ๆ ช่วงนั้นท่านประธานครับ ถือว่าประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุด แล้วก็มีรัฐธรรมนูญขึ้นมา เราก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ในขณะนั้น แต่ว่าเมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ว่าที่มามันมาจาก สสร. ชุดที่ ๑ แล้วก็มีการรับฟังความคิดเห็น มีการทำประชาพิจารณ์ แต่เรียนกับท่านประธานได้ว่า ไม่ได้เร่งรีบเร่งรัดแบบนี้ละครับ ก็ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยมาจาก พี่น้องประชาชน แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้ว่า ที่มาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดก็ตาม แต่ว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็แลเห็นว่ามันมีจุดอ่อนอีกหลายจุดครับ ที่ใคร ๆ ที่เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ในดีที่สุด ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่ามันก็มีจุดอ่อนนะท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จุดอ่อนอันแรกท่านประธานก็เห็น เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระครับ ในยุคที่เรา ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็เห็นว่ารัฐบาลที่ใช้อย่างน้อยรัฐบาล ๒ ชุด รัฐบาลชุดแรก รัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย แล้วก็มาถึงรัฐบาลของ พันตำรวจโท ทักษิณ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันปี ๒๕๔๐ แต่ว่าผลการใช้รัฐธรรมนูญแตกต่างกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทำให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระได้ครับ เพราะมีส่วนในการสรรหา คณะกรรมการองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีจุดอ่อนก็คือการตรวจสอบฝ่ายบริหารนี่ ยากครับ ต้องใช้เสียง ส.ส. ถึง ๒ ใน ๕ ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานจะเห็นว่าในยุคนั้นนายกรัฐมนตรีก็จะใช้ช่องทางตรงนี้ครับหนีการตรวจสอบ แล้วก็มาเป็นที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เหลิงอำนาจ จุดอ่อนอีกจุดหนึ่งก็คือการแยกอำนาจ บริหารกับนิติบัญญัติออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น การที่คนไปเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส. คนที่ลาออกจาก ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีแล้ววันประชุมสภาไม่มาครับ เพราะถือว่าตัวเอง ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ขาดการประสานงาน อันนี้ก็เป็นจุดอ่อนครับ จุดอ่อนเรื่องการควบรวม กิจการพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้น ให้เสียงเกินครึ่ง เพื่อให้รัฐบาลมั่นคง ทางการเมือง มีเสถียรภาพ และหนีการตรวจสอบ นี่ผมไม่ได้พูดถึงการไปแทรกแซง สมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้น นี่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นการที่จะเอา วรรคสองมาบอกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะนำเอารัฐธรรมนูญ ฉบับใดขึ้นมานี่ ซึ่งผมเกรงว่าอาจจะมีการนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาครับท่านประธาน เพราะมีการพูดกัน เหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เหมือนกับเทพเจ้า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รัฐธรรมนูญ ในฝันครับ แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นท่านประธาน เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มาไม่ถูกต้อง ก็จริง ผมก็ยอมรับท่านประธาน แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไปอุดช่องโหว่ รูรั่ว จุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ชัดเจนครับ เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระเขาตัดฝ่ายการเมือง ออก ตัดแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติออกที่ขาดการประสานงาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้โอกาส การควบรวมกิจการพรรคการเมืองทำไม่ได้ในสมัยประชุม ในสมัยวาระของการดำรงตำแหน่งในสภาชุดนั้น ๆ ครับ รวมไปถึงวุฒิสภาครับ แต่ว่า แม้จะเขียนอย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงทั้งองค์กรอิสระ ทั้งวุฒิสภา หรืออะไรก็ตาม แต่ว่าก็มีความเพียรพยายามครับ ต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าที่ผมตัดเอามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง ออกนี่ ผมเรียนว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเอามาตรา เอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ขึ้นมาเป็นต้นแบบ เปิดฟรีสไตล์ (Free style) เอาอะไรมาก็ได้ครับ ก็ศึกษามาครับ จะไปศึกษาฉบับโน้นนิด ฉบับนี้หน่อย เอาของเมืองนอกมาเอาอะไรมาก็ได้ครับ เพราะที่ผ่านมา ท่านประธานก็เห็นรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมันเป็นรัฐธรรมนูญลูกผสมครับ หัวมังกุท้ายมังกรท่านประธาน เอาระบบสัดส่วน หรือระบบดองต์ (D’hondt) ในประเทศเยอรมันมาบ้าง เอาระบบในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข การเมืองประชาธิปไตยรัฐสภาแบบอังกฤษก็มา คือผสมมั่วไปหมดครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าไม่จำเป็นเลยที่จะเขียน ให้มันรกรุงรังในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องเปิดโอกาสให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา เป็นต้นแบบ เพราะถ้าไม่เขียนจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาเป็นต้นแบบ มันก็ ไม่ผิดกฎหมาย มันก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ มันไม่ผิดอะไรอยู่แล้ว แล้วเขียนขึ้นมาทำไม ท่านประธาน เขียนมาเพื่อให้มวลชนคนที่ตัวเองหาเสียงว่าถ้าได้เสียงข้างมากแล้วจะเลิก จะล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ทันที นี่เป็นการสื่อเจตนานะครับ ท่านประธานครับ เขียนอันนี้มาก็คือว่าเหมือนกับจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา แล้วก็ แก้ไขนิด ๆ หน่อย ๆ ขึ้นมาเพื่อพอเป็นพิธี แล้วก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อที่จะให้ มันเร่งรัดเสร็จทันเวลาในจำนวน ๒๔๐ วัน ผมจึงตั้งข้อกล่าวหาเลยท่านประธานครับ เมื่อก่อน ๑๘๐ วัน ผมก็แปลกใจว่าทำไม ๑๘๐ วันทำรัฐธรรมนูญเสร็จได้อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับที่จะต้องใช้บริหารปกครองประเทศทั้งประเทศมาใช้เวลา ๑๘๐ วันอย่างนั้นหรือ ก็เพิ่งมาถึงบางอ้อในวรรคสองครับท่านประธาน นั่นก็คือมีเตรียมการที่จะเอารัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งมาดัดแปลง มาแก้นิด ๆ หน่อย ๆ ตัด ต่อ ก่อ และ ทับ อะไรนี่นะครับ หรือ นี่ เพื่อที่จะให้มันเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเป้าหมายมันไม่ได้อยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแต่ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับใดก็ได้ที่ยกร่าง ขึ้นมา ที่เอารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาเป็นต้นแบบเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ปี ๒๕๕๐ ให้ไป เจตนาในการล้มก็คือให้ล้มมาตรา ๓๐๙ ครับ ถ้าไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ การแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่สามารถล้มมาตรา ๓๐๙ ได้ ท่านประธาน การที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แก้เฉพาะมาตรา ๓๐๙ มันก็เป็น การส่อเจตนาเพื่อจะช่วยใคร บางคนที่ติดคดีอยู่ พอช่วยใครบางคนที่ติดคดีอยู่ก็ต้องหา วิธีการที่จะล้มทั้งฉบับ เพื่อจะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๓๐๙ ออกไปครับ เจตนามันแค่นั้นเอง ท่านประธานครับ
ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วกวน ซ้ำซาก แล้วก็กล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็น ท่านประธานครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เขาสงวนคำแปรญัตติมีนิดเดียวในวรรคสอง ก็เขียนไว้อยู่แล้วว่าจะเอากฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้ที่เป็นประชาธิปไตย ก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องไปเอาปี ๒๕๔๐ หรือเอา ปี ๒๕๕๐ แต่ถ้าปี ๒๕๕๐ เป็นประชาธิปไตยกว่าคณะกรรมาธิการเขาก็สงวนไว้อยู่แล้วว่า เอามาก็ได้ตรงนี้ แต่ถ้าเจตนาว่าเพื่อที่จะไปช่วยบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นคนภายนอก เพื่อให้พ้นผิด มันไม่ใช่
ท่านประสิทธิ์ประท้วงเรื่อง
เรื่องผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วกวน ซ้ำซาก นอกประเด็น และกล่าวให้ร้ายบุคคลอื่น ที่มันไม่อยู่ ในประเด็นที่เขาสงวนความเห็นไว้ท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมขอวินิจฉัย ท่านเทพไท ท่านก็ได้พยายามอธิบายว่าเหตุผลอะไรทำไมท่านถึงตัดวรรคสองออก แต่ว่าท่านกรุณา อย่าออกไปไกลนัก คือเมื่อครู่ผมฟังมา ตอนท้าย ๆ นี่ครับที่ท่านจะเริ่มออกไปไกล ขอความกรุณาให้อยู่ในประเด็นที่ท่านตั้งใจไว้ เชิญท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าขอประท้วง ตามข้อ ๕ ให้ท่านประธานได้ควบคุมผู้ที่ประท้วงท่านประธาน วันนี้บรรยากาศเริ่มดีครับ ท่านประธานครับ เช้าอยู่ครับอย่ารีบ ให้อภิปรายไป เริ่มเช้า ๆ อย่าให้มันบรรยากาศเสีย ประชาชนคนสนใจอยากฟัง แล้วก็ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายตรงประเด็นที่สุดแล้วครับ ท่านประธาน ขอให้ท่านประธานช่วย
ครับ ผมได้วินิจฉัยแล้ว ขอบคุณครับ เชิญท่านเทพไทครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมอยากจะเรียน กับท่านประธานว่าผมเป็นคนที่อภิปราย ซึ่งเมื่อวานท่านประธานก็ชื่นชมผมว่า เป็นคนอภิปรายที่ดีที่สุดควรเอาเป็นแบบอย่าง ท่านประธานสมศักดิ์ ท่านก็ชมผม ว่าผมอภิปรายอยู่ในกรอบ เพียงแต่ว่าผมไม่อยากจะให้ท่านประธานไปเต้นตามคนที่ประท้วงครับ ท่านประธาน คือผมตัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง เกี่ยวกับการยกเอารัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งขึ้นมาเป็นต้นแบบ และผมไม่ให้เอามา ผมอภิปรายว่าไม่จำเป็นต้องเขียนเอาฉบับใด ฉบับหนึ่งก็ได้ แล้วผมก็เรียนรายละเอียดว่าที่ตัดมาตรานี้ออกไปเพื่อเจตนาอะไรแฝง และบังเอิญว่ามันไปกระทบมาตรา ๓๐๙ แล้วผมก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ผมมีมารยาทพอที่จะ ไม่อ้างถึงบุคคลภายนอกครับ แค่มาตรา ๓๐๙ บอกว่าใครบางคนจะได้ประโยชน์แค่นั้นละครับ เหมือนกับผีโดนใบหนาดครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานจริง ๆ ว่า ผมพยายามที่จะอภิปรายอยู่ในกรอบท่านประธานก็ทราบ คือถ้าหากว่าตัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง ออก แล้วจะไม่อภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่ทราบว่าจะอภิปรายตรงไหน ท่านประธาน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ ไม่จำเป็นต้องเขียนมาให้รกรุงรัง เว้นแต่มีเจตนาชี้ช่องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจำเป็น ที่จะต้องเอารัฐธรรมนูญบางฉบับที่ตัวเองต้องการขึ้นมาเพื่อแก้ไขตัวเลข คำพูด ตัด ต่อ ก่อ กับ และ หรือ เพื่อที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วประกาศใช้โดยเร็วเพื่อจะ ล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีเจตนาที่จะยกเลิก มาตรา ๓๐๙ แค่นั้นเองท่านประธาน ผมผิดตรงไหน ผมออกนอกกรอบตรงไหน ผมเป็นผู้แทนมาหลายสมัยแล้วท่านประธาน แล้วผมก็เป็นผู้อภิปรายในเรื่องสำคัญ ในประเด็นสำคัญหลายครั้ง
สำหรับอีกวรรคหนึ่งที่ผมจะต้องอภิปรายเพราะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้ไข นั่นก็คือในวรรคห้า ที่แก้ไขบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ต้องเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ครับ สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม มาตราวรรคนี้จริง ๆ ถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจ สังคมไม่คลางแคลงใจ ไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้เลยท่านประธาน ไม่จำเป็นต้องเขียนเลย ไม่เคยมีแก้รัฐธรรมนูญฉบับไหนต้องมีข้อยกเว้นเยอะแยะไปหมดเลย ครับ หมวดโน้นห้ามแตะ หมวดนี้เราไม่แตะ หมวดนี้แตะไม่ได้ครับ นี่ดีนะครับผมคิดว่า ถ้าใจผมให้ผมเขียนข้อยกเว้นได้ ผมจะเขียนห้ามแตะมาตรา ๓๐๙ ด้วย ต้องมีมาตรา ๓๐๙ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย แต่ที่ต้องแก้แล้วก็ต้องเพิ่มขึ้นมา ผมคิดว่าเพราะสังคม หวาดระแวงพฤติกรรมของคนบางคน ของคนบางกลุ่มครับ เพราะนับวันยิ่งมี ความเคลื่อนไหวในลักษณะจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงเพิ่มยิ่งขึ้น ท่านประธานถามว่าจะดูได้ จากไหน ผมบอกท่านประธานครับ ดูได้จากเว็บไซต์ (Web site) เว็บไซต์หมิ่นสถาบัน เพิ่มขึ้นเยอะ ๆ เพิ่มขึ้นมาก และยิ่งยุคปัจจุบันเพิ่มเยอะที่สุด และการที่จะไปดำเนินการ กับเว็บไซต์จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงทำได้ยากมาก น้อยมากครับ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์อื่น ๆ พาดพิงรัฐบาล พาดพิงตัวนายกรัฐมนตรี พาดพิงใครก็ตาม ทันทีนะครับท่านประธาน
เชิญท่านผู้ประท้วงครับ ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะบอกข้อประท้วงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ ผมอยากจะ บอกความจริงให้ท่านประธานทราบนิดหนึ่งว่า เมื่อวานนี้ท่านเชื่อไหมครับ สมาชิกรัฐสภา ทุกคนมีรอยยิ้มพร้อมกันหมดเลยครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ เพราะการอภิปรายเป็นไปด้วยการปรองดองและสั้น แล้วก็เลิกเร็วมากครับ เมื่อวานนี้ ถ้าท่านประธานได้ยืนอยู่ข้างล่างที่สะพานปลาข้างล่าง ไม่ว่าสมาชิกพรรคไหนยิ้มกันหมด ทุกคนเลยครับ ผมอยากเห็นรอยยิ้มอย่างนี้เกิดขึ้นอีก จึงนำรอยยิ้มนี้เสนอไปที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอประทานโทษ ท่านเทพไทว่าการอภิปรายของท่านวันนี้
เอาประเด็นที่ท่านประท้วง เชิญครับ
ผมประท้วงที่ท่านพูดอยู่นี้ ท่านไม่ได้ ผิดในเรื่องการอภิปรายอะไรมากหรอกครับ แต่ว่าที่ท่านแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง มันมีอยู่ในวรรคสอง ท่านตัด
เดี๋ยวครับทีละท่าน อันนี้กำลังชี้แจงเรื่องที่ท่านประท้วงอยู่ครับ
ท่านตัดเฉพาะวรรคสองนี้เท่านั้น ไม่ได้เลยไปถึงเรื่องพระมหากษัตริย์อะไรเลย ดังนั้นผมก็คิดว่าผมประท้วงท่านตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ขอความกรุณท่านให้รอยยิ้มเกิดขึ้นอีก อย่าสร้างรอยแสยะขึ้นมาโดยเด็ดขาด น้องเอ๋ย แล้วก็ขอความกรุณานิดเดียวครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาก็ถามท่านนิดว่า ชุดที่ท่านแต่งอยู่นี้คล้าย ๆ นักบวชศาสนาคริสต์นิกายหนึ่ง ผมยังงงอยู่ว่าไม่ทราบว่าชุดนี้ แต่งเข้ามาในสภาได้อย่างไร
ไม่เป็นไรครับท่าน คืออย่างนี้
ก็ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย ว่ามันเกินเลยไปหรือเปล่า มันเป็นการผิดข้อบังคับข้อ ๙๙ กับข้อ ๔๓ หรือไม่ครับ ท่านประธาน
ผมดูอยู่ว่าวรรคห้า ท่านเทพไท ไม่เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเพิ่มใช่ไหมครับ แต่ว่าเนื้อหาก็เหมือนกันจริงไหมครับ เนื้อหาเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน ก็ขอท่านกรุณาอยู่ในวรรคห้าของท่านนะครับ
(นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง เพื่อนสมาชิกที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประท้วงใช้ข้อความที่วกวน ลักษณะเสียดสี วกวนไปมาตลอด แล้วท่านทำอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นผมเรียน ท่านประธานว่าให้ช่วยตักเตือนเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นประท้วง แล้วก็เป็นลักษณะประท้วง ซ้ำซาก เป็นการประท้วงแล้วอภิปรายไปด้วย เสียดสีไปด้วย อย่างนี้ผมว่าไม่ถูกต้องครับ ท่านประธาน ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ความจริงก็มองได้ ๒ อย่าง ผมก็มองว่าท่านก็พยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่ให้การประชุมดำเนินไปด้วยความ เรียบร้อย ก็เหมือนกับบอกผมด้วยว่าให้ผมช่วยดู ให้ควบคุมการประชุม ซึ่งผมก็พยายามอยู่ ขอความกรุณาอย่าได้พาดพิง หรือแนะนำ ประท้วงก็ขอให้เป็นไปตามข้อบังคับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตขึ้นมาประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ หรือไม่ต้องประท้วงก็ได้ท่านประธาน เพราะว่าข้อสังเกตที่นั่งมา เกือบ ๑๐ วัน ๑๐ คืน ผมเห็นท่านประธานขึ้นมาทุกครั้ง ท่านประธานเป็นคนใจดี แล้วท่านประธานก็ปล่อยเป็นเรื่องเป็นราว จนมีฝ่ายประท้วงทั้ง ๒ ฝ่าย ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า บางช่วงที่ประธานสามารถตักเตือนผู้อภิปรายได้ประธานต้องรีบทำ ก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นประท้วง แล้วมันจะเกิดประเด็นทุกครั้ง จึงกราบเรียนท่านประธานว่า อันไหนมันยืดเยื้อไป แต่ที่ผ่านมาท่านผู้อภิปรายผมก็นั่งฟังอยู่ ก็ยังอยู่ในประเด็น เพราะว่า ท่านเป็นผู้รู้ ในนามพรรคภูมิใจไทยนั่งมาตลอดฟังแล้วอยากจะพูดหลายครั้งแล้ว เพราะว่า รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างท่านประธานเองหย่อนยานไปนิดหนึ่ง จะปล่อยละเลยไป จนเกิด ประเด็นฝ่ายตรงข้ามฝ่ายรัฐบาลได้ขึ้นมาท้วง มันก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งเสียเวลาตลอด ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานได้ใช้วินิจฉัยว่าบางทีท่านช่วยประท้วงก่อนที่ฝ่ายตรงข้าม จะประท้วง มันจะได้ไม่เกิดประเด็นนี้เกิดขึ้นครับ ขอกราบเรียนแค่นี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็ขอเรียนนิดหนึ่ง ไม่ได้เถียงท่าน แต่ขอเรียนว่าเมื่อสักครู่นี้ผมคิดว่าท่านเทพไทยังอยู่ในประเด็น จนกระทั่ง มาท้าย ๆ แล้ว ผมใกล้จะเตือนท่านแล้ว ก็พอดีท่านสุนัยประท้วง ก่อนหน้านั้นท่านมาดีตลอด แล้วก็ท่านจะเริ่มออกไปไกลนิดหนึ่ง ผมกำลังจะพูดอยู่เหมือนกัน เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ผมบอกแล้วว่าอีกสักพักท่านเทพไทก็ยังอยู่ ในประเด็น ผมก็เลยพูดกับน้องประสิทธิ์ว่าใจเย็น ๆ พี่เขาเพิ่งพูด ก็ยังอยู่ในประเด็น พอฟังได้ ผมถึงบอกว่าบางสิ่งบางอย่างท่านประธานต้องใช้วินิจฉัยก่อนที่สมาชิกอีกด้านหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายข้างมากจะขึ้นประท้วงก่อนนั้น การตักเตือนของท่านประธานจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้า ท่านประธานยังปล่อยละเลยจนฝ่ายเสียงข้างมาก หรือฝ่ายรัฐบาลขึ้นมาประท้วงเดี๋ยวก็จะมี พี่ ๆ หลายคนมาปกป้อง ทีนี้ต่างคนต่างปกป้องมันก็ไม่จบ
คืออย่างนี้ เมื่อสักครู่ผมเรียน ให้ท่านทราบแล้ว คิดว่าท่านได้ฟังใช่ไหมครับ เฉพาะเคส (Case) กรณีที่เกิดเมื่อครู่นี้ ผมได้ตามท่านมาตลอด แล้วผมมองว่าท่านยังอยู่ในประเด็น
ก็มองเหมือนกันครับ
ตรงกับท่านนะครับ
ขอบคุณครับ
แต่ทีนี้บังเอิญตอนท้าย ท่านออกไปนิดหนึ่ง ท่านสุนัยก็เตือน ไม่เป็นอะไร แต่ผมรับฟังท่านครับ เชิญท่านต่อเลยครับ
ผมก็ยังคุย กับท่านประเสริฐเลยว่าวันนี้ บรรยากาศเมื่อวานดีมาก ท่านประเสริฐบอกวันนี้ก็คงจะดี เหมือนเดิม ผมก็ดีใจครับ แล้วพี่ ๆ สุภาพสตรีที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าเมื่อคืนนี้ นอนสบาย หน้าตาอิ่มใส เต็มอิ่มดี อยากให้เกิดแบบนี้ขึ้น ก็ขอประธานได้ควบคุมการประชุม ให้ได้อย่างเมื่อวานนี้ ขอบคุณครับ
ผมก็ขอขอบคุณ ในความร่วมมือของเพื่อนสมาชิกทุกท่านด้วย ท่านประเสริฐประท้วงหรือครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่ท่าน วินิจฉัยในครั้งแรก ผมฟังมาตลอดครับ ตั้งแต่ยังไม่ยังไม่เปิดประชุมท่านประธานเดินเข้ามา ผมก็นั่งอยู่ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ผมนั่งฟังคุณเทพไทซึ่งเป็นคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปราย
ท่านประเสริฐประท้วงอะไร
ประท้วง ท่านประธานครับ การวินิจฉัยที่ท่านประธานวินิจฉัย ครั้งแรกท่านวินิจฉัยถูกแล้วว่าท่านเทพไท อยู่ในประเด็น แต่บังเอิญว่ามีซีกฝ่ายรัฐบาลมาประท้วง ๒ ท่าน ท่านก็เริ่มเขวบอกว่า คุณเทพไทออกไปไกลนิดหนึ่ง
อย่างนี้นะครับท่านประเสริฐ ที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง ผมไม่ได้ฟังผู้ประท้วงเลยครับ ผมเล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริง ที่ผมคิดอยู่ เชิญท่านนั่งครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ เชิญท่านเทพไทต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต้องเรียนกับท่านประธานครับ ผมก็พยายาม ที่จะทำให้บรรยากาศมันสดใส มีรอยยิ้ม ผมก็ไม่ได้ถือโกรธผู้อภิปราย ท่านประธานก็จะเห็น ว่าเวลาผมอภิปรายผมก็ต้องยิ้ม ผมคิดว่าเราก็ทำหน้าที่และผมก็ได้ทำหน้าที่ในกรอบทุกอย่าง ผมเป็นคนอภิปรายที่ระมัดระวังในเรื่องการที่จะทำผิดข้อบังคับอยู่ตลอดเวลา เพราะผม ทราบว่าผมนี่เป็นสายล่อฟ้าตัวจริงครับท่านประธาน พูดไปปั๊บก็มีคนประท้วง วันไหน ไม่ประท้วงเพื่อนก็บอกว่าอภิปรายมือตกไป แต่ผมอยากจะแก้ข้อกล่าวหานิดหนึ่ง ที่ผู้อาวุโส ท่านสุนัย จุลพงศธร มาถามท่านประธานว่าผมแต่งชุดอย่างนี้เป็นนักบวชหรือเปล่า ผมต้องเรียนว่าเป็นชุดพระราชทาน อย่างน้อย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็แต่งชุดนี้นะ แล้วข้อบังคับของรัฐสภาก็ไม่ผิด แล้วก็อยากให้ท่านไปดูหัวหน้าพรรค ของท่าน ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ท่านก็ชอบแต่งชุดนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ผิดข้อบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็มีสิทธิที่จะแต่งได้ครับ ต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าผมไม่ได้ออกนอกประเด็น ในวรรคห้า คือวรรคห้า มันมีการแก้ไข เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขผมก็มีสิทธิ ที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นได้ และที่ผมแสดงความคิดเห็นก็คือว่ามันเกี่ยวข้อง กับหมวดพระมหากษัตริย์ พอพูดถึงหมวดพระมหากษัตริย์ พูดถึงการที่มีเว็บไซต์โจมตี จงใจ จาบจ้วง คนบางคนก็แสลงใจทนไม่ได้ครับ มันก็มีพวกประเภทกินปูนร้อนท้อง วัวสันหลังหวะ พวกนี้กลัวอีกากับแมลงวัน กลัวอยู่แล้ว ผมไม่ได้พูดถึงอะไรเลย เพียงแต่ บอกให้เห็นว่าในขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองมันมีเว็บไซต์เกี่ยวกับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เยอะมาก ปี ๒๕๕๓ เป็นพันคดี ผมก็เลยบอกว่าเมื่อสภาวะสังคมไม่มีความไว้วางใจเกี่ยวกับ การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าจะถูกจาบจ้วงหรือสั่นคลอนหรือไม่ ก็มี การเรียกร้องให้มีการเขียนในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ผมก็เพียงบอกว่าถ้าหากว่าเราบริสุทธิ์ใจ สังคมไทยไม่มีความเคลือบแคลง ไม่มีความระแวง ในเรื่องการที่จะเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องนี้ แต่ที่มี เรื่องนี้ท่านประธานก็เห็นนี่ครับการเคลื่อนไหวมาตรา ๑๑๒ ของคณะอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ เคลื่อนไหวอยู่ แล้วก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ในกลุ่มคนอยู่ในม็อบ (Mob) ของเสื้อบางสี ซึ่งผมก็ไม่พาดพิงแต่บอกว่าในม็อบบางสี ซึ่งรัฐบาลบอกว่าไม่มี รัฐบาลไม่สนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันมวลชนที่หนุนรัฐบาลเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ตรงนี้ละครับท่านประธานผมจึง หยิบยกขึ้นมาอภิปรายว่าถ้ารัฐบาลจริงจัง จริงใจ เอาใจใส่เกี่ยวกับการละเมิด สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ปากว่าตาขยิบ ไม่ตีสองหน้า ไม่จำเป็นต้องมี วรรคห้าขึ้นมาเลยก็ได้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมจะจบ ก่อนที่จะได้รับคำชมจากท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมขอแก้ไขในวรรคแรกครับ ไม่ได้แก้ไขในวรรคแรกครับ แต่ว่าผมได้ อภิปรายแสดงความเห็นว่าควรจะเป็น ๑ ปี และแก้ไขในวรรคสอง ตัดออกทั้งวรรคครับ และได้แสดงความเห็นในวรรคห้าที่มีการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมหวังใจ เป็นอย่างยิ่งว่าคำอภิปรายของผมอยู่ในกรอบ อยู่ในข้อระเบียบทุกประการและหวังว่า คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เห็นคล้อยตามผม และได้สนับสนุนเสียงของผม ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านกรรมาธิการ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ กระผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอ่านถ้อยคำในมาตรา ๒๙๑ เป็นเบื้องต้นเสียก่อน แล้วก็จะขออธิบายว่า ผมไม่เห็นด้วยในเนื้อหาสาระอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ ได้มีข้อความเดิมบัญญัติไว้ว่า
สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน กำหนดเวลา ๑๘๐ วันนับแต่ถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้
การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ กระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย
ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้
ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
นี่คือร่างเดิม ในร่างนี้ผมได้สงวนความเห็นไว้ ซึ่งในประเด็นที่ผมสงวน ความเห็นไว้ จากถ้อยคำในวรรคแรกเลยท่านประธานครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๓๖๐ วันนับแต่วันถัดจาก วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก คือร่างเดิมของรัฐบาลที่รับมาหรือว่าร่างที่สภา รับหลักการไป ๑๘๐ วัน แล้วในการประชุมกรรมาธิการที่ประชุมได้มีการพิจารณา ในประเด็นนี้ ผมเสนอว่า ผมเห็นว่าระยะเวลา ๑๘๐ วัน หรือพูดภาษาทั่วไปก็คือ ๖ เดือน มันเร็วเกินไปในการที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เมื่อใช้เวลาเพียง ๖ เดือนแล้วรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่าให้มีการรับฟังความคิดเห็น จากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเวลาเขาร่างกันในแต่ละหมวดเขาก็ส่งไปทยอยรับฟัง ความคิดเห็น มันทำทั่วประเทศพร้อมกันมันต้องใช้เวลาครับท่านประธาน ร่างอย่างนี้ แล้วก็ไปฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็เอามาสู่ที่ประชุม มาฟัง มาถก มาเถียง แล้วกลับไปฟังใหม่ว่าแก้อย่างนี้ ร่างอย่างนี้ใช้ได้หรือไม่ อย่างนี้ มันใช้เวลา พอใช้เวลานี้ถ้าท่านคิดว่า ๖ เดือน เราคิดว่ามันน้อยเกินไป ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ ยอมแก้ว่า ๖ เดือนมันน้อยไป ท่านแก้เป็น ๘ เดือน แต่ว่า ๑ ปีท่านไม่ยอม ๓๖๐ วัน มัน ๑ ปี ตีเสียอย่างนั้น ท่านไม่ยอม ท่านเห็นแค่ ๒๔๐ วัน ซึ่งท่านประธานครับ การที่ท่านขยายออกไปอีก ๒ เดือนหรือว่าจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน ก็คือ ๘ เดือน ผมก็ยังคิดว่ามันน้อยเกินไปครับ แล้วถ้าหากว่าเรามีการเลือก สสร. มาแล้ว แล้วเกิดร่างไม่เสร็จภายในเวลา ๒๔๐ วัน รัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์ใช้งบประมาณในการเลือกตั้ง สสร. ดีไม่ดีก็คิดว่าเป็นพันกว่าล้านหรือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วค่าใช้จ่ายในการที่จะไปรับฟัง ความคิดเห็นออกมา เกิดมันไม่เสร็จขึ้นมาจริง ๆ ที่เราลงทุนลงแรงกันไปตั้งเป็นพันล้าน เสียเวลากันไปไม่รวมทั้งแก้ไขตอนนี้นี่นะ อดหลับอดนอนกันมา ๑๑ วันแล้วติดต่อกัน ๑๑ วันที่มาประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทว่า มีเหตุผล มีความเร่งด่วนอย่างไรที่เราต้องไปกำหนดระยะเวลาว่าให้แค่ ๒๔๐ วัน มันมีเร่งด่วนว่าถ้ามีท่านประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าตอบผมได้ผมถอนเลย คำสงวน คำแปรญัตติผม ว่าท่านมีความเร่งด่วน มีความจำเป็นอะไรนักหนาที่ต้องบอกว่าต้องเสร็จ ภายใน ๒๔๐ วัน ถ้าไม่เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน บ้านเมืองจะถล่มทลายหรืออย่างไร แต่ถ้า กลับกันท่านเขียนตามที่ผมสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ว่า ๓๖๐ วันแต่ว่าถ้าท่านเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เสร็จก็คือเสร็จครับ มันไม่เสียหายแต่ว่าเขียนเอาไว้ก่อนว่าไม่เกิน ๓๖๐ วัน ที่ผม ใช้คำว่า ๓๖๐ วัน เราเขียนมากไว้ได้ครับ แต่เราใช้ไม่ครบไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเราเขียนไว้น้อย แล้วมันเกิดทำไม่เสร็จขึ้นมา ๘ เดือนร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้ามันไม่เสร็จขึ้นมา สิ่งที่เรา ลงทุนไปเป็นพันพันล้านมันต้องไปเริ่มกันใหม่เลยครับ อายุ สสร. นี้ต้องหมดอายุเลยครับว่า ไปเขียนไว้แล้วว่าถ้าคุณทำภารกิจไม่เสร็จในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านเขียนไว้แล้ว เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยความเคารพท่าน ท่านทำไมต้องไป จำกัดตัวเองว่าให้เขามีเวลา ๒๔๐ วัน ถ้าท่านบอกว่าให้มีเวลาเอาละครับ ท่านกลัว ท่านเร่งรัด ท่านกลัวว่าใครรออยู่ รอไม่ได้ ทนไม่ได้ มันช้าเกินไป ท่านเขียนให้มากไว้ ๓๖๐ วัน แต่ถ้าเขาใช้ไม่ครบ เขาใช้ ๒๔๐ วันก็เป็นเรื่องของเขา อย่างนี้มันได้เลยครับ มันไม่เสี่ยง ต่อการที่จะไปกระทบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าไม่เสร็จแล้วรัฐธรรมนูญต้องตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ประเด็นนี้คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ท่านไปจำกัดเวลาไว้น้อยเกินไปแล้วเกิดเสียหายขึ้นใครรับผิดชอบ ถ้าท่านเขียนไว้ อย่างที่ผมเรียนว่า ๓๖๐ วันหรือ ๑ ปี ท่านต่อเวลาไปอีก ๔ เดือน ท่านเขียนเอาไว้จาก ๒๔๐ วัน เป็น ๓๖๐ วันถ้าไม่เสร็จก็มีผลกระทบบอกว่า สสร. ต้องหมดอายุไป แต่ว่าถ้าท่านเขียนไว้แค่ ๘ เดือน ๒๔๐ วันนี้เกิดไม่เสร็จขึ้นมาจริง ๆ มันเสียหายมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะให้ท่าน ได้ทบทวนว่าถ้าเป็นไปได้ท่านขยายเวลาไปเถอะครับเป็น ๓๖๐ วันตามที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติเอาไว้ แล้วถ้าหากว่า สสร. ใช้เวลาเพียง ๒๔๐ วันหรือใช้ ๑๘๐ วัน เสร็จ ก็คือเสร็จครับ จบก็คือจบ หรือท่านอาจจะไม่จบใน ๒๔๐ วัน ท่านจะไปจบเป็น ๒๗๐ วัน คือ ๙ เดือนขึ้นมา ก็ไม่เห็นแปลก ถ้าหากว่าจะต่อไปอีกสัก ๑ เดือนก็ไม่แปลก เพราะฉะนั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าเราเขียนมากเอาไว้มันปลอดภัย มันดีกว่าที่เราจะไปเขียนน้อย มัดตัวเองไว้อย่างนี้ มันจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมามากมายในอนาคต แล้วเราเสี่ยง ต่อการที่ท่านไปดูสิครับเพราะว่าในมาตราที่ผ่านมาเราได้พิจารณากันแล้วว่ากรณีที่การสิ้นสภาพ ท่านลองไปดูสิครับถ้าหากว่าท่านประธานไม่เชื่อผม ถ้าท่านประธานได้เปิดไปดู ในมาตรา ๒๙๑/๘ ในวรรคสอง (๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขียนไว้ชัดเจนครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ใน (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง ท่านเห็นไหมครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขียนไว้ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานว่า ถ้าหากว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่พิจารณาให้รัฐธรรมนูญนี้แล้วเสร็จ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสิ้นสุดตัวเอง ต้องสิ้นสุดลงเลยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหวังกันมันจบ เพราะฉะนั้นมันมีเหตุผลอันใดที่ต้องไปเขียนมัดตัวเองไว้ถึง ขนาดนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้โปรดตอบผมสักถ้อยคำสิครับว่า มันมี อะไรนักหนาที่ต้องเร่งรัดตัวเอง เขียนผูกคอตัวเองไว้ถึงขนาดนี้ ถ้าท่านผูกเงื่อนไว้รัดอย่างนี้ ท่านกระตุกทีเดียวมันดึงคอตัวเองเลย ท่านห้อยโตงเตงเลย แต่ว่าถ้าท่านให้หลวม ๆ ไว้หน่อยนี่ท่านปลดออกวันไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านควรที่จะได้ พิจารณาทบทวนประเด็นนี้ ท่านไม่ควรที่จะเขียนด้วยเงื่อนไขมารัดคอตัวเองเอาไว้จนกระทั่ง หายใจไม่ออก แล้วมันอาจจะเกิดอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นในวันข้างหน้าได้ แต่ว่าถ้าท่านทำให้เงื่อน อันนี้มันหลวม ๆ มันไม่กระชับตัวเองเกินไป มันขยายเวลาจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๖๐ วัน ถ้าท่านทำเสร็จ ๒๔๐ วันก็เสร็จ ไม่เสร็จ ๒๔๐ วันอาจจะเป็น ๒๕๐ วัน ผ่านไป ๑๐ วัน ก็อาจจะจบไม่ผิดเงื่อนไข แต่ว่าถ้าท่านไปทำอย่างนี้แล้วมันไม่เสร็จขึ้นมา มันไปเข้าเงื่อนไข มาตรา ๒๙๑/๑๕ มันก็เป็นอันต้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันว่าต้องสิ้นสุดลง หมดสมาชิกสภาพเลย ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ตาม (๑) เลยครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผล ประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพกันจริง ๆ ในที่ประชุมกันได้พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ท่านยอมมา ๒ เดือน คือยอมถอย จาก ๖ เดือนเป็น ๘ เดือน ซึ่งผมคิดว่าเมื่อถอย ๒ เดือนเป็น ๘ เดือนได้ เหตุไฉนท่านจะ ไม่ยอมถอยจาก ๘ เดือนเป็น ๑ ปีได้ แต่ว่าท่านไม่จำเป็นต้องใช้ให้ครบ ๑ ปี เราเขียนอายุไว้ว่า ภายใน ๑ ปี หรือว่าภายใน ๓๖๐ วัน ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะใช้สัก ๒๔๐ วัน ๒๕๐ วัน ๒๖๐ วันก็ไม่เป็นอะไร ยังไม่เกิน ๓๖๐ วัน เขียนอย่างนี้มันปลอดภัยกันทุกฝ่าย เขียนกฎหมายอย่างนี้มันปลอดภัยตัวเอง ปลอดภัยทุกกระบวนการ แล้วก็จะได้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องมาโทษว่า ก็เพราะสภาแห่งนี้รวบรัดมีเวลาให้ผมน้อย วันหนึ่ง ข้างหน้า ถ้าเกิดการทำประชามติแล้วไม่สามารถจะรวบรวมความคิดเห็นได้ ได้ครบถ้วน สมบูรณ์ ครบถ้วนกระบวนความทั้งหมด สสร. ที่จะตั้งขึ้นใหม่เขาก็โทษพวกเรานี่ละครับ เพราะว่ารัฐสภาให้เวลาผมมาแค่นี้ อันนี้จะเป็นศรย้อนกลับพวกเราในวันข้างหน้า ท่านเชื่อผมเถอะครับ ผมไม่ใช่หมอดู แต่วันหนึ่งถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญจำเป็นว่าต้องจบแล้ว จะครบเวลา ๒๔๐ วันแล้วไม่สามารถรอฟังการทำประชาพิจารณ์ได้อีกต่อไป ไม่สามารถ รอฟังเหตุผลอื่น ๆ ได้อีกต่อไป เขาจะโทษพวกเรา ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นท่านลองเขียนไว้ ดูเถอะครับ คำที่ผมพูดนี่ แล้ววันหนึ่งข้างหน้าเอาลงมาดูเขียนผนังไว้ว่า ถ้ามันไม่เสร็จ ๒๔๐ วันพวกเราจะเป็นจำเลยครับ จะเป็นจำเลยในข้อหาที่ร่างกฎหมายออกมา ออกกฎหมายออกมาให้เวลา สสร. น้อยเกินไป เขาเลยทำรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ ให้มี ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดไม่ได้ เขาจะโทษพวกเรา แล้วพวกเราจะเป็นจำเลย ของสังคมในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมจึงต้องกราบเรียนท่านประธานไว้ว่า นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการไปกำหนดระยะเวลาเพียง ๒๔๐ วัน ผมขอให้ท่านทบทวนเป็น ๓๖๐ วัน นี่คือประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ในวรรคแรก
ผมจะอภิปรายในประเด็นที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในวรรคสุดท้าย ในวรรคสุดท้ายที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้จากข้อความเดิมที่บอกว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า วรรคห้าก็คือวรรคที่บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผล เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ นี่คือวรรคห้านะครับ วรรคเดิมนะครับ ในกรณี ที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ข้อความเดิมกรรมาธิการท่านจะส่งเรื่องถ้าหากว่าจะถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ขัดต่อวรรคห้า หรือไม่ ให้อำนาจรัฐสภา ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไปร่างกันขึ้นมามีลักษณะต้องห้าม ตามวรรคห้าหรือไม่ ถ้ามีลักษณะต้องห้ามตามวรรคห้าให้รัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันขึ้นมา เป็นอันตกไป ซึ่งถ้อยคำเดิมในวรรคห้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับท่านประธาน ข้อความในวรรคห้า กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านก็ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผมขออนุญาต เพื่ออ่านให้กระบวนความได้สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ในวรรคห้าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านได้ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้นเป็นดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ท่านเพิ่มเติมต่อไปว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ นี่คือวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งกรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติม ข้อความในวรรคหกที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ก็คือว่า ถ้ากรณีที่จะ วินิจฉัยว่ามีการกระทำการอันฝ่าฝืนหรือว่าผิดไปจากวรรคห้าหรือไม่ ผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งอภิปรายมาตรานี้มันก็ต้องไป เชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่จะเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ให้ความเห็น ซึ่งผมจะไม่อภิปรายในประเด็นนี้ก่อน ก่อนที่จะถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ แต่ว่า ท่านประธานจะเห็นว่าผมจะกราบเรียนเหตุผลท่านประธานว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ผมไม่เห็นด้วย ในการที่จะให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ก็เพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นคนไปเลือก ตามร่างของท่าน ท่านไปให้ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกสรรมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา แล้วท่านจะมาวินิจฉัย อีกว่าคนที่ท่านเลือกไปร่าง ไปร่างที่ผ่านจากคนที่ท่านเลือกมามาร่างกัน ไปยกร่าง ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคิดว่ามาจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านหลักการ บริหาร การปกครองบ้านเมืองมา ทั้ง ๓ ส่วนนี้ ๒๒ คน แล้วมาประกอบกับที่มาจากแต่ละ จังหวัด ๗๗ คน ในส่วนนี้มันมาเป็นองค์ประกอบที่ผมคิดว่าส่วนที่สภาเรามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็คือว่าเราไปเลือก ๒๒ คน เมื่อเราไปเลือกแล้วคน ๒๒ คนนั้นไปร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วให้ เราวินิจฉัยอีก เราก็เลือกคนที่เราเชื่อว่าอย่างนี้ เขาไปทำการอย่างนี้ เมื่อเขาไปทำการอย่างนี้ คนที่ใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนไปทำแทนมันย่อมมีส่วนได้เสียอย่างไรครับ เมื่อมันมีส่วน ได้เสียแล้วให้มาวินิจฉัยอีกว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมามันขัดกับวรรคห้าหรือไม่ ก็เท่ากับ รัฐสภาแห่งนี้มีส่วนได้เสียแล้วกับความคิดความเห็นในการที่จะไปยกร่างขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ผม คิดว่าไม่ควรจะให้รัฐสภาแห่งนี้ซึ่งมีส่วนได้เสียในการเลือก สสร. มาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. คณะตัวเอง คณะเลือกตั้งเลือกไปแล้วไปร่างกันขึ้นมาขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือขัดกับ ข้อความในวรรคห้าหรือไม่ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่าคนที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยควรจะ เป็นศาลรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง สสร. เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นนี้ ที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ ทำหน้าที่วินิจฉัยว่าสิ่งที่ สสร. ไปยกร่างกันมานั้นขัดกับวรรคห้า มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมานั้นมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ นี่คือสิ่งที่เราต้อง ระมัดระวังอย่างยิ่ง ผมคิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากควรที่จะได้พิจารณาทบทวน ในประเด็นนี้ เราไม่อยากต้องถูกข้อครหาว่ารัฐสภาแห่งนี้มีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่ในการที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปร่างรัฐธรรมนูญหมิ่นเหม่ต่อการที่จะก่อให้เกิดการกระทำตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ หน้าที่อันนี้จึงไม่ควรเป็นหน้าที่การวินิจฉัยของรัฐสภาแห่งนี้ หน้าที่ในการวินิจฉัยว่ามีการกระทำในวรรคห้าหรือไม่ ควรจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการมาสรรหาหรือว่ามาคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็น สสร. นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงกราบเรียนเหตุผลดังกล่าว ต่อท่านประธานและหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากคงจะได้พิจารณา ในประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วก็ชี้แจงเหตุผลใน ๒ ประเด็นดังกล่าว ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย วันนี้ผมมีการเสนอคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไปยังคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเพราะผมเชื่อว่าถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเพื่อนสมาชิกสภาของเราได้รับฟังด้วยเหตุด้วยผล ผมคิดว่ามันมีบางประเด็นที่ท่าน อาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพราะอย่างเมื่อวานนี้ท่านประธานครับ เราได้พิจารณามาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมถือว่าเสียงข้างมากอาจจะดื้อไปนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ถ้าท่านมีการปรับปรุงแก้ไขสักนิดหนึ่งครับ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้รัฐธรรมนูญ ของเราสมบูรณ์ขึ้น อันนี้แค่ฉบับแก้ไขเท่านั้นครับ แค่ มาตรา ๒๙๑ มาตราเดียว ความรู้สึก ของผมเองที่ได้มีการปรึกษานักกฎหมายมหาชนที่มีความรู้ ความชำนาญเรื่องรัฐธรรมนูญ เขาก็จะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรายกมือโหวตผ่าน ๆ ไปนั้น มันค่อนข้างจะเป็นฉบับ แบบลวก ๆ ที่กล้าพูดว่าฉบับลวก ๆ เมื่อวานนี้ผมก็เกรงใจท่านประธานของผมครับ ก็คือ ท่านประธานสามารถที่ท่านได้ลุกขึ้นชี้แจงผมในกรณีมาตรา ๒๙๑/๘ ผมไม่เห็นด้วย แต่ผม ยังไม่มั่นใจเพราะว่าผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่หลังจากที่ท่านขึ้นชี้แจงกรณีเรื่องศาลฎีกา ที่เราเรียกร้องว่าท่านจะต้องเพิ่มเติมเข้ามา ผมยกโทรศัพท์ปรึกษานักกฎหมายมหาชน เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ดีมันจะต้องร้อยเรียงเชื่อมโยงกันหมด แต่การที่เสียงข้างมาก ไม่เอาคำวินิจฉัยของศาลฎีกามาใส่เพิ่มเติมในกรณีขาดคุณสมบัติ มันผ่านไปได้ก็จริง แต่มันทำให้รัฐธรรมนูญนี้ไม่สวยงามเหมือนกันครับ ในมาตรานี้ผมก็มีมุมที่จะเสนอกับท่าน ที่จะต้องมีการเพิ่มเติมแก้ไข เพราะว่าฉบับนี้มันถูกร้อยโยงไปเกือบทุกมาตรา ถ้ามี จุดบกพร่องอะไรขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงแก้ไขขึ้นมาปุ๊บ มันก็จะถูกย้อนกลับเชื่อมโยงไปสู่ มาตราแรก ๆ ที่เรายกมือผ่านไปแล้ว ท่านฟังต่อไป
ในประเด็นที่ผมจะนำเสนอ ซึ่งเนื่องจากว่ามันมีหลายวรรค ในวรรคแรกก็คือ เรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ตรงนี้ผมว่าความเห็น ของเพื่อนสมาชิกเราคงจำได้ บังเอิญท่านประธานท่านไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการ เหมือนพวกผมครับ ผมอยู่ด้วยกันมาเป็นเดือนครับ เราถกกันมาตั้งแต่วันแรกจนกระทั่ง ถึงวันสุดท้าย เห็นด้วยกันน้อยมาก มีความเห็นขัดแย้งกันเยอะพอสมควร แล้วก็มีหลายสิ่ง หลายอย่างที่เราก็มีความรู้สึกว่า ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเราใช้เสียงข้างมากลากไป โดยเฉพาะเรื่องการกำหนด ระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. ผมต้องย้ำกับท่านประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเพื่อนสมาชิกว่า การร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งนี้ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา ที่ผม กล้ายืนยันว่าไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา อดีตที่ผ่านมามันเป็นการเห็นพ้อง ท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่สังคมยอมรับเนื่องจากว่ามีกระแสสังคมเห็นพ้อง การร่างมันง่าย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงอาจจะมีกลุ่มบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แต่ทุกคน ก็เห็นพ้องว่าอยากจะเร่งให้มีรัฐธรรมนูญออกมาโดยเร็ว ดังนั้นกระแสสังคมในการต้านไม่มีครับ ถึงจะมีในตอนทำประชามติซึ่งเป็นการต่อสู้กันอย่างเต็มที่ แต่มันก็เป็นกระบวนการในช่วง การทำประชามติ แต่สิ่งที่ผมจะต้องเตือนสติท่านประธานสามารถของผมไว้นะครับ เพราะว่า อย่างไรผมก็ยังเคารพท่านอยู่ เราต้องยอมรับว่าการร่างครั้งนี้มันอยู่บนความรู้สึกของสังคม ที่หวาดระแวงไม่ไว้วางใจ ดังนั้นเมื่อสังคมหวาดระแวงการกำหนดระยะเวลาสั้น ซึ่งตอนแรก ท่านกำหนดระยะเวลาไว้แค่ ๑๘๐ วัน มันคือระยะเวลา ๖ เดือน ท่ามกลางที่คนหวาดระแวง มันไปได้ยาก วันนี้จริงอยู่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ แก้ไขจาก ๑๘๐ วันมาเป็น ๒๔๐ วัน ผมก็เรียนกับท่านประธานโดยตรงว่า ๒๔๐ วัน เป็นคำเสนอของผม ใจผมต้องการให้มากกว่านั้นแต่ผมมีความรู้สึกแล้วกรรมาธิการชุดนี้ เสนออะไรก็ไม่เอาสักอย่าง ก็ลองขยับไปสัก ๒ เดือน เพราะจริง ๆ แล้วผมสนับสนุน ท่านนิพนธ์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยกัน คือท่ามกลางที่คนกำลังหวาดระแวงมันต้องมี ระยะเวลาในการทำความเข้าใจกัน อันนี้คือตรรก ท่านประธาน อะไรก็แล้วแต่ที่คนเข้าใจกัน มองหน้าพยักหน้า โอเค (OK) เพราะว่าเข้าใจกัน แต่วันนี้สังคมหวาดระแวงในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะเราก็เคยพูดกันในชั้นกรรมาธิการแล้วว่าสังคมหวาดระแวงอยู่ ๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ คือหวาดระแวงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ประเด็นที่ ๒ สังคมหวาดระแวงเรื่องการแทรกแซงกระบวนการตุลาการ
ประเด็นที่ ๓ สังคมหวาดระแวงเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ และ
ประเด็นสุดท้าย สังคมก็หวาดระแวงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรมของบุคคลบางกลุ่ม ดังนั้นเมื่อสังคมหวาดระแวงท่านประธานครับ
คุณหมอครับ ด้วยความ เคารพเลย เฉพาะประเด็นในวรรคหนึ่งของคุณหมอกับของกรรมาธิการได้ปรับเข้าตรงกัน แล้วใช่ไหมครับ
คือผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมก็ยอมรับกับท่านประธานแล้วว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการแก้ไขมันก็เป็นข้อเสนอความเห็น ของผมในชั้นกรรมาธิการซึ่งเราเห็นสอดคล้องกัน แต่ผมก็พยายามอธิบายให้ท่านประธาน เห็นว่า ต้องการชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการตอนที่เราต่อสู้กันมาตลอดไม่ค่อยรับฟังเท่าไร คือพยายามโยงให้เห็นว่ากรรมาธิการไม่ค่อยรับฟังมีอันนี้ประเด็นเดียวที่ท่านรับฟัง ผมระบายความในใจให้ท่านประธานฟัง
ท่านได้ระบายพอสมควรแล้วครับ แต่ผมว่าประเด็นที่ท่านสงวนความเห็นไว้ยังมีอีก ๓-๔ เรื่อง อยากจะขอความกรุณาคุณหมอ อันนี้อยากจะขอความกรุณาให้คุณหมอสรุปอันนี้ แล้วก็เชิญประเด็นต่อไปเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมอยากจะเรียนท่านประธานเหมือนกันว่า คือก่อนที่ท่านจะเบรก (Break) ท่านฟัง ให้จบประโยค แล้วท่านจะรู้ว่าผมกำลังจะจบเหมือนกัน แต่เวลาท่านประธานเบรกปุ๊บ บางครั้งมันเริ่มต้นยากเหมือนกันท่านประธาน คือตอนนี้ผมกำลังจะจบในประเด็นที่ ๑ เพราะว่าประเด็นนี้เนื่องจากสาระเราตรงกัน แต่เพียงแต่ว่าผมก็สื่อให้ท่านประธานได้รับรู้ว่า กว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขก็ต้องต่อสู้กัน ๖ เดือน ๑๘๐ วัน มาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งลึก ๆ แล้ว ผมก็ยังไม่พอใจนะ ไม่ใช่ว่าผมพอใจ แต่ผมมีความรู้สึกว่าผมลองขยับลงมาสักหน่อยหนึ่ง อย่างน้อยให้ สสร. มีเวลาทำงานมากขึ้น ให้ สสร. มีระยะเวลาในการทำความเข้าใจ กับประชาชนท่ามกลางสังคมที่มีความหวาดระแวงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นถัดมา ก็คือประเด็นในวรรคที่ว่าด้วยการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ในของรัฐบาลเขียนไว้ว่า ไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือน การปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็เป็นความรู้สึกเหมือนเดิม ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้รัฐบาลมีธงที่ชัดเจนอย่างไรก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ ผมอยากจะฝากความรู้สึกไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ วันนี้ผมพึ่งท่านได้คนเดียวครับ เพราะเพื่อนสมาชิกท่านอื่นผมอาจจะไม่คุ้นเคยครับ เพราะว่าท่าทีของท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านสามารถเองท่านก็มีท่าทีที่รับฟัง แต่เสียนิดเดียวครับท่านประธาน คือการรับฟังของท่าน ความเป็นตัวตนของท่านไม่มี ผมเชื่อว่าถ้าเราถอดหมวกทุกคน เป็นประชาชนคนไทยธรรมดา ผมเชื่อว่าการปรับปรุงในร่างนี้มีการปรับปรุงได้เยอะ แต่เนื่องจากว่าท่านอาจจะอ้างว่าวินัยพรรคกำหนดมา ซึ่งมันก็ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ บางที ท่านก็บอกว่ารับเงิน ให้อิสระเสรีในการคิดการตัดสินใจ โดยไม่ให้วินัยพรรคหรือมติพรรค มาครอบงำ แต่หลาย ๆ ครั้งท่านก็อ้างวินัย ซึ่งมันก็ขัดแย้งกัน แต่ผมเตือนสติ เพราะว่า อย่าลืมว่าอันนี้คือรัฐธรรมนูญ ต้องย้ำว่ามันคือกติกาสูงสุดของประเทศ มันเป็นสิ่งเดียว เท่านั้นที่ทุกคนต้องมีที่ยืน ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า วิน วิน ซิทูเอชัน (Win win situation) มันต้องชนะด้วยกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงจะไปได้ วันนี้ท่านล็อกมาเลยว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบสภา ท่านจะบังคับเลยว่ายังต้องดำเนินการต่อไป ผมย้ำว่าท่านผูกมัดพวกเรา ท่านบังคับประชาชนมากเกินไป ในกรณีที่มีการยุบสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง มันมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มันเป็น สิ่งล่อแหลม อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งที่เกิดความไม่ไว้วางใจมันควรจะยุติตามไป ผมถึงอยากจะ บอกกับท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าการร่างใหม่ของรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการเห็นพ้องร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะมีการยุบสภา หรือไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันง่าย มีความไว้วางใจกันขึ้นมา ท่านจะบอกว่าให้กระบวนการแก้ไข ไม่ว่าจะยุบสภา กี่ร้อยครั้งให้ทำให้เสร็จ ทุกคนก็เห็นพ้องครับ แต่วันนี้ในเมื่อเรามีความรู้สึกว่าเราไม่ไว้วางใจท่าน เมื่อไม่ไว้วางใจท่าน แล้วท่านก็ยังมาล็อกในประโยคให้เรายิ่งไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น เพราะท่านเขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน เขียนไว้ชัดเจนว่าสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือยุบสภาอย่างไรก็ต้องทำต่อให้จบ ผมถึงอยากจะย้ำกับท่านประธานไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการว่าผมท้าด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าต่อให้ท่านแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็แล้วแต่ ประเทศก็มีปัญหา
เชิญครับ มีผู้ประท้วงครับท่าน เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ในการ ใส่ร้ายท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผู้อภิปรายควรจะอยู่ในประเด็น แล้วก็จะใช้คำพูดเดิม ๆ พวกมากลากไป เสียงข้างมาก ดิฉันขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ขอให้ผู้อภิปรายอยู่ในประเด็น ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ครับ ก็ขอให้คุณหมอ ได้แสดงเหตุผลตามที่ท่านได้สงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็กรุณาหลีกเลี่ยงอย่ากระทบถึงผู้อื่น
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ประธานด้วยนะครับ ผมมีความรู้สึกว่าวันนี้ท่านประธานวินิจฉัยไม่ถูกต้องครับ ผมเชื่อว่า การเชื่อมโยงของผมในการชี้ให้เห็นถึงการที่ผูกมัดว่าสภาเมื่อมีการยุบไปแล้ว ผมว่ามันเป็นตรรก ที่พออธิบายด้วยเหตุด้วยผล เพื่อนสมาชิกท่านนี้ท่านอาจจะไม่ได้ฟังครับ แล้วประโยค ที่บอกว่า ผมวนเวียน หรือพูดอะไรก็แล้วแต่ ผมว่าก็เป็นประโยคแบบเมื่อวานนี้ แล้วบังเอิญ ท่านก็อาจจะถูกกดดันที่จะต้องพยายามวินิจฉัยตามที่เพื่อนประท้วงมา ผมเลยประท้วง ท่านประธานว่า ผมถือว่าท่านประธานวินิจฉัยไม่ถูก ผมยังเชื่อมั่นว่าในสิ่งที่ผมอภิปราย มันสอดคล้องกับเหตุผลของผม มันไปด้วยกันอยู่ ผมกำลังชี้แจงเหตุผลให้เพื่อนสมาชิก เผื่อท่านจะลงมติเห็นพ้องกับผม ผมยังไม่ได้ออกนอกประเด็นเลยท่านประธาน
ผมก็ฟังท่านอยู่ แต่ว่ามีหลายครั้ง ที่ท่านโยนมาที่กรรมาธิการอยู่เสมอ ก็เลยแค่นั้นละครับ
ท่านประธานครับ ผมได้บอกแล้วว่า ท่านอาจจะไม่เข้าใจเกมของสภาผู้แทนราษฎร เพราะสภาผู้แทนราษฎรไม่เหมือนกับ ส.ว. ส.ว. ผมเคารพในเกียรติศักดิ์ศรีของความมีวุฒิภาวะ แต่ในสภาท่านประธานครับ ท่านอย่าลืมว่าผมต้องพูดกับคณะกรรมาธิการ บางครั้งเพื่อนสมาชิกไม่เข้าใจว่าการแปรญัตติ พวกผมต้องพูดกับคณะกรรมาธิการ แล้วคณะกรรมาธิการบางครั้งท่านก็อาจจะขอไป เปลี่ยนแปลงตามผมเลยก็ได้ หรือถ้าท่านไม่เปลี่ยน ถ้ามติเสียงส่วนใหญ่เอาตามผม ก็มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหน้าที่ของผมต้องพูดกับคณะกรรมาธิการ พูดผ่านท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการ มันจึงไม่แปลกที่ผมจะเรียกร้องประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย จะให้ผมไปบอกว่า รัฐบาล ไม่ได้
เชิญคุณหมอต่อครับ
ผมก็เลยขออนุญาตเพื่อนที่ประท้วง ต้องฟังผมให้ละเอียดครับ จะได้ประท้วงให้มันสมศักดิ์ศรีสักนิดหนึ่ง ผมยังยืนยันประเด็น ถึงความที่ไม่ชอบในวรรคนี้ การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ท่านผู้กำลังอภิปรายได้ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของดิฉันว่าให้ประท้วง อย่างมีศักดิ์ศรี ๑ เสียงของดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ เสียงของดิฉันมีสิทธิ ที่จะประท้วงในกรอบและในประเด็น ดิฉันเป็นสมาชิสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกค่ะ ท่านประธาน ดิฉันอยากเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้อภิปราย อยู่ในประเด็น แล้วก็ดิฉันอยากเห็นตัวอย่างที่ดีในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอให้ท่านผู้กำลัง อภิปรายได้ถอนคำพูดว่าให้ประท้วงอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยค่ะ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยค่ะ
ยังไม่เสียหายหรอกนะครับ คือท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน แล้วท่านได้อธิบายแล้วก็เป็นอันว่าจบครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครพนมจะเข้าใจผมผิด ผมใช้ประโยคว่า เพื่อนสมาชิกได้โปรดกรุณาตั้งใจฟังผม เมื่อตั้งใจฟังจะเข้าใจเนื้อหาสาระ เวลาประท้วง จะได้ประท้วงได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผมไม่ได้ตำหนิว่าท่านไม่มีศักดิ์ศรี เนื่องจากว่า ท่านอาจจะฟังไม่ครบ ทำให้การประท้วงเลยเข้าใจผิด ผมชัดเจน
เชิญท่านต่อเลยครับ
ผมกลับเข้าสู่ประเด็นเหมือนเดิม ท่านประธาน
เชิญครับท่านไพจิต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ โดยชัดแจ้งครับท่านประธานครับ ใส่ร้าย เสียดสี คุณมนพร เจริญศรี เขาเป็น ส.ส. สมัยแรก เขาประท้วงตามข้อบังคับ และตามสิทธิที่ควรจะเป็น ไม่ว่าผู้อภิปรายจะเป็น ส.ส. กี่สมัยก็ชอบที่จะได้รับการประท้วง จากท่านสมาชิก แล้วผู้ถูกประท้วงก็ชอบที่จะต้องฟัง ไม่ใช่ไปใส่ร้ายเขา ดูถูก ดูหมิ่นเขา เขาไม่ฟัง เหมือนไม่ฟังแล้วก็จะประท้วงเขาไม่ถูก แล้วไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นผู้แทนราษฎร ผมฟังอย่างนี้ แปลว่าเป็นการผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ ท่านประธานครับ ผมขอความกรุณา ท่านทำถูกต้องแล้วละครับ ท่านอย่าไปฟังต่อการประท้วงว่า ส.ส. เวลาอภิปรายผิดข้อบังคับ แล้วคนอื่นประท้วงไม่ได้ไม่มีหรอกครับ ถ้าท่านวินิจฉัยตรงไปตรงมา ผมก็เคารพ คิดว่า ท่านทำหน้าที่ถูกต้องแล้วครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ได้อธิบายกันเป็นที่เข้าใจแล้ว ทั้ง ๒ ท่าน เชิญคุณหมอต่อเถอะครับ ท่านมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วง ท่านผู้ประท้วงไปเมื่อสักครู่ในข้อ ๔๓ ครับท่าน ประท้วงซ้ำซาก ผมว่าและหลาย ๆ ครั้ง ทางซีกของฝั่งรัฐบาลเองก็ประท้วงซ้ำซากบ่อยครั้ง ทำให้ชะงัก ในการอภิปรายผมว่าต้องการ สมาธิอย่างสูง ผมว่าท่านประธานช่วยควบคุมด้วยนะครับ
ไม่เป็นไรครับท่าน จบแล้วครับ เชิญคุณหมอต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก อย่างไรก็เรียกร้องเพื่อนรัฐบาล อย่าประท้วงบ่อยเลยครับ เพราะว่าเราประท้วงบ่อยแล้วมันต้องเสียเวลาพอสมควร ก็ในเมื่อเราต้องการให้จบเร็ว ๆ เย็นนี้เพื่อจะได้กลับไปพักผ่อน ถ้าประท้วงบ่อย ๆ แล้ว ผมกำลังต้องทำสมาธิครับ เพราะทุกคนเข้าใจดีครับเวลาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เราก็ต้องทำสมาธิในการที่จะเริ่มต้นคำนำ สาระ แล้วก็สรุป ผมกำลังจะเข้าสู่ประเด็นต่อนะครับ ท่านประธาน เพื่อจะขอเวลาทำสมาธิสั้น ๆ นิดหนึ่ง เพื่อจะกลับเข้าสู่เนื้อหาสาระได้ ประเด็นในมาตรานี้ ในวรรคนี้ ผมย้ำกับท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ และเพื่อนเสียงข้างมาก เพราะเราคุ้นเคยกันดี อยู่ด้วยกันมานานครับ บางวันอยู่ด้วยกัน ตั้งหลายชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน ในสาระมาตรานี้ที่ผมจะต้องย้ำกับท่านประธาน คือ การที่ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการที่สภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือน การปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. ผมฟ้องประชาชนครับท่านประธาน เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับแก้ไข เขาจะให้มี สสร. ขึ้นมา ในประเด็นอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความละเอียดอ่อนที่สังคมกังขา เมื่อสภาไปสิ่งที่สังคมกังขาควรจะต้องไปด้วย ก็คือควรจะต้องยุติไปครับ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสิ่งที่สังคมกังขา เพราะผมถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นสิ่งที่สังคมกังขา เราต้องแยกแยะออกจากกันให้ได้นะครับ ท่านประธานครับ อะไรก็แล้วแต่ที่สังคมไม่กังขา สังคมเห็นพ้อง เหมือนตอนปี ๒๕๔๐ สังคมไม่กังขาผมพูด ได้เต็มปากเลยว่าถ้าจะออกกติกาว่าให้การแก้ไขเมื่อสมัยปี ๒๕๔๐ ซึ่งมันผ่านมาแล้ว ว่าจะให้อยู่ต่อไป ดำเนินการต่อไปจะใช้เวลากี่สิบปี กี่ร้อยปี ให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะแก้ไขสิ้นสุดลง ผมว่าอย่างนั้นสังคมไม่มีใครว่าหรอกครับ แล้วผมก็จำอารมณ์ ณ วันนั้นได้ เรายังมีการติดโบ ริบบิ้นสีเขียว คือกระแสสังคมขณะตอนนั้นผมเป็นข้าราชการคนหนึ่ง เนื่องจากเวลามันเกิดกระแสสังคมที่เห็นพ้องว่าถึงเวลาที่พวกเราจะต้องปฏิรูปการเมือง เราก็ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง มีการติดโบ ริบบิ้นสีเขียว ขนาดผมอยู่ต่างจังหวัดครับ อยู่จังหวัดพิษณุโลก รถต่าง ๆ ก็มีการเอาริบบิ้นมาติดกัน เพราะทุกคนเห็นพ้อง แต่ต้องย้ำกับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าวันนี้กับวันนั้นเอามา เปรียบเทียบกันไม่ได้ ในเมื่อวันนี้สังคมไม่เห็นพ้อง สังคมหวาดระแวง สังคมไม่ไว้วางใจว่า พวกท่านจะนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่ สังคมไม่ไว้วางใจว่าถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่พวกท่านต้องการแล้วลูกหลานของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง เรายังไม่ไว้วางใจ เพราะวันนี้ ขณะที่เราอยู่ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการพวกผมก็ซัก มีการถกกันว่าตกลงแล้วเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญประเด็นอะไรกันบ้าง ภาพก็ยังไม่ค่อยชัดเจน ทุกคนก็บอกว่าเรายังพูดไม่ได้ ก็ในเมื่อยังไม่มี สสร. ทุกอย่างโยนให้เป็นหน้าที่ของ สสร. พวกเราก็ยิ่งหวาดระแวงใหญ่ว่า สสร. จะว่าอย่างไร ขณะที่ยังไม่เกิด สสร. เลย ยังมีเพื่อนสมาชิกบางคนออกมาบอกเลยว่า สังคมไทย ศาลไทย ไม่ได้เป็นภาคียูเอ็น (UN)
เชิญครับท่านผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมนั้นถูกต่อว่าจากฝ่ายค้านว่าลุกขึ้นซ้ำซากในการประท้วงครับท่านประธาน ผมไม่อยาก ประท้วงเลยจริง ๆ ครับ วันนี้พรรคฝ่ายค้านนั้น
ผิดข้อบังคับอะไรครับ เชิญครับ
พรรคฝ่ายค้าน โจมตีพวกเรา ท่านทำผิดข้อบังคับอยู่เรื่อยครับ วันนี้ผมเห็นว่าผู้อภิปราย
ท่านวรชัยครับ ข้อไหนครับ
ไม่ได้พูดตาม ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับท่านประธาน เพราะว่าท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ว่าถ้าสิ้นสุดของสภา มีการยุบหรือการยึดอำนาจก็ตาม สภาร่างก็ต้องมีอันจบไปด้วยครับท่านประธาน นี่คือเนื้อหา นี่คือประเด็นครับ ท่านพูดนอกประเด็นเลยครับ เพราะฉะนั้นขอให้อยู่ในประเด็นเถอะครับ พูดในขอบเขตของข้อกำหนดแล้วผมจะไม่ประท้วงเลย นี่ท่านพูดเรื่อยเปื่อยออกนอกประเด็นครับ ท่านแปรญัตติไว้บรรทัดเดียวจริง ๆ ครับท่านประธาน แล้วไม่ให้พวกเราประท้วงได้อย่างไรครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ขอให้อยู่ในประเด็นเถอะครับ ผมไม่ต้องการประท้วงถ้าท่านพูด ในประเด็น ถ้าผมประท้วงเอาตำแหน่งผมเป็นเดิมพันครับ ถ้าพูดในประเด็นครับ นี่ท่านพูด นอกประเด็นครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมก็ได้เรียนคุณหมอแล้วว่า ท่านมีอยู่ทั้งหมด ๔ ประเด็นที่ท่านได้สงวนความเห็นไว้ ในวรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคห้า วรรคหก ถ้าหากว่าท่านกรุณาอธิบายเหตุผลด้วยความกระชับก็จะเป็นประโยชน์ครับท่าน ขอความกรุณาท่านด้วยครับ เพราะว่าจะได้ประหยัดเวลาด้วย ท่านชื่นชอบมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ ท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ขึ้นมาประท้วง ท่านประธานถามว่า ผิดข้อบังคับข้อไหน ท่านผู้ประท้วงก็ยังไม่ได้ตอบ แล้วก็ใช้เวลาในการอภิปรายก็ผิดหลักการ ประท้วง ก็ประท้วงท่านผู้ประท้วงด้วยข้อ ๔๓ ซ้ำซากเหมือนเดิมเลยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านก็ใช้สิทธิของท่าน ซ้ำซาก ไม่ซ้ำซากทุกท่านก็เห็นอยู่ แต่ว่าก็เป็นสิทธิ
(นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วกระมังครับ ท่านเรื่องเดียวกันไหมครับ
เรื่องเดียวกันค่ะ แต่ว่ามีประเด็นใหม่ค่ะ
เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานนะคะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขออนุญาตประท้วง ผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นะคะ เพราะดิฉันเป็น ๑ ในคณะกรรมการประสานงานวิปรัฐบาลที่ได้ เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้าน แล้วก็วิปฝ่ายรัฐบาล และวิปวุฒิสภา ซึ่งมติในที่ประชุมตกลง ตรงกันว่าจะต้องใช้ข้อบังคับอย่างเด็ดขาด เมื่อสักครู่ดิฉันก็ต้องขอชื่นชมท่านประธานที่ได้ ตัดสินอย่างตรง ๆ ตามข้อบังคับที่จะต้องเชื่อฟังประธานที่พิจารณาในการที่จะกำหนดว่า ใครควรที่จะพูดในประเด็นอย่างไร ฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าท่านควรที่จะประสานกันภายในให้มี ข้อความที่ตรงกันที่จะต้องเชื่อฟังประธาน คำตัดสินของประธานด้วยค่ะ ขอให้ท่านประธาน โปรดพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ผมก็ได้พูดไปแล้ว ได้วินิจฉัยไปแล้ว เมื่อครู่ผมก็ได้พูดกับท่านผู้ประท้วงแล้วครับ
(นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ท่านครับ ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน จริง ๆ ข้อตกลงที่เราได้ตกลงคุยกันไว้ทางวิปเอง ทางพวกเราเองก็พยายามอยู่ในข้อตกลง แล้วผมเข้าใจว่าผู้อภิปรายเองก็กำลังอภิปราย แล้วก็ประกอบเนื้อหาเหตุผลในการอภิปราย คิดว่าอยู่ในประเด็นครับ
ผมก็ฟังทุกคำพูด แล้วก็ ขอความกรุณาท่านสมาชิกด้วย ผมก็ได้พยายามที่จะให้ทุกท่านอยู่ในกรอบของข้อบังคับ เชิญคุณหมอต่อครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ต้องเรียกร้อง เพื่อนสมาชิกรัฐบาลครับ เราก็ต้องอดทนรับฟังซึ่งกันและกัน แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าเราถอย กันคนละหน่อยประเทศไปได้ แต่ขณะเดียวกันแค่ผมจะเสนอมุมมอง เสนอข้อคิดเห็นเพื่อนก็ ยังอดทนไม่ค่อยได้ ผมก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าประเทศจะไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนไปยังผู้ใหญ่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถท่านได้ให้ สัญญาณนิดหนึ่งว่ายิ่งประท้วงมันก็ยิ่งทำให้ผมเสียจังหวะ แล้วก็ต้องอย่าลืมว่าเวลาผมมี ความเห็นอย่างนี้ ผมก็ต้องพยายามหว่านล้อมอธิบายเหตุผลที่สอดคล้องกับสาระตรงนี้ ถ้าเห็นพ้องกับผมแล้ว
เชิญคุณหมอต่อเลยครับ เอาประเด็นที่ท่านสงวนความเห็น ไม่อย่างนั้นโต้ไปโต้มามันไม่จบหรอกครับ ถ้าอย่างนั้นเดินไม่ได้
คืออย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะเราก็เห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์มันมีกระบวนการที่ต้องการจะประท้วงเพื่อขัดจังหวะ
ไม่เป็นอะไรครับท่าน เชิญตามที่ท่านสงวนเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมก็ต้องย้ำไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากและเพื่อนเสียงข้างมากถึงประเด็นนี้ว่า เรื่องนี้ท่านก็พยายามผูกมัด รวบรัด เพื่อให้คณะ สสร. ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการ แล้วผมถือว่าการที่ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือเมื่อมีการยุบสภา ผมถือว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ผมย้ำถ้าไม่มีการประท้วง ผมสรุปย้ำจบไปแล้ว แต่อย่างนี้มันต่อลำบากเหมือนกัน กำลังจะต่อให้เห็นว่าในเมื่อ พี่น้องประชาชน รัฐบาล นักการเมืองมีความเชื่อมโยงกัน อะไรก็แล้วแต่ถ้าถึงขนาดมีการยุบสภา สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง สิ่งที่เป็นข้อกังขาของสังคมมันต้องจบครับ แต่ในวรรคนี้ ของมาตรานี้ท่านกำลังจะทำให้สิ่งที่เป็นข้อกังขาของสังคม สิ่งที่สังคมหวาดระแวงมันไม่จบ ไปตามรัฐบาล หรือไม่จบไปตามสภาแห่งนี้ ดังนั้นอะไรก็แล้วแต่ถ้าเป็นสิ่งดี ๆ สิ่งที่สังคมชื่นชอบ กระแสสังคมเรียกร้องว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการปฏิรูปการเมือง ให้นักการเมืองดี ๆ นักการเมืองใหม่ ๆ เข้ามา ผมเชื่อว่าสังคมรับได้ แต่ขณะนี้สังคมกำลัง กังขากับประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้นข้อคิดเห็นของผมจึงเสนอไปว่าการที่สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือยุบสภาเราควรให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันเสร็จสิ้นต้องยุติลง และอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อนเสียงข้างมากว่าผมกล้ายืนยัน ต่อให้ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็แล้ว แต่ถ้าตราบใดที่เรายังไม่เปลี่ยนพวกเรากันเอง ถ้าจะแก้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันก็เป็นช่องโหว่ครับ มันก็ต้องเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะผมจำได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ ท่านเคยประกาศโฆษณานักโฆษณาหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด แต่พวกเราท่านจำได้ไหมครับในช่วงที่มีการยุบสภาเราเกือบจะ มีการทำสัตยาบันว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ณ วันนั้นมันมีช่องว่างที่นำไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อนำไปสู่ ขณะนั้น ผมจำได้ว่าคือ กกต. ถูกศาลพิพากษาจำคุก ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนเพื่อเตือนสติ เพื่อนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าต่อให้ท่านแก้อย่างไรก็แล้วแต่ ยิ่งการแก้ผูกมัด ท่ามกลางสังคมที่มีความหวาดระแวงในการแก้ครั้งนี้มันก็ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น ดังนั้น ความเห็นของผม ผมจึงแปรญัตติไปเป็นประโยคที่ว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันเสร็จสิ้นลง นี่คือ คำแปรญัตติของผมแต่ท่านจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นสิทธิของเสียงข้างมากครับ
ประเด็นถัดมา ท่านได้มีการพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบ ของรัฐ และเพิ่มเติมคือ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ ผมก็ต้องเล่าให้กับท่านประธานคณะกรรมาธิการฟังนิดหนึ่งครับ เพราะว่า เรื่องนี้ก็ได้มีการถกกันในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เพราะก็ต้องทวนความทรงจำพวกเราทุกคน ที่ประชุมร่วมกันมาเป็นเดือน ๆ ผมก็บอกคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าถ้าเราสามารถ ทำให้สังคมไม่มีความหวาดระแวงใน ๔ ประเด็น ก็คือหมวดที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ การแทรกแซงศาล การแทรกแซงองค์กรอิสระ และการนำไปสู่การนิรโทษกรรมบุคคล บางกลุ่ม ถ้าสามารถให้หลักประกันในการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ ผมว่าสังคมจะคลาย ความหวาดระแวงลง และหลังจากที่เรามีการถกกันไปถกกันมา ที่ประชุมก็ยอมรับแค่ ๑ ประเด็น ๑ ประเด็นที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ คือเนื่องจากว่าในขั้นต้นแล้วในร่างของรัฐบาล ซึ่งเป็นร่างหลักในการพิจารณาเขียนแค่ประเด็นคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปรัฐจะกระทำมิได้ ลำพังประโยคแค่นี้พวกเรามองว่ามันยังไม่เกิด ความน่าไว้วางใจ เพราะว่าหลาย ๆ ประเทศมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นประเทศเขมร แต่เราถือว่าสถาบันอันเป็นที่เคารพ สักการะของคนไทยคือสถาบันพระมหากษัตริย์ผูกพันกับสังคมไทยมากกว่าประเทศเขมร เพราะฉะนั้นลำพังตอนแรกที่ร่างของรัฐบาลเขียนมาลอย ๆ ไว้แค่นี้เราจึงมองว่า มันไม่เพียงพอ และผมก็ต้องขอขอบคุณเสียงข้างมากที่สุดท้ายได้มีการเพิ่มเติมประโยคที่ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ และผมก็ อยากจะฝากนะครับว่ามันยังมีอีก ๓ ประเด็น ที่พวกเรายังมีความหวาดระแวงอยู่ เกิดถ้า ท่านเสียงข้างมากมีช่องทางในการเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้พวกเราตลอดจนพี่น้องประชาชน ที่เขาหวาดระแวง เขาสบายใจผมว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันราบรื่นขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นที่คล้าย ๆ กับเมื่อวานนี้ ในร่างของรัฐบาลได้เขียนไว้ว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป นี่คือร่างของรัฐบาล ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่าตรงนี้ผมถือว่าเป็นจุดบกพร่องในการรีบแก้ไข ของคณะกรรมาธิการครับ ที่ผมกล้าว่าเพราะเป็นจุดบกพร่องอีกอันหนึ่งที่เราค้นพบเจอ เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้เราได้เจอแล้วอีกข้อหนึ่ง ก็คือมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ท่านประธานสามารถ ก็ยืนยันว่าประโยคที่บอกว่า อื่น ๆ มันสามารถตีความครอบคลุมกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิ้นสมาชิกภาพ ประโยค อื่น ๆ ที่ท่านได้อ่านให้ผมฟังเมื่อวานนี้ แต่ผมก็ปรึกษานักกฎหมาย เขาบอกว่าการเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มันสละสลวย เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ จะถูกเชื่อมโยงไปตามมาตราต่าง ๆ ท่านจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ เช่น คำว่า ศาลฎีกาพิพากษา หรือวินิจฉัย สสร. สิ้นสมาชิกภาพใส่เข้าไปด้วย แต่ท่านใช้คำว่า อื่น ๆ เป็นคำอธิบาย วันนี้ผมก็เจออีกประเด็นหนึ่งถ้าสมมุติว่าเสียงข้างมากยกมือไปตามท่านโดยไม่มี การเปลี่ยนแปลง ท่านดูวรรคสุดท้ายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๑ ให้รัฐสภา วินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า เท่ากับว่าท่านกำลังจะให้มีการเปิดประชุม รัฐสภาเพื่อวินิจฉัย แต่เนื่องจากว่าการเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๖ มันถูกเชื่อมโยง ไปที่มาตรา ๓ อันนี้ต้องฟังช้า ๆ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจะประท้วงผม แล้วก็เรียกร้อง เพื่อนกรรมาธิการทุกท่านฟังช้า ๆ ตามผม เราจะได้เห็นมุมว่าขณะนี้มีจุดโหว่ขึ้นมาอีก ๑ จุด หลังจากที่เรามีเวลาในการถกกันมากขึ้น เนื่องจากว่ามาตรานี้จะถูกเชื่อมโยงไปที่มาตรา ๓ ในมาตรา ๓ ได้พูดถึงการเพิ่มข้อความตามมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาในกรณี ผมจะสรุปสั้น ๆ ว่า เช่น ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการตามมาตรา ๑๙ การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการ ต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๒๑ อื่น ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เท่ากับว่ามาตรา ๑๓๖ คือการเปิด ประชุมรัฐสภาก็จะมีข้อต่าง ๆ ๑๖ ข้อเขียนไว้ว่าต้องเป็นไปตาม ๑๖ ข้อนี้ มาตรา ๑๓๖ จึงให้ที่ประชุมรัฐสภาเปิดพิจารณาร่วมกัน เมื่อต่อไปที่มาตรา ๓ มาตรา ๓ ก็เขียนเพิ่มไว้อีก ๒ ข้อ เป็น (๑๗) และ (๑๘) (๑๗) บอกไว้ว่าการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ๒๒ คนนั้น ที่ประชุมจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบใน (๑๗) ๒๒ คน ที่เป็น สสร. มีเพิ่มเติมคือในมาตรา ๓ คือ (๑๘) ว่ามาตรา ๑๓๖ จะเปิดรัฐสภาได้ก็คือ การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งบังเอิญเพื่อนถ้าไม่ได้เป็นกรรมาธิการอาจจะยังอ่านไม่ถึงอันนี้เราเข้าใจตรงกัน ซึ่งอันนี้ เราถือว่าเราเห็นชอบ แต่เนื่องจากว่าในมาตรานี้ ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย
ท่านประท้วงเชิญครับ ท่านวรชัยเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านไม่ได้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ทำผิด ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมอ่านให้ฟังเลยครับ ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือมีการสงวนคำแปรญัตติ หรือการสงวนความเห็นไว้ เท่านั้นครับ แล้วเมื่อครู่ท่านก็ไปอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๓ อีกครับท่านประธาน มันนอกประเด็นเลยครับ ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านอยู่ในประเด็นเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบครับ พอเกี่ยวข้องกับทับอะไร ท่านก็ อภิปรายกับทับนั้น วันนี้ตอนนี้ขณะนี้เราอภิปรายมาตรา ๒๙๑/๑๑ ขอให้อยู่ในประเด็นเถอะครับ คุณหมอครับฟังใจเย็น ๆ ฟังประเด็นให้ดีครับ จับประเด็นให้ดีหน่อยครับ
ท่านวรชัย ผมก็ฟังอยู่ ท่านก็ยังอยู่ในกรอบที่สนทนากันยังอยู่ในประเด็น ท่านมีอะไรประท้วงครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วง ผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประท้วงแบบลักษณะที่ไม่รู้ ตั้งใจ ที่จะขัดขวางการทำหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก ท่านทราบไหมครับว่าวันนี้เขาอภิปรายในวาระอะไร วันนี้อภิปรายในวาระที่สอง แปรญัตติ เรื่องรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศ ไมใช่อะไรก็ผิดข้อบังคับ อะไรก็ผิดข้อบังคับ ประท้วงขอให้ประท้วง อยู่ในเหตุผล อย่าประท้วงแบบส่อเสียด แล้วก็วกวนไปมาอยู่ตลอดครับ ขอให้ท่านประธาน ได้ตักเตือนเพื่อนสมาชิกท่านนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ก็เป็นสิทธิ การประท้วง ก็เรียนตามตรงว่าเป็นสิทธิ เมื่อท่านมีสิทธิท่านก็ประท้วง แต่ว่าท่านประท้วงจะผิดจะถูก ผมก็วินิจฉัยครับ เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เสียงข้างน้อยครับ จริง ๆ แล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย ผมถึงเกริ่นแต่ต้นว่าเพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องตั้งใจ ขณะเดียวกันเพื่อนที่เป็นสมาชิกถ้าไม่เข้าใจต้องตั้งใจจะได้จับประเด็นได้ เนื่องจาก มันมีการเชื่อมโยงถึงจุดบกพร่องในมาตรานี้ แต่เพื่อนบางคนอาจจะไม่ฟังอะไรเลย ก็เลยประท้วง ทำให้เสียจังหวะในการเชื่อมโยง บางครั้งกฎหมายผมก็เพิ่งมาเรียนรู้ในสภาครับ มันไม่เหมือนการอธิบายการคำนวณหรือการอธิบายเลข อธิบายง่าย แต่พวกนี้เวลาเชื่อมโยง แล้วมันเข้าใจยาก ผมชี้ใหม่ เพราะผมคิดว่ารัฐธรรมนูญขณะนี้ก็มีจุดบกพร่องอีก ๑ มาตรา เหมือนกับมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ชี้ให้เห็นว่าเพราะความเร่งรีบ เร่งร้อนในการดำเนินการทำให้มี ช่องโหว่ขึ้นมา ผมก็เลยชี้ให้เห็นว่าในวรรคสุดท้าย ช้า ๆ โดยเฉพาะเพื่อนเสียงข้างมาก ด้วยกัน เพราะเราอยู่ด้วยกัน อันนี้ถ้าปรับปรุงแก้ไขได้ มันเป็นประโยชน์ ไม่มีใครเสียหาย แต่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้สมบูรณ์ขึ้น ประเด็นที่ผมชี้ให้เห็นคือในวรรคสุดท้าย เขียนไว้ว่า ในกรณีที่รัฐสภา ผมยังไม่เอาคำแปรญัตติผม ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ก็เท่ากับว่าจะต้องมีการเปิดที่ประชุมรัฐสภา เพื่อวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นไปตามวรรคห้าหรือไม่ ใช่ไหม ขณะเดียวกันมันก็ถูกโยง ไปที่มาตรา ๓ ที่มันผ่านมาแล้ว เนื่องจากว่ามาตรา ๓ ได้พูดถึงมาตรา ๑๓๖ ซึ่งหลัก ของมาตรา ๑๓๖ คือหลักว่าด้วยการเปิดประชุมรัฐสภา ในนี้มีทั้งหมดอยู่ ๑๖ วงเล็บ และในมาตรา ๓ เพิ่มมาอีก ๒ วงเล็บ คือ (๑๗) และ (๑๘) สรุปสั้น ๆ คือ (๑๗) ให้ที่ประชุมแห่งนี้ เปิดมาเพื่อเลือก สสร. ๒๒ คน (๑๘) เปิดมาเพื่อให้เห็นชอบญัตติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมจึงบอกกับเพื่อนเสียงข้างมาก แล้วเพื่อนสมาชิกถ้าตั้งใจฟังจะเข้าใจว่า เนื่องจากว่าในวรรคนี้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐสภาต้องมีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าร่างนี้มีลักษณะ ตามวรรคห้าหรือไม่ ถ้าจะให้ที่ประชุมรัฐสภาของเราวินิจฉัยว่าร่างนี้เป็นไปตามวรรคห้า ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ ท่านต้องกลับไปเพิ่ม ท่านต้องกลับไปเพิ่มในมาตรา ๓ ขึ้นมาอีก ๑ วงเล็บ ก็คือ (๑๙) เพื่อจะให้ที่ประชุมรัฐสภาสามารถเปิดได้ตามมาตรา ๑๓๖ แล้วเพิ่มมาอีก ๑ วงเล็บ คือ (๑๙) ว่าในกรณีที่จะต้องวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญนี้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาได้ ถ้าท่านไม่เพิ่ม มันก็จะ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันก็จะหละหลวมอย่างนี้ ความสวยงามของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีครับ มันก็สะท้อนถึงความเร่งรีบ ร้อนรนในการผลักดันให้มีการแก้ไขโดยเร็ว ผมถึงย้ำ กับเพื่อนเสียงข้างมากอยู่ ๒ ประเด็นว่าท่านใช้เสียงข้างมากลากไปจริง ๆ คำว่า ลากไปจริง ๆ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๘ เมื่อวานนี้ที่ท่านประธานชี้แจงผม แต่ขณะนั้นผมไม่ใช่นักกฎหมาย ผมไม่มั่นใจครับ แต่หลังจากผมโทรศัพท์ไปคุยกับอาจารย์ทางกฎหมายแล้วเขาบอกว่า มันไม่สวยงามสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เลย แต่ถ้าท่านใส่เข้าไปสักหน่อยหนึ่งว่า การสิ้นสมาชิกของ สสร. ตามที่ศาลฎีกาพิพากษา ใส่เข้าไปอีก ๑ วงเล็บ ไม่เสียหาย เหมือนกันครับ เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย ท่านได้ใช้อำนาจของที่ประชุมรัฐสภา แบบชัดเจน ในการที่จะต้องวินิจฉัยว่ามันขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็เท่ากับว่า ท่านก็ต้องกลับย้อนไปที่มาตรา ๓ เพื่อจะไปเพิ่มในมาตรา ๑๓๖ เพิ่มอีก ๑ วงเล็บ คือ (๑๙) เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาเปิดได้ นี่จึงเป็นความสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงตามที่ นักกฎหมายเขาวิพากษ์วิจารณ์กันไว้ ประเด็นนี้ผมจึงเรียกร้องไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรดใจกว้างรับฟังข้อเสนอแนะ ของเรา สิ่งเหล่านี้พวกผมไม่ได้ประโยชน์ แต่ผมมองว่าพวกท่านได้ประโยชน์มากกว่าผมเยอะ ถ้าท่านกลับเข้าไปเพิ่มเติมเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ถ้าท่านไม่ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมท่านก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกระแสสังคมว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เร่งรีบ ร้อนรน มีจุดโหว่ทางกฎหมายเยอะ นี่หรือสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายสูงสุด สำคัญที่สุดของประเทศไทย อันนี้ผมเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก นี่คือเหตุผลทั้งสิ้นในการที่เรียกร้อง ไปยังท่านเพื่อความสง่างามของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ต่อไปผมกลับเข้าสู่ประเด็นที่ผมแปรญัตติ แต่ผมไม่เห็นด้วย คือผมแปรญัตติว่า ผมไม่เห็นด้วยที่ใช้ที่ประชุมรัฐสภาในการวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เขียนไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ซึ่งประเด็นนี้ขณะนี้ในร่างนี้ ท่านกำลังใช้ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อเป็นตัววินิจฉัยว่าประเด็นนี้ขัดหรือไม่ อย่างที่ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าวันนี้การวินิจฉัยความถูกต้องผมไม่เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาจะวินิจฉัย สิ่งถูกต้องได้ แต่ผมเชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยความต้องการของประชาชนได้ ต่างกันนะครับ ท่านประธาน หลักของความถูกต้องกับหลักของเสียงข้างมากบางครั้งมันไม่ไปด้วยกัน ที่ประชุมรัฐสภา หรือที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือที่ประชุมที่เป็นตัวแทนของประชาชน เหมาะสำหรับในการใช้เสียงข้างมากเพื่อวินิจฉัยความต้องการของประชาชน เสียงข้างมาก วิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรผมเห็นด้วย เพราะอะไรก็แล้วแต่ที่ประชาชนต้องการ เพราะผมเชื่อว่า พวกเราทุกคนต้องกลับไปฟังประชาชนว่าประชาชนมีความเห็นอย่างไร อะไรก็แล้วแต่ที่เป็น ความต้องการของประชาชน เช่นท่านบอกว่าท่านจะทำนโยบายจำนำข้าว สมัยพวกผม ทำประกัน ท่านใช้ที่ประชุมตรงนี้ยกมือบอกว่าจะเอาจำนำข้าว ไม่เอาประกัน อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้าท่านจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ผู้อภิปราย อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วกวน ซ้ำซาก นอกประเด็น สุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่อง การรับจำนำข้าว ผมเป็น ส.ส. มาอยู่ในสภานี้ลุกขึ้นมาทีไรเรื่องจำนำข้าว จำนำมันสำปะหลัง ทุกทีเลย
ท่านประสิทธิ์ไม่ต้องอธิบาย ตรงนั้น เอาว่าผิดข้อบังคับตรงไหน
ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วในข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ก็บัญญัติไว้ชัดเจน หลายครั้งมาก ดังนั้น ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมคิดว่าก็ต้อง ใช้หลาย ๆ ข้อผสมกัน ข้อ ๙๙ ข้อโน้นข้อนี้ แต่อย่างไรก็ตาม คือผมคิดว่าเมื่อท่านได้อยู่ ในประเด็นมาโดยตลอดแล้วก็ได้พูดมาครบถ้วนทุกข้อที่ท่านได้สงวนความเห็นไว้แล้ว ขณะนี้ ท่านก็ได้ใช้เวลาไปประมาณกว่า ๔๐ นาที ผมก็อยากจะขอความกรุณาคุณหมอได้ช่วยกรุณา รวบรัดหน่อยเถอะครับ สรุปนิดหนึ่งเพราะว่าเวลาผ่านไป ๔๐ กว่านาทีแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เสียงข้างน้อย ท่านประธานต้องเข้าใจ ว่าช่วงที่ผมอภิปรายเพื่อนประท้วง ๗ ครั้ง ๘ ครั้ง มันทำให้เสียเวลาตรงนั้นมากกว่า แล้วอยากจะบอกเพื่อนท่านจ่าประสิทธิ์ครับ ไปดูแลเขาเรื่องข้าวด้วยนะ คนสุรินทร์มีปัญหา เรื่องข้าวเยอะ ฝากไว้นิดหนึ่งครับ
ท่านประธานครับเมื่อสักครู่ที่ผมพูดผมเป็นการยกตัวอย่าง ผมกำลังชี้ให้เห็น ว่าที่ประชุมรัฐสภา
ท่านประสิทธิ์ประท้วง หรือครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมก็ต้องขอใช้สิทธิพาดพิง เนื่องจาก คุณหมอวรงค์ แต่แถวบ้านผมเขาเรียกว่า คุณหมาวรงค์ จริง ๆ เขาพูดอย่างนี้ ผมไม่ได้ว่านะ ที่บ้านผมเขาว่า
ไม่ได้ครับท่านประสิทธิ์
ที่บ้านผมเรื่องจำนำข้าว
ท่านประสิทธิ์ครับเราอยู่ กรุงเทพฯ เราใช้ภาษากลางครับ กรุณาถอนคำเมื่อสักครู่ด้วยครับ
ท่านประธานผมไม่ได้พูดเอง ผมเอาคำพูดของชาวบ้านเขาพูดผมมาชี้แจงให้ฟังตรงนี้
ไม่ได้ครับท่าน บังเอิญ ท่านเอ่ยชื่อด้วยครับ เชิญเถอะครับ ถอนเถอะครับ เมื่อครู่ครับ
ถอนคำว่า คุณหมาวรงค์ใช่ไหมครับ
ครับ
ครับ ผมถอนคำว่า คุณหมาวรงค์ครับ
แล้วท่านจะประท้วงอะไรครับ
ประท้วงเนื่องจากพาดพิง กรณีเรื่องที่ให้ผมไปดูแลเรื่องจำนำข้าวที่จังหวัดสุรินทร์ นโยบาย ตรงนี้ประชาชนที่จังหวัดสุรินทร์เขาพอใจ แล้วเขาได้ราคาดี เขาพอใจ แล้วรัฐบาล ก็ดำเนินการถูกต้องแล้วครับ
ครับ ท่านได้ชี้แจงแล้วว่า จังหวัดสุรินทร์ดีครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านได้เห็นแล้ว ใช่ไหมครับว่าสมาชิกท่านนี้มีพฤติกรรมอย่างนี้ ซ้ำซากหลายครั้ง มาตรการเพิ่มเติมของท่าน คืออะไรครับที่ท่านรับปากกับพวกผมไว้ครับ
ท่านประท้วงผิดข้อไหนครับ
ผม ประท้วงต่อท่านประธานและ ส.ส. เมื่อสักครู่ครับ ว่าเขาทำผิดซ้ำซาก ท่านประธานรับปาก กับพวกเราว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมถ้ามีการกระทำเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมทวงถาม ท่านประธานครับว่ามาตรการเพิ่มเติมที่ท่านรับปากกับพวกเราคืออะไรครับ เขาทำผิด อีกครั้งหนึ่งแล้วครับ
คืออย่างนี้ครับท่านบุญยอด ทำผิดซ้ำซากก็ได้รับการตักเตือนให้ถอนด้วยทุกครั้งที่ทำผิด ผมคงไม่สามารถที่จะสั่งการ สมาชิกทุกท่านให้ปฏิบัติเหมือนกันได้หมด สิทธิในการประท้วงเป็นสิทธิของสมาชิก ซึ่งผมจะต้องอนุญาตให้ประท้วง ส่วนท่านจะซ้ำซากไม่ซ้ำซากเป็นเรื่องที่สมาชิกและผู้ชม ผู้ฟังเข้าใจครับ แล้วก็วินิจฉัยได้เองว่าท่านประพฤติหรือปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ ผมทำได้แค่นี้ครับ ท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานครับมีข้อบังคับที่ท่านคงจะต้องกรุณาช่วยดูว่าว่านอกจาก จะถอนคำพูดแล้วต้องมีการกล่าวคำขอโทษต่อสภา ท่านก็ใช้ข้อบังคับตรงนี้ได้
อย่างนี้ครับท่านบุญยอด มันก็มีลำดับของมันอยู่ ขอความกรุณาให้เป็นอำนาจของผม เพราะว่าผมมีอำนาจตามข้อ ๑
ก็ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกเขาทำอย่างนี้หลายครั้ง หลายหน ทุกคนก็เห็นภาพนี้ชัดเจน ในการที่จะกล่าวพาดพิงคนโน้น คนนี้อยู่ตลอดเวลาแล้วก็ถอนคำพูด ด่าไว้แล้วก็ถอนคำพูด
ท่านบุญยอดครับ ผมได้ พิจารณาแล้ว ได้วินิจฉัยแล้วครับ
ท่านประธานมีมาตรการที่ท่านรับปากกับเราไว้ว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม
นี่ละครับมาตรการ ก็คือ อย่างที่ผมได้เรียนแล้ว
สุดท้าย ท่านก็บอกพวกเราว่า
มาตรการคือสิ่งที่ผมได้เรียน ให้ท่านทราบและที่ประชุมแห่งนี้ได้ทราบแล้วครับ คือผมก็จะวินิจฉัยตามเหตุการณ์ ตามเรื่องที่เกิดขึ้น ตามข้อบังคับที่มี แล้วอะไรที่เป็นสิทธิของท่านสมาชิกผมก็อนุญาต สำหรับ การอภิปรายว่าตามจริงถ้าเราจะเอากันตามข้อ ๙๙ มันก็จะมีปัญหา หรือเอาตามข้อ ๓๘ ก็สุดแต่ แต่ผมว่าผมได้พยายามที่จะให้โอกาสสมาชิกทุกท่านได้ใช้สิทธิ ได้มีโอกาสได้แสดง เหตุผล ได้อภิปรายก็ต้องเป็นเรื่องที่
ท่านประธานครับ ผมเรียกร้องต่อท่านประธานครับว่า ผมขอให้สมาชิกท่านนี้ คือ อดีตจ่าประสิทธิ์ได้ขอโทษต่อสภาแห่งนี้ ผมขอให้ท่านพิจารณาวินิจฉัยครับ ผมขอให้ เขาขอโทษต่อสภาแห่งนี้ครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยครับ
ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับเมื่อครู่ เมื่อครู่ที่เขาพูดคำไม่เหมาะสม ผมให้เขาถอนแล้ว ผมวินิจฉัยแล้วเรื่องกรณีท่านประสิทธิ์
(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านไหนประท้วงก่อนครับ ท่านมานิตย์เชิญครับ
ผมชื่อ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ
เชิญครับ
จากจังหวัด สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยครับ
ทีละท่านนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้กำลังประท้วงครับ จริง ๆ แล้วผมก็นั่งฟังอยู่ คุณหมอวรงค์ท่านเป็นคนที่มี ความรู้อภิปรายดี มีเหตุผลและหลักการ บังเอิญเวลาอภิปรายเรื่องอื่นคุณหมอจะโยง เข้ามาถึงเรื่องของเกษตรกร แล้วท่านจะบอกจ่าประสิทธิ์ว่าให้ไปดูแลที่จังหวัดสุรินทร์ เรื่องเกษตรกร ซึ่งถ้าคนฟังไม่รู้ว่าคุณหมอจะเจตนาดีหรือไม่ดี ท่านประธานฟังผมให้จบนะครับ
เดี๋ยว ท่านเสียหายอะไรครับ
ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน ผมกำลังประท้วงคนประท้วง แล้วทำไมท่านประธานไม่ถามคุณบุญยอดว่า คุณบุญยอดเสียหายอะไรเมื่อครู่ ผมกำลังประท้วงผู้กำลังประท้วงครับท่านประธาน
ท่านชี้แจงสั้น ๆ
ผมจะจบแล้ว ท่านประธานครับ บังเอิญคุณหมอวรงค์บอกว่าจ่าประสิทธิ์ให้ไปดูแลเรื่องสินค้า ทางการเกษตร เสมือนว่าจ่าประสิทธิ์ไม่สนใจ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนิดเดียวครับ จะจบแล้วว่าจ่าประสิทธิ์เป็นคนที่สนใจเป็นห่วงเป็นใยกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดสุรินทร์มาก แต่บังเอิญมันอยู่กันคนละประเด็น แล้วทำไมต้องมาสอน แล้วเมื่อครู่ท่านบุญยอดก็กระแนะ กระแหนเหมือนกับว่าอดีต
เรื่องข้าวที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อครู่ท่านประสิทธิ์ได้อธิบายแล้ว แล้วผมได้สรุปแล้วด้วยว่าท่านประสิทธิ์ได้ยืนยันว่า ที่จังหวัดสุรินทร์เรียบร้อยดีเรื่องข้าว จบครับเรื่องข้าว ท่านจะจบอย่างไรครับ
อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าคุณหมอวรงค์ได้กรุณาตักเตือนจ่าประสิทธิ์นี้ผมจะไม่พูด แต่คุณบุญยอดนี่ เป็นใครที่เหนือกว่าเขาในสภา ให้ไปทบทวนตัวเองสักทีเถอะ
พอเถอะครับท่าน ผมได้สรุป ไปแล้วเรื่องนี้ ท่านบุญยอดรอเดี๋ยวครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธานตาม ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ (๔) ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ท่านประธานมีส่วนสำคัญในการรักษาเกียรติภูมิของรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าเผื่อว่า ท่านประธานทำหน้าที่ประธานแล้วไม่ช่วยกันรักษาเกียรติภูมิของรัฐสภา นั่นเท่ากับว่า ท่านประธานมีส่วนในการทำลายเกียรติภูมิรัฐสภา ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านในที่ประชุมแห่งนี้ได้ลุกขึ้นใช้ข้อบังคับในการประท้วง แต่ในการประท้วงคราวใดก็ใช้คำด่าควบคู่ไปกับการประท้วงนั้นด้วย สมาชิกบางท่าน เหล่านั้นกระทำการต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง ในการกระทำการต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง นั่นแปลว่าผู้ที่ทำหน้าที่ในแต่ละครั้งในการประท้วงนั้นมีเจตนา เจตนาเหล่านั้นเท่ากับว่า เป็นการทำลายรัฐสภาของเรา ทำลายเกียรติภูมิแห่งรัฐสภาของเรา ท่านประธานจะวินิจฉัย เหมือนกับกรณีที่ท่านบุญยอดได้กรุณาลุกขึ้นประท้วงเมื่อสักครู่คงจะไม่เพียงพอ เพราะบ่อยครั้งมากเกินไป ซ้ำซากมากเกินไป หลายครั้งมากเกินไป ผมขอความกรุณา ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยคำประท้วงของกระผมเพื่อช่วยกันรักษาเกียรติภูมิแห่งรัฐสภา ของเราด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมเรียนที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่า ผมได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไปแล้ว เชิญคุณหมอต่อเถอะครับ ท่านบุญยอดมีอะไรต่อครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมยืนยันต่อคำประท้วง ของผมว่าผมขอให้ประธานใช้ข้อ ๑๑๔ ในข้อบังคับของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับนี้ประธานมีอำนาจเตือน ห้ามปราม ให้ถอนคำพูด ห้ามพูดในเรื่องที่ กำลังปรึกษากันอยู่ ให้กล่าวขอขมาในที่ประชุมรัฐสภาหรือสั่งให้ออกไปจากที่ประชุมรัฐสภา โดยมีหรือไม่มีกำหนดเวลาในครั้งนั้นก็ได้ ท่านประธานมีอำนาจที่จะใช้ข้อบังคับข้อนี้ อย่างชัดเจน แต่ท่านประธานไม่ได้ใช้ แล้วก็เกิดเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นหลายครับ
อย่างนี้นะครับท่านบุญยอดครับ ผมได้ใช้ข้อ ๑๑๔ แล้ว แต่อาจจะไม่ถูกใจทุกท่าน ไม่เป็นไรครับ เป็นสิทธิของผมที่จะใช้ อำนาจมากน้อยแค่ไหน เพียงไร โปรดให้ว่าเป็นสิทธิของผม เมื่อผมวินิจฉัยแล้วจบครับ จบครับ ท่านบุญยอดครับ เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้สมาชิกอีกท่านหนึ่งบอกว่า ผมมีความเป็นเหนือต่อสมาชิกท่านอื่น คำกล่าวนี้ไม่เป็นข้อเท็จจริง ผมก็เป็นเหมือนสมาชิก ๑ คนในสภาแห่งนี้ เหมือนกับที่ท่านลุกขึ้นมาประท้วงเท่ากัน ท่านก็ไม่ได้เหนือกว่าผม ผมก็ไม่ได้เหนือกว่าท่านครับ ขอบพระคุณครับ
โอเคครับ ท่านได้ชี้แจงแล้ว ท่านจิรายุหรือท่านประสิทธิ์จะพูดก่อน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เห็นใจท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ จริง ๆ ท่านประธานนี่ดำเนินการถูกต้องแล้วครับ มันไมใช่แต่เฉพาะจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ท่านเดียว ท่านประธานครับ เวลาพูดอะไรออกมาแล้ว เขาสุภาพบุรุษเขาก็ขอโทษหรือว่าถอนคำพูดครับ บางท่านไป ไฮ ฮิตเลอร์ ไฮ ฮิตเลอร์ ยังไม่มีใครถอนเลยนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานเดินหน้าต่อเลยครับ
ท่านจิรายุครับ ขอบคุณครับ พอแล้ว ท่านประสิทธิ์ไม่มีอะไรแล้วกระมัง เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองลุกขึ้นมา ประท้วงทุกครั้งผมประท้วงอยู่ในข้อบังคับ และถูกกล่าวหาพาดพิง และอีกอย่างหนึ่งคนที่ กล่าวหาผมก็ถูกถอนก่อนผมทุกครั้ง แต่วันนี้คุณหมอวรงค์นี่จริง ๆ แล้วรักกัน แต่ข้อเท็จจริง โยนมาที่ผมแล้วกล่าวหาผมในคำสุภาพ เป็นการด่าผมว่าผมไม่สนใจพี่น้องประชาชน แล้วคำ ที่ผมพูดเมื่อครู่นี้เป็นคำที่พี่น้องประชาชนพูดมา
ท่านประสิทธิ์ครับ ไม่เป็นไร ครับท่าน
ผมว่าคำนั้นมัน
ท่านประสิทธิ์ขอความกรุณา เถอะครับ ท่านครับมันจบแล้วครับ เมื่อครู่ท่านได้อธิบายแล้ว พอเถอะครับ ไม่อย่างนั้น ท่านก็เปิดประเด็นใหม่ผมก็เหนื่อย เชิญครับ
ด้วยความที่เคารพท่านประธาน ท่านประธานน่ารักมาก แล้วคำวินิจฉัยของประธานถือว่า เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและถูกต้อง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณมากเลย พอเถอะครับ ท่านบุญยอดมีอะไรอีกครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้สิทธิถูกพาดพิงจากท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ว่าผมเป็นคนที่พูดคำว่า ไฮ ฮิตเลอร์ ครับ ก็ขอบคุณท่าน ผมจะได้บันทึกต่อที่ประชุมว่าผมได้พูดในคืนวันอังคาร ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ในการประท้วง เพราะว่าท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้น คือ ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ไม่ได้ให้โอกาสผมในการที่จะประท้วงคำอธิบายของกรรมาธิการ แล้วท่านก็รีบรวบรัดในการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๖ เพราะฉะนั้นผมขอบพระคุณ ที่ท่านพาดพิงมาถึงผม ผมจะขอบันทึกไว้ครับว่า ผมเป็นคนที่พูดคำว่า ไฮ ฮิตเลอร์ และแสดง อาการนั้น แต่ไม่ได้ถูกบันทึกในวันนั้น ผมขอบันทึกไว้ในวันนี้ผมประท้วงต่อท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เพราะว่าท่านเป็นเผด็จการในการทำหน้าที่ประธาน ขอบพระคุณครับ
พอเถอะครับ เชิญคุณหมอ เถอะครับ นี่เลยกลายเป็นว่าคุณหมอเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์หลายนาทีเลย
ผมจะออกไปทานข้าวแล้วครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ เลยกลายเป็นผม ไปบวกเวลาให้คุณหมออีกนะนี่ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมจำเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิงก่อนที่จะ อภิปราย พอดีท่านจ่าประสิทธิ์ได้บอกว่าคุณหมอวรงค์กับผมนั้นรักกัน กล่าวเท็จครับ ท่านประธาน คือพฤติกรรมอย่างนี้ผมไม่รักด้วยท่านประธาน คือถ้าเป็นพฤติกรรมแต่ก่อน ผมยังบอกว่าโอเค แต่ถ้าพฤติกรรมอย่างนี้ผมไม่ได้รักด้วย ดังนั้นที่บอกว่าผมกับหมอวรงค์นั้น รักกัน กล่าวเท็จ
ประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่า คนที่บ้านเขาคือจังหวัดสุรินทร์ ผมต้องชี้แจงครับ ท่านประธาน เนื่องจากต้องใช้สิทธิพาดพิง ที่เรียกผมว่า คุณหมาวรงค์ แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าถึงผม
ผมขอให้เขาถอนแล้วนะครับ
แต่ผมก็ต้องชี้แจงอย่างไรครับ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวประชาชนจะจำประโยคนี้ไปว่า หมาวรงค์ แต่ประชาชนชาวพิษณุโลก เลือกหมาอย่างผมเข้ามาครับ ท่านจะเรียกผมว่าหมาวรงค์อย่างไรก็ได้ แต่ผมยืนยันว่า คนพิษณุโลกเลือกคนที่ท่านเรียกว่า หมาวรงค์ เข้ามาครับ ถึงท่านจะกล่าวหาผมเป็นหมา แต่ผมเชื่อว่าผมเป็นหมาที่เฝ้าบ้านดูแลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
ท่านคุณหมอครับ ท่านประสิทธิ์ได้ถอนไปแล้วเรื่องนี้
ท่านฟังต่อสิครับ เพราะว่ามันเป็น สิทธิพาดพิง
ผมต้องขอความกรุณาท่าน ไม่อย่างนั้นต่อความยาวไม่จบครับท่านครับ
คืออย่างน้อยผมก็ได้ชี้แจง ถึงประเด็นที่ประชาชนเริ่มจำว่า
เข้าใจครับ ผมเชื่อว่า ประชาชนมีสมองครับท่าน แล้วผมเชื่อว่าผู้ฟังมีวิจารณญาณใกล้เคียงกับพวกเราหรืออาจจะ ดีกว่าด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาไม่เอาแล้วครับ เรื่องที่เมื่อครู่ผมวินิจฉัยแล้ว แล้วจบแล้วนะครับท่าน ขอเชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ
แต่ผมสรุปอย่างนี้แล้วกันว่า ถึงผม เป็นหมา ผมเป็นหมาเฝ้าบ้าน ดีกว่าที่ใครคิดว่าเป็นคนแต่ทำตนเป็นทาส แล้วก็ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสภาเรามีศักดิ์ศรี
นี่ครับท่าน มีผู้ประท้วง อีกแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะต้องนำกุญแจ ๑ ดอก เพื่อจะขอแสดงความเห็น กุญแจดอกนั้นก็คือข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ ๕ กระผม ประทานกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ขอความเมตตาท่านประธานครับ ได้โปรด ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความระเบียบเรียบร้อย ที่จริงก็เรียบร้อยอยู่แล้ว แต่กระผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าขอให้ท่านได้ใช้ความเข้มในการควบคุมดังกล่าว สมาชิก วุฒิสภานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระผมก็ได้ทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาโดยนั่งฟังการอภิปราย ตลอดมาในต่างกรรมต่างวาระ แม้วันนี้จะเป็นวันที่ ๑๐ ผมเองครับท่านประธาน ไม่ได้ สงวนคำแปรญัตติไว้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถอภิปรายได้ กระผมกราบเรียนว่ากระผม มาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้หนึ่ง ก็นั่งฟัง ประทานอภัย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้โต้ตอบไปมา กระผมเกรงว่าประชาชนที่ฟังทางสื่อสารทางด้านทีวีในหลายช่องนั้น จะเบื่อหน่ายครับ ดังนั้นในช่วงท้ายนี้กระผมก็ขอให้กำลังใจท่านประธานและขอความกรุณา ท่านประธานได้ใช้ความเข้มในการควบคุมตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ด้วยครับ กระผม
ขอบคุณครับ เราเสียเวลา ตรงนี้มาชั่วโมงกว่าแล้วครับ ก็มีประท้วงด้วยนะครับ ผมอยากจะขอให้คุณหมอช่วยสรุปด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในวรรค สุดท้ายที่ผมได้พยายามเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก นั่นคือเรื่องการที่ให้ รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ซึ่งวรรคห้าก็คือวรรคที่ว่าด้วย ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ซึ่งผมกำลังจะย้ำให้กับเพื่อนกรรมาธิการรับรู้ว่าถ้าบังเอิญ ท่านใช้เสียงข้างมากในการโหวตเป็นเหมือนเดิม ผมจึงเรียกร้องให้ท่านกลับไปเพิ่มเติม ในมาตรา ๓ ด้วย เพิ่มใน (๑๙) เพื่อให้อำนาจที่ประชุมรัฐสภาสามารถเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อการวินิจฉัยตามวรรคนี้ แต่ถ้าท่านเปลี่ยนแปลงตามที่ผมแปรญัตติ ท่านก็ไม่ต้องกลับไป แก้ไขในมาตรา ๓ เพราะคำแปรญัตติของผม ผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่ให้ ที่ประชุมรัฐสภามาวินิจฉัยประเด็นนี้ เพราะผมกำลังจะโยงให้เห็นว่าที่ประชุมของรัฐสภาเหมาะสำหรับ และเหมาะอย่างยิ่งในการ วินิจฉัยความต้องการของประชาชน เพราะผมก็พยายามย้ำให้กับเพื่อนสมาชิกและพวกเรา ทุกคนว่าทุกคนมีฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ยิ่งหลาย ๆ ท่านเป็น ส.ส. เขต ลงไป พบปะพี่น้องประชาชน รับรู้ความต้องการของประชาชน ดังนั้นที่ประชุมแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ ที่เหมาะที่สุดในการวินิจฉัยความต้องการของประชาชน คำถามถามว่ารัฐธรรมนูญทั้งเล่ม ท่านประธานจะให้สมาชิกรัฐสภามาวินิจฉัยว่าขัดหรือมีลักษณะตามวรรคห้า ก็คือว่าด้วย การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ผมกล้าพูดนะครับท่านประธาน ตัวผมเองยังอ่านรัฐธรรมนูญ ไม่ครบทุกบรรทัดเลยครับ แล้วผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกน้อยคนมากที่จะอ่านรัฐธรรมนูญ ครบทุกบรรทัด คำถามถามว่าในเมื่อเรายังไม่สามารถอ่านรัฐธรรมนูญครบทุกบรรทัด เราจะ มานั่งวินิจฉัยสิ่งเหล่านี้หรือ ผมถึงคิดว่าบุคคลที่เหมาะสมที่จะต้องมาทำหน้าที่นี้ ซึ่งขณะนี้ ในกลไกได้ถูกสร้างขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลชุดนี้ตลอดจน เสียงข้างมากบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบที่สุดและมีสิ่งที่เรียกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ในเมื่อเรามีศาลรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติก็เขียนไว้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่ ในการวินิจฉัยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญโดยตรงอยู่แล้ว เราทำไมไม่ให้เกียรติ ศาลรัฐธรรมนูญในเมื่อ สสร. ทำหน้าที่ในการร่าง ยกร่างขึ้นมาใหม่ และประเด็นนี้ตามวรรคห้า สิ่งที่พวกเราหวาดระแวง สิ่งที่พวกเรากังวลใจถ้าเราให้องค์กรที่เป็นองค์กรกลางในการ วินิจฉัย ผมว่าสังคมจะคลายความแคลงใจและคลายความหวาดระแวง แต่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าการใช้ที่ประชุมรัฐสภาเนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้ใช้หลักของ เสียงข้างมาก ซึ่งผมเห็นด้วยครับ คือผมขอทำความเข้าใจกับท่านประธานว่าในเมื่อเสียงข้างมาก มาวินิจฉัยความถูกต้อง ผมต้องย้ำว่าหลายอย่างที่หลายคนสับสนกับคำว่า เสียงข้างมาก กับคำว่า เผด็จการ เสียงข้างมากเวลาวินิจฉัยสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ระหว่าง ๑ กับ ๒ อันไหนดีกว่ากัน มันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งคู่ ถ้าเลือก ๑ อันนี้เขาเรียกว่า ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก แต่ถ้าวินิจฉัยอะไรก็แล้วแต่ และเรารับรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันเป็นประโยชน์แค่คนบางกลุ่ม แต่ถ้าไปยกมือ ให้สิ่งเหล่านั้นเขาเรียกว่า เผด็จการรัฐสภา ดังนั้นการยกมือของที่ประชุมรัฐสภาคือเสียงข้างมาก มันจึงไม่ถูกต้องเสมอไป ผมจึงอยากกราบเรียนกับท่านประธานว่านอกจากข้อคิดเห็น ที่ผมเสนอไปยังท่านประธาน เราจะเห็นหนังสือจากองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งท่านประธานก็เคยดำรงตำแหน่งตรงนี้ เราก็ถือว่าองค์กรนี้ ก็เป็นองค์กรอิสระที่ดูแลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และองค์กรนี้ก็มีหน้าที่ในการดูแล ถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญ ในเมื่อองค์กรนี้ก็มีหนังสือถึงคณะกรรมาธิการแล้ว ข้อเสนอแนะกรรมาธิการ รวมทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยก็จะมีโอกาสได้อ่านด้วยว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะต้องวินิจฉัยว่าสิ่งเหล่านี้ขัดต่อวรรคห้าหรือไม่ ควรจะเสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ในเมื่อองค์กรอิสระก็เสนอมา พวกเราสมาชิกรัฐสภาหลายคน ก็มองว่าเราไม่เชื่อที่ประชุมแห่งนี้ ผมเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมย้ำอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานมันเป็นเรื่องของจิตวิทยาครับ เวลาพวกเราทุกคนเป็นนายโน่นนายนี่ วิธีคิด จะอิสระมาก เขาเรียกเสรีชนคิด ส่วนใหญ่คนธรรมดาคิดมักจะคิดสิ่งนั้นถูกต้องเสมอ แต่เวลา เป็นพรรคการเมืองมีพวกขึ้นมา ที่ต้องโหวต บางครั้งความคิดของตัวเองที่คิดอย่างอิสระ กับคิดภายใต้หลักของมติพรรคมันจึงไม่ไปด้วยกัน มันจึงทำให้พี่ ๆ ของผมหลายท่านที่เป็น คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากความเป็นตัวเองหายไปเลยท่านประธาน ทำให้วิธีคิดในการ ตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันจึงดูลุกลี้ลุกลน ผมจึงเรียกร้องว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป จึงขอแปรญัตติเป็น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไป สิ่งเหล่านี้จะควรมิควรก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรดพิจารณา และสิ่งที่พวกผมเสนอกับพวกท่านเป็นสิ่งที่เสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ พวกผมไม่เคย ได้ประโยชน์ใด ๆ กับสิ่งเหล่านี้ครับ ขอบคุณครับ
อีก ๔ ท่าน ผมขออ่านชื่อเลย ก็จะมีตั้งแต่ท่านวิรัช ร่มเย็น ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เชิญท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ แล้วก็เพิ่มเติมไปด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อวานนี้ผมพยายามครับที่จะสงวนเวลาไว้ให้บรรดาเพื่อน ๆ กรรมาธิการซึ่งได้มีประเด็น ในการอภิปรายหลายประเด็น ผมก็บอกท่านประธานว่าเมื่อวานนี้ผมก็ใช้ฉบับย่อ วันนี้ ก็ขออนุญาตขยับมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค (Pocket book) อาจจะมากกว่าเมื่อวานนี้หน่อย แต่ก็ จะไม่เยิ่นเย้อครับท่านประธานครับ ตามธรรมเนียมครับผมขออนุญาตทำความเข้าใจ กับเจ้าของอำนาจที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่ทางบ้าน หลาย ๆ ท่านอาจจะฟังการอภิปรายการแปรญัตติ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี ของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. ส.ว. ก็ดี หลายท่านเข้าใจ ติดตามทัน แต่หลายท่านนั้นมีภารกิจ เพราะฉะนั้นอาจจะตามไม่ทัน วัตถุประสงค์ในการแปรญัตติ และมีการถ่ายทอดเสียง เป้าหมายสำคัญนั่นก็คือต้องการให้พี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงได้มีโอกาสรับทราบ ว่ารัฐธรรมนูญที่เขาจะแก้ไขกันนั้น ร่างของ ครม. หรือร่าง ของรัฐบาลที่เข้าสภาเป็นอย่างไร มีมาอย่างไร เมื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญแล้ว กรรมาธิการ เสียงข้างมากทำอย่างไร ตัดมาตราไหน เพิ่มมาตราไหน ในขณะเดียวกันกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ได้แปรญัตตินั้น แปรญัตติด้วยเหตุผลอะไร และกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยหรือไม่ ที่ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ทั้งหมดนี้ผมจะเรียนท่านประธานว่าผมจำเป็นจะต้องอ่านร่างเดิม ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและร่างของผม วิรัช ร่มเย็น ท่านประธานครับ
ท่านวิรัชนิดเดียว ร่างเดิม เมื่อครู่เราก็มีผู้อภิปรายอ่านไปแล้วหลายท่าน ผมอยากจะขอความกรุณาท่านว่า ท่านอ่าน เฉพาะวรรคที่ท่านแก้ไขดีไหม ที่ท่านสงวนคำแปรญัตติได้ช่วยประหยัดเวลานิดหนึ่ง
ไม่ดีครับ
เชิญครับ มันไม่เกี่ยวกันนะครับ ผมหมายถึงว่าวรรคอื่น ๆ
ท่านประธานครับ ธรรมชาติ ของพี่น้องประชาชนมันมีหลายประเภท เขาทำงานไปฟังไป บางท่านฟังวิทยุ บางท่านชม ทางโทรทัศน์ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับกิจการงานของเขาก็มี ระหว่างที่คนหนึ่ง อภิปรายหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก่อนหน้านี้อภิปราย แล้วยกขึ้นมา ๓ ร่างอย่างที่ผมว่านี้ บางท่านไม่ได้ฟังท่านประธานยอมรับความจริงไหม
เชิญครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ร่างของ ครม. คือร่าง รัฐบาลที่ส่งเข้ามาที่สภา รัฐสภาเห็นชอบไปให้คณะกรรมาธิการดำเนินการเป็นอย่างนี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑
วรรคหนึ่ง สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกำหนดเวลา ๑๘๐ วัน แปลว่า ๖ เดือน นับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
วรรคสอง ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้
วรรคสามบอกว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่ง
วรรคสี่ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย
วรรคห้า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทำมิได้
วรรคหกสุดท้าย ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะ ตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
นี่คือร่างของ ครม. ที่ส่งเข้ามาที่สภาแห่งนี้ และสภาเห็นชอบส่งไปให้ คณะกรรมาธิการพิจารณา คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วมีการถกเถียง มีการเสนอแนะ มีการเสนอให้ตัด มีการเสนอให้เพิ่ม แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เห็นด้วย ในบางประเด็น ซึ่งผมจะกราบเรียนต่อไปนี้ และหลายประเด็นไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก บอกว่า วรรคหนึ่ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ตรงนี้มีการเปลี่ยนแปลง แต่กว่า จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องมีการอภิปรายกันยืดยาวหลายชั่วโมง ท่านประธานครับ ภายใน กำหนดเวลาร่างรัฐบาลบอก ๑๘๐ วัน ๖ เดือน แต่กรรมาธิการทนกระแสไม่ไหวหมายถึง เสียงข้างมากก็แก้เป็นว่า ภายในกำหนด ๒๔๐ วัน ขยับขึ้นเป็นอีก ๒ เดือน เป็น ๘ เดือน นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก วรรคสอง เพื่อให้ท่านประธาน ได้ชื่นใจสักเล็กน้อย เหมือนร่างรัฐบาล เห็นไหมครับ ผมก็เอาใจท่านได้ วรรคสาม เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง วรรคสี่ เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ท่านประธานครับ วรรคห้า ต้องขออนุญาตขยายความครับ วรรคห้า ร่างเดิมบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เดิมเป็นอย่างนี้ ถกเถียงกันหลายชั่วโมง ข้ามวันด้วย ท่านประธานครับ กว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจะยอมรับความเห็น จริง ๆ ก็เป็น ความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เน้นเสียงข้างน้อยเป็นส่วนใหญ่ เพราะปกติแล้ว อย่างที่หลายท่านอภิปรายมา กรรมาธิการเสียงข้างมากจะเรียกว่ารับโพยหรืออะไรก็ตามแต่ มาจากคนที่เข้าห้องประชุม รับมาแล้วต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะ แล้วผมเรียนท่านประธานหลายครั้ง ในหลายโอกาสที่ผมมีโอกาสอภิปรายแปรญัตติ หลายครั้งมีการพักประชุมเพื่อต้อง ปรึกษาหารือ หลายครั้งวันนี้ตั้งต้นอย่างนี้ พอวันรุ่งขึ้นกลับไปนอนคิด ๑ คืน มีการส่ง โทรสาร โทรศัพท์กัน หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็เป็นได้ แล้วเป็นไปแล้ว ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวในวรรคห้าเมื่อครู่มีแค่นั้นละครับ แต่หลังจาก มีการอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล ปรากฏว่ากว่าที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ผมบอก เพิ่มเติมมาครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติมมาอย่างนี้ครับ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ นี่สุดท้าย ของเดิม ต่อเติมมาว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เราบอกด้วยซ้ำไปครับ เสียงข้างน้อยหลายท่านบอกว่า ใส่ไปเลยสิ บอกว่าห้ามเปลี่ยนแปลงในหมวด ๒ ใส่ไปให้กระชับ ให้ชัดไหม ไม่ได้ เสียงข้างมาก บอกหมวด ๒ ไม่ต้องใส่ ผมกราบเรียนครับที่บอกว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ขอขยายความครับท่านประธาน ผมไม่เยิ่นเย้อครับ หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าไม่ยกตัวอย่าง ไม่เห็นภาพ ผมไม่ยกตัวอย่างที่เกินเลยครับ เอาให้เห็นเป็นประจักษ์ เห็นใจ พี่น้องเจ้าของอำนาจที่อยู่ทางบ้าน ซึ่งติดตามการอภิปรายกันอยู่ หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ที่บอกว่า อย่าขยับนะ อย่าเปลี่ยนแปลงนะ เพราะอะไรครับ เพราะก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่ กรรมาธิการชุดนี้จะดำเนินการจะมีการเริ่มประชุมกันก็มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตรงนั้น จะโยกตรงนี้ จะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เราก็เลยเป็นห่วง แล้วถกกันยาวนานมากเรื่องนี้ ท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่างที่บอกว่าท่าน สสร. ทั้งหลาย ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้ก็กำลังรับฟังอยู่ ต้องให้ ความสนใจตรงนี้นะ เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้และเข้าใจว่าเจตนารมณ์ ของรัฐสภาแห่งนี้เห็นเป็นอย่างนี้ครับว่า ในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ วรรคสองบอก ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ที่ผม ยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อให้เห็นชัดว่าเรื่องอย่างนี้รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้บัญญัติไว้ แล้วสภาชุดนี้ กรรมาธิการชุดนี้ก็ยังยืนยัน ท่านประธานครับ มาตรา ๙ ผมยกตัวอย่างไม่มากครับ ท่านประธาน เอาเท่าที่จำเป็น ท่านประธานเชื่อใจเถอะครับ มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ไม่ต้องอธิบายนะ เป็นที่เข้าใจในหัวใจ คนไทยทุกคน มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย มาตรา ๑๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรี ๑ คน และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๑๘ คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี วรรคสอง คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ตรงนี้ท่านว่า สสร. ทั้งหลายที่ท่านฟังอยู่นั้นต้องรับฟังด้วยความตั้งใจ มาตรา ๑๓ สุดท้ายแล้ว ท่านประธาน การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ตรงนี้คนไทยทุกท่านทุกคนต้องใส่ใจ วรรคสองบอก ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรี หรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง วรรคสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน วรรคสาม ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่น หรือให้ องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง ผมอ่านเท่านี้ละครับ ที่ผมอ่านมาถึงมาตรานี้ เพื่อจะบอก ท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติที่เคารพว่า หมวดนี้ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และเกี่ยวข้องกับ องคมนตรีด้วย ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะมีข่าวก่อนหน้านี้เมื่อหลายเดือนก่อน เป็นปีแล้วก็ว่าได้ ในเรื่องขององคมนตรี เพราะฉะนั้นผมนำเรียนให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้รับทราบเพื่อให้ทุกท่าน ได้ทราบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พิจารณาอยู่ บัญญัติไว้อย่างนี้ จริง ๆ ต้องการมากกว่านี้ แต่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย แต่ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีสิทธิ แปรญัตติและสงวนไว้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อครู่นั้นคือร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก แต่สำหรับร่างของกระผม เรียกว่าร่างวิรัช ร่มเย็น ก็ได้ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน วรรคห้าบอกไปแล้ว ผมเพิ่มเติมครับ จริง ๆ แล้ว มี ๖ วรรค ผมเอาวรรคหกไปเป็นวรรคแปด แล้วผมร่างใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิทธิ ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างมากจะไม่เห็นด้วย จะไม่เห็นคุณค่า จะไม่เห็นคุณภาพ ไม่เป็นไร ท่านประธานครับ ผมนำเสนอครับ ผมแปรญัตติเพิ่มเติมนอกจากข้างต้นที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว ผมยังไม่ได้ให้เหตุผลว่าผมแปรญัตติว่าอย่างไร ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อครู่ผมอ่านร่าง ของเสียงข้างมาก เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาให้เหมือนกับทุกครั้งที่ผมอภิปรายให้พี่น้องประชาชน ผู้มีอำนาจทางบ้านได้ติดตามอย่างเข้าใจ ผมขออนุญาตครับ ร่างของวิรัช ร่มเย็น ผู้แปรญัตติ เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๑๑ จริง ๆ ผมแปรญัตติเรื่องอื่นด้วย เพราะฉะนั้นในเอกสารที่อยู่หน้าท่านประธาน ผมก็จะลบเครื่องหมายคำว่า ๑๑ แล้วก็ไป เขียนคำว่า ๙ แต่เอาเถอะครับเรื่องนั้นพ่ายแพ้ไปแล้ว ไม่เป็นไร มาตรา ๒๙๑/๑๑ ร่างของผม บอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ท่านประธานครับ ครม. บอก ๑๘๐ วัน ๖ เดือน กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกขอขยับเป็น ๒๔๐ วัน คือ ๘ เดือน ผมเห็นว่าถ้าจะขยับทั้งทีเอาให้มันมีความรู้สึกว่าเขาได้ทำงาน อย่างสะดวก อย่างตั้งใจ เหตุผลเดียวกับท่านนิพนธ์ละครับ ท่านประธานครับ เรากำหนดไว้ ๑ ปีครับ ผมบอกว่าภายในกำหนด ๓๖๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก ท่านประธานครับ ต่างกันตรงไหนครับ ผมเรียนว่า ๖ เดือน ขยับมา ๘ เดือน สำหรับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ๑ ปีเลย ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. เขามีความขยันขันแข็ง เขาทำงานอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เขาทำเสร็จก่อน ที่กำหนดไว้ ๑๘๐ วัน ถ้าเขาแน่จริง เก่งจริง ทำอย่างพิถีพิถัน เขาสามารถ อาจจะทำได้ครับ ก่อนหน้า ๑๘๐ วันก็ได้ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกเอา ๒๔๐ วัน ผม วิรัช ร่มเย็น บอกถ้าอย่างนั้น เอา ๓๖๐ วัน ๑๒ เดือนเลย ๑ ปีเลย ให้โอกาสเขา ทำไมต้องให้โอกาสอย่างนั้นท่านประธาน ผมนำเรียนท่านประธาน ถ้าเราจะไปดูการร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้รวมทั้งเรื่องการทำงาน ของ สสร. ที่ผ่านมา ก่อนที่เขาจะมีการประชุมกันเขาก็ทำงานแบบสภาเรานี่ละครับ ท่านประธาน แบบรัฐสภานี่ละ ตั้งกรรมาธิการ ตั้งอนุกรรมาธิการ ไปศึกษาดูงาน ไปศึกษา เหตุผล เข้าไปแต่ละพื้นที่ ท่านประธานอย่าลืมนะครับ ที่เขาเขียนไว้ชัดเจน เขาบอกว่า วรรคสี่ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วยครับ ทุกภูมิภาคนะ ไม่ใช่ทุกจังหวัด หมายถึงทุกจังหวัด แต่ไม่ใช่เฉพาะภาค ทุกภูมิภาค เพราะฉะนั้นเวลาที่บอก ๑๘๐ วัน วันนี้ตกไปแล้ว เสียงข้างมาก บอก ๒๔๐ วัน ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้น ๑ ปีเลย ๓๖๐ วัน ทุกภูมิภาคมันจะได้ถ้วนทั่ว เราคาดหวังกันใช่ไหมท่านประธาน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่ยงคงกระพัน อนาคต จะเป็นจริงหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ปัจจุบันนี้ทุกหัวใจทุกดวงใจบอกว่าต้องให้อยู่ยงคงกระพัน ไม่ให้เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นไม่ดีนะ ดี ทุกฉบับละครับ ผมคิดว่าคนร่างก็ร่างมาอย่างดี ผมนำเรียนท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลของผมในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง ผมเฉลยไปแล้วนะครับ ผมบอกเมื่อครู่ครับท่านประธานว่าผมแปรญัตติเพิ่มไปจาก เสียงข้างมาก เสนอแล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอประทานอภัยทราบ กันดี ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ท่านประธานครับ ท่านก็บอกว่าเอาละใครจะเสนอแปรญัตติที่แตกต่างไปจากกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ช่วยไปเสนอที่สภาใหญ่ ผมก็มาเสนอไปที่สภาใหญ่ รวมทั้งเพื่อนกรรมาธิการ ก็มาเสนอ แต่หลายครั้ง ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ท่านก็ไม่ค่อยจะให้ โอกาสครับ พอไปที่กรรมาธิการเขาบอกให้มาพูดในนี้ พอไปพูดในนี้ ในนี้ก็บอกเอาคุณจะพูด เฉพาะที่แปรญัตติสิ ไม่ต้องเอาเหตุผลเลยหรือครับ นี่ผมเผื่อแผ่ไปยังเพื่อน ๆ อีกหลายคน ซึ่งบางฉบับหลังจากนี้จะเป็นฉบับที่ยาว ผมเรียนท่านประธานไว้ก่อนอย่าตกใจนะ ของผมนี่ พ็อกเก็ตบุ๊คนะท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติเพิ่มเติม แต่กรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่เห็นชอบ ไม่เห็นด้วย ผมบอกว่าวรรคหกผมขออนุญาตว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจศาลตามหมวด ๑๐ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตามหมวด ๑๑ อันมีผลให้ศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจลดลงจะกระทำมิได้ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติอย่างนี้ เพราะก่อนหน้านี้และก่อนหน้าวันนั้นก็มีข่าวว่า สมาชิกรัฐสภาบางท่านคิดวิธีการ หลายท่านไปออกทางโทรทัศน์ เห็นชัดเป็นประจักษ์ บางท่านไปออกโทรทัศน์แล้ว ไปแสดงความคิดเห็นต่อหน้ามหาประชาชนแล้ว เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยท่านประธาน แต่ไม่ค่อยจะพูดจาแสดงความคิดเห็นอะไร ท่านประธานครับ ผมไม่เอ่ยชื่อเพื่อสงวนเวลาจะได้ไม่ต้องประท้วง หมวด ๑๐ ผมขยายความครับ อยู่ในวรรคหกนี่ครับ หมวด ๑๐ ท่านประธานครับ ว่าด้วยศาล ศาล คือศาลรัฐธรรมนูญ และศาลยุติธรรม ถ้าจะเอ่ยให้ถูกกระบวนการก็บอกศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ ผมจะ ไม่เยิ่นเย้อครับ ทั้งศาลยุติธรรมและศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับ ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เขาวางหลักไว้ดีแล้ว เขาเขียนไว้ดีแล้ว บัญญัติไว้ดีแล้ว ประเทศไทย มีความอบอุ่นใจเพราะมีที่พึ่งสุดท้ายในกระบวนการยุติธรรมคือศาล ผมจะไม่เอารายละเอียดล่ะว่า เกิดเรื่องอะไรที่ไหน อย่างไร เอาเป็นว่าอย่าไปแตะต้อง หรืออย่าทำให้อำนาจของศาลลดลงนะ เพราะผมมีเงื่อนไข ถ้าควรจะทำให้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้นแล้วอำนวยความยุติธรรม มากขึ้น ท่านประธานครับ ก็ทำได้ เพราะสุดท้ายผมบอกว่าอันมีผลให้ศาลและองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจลดลง เมื่อครู่บอกว่า เริ่มด้วยศาล ผมบอกถึงหมวด ๑๑ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจชัดเจน หลายท่านอาจจะเปิด รัฐธรรมนูญไปด้วย หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ผมคิดว่าเขาร่างไว้ดีแล้ว เหมาะสมแล้ว ถ้าจะปรับปรุงขยับเขยื้อนอะไรก็อย่าให้อำนาจของเขาลดลง ให้ทำในทางที่ สูงส่งดีขึ้น เจริญขึ้น อย่าทำให้ลดลง หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ที่หลายคน รังเกียจรังงอนนักหนา ท่านประธานครับ เวลาเขามารายงานประจำปีพูดจากระแนะกระแหน หารู้ไม่ว่าที่ตัวเองมานั่งอยู่ในสภาตอนนี้ทั้งข้างบนข้างล่าง ก็เพราะ กกต. เขาทำตามหน้าที่เขา ท่านประธานครับ นอกจาก กกต. แล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดิน นอกจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช. นั่นเอง เสร็จแล้วคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ท่านประธาน ผมหมายความว่าถ้า สสร. ในอนาคตหรือว่าที่ สสร. ฟังอยู่ ถ้าท่านจะไปแตะต้อง ไปดำเนินการช่วยกรุณาดำเนินการในส่วนที่ให้ดีขึ้น ให้เจริญขึ้น ให้สมบูรณ์ขึ้น อย่าไปลดอำนาจตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ อันมีผลให้ศาลและองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจลดลง จะกระทำมิได้ ผมใช้คำนี้ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้ว ผมสดับตรับฟังข่าวคราวแล้ว จริง ๆ ในเวลาที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการประชุมกัน มันก็คล้าย ๆ สภาใหญ่นี่ละครับ หามรุ่งหามค่ำเหมือนกัน ตอนเที่ยง ท่านประธานครับ หลายท่านบอกว่าอย่าพูดได้ไหม คำว่า เร่งร้อน เร่งเร้า รีบเร่ง ถ้ามันเป็นความจริง ทำไม จะพูดไม่ได้ท่านประธาน ผมไม่กลัวอะไรอยู่แล้วถ้าเป็นความจริง ท่านประธานสามารถ ก็ท่านมีความสามารถจริง ๆ ละครับ ท่านบอกว่ากินข้าวไปด้วยประชุมไปด้วย ก็ไม่แปลกครับ หลายคณะกรรมาธิการก็ดำเนินการอยู่ ผมแปรญัตติเพิ่มวรรคเจ็ด ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการนิรโทษกรรม พูดถึงนิรโทษกรรมหลายคนก็ขยับกันที เอาอีกแล้วจะกล่าวพาดพิงอีกแล้ว ฟังก่อน ฟังก่อน ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการนิรโทษกรรมบุคคล ซึ่งได้กระทำความผิดในคดี ที่มีโทษทางอาญา ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจะกระทำมิได้ พออ่านจบก็ อ๋อ ท่านประธานครับ มันมีข่าวจริง ๆ ว่าในระหว่างที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ชุดที่มีท่านสามารถเป็นประธานกำลัง ดำเนินการประชุมอยู่ ก่อนหน้านี้ก็มีคณะกรรมาธิการเหมือนกันครับ เป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ผมพูดเท่านี้สภาแห่งนี้ เข้าใจหมดทั้งข้างล่างข้างบน ก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ผลเป็นอย่างไร ประชุมกันอย่างไร มีการตอบโต้ โต้ตอบกันอย่างไร ท่านประธานทราบดีครับ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเสร็จเรียบร้อย ส่งเรื่องไปแล้ว กำลังรอ ผมบอก ท่านประธานเลยครับ ที่ต้องแปรญัตติมาตรานี้ วรรคนี้ เพราะผมมั่นใจว่า คำว่า กรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ คงจะมีการออกจะเป็น อะไรก็ตามแต่ครับ บทบัญญัติอะไรที่จะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่
ท่านวิรัชครับ เอาส่วนที่ ท่านเพิ่มเถอะครับ
ท่านประธานครับ นี่ชัดเจนที่สุดแล้ว
มันไม่เกี่ยวกับตรงโน้นเลยครับ
ท่านประธานอ่านวรรคเจ็ดของผมสิ
ผมอ่านอยู่ครับ ท่านขอความ กรุณาให้อยู่ตรงนี้เถอะครับ
ท่านเรียนกฎหมายมาหรือเปล่าล่ะ อ่านดูนี่ชัดเจน
ท่านครับ เอาตรงที่ท่านเพิ่ม เลยครับ เชิญครับ
ผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ นี่ด้วย ความเคารพจริง ๆ ผมไม่ใช่คนที่พูดอะไรแล้วให้ใครมาตอแยได้ ท่านประธานครับ วรรคเจ็ด อ่านอีกครั้ง ร่างฉบับที่อยู่หน้าท่านประธานกับอยู่ที่ผมไม่รู้เหมือนกันไหม ถ้าเหมือนกัน ผมแปรญัตติอย่างนี้ครับ วรรคเจ็ด ที่แปรญัตติก็คือที่ขีดเส้นใต้ ที่ขีดเส้นใต้ดำ ๆ คือแปรญัตติ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการนิรโทษกรรมบุคคล ซึ่งได้กระทำความผิดในคดีที่มีโทษ ทางอาญาซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจะกระทำมิได้ ผมก็เป็นห่วง เป็นห่วงว่ากฎหมาย ปรองดองหรือเรื่องปรองดอง ถ้าพูดภาษาอังกฤษ ขอประทานอภัย จบโรงเรียนวัด เขาเรียกว่าไปลิงค์ (Link) กัน รู้กัน ถ้ารัฐธรรมนูญได้กำหนดกฎเกณฑ์เรียบร้อย ได้ ๙๙ อรหันต์ไปแล้ว ผมยังเชื่อว่าขณะนี้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกำลังรออยู่ ถ้าเสร็จเรียบร้อย เบ็ดเสร็จ ๗๗ ๑ จังหวัด ๑ คนไปบวกอีก ๒๒ คนเป็น ๙๙ คน ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษเขาใช้กันทั่วว่าล็อก สเปก (Spec) หลังจากนั้นท่านเชื่อเถอะครับ ท่านประธานก็จะรู้ว่าเขาลิงค์กันอย่างไร เขาตกลงกันอย่างไร เขาเอื้อกันอย่างไร ผมเลยแปรญัตติไว้ว่าอย่ากระทำนะ เรื่องแบบนี้จริง ๆ ดีนะ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกไม่เอา อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้เดี๋ยวทางโน้นมีปัญหา ไม่ได้ อยู่ไม่ได้นะถ้าเอากันข้อนี้ก็เลยไม่เอาท่านประธาน ผมบอกแล้วนี่คือวรรคเจ็ด พอวรรคแปด ผมเอาวรรคหกเดิมนี่ละ วรรคหกเดิมว่าอย่างไรครับ วรรคหกเดิมเขาบอกว่า ในกรณีที่ รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป วรรคห้าก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์และองคมนตรี ถ้ามี การเปลี่ยนแปลงเขาบอกให้ตกไป แต่เขียนว่าอย่างไรครับ เขียนว่าในกรณีรัฐสภาวินิจฉัย ท่านประธานครับ ไม่ใช่ไม่เชื่อใจท่านประธาน ไม่ใช่ไม่เชื่อใจท่านประธานเบอร์ ๑ ไม่ใช่ ไม่เชื่อใจท่านประธานที่นั่งฟังการอภิปรายอยู่ อีกท่านหนึ่งนั่งอยู่ในห้อง ท่านประธานเชื่อใจ แต่ผมเชื่อของผมอย่างไร ผมเชื่อของผมว่าถ้าให้รัฐสภาเป็นคนตัดสิน ด้วยความเคารพ เพื่อน ๆ ทั้งหลายที่เราเรียกว่า สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ไม่สามารถที่จะตอบสนอง วรรคนี้ได้ วรรคนี้จะเป็นหมัน จะไม่สามารถดำเนินการได้ ผมจึงแปรญัตติว่าเปลี่ยนแปลง ผมบอกว่าอย่างนี้ครับ ในกรณีที่รัฐสภา ผมฆ่าคำว่า รัฐสภา ออกไป แปรญัตติว่าผมไม่เอาคำนี้ ผมใส่คำใหม่ครับ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป มันมีอะไรล่ะที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่ ก็ต้องให้องค์กรที่ยิ่งใหญ่อย่างศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัยตัดสินใจสิ แต่ผมยอมรับนะครับ ว่าในบ้านเมืองเรา ท่านประธานด้วยเคารพนะครับ บางครั้งเราคิดไม่เหมือนกัน ปฏิบัติ ไม่เหมือนกันเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ร้าย ตัดสินตามยุติธรรมแต่เป็นผลร้าย ขอประทานอภัย เป็นผลร้ายกับพรรคการเมืองใด บางทีก็ออกมาโวยวาย แต่ในคราวใดก็ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว แหมถูกใจ ตรงประเด็น ตรงใจ ดีใจ สรรเสริญ ยุติธรรมแล้ว ดี แล้ว ชอบแล้ว แต่ถ้าตัดสินแล้วไม่ถูกใจ เช่น ตัดสินยุบพรรค บางพรรคบอกอย่างนี้ไม่ดีเลย
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงตามข้อ ๔๓ เพราะว่าผู้อภิปรายได้พูดถึงมาตรา ๑๑ ท่านไปพูดถึงยุบพรรคครับ มันนอกประเด็น คนละเรื่องกันจริง ๆ ครับ นี่มันเห็นกันชัดเจนเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นที่บอกว่า ฝ่ายประท้วง ประท้วงซ้ำซากมันไม่จริงครับ เพราะผู้อภิปรายทำผิดข้อบังคับอยู่เรื่อยครับ ท่านประธาน ท่านเป็น ส.ส. มาหลายสมัยแล้ว ผมว่าน่าจะทราบดีครับว่าการพูดผิดนั้น ก็ต้องมีการประท้วงครับ เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านอยู่ในประเด็นเถอะครับ ขอบคุณครับ
ขณะนี้ท่านวิรัช ใช้เวลามา ๓๐ นาทีแล้วฉบับพอกเก็ตบุ๊คของท่าน ถ้าหากเป็นไปได้ขอให้ท่านกรุณา ท่านใกล้จบแล้วผมรู้ ขอท่านกรุณาสรุปด้วย
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญคุณหมอครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่า ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณวรชัย คงไม่ได้ฟัง คำอภิปรายหรอกครับเพิ่งเดินเข้ามา จริง ๆ แล้วคุณวิรัชพูดอยู่ในประเด็นท่านประธานก็ฟังอยู่ คือที่จริงแล้วไม่ได้พูดถึงเรื่องยุบพรรคครับ พูดถึงศาลรัฐธรรมนูญเพียงแต่ว่าท่านจะพูดให้ฟังว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เมื่อบางคนตัดสินถูกใจก็บอกว่าดี ตัดสินไม่ถูกใจก็บอกว่า ไม่ดี เพราะฉะนั้นยังอยู่ในประเด็น ก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าการประท้วงแบบนี้ ท่านประธานต้องตักเตือนครับ เพราะทำให้ล่าช้าโดยใช่เหตุ แล้วก็มาโต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้
ผมก็ฟังอยู่ครับ ก็เลยไม่มี อะไร ก็จะขอให้ท่านวิรัชช่วยกรุณาสรุปด้วยครับ
ผมอยากให้ การประชุมราบรื่นครับ แล้วเราก็ตกลงกันแล้วว่าไม่จำเป็นก็ไม่ประท้วง นี่ไม่ได้ฟังแล้วมา ประท้วง ผมว่ามันไม่มีความจำเป็นอะไรเลย
ไม่เป็นไรครับ จบแล้วครับ ท่านวรชัย จบเถอะครับ ไม่มีอะไรแล้วท่านได้ชี้แจงด้วยกันแล้วครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัชครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าผมจะเอาอย่างเพื่อน ๆ ก็จะบอกว่า ถ้าทำให้ผมตกใจ ถ้าทำให้ผมหงุดหงิด ผมจะลืม สิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ อาจจะต้องพูดใหม่ แต่ผมเห็นใจท่านประธาน ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมอยู่ในร่องในรอย ผมเป็นมาหลายสมัยอย่างที่ผู้ประท้วงพูดนั่นละครับ ก็ผมปฏิบัติอย่างนี้ละครับถึงได้มาอยู่ ๘ สมัย ๒๐ ปี น่าจะเอาตัวอย่างที่ดีอย่างนี้ไป ท่านประธานครับ ย้ำอีกทีครับ วรรคแปดที่ผมได้แปรญัตติคือแปรญัตติจากวรรคหกเดิม แต่มาใส่ไว้ในวรรคแปดเพราะก่อนหน้านั้นผมได้ใส่ข้อความอย่างอื่นไว้ในเรื่องของศาล ในเรื่องขององค์กรอิสระ ในเรื่องของการที่จะไม่ให้มีกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะรัฐธรรมนูญ มันใหญ่สุด ใครจะมาทำอะไร ใครจะเขียนไว้ในกฎหมายปรองดองสู้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมยังคิดว่าปรองดองยังไม่ออกมา เพราะเราดูทีท่ารัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในกรณีที่ รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ ผมตัดคำว่า รัฐสภา ออกไป มิใช่ไม่เชื่อถือ มิใช่ไม่เชื่อใจ แต่เห็นชัด ๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ไม่ยอมขยับเลย เอา ๗๗ คน จากจังหวัดละ๑ คน ไปบวกนักวิชาการแต่ละแขนง แต่ละแผนกอีก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน เรารู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น รู้แล้วว่าประเทศไทยอะไรจะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ เอารัฐสภาออกไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. เขาร่างมา ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ไม่ชอบด้วยกติกาให้ศาล รัฐธรรมนูญเป็นคนตัดสิน ศาลเป็นคนตัดสินอย่างไร ท่านประธานครับ ไม่ได้อ้างเรื่องพรรค แต่ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์มา ๒๐ ปี พรรคประชาธิปัตย์ยอมรับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ อยู่ตามกฎกติกา ให้เป็นไปตามกติกา
ท่านประธานที่เคารพ ผมสรุปท่านคงสบายใจ ผมหวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ฟังการอภิปรายในประเด็นของผมแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะชิงชัง ท่านอาจจะมี ความรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วย ผมอยากให้ท่านได้ใช้ดุลยพินิจ พิจารณา วินิจฉัยในสิ่งที่ ผมได้อภิปรายไป ถ้าต้องด้วยเหตุด้วยผล ถ้าชอบด้วยเหตุด้วยผลในสิ่งที่ผมได้พูด ในสิ่งที่ ท่านได้ยิน ท่านประธานครับ ผมหวังว่าให้ท่านเปิดใจอย่างกว้างเหมือนมาตรา ๒๙๑/๕ เมื่อท่านเปิดใจแล้ว ผมคิดว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พี่น้องประชาชนมีความสุข ท่านประธานครับ ไม่รบกวนเวลามากไปกว่านี้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านประเสริฐ มีอะไรครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่า ผู้ที่จะอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ เรียงลำดับ ๓ ท่านดังนี้ครับ ท่านที่ ๑ ครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ต่อจากท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ก็จะเป็นท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ต่อจาก ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ก็จะเป็นท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุณาเรียกชื่อตามนี้ เพราะคน ได้เตรียมพร้อมไว้แล้วครับ
ขอบคุณครับตรงกันครับ เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ขอแปรญัตติแก้ไขและเพิ่มข้อความ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ได้เห็นชอบด้วย กระผมได้สงวนความเห็น ซึ่งกระผมจะอภิปรายเป็นลำดับทีละวรรค พร้อมกับการแก้ไข รวมทั้งเหตุผลประกอบสั้น ๆ ท่านประธานครับ ในวรรคแรก กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้เวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ โดยกำหนด ระยะเวลาไว้ เดิม ๑๘๐ วัน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มาแก้เป็น ๒๔๐ วัน กระผมเห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับโครงสร้างของประเทศ ระยะเวลาดังกล่าวนั้นน่าจะ ไม่เพียงพอ ควรจะให้เวลามากกว่านั้น เพราะสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนั้น โดยหลักทั่วไป จะประกอบไปด้วยหมวดต่าง ๆ คือ หมวดว่าด้วยบททั่วไป หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ หมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวดว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย และหมวด ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวดว่าด้วยรัฐสภา หมวดว่าด้วยการเงินการคลัง และงบประมาณ หมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนจะต้องมีการพูดถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นก็เป็นหลักทั่วไปของการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นระยะเวลา ดังกล่าวนั้นน่าจะไม่เพียงพอต่อการที่จะให้ สสร. มาทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างของประเทศใหม่ จึงได้ขอแก้ไขเป็น ๓๖๕ วัน ข้อความจะเป็นอย่างนี้ครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๓๖๕ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรก และขณะเดียวกันกระผมได้ขอแก้ไขในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเมื่อ สสร. ได้จัดทำแล้ว จะต้องมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ในร่างเดิมของกรรมาธิการเสียงข้างมากของรัฐบาล เสียงข้างมากให้มี การจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค กระผมขอแก้เป็นทั่วทุกจังหวัด ทั้งนี้เพราะว่าเรามี สสร. อยู่ประจำจังหวัดแล้ว ถ้าอยากจะได้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน อย่างแท้จริง กระผมได้ขอแก้ไขให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ๒๐๐ คน แต่ก็ไม่สามารถชนะเสียงข้างมากได้ กระผมจึงเห็นว่าควรจะให้มีการจัดทำรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทุกจังหวัดเพื่อจะได้ทราบเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชน
นอกจากนั้นแล้วท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ขอเพิ่มวรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด วรรคแปด วรรคเก้า ซึ่งกระผมขอเพิ่มเติมมานั้น เพราะความกังวลของกระผมเอง และความหวาดระแวงของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ท่านประธานคงได้ยินการอภิปราย อย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความกังวลของกระผมนั้น เหตุที่มีความกังวล เพราะว่าเป็นการนำเสนอร่างที่ไม่ปกติ นำเสนอร่างซึ่งน่าจะขัดกับมาตรา ๒๙๑ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นอนุญาตให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑ ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการร่างใหม่แต่ประการใด แต่เราได้เสนอ กฎหมายฉบับนี้โดยรัฐบาล แทนที่จะให้อำนาจหน้าที่ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. กลับให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ สสร. เหมือนกับเรา มอบให้ สสร. มาเป็นตัวแทนช่วงของพวกเราไปร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้คงไม่จบครับ คงจะต้องมีการตีความในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วความหวาดระแวงว่าบรรดา สสร. ที่เข้ามานั้นจะมาเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร นั่นเป็นความกังวลที่สุด โดยเฉพาะเหตุการณ์ ข้อมูลข้อเท็จจริงหลายประการได้ทำให้มีความกังวลว่า สสร. เหล่านั้นเกิดมามีแนวความคิด หรือเกิดที่จะมาปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศอะไรจะเกิดขึ้น สภาพสังคมไทย เป็นสภาพสังคมที่เป็นอย่างนี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน หลายกลุ่มบุคคลที่เคยมีการต่อสู้ ในทางการเมือง แต่วิพากษ์หรือวิเคราะห์สังคมไทยผิด การต่อสู้ดังกล่าวนั้นล้มเหลว โดยเหตุนี้ กระผมจึงเห็นว่าเราควรจะกำหนดจำกัดอำนาจของ สสร. ให้อยู่ในกรอบที่ ไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพสังคมไทย อยู่ในกรอบที่ไม่กระทบกระเทือนต่อองค์กร ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกต้องแล้ว และมีการกลั่นกรองแล้ว อยู่ในกรอบของความถูกต้อง ของบ้านเมือง กระผมจึงได้ขอเพิ่มข้อความในวรรคห้า กระผมเพิ่มข้อความว่า การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๑ คืออะไรครับ หมวด ๑ คือบททั่วไป บททั่วไปจะกล่าวถึงการเป็นรัฐของไทย ซึ่งหมวด ๑ ได้ระบุไว้ชัดเจนครับว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และในมาตรา ๒ ของหมวด ๑ ได้ระบุไว้ว่าประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒ เรื่องนี้เป็นข้อกังวล ของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นข้อกังวลของกระผมเองด้วยเช่นเดียวกัน โดยเหตุนี้กระผม ไม่แน่ใจว่าคนที่จะมาเป็นสมาชิก สสร. นั้น จะเป็นใคร มาจากไหนเราไม่ทราบ กระผม จึงขอให้บรรจุข้อความนี้ไว้กระผมไม่ได้กังวลโดยไม่มีเหตุมีผล ท่านประธานครับ กระผม มีเหตุผลพอสมควรและมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องกังวลในเรื่องนี้ เกี่ยวกับ ราชอาณาจักรไทยนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ที่กระผมกังวลตรงนี้ ท่านประธาน คงทราบเหตุการณ์ในจังหวัดภาคใต้ ก็ได้มีการต่อสู้ทั้งเรื่องยาเสพติด ทั้งเรื่องแบ่งแยก ดินแดน และเรื่องความคิดอย่างอื่น ท่านประธานคงได้ยิน และมีผู้มีบทบาทสำคัญ ในบางพรรคการเมืองเสนอแนวความคิดที่จะให้รัฐปัตตานีเป็นรัฐอิสระ และเร็ว ๆ นี้เอง ได้มีท่านผู้หนึ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นคณะทำงานของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์และจุดพลุออกมาว่าจะนำแนวความคิดยกร่างพระราชบัญญัตินครรัฐปัตตานี ขึ้นมา เมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ แต่เป็นที่น่ายินดีไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมและจากประชาชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวความคิดดังกล่าวนั้นมีบุคคลสำคัญของสภานี้ด้วยครับ กระผมไม่ขอเอ่ยชื่อท่าน แต่นั่นก็คือผู้ที่จุดพลุเสนอความคิดเห็นเรื่อง พ.ร.บ. นครรัฐปัตตานีขึ้นมา กระผมจึงกังวล ในเรื่องนี้ครับ ความกังวลดังกล่าวนั้นจะต้องมีข้อห้ามไม่ให้ สสร. มาคิด มาปฏิบัติ ในส่วน เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นั้นก็เช่นเดียวกันท่านประธาน ในหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ในหมวดนี้จะพูดถึง จะบัญญัติถึงเรื่องพระมหากษัตริย์ องค์รัชทายาท องคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านประธานครับ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ยุคปัจจุบันนี้ได้มีการหมิ่นเบื้องสูงมาก กระผมได้ฟังจากผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ในภาคเหนือ ท่านบอกผมว่าไม่เคยมียุคสมัยใดเลยที่มีการหมิ่นเบื้องสูงเท่ากับยุคนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือมีเว็บหมิ่นมากมาย และขณะเดียวกันกระผมยังกังวลต่อครับ มีอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งอยู่ต่างประเทศ มีคดีเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ อัยการสั่งไม่ฟ้อง แล้วขณะเดียวกันครับท่านประธาน และมีคดีอีกหลายคดีประมาณ ๓๐ คดีที่เกี่ยวกับ การหมิ่นเบื้องสูง อยู่ในการดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ระบุว่าความผิดตามมาตรา ๑๑๒ นั้น เป็นความผิดที่เกิดมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ท่านประธานครับ แต่ขณะเดียวกันทางกรมราชทัณฑ์กลับไม่ได้มองว่าความผิดดังกล่าวนั้น เป็นความผิดที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองจึงไม่เอานักโทษในกรณีผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไปขังไว้ในเรือนจำพิเศษของกรมราชทัณฑ์แต่ขังไว้ในเรือนจำปกติ จนมีเหตุที่ทำให้นักโทษบางท่านรับสารภาพ เพราะต้องการที่จะให้คดีถึงที่สุดเพื่อมารับ พระราชทานอภัยโทษ กระผมกังวลในส่วนนี้ครับจึงได้ขอเพิ่มข้อความดังกล่าวนั้นเข้ามา
ในวรรคหก ท่านประธานครับ กระผมได้เพิ่มข้อความว่าการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕๐ เป็น องค์กรหลายองค์กรที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ องค์กรเหล่านั้นเป็นองค์กรที่ ตรวจสอบอำนาจรัฐและเป็นองค์กรที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านประธานครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้มากเท่ากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ องค์กรดังกล่าวนั้น เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๙ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา ๒๔๔ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๒๕๓ ส่วนองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ คือองค์กรอัยการ ตามมาตรา ๒๕๕ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๕๖ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่มีประโยชน์โดยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นองค์กรที่เป็นหลักประกันในด้านการดูแลสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคง ของรัฐ กระผมจึงเห็นว่าถ้าเราเขียนข้อห้ามไม่ให้ สสร. ที่จะมาใหม่นั้น มาเปลี่ยนแปลงหรือ ทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลกระทบต่อองค์กรทั้งหลายเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
ในวรรคเจ็ด ท่านประธานครับ กระผมขอเพิ่มข้อความว่า การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษ หรือเพื่อการนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิดไม่ว่าคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนพิจารณา คดีในชั้นใด ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น อาจารย์กฎหมายเคยสอนผมว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการใช้กฎหมายแก้ปัญหา ถ้าสมมุติว่า ได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อแก้โทษหรือนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งคดีอยู่ระหว่าง กระบวนการพิจารณาหรือคดีตัดสินไปแล้วนั้น กระผมมีคำถามและเป็นคำถามที่จะต้อง ฝากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ สมมุติมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้โทษหรือเพื่อ นิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ แล้ว ท่านคิดอย่างไร ท่านประธานครับ สมมุติมีการนิรโทษกรรม บุคคลที่ไปบุกสนามบินสุวรรณภูมิ ขอประทานโทษ กลุ่มบุคคลเสื้อเหลือง สมมุติมีการนิรโทษกรรม กลุ่มบุคคลที่ยึดทำเนียบรัฐบาล
เชิญท่านวรชัย ประท้วง ใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงเลยครับตามข้อ ๔๓ เดี๋ยวหาว่า ผมประท้วงซ้ำซากอีกครับ ท่านประธานครับ ท่านพูดมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไม่มีการพูดถึงเรื่อง นิรโทษกรรมเลยครับ แล้วท่านก็พูดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะไปเป็นได้อย่างไร ในการประชุมสภาวันนี้ครับ ท่านประธานสภาครับ ผมต้องการรักษาภาพพจน์ของสภา ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนมองว่าอภิปรายซ้ำซาก แล้วก็ประท้วงซ้ำซากครับ ผมต้องการ ให้อภิปรายในเนื้อหาสาระจริง ๆ ครับ ช่วยพิจารณาด้วยครับท่านประธานครับ ผู้อภิปรายก็เป็น ผู้อาวุโสที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งครับ แต่ว่าผมประท้วงด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมเห็นใจพี่น้องประชาชนมาก บางท่านเขาก็บอกว่าเราประท้วงซ้ำซาก บางท่านเขาบอกว่า อภิปรายซ้ำซาก เอาข้อเท็จจริงกันครับ ท่านประธานครับ ช่วยรักษาภาพพจน์ของสภาไว้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
คือขณะนี้ผมมองว่า ท่านผู้อภิปรายกำลังอธิบายเหตุผล กำลังชี้แจงเหตุผลว่าด้วยเหตุใดท่านจึงได้แปรญัตติ เพิ่มวรรคขึ้นมา แล้วขณะนี้ท่านก็กำลังอธิบายตรงนี้อยู่ ผมก็ฟังอยู่ ท่านก็ยังอยู่ในประเด็นครับ แต่ว่าใจผมอยากจะขอให้ท่านกระชับหน่อย คือยกตัวอย่างได้ครับแต่ว่ากระชับหน่อยครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านประธานวินิจฉัย ถูกครับ แต่ว่าการวินิจฉัยของท่านประธานหลายครั้งเป็นการทำหลังจากมีผู้ประท้วง ซึ่งทำให้เสียเวลามาก พวกผมพยายามเต็มที่ครับ อยากจะทำให้บรรยากาศเหมือนเมื่อวาน ท่านประธานจะเห็นว่าเมื่อวานหลังจากเราลงมติมาตรา ๒๙๑/๙ แล้ว บรรยากาศไม่มี ผู้ประท้วง เราทำได้ราบรื่นมากครับ แม้แต่มีผู้อภิปรายมากแต่ผู้อภิปรายหลายท่านก็พยายาม ใช้เวลาด้วยความจำกัด
ท่านประเสริฐ ผมวินิจฉัย ไปแล้วสักครู่ที่ท่านประท้วง
ผมเข้าใจ ท่านครับ
น่าจะจบแล้วนะครับท่าน
ขออีก นิดเดียวครับท่านครับ ผมไม่เคยดื้อท่านครับ เพียงแต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเวลาเขามา ประท้วง ประชาชนที่บ้านอาจจะเข้าใจผิด นึกว่าผู้อภิปรายไม่อยู่ในประเด็น อย่างนี้ถ้าเป็นไปได้ เวลาเขาลุกขึ้นมาประท้วง ขอท่านประธานก็เตือนยังอยู่ในประเด็นอย่าเพิ่งประท้วงเลยครับ ถึงแม้จะเป็นสิทธิก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าผู้อภิปรายยังอยู่ในประเด็นก็จะทำให้ผู้ฟังทางบ้าน ไม่สับสน
คืออย่างนี้ท่านประเสริฐ ผมไม่สามารถทายใจได้หรอกว่าท่านจะประท้วงว่าอย่างไร ผมต้องให้สิทธิท่านชี้แจงนะครับ เมื่อท่านชี้แจงแล้วผมก็วินิจฉัย ดังนั้นผู้ฟังก็คงเข้าใจใช่ไหมครับ
ไม่เป็นไรครับ ผมเพียงแต่เสนอแนะ เป็นดุลยพินิจของท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านสุทัศน์ ต่อนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยในประเด็นที่ท่านประท้วง กล่าวคือกระผมได้ขอเพิ่ม ข้อความในวรรคเจ็ด ข้อความมีอย่างนี้ครับ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษหรือเพื่อการนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิดไม่ว่าคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีในชั้นใด
ประการที่ ๑ กระผมมีสิทธิที่จะขอเพิ่มข้อความดังกล่าว
ประการที่ ๒ กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วย กระผมสงวนในสิทธิ ที่อาจจะอภิปรายเหตุผลประกอบ เหตุผลที่กระผมอภิปรายประกอบก็คือถ้าหากมีการเพิ่ม ข้อความนี้ไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อสักครู่นี้กระผมได้บอกว่าถ้าเพิ่มข้อความนี้ลงไปแล้ว ก็จะห้ามไม่ให้ สสร. ไปบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือหรือแก้โทษ นิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ เป็นข้อกังวลของกระผมและประชาชน แล้วกระผมก็ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะไปให้ยกโทษ ของคนที่บุกสนามบิน ยกโทษคนที่ยึดทำเนียบ ยกโทษคนที่ยิงเสธ. แดง หรือในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ยกโทษคนที่สั่งทหารตามคำกล่าวของใครต่อใคร ยกโทษ ของคนที่เผาศาลากลาง
ตัวอย่างเข้าใจแล้วครับ ท่านครับ เชิญต่อเถอะครับ
ซึ่งขณะนี้กระผมขอประทานโทษ ท่านประธาน ถ้าไปยกโทษเหล่านั้นแล้วเราจะไปค้นหาความจริงกับคนที่ฆ่า ๙๑ ศพ ได้อย่างไร จะไปค้นหาความจริงกับคนที่ทำให้ ๒,๐๐๐ กว่าคนบาดเจ็บได้อย่างไร เราจะต้อง รวมบุคคลหรือเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง ไม่มี การไปยกโทษใครทั้งสิ้น นั่นคือข้อกระบวนที่กระผมคิดว่าหาก สสร. จะไปดำเนินการ บทบัญญัติดังกล่าว ผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับญาติคนตาย ญาติคนเจ็บ ภรรยาผู้ตาย ญาติพี่น้องของคนบาดเจ็บ ประชาชนก็จะต้องเสียเงินมาซ่อมศาลากลาง ประชาชนก็ต้องเสียเงิน ให้กับสนามบินสุวรรณภูมิเพราะค่าเสียหาย จึงควรจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อันนี้ กระผมยังไม่ได้พูดถึงการเผายางหน้าบ้านผม ไหม้ธงชาติ ไหม้ธงเฉลิมพระเกียรติ ไหม้ต้นมะม่วงผม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องก็อาจจะมีความโกรธแค้น อะไร ผมไม่ได้ไปลงชื่อเป็นผู้เสียหายเลย และขณะเดียวกันมีพี่น้องเสื้อแดงอดีต ส.จ. ที่จังหวัดอำนาจเจริญถูกคดี ผมยังไปช่วยประกันตัว ที่กระผมลืมตรงนี้เพื่อจะเป็นเหตุผล ประกอบว่าไม่อยากให้ สสร. ไปกำหนดบทบาทลงโทษเหล่านั้น
ท่านครับมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ท่านกล่าวเสียดสี ใส่ร้ายการคาดคะเนของท่าน การยกตัวอย่างของท่านทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ทำไม ท่านไม่ยกตัวอย่างอย่างเช่น เอาเจ้าหน้าที่ เอาสไนเปอร์ (Sniper) มายิงหัวพี่น้องประชาชนล่ะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ข้อ ๔๓ การใส่ร้าย ใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายป้ายสีบุคคลอื่นนะคะ ขอให้ท่านประธานช่วยพิจารณาวินิจฉัยด้วยค่ะ
ท่านก็ได้อธิบายแล้วนะครับ ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะรบกวนท่านสุทัศน์ก็คือว่ากรุณาอย่าพูดหรือพาดพิงให้มีผู้ใดเสียหายนะครับ เราจะได้ไปกันอย่างราบรื่นนะครับ จะได้ไม่มีการประท้วงนะครับ
(นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านผู้ประท้วงต่อครับ เชิญครับ เมื่อครู่ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออภัยท่านผู้ประท้วงนะครับ แล้วผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วง ซึ่งโดยปกติผมมักจะไม่ค่อยประท้วงผู้อภิปรายหรือผู้ประท้วง แต่ว่ากรณีดังกล่าวนั้น ต้องเรียนท่านประธานครับว่าท่านผู้กำลังอภิปรายนั้นกำลังอภิปรายในเนื้อหาอยู่ สำหรับ เนื้อหาในการอภิปรายนั้นตัวอย่างจะยกอย่างไรนั้นผมคิดว่าเป็นสิทธิของท่านผู้อภิปราย อีกทั้งกรณีของการประท้วงของท่านผู้ประท้วงแล้วถามว่าทำไมไม่ยกตัวอย่างอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าตัวอย่างที่ท่านยกขึ้นมาก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าประเด็นนี้ท่านประธานควรจะวินิจฉัยให้ท่านผู้ประท้วงถอนคำพูด
ผมวินิจฉัยเรื่องเมื่อครู่ ไปแล้วนะครับ แล้วก็ท่านขึ้นมาอธิบายอย่างนี้ ผมคิดว่าเป็นที่เข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอให้ท่านดำเนินการต่อเถอะครับ ท่านสุทัศน์เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ กระผม ยืนยันว่ากระผมไม่ได้เสียดสีใคร กระผมพูดถึงเหตุการณ์ และกระผมพูดถึงข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะนี้มีคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กลุ่มที่ ๑ คดีก่อการร้าย ๑๔๘ คดี กลุ่มที่ ๒ คดีขู่บังคับรัฐบาลให้การกระทำการใด ๆ ๒๒ คดี กลุ่มที่ ๓ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๗๑ คดี กลุ่มที่ ๔ การกระทำ ต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการ ๒๐ คดี ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระผมไม่สามารถที่จะไปเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องมาอภิปรายได้ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ตรงนี้คือข้อห่วงใยของกระผมว่าถ้าหากไม่มีข้อห้ามอย่างนี้ไว้ เกิด สสร. ที่เข้ามาเป็นใครเราก็ไม่รู้ จะไปยกคดี ยกโทษเหล่านั้น เรื่องเหล่านั้นก็ไม่เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม กระผมต้องการให้ทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่บอกว่า เราต้องค้นหาความจริงครับท่านประธาน
วรรคแปดครับท่านประธาน การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่ออำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรตรวจสอบ อำนาจรัฐทุกองค์กร กระผมกังวลตรงนี้ครับ จึงต้องเขียนมาตรานี้ไว้ เหตุที่กังวลเพราะว่าได้มี ผู้ใหญ่บางท่านในซีกของรัฐบาลได้พูดถึงการจะปรับโครงสร้างองค์กรของกระบวนการ ยุติธรรม พูดถึงการจัด ปรับกระบวนการศาล กระผมเห็นด้วยที่จะปรับให้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันไปพูดถึงเรื่องประธานศาลฎีกาจะต้องได้รับความยินยอมจากสภา ผู้แทนราษฎรหรือจากรัฐสภา แล้วยังพูดต่อว่าศาลไม่มีการตรวจสอบจากประชาชน ท่านประธานครับ ต้องให้ความเป็นธรรมกับศาลยุติธรรม ศาลท่านไม่ออกมาตอบโต้หรอกครับ ท่านจำได้ไหม ที่เราพิจารณาว่าให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนั้น ศาลท่านไม่ได้ออกมาตอบโต้ เป็นแต่เพียงท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านพรเพชร ซึ่งท่านเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ เป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงมาก ท่านมาเขียน บทความท้วงติง เหตุที่ท่านไม่ออกมาตอบโต้เพราะเป็นหน้าที่ของเราเองจะต้องรู้ว่าอะไรควร ไม่ควร เป็นหน้าที่ของเราเองจะต้องเขียนกฎหมายแล้วจะปฏิบัติได้หรือไม่ ศาลยุติธรรม เป็นฝ่ายตั้งรับครับ ออกกฎหมายอะไรไปท่านก็ปฏิบัติ ศาลท่านไม่มีอำนาจหรอกครับ ถ้าคดีไม่ไปถึงศาล ท่านพิจารณาพิพากษาไม่ได้ ถ้าไม่ฟ้อง ท่านก็พิจารณาไม่ได้ ถ้าไม่มีคนฟ้อง ท่านก็ไม่มีบทลงโทษได้ ศาลนะครับท่านประธาน ท่านมีองค์กรตรวจสอบของท่านเอง การพิจารณาคดีของศาลกระทำโดยเปิดเผย ประชาชนสามารถเข้าฟังได้ เว้นแต่คดีเกี่ยวกับ ทางเพศ หรือคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่น่าจะเปิดเผยต่อประชาชน ศาลอาจจะให้พิจารณาเป็นความลับ คำพิพากษาของศาลเปิดเผยให้ประชาชนเข้าฟังได้ การพิจารณา ประชาชนเข้าฟังได้ มี กต. คือคณะกรรมการตุลาการคอยตรวจสอบ แล้วมี องค์คณะของผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลครับ ศาลชั้นต้นก็มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ ศาลอุทธรณ์ก็มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ ศาลฎีกาก็มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ อำนาจ ในการประกันตัวถึงแม้จะเป็นอำนาจของท่านผู้พิพากษาผู้เดียว แต่ปกติวิธีปฏิบัติท่านก็จะปรึกษา ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีภาค กระผมจึงเห็นว่าระบบศาลปัจจุบันนี้เป็นระบบที่ถูกต้องและเป็นที่พึ่งของประชาชน จนมี คำกล่าวว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ควรจะต้องมีบทบัญญัติเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้าม สสร. ไปเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของศาลยุติธรรม มีบางท่านก็พูดถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญควรยุบ แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ควรยุบเพราะขัดกับหลักสหประชาชาติ เป็นศาลเดียว ไม่ใช่ครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญถ้าใครคิดจะยุบ ผมขอประทานโทษ ให้ย้อนไปดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกา ถ้าใครคิดจะยุบให้ย้อนกลับไปดูการพิจารณารัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ถ้าจะให้ ชัดเจนคือขอประทานโทษต้องเอ่ยนามท่านเพราะเป็นผู้ร่วมเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ กับกระผม คือ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เป็นผู้เสนอ เป็นผู้เสนอรายชื่อกรรมาธิการ ท่านพินิจ จันทรสุรินทร์
ท่านสุทัศน์ครับ ท่านอยู่ใน วรรคเก้าใช่ไหมครับ
กระผมอยู่ในวรรคแปดครับ ยังไม่ถึง วรรคเก้า
วรรคแปดนะครับ กรุณา ชี้แจงเหตุผลที่ทำไมท่านต้องเพิ่มขึ้น
ผมกำลังชี้แจงครับท่านประธานครับ ผมไม่ลืมหรอกครับผมจำได้อยู่แล้วผมไม่ย้อนกลับไปใหม่หรอกครับเพราะว่าผมคิดว่า ทุกคำพูดของกระผมนั้นอยู่ในประเด็นและมีเหตุมีผล มีข้อเท็จจริงประกอบ ถ้าอยากจะมี การยุบศาลรัฐธรรมนูญขอความกรุณาหันกลับไปถามท่านดอกเตอร์ปานปรีย์ ท่านอิทธิพล คุณปลื้ม ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นกรรมาธิการและเห็นชอบด้วยในการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมาธิการที่พิจารณาและเห็นชอบด้วย ก็คือ ขอประทานโทษเอ่ยนาม ผู้เสนอก็คือผม ท่านอำนวย คลังผา ท่านอดิศร เพียงเกษ ท่านโภคิน พลกุล ท่านเจริญ จรรย์โกมล ท่านสุพล ฟองงาม ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ และท่านมุกดา พงษ์สมบัติ เป็นกรรมาธิการ ตรงนี้ครับผมถือว่าศาลเหล่านี้เป็นศาลที่ตั้งมา ตามรัฐธรรมนูญ ผมกังวลว่าหากมี สสร. เข้าไปแล้วไปยุบ ไปยกเลิกเหล่านี้มันก็จะกระทบ ต่อผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง กระผมกังวลว่าจะมีการไปเปลี่ยนแปลงจึงต้องขอเพิ่มวรรคแปดไว้
ท่านประธานครับ วรรคเก้ามีว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่จัดทำในลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้น มีความผิดหรือได้มีการตัดสินคดีแล้ว คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึง คตส. ครับ คณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตั้งถูกต้องหรือไม่ มีอำนาจอย่างไร ต้องถามท่าน พลเอก สนธิครับ เพราะท่านเป็นคนตั้ง ที่ปรึกษาของท่าน พลเอก สนธิก็คงจะ ให้คำแนะนำท่าน พลเอก สนธิว่าท่านได้อำนาจรัฐแล้ว ท่านสามารถตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาได้ เพราะท่านได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ คตส. เป็นแต่เพียงผู้รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อรวบรวม พยานหลักฐานแล้ว รวบรวมเองได้ไหมครับท่าน ไม่ใช่ แต่รวบรวมจากการเสนอของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อรวบรวมหลักฐานแล้วก็ต้องส่งปรึกษากับอัยการ พิจารณาร่วมกับอัยการ พนักงานอัยการ เมื่อพิจารณาร่วมกับพนักงานอัยการแล้ว ถ้าเห็นชอบด้วยก็ส่งฟ้องศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา หากอัยการไม่เห็นด้วย คตส. มีสิทธิฟ้องเอง นั่นคือบทที่มีคำสั่งของคณะปฏิวัติ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว ผมกังวลว่าคดีเหล่านั้นบางคดีก็เสร็จไปแล้ว บางคดีก็ยังไม่เสร็จครับท่านประธาน ก็ให้ไปสู่กระบวนการยุติธรรมปกติก็ไม่เป็นอะไร เพราะเดี๋ยวนี้เมื่อ คตส. ยุบไปคดีเหล่านั้นก็กลับมาสู่กระบวนการปกติคืออยู่ ป.ป.ช. บ้าง อยู่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาบ้าง อยู่ระหว่างการพิจารณา
ท่านสุทัศน์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัย
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงตามข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ นี่เป็นวาระที่สอง และเป็นวาระของกรรมาธิการเสนอครับ มันอยู่ นอกเหนือเหตุผลและหลักการที่กรรมาธิการจะทำได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของ สสร. มันคนละประเด็นคนละเรื่องราว คนละขั้นตอนเลยท่านประธานครับ ขอให้ท่านผู้อภิปราย ช่วยพูดในประเด็นนี้ พูดนอกประเด็นอยู่ตลอดเวลา แล้วก็พอผมขึ้นประท้วงก็หาว่า ผมประท้วงพร่ำเพรื่อ ซ้ำซ้อน วกวน คือข้อหานี้ต้องใช้กับผู้อภิปรายไม่ใช่ผู้ประท้วงครับ ท่านประธาน ช่วยพิจารณาด้วยครับท่านครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุทัศน์ครับ เรื่องนี้ ในรายละเอียดอะไรต่าง ๆ เป็นภาระหน้าที่ของ สสร. ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีตัวตนเลย ซึ่งเขาจะต้องมาพิจารณาและลงในรายละเอียดอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอยากให้ท่าน อยู่ในประเด็นที่ท่านได้สงวนเอาไว้แล้วให้กระชับด้วยนะครับ อย่าเพิ่งไปแสดงความคิดเห็นว่า มันจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้แทน สสร. เขา เอาว่าท่านสงวนไว้ก็อยู่ในขอบเขตตรงนั้น ขอให้กระชับด้วยครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ตอบผมได้ไหมว่าประโยคใดที่กระผมไม่อยู่ในประเด็น
ท่านสุทัศน์ครับ เอาว่า ท่านให้กระชับลงสักนิดนะครับ แล้วก็อย่าไปไกลมากนัก
กระผมไม่ได้ไปไกลเกินกว่า คำแปรญัตติของกระผมเลย ขอบคุณท่านประธานครับ ความจริงกระผมจะจบแล้ว
ท่านประเสริฐครับ อย่าประท้วงคำวินิจฉัยของประธานเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบครับ ท่านนั่งเถอะครับ ให้ท่านสุทัศน์ได้อภิปรายต่อเถอะ ท่านวรชัยนั่งเถอะครับ ให้ท่านได้อภิปรายต่อ ทั้ง ๒ ท่าน กรุณาเถอะครับ เชิญท่านสุทัศน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผม ต้องอภิปรายประกอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบนั้น เพราะเป็นความกังวล ของกระผม และเป็นความห่วงใยของประชาชนทั้งประเทศ เรากำลังจะมอบอำนาจ
ท่านสุทัศน์ครับ ผมขอความกรุณาอย่างนี้ครับ
ท่านประธานผมจะจบแล้วครับ ถ้าท่านไม่พูด นิดเดียวครับท่านประธานไม่เกินนาทีเดียวเป็นความกังวลของกระผมเอง และเป็นความกังวลถ้าหาก สสร. ไม่ได้มาจังหวัดละคน หรือไม่ได้มาจากการคัดเลือก ๒๒ คน กระผมไม่กังวลเลย แต่ความกังวลดังกล่าวนั้นจะมีประโยชน์อย่างนี้ครับ ประโยชน์ต่อผู้ที่จะ เลือก สสร. ในอนาคตว่าเขาควรจะเลือกใครมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน และความกังวลดังกล่าวนั้นมันจะห้ามกันไม่ได้ กระผมได้แปรญัตติซึ่งกระผม ยืนยันกับท่านประธานว่า ข้อความทุกประการที่กระผมกล่าวนั้นมีเหตุมีผล สอดคล้องกับ คำแปรญัตติที่กระผมได้แปรญัตติไว้ และเป็นความห่วงใยของประชาชนทั้งประเทศ ในการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และห่วงในการทำหน้าที่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเสียงข้างน้อยถึงแม้จะไม่ได้คะแนนจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่กระผมเชื่อว่าประชาชนผู้ได้รับฟังคงจะทราบดีว่าจะตัดสินใจเลือกผู้จะทำหน้าที่ สสร. อย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย คำแปรญัตติซึ่งต่อมา เป็นการสงวนความเห็นของผมอยู่ในหน้า ๒๑๖ และหน้า ๒๑๗ ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมด ๙ ประเด็น ผมจะขออนุญาตดำเนินการไปทีละประเด็นเพื่อท่านผู้ที่ฟังหรือที่คิดดำเนินการ อย่างไรก็ขอให้ดูแต่ละประเด็นไปนะครับ
โดยหลักคิดของผม ผมถือว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ แก่ประชาชน และต้องลดอำนาจของรัฐ ผู้บริหาร รัฐธรรมนูญที่เลวจะต้องเป็นการลดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนและเพิ่มอำนาจรัฐ หลักผมอยู่ตรงนี้ สิ่งที่พวกกระผมไม่เห็นด้วยมาตลอด แล้วก็ได้แสดงทัศนะไว้ตลอดเป็นระยะ ๆ ก็คือในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใครคนหนึ่งพวกผม ไม่เห็นด้วย ในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปกระทบเบื้องบนพวกกระผมไม่เห็นด้วย ในการ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปกระทบองค์กรอิสระหรือศาลทั้งหลายพวกกระผมไม่เห็นด้วย ในการ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปลบล้างความผิดไปช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่งพวกกระผมไม่เห็นด้วย นี่คือหลักสาระที่กระผมจะได้ดำเนินการไปตามที่ผมสงวนความเห็นไว้ในหน้า ๒๑๖ และหน้า ๒๑๗ ต่อเนื่องกันอยู่นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคแรก ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าใช้คำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๒๔๐ วัน ผมขอแก้เป็น ๓๖๕ วัน เหตุผลไม่อยากจะ ซ้ำประเด็นกับท่านผู้ใด แต่เรื่องที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เวลาก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติ เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติก่อนที่จะ แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลใดจึงไม่ถามประชาชนก่อนว่าประชาชนเห็นด้วยให้แก้ หรือไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยให้แก้แก้ในประเด็นใด ถ้าไม่เห็นด้วยก็จบไปนะครับ ซึ่งในฐานะ ที่ผมเป็นประธานกรรมาธิการร่วมกันของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ประชามติ ถ้าให้ถูกต้องอย่างที่กระผมกราบเรียนก็คือจะต้องทำประชามติก่อนซึ่งต้องใช้เวลา เวลาที่ใช้ไปก็ประมาณ ๓-๔ เดือน แต่ก็จะได้เป็นการสอบถามพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศว่าเห็นด้วยให้แก้หรือไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องใช้เวลา ๓-๔ เดือนอย่างที่กระผมกราบเรียน เพราะฉะนั้น ๒๔๐ วัน บวกอีกสัก ๑๒๐ กว่าวันมันก็เป็น ๓๐๐ กว่าวัน นี่คือสาระในวรรคหนึ่ง ที่กระผมแปรญัตติ เสร็จแล้วครับผมวรรคเดียวผมจบแล้ว
วรรคต่อไปครับ ที่ท่านบอกว่าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ผมอยากจะเจาะจงลงไปเลยครับว่า รัฐธรรมนูญมีอยู่ ๒ ฉบับที่เรามาเห็นกันอยู่ ก็คือปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ หลักคิดที่ผม กราบเรียนท่านประธานกราบเรียนพี่น้องประชาชนไปแล้วว่า รัฐธรรมนูญที่ดี คือจะต้องให้ สิทธิเสรีภาพประชาชนมาก ล็อกจำกัดอำนาจรัฐบาลให้ให้เล็กลงแคบลง ถ้าเทียบปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๔๐ จะเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดีกว่าปี ๒๕๔๐ อย่างเทียบไม่ได้ ไม่ว่าการเสนอชื่อคนร่างกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน หรือกรณีเสียงข้างน้อย ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียงข้างน้อย หมดสิทธิที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ถ้าเสียงไม่พอถึง ๓๐๐ เสียง ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อรัฐบาลทำงานไปได้ ๒ ปี เสียงข้างน้อยจะมีเท่าไร มี ๑๐ เสียง มี ๒๐ เสียงก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ นี่คือกรณี ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เพิ่มหรือให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะฉะนั้นผมถึงเน้นในประเด็นนี้ว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากให้ สสร. ดูปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เป็นตัวตั้ง ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เอามาประกอบกัน รัฐธรรมนูญ ฉบับใดไม่ว่าปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ให้ประโยชน์ ให้สิทธิ ให้เสรีภาพ ให้สิทธิ ให้อำนาจ พี่น้องประชาชนมากกว่าเลือกเอาฉบับนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๔๐ ที่ลดอำนาจรัฐ ให้มีการตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากขึ้น ไม่ว่าปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ฉบับไหนดีกว่าเอาฉบับนั้น ง่าย ๆ ครับท่านประธาน ผมผ่านไป ๒ วรรคแล้วครับ
วรรคสามครับ ที่ต้นร่างบอกว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมี การยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. อันนี้ คือวรรคสามที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า สสร. รับมอบอำนาจจาก ส.ส. จาก ส.ว. ที่จริงแล้วอำนาจในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยืนยันไว้ อำนาจในการแก้ ในการร่างเกี่ยวกับกฎหมาย หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่พี่น้องประชาชนคนไทยมอบอำนาจให้กับ ส.ส. และ ส.ว. แปลว่าอำนาจในการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่ ส.ส. ส.ว. ๖๕๐ คน ซึ่งหลักกฎหมาย ผมยืนยันกับท่านประธาน กราบเรียนไปที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ สามารถ แก้วมีชัย ชัดเจนว่า เมื่ออำนาจนี้ประชาชนมอบให้กับ ส.ส. ส.ว. เราไม่สามารถ มอบต่อได้ นี่คือหลัก แล้วถ้าไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าทำได้แค่ แก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถจัดทำขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ แต่ร่างที่รัฐบาลเสนอมาจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ชัดเจนมาก ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมพอรับกันได้ พอคุยกันได้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็เคยแก้ มาตรา ๑๙๐ เคยแก้เขตเลือกตั้ง อันนั้นแก้เป็นประเด็น แต่รอบนี้ไม่ใช่แก้ไข เพิ่มเติมครับ ร่างที่รัฐบาลส่งมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าทำใหม่ทั้งฉบับตามที่ต้นร่าง ตามที่แนวคิด ตรงนี้เองกระผมเห็นว่าการที่ ๑. ไม่ควรมีอำนาจเรื่องนี้ แล้ว ๒. เมื่อ ส.ส. ยุบไปแล้ว ไม่ว่าสิ้นอายุก็ดี ไม่ว่ายุบสภาก็ดี แปลว่า ๕๐๐ คนหมดหน้าที่ ๕๐๐ คน หมดหน้าที่ สสร. ก็ควรจะจบ ควรจะต้องหยุด เปล่าครับ ให้สามารถเดินต่อไปได้ ตรงนี้เอง ผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไป ไม่ว่าสำนักกฎหมายใดในโลก เพราะว่า เมื่อผู้มอบอำนาจเสียชีวิต สิ้นชีวิต โดยยุบ โดยหมดวาระอะไรก็แล้วแต่ ลูกที่ออกมาไม่ควร จะมีอำนาจต่อ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่เสียงข้างมากบอกว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด หรือยุบสภาให้ สสร. เดินต่อ อันนี้ไม่ถูกต้อง ผมใช้คำภาษาง่าย ๆ วรรคสามแล้วครับ
วรรคสี่ ที่เขียนไว้ว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัด ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปผู้ที่มีอำนาจหน้าที่จะเดินอย่างไร อาจจะติดรถเครื่องขยายเสียง แล้วก็เฮละโลผ่านไปตามถนน ต้องแก้ ณ พี่น้อง ต้องแก้ ณ พี่น้อง อย่างนั้น ๆ ผมมีความจำเป็น ที่จะต้องระบุให้ชัดว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรับฟังการความคิดเห็นของ ประชาชน หลักอันนี้เห็นด้วย ผมเสนอให้ฟัง ๒ ครั้ง ๑. ฟังก่อนที่จะเข้ามาถึง สสร. ว่า ควรแก้หรือไม่ควรแก้ ถ้าควรแก้ แก้ประเด็นใด อันนั้นเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ สสร. ร่างเสร็จ ตามร่างของผมก็คือเข้ามาสู่รัฐสภา ไม่ใช่ประธานสภาคนเดียวนะครับ ไม่ใช่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ต้องเข้ามา ๖๕๐ คน ๖๕๐ คน เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หากเห็นชอบก็ส่งประชามติ ประชามติตามความหมายที่กระผมได้สงวนความเห็นอยากให้ ระบุให้ชัดว่าให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ทำไมผมขออย่างนี้ เพราะว่าในกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติเขียนชัด เขียนชัดอย่างไรท่านประธาน เขียนชัดว่าก่อนที่จะฟังเสียงประชาชนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะต้องเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน จะต้องเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันให้ฝ่ายที่สนับสนุน ให้ฝ่ายที่เห็นด้วย และให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนหรือฝ่ายที่ต่อต้าน ฝ่ายที่คัดค้านไปมีสิทธิมีเสียง มีโอกาสในการพูดทางโทรทัศน์ พูดทางวิทยุ พูดทางสื่อทุกอย่าง อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่า ฝ่ายรัฐอยากจะส่งเสริม อยากให้แก้ก็เฮละโลบอกแก้ แก้ แก้ แก้ อ้ายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ปิดโอกาส ซึ่งถ้าแต่เดิมตามร่างของรัฐบาลใช้คำว่า จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน แค่นั้น ซึ่งผมเห็นว่าไม่พอ เพราะว่าถ้าผ่านไปแค่นั้นถ้าเกิดรัฐบาลตุกติก ขอประทาน ต้องใช้คำตรง ๆ อย่างนี้ ถ้ารัฐบาลไม่โปร่งใสสิ่งที่ตามมาก็คือพี่น้องประชาชน เจ้าของสิทธิอันนี้ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าช่องว่างในการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีช่องว่าง ตรงไหน อย่างไร ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ๔๒ หรือ ๔๓ ก็เป็นกฎหมายที่บังคับอยู่ เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากก็สามารถที่จะหยิบยกตรงนี้ไปได้ ก็ไม่ได้เสียหน้า ไม่ได้เสียหาย อะไร ถ้าใส่เข้าไปผมว่าจะเกิดประโยชน์กับรัฐบาลนะครับ
ผมผ่านไป ๔ ประเด็นแล้วครับ ประเด็นต่อไปครับ ประเด็น
ท่านวิรัตน์ครับ ขออภัยครับ ต้องชื่นชมท่านที่อภิปรายมาเป็นขั้นเป็นตอนแล้วก็อยู่ในประเด็นมาโดยตลอด ขอแสดง ความชื่นชมจริง ๆ แต่ทีนี้ประเด็นที่จะอภิปรายต่อไปครับ ผมว่ามันละเอียดอ่อนพอสมควร เพื่อไม่ให้สะดุดแล้วให้ท่านจะได้อภิปรายอย่างต่อเนื่องนี่นะครับ ผมขอความร่วมมืออย่างนี้ครับ ท่านอภิปรายตามที่ท่านได้สงวนไว้ได้นะครับ แต่ถ้าจะให้ดีเพื่อไม่ให้สะดุด อย่าไปพาดพิง ถึงตัวบุคคลทำให้เสียหาย เอาเป็นหลักการนะครับ แล้วท่านจะได้อภิปรายได้อย่างไม่ติดขัด ไม่มีคนประท้วง ไม่มีใครขัดนะครับ ขอความร่วมมืออย่างนี้นะครับท่าน แล้วขอชื่นชม ท่านได้อภิปรายในกรอบประเด็นมาโดยตลอดครับ
ท่านครับ รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู อาจารย์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการขอนแก่น อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เชิญท่านวิรัตน์ต่อครับ
ถ้าท่านขอบคุณ ด้วยจริงใจผมก็น้อมรับนะครับ แต่ว่าผมมีความจำเป็นที่จะต้องหยิบยกตัวอย่าง หยิบยก บางประเด็น หยิบยกเนื้อหา หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาประกอบ แต่ว่าเท่าที่ไม่กระทบต่อ บุคคลภายนอกหรือบุคคลภายนอกได้รับความเสียหายซึ่งแน่นอนครับถ่ายทอดไปทั่วประเทศ คนที่เสียหายเขาฟ้องผมอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีการคุ้มครอง แต่ผมก็ยินดี ให้ความร่วมมือกับท่านประธานเท่าที่ไม่ทำให้เนื้อหาการอภิปรายเสียเนื้อหาไปนะครับ เพราะว่าถ้าผมสงวนความเห็นแล้วก็แค่อ่านว่าสงวนอย่างไรแล้วจบ มันก็คงไม่ต้อง มาเปิดสภา
ท่านครับ เอาว่าอย่างนี้ อย่ากระทบบุคคลภายนอกให้เขาเสียหาย หรือกระทบบุคคลใดให้เสียหายเท่านั้นละครับ ท่านพูดในหลักการได้ไม่มีใครขัด ท่านจะได้ไม่ต้องสะดุด บรรยากาศมันกำลังดีครับ
ผมเดินแนวอย่างนี้อยู่แล้วนะครับ ไม่เคยกระแนะกระแหนท่านผู้ใด แต่จำเป็นจะต้องเอาข้อเท็จจริงมากราบเรียนท่านประธาน กับพี่น้องประชาชนเท่านั้นเอง
ก็อย่าให้กระทบ ทำให้ คนเขาเสียหายเท่านั้นครับ
เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงเท่านั้นเอง ไม่กระแนะกระแหน ไม่กระทบท่านผู้ใดให้เสียหายนะครับ
เชิญครับ
ผมยืนหลักนี้ได้นะครับ ประเด็นที่ ๕ ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นการยกเลิก ยุบ ปรับ เปลี่ยนองค์กรอิสระและศาลทั้งหลายจะกระทำ ไม่ได้ ผมแยกเลยนะครับ ๑. ยกเลิก ๒. ยุบ ๓. ปรับ ๔. เปลี่ยนองค์กรอิสระ และศาลทั้งหลายจะกระทำไม่ได้ ในเนื้อหาของผมก็คืออะไรครับ ถามว่าผมคิดเอาเอง นอนฝัน หรือว่าผีมาบอก หามิได้ท่านประธาน แต่เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจบ้าง มีอำนาจไม่จริงบ้าง มีอำนาจแฝงบ้าง อะไรบ้าง ออกมาแถลงเป็นระยะ ๆ ศาลรัฐธรรมนูญต้องยุบ ศาลปกครอง ยุบ ยุบแล้วพาไปไหน ไปเป็นแผนกคดีในศาลฎีกา ในศาลยุติธรรม ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า กรณีในการที่จะยกเลิก หรือยุบ หรือปรับ หรือเปลี่ยนองค์กรอิสระนั้น นี่นะครับ ผมก็พยายามตั้งคำถามว่าแล้วไปยุบศาลปกครองทำไม ศาลปกครองเป็นที่พึ่ง ที่ดีที่สุดของพี่น้องประชาชน อำนาจศาลปกครองก็ไปเขกกบาลรัฐบาลก็ไม่ได้ ขอประทานโทษ คือไม่สามารถไปก้าวล่วงผู้มีอำนาจในรัฐบาลได้เลย เพราะศาลปกครองวินิจฉัยคำสั่ง ทางปกครอง กฎหรือระเบียบ ซึ่งก็เป็นระดับล่างลงมา สิ่งที่ได้รับคำชี้แจงก็คือว่า ศาลปกครองอาจจะไปก้าวล่วง ไปพิพากษาเรื่องการซื้อหุ้นของ ปตท. ซื้อหุ้นของการบินไทย ของใครบางคน ผมก็ถึงบางอ้อ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ศาลปกครอง เป็นระบบศาลคู่ในประเทศไทยที่อำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งมีปัญหา กับภาคราชการ มีปัญหากับพี่น้องที่ส่วนราชการมาใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งแล้วก็เกิดประโยชน์ตลอดมา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมเห็นว่าไม่ว่าศาลปกครอง ซึ่งก็อำนวยความยุติธรรมมาโดยตลอด หรือแม้แต่ ศาลรัฐธรรมนูญครับ ผมเองบางทีก็ไม่ได้ดีอกดีใจกับศาลรัฐธรรมนูญ กรณี ๑.๑๔ ล้านล้านบาท พ.ร.ก. ครับท่านประธาน ผมพูดอย่างนี้ท่านประธานพอจำเรื่องได้ ทุกคนทั่วประเทศก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะบอกว่า พ.ร.ก. ๑.๑๔ ล้านล้านบาท น่าจะไม่ชอบ ศาลออกมาชอบ เฉยเลยครับ พอศาลว่าชอบพวกผมเคารพ เคารพในดุลยพินิจของศาล เคารพในคำวินิจฉัย แม้พวกผมไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมครับ ผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง จะเป็นหลัก จะเป็นองค์คณะในการวินิจฉัยข้อขัดข้องของรัฐธรรมนูญ เพราะอย่างน้อย มี ๙ คน ๙ คนมีที่มาชัดเจน มาจากศาลฎีกา มาจากศาลปกครองสูงสุด ชัดเจนครับว่า มาอย่างไร ประวัติก็จะดูได้ เราไม่เชื่อ ๙ คน แต่ว่าเรามาเชื่อท่านประธานรัฐสภาคนเดียว ให้วินิจฉัยทั้งหลาย ให้ตั้งกรรมการ แล้วเป็นคนวินิจฉัยคนเดียว เราไม่เชื่อ ๗ คนที่เลือก ส.ว. แบบสรรหา แต่เรามาเชื่อประธานรัฐสภาคนเดียว ตรงนี้เองผมถึงกราบเรียนว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นการยกเลิก ยุบ ปรับ หรือเปลี่ยนองค์กรอิสระ หรือศาลทั้งหลาย พวกผมไม่เห็นด้วย เมื่อท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากสามารถบัญญัติว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำไม่ได้ ท่านก็บัญญัติไปได้แล้ว เหตุผลใด ที่ท่านไม่บัญญัติว่าจะไม่ไปกระทบศาล ไม่ไปกระทบองค์กรอิสระทั้งหลาย ถามเถอะครับว่า เพราะเหตุใดท่านถึงไม่กล้าระบุไว้ หรือท่านมีนัย หรือท่านต้องการส่งสัญญาณว่าศาล ที่ขัดขวางหรือองค์กรอิสระที่ทำให้การทำงานไม่สะดวก จะต้องยุบ เลิก หรือเปลี่ยนแปลง ก็ตอบมานะครับ
ผมไปประเด็นถัดไปร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนิรโทษกรรมบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งมีความผิดหรือต้องรับโทษตามคำพิพากษา ของศาลยุติธรรมหรือศาลใด ๆ ไม่ว่าคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีชั้นใด อันนี้ ผมเขียนชัด ซึ่งผมคงต้องขออนุญาตหยิบยกว่าคดีอะไรบ้าง เลขคดี ชื่อโจทก์ จำเลย ไม่ลงลึก ในเนื้อหาหรอกครับ เพราะว่าของเหล่านี้สามารถดูได้ในเว็บ แต่ว่าพี่น้องประชาชน ไม่มีโอกาสได้ดู ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีคดีใดบ้างที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยแล้ว หรือคดีใดบ้างที่อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของศาลฎีกา แต่ว่าจำเลยหลบหนี หรือคดีใดบ้างที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ขององค์กร ไม่ว่า ป.ป.ช. ไม่ว่าดีเอสไอ (DSI) หรือไม่ว่าอัยการ และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องนะครับ คดีแรกที่ผมเห็นว่าเมื่อศาลพิพากษาแล้ว หรือว่ามีการฟ้องร้องมาที่ศาลแล้ว คดีเหล่านี้ จะต้องดำเนินการต่อไป
๑. คดีขายหุ้นกลุ่มบริษัท ชินคอร์ป ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙ เรื่องนี้ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายหุ้น มีการแก้กฎหมายก่อนโอนหุ้น เพียง ๒ วัน มีการขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติจากไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีการยกเลิกสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นคนชาติไทยไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ออกทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่เป็นเรื่องสำคัญแล้วกระทบต่อความเชื่อมั่น ของประเทศไทย ก็เป็นคดีหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องคงไว้ เพราะฉะนั้น ในการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องไม่กระทบคดีนี้ อันนี้ชัดเจน ไม่มีใครเสียหายมากมาย ผมพูดทั่วไป หลักการนะครับ
คดีที่ ๒ คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดา อันนี้ก็ง่าย ๆ ก็คือศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก ๒ ปี อันนี้ไม่พูดถึงชื่อจำเลยครับ แต่รู้ว่าโทษจำคุก ๒ ปี โทษจำคุก ๒ ปี ที่ลง วันที่ศาลพิพากษาแล้วการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะต้องไม่ยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษา ที่ลงโทษจำคุก ๒ ปีไปแล้ว แค่นี้ครับท่านประธาน ไม่มีใครเสียหาย ไม่เอ่ยชื่อให้รู้สึก ไม่สบายใจเลย
คดีต่อไปครับ คดียึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งพิพากษาในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ศาลบอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนบุคคล
ท่านวิรัตน์ครับมีประท้วงครับ เชิญครับ
เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พอผมลุกขึ้น ท่านก็หาว่า เจ้าเก่าอีก เจ้าเดิมอีกครับท่านประธาน
ผมไม่ได้พูดเลยครับ ผมบอกว่า เชิญครับ
ผมประท้วง ตามข้อ ๔๓ เพราะว่าท่านพูดเสียดสี แล้วเรื่องคดีต่าง ๆ นั้นไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมปกติครับ มาจากการยึดอำนาจ มาจากเผด็จการทั้งนั้น คตส. เป็นกระบวนการที่มาจากยึดอำนาจครับ ไม่ยุติธรรมเลยที่มาพูดกันอย่างนี้ครับท่านประธาน ขอให้พูดยกคดีอื่นได้ไหมครับ ท่านประธานผมไม่อยากสวนว่าท่านมีคดีอะไรบ้าง ผมไม่อยากพูด ไม่อยากสวนกันไป สวนกันมาครับ
เข้าใจครับ
แต่ผมพูด ข้อเท็จจริงครับ เพราะคดีนี้ทุกคนก็รู้ว่าไม่ใช่คดีปกติ มาจากกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมครับ ไม่ใช่มาจากกระบวนการปกติครับ
ขอบคุณครับ ท่านวิรัตน์ครับ ผมยังถือว่าท่านอยู่ในประเด็น เพียงแต่การยกตัวอย่างก็ยกตัวอย่างได้ไม่มีปัญหา เพราะยกตัวอย่างคดีไม่ได้ลงรายละเอียดหรือขยายความใส่ร้ายนะครับ แต่การยกตัวอย่าง ก็ควรยกตัวอย่างพอเป็นสังเขป เอาพอสังเขป ไม่ใช่ยกเสียยาวเหยียด ก็ต้องขอบคุณครับ ที่ท่านยังอยู่ในประเด็นครับ เชิญต่อเลยครับ
พยายามยกตัวอย่างให้กระเทือน ความรู้สึกน้อยที่สุด ผมเข้าใจครับ ท่านวรชัยพอท่านลุกขึ้น ผมก็เชิญครับไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ว่าซ้ำซากนะ ไม่ได้ว่าอะไร
ท่านต่อเถอะครับ
โอเคครับ สำหรับคดียึดทรัพย์ ตกเป็นของแผ่นดินที่ศาลบอกว่าให้ยึดเฉพาะค่าขายหุ้นส่วนเกินหลังจากดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเป็นเงิน ๔๖,๓๗๓ ล้านบาท อันนี้เป็นคดีที่ผมเห็นว่าเป็นคดีที่ศาลวินิจฉัยแล้ว พิพากษาแล้ว การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะต้องไม่ไปยกเลิกเพิกถอนคำวินิจฉัยคดีนี้
ต่อไปคดีเอ็กซิมแบงก์ (EXIM bank) กรณีที่มีการเอาเงินให้พม่ากู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท มาซื้อทรัพย์สินของเอกชนไทยส่งไปนะครับ คดีนี้อยู่ในศาล ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีการพิจารณาคดีของศาล ศาลจึงจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว แล้วออก หมายจับ คดีนี้ก็เช่นเดียวกัน แปลว่า ผมไม่อยากให้มีการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ รื้อคดีนี้ บอกว่าคดีนี้ต้องยกเลิกไป อันนี้ชัดเจนครับ หรือกรณีก่อการร้ายเป็นคดีของศาลอาญา หมายจับที่ ๑๐๘๖
ท่านวิรัตน์ มีผู้ประท้วงครับ
เชิญครับ
เชิญท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านสมาชิกที่กำลังอภิปรายอยู่นะครับ จริง ๆ แล้ว ท่านก็กำลังอภิปรายผิดข้อบังคับตามข้อ ๔๓ เนื่องจากว่าข้อความที่ท่านยกตัวอย่างมา เป็นข้อความที่เสียดสีบุคคลอื่น แล้วก็ตามที่ท่านวรชัยได้ประท้วงแต่เบื้องต้น ผมว่า เป็นการประท้วงที่ถูกต้องแล้ว และท่านประธานก็วินิจฉัยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านสมาชิกผู้นี้ใช้การยกตัวอย่างที่ฟุ่มเฟือยเกินไป ขอให้ท่านประธานได้ช่วยกรุณาได้ให้อยู่ ในกรอบการอภิปราย แล้วก็ถ้าจะยกตัวอย่างอย่าไปเสียดสีบุคคลใดเลยครับ ผมว่าในใจท่าน มีนัยที่จะมีความประสงค์ในเช่นนั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านวิรัตน์ครับ ผมได้วินิจฉัยไปก่อนหน้านี้นะครับ ที่จริงท่านก็อยู่ในประเด็นมาโดยตลอด ผมก็ชื่นชม แต่ทีนี้ มีผู้ประท้วง ผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าถ้าจะยกตัวอย่างก็เอาพอสังเขป ไม่ใช่ยกตัวอย่าง เสียยาวเหยียด แล้วที่สำคัญก็คือการยกตัวอย่างบางประเด็นมันเข้าข่ายเหมือนกับไปใส่ร้าย เช่น จะไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างความผิดที่ศาลตัดสินไปแล้ว อะไรอย่างนี้ มันก็ เหมือนกับเป็นการใส่ร้ายแล้วทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เพราะฉะนั้นท่านครับ ท่านอภิปรายมา อยู่ในกรอบโดยตลอด ผมก็ชื่นชม ก็ขอให้อย่าไปยกตัวอย่างจนเลยขอบเขต เอาพอสังเขป แล้วท่านก็จะได้อภิปรายต่อไม่มีใครประท้วงครับ ผมไม่อยากให้มันเสียบรรยากาศ แล้วท่าน ก็จะได้อภิปรายอย่างสบายใจนะครับ ขอความร่วมมือด้วยนะครับ
ขอบคุณที่วินิจฉัยนะครับ คืออย่างนี้ ต้องเรียนท่านประธาน เรียนท่านเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมสงวนความเห็นไว้อย่างนี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะนิรโทษกรรม บุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งมีความผิด หรือต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม หรือศาลใด ๆ ไม่ว่าคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีชั้นใด อันนี้คือที่ผมสงวนคำแปรญัตติ แล้วเวลาผมยกตัวอย่างไม่ได้ออกชื่อ ไม่ได้ออกนามสกลุครับ
ท่านครับ เราอยู่สภา ด้วยกันมานานนะครับ พอฟังแล้วก็พอทราบเจตนาในการอภิปราย เพราะฉะนั้นผมเอาเป็น อย่างนี้ครับ ท่านพูดในหลักการ อย่าให้มันฟังแล้วได้มีความรู้สึกว่าเป็นเจตนาที่จะไปใส่ร้าย เอาเป็นหลักการดีกว่าท่านครับ
ผมแค่บอกเลขคดีว่าคดีทั้งหลายเหล่านี้ จะต้องไม่
ท่านครับ ถ้ายกตัวอย่าง พอสังเขปอย่างนี้มัน
มันเยอะครับท่านประธาน
มันต้องอยู่ในหลักการ
ผมรับปากกับท่านประธาน ผมไม่ออก ชื่อให้ ผมบอกแต่เลขคดี บอกศาลแค่นี้นะครับ พี่น้องประชาชนทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่าคดีนี้ เกี่ยวข้องกับนาย ก นาย ข นาย ค
ท่านวิรัตน์ครับ ผมว่ายกตัวอย่างพอสังเขปก็น่าจะพอแล้วครับ
มันเยอะครับ เพราะว่าอันนี้เพื่อแสดง ให้เห็นว่าพวกกระผมมีเจตนาที่ในการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้
ท่านครับ อย่างนี้ครับ มันมีคดีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ยังไม่ได้ตัดสิน เพราะฉะนั้นยังไม่ตัดสินก็ไม่ควร ที่จะต้องไปพูดอะไรมากมาย เพราะมันยังไม่ได้พิสูจน์ว่าผิดหรือไม่ผิด
ผมไม่ได้บอกว่าผิดนะครับ ท่านประธาน ผมเพียงแต่บอกว่าคดีเหล่านี้
ท่านครับ ผมขออนุญาต ได้อธิบายก่อนนะครับ กับคดีที่ ๒ ที่ตัดสินแล้ว ตัดสินแล้วมันก็จบไปแล้วครับ มันคงไป ยกเลิกไม่ได้หรอกครับ ถ้าจะยกเลิกก็คงออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไปยกเลิกคงไม่ใช่ลักษณะอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึง ขอความกรุณาว่ายกตัวอย่างพอสังเขปก็พอนะครับ ถ้าไปตอกย้ำ ไล่เรียงคดีอะไรต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ว่าผิดหรือไม่ผิด มันเหมือนไปตอกย้ำ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านจะได้ อภิปรายอย่างสบายใจ ไม่มีใครขัด เอาเป็นในหลักการครับ เชิญครับ
(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านอย่าประท้วงเลยครับ อย่าประท้วงคำวินิจฉัยของประธานเลยครับ มันเสียเวลาท่านครับ ท่านวิรัตน์จะได้อภิปรายต่อ เชิญท่านวิรัตน์เถอะครับ ท่านนั่งเถอะครับ อย่าประท้วงเลยครับ ท่านครับ อย่างไรคำวินิจฉัย ของประธานถือว่าเป็นที่สุดอยู่แล้วตามข้อบังคับ อย่าประท้วงคำวินิจฉัยของประธานเลยครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่จบ เชิญท่านต่อเถอะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๕ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมอยู่นอกห้องประชุม แล้วก็พี่น้องประชาชน ทางบ้านได้โทรศัพท์มาว่าท่านประธานทำหน้าที่คอยขัดขวางการอภิปรายของท่านวิรัตน์ พี่น้องเขาอยากฟังว่าท่านวิรัตน์นั้นจะอภิปรายอย่างไรบ้าง อยากรู้เหตุผล อยากฟังครับ พี่น้องประชาชนก็เลยฝากบอกว่าอยากให้ท่านประธานให้เกียรติประชาชนทางบ้านหน่อยครับ ท่านประธานครับ โปรดอย่าขวัดขวางการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ครับ
ขอบคุณครับ แต่เท่าที่ ผมฟังประชาชน ผมไม่ได้ยินเสียงอย่างนี้นะครับ เชิญท่านวิรัตน์ต่อเถอะครับ
ต่อนะครับท่านประธาน คือถ้าผม พูดไม่จริง ผมก็โดนฟ้อง แล้วก็พยายามพูดแต่เลขคดี คดี ข้อหาเท่านั้นเองครับ ท่านประธาน อนุญาตต่อผมต่อนะครับ ศาลอาญา หมายจับที่ ๑๐๘๖/๒๕๕๓ คดีพิเศษเลขที่ ๑๘/๒๕๕๓ คดีก่อการร้าย อันนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงร่วมกัน หรือใช้ผู้อื่นสนับสนุนให้มี การกระทำความผิดก่อการร้ายอันนี้คงเป็นเรื่องเผาบ้านเผาเมืองนะครับ ต่อไปครับ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีที่ อม ๙/๒๕๕๑ เป็นคดีแปลงสัญญา สัมปทาน เป็นสัญญาสรรพสามิต ข้อหากล่าวหาว่าผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๒๒ แต่จำเลยหลบหนีการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ศาลก็เลยจำหน่ายคดีออกหมายจับไว้นะครับ นอกจากนั้นเป็นกรณีที่อยู่ ในระหว่างการดำเนินการขององค์กรอิสระนะครับ เช่นกรณีตากใบ
ท่านวิรัตน์ครับ ผมว่าอย่างนี้ ดีกว่าปล่อยให้ท่านได้อภิปรายตามแนวอย่างนี้ ผมว่าพอไปได้ แล้วถ้ามันพาดพิงทำให้ เสียหาย เดี๋ยวค่อยใช้สิทธิทีหลัง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ วันนี้เราพูดกับกรรมาธิการ ในการเสนอร่างแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของ สสร. เลย สสร. เขามีหลักการ และเหตุผลในขอบที่เขาทำได้ เขามีความชอบธรรม เขาจะทำอย่างไรเป็นเรื่องของ สสร. ครับ วันนี้เราพูดประเด็นนี้แล้วท่านไปพูดถึงเรื่องของ สสร. อำนาจของ สสร. ซึ่งไม่ถูกต้อง แล้วสิ่งที่ท่านพูดนั้นมันเกิดขึ้นในช่วงไหน ในช่วงยึดอำนาจ ในช่วงรัฐประหาร เป็นเรื่อง กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปกติ ไม่ใช่ใช้กระบวนการยุติธรรมที่ปกติ ถ้าเป็นกระบวนการ ยุติธรรมปกติ ผมจะไม่ว่าเลยครับ เอาอย่างนี้ครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านวรชัย ครับ ท่านวิรัตน์ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ด้วยการขอเพิ่มข้อความอย่างที่ท่านพูด เพราะฉะนั้น ท่านก็ยังอยู่ในประเด็นที่ท่านพูดอยู่ เพียงแต่การยกตัวอย่างมันเยอะเกินไป จนฟังดู เหมือนเจตนาที่จะทำให้คนอื่นเขาเสียหายเท่านั้นเอง ท่านวิรัตน์ครับ ผมว่าเอาพอสมควร ยกตัวอย่างพอสังเขปก็น่าจะพอ ท่านจะได้อภิปรายอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณท่านประธาน เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ ในช่วงรัฐประหาร เรื่องนี้เกิดในช่วง อีก ๒ ตัวอย่างเท่านั้นเอง ทนฟังนิดเดียวนะครับ เหตุเกิดในปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๔๗ ผมไม่ต้องบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นใคร ไม่อยากให้ เสียหาย เอ่ยชื่อนะครับ แต่ว่าไม่ใช่รัฐประหารก็แล้วกัน
เหตุเกิดเรื่องแรกกรณีตากใบมีผู้เสียชีวิต ๘๗ ศพ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ เรื่องนี้ มีคนตายทั้งหมด ๘๔ ศพ สูญหาย ๖๐ กว่าคน ศาลพิพากษาแล้วว่าเจ้าหน้าที่มีความผิด ในการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพภาค ๔ ในขณะนั้น ผมให้เกียรติถึงไม่ออกชื่อนะครับ ปี ๒๕๔๗ ครับท่านวรชัย
อีกเรื่องเดียว ทนฟังนิดเดียว กรณีกรือเซะ ๓๒ ศพ เหตุเกิดวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๕ ซึ่งตอนนั้นจำเป็นต้องออกชื่อ นายกรัฐมนตรีชื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. ซึ่ง พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี เป็นผู้อำนวยการเหตุการณ์ ของเหล่านี้ครับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่านวิรัตน์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนามสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติ คือ ท่านวิรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เราเข้าใจดีว่าท่านกำลังดำเนินการอย่างไร แต่ผมคิดว่า อันนี้มันเป็นการแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะกระทำการที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วก็แน่นอน ที่สุด ถ้าจะดูในวรรคที่ท่านแปรญัตติอันนี้มันขัดแน่ ๆ ข้อ ๙๙ ท่านก็เป็นนักกฎหมาย ผมก็ เป็นนักกฎหมาย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมจึงขออนุญาตประท้วงตรงนี้ ไม่ใช่ว่า รับฟังไม่ได้ชื่อทักษิณ คนละเรื่อง ท่านฟังก่อนนะ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า การอภิปรายในสภานี้เราเห็นชัดเจนแล้วว่าทาง ส.ว. เขาไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ เยอะเลยครับ แต่เราฟังทาง ส.ว. อภิปรายต้องเคารพเขาจริง ๆ เพราะเขาพูดอย่างเนื้อหา โดยไม่มีเจตนาแอบแฝง
อีกประการหนึ่งท่านครับ ตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของศาลผมคิดว่า ถ้าไม่จำเป็นเราไม่ก้าวเข้าไป บางเรื่องยังไม่ตัดสิน บางเรื่องยังไม่ได้เด็ดขาด หรือแม้กระทั่ง บางเรื่องมันเป็นการส่อเสียดที่จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหา ผมคิดว่าถ้าเราเจตนาสุจริตครับ ในกรณีนี้ท่านวิรัตน์ครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นนี้ผมไม่กล้า ที่จะไปก้าวล่วงท่านว่าท่านมีแอบแฝงอะไร เพียงแต่ว่าเราเจตนาจริงใจต่อกันดีกว่า แล้วก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ผมว่าอย่างนี้มันน่าจะเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ทำให้ทุกอย่าง บรรยากาศมันก็ดี ท่านวิรัตน์ครับ ก็ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่ใช่ว่าผมรับฟังชื่อทักษิณไม่ได้นะครับ ฟังได้ครับ และผมยังรู้ด้วยว่าชื่อคนอื่น ๆ ถ้าผมจะอ้างก็ได้ครับเดี๋ยวก็ขัดกันเปล่า ๆ เพราะทุกวันนี้เราก็อยากจะสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันไม่ใช่คนภาคใต้ไม่ได้ถูกฆ่า ในสมัยรัฐบาลท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ มีเหมือนกันครับ แต่ไม่เอ่ยดีกว่าครับ ขอประท้วงขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยว่านี่เป็นการอภิปรายที่ไม่ถูกข้อบังคับครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านฉัตรพันธ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านผู้ประท้วงสักครู่นะครับ ตามข้อ ๔๓ ผมว่าท่านประท้วงซ้ำซาก และประเด็นที่ท่านประท้วงมาท่านประธานก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่า ท่านวิรัตน์อภิปรายอยู่ในประเด็นครับ และท่านประธานก็ปล่อยให้ท่านผู้ประท้วง ร่ายเป็นหนังเรื่องยาวเลยครับ ทีสมาชิกฝ่ายค้านจะลุกขึ้นพูดท่านแทบจะไม่ให้พูด ไม่ให้ อภิปรายเลยครับ ประเด็นนี้ท่านวินิจฉัยไปแล้วนะครับ
แล้วที่ผมอนุญาตให้ท่าน ท่านไม่ได้อยู่ฝ่ายค้านหรอกหรือครับ เอาอย่างนี้ครับคำวินิจฉัยของผม ผมวินิจฉัยไว้ ชัดเจนนะครับว่าท่านวิรัตน์อภิปรายมาตั้งแต่ต้นอยู่ในกรอบมาโดยตลอด แต่ประเด็นกรณีนี้ ท่านยกตัวอย่าง ผมบอกว่าเอาพอสังเขปก็พอ ทีนี้พอยกตัวอย่างมากไปมันเหมือนมีเจตนา ไปใส่ร้ายครับ ซึ่งคำทักท้วงของสมาชิก ท่านวรชัย ท่านสุนัยก็มีเหตุผล แล้วก็สอดคล้อง กับที่ผมวินิจฉัย ทีนี้ท่านก็จะยกตัวอย่างอย่างเดียวไปเรื่อย แต่ทีนี้ประเด็นว่าท่านขอเป็น ตัวอย่างสุดท้ายแล้วผมก็เลยไม่อยากทักท้วงจะจบอยู่แล้วครับ ถ้าอย่างนั้นท่านต่อเถอะครับ ตัวอย่างสุดท้ายใช่ไหมครับ
ก็กราบเรียนท่านประธาน กราบเรียน ไปที่เพื่อนสมาชิกนะครับว่าผมอยู่ในประเด็น แล้วก็เมื่อผมสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทั้งหมด ๘-๙ ประเด็น แล้วก็อยู่ในประเด็นเกือบสุดท้าย ผมก็พยายามให้อยู่ในกรอบ ไม่พยายามเอ่ยชื่อเว้นแต่จำเป็น ผมออกไปชื่อเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนครับว่า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะต้องไม่ไปยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษา คำวินิจฉัย ที่วินิจฉัยไปแล้ว ต้องไม่ไปยกเลิกเพิกถอนคดีที่อยู่ในศาล ต้องไม่เข้าไปแทรกแซงคดี ที่อยู่ในองค์กรอิสระไม่ว่า ป.ป.ช. ไม่ว่าอัยการสูงสุดหรือไม่ว่าดีเอสไอนะครับ แล้วจะต้อง ไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการทำให้คดีเหล่านี้หมดหรือจบ ไม่ว่าคำพิพากษาหรือคดีทั้งหลาย อันนี้ชัดเจนครับ
ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ การแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่จัดทำในลักษณะให้มีผลย้อนหลังลบล้างความผิด ซึ่งองค์กรตุลาการ หรือองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่มีอำนาจตามกฎหมายได้พิพากษาวินิจฉัย ลงมติแล้วว่า บุคคลหรือคณะบุคคลนั้นมีความผิด อันนี้ผมเจาะมาอีกประเด็นหนึ่ง เหตุผลที่เจาะ มาอีกประเด็นหนึ่งมีนัยครับ เพราะว่าหลายท่านมีวาทกรรมบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จัดทำในค่ายทหาร อันนี้ก็เข้าใจวาทกรรมได้ แต่ว่าถ้าท่านประธาน หรือท่านกรรมาธิการ หรือพี่น้องประชาชนเทียบดูเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๔๐ จะเห็นได้อย่าง ชัดเจนว่าปี ๒๕๕๐ ให้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่าอย่างชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นการกระทำใด ๆ ของปี ๒๕๕๐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องไม่ไปกระทบ การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ถ้าจะให้นอกประเด็นหน่อยเดียวก็คือว่า คนที่ท่านทั้งหลายอ้างว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือไม่ว่านายสุเทพก็ดี ไม่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของผมก็ดี ท่านทั้งสองก็บอกแล้วว่าไม่ขอนิรโทษกรรม มาเลย เดินหน้า ทางคดี อันนี้นอกประเด็นไปนิดเดียวนะครับ
อีกต่อไปครับเป็นวรรคสุดท้ายที่กระผมขอแก้ไว้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด และวรรคแปด ว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ไปขัดหรือมีลักษณะที่เป็นการยุบองค์กรอิสระ ยุบศาล หรือว่าไป แก้คดี ไปช่วยเหลือคดีใครคดีหนึ่ง หรือนิรโทษกรรม ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นอันตกไป อันนี้ผมจำเป็นจะต้องแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นไว้ เพราะอะไรครับ เพราะเหตุว่าผมถือว่ารัฐธรรมนูญจะต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้า แก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่งผมเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นถ้ากระทำการเพื่อยกเลิก ยุบ ปรับเปลี่ยนองค์กรอิสระหรือศาล แก้ไข เพื่อนิรโทษกรรมบุคคล ยกเลิกคดีทั้งหลาย ผมถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นอันไม่ชอบ ขอบคุณท่านประธาน
ครับ ขอบคุณครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น มีใครที่จะแสดงความจำนงอภิปรายไหมครับ ท่านพีระพันธุ์ ด้วยหรือเปล่าครับ เชิญครับมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่จะอภิปรายต่อไปคือท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แล้วก็จะต่อด้วยคุณธนา ชีรวินิจ แล้วก็จะต่อด้วยท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้นะครับ มีด้วยกันหลายวรรค แล้วก็มีเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไป แต่ว่าเนื่องจากในแต่ละวรรคท่านประธานครับมันไม่ตรงกันเลยครับ ในมาตรานี้ ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาอ่านทีละวรรคและเข้าใจว่าแต่ละวรรคมันเรื่องอะไร ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่ามันแยกออกมาย่อย ๆ ได้ดังนี้ครับ วรรคแรกจะเป็น เรื่องของระยะเวลาการทำงานของ สสร. นะครับ วรรคสอง เป็นเรื่องของวิธีการทำงาน ส่วนวรรคสามเป็นเรื่องของการสิ้นสุดของสมาชิกภาพนะครับ ส่วนวรรคสี่จะเป็นขั้นตอน การทำงานของ สสร. วรรคห้าเป็นเรื่องข้อจำกัดของการทำงานของ สสร. แล้วก็ข้อสุดท้าย จะเป็นเรื่องของการถ่วงดุลการทำงานของ สสร. ระหว่างรัฐสภากับ สสร. อันนี้ผมดูจาก ที่เขียน แล้วก็ดูว่าแต่ละเรื่องเขามีวัตถุประสงค์ เป้าหมายอย่างไรถึงได้เขียนไว้ในแต่ละวรรค ถ้าหากว่าอ่านแล้วก็จะเห็นว่าวรรคนี้เป็นเรื่องอย่างนี้ ซึ่งในตอนประชุมคณะกรรมาธิการ ในห้องประชุมใหญ่ของกรรมาธิการนั้น ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าก่อนที่จะมีการเข้าไป ในเนื้อหา ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ให้มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ก็ได้มีการพูดคุยกันมาถึง ในประเด็นบางประเด็นของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็มีผู้ที่เห็นด้วยบ้างในบางเรื่อง ผู้ที่ ไม่เห็นด้วยกันบ้าง ก็เข้าใจว่าเมื่อมาถึงในช่วงนี้ก็จะมีการได้พูดกันเยอะในรายละเอียด เพราะผมเห็นว่ามันมีหลายเรื่อง แล้วก็แต่ละเรื่องมันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ถ้าหากว่าไม่เกิดความชัดเจน หรือว่ามีข้อขัดข้อง หรือมีข้อสงสัย การเขียนกฎหมาย โดยเฉพาะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมันก็จะทำให้เกิดปัญหา แต่ว่าเมื่อมาถึงตรงจุดนี้ แทบจะไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกันมากจึงเป็นเหตุเบื้องต้นที่ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมต้องสงวนคำแปรญัตติ
เหตุผลที่ ๒ ที่ขออนุญาตเรียนท่านประธานก็คือว่าในการแก้ไขปรับปรุง ร่างมาตรา ๒๙๑/๑๑ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แม้จะได้มีการเปลี่ยนแปลงไปใน ๒ วรรค คือวรรคแรกกับวรรคก่อนวรรคสุดท้ายนี่นะครับ กระผมก็ยังเห็นว่ามันมีความ ไม่สมบูรณ์และยังมีความไม่เหมาะสมอยู่ ผมจึงได้คิดว่าอย่างน้อยใน ๒ วรรคนี้ผมก็ต้อง ขอสงวนความเห็น โดยเฉพาะในวรรคก่อนวรรคสุดท้ายที่จะเกี่ยวข้องกับการเป็นข้อจำกัด การทำงานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สถาบันสูงสุดของประเทศนั้น ผมได้พูดกับท่านประธานคณะกรรมาธิการและได้พูด ในที่ประชุมว่าการเขียนในลักษณะเช่นนี้แล้วไม่เขียนให้เกิดความชัดเจน มันจะทำให้เกิด ปัญหา โดยเฉพาะการใส่หมวดไม่ครบ ซึ่งเบื้องต้นท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เห็น สอดคล้องกับผม แล้วก็ได้ให้ผมกับเจ้าหน้าที่ของทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลองช่วยกันร่างเบื้องต้น ผมก็ได้เรียนไปครับว่าควรจะต้องใส่เป็นรูปแบบแบบไหน แต่สุดท้าย ก็ออกมาในลักษณะที่เป็นร่างที่อยู่ในมือของท่านประธานในรายงาน คือไม่ครบถ้วน ซึ่งผม จะเรียนว่าจะทำให้เกิดปัญหา และด้วยเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้วผมเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ ของท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าเราต้องการให้เกิดข้อจำกัด ในส่วนนี้จริง ๆ ก็จะเรียนว่าท่านใส่ไว้ไม่ครบ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนข้ออื่น ๆ ในวรรคอื่น ๆ ที่ผมจำเป็น ต้องสงวนคำแปรญัตติไว้ในวันนี้ด้วยก็เพราะว่าผมเห็นว่ารายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้เขียนไว้ยังมีปัญหาข้อขัดข้อง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้น ดังนี้เลยนะครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ร่างของกรรมาธิการนั้นได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตรงนี้อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณครับ ขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่อย่างน้อยก็ได้ฟังเสียงกันบ้างซึ่งผมเองไม่คาดคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายอยู่ดี ๆ ก็เห็นด้วยกันหมดว่าให้เปลี่ยนจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน แต่ว่าในความคิดของผมนั้น ผมเห็นว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในวรรคต่อ ๆ มาซึ่งผมเองแปรญัตติไว้ แต่เอาตามร่างของท่านกรรมาธิการก่อนจะเห็นว่ามันไม่ใช่การทำงานในเรื่องของการยกร่าง อันนี้ มันไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงแค่ของผู้ที่เป็น สสร. เท่านั้น แต่ว่าโดยเหตุผลที่เขียนไว้ข้างหน้า ซึ่งท่านประธานบอกว่าเอาไว้พูดตอนท้ายนี่นะครับ ได้กำหนดไว้ในส่วนข้างหน้าว่าเหตุผล ส่วนหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องการที่จะให้มีโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมแล้วผมเข้าใจว่าจากตรงนี้ละครับก็นำเข้ามาเขียนในเนื้อหาของบทบัญญัติ ในมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไปทำประชามติ แต่ว่าในส่วนนี้ถ้าหากว่าท่านประธาน จะเห็นนะครับว่าหลังจากที่ สสร. ที่ได้กำหนดให้ทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปแล้วนี่นะครับ จะต้องมีการไปสอบถามความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนไปรับฟัง ความคิดเห็นครับ ทีนี้การทำงาน การไปรับฟังความคิดเห็นในนี้ท่านไม่ได้เขียนไว้นะครับว่า ให้ไปรับฟังความคิดเห็นเมื่อไร ท่านบอกแต่เพียงว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าการรับฟังความคิดเห็นตรงนี้ให้ทำเสียตั้งแต่ก่อนเริ่ม หรือว่าให้ทำเสียเมื่อเริ่มร่าง หรือให้ทำเมื่อร่างเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผมเห็นว่าจะเป็นจุดโหว่อันดับแรกนะครับ เพราะว่าแปลว่าอะไรครับท่านประธาน แปลว่าในสภา สสร. ก็อาจจะต้องมีการถกเถียงกันอีก อย่างน้อยในเรื่องนี้ว่าในการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนตรงส่วนนี้จะเริ่มกัน เมื่อไร และเป็นธรรมดาแน่นอนครับ เมื่อประชุมสภานัดแรกหรือดำเนินการกันครั้งแรก ๆ ก็ต้องทำความรู้จักกัน ทำความเข้าใจกัน ต้องมาถกเถียงอภิปรายกันในประเด็นตรงนั้น ตรงนี้ เพราะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลยนะครับ ซึ่งผมเชื่อว่ากว่าจะเข้าเรื่อง กว่าจะเข้าระยะเวลาที่จะเข้าไปดำเนินการ เอาแนวทางต่าง ๆ ของสภาไปดำเนินการยกร่าง ต้องใช้เวลาพอสมควร ผมเชื่อว่าในการร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางนี้คงไม่ได้ใช้ที่ประชุมสภา สสร. เหมือนที่ พวกเรากำลังทำกันอยู่นี้นะครับ มานั่งประชุมในสภาทั้งสภาใหญ่ แล้วก็มานั่งถกเถียง แล้วนั่งเขียนกันเป็นรายมาตรา ผมเชื่อว่าในทางปฏิบัติก็คงจะต้องทำในทำนองเดียวกับ รัฐสภาเรา ก็คือว่าไปตั้งคณะกรรมาธิการ หรือตั้งกรรมาธิการอื่น หรือตั้งอนุอะไรขึ้นมา ไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่ได้มีแนวทาง หรือไม่ได้มีรูปแบบที่สภาใหญ่ได้กำหนด ไปให้แล้ว ทางคณะย่อยที่จะไปดำเนินการยกร่างเบื้องต้นมาให้นั้นเขาจะทำงานได้อย่างไร ผมจึงเชื่อว่ากว่าที่ทางสภา สสร. จะเริ่มต้นอภิปรายทำความเข้าใจ แล้วก็ถกเถียงกัน ทุกประเด็นจนตกฟาก จนจบทั้งกระบวนการทั้งฉบับ ผมไม่เชื่อเลยครับว่าแม้แต่ ๓ เดือน จะเสร็จหรือยัง แต่สมมุติว่าทำเสร็จเรียบร้อยก็แปลว่าทางคณะกรรมาธิการย่อยจะไปตั้ง คณะกรรมาธิการอะไรก็แล้วแต่ อาจจะต้องรับตรงนั้นไปยกร่าง แล้วเมื่อยกร่างเสร็จ ก็ต้องนำกลับเข้าที่ประชุมอย่างนี้ครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันอย่างไร แต่ถ้าหากบอกไม่ใช่ ก็กลายเป็นว่าสภา สสร. ไม่ได้ยกร่างเองนะครับ กลายเป็นว่ากรรมาธิการยกร่าง แล้วมีผล บังคับเลย คงไม่น่าจะใช่แบบนั้น เพราะฉะนั้นรูปแบบการทำงานตรงนี้ โดยเฉพาะบอกให้เอา ข้อบังคับของรัฐสภามาใช้ด้วย ซึ่งท่านประธานก็อาจจะต้องไปออกข้อบังคับอะไรก็สุดแล้วแต่ คงจะต้องให้การทำงานของสภา สสร. เขาทำงานเป็นสภาจริง ๆ ถ้าหากว่าฟังเช่นนี้แล้ว ท่านประธานจะเห็นครับว่าระยะเวลาที่แม้ทางคณะกรรมาธิการจะขยายจาก ๑๘๐ วัน หรือ ๖ เดือน มาเป็น ๒๔๐ วัน ขยายขึ้นมาอีก ๒ เดือน เป็น ๘ เดือน ยังไม่พูดถึงเรื่อง การไปทำประชามติให้เสร็จสิ้นอีกนะครับ ผมเชื่อว่าไม่ทันหรอกครับ ถึงแม้ว่าเดิม ผมก็งงนะครับว่า คนที่ยกร่างมานี้ ซึ่งเคยพูดไว้แล้วว่าไม่รู้ใคร แต่ผมเชื่อว่าคนที่ยกร่างไม่ใช่ธรรมดาครับ เพราะเชื่อในระบอบที่เรียกว่าตัดสินใจโดยคนคนเดียวหรือว่าควบคุมโดยคนคนเดียว ถึงได้ มอบทุกอย่างให้ท่านประธาน เขาอาจจะเชื่อเหมือนกันครับว่าสามารถควบคุมท่านประธาน ให้การทำงานของสภา สสร. เสร็จสิ้นได้ภายใน ๑๘๐ วัน ถึงได้เขียนไว้ แต่เมื่อพิจารณากัน เอาไว้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ อย่างที่ผมเรียน ท่านกรรมาธิการถึงได้เห็นแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ เหมือนกัน เพราะว่าเขียนแล้วเป็นไปไม่ได้ ผลออกมามันจะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยมีการปรับมาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งผมเห็นว่ายังสั้นเกินไปครับ ท่านประธานลองนึกดู ขั้นตอนที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ เอาเป็นว่าสมมุติว่าตกลงกันว่า การทำประชามติที่จะต้องไปสอบถามพี่น้องประชาชน ที่เขียนไว้ในร่างของคณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าหากว่าไปบอกว่าเอาความเห็น ของพวกเราที่เป็น สสร. คุยกันให้จบในเบื้องต้นแล้วเอาตรงนี้เป็นธงไปสิ ไปถามความคิดเห็น ของประชาชน ท่านประธานคิดว่าความคิดเห็นของประชาชนที่ให้โอกาสพี่น้องประชาชน ในการแสดงความคิดเห็นร่วมด้วยเหมือนเหตุผลที่การยกร่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งประเทศ ซึ่งจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นกันเกือบจะทุกหมวด ทุกมาตรา ยกเว้น ที่จำกัดข้ออำนาจเอาไว้ ผมว่า ๑ เดือนก็ไม่เสร็จหรอกครับ โดยเฉพาะในส่วนนี้ ร่างของ คณะกรรมาธิการได้เขียนว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย ตรงนี้ผมก็ยังมีความสงสัยว่า การรับฟัง ท่านเป็นการรับฟังในรูปแบบใด และเรื่องอะไรบ้างที่จะไปรับฟัง เพราะผมกลัว อะไรครับ กลัวว่าการไปรับฟังนี้ก็เพียงแต่ว่าไปทำให้เสร็จ ๆ นะครับ เป็นเหมือน การประกอบพิธีกรรม เสร็จแล้วก็มาบอกเองสรุปตรงนั้นตรงนี้มันควรจะมีการกำหนดให้ ชัดเจนว่าเป็นรูปแบบไหน อย่างไร และขั้นตอนให้เกิดชัดเจนซึ่งเราไม่ทราบ เราไม่สามารถ ไปกำหนดการทำงานเขาไปลงลึกขนาดนั้นว่าต้องทำขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ แต่ผมเชื่อว่าขั้นตอนนี้ ไม่น่าจะต่ำกว่าอีก ๑ เดือนแน่นอน ด้วยเหตุตรงนี้ท่านประธานครับ ผมจึงได้พิจารณาว่า เมื่อคณะกรรมาธิการท่านพิจารณา ๒๔๐ วันขยายมานี้ ท่านอาจจะพิจารณาถึงแต่ในส่วน ที่ว่าการทำงานของ สสร. ในภาพรวม แต่ผมไปมองว่าการทำงานของ สสร. ในภาพรวม ในสภา หรือในคณะย่อยอะไรก็แล้วแต่ ๑๘๐ วันนั้นไม่พออยู่แล้ว ๒๔๐ วันที่ขยายให้ กรรมาธิการ โทษครับ ขยายให้ สสร. ผมเห็นด้วยครับ ถ้าให้ สสร. อย่างเดียวนะครับ แต่ถ้ารวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็น แล้วต้องเอาความคิดเห็นนั้นมาสดับตรับฟัง มาทบทวน มาพูดจากันแล้วนำไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขต้นร่างด้วยแล้วด้วยนี่ ผมว่า ไม่พอครับ ผมคิดว่าตรงนี้อย่างน้อย ๑ เดือนที่ต้องขยายออกไปเพื่อการตรงนี้ละครับ แต่ผม คิดไว้ว่าเมื่อขยายออกไปตรงนั้นแล้ว ในช่วง ๑ เดือนนี้ ผมว่ามันก็ค่อนข้างที่จะกระชั้นชิดไปหน่อย ผมก็เลยคิดว่าน่าที่จะขยายออกไปจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน นั่นคือเหตุผลที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยที่ผมได้ขอเปลี่ยนแปลงร่างในวรรคแรกซึ่งขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าอยากจะให้ท่านเอาไว้ พิจารณานะครับ เพราะว่าผมไม่ต้องการให้สุดท้ายต้องสิ้นสภาพไปเพราะการทำไม่เสร็จ หรือว่าทำออกมาไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ไม่มีใครเห็นด้วยก็ต้องตกไป ผมจึงได้เขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๓๐๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก โดยที่ผมขยายไปอีก ๖๐ วันหรือ ๒ เดือนนั้น เพื่อเหตุผลที่จะให้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนให้กว้างขวางขึ้น แล้วก็มีเวลาเอาความคิดเห็นที่รับฟังจากพี่น้องประชาชนนั้น มาทบทวน มาปรับปรุงร่าง ต้นร่าง หรือเป็นแนวทางให้คณะที่จะไปยกร่างนะครับ เป็นแนวทางเพื่อจะได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน และท่านประธานอย่าลืมครับว่าในการที่จะไปขอความคิดเห็นประชาชนตรงนี้ ประชาชนคนไทย วันนี้มีเป็น ๖๐-๗๐ ล้านคน ไม่มีใครรู้เรื่องกฎหมาย ไม่มีใครเข้าใจรัฐธรรมนูญทั้งหมดหรอกครับ เพราะฉะนั้นการที่จะไปในเรื่องของการสอบถามความคิดเห็นนี้ต้องให้ความรู้ควบคู่กันไปด้วย ต้องให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าคำว่า รัฐธรรมนูญ มันคืออะไรด้วย ต้องให้เข้าใจด้วยว่า มันคืออะไร แล้วต้องอธิบายว่ามันจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในส่วนนี้อย่างไรด้วย เพื่อที่เขาจะได้มีความรู้ออกไป ไม่อย่างนั้นการไปสอบถามนี่เสียเที่ยวครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะทำตรงนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นสิ่งที่ สำคัญกับพี่น้องประชาชนและให้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนแท้ ๆ ผมอยากจะให้ การสอบถามความคิดเห็นได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้วย ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ที่ผมมีเหตุผลตรงนี้นะครับ ในสมัยที่ผมไปเรียนหนังสือปริญญาโทที่ต่างประเทศ ผมได้เรียน กฎหมาย แล้วก็ได้เรียนกฎหมายอาญา หลักของกฎหมายอาญาในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผมไปเรียน กับกฎหมายอาญาไทยแทบจะไม่ต่างกันเลยครับ ในแต่ละมาตราของเขาเป็น คอมมอน ลอว์ (Common Law) ไม่มีมาตรา ของเราเป็นซีวิล ลอว์ (Civil Law) เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นมาตรา แต่หลักแต่ละเรื่องนี้ไม่ต่างกันครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัด ในข้อแตกต่างกันในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอาญา และการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ เขาจะไม่พูดถึงกฎหมายอาญาก่อนนะครับ เขาจะพูดถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ท่านพีระพันธุ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันอยากจะขอแจ้งท่านประธานนะคะว่า ผู้กำลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้กำลังทำผิดกฎข้อ ๙๙ ซึ่งให้อภิปรายได้ในหัวข้อที่มีการแก้ไข ดิฉันเห็นว่าตอนนี้ไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็อยากจะให้ท่านประธานช่วยควบคุมด้วย ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ก็ถือว่ายังอยู่ ในประเด็น แต่ให้กระชับหน่อยก็แล้วกัน
ท่านประธานครับ ผมพยายาม อธิบายให้ฟังว่าเหตุผลทำไมผมถึงอยากจะให้เผยแพร่ความรู้
เข้าใจครับอยู่ในประเด็น เพียงแต่มันไกลไป
ผมยังไม่ได้ขึ้นเครื่องบินเลยครับ ผมไปถึงเลยผมไม่ได้ขึ้นเครื่องบินนะครับ ถ้าเป็นท่านอื่นอาจจะพูดตั้งแต่เริ่มขึ้นเครื่องบินนี่ ผมไปถึงเรียบร้อยแล้วนะครับ
ขอบคุณครับ เชิญต่อเลยครับ
ผมเรียนว่าเวลาที่เขามีปัญหา อย่างเช่นถูกจับคดีอาญา เขาไม่ได้หยิบมาตรากฎหมายอาญามาพูดก่อนนะครับ เขาจะพูดถึง สิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญก่อน ประชาชนเกือบทั้งหมดเลยครับไม่ว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ คนขายของข้างถนน ถึงอะไร เขาจะอ้างสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ แล้วถ้ากฎหมายไหน เขาบอกว่าขัดกับสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่ากฎหมายนี้ใช้บังคับกับเขาไม่ได้ ถ้าหากว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเราได้กำหนดทิศทางในตอนที่ไปสอบถาม ความคิดเห็นประชาชนในส่วนนี้ แล้วก็ให้โอกาสในการเผยแพร่ความรู้ว่าเขาจะได้อะไร จากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่นึกถึงรัฐธรรมนูญก็นึกถึงแต่การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงแค่ เลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องการปกครองอย่างเดียว แต่รัฐธรรมนูญที่แท้จริงคือรัฐธรรมนูญที่ต้องให้ คุ้มครองสิทธิและให้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ที่ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าระยะเวลาที่ท่านได้กำหนดไว้ในวรรคแรก ๒๔๐ วันนั้นอาจจะเพียงพอเพิ่มขึ้นสำหรับการทำงานของ สสร. โดยตรงครับ แต่ผมเห็นว่า ถ้าต้องรวมระยะเวลานั้นไปรวมกับการที่ต้องไปรับฟังความคิดเห็น ไปเผยแพร่ความรู้ ให้โอกาสประชาชน แล้วต้องนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาทำงานเพิ่มเติมด้วย ผมเห็นว่า ๒๔๐ วัน ไม่ทันครับ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานผมถึงได้ขอขยายเป็น ๓๐๐ วัน อันนี้คือเรื่องแรก ก็คือเรื่องของระยะเวลาการทำงาน ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าในมาตรานี้มีหลายเรื่อง แต่ละวรรคไม่ได้เกี่ยวกันเลยนี่คือเรื่องแรก
ส่วนเรื่องที่ ๒ ในวรรคสองเป็นเรื่องของวิธีการทำงาน ได้บอกว่า ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่า มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมเองเมื่อไปดูตรงนี้แล้ว ผมเรียนท่านประธานในเบื้องต้นว่า ผมเองก็งงว่าร่างเป็นร่างของรัฐบาล และสมาชิก ส่วนใหญ่ซึ่งไป ๆ มา ๆ จากรัฐบาลก็สนับสนุนเห็นด้วย แล้วที่ผมได้ยินได้ฟังสมาชิกส่วนใหญ่ พูดกันจะพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ดี มีที่มาไม่ชอบ ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนพูดไปแล้ว คือผมไม่พูด รายละเอียดซ้ำว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าในเชิงเนื้อหาเพราะไปติดช่องโหว่ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ในเมื่อถ้าทุกคนบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นร่างเสียเลยละครับ ถ้าหากว่ามันดีจริงอย่างที่ท่านว่า ที่ผมพูดไม่ใช่ว่าผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันดีที่สุดดีจริง ๆ แต่ถ้าเจตนาเป็นอย่างนั้น ก็ใส่ไปสิครับ อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมเห็นว่าถ้าท่านคิดอย่างนั้น ก็ทำไมไม่ใส่ไปเสีย ทำไมท่านไปเขียนบอกว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ฉบับไหนละครับ และท่านประธานลองนึกที่ผมพูดถึง ในวรรคแรกว่า ถ้าสมาชิก ๙๙ คน มีความคิดเห็นแตกต่างว่าควรจะเอาฉบับไหนมาเป็นต้นร่าง สัก ๑ ฉบับ เฉพาะเรื่องนี้อภิปรายกันกี่นัดครับท่านประธาน เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราต้องการทำให้ระยะเวลาที่ท่านกำหนดมันเดินไปอย่างรวดเร็ว เราก็ควรจะ กำหนดเป็นแม่แบบไปเลย จะได้ตัดปัญหาการอภิปรายถกเถียงกัน แต่ถ้าหากท่านไปกำหนดไว้ อย่างนี้ว่าฉบับใดฉบับหนึ่ง ฉบับไหนละครับ เฉพาะท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่นั่ง ถ้าเอามาพูดทีละคนไม่ต้องพูดพร้อมกันท่านอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน ๕ ฉบับ ๓ ฉบับ ก็ได้ แล้วนี่ ๙๙ คน ใครเป็นคนเลือกครับ ใครเป็นคนตัดสินใจก็จะทำให้เสียเวลา ไปกินเวลา ๒๔๐ วันของท่านในวรรคแรกอีกแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมจึงได้กำหนดบอกว่า ให้เอามาเลยถ้าท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีก็เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบ แล้วก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าผมได้นำในส่วนอื่นมารวมไว้ตรงนี้ครับ ผมได้ แปรญัตติในวรรคสองในส่วนนี้นอกจากที่ได้เรียนท่านประธานไปแล้วไว้ดังนี้ครับว่า ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่าง และให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทุกจังหวัดโดยทั่วถึงก่อน โดยให้เน้นในประเด็นที่เกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายและการใช้สิทธิ ทางการเมือง โดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก และให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำความคิดเห็น ของประชาชนไปประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ท่านประธานเห็นไหมครับ ผมได้บอกแล้วครับว่าที่ผมพูดนี่อยู่ในประเด็นผมทั้งนั้นละครับ ผมพูดนำไปก่อนว่าทำไมผมจึงต้องปรับปรุงแก้ไขร่างของกรรมาธิการ แล้วผมก็พูดแล้วครับ ว่าถ้าท่านไม่กำหนดระยะเวลาไว้ก็จะทำให้เกิดปัญหา ผมมายกร่างที่สงวนคำแปรญัตติไว้นี่ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ท่านทำงานได้ลื่นมากขึ้นด้วยซ้ำไป ผมเลยกำหนดไว้ ให้ชัดเลยครับว่าการรับฟังความคิดเห็นมันต้องฟังตั้งแต่ต้นครับ ไม่ใช่ไปฟังทีหลัง มันจะได้ หมดปัญหาเถียงกันอีกตรงนี้ แล้วเมื่อฟังแล้วต้องไปทำอย่างไร แล้วในการฟังต้องเน้น เรื่องอะไร เพราะผมอยากให้ประชาชนเขาได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ ไม่ใช่สุดท้ายประโยชน์ อยู่กับฝ่ายการเมือง อยู่กับพรรคการเมือง อยู่กับคนซึ่งต้องการได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนไม่ได้อะไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า ทำไมผมถึงต้องบอกว่า ให้เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทำไมผมถึงบอกว่าให้เน้นถึงกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม แล้วโดยเฉพาะเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะว่าประเทศไทยเรา ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ดีขึ้นหน่อย แต่ในอดีต ท่านประธานครับ ฝ่ายรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะมีอำนาจมากเลยครับ ท่านประธานคงเคยได้ยินนะครับ โดยเฉพาะ ในต่างจังหวัดจะเรียกพวกนี้ว่านาย เป็นเจ้านายเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ครับ ถามว่าทำไม เพราะว่า เขามักจะคิดว่าอำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐอยู่ในมือบรรดาข้าราชการ ท่านผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัด ทั้ง ๆ ที่ท่านเหล่านั้นต้องใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้อง ดูแลประชาชน ต้องเอากฎหมายเหล่านั้นมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ใช่ เอากฎหมายเหล่านั้นมาข่มขู่ข่มเหงเขา และเอะอะก็ว่าเป็นเรื่องของกฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ช่วงหลังมานี้ผมคิดว่าจะมาอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นครับ สำหรับประเทศไทย ถ้าหากว่าท่านประธานไปดูรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ชอบใช้คำว่าอะไรครับ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีดีแล้วครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ทำไมผมถึงบอกอย่างนี้ แล้วผมถึงให้เน้นตรงนี้ละครับในคำแปรญัตติผม เพราะว่า ในเวทีสากลเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้องอยู่ในเวทีสากลครับ ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าเขาเคยเถียงกันเรื่องอะไร เถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ ประเทศในกลุ่มสังคมนิยม เขาบอกว่ามาว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร เขาก็มีรัฐธรรมนูญ ฝ่ายโลกเสรี ก็บอก รัฐธรรมนูญคือเครื่องหมายของประชาธิปไตย เขาบอกว่าถ้าแปลอย่างนั้นก็แปลว่า เขาก็เป็นประชาธิปไตย สุดท้ายชนะแพ้ตรงไหนรู้ไหมครับเพื่อความรวดเร็ว มันต่างกันตรงนี้ รัฐธรรมนูญในกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย เขาจะเขียนว่าสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะ เรื่องกฎหมายของพี่น้องประชาชน รัฐและรัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองให้ทันทีครับ ทันที ที่เกิดมาแล้วอยู่รอดเป็นทารก ต้องมีสิทธิเสรีภาพทุกอย่าง แม้กฎหมายไม่เขียนครับ แต่ในโลกสังคมนิยมเขาไม่ใช่ เขาบอกประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ แปลว่าอะไร แปลว่าเมื่อไรกฎหมายยังไม่มี คุณไม่มีสิทธิครับ นี่ละครับ ถึงได้เห็นข้อแตกต่างกัน ท่านประธานตอนที่ผมเรียนอยู่ผมเคยเอาร่างรัฐธรรมนูญไทยแปลเป็นอังกฤษไปให้ โปรโฟสเซอร์ (Professor) ที่สอนผมดู เขาบอกนี่รัฐธรรมนูญของประเทศสังคมนิยม เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วประชาชนคนไทยก็อยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ มานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมถึงคิดว่าถ้าหากว่าท่านจะมีเจตนารมณ์ที่ดี ต้องการ ให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่แท้จริง เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่แท้จริงอย่างนี้ ต้องทำรัฐธรรมนูญให้มันเป็นกฎหมายสูงสุดของประชาชน ถามว่าประชาชนเขาได้กฎหมาย อะไรสูงสุดจากตรงนี้ ได้สิ่งอะไรจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้การที่เขาได้รับการรับรอง คุ้มครองและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มันถึงจะเป็นเครื่องมือของประชาชนครับ เวลานี้ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่เขียนรับรองเรื่องสิทธิหรือกระบวนการยุติธรรมเอาไว้ให้เกิด ความชัดเจน ถ้าท่านไม่เน้นตรงนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ พี่น้องประชาชน
ท่านพีระพันธุ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นหลังสุดท่านสงวนคำแปรญัตติว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำความคิดเห็นของประชาชนไปพิจารณาเป็นการยกร่างครับ แล้วท่านพูดออกนอกประเด็นทั้งหมดเลยครับท่านประธาน ท่านไม่ได้พูดประเด็นนี้เลย เพราะฉะนั้นถ้าพูดกันนอกประเด็นอย่างนี้ หัวข้อแค่นี้แล้วพูดออกไปนอกประเด็นอีก ๑๕ นาที แล้วตั้งกี่หัวข้อครับ แล้วมันก็ซ้ำซ้อน ซ้ำซากกับประเด็นแรก ๆ เมื่อวานผู้อภิปราย ก็ได้พูดประเด็นนี้รอบหนึ่งแล้วครับท่านประธาน พูดหลายครั้งแล้วครับ ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ครับ ผมไม่อยากประท้วงเลยจริง ๆ ครับท่านประธานครับ แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ
ท่านพีระพันธุ์ครับ ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ
ท่านประธานครับ ให้ผู้ประท้วง พูดต่ออีกนิดหนึ่งได้ไหมครับ ผมกำลังนึกประเด็นต่าง ๆ ได้เพิ่มอีก ๒-๓ ประเด็นแล้วครับ
ท่านขออย่างนี้ได้ไหมครับ ที่จริงข้อ ๔๓ มันฟุ่มเฟือยไปนิด ท่านช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ ผิดข้อ ๔๓ ฟุ่มเฟือยครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ มันฟุ่มเฟือยไปหน่อย เพราะฉะนั้นช่วยกระชับสักนิดครับ
ผมเข้าใจครับที่ท่านประธาน วินิจฉัย แต่ผมไม่เข้าใจว่าผมฟุ่มเฟือยตรงไหนครับ ผมจะได้กระชับได้ ผมพูดมานี่ผมไม่รู้สึก ว่าผมฟุ่มเฟือยเลย ตรงไหนครับที่ท่านประธานบอกผมฟุ่มเฟือย
ประเด็นมันมีอยู่แค่นี้ครับท่าน
แค่ไหนครับ ท่านประธาน ดูคำแปรญัตติของผมสิครับ
ท่านอย่าแย้งสิครับ ท่านช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ
ผมก็พยายามทำอยู่แล้วครับ แล้วบางทีพูดท่านประธานก็รู้ พูดไปก็ลืมไปครับ แต่ถ้าผมได้หยุด ผมก็นึกได้เท่านั้นเองครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ คำแปรญัตติผมในส่วนนี้ โดยให้เน้นในประเด็นที่เกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพ เห็นไหมครับ ไม่ตรงตรงไหนครับ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้ กฎหมาย และการใช้สิทธิทางการเมือง ผมกำลังพูดตรงนี้ เหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องขอสงวน คำแปรญัตติให้ท่านกรรมาธิการฟัง ผมกำลังจะบอกว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะไปทำ ถ้าเชื่อผม ทำที่ผมแปรญัตติ ท่านจะได้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่า แล้วผมไม่พูดซ้ำเรื่องเลยนะครับ ผมเดินหน้าอย่างเดียว ผมเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าหากว่าท่านได้กำหนดปรับปรุงแก้ไข ในส่วนนี้นะครับ ให้มีการรับฟังในเรื่องนี้ เน้นครับ ไม่อย่างนั้นเขาทำหรือไม่ทำ เราก็ไม่ทราบ เมื่อเราปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้โอกาสเขาไปทำงานแล้ว เราไม่มีสิทธิไปสั่งเขาแล้วนะครับ แต่วันนี้อำนาจยังอยู่ในมือเราครับ ที่เราจะช่วยทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านต้องการให้เป็น ของประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อร่างเสร็จแล้วให้เขาสามารถถือติดตัวหรือจำในสมองเขาไป ใช้ได้ ไม่ใช่ใช้ได้เพียงแค่ในมุมของการเมือง ในมุมของการเลือกตั้ง ถ้าท่านใช้แค่นั้น มันไม่เป็นประโยชน์หรอกครับ แล้วมันก็ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นกฎหมาย ของประชาชน ทั้งในส่วนนี้ผมถึงเรียนท่านประธานว่า ผมจำเป็นต้องขออนุญาตขอแปรญัตติ ในส่วนนี้ และที่สำคัญถ้าหากท่านประธานดูร่างของทางกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เขียนเอาไว้นะครับว่า ต้องจัดทำในวรรคที่ อันนี้ที่ผมนึกขึ้นได้ เมื่อครู่ครับ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย ขอบคุณท่านผู้ประท้วงครับ เพราะเมื่อครู่ ผมลืมไปแล้ว ท่านประธานครับ คำว่า ทั่วทุกภูมิภาคนี่ทุกจังหวัดไหมครับ กรรมาธิการ ต้องการให้ทั่วทุกภูมิภาคหรือทุกจังหวัดครับ ถ้าใช้แค่นี้นะครับ ถ้าเขาจะเอาไปตะแบง เขาไปภูมิภาคละ ๑ ทั่วไหมครับ ครบทุกภูมิภาคแล้วอย่างไรครับในประเทศไทย ครบหมดเลย ภาคเหนือ ๓ จังหวัด ภาคอีสาน ๕ จังหวัด ภาคกลาง ๒ จังหวัด ภาคตะวันออกสักจังหวัดหนึ่ง ภาคใต้เอามันสักแค่จังหวัดหนึ่งก็พอ เพราะถือว่าเป็นภาคใต้ สมมุตินะครับ ทั่วไหมครับ ทั่วทุกภูมิภาค ตามกฎหมายทั่วแล้วครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมถึงไม่เห็นด้วย แล้วผมก็ถึงได้แปรญัตติว่าในส่วนนี้ถ้าเขารับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทุกจังหวัด ให้ทั่วถึงครับ มันถึงจะเป็นการรับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าหากว่าท่านประธานดูนะครับ อันนี้มันมาก่อนที่ผมพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพผมถึงบอกผมลืมไปแล้ว ขอบคุณท่านผู้ประท้วง ผมเลยนึกขึ้นได้ ได้พูดเรื่องนี้อีกเรื่อง ในส่วนนี้ท่านประธานครับในเรื่องของทั่วทุกภูมิภาค หรือทั่วทุกจังหวัดมันไม่เหมือนกัน เวลาตีความกฎหมาย ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการ หลายท่านเป็นนักกฎหมายโดยเฉพาะท่านประธาน ทุกจังหวัดไม่ต้องไปพูดถึงภูมิภาคละครับ มันชัดเจนว่าเราต้องถามประชาขนในทุก ๆ จังหวัดจริง ๆ ไม่ใช่ไปถามแค่จังหวัดโน่นจังหวัดนี้ แล้วบอกนี่อย่างไรนี่ภูมิภาคนะ ภาคเหนือแล้ว กรุงเทพฯ แล้ว ไม่ได้ ในเมื่อเราต้องการทำให้ เป็นของประชาชนก็ต้องถามประชาชนทั้งประเทศจริง ๆ ให้ทั่วถึงจริง ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ผมได้แปรญัตติเพิ่มเอาไว้อีกส่วนหนึ่งว่าในการไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน ให้ในทุกจังหวัดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปนี้นี่นะครับผมก็เลยบอกต่อไปครับ ผมนำใน ๒ วรรคนะครับท่านประธาน ใน ๒ วรรคของร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือ ในวรรคสี่กับวรรคห้าผมได้ตัดทิ้งครับ แล้วผมก็เอามารวมกับไว้ในวรรคนี้ กับไม่เอามาเลย ส่วนที่ผมไม่ได้เอามาเลยก็คือในส่วนที่ท่านเขียนไว้ในวรรคสามว่า การที่สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง อันนี้ผมตัดทิ้งเลยครับ เพราะผมเรียนแล้วครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญถ้าฟังดูแล้วมันเป็นสภาชั่วคราวแน่นอน เขาเกิดมาจากเรา นโยบาย จากชุดนี้ หรือชุดไหนก็สุดแล้วแต่หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อคนที่ให้นโยบาย เขาไป ไม่มีแล้ว คนใหม่เขามาเขามีสิทธิเปลี่ยนนโยบาย ทำไมจะต้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ มันอยู่ยงคงกระพันในเมื่อเราบอกว่าเป็นสภาชั่วคราว แล้วก็ให้สภาใหม่เขาคิดเขาเห็นเขาเองว่า เขาจะเอาหรือไม่เอาอย่างไรต่อไปเพราะว่าเราเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเขาเห็นด้วย เขาก็เดินหน้าต่อ ตรงนี้ผมตัดทิ้งไปเลยครับ แต่ว่าในส่วนที่ ๒ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ผมเอามารวมไว้ ผมได้เรียน ท่านประธานไปแล้ว
ท่านประธานครับ ในประเด็นต่อไปครับ ในวรรคห้าท่านกรรมาธิการได้มี การเปลี่ยนแปลงครับอันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมเรียนท่านประธานในตอนเกริ่นนำครั้งแรกครับว่า ท่านเปลี่ยนแปลงไว้แต่มันยังไม่สมบูรณ์ ผมเรียนท่านประธานครับว่าร่างของกรรมาธิการ เป็นดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านกรรมาธิการเพิ่มตรงนี้ละครับ เพิ่มตรงที่คำว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำ มิได้ ผมเรียนท่านประธานครับว่าในการพิจารณาเรื่องนี้ความจริงแล้วไม่ได้พิจารณาอยู่แค่ เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ว่าพิจารณารวมไปถึงเรื่องของศาล เรื่องขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มีการแสดงความคิดเห็นกันกว้างขวาง สุดท้ายเสียงข้างมากก็บอกว่า ให้เอาเฉพาะเรื่องนี้ละครับ ทีนี้ในร่างเดิมก่อนที่กรรมาธิการแก้ไข ท่านประธานจะเห็น เหตุผลนะครับว่าร่างเดิมจริง ๆ ใช้คำว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐจะกระทำไม่ได้ นี่คือร่างเดิมจริง ๆ ประเด็นที่ถกเถียงกันพอสมควรนะครับ ก็คือ อีกคำหนึ่งคำว่า เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ผมเรียนท่านประธานกรรมาธิการวันนั้นว่าถ้าผมมี โอกาสจริง ๆ นะผมจะเขียนให้ชัด คำว่า รูปของรัฐ มันน่าจะหมายรูปแบบการปกครอง แต่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี ใครก็ดีบอกเขาใช้กันมาแบบนี้ แต่ในนัยที่เข้าใจ คือรูปแบบการปกครอง ซึ่งมันอยู่ในหมวดที่ ๑ แล้วเมื่อเราดูกันเผิน ๆ เราก็บอกว่าหมวดที่ ๒ คือหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะเขียนหัวหมวดอย่างนั้น ท่านประธานถึงได้ไปปรับปรุงแก้ไข แล้วก็ไปเห็นคล้อยตามเสียงข้างมากว่าเอาใส่เพิ่มเติมในแค่นี้ก็พอ ซึ่งจริง ๆ ไม่พอครับ ผมพูดในที่ประชุมบอกว่า ผมอยากให้เขียนเสียให้ชัดครับว่าการแก้ไขครั้งนี้ไม่ควรที่จะไป เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เพื่ออะไรครับ เพราะสังคม เขามองดูอยู่นะ มีข่าวมีอะไรไปถ้าหากว่าเราตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้จะได้ไม่เป็นประเด็น ไม่เป็นกระแสมาทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ ถ้าเจตนารมณ์เราชัดเจนเราก็ใส่เสีย ให้ชัดเจน ตรงนี้ก็คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่มีการใส่เพิ่มเติมของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ไม่ได้ แต่ถ้าหากว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการจำได้นะครับ ผมพูดกับท่านเสมอว่าต้องใส่หมวด ๑ หมวด ๒ ต้องใส่ไปเลยว่าหมวด ๑ หมวด ๒ ผมนั่งอยู่ข้างท่านในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็ได้มีโอกาสเรียนท่านประธานอยู่หลายครั้งว่า ท่านประธานครับ ผมบอกว่าต้องใส่ หมวด ๑ หมวด ๒ เลย แต่สุดท้ายก็เขียนอย่างนี้ ผลมันต่างกันอย่างไร ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่านประธานครับว่า ในหมวด ๒ ก็คือหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่าน ได้พยายามเขียนให้ไว้ว่านี่เห็นไหมเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องไม่ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แต่ผมจะเรียนท่านประธานว่าหมวดที่ว่าด้วย พระมหากษัตริย์ หรือส่วนที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวด ๑ ด้วยครับ และที่สำคัญ อีกเรื่องก็คือว่ารูปแบบของรัฐ หรือที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐมันอยู่ในหมวด ๑ ถ้าหากว่า ท่านไม่เขียนให้ชัดเจนไว้เหมือนที่ท่านเขียนเรื่องบทบัญญัติที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ไว้ ก็แปลว่าเขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้สิครับ ผมถึงได้เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการตอนนั้นว่า อย่าไปต้องเขียนอย่างนี้หรอก ใช้ไปเลยว่าหมวด ๑ หมวด ๒ ที่อยู่ในร่างเขา เพราะเราแก้ เราต้องไปอยู่ตรงนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในหมวด ๑ บททั่วไป มันเริ่มต้นด้วย มาตรา ๑ บอกว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยก มิได้ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข นี่ละครับเริ่มต้นเกี่ยวข้องแล้วเห็นไหมครับ มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลัก นิติธรรม ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในส่วนนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับสถาบันครับ แล้วก็ ในบทบัญญัติสุดท้ายของหมวดนี้คือมาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่สถาบัน พระมหากษัตริย์จะเกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างไร ก็คือพระองค์ท่าน สถาบันนั้นจะต้องเป็นหลักในประเทศอย่างไร แต่การที่ท่านไม่ได้เขียนไว้ครับ ท่านบอกว่า เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ถ้าตีความกันโดยเคร่งครัด มันไม่ได้รวมถึงหมวดนี้ครับ ไม่ได้รวมครับ เพราะอันนี้เป็นหมวดที่ว่าด้วยบททั่วไป ผมถึง ได้เรียนท่านประธานและผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในส่วนนี้ครับว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด ๑ และหมวด ๒ ทำไม่ได้ อย่างนี้มันถึง จะตรงกับที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการบอกอยากให้เป็น อันนี้ตอบ พูดกับคนได้ทั้งเมืองเลยครับ แต่วันนี้มันไปแค่ ๕๐ ครับ ไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งต้องไปนั่ง ตอบคำถามเขาอีก ทำให้เป็นปัญหาได้อีก
อีกส่วนหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ที่มีการพูดกันเยอะ ผมจะไม่ขยายความ ไปแล้ว เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วคือหมวดที่ว่าด้วยเรื่องของศาล ว่าด้วย องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันไม่เหมือนทุกครั้งครับ ครั้งนี้อาจจะมีที่มาที่ท่านบอกว่าเอาล่ะเราทำกันเองโดยตรง ไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือมาจากอะไร แต่ครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่ทำโดยตรงกลายเป็นว่า อยู่บนความหวาดระแวงและหวาดกลัวครับ ถามว่าหวาดระแวงอะไรครับ หวาดระแวงว่า จะมีการหมกเม็ดไหม
ท่านวรชัย ผมว่าให้ท่าน ตามสบายของท่านดีกว่ากระมัง ขอบคุณครับ
ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ผมได้อ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนครับ
ท่านเชิญต่อเถอะครับ
ตกลงไม่ประท้วงเหรอครับ
ไม่ครับ ท่านต่อเถอะครับ
ผมนึกว่าจะได้มีเวลาอ่านเพิ่ม กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่า ในส่วนนี้นี่นะครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันอยู่บนพื้นฐานของคน ๒ กลุ่มครับ คนกลุ่มหนึ่งสนับสนุนเลยครับ อีกกลุ่มหนึ่งคัดค้านเต็มที่ ถามว่าทำไมเขาคัดค้าน เพราะว่าเขาหวาดระแวงและหวาดกลัว ถามว่าทำไมเพราะมันมีข่าวตามสื่อมวลชน จะจริงจะเท็จไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันต้องรอดู อนาคต เขาหวาดระแวงว่าแก้ไขครั้งนี้ จริง ๆ แล้วมันมีเรื่องอื่นแอบแฝงอยู่ไหม เขาหวาดกลัวว่าจะเป็นการไปแตะต้องสถาบันสำคัญของเขาไหม เขาหวาดกลัวว่าจะทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในประเทศเกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นไหม ผมถึงเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องทำให้เกิดความมั่นใจ ความเชื่อมั่น เพื่อลบล้าง ความหวาดระแวงและความหวาดกลัวนี้เสีย เพราะสุดท้ายเขาก็กลัวหนักว่า ถ้าออกมาแล้ว มันมีปัญหาจะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผมถึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก แล้วของรัฐสภาแห่งนี้ ที่ต้องช่วยกันดับไฟแต่ต้นลม ให้ความหวาดระแวง ความหวาดกลัวมันไปเสีย ผมถึงได้ พยายามเน้นเรื่องการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อไปคุ้มครองสิทธิของประชาชน เสรีภาพของประชาชน สิทธิ ของประชาชนตามกฎหมาย ส่วนเรื่องโครงสร้างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบัน เรื่องของรูปแบบการปกครอง หรือเรื่องศาล หรืออะไรนั้น เราจะไม่ไปแตะ เพราะผมคิดว่า รายละเอียดของแต่ละเรื่องนั้น อย่างที่ท่านประธานพูดเมื่อครู่ครับ ที่ท่านประธาน เตือนท่านสมาชิกท่านอื่นว่า การทำเรื่องนั้นเขาไปออกกฎหมายต่างหาก เขาไปทำกฎหมาย ต่างหากอีกเรื่องหนึ่ง นั่นละครับ ผมคิดว่าเรื่องอย่างนั้นละครับที่เราควรจะต้องทำให้เกิด ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและความเข้าใจกับรัฐสภานี้ด้วย ว่าการปรับปรุงแก้ไขอันนี้ มันไม่ได้ลงไปถึงเนื้อหาสาระในรายละเอียด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ ๆ ที่มันมีโครงสร้างที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ไปแตะไม่ไปยุ่งเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถึงได้เรียนท่านประธาน
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ คือวรรคสุดท้าย วรรคสุดท้ายของคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขนะครับ โดยมีเนื้อความของกรรมาธิการดังนี้ครับว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขเลยนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมตัดทิ้งหมดเลย ถามว่าทำไมครับ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าถ้อยคำ ก็เห็นชัดแล้วครับ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ได้รัฐธรรมนูญ แปลว่ายังไม่ได้เกิด ยังเป็นแค่ร่าง เป็นกระดาษ ยังไม่ได้ตัวตนที่แท้จริง ยังไม่มีชีวิต แปลว่าเราสามารถเอาร่างพวกนี้ มาเข้ารัฐสภา แล้วก็อภิปรายถกเถียงกันครับ เมื่ออภิปรายถกเถียงกันแล้ว ถ้าเสียงข้างมาก เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าร่างนี้มันไม่ดีตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน หรือแม้กระทั่งเห็นว่า มันไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพวกเราหรือของการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง เราก็ไม่รับ มันก็เท่านั้นละครับ แต่การที่ท่านไปเขียนบอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ ท่านประธาน ไปดูมาตราอื่นนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไปดูด้วย ท่านเป็นนักกฎหมาย ท่านต้องดูกฎหมาย ต้องใช้คำเดียวกัน ทำไมมาตราอื่นเวลาพูดถึงรัฐสภาท่านใช้ว่ามีมติละครับ แล้วทำไมทีมาตรานี้ วรรคนี้ท่านใช้คำว่ารัฐสภาวินิจฉัยละครับ ทำไมท่านไม่ใช้คำว่า มีมติ แปลว่าการมีความเห็น ๒ เรื่องในเรื่องอื่นที่ใช้คำว่ามีมติ กับอันนี้มันต้องทำคนละแบบสิครับ ก็แปลว่าท่านกำลังมีเจตนารมณ์บอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ไม่ใช่มีมตินะครับ ก็แปลว่าอาจจะต้องตั้งคณะย่อยไปวินิจฉัยหรือเปล่า แล้วให้ความเห็น กลับเข้ามาในนี้ หรือว่าวินิจฉัยกันในนี้ แล้วเมื่อวินิจฉัยเสร็จแล้ว ผลของการวินิจฉัย ต้องเป็นมติไหมครับ หรือต้องทำอย่างไร เพราะว่าในมาตราอื่นท่านเขียนชัดว่าต้องเป็นมติครับ แต่อันนี้เพียงวินิจฉัยครับ แล้วหลักของการสรุปบทวินิจฉัยคืออะไร แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่า มันเป็นเพียงแค่ร่างครับ มันยังไม่ผ่านครับ บางท่านอาจจะบอกว่าให้ไปศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็คิดว่ามันไปไม่ได้ เพราะผมคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามันยังเป็นร่างอยู่ครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ที่ต้องพิจารณามีมติ แต่ผมไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับกรรมาธิการ แล้วก็ไม่มีโอกาส ได้ทำความเข้าใจกับท่านประธานมากนักในเรื่องนี้ ผมจึงไม่สามารถเข้าใจเหตุผล และเจตนารมณ์ที่ได้ใส่คงอันนี้ไว้ แล้วต้องการให้รัฐสภาทำงานแบบไหน เพื่อวินิจฉัยร่าง ทั้ง ๆ ที่นี่กำลังพิจารณาร่างอยู่ครับ แบบเดียวกันครับไม่ต่างกันเลย สุดท้ายถ้าที่ประชุม ของรัฐสภามีมติไม่รับร่างที่เรากำลังพิจารณาก็ตก อันนี้ก็เหมือนกันครับ แล้วทำไม ท่านไม่เขียน ถ้าท่านจะเอาไว้ ทำไมท่านไม่เขียนว่า จะมีนะครับ ถ้ารัฐสภามีมติ แล้วทำไม ต้องต่างกัน ท่านมีเหตุผลพิเศษ ตรงไหน อย่างไร ผมก็เรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ครับว่า ผมไม่สามารถเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมจำเป็นต้องขอสงวน ความเห็นไว้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมีคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคำแปรญัตติไว้ หลายประเด็นด้วยกัน แล้วก็ได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าท่านประธาน เพื่อนสมาชิกรัฐสภา และพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนได้ติดตาม การอภิปรายของท่านสมาชิก ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับข้อเท็จจริง ท่านจะได้มีความเข้าใจ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้อย่างถ่องแท้
ผมกราบเรียนท่านประธานในประเด็นที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้อภิปรายในเนื้อหาสาระที่ผมเชื่อว่าถ้าใครติดตามฟังก็คงจะมี ความเข้าใจอย่างที่ผมได้กราบเรียนจริง ๆ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ สิ่งหนึ่งที่ท่านพีระพันธุ์ ยกขึ้นมาก็คือการเรียงและการบัญญัติกฎหมายในมาตรานี้เป็นการบัญญัติกฎหมาย ที่มีความสะเปะสะปะ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ลำดับความของกฎหมายอยู่ในลักษณะเดียวกัน แล้วกำหนดอยู่ในมาตราเดียวกัน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ มันเกิดขึ้นเพราะว่ามันมีกระบวนการที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเสร็จโดยเร็ว เมื่อเสร็จโดยเร็วการพิจารณามันก็ทำได้โดยไม่รอบคอบ เมื่อไม่รอบคอบ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมนี้ก็ต้องใช้สิทธิสงวนคำแปรญัตติ
ท่านธนาครับ อย่าไปออก นอกประเด็นแล้วไปกล่าวหาคนอื่นเขาเลยครับ ท่านเข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงผมว่า ท่านประธานก็คงได้อยู่ในสภาแห่งนี้มานานนะครับ การอภิปรายในสภาอยู่ ๆ ท่านประธาน ก็หยิบยกมาบอกว่าแปรญัตติอะไรก็พูดตรงนั้น ผมแปรญัตติจาก ๑๘๐ วัน กรรมาธิการ แก้เป็น ๒๔๐ วัน ผมแปรญัตติเป็น ๓๖๐ วัน ผมก็พูดได้คำเดียวสิครับว่า ๓๖๐ วันแค่นั้น ซึ่งมันไม่ใช่ การแปรญัตติในรัฐสภาก็คือการนำความเห็นที่จะมาชี้แจงให้ที่ประชุมรัฐสภา ได้ทราบว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาได้มีการสงวนคำแปรญัตติเพื่อที่จะให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง การแก้ไขข้อความเพียงคำเดียว มาตราเดียวเมื่อวานนี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้มีโอกาสมาพูด กับผมบอกว่า ในที่ประชุมของวุฒิสภาแก้ คำว่า และ หรือ นี่ครับใช้เวลากันเป็นวัน เพราะในทางกฎหมายคำว่า และ หรือ มันมีความหมาย มันสามารถสร้างความหมาย ที่แตกต่างในสาระสำคัญของกฎหมายได้ แล้วสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายก็คือบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ผมกำลังแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี ร่างของคณะรัฐมนตรีก็ดี ใส่รายละเอียดกำกับเวลาของการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ เพียงแค่ ๑๘๐ วันจากร่างเดิม แล้วท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นนะครับว่า ๑๘๐ วัน ที่เสนอมามันไม่พอ ท้ายที่สุดถ้าไปกำหนด ๑๘๐ วัน มันก็จะเกิดปัญหาว่า สสร. อาจจะ ทำงานไม่เสร็จ แล้วท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญที่ไปร่างมันก็จะตกไป นี่ละครับท่านประธาน แต่ผม ไม่ได้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมเห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขมาเป็น ๒๔๐ วัน ก็ยังไม่พอ ทำไมถึงไม่พอ นี่ละครับคือเหตุผลที่ผมต้องมาอรรถาธิบายให้ท่านประธาน ให้สมาชิกรัฐสภาได้ฟัง เพื่อที่จะ ได้เห็นคล้องต้องกับผม และในตอนที่ลงมติท่านก็จะได้ลงความเห็นเป็นไปในทิศทางที่ผม ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมได้พยายามที่จะ อภิปรายอยู่ในกรอบ อยู่ในข้อบังคับ แต่การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรมันก็ต้องโน้มน้าว มันก็ต้องทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกรัฐสภา แล้วก็พี่น้องประชาชนที่เขาได้มีโอกาสติดตาม การถ่ายทอดสดในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นก็คือว่า เมื่อร่างคณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภา กำหนดไว้ ๑๘๐ วัน เหตุผลอย่างเดียวที่ปรากฏชัดก็คือ ท่านต้องการที่จะเร่งรัด เร่งรีบให้การจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จโดยไว แล้วที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน และกรรมาธิการเสียงข้างน้อยพูดตลอดอย่างไรครับว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญที่มันล่าช้า จนถึงวันนี้ ปัจจัยอย่างหนึ่งเกิดจากการเร่งรีบ เร่งร้อนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากคนทุกภาคส่วน แล้วท้ายที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ได้รับในปัญหาที่พวกเราพยายามหยิบยกกันขึ้นมา ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอนข้อความ เป็นไปตามที่พวกผมเสียงข้างน้อย ถ้าพวกผมเสียงข้างน้อยไม่ได้ลุกขึ้นมาชี้แจง แล้วก็ พยายามต่อสู้ให้รัฐสภาได้เห็น ให้พี่น้องประชาชนได้เห็น วันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากจะ ยอมเปลี่ยนแปลงตามเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมหรือครับ นั่นคือสิ่งที่พวกผม มีความภาคภูมิใจว่าเราก็ได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เป็นพรรคฝ่ายค้าน เพื่อที่จะหยิบยกเหตุผลต่าง ๆ มาให้ที่ประชุมได้รับทราบ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ
ในประเด็นเรื่องแรก ท่านประธานต้องยอมรับนะครับว่าในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา เขาจะใช้ที่ทำการรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปจัดทำรัฐธรรมนูญด้วย แต่ในสภาวการณ์ปัจจุบันเรามี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรามีสมาชิกวุฒิสภา เรามีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ต้อง ให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งอาทิตย์นี่นะครับท่านประธาน ห้องประชุมแห่งนี้ แทบจะเรียกได้ว่าใช้กันอย่างเต็มที่ ถ้าวันที่เรามี สสร. ท่านประธานคิดหรือยังครับว่า สสร. เหล่านั้น เขาจะไปทำงานที่ไหน เขามีศักดิ์ศรี มีสถานะเป็นคนจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจาก ส.ส. ส.ว. ที่เรากำลังทำหน้าที่ การประชุมที่จะต้องพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ต้องทำกันในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ละครับท่านประธาน ท่านก็ต้องแบ่งเวลาให้ วันนี้ ส.ว. ท่านประชุมวันจันทร์ วันอังคารว่าง ท่านก็อาจจะใช้พื้นที่ในการประชุมของ สสร. ในที่ประชุมรัฐสภาในวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดีประชุม
ท่านธนาครับ ผมว่า เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ก็ชัดเจนนะครับ พูดได้เฉพาะในประเด็น ที่สงวนเท่านั้นนะครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นดีกว่า
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริง ก่อนที่ผมจะอภิปรายท่านประธานได้ใช้มาตรการอย่างนี้กับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ผมไม่อยากลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน เพราะผมเชื่อว่าท่านประธานก็ทำหน้าที่ แล้วก็ มีความกดดันพอสมควร แต่ท่านประธานฟังผมสิครับ ท่านประธานฟังผมให้จบก่อนสิครับ ผมแปรญัตติว่าเวลาที่พิจารณาโดยกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๔๐ วัน จะไม่เพียงพอ ผมกำลังยกเหตุผลให้ท่านประธานฟังอย่างไรครับ เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องแรกที่สถานที่ในการ ทำหน้าที่ของ สสร. ยังไม่ได้มีการเตรียมการเลย วัน เวลาที่จะประชุม เจ้าหน้าที่ที่จะต้อง มาทำงานให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านทำหรือยังครับ การพิจารณารัฐธรรมนูญ ทั้งหมดวันนี้มี ๑๖ หมวด ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ถ้าท่านจะไปเอารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ผมก็เชื่อว่ามีประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ มาตรา ท่านพีระพันธุ์ท่านได้พูดแล้วครับว่า สสร. ทั้ง ๙๙ คนคงจะมาพิจารณาไล่ตามมาตราคงเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุดผมเชื่อครับว่า ท่านก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ อาจจะแบ่งไปตามหมวด ๑๖ หมวด แล้วกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ลงไปพิจารณาในรายละเอียด ท่านมีห้องประชุมให้เขาไหมครับ มีเจ้าหน้าที่ที่จะรองรับ การทำงานของ สสร. หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ทำ นั่นคือปัญหาที่จะเกิดขึ้น นับตั้งแต่วันที่รัฐสภาอนุมัติให้ความเห็นชอบ ซึ่งท่านประธานก็พยายามที่จะดำเนินการ ให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม เอาละครับเดือนพฤษภาคมนี้เสร็จ มีการเลือกตั้ง สสร. ภายใน ๗๕ วัน ๗๕ วัน ๒ เดือนกว่าได้ สสร. เวลาแค่นี้ไม่ใช่เวลาที่มากในการที่จะเตรียมการ รองรับการทำงานของ สสร. ๙๙ คน จะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่จะมารองรับการทำงาน สสร. อีกเป็นร้อย ห้องประชุม ห้องทำงาน การประสานการติดต่อต่าง ๆ ท่านเตรียมพร้อมหรือยังครับ ถ้าท่านไม่ได้เตรียมพร้อมท่านจะต้องเสียเวลาในช่วงแรกของการดำเนินการให้ความพร้อมกับ สสร. นี่ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าท่านต้องไปคิดแล้ว ถ้าคิดว่าอยากจะทำให้เร็ว ท่านก็ต้องไปคิดออกแบบแล้วว่าท่านจะหาสถานที่อย่างไร จะจัดเจ้าหน้าที่จากที่ไหน มารองรับการทำงานของ สสร. นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ วันนี้ผมเชื่อว่า สสร. ที่เข้ามาคงมีความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า แล้วสิ่งหนึ่งที่เขาจะพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบก็คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกมาตราจะถูกหยิบยกมาพูดจาทำความเข้าใจ และในส่วนไหน ที่ สสร. เห็นว่าวันนี้มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ก็ต้องมีการแก้ไข ก็ต้องมีการพูดจากัน ผมก็ขออนุญาตท่านประธานที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่า สสร. ที่เข้าใหม่มา ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการที่จะทำให้ สสร. เกิดขึ้น ผมก็มีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกตไปยัง สสร. ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดว่า ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของท่านนั้นท่านอย่าไปเขียนรัฐธรรมนูญให้มันเยอะเลยครับ แต่ท่าน ต้องเขียนหลักกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องชาวไทย ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานครับว่าท่านประธานไปอ่านดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้สิครับ สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยท่านไปจำแนกมากเกินไป ท่านไปจำแนกแม้กระทั่ง ความเสมอภาค สิทธิส่วนบุคคล สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน เสรีภาพในการศึกษา สิทธิเสรีภาพในการได้รับการบริการสาธารณสุขและบริการของรัฐ สิทธิในการได้รับข้อมูล ข่าวสารการร้องเรียน สิทธิในการชุมนุมและการสมาคม สิทธิชุมชน เขียนไว้เยอะมากเลยครับ พอเขียนไว้เยอะความศักดิ์สิทธิ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมันเสียไปครับ แล้วท่านประธาน ไปดูให้ดีนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ในหลายเรื่องผมก็เห็นด้วยครับว่าน่าจะมีการ หยิบยกให้มาแก้ไข ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ครับ มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐ ทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ผมเรียนเลยครับ ฝาก สสร. เลยครับ เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ไม่ได้ครับ การใช้อำนาจขององค์กรรัฐทุกองค์กรไม่ใช่ต้องคำนึงครับ ต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตาม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญรับรอง ให้คำนึงเท่านั้นละครับ คำนึง นี่หมายถึงอะไร คำนึงก็หมายถึงว่าให้เฝ้าพิจารณาด้วย ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใจความสาระสำคัญหลักเรายกขึ้นมาเลยครับ ประชาชนชาวไทยทุกคน ย่อมได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน เขียนสั้น ๆ แค่นี้ละครับ วันใด เวลาใดก็ตามที่ใครไปละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น เขาใช้กระบวนการในการที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่จะตีความรัฐธรรมนูญ ปกป้องสิทธิเสรีภาพของเขา ผมเรียนท่านประธานนิดเดียวครับ หลายคนที่มีโอกาส อ่านรัฐธรรมนูญในต่างประเทศมากมาย ท่านประธานรู้ไหมครับเขาเขียนสั้น ๆ อย่างนี้ละครับ พอเวลามีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเขาหยิบยกมาตราแค่นี้ละครับ แล้วไป อธิบายในศาลว่าสิ่งที่ทำมันละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไร ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ไม่ใช้เวลาครับท่านประธาน ตำรวจในเมืองนอกเวลาเดินไปอยู่ ๆ อยากจะตรวจค้นใคร ทำไม่ได้ แล้วยิ่งถ้าไปตรวจค้นคนที่ ๑. สมมุติเป็นคนต่างชาติเป็นฝรั่งกับอีกคนหนึ่งคนหัวดำ เห็นคนหัวดำ แล้วก็ขอตรวจบัตรแล้วตรวจค้น ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ครับ เพราะความเป็นมนุษย์มันเท่าเทียมกันไม่ว่าจะชนชาติใด ผิวสีใด
ท่านธนาครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่าง เพื่อให้เรามีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญ
มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายนะครับ ท่านสมาชิก ได้กระทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านได้แปรญัตติใน ๒ เรื่อง ในเรื่องระยะเวลากับเรื่อง ของการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตกไป แต่สิ่งที่ท่านกำลังอธิบายนั้นผมว่าไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านกำลังแปรญัตตินะครับ ผมก็ได้ฟังมาตั้งนาน ท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านประธานได้ควบคุมประเด็น แล้วก็ ถือว่าเรื่องที่ท่านแปรญัตตินั้นเป็นเรื่องที่ เป็นสาระอยู่นะครับถ้าท่านยังอภิปรายได้ในสาระ ผมก็ยินดีที่จะรับฟังนะครับ แต่ผมคิดว่าท่านออกนอกเรื่องแล้วก็นอกประเด็นไปขณะนี้ ขอให้ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านอาจจะฟุ่มเฟือย ไปหน่อยครับตามข้อ ๔๓ ท่านครับท่านจะกรุณาช่วยกระชับสักนิดนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริง เวทีรัฐสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าเป็นเวทีที่เราพูดกันด้วยเนื้อหาสาระ สิ่งที่ผมพูดมาตั้งแต่ เริ่มอภิปรายจนกระทั่งบัดนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่รู้ดีว่าผมได้พูดในเนื้อหาสาระ ของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างไรครับว่าผมพูดมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเยิ่นเย้อ จะต้องกระชับแล้วก็เขียนบทบัญญัติ หลัก ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นสามารถเทียบเคียงเอาได้ สิ่งที่ผมกราบเรียนไปก็คือว่าเมื่อเราจะมี สสร. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ แล้วผมได้แปรญัตติว่า ๒๔๐ วันที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปเปลี่ยนแปลงจากร่างของคณะรัฐมนตรีจากเดิม ๑๘๐ วันนั้นอย่างไรก็ไม่เพียงพอ ท่านกำหนดไว้ ๘ เดือนครับท่านประธาน เราพูดความจริง กันก่อนสิครับว่า สมมุติว่าวันที่เราได้ สสร. แล้วท่านไปกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยครับว่า สมาชิกภาพของ สสร. เริ่มต้นในวันที่มีการเลือกตั้งแล้วก็วันที่มีการคัดเลือกในรัฐสภา นั่นหมายถึงว่าเวลากว่าที่เขาจะเข้ามารายงานตัว ทำความรู้ความเข้าใจ จัดเจ้าหน้าที่ ดูแลต่าง ๆ ชี้แนะในการทำงาน มีการประชุมร่วมกันครั้งแรกมันเสียเวลาไปแล้วครับ อย่างน้อย ๆ กว่าจะเริ่มได้ก็ต้อง ๗ เดือน พอ ๗ เดือน ท่านประธานที่เคารพครับ กว่าที่ประชุม สสร. จะได้มีการพูดคุยพูดจากัน ผมพูดว่ายกตัวอย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามี ๓๐๙ มาตรา มาตราละวันนะท่านประธาน เอาแค่ง่าย ๆ เลยครับ ประชุมกันทุกวัน ว่ากันหมด มาตราละวัน ๓๐๙ วันแล้วครับ ๓๐๙ วันมันเกินเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก มอบหมาย สสร. ให้เขาไปทำแล้วนะครับ ถ้า ๓๐๙ วันอย่างที่ผมพูด นั่นหมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปแล้วนะครับ แล้วท่านประธานต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าคนที่จะ มาเป็น สสร. บางคน บางท่านมีความตั้งใจ แต่หลายท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ อาจจะ ไม่มีความรู้ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ในการตีความรัฐธรรมนูญ ทำความเข้าใจ รัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ เมื่อเราไปจำกัดเวลาอย่างนั้น ทำให้ สสร. ต้องทำงานอยู่บนกรอบกติกาของเวลา แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่ากรอบกติกาเวลา ที่เราให้เขาไป ท้ายที่สุดผมเชื่อว่า สสร. เขาต้องผลักดันให้จบภายใน ๒๔๐ วันตามที่ท่าน กำหนด เพราะคงไม่มี สสร. ท่านไหนรู้สึกแล้วทำงานไม่ได้ทันตามกำหนดแล้วท้ายที่สุด ถูกยุบสลายไปโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่าทำไม่ทันตามที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นเขาต้องทำให้ทันครับ เมื่อทำให้ทันมันก็จะอยู่บนพื้นฐานของเวลา แล้วท้ายที่สุด กรรมาธิการเสียงข้างมากรับประกันผมได้ไหมครับว่าด้วยเวลาที่จำกัดแบบนี้ ท่านมั่นใจ ได้อย่างไรว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่เราคาดหวังกัน ที่เราเชื่อมั่นกันว่าคนที่จะเข้ามาทำแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นจะทำได้อย่างมีความรอบคอบ มีความตั้งใจ แต่ถ้ามีเงื่อนเวลาจำกัด แล้วท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญออกมาไม่ดี เราก็ต้องรับผิดชอบครับในฐานะที่เราเป็นสมาชิก รัฐสภา เป็นคนเริ่มต้นกระบวนการที่จะให้เกิด สสร. ขึ้น นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับ ท่านประธาน
ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ มีด้วยกัน ๖ วรรค ผมจะอภิปรายเพียง ๓ วรรคครับ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา วรรคแรก ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เขียนไว้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ผมแก้ไขเป็น ๓๖๐ วัน ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปเบื้องต้น
ส่วนรายละเอียดของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใดจะเอามาเป็นต้นร่าง ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ ผมจะไม่อภิปราย
การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ กระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ผมไม่ได้แปรญัตติ ไว้ผมก็จะไม่อภิปราย
การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย ผมไม่ได้แปรญัตติ ผมเห็นด้วยว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญนั้นต้องรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด และแน่นอนครับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พูดกันมากครับว่า ขอให้ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึง ท่านเขียนไว้ว่าให้ทั่วทุกภูมิภาค ท่านสมาชิก กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี สมาชิกรัฐสภาก็ดี ตั้งข้อสังเกตครับ ทั่วภูมิภาคไม่พอ บางคน บอกทุกจังหวัด แต่ผมว่าต้องมากกว่านั้นครับ อย่างน้อยต้องทุกอำเภอ เพราะถ้าทุกตำบล มันก็จะเกินไปครับท่านประธาน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ตำบล หรืออำเภอ หรือตำบลนี้นะครับ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของการยากลำบาก แต่ถ้าทุกอำเภอน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ก็ฝากข้อสังเกตไปว่า สสร. ที่มาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชนจริง ๆ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะสนับสนุนก็คือจะต้องทำให้พี่น้องประชาชนยอมรับ และเมื่อยอมรับวันที่ท่านร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เขาไปลงประชามติ เขาจะได้รู้ เขาจะได้เข้าใจ แล้วเขาจะได้ลงประชามติด้วยความเข้าใจที่แท้จริงว่าสิ่งที่ท่านไปดำเนินการให้นั้นเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ซึ่งผมเห็นด้วย
ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งในร่างเดิมมีแค่นี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ผมจะไม่อภิปรายในส่วนแรก แต่ผมจะอภิปรายในส่วนที่ ๒ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แปรญัตติเพิ่มเติมในวรรคห้านี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ท่านไป บัญญัติว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่าตอนที่มีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ความไม่สบายใจอย่างหนึ่งของพี่น้องชาวไทยทุกคน รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ ท้ายที่สุดก็มาเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เราพูดกันตลอดเวลาครับว่าในสภาวการณ์ ปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่พวกเราเคารพนับถือ การที่ไปเขียน รัฐธรรมนูญให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะยืนยัน กับพี่น้องประชาชนว่าท้ายที่สุด สสร. ที่จะไปร่างใหม่ จะมีแนวความคิดมีวิธีการที่จะเขียน รัฐธรรมนูญ แล้วก็เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์อย่างไร พวกเราครับต่อสู้ร่วมกับ พี่น้องประชาชน ต่อสู้กันอย่างมากเลยครับ แล้วก็เกิดปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ในเรื่องนี้พอสมควร กรรมาธิการหรือรัฐบาลเองก็ดี ในช่วงแรกไม่ตอบสนองข้อต่อสู้ หรือข้อเรียกร้องของพวกเราครับ แต่เมื่อท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนซึ่งเขามีความรู้สึก เขาไม่สบายใจว่า สสร. ที่เกิดขึ้นแล้วสามารถที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าไม่ได้เขียน ข้อจำกัดไว้จะมีหลักประกันอะไรว่าจะไม่มีการไปเขียนในเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ มีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะเปลี่ยนลักษณะในสิ่งที่เราไม่สบายใจ ผมดีใจครับ แม้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะเพิ่มเติมข้อความในวรรคนี้เพราะแรงกดดัน ของพี่น้องประชาชน หรือเพราะการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังของพรรคฝ่ายค้าน หรือ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท้ายที่สุดท่านเพิ่มเติมเข้ามา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การที่ท่านเพิ่มเติมมาในลักษณะแบบนี้ผมยังมีความไม่สบายใจและผมจำเป็นต้องตั้ง ข้อสังเกตกับการเพิ่มเติมของท่านว่าท่านเพิ่มเติมมาเพื่อลดความกดดันของสังคม แต่ท้ายที่สุดท่านยังมีเจตนาอะไรอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุน ความคิดเห็นของผมครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ การแก้ไขท่านบอกว่าห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ เมื่อเรามาหยิบยกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านใช้คำว่า หมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งตรงกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในพุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๑ ครับ หมวด ๑ เขาเขียนว่า หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด ๔ หน้าที่ของชนชาวไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๖ รัฐสภา แล้วก็มีหมวดอื่น ๆ ท้ายที่สุดรวมกัน ทั้งหมด หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และวันนี้ท่านก็แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยท่านเพิ่มหมวด ๖ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ การที่ท่านใช้ข้อความว่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ ท่านจงใจ ตั้งใจที่จะให้ สสร. ไม่ไปแตะเฉพาะในหมวด ๒ แต่ในฐานะ พสกนิกรชาวไทย ในฐานะท่านเป็นสมาชิกรัฐสภาใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกันทุกวัน ผมเชื่อดีครับท่านทราบดีว่าหมวดเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีเฉพาะหมวด ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เราพูดกันมากครับว่าอย่าแตะต้องหมวด ๒ และพระราชอำนาจของพระองค์ ทำไมเราพูดอย่างนี้ครับเพราะในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากหมวด ๒ ที่ระบุถึงพระมหากษัตริย์แล้วแทบจะทุกหมวดครับ มีเรื่องพระราชอำนาจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือพระมหากษัตริย์ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานง่าย ๆ ยกตัวอย่างให้ท่านสมาชิกที่ติดตามฟังและพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนได้รับรู้ถึงเข้าใจในประเด็นนี้ไปพร้อมกัน ผมเปิดขึ้นมานี่นะครับ เจอหน้า ๑๔๒ แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ พระราชทานอภัยโทษ เห็นไหมครับ หมวดนี้ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ แต่เป็นพระราชอำนาจ ของพระองค์ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์ เรียกคืนเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ ตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ ประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ผมจะไม่อ่านทั้งหมดครับ แต่ผมเปิดดูแล้ว มีเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่ต่ำกว่า ๕๐ มาตรา แต่ที่ผมเปิดมาแล้วมันเปิดขึ้นมาเจอ แล้วผมเชื่อว่าตรงกับประเด็นของความรู้สึก ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่กำลังพูดถึงกันในวันนี้ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ เรายอมรับความจริงกันก่อนนะครับ ท่านประธานว่ามูลเหตุในการริเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่ามูลเหตุ อย่างหนึ่งก็คือท่านคิดว่ามีการดำเนินคดี มีบุคคลที่ได้รับโทษหรือมีคนที่ถูกกระบวนการ ยุติธรรมในช่วงที่มีการรัฐประหารอย่างที่ท่านบอก แล้วท่านก็หยิบยกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะให้ความเป็นธรรมกับบุคคลเหล่านั้น ผมก็มีสิทธิที่จะสงสัยครับว่าการที่ท่านเขียนว่า อย่าไปเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ นั่นหมายถึงหมวด ๒ แต่ท่านก็รู้ดีครับว่า พระมหากษัตริย์ไทยมีพระราชอำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอีกหลายประการ และประการหนึ่งที่สำคัญก็คือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน คือทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ในการพระราชทานอภัยโทษ ผมต้องอภิปรายครับท่านประธาน ในฐานะผมเป็นนักกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมต้องได้รับการดูแล อย่างเท่าเทียมกัน ผมถึงบอกท่านประธานอย่างไรครับว่าเวลาเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่าเขียนเยอะ เขียนเลยครับว่า ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ท่านเขียนเท่านี้ละครับ คนที่ถูกละเมิดสิทธิต่าง ๆ ในสังคมไทยผมเชื่อว่ามีเยอะครับ มีมากกว่าคนที่ถูกศาลพิพากษาในคดีอาญา ในเหตุการณ์ของการก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารมีเยอะครับ คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐยัดเยียดข้อหา กระทำการไม่เป็นธรรมในสังคม ที่ผมพูดนี่กำลังพูดถึงคนทั่วไป คนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาควรจะได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมี ประเด็นเรื่องของการที่จะให้โทษของคนที่ได้รับโทษในช่วงที่ท่านบอกว่ามีการรัฐประหารก็ดี คนที่ทำผิดก็ดี จะได้ไม่ต้องรับผิด ผมก็เลยไม่สบายใจเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมว่า อย่าแตะต้องเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์ เสมือนหนึ่งท่านไม่รู้ครับว่าในหมวด พระมหากษัตริย์นั้นเป็นแค่หมวดที่ระบุในสถานะของพระองค์ท่าน แต่หมวดอื่นที่ไม่ได้เขียนไว้ ในหมวด ๒ นั่นคือพระราชอำนาจ ที่ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนเราเทิดทูนและเราเคารพ แล้วเราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่สังคมไทยแตกต่างจากสังคมประเทศอื่น วันที่เรามีภัยรุกรานประเทศ ประเทศร้อนเป็นไฟ กี่ครั้งกี่หนแล้วครับพระองค์ท่านปัดเป่า แล้วก็นำประเทศกลับสู่ ความสงบสุข นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีไม่เหมือนที่อื่น เรามีความผาสุกตลอดเวลาที่อยู่ใน ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นความผูกพันระหว่างสังคมไทย กับพระมหากษัตริย์จึงมีอย่างเปี่ยมล้น จึงมีแทรกอยู่ในทุกอณูของความเป็นไทย ของคนไทย ทุกคน ผมไม่สบายใจครับ ที่จะต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรานี้ ท่านจะเปลี่ยนแปลง ข้อความเพิ่มเติมในวรรคห้าเพื่อลดความกดดันของสังคมอย่างไร เป็นเรื่องที่ท่านต้องตอบ สังคม แต่เมื่อผมมาดูแล้วเจตนาการแก้ไขแค่นี้สำหรับพวกผมไม่พอครับ ท่านจะต้องไม่แตะ พระราชอำนาจของพระองค์ท่านด้วย และพระราชอำนาจของพระองค์ท่านมีหลายเรื่อง อย่างที่ผมกราบเรียน และผมจะคอยดูครับ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทุกคนก็จะติดตามดูว่า ท้ายที่สุดสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขในส่วนของพระราชอำนาจหรือไม่ อย่างไร
มีผู้ประท้วงครับ ที่จริง ก็จบแล้วกระมังครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านผู้ที่อภิปรายนั้นได้กระทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วนเวียน ซ้ำซาก รวมทั้งได้กล่าวถึง พระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น ท่านประธานที่เคารพคะ เจตนาของผู้ที่อภิปรายนั้น มีความตั้งใจที่จะใส่ร้ายเพื่อที่จะให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมทั้ง เข้าใจผิดรัฐบาลด้วยค่ะ ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วย ขอบคุณค่ะ
คงจบแล้วกระมังครับ จะจบหรือยังครับประเด็นนี้ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่า ท่านประธานได้ฟังคำอภิปรายของผมมาตลอดนะครับ ผมไม่ได้กล่าวหากรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมไม่ได้พูดถึงรัฐบาล
ท่านครับ ถ้าจบตรงนี้แล้ว ผมจะได้ให้ท่านอภิปรายต่อ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถือว่า ผมกำลังใช้สิทธิในการอภิปรายที่ได้รับการรับรองโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ วันนี้ละครับ ท่านประธานที่ผมเรียกร้องมาตลอดว่าคนไทยทุกคนต้องได้รับการดูแลและปกป้อง โดยรัฐธรรมนูญ
ท่านครับ ผู้ประท้วงเขาก็มี เหตุผลนะครับ ต้องตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นท่านครับผมว่าพอสมควรนะ
ท่านประธานบอกก่อนสิครับว่าผมทำผิด ข้อบังคับตรงไหน อย่างไร
ข้อ ๔๓
ตรงไหนครับ
เจตนาพูดเพื่อที่จะทำให้ คนอื่นเสียหายในลักษณะใส่ร้าย ที่จริงทุกคนเขาก็เทิดทูนพระมหากษัตริย์ด้วยกันทุกท่านครับ ผมว่าอย่างนี้ท่านเอาพอสมควรประเด็นนี้น่าจะพอแล้วครับ แล้วผ่านไปประเด็นอื่นเถอะครับ
ท่านประธานถ้าฟังคำอภิปรายผมให้ดีนะครับ ผมไม่ได้กล่าวหาใคร
ท่านครับ ข้อบังคับเขาให้ อำนาจประธานมีอำนาจในการวินิจฉัย ผมได้วินิจฉัยแล้วผมว่าพอสมควรนะ บรรยากาศ กำลังดี เชื่อเถอะ
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวาน พวกเราก็อภิปรายกันผ่านไป ๔ มาตรา ก็เป็นเรื่องที่พวกเราทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ ประเด็นไหนที่ไม่สำคัญ พรรคฝ่ายค้าน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ไม่รบกวนเวลา ของที่ประชุม เมื่อวานผ่านไป ๔ มาตรา ก็ไม่เห็นใครพูดนี่ครับว่าพวกเราไม่ให้ความร่วมมือ แต่ว่าประเด็นเรื่องของการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใครจะเห็นว่าไม่สำคัญ แต่ผมเห็นว่า สำคัญ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ผมมีสิทธิที่จะอภิปรายความคิดเห็นของผม ผมมีสิทธิ ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าการที่ไม่ใส่
ท่านครับ แล้วถ้าฝั่งนี้ ตั้งข้อสังเกตแบบท่านบ้างได้ไหม ผมว่าพอสมควรแล้ว มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงท่านประธาน ท่านประธาน ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ โดยเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุด ในเมื่อท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่า ตามข้อ ๔๕ ผู้อภิปรายต้องเชื่อฟังนะครับ ถ้าไม่เช่นนั้นท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ให้เด็ดขาดว่า ให้ผู้อภิปรายหยุดการอภิปรายได้แล้วครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ครับท่าน บรรยากาศกำลังดี ผมว่าท่านต่อดีกว่า ประเด็นนี้พอสมควรแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย คือผู้อภิปรายก็ใกล้จะจบแล้วครับ แล้วก็วันนี้จริง ๆ วิป ๓ ฝ่ายก็ตกลงกันเรียบร้อย หลังจาก ตกลงก็อยากให้บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดีนะครับ เราใช้เวลาอีกคงไม่มากเราก็คงเลิกประชุม ตามข้อตกลงของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เมื่อวานนี้ก็เหมือนกันครับ เมื่อวานนี้เราจะเห็นว่า เราผ่านมาตราไปได้ ๓ มาตรา มาตราแรกนี่ไม่มีการตกลง มาตรา ๒ มาตรา ๓ ถัดมา เราก็ได้ตกลงกันนะครับ บรรยากาศก็เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย แล้วก็จบด้วยดี วันนี้ก็เหมือนกันครับ คงเหลือเวลาผู้อภิปรายอีกไม่มาก แล้วผู้อภิปรายก็มีอีกไม่กี่คนสำหรับ วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ ขออย่าได้รบกวนเลยครับ
ผมเห็นด้วยนะครับ ผมก็เห็นด้วย ผมถึงไม่ได้รบกวน ผมต้องการรักษาบรรยากาศ แต่ท่านธนาครับ ผมว่าเอาพอสมควรครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อให้บรรยากาศ เดินหน้าไปได้ สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตทั้งหมดได้ถูกบันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้แล้ว นี่คือ ความสวยงามในระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน ทำไมเขาถึงบอกว่า ระบบประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่ก็เลวน้อยที่สุด เลวน้อยที่สุดตรงไหนรู้ไหมครับ ท่านประธาน เวลาที่มีความเห็นแตกต่าง หรือความเห็นที่ไม่ตรงกัน คนที่เป็นเสียงข้างมาก ก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็น คนที่เป็นเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็น และท้ายที่สุด บันทึกของการประชุมรัฐสภาจะไปปรากฏชัดครับวันที่เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นจริง หรือไม่จริง ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่ผมได้อภิปรายไว้ ผมก็ถึงบอกว่านี่คือความสวยงามอย่างไรครับว่า เสียงข้างน้อยแม้จะแพ้มติในที่ประชุม แต่ก็มีสิทธิที่จะบอกที่ประชุมรัฐสภาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมมีสิทธิครับท่านประธาน แต่เอาละครับท่านประธาน เมื่อผมได้ตั้งข้อสังเกตนี้ ครบทุกประเด็นแล้ว ผมก็จะไม่พูดต่อ แต่ผมก็ต้องฝากให้สมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคน ต้องช่วยกันติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำหน้าที่ของ สสร. รวมถึง การลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๕ หรือปี ๒๕๕๖ ที่เรากำลัง จะทำงานกันให้เสร็จสิ้น
ในประเด็นวรรคท้ายครับท่านประธาน ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ในกรณีที่รัฐสภา วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า วรรคห้าคืออะไรครับ วรรคห้าก็คือสิ่งที่ผม อภิปรายเมื่อสักครู่นี้อย่างไรครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านไปให้อำนาจรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมได้แก้ไขเป็น ในกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป ผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนความเห็นผมที่เปลี่ยนจากรัฐสภาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๒-๓ ประการครับ
ประเด็นแรก ก็คือไม่เคยมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ตามได้เคยให้ อำนาจรัฐสภา หรือบุคคลอื่นใดที่จะสามารถวินิจฉัยความเป็นรัฐธรรมนูญ หรือการขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีครับ มีองค์กรเดียวที่ปรากฏไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่วินิจฉัยพิพากษาความเป็นไปของรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ อยู่ ๆ กฎหมายมีอยู่แล้วว่า ใครจะต้องมีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่าสิ่งใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็ทราบดีว่าในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี ได้ใช้อำนาจและบทบัญญัติในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด ท่านประธานก็เคยไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ทราบดีครับว่าเรามีองค์กรนี้ในการ วินิจฉัยพิพากษา แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไปเขียนให้รัฐสภา ซึ่งตีความอย่างอื่นไม่ได้ครับ รัฐสภาบริหารโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากก็มาจากพรรคร่วมรัฐบาล มาจาก คณะรัฐมนตรี ท้ายที่สุดการตีความรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือบทบัญญัติ แต่จะเป็นไปโดยความชอบของคนที่เป็นเสียงข้างมากเท่านั้น นี่อย่างไรครับ ท่านประธาน หลักการและวิธีการคิดเขาถึงต้องมีอย่างไรครับ องค์กรที่จะวินิจฉัยพิพากษา สิ่งที่เป็นปัญหาของสังคมมันต้องเอาคนกลาง คนที่มีความรู้ความสามารถ บุคคลที่เป็น ศาลรัฐธรรมนูญก็มาจากศาลอาวุโส ศาลฎีกา อัยการ ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจถึงจะสามารถ ทำหน้าที่ในการตีความได้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเขียนให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านไม่เคยกำหนดเลยเพราะไม่เคย ที่รัฐสภาจะเคยวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ไม่เคยมีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดกระบวนการ วิธีการของการตีความ รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภา ถ้าสมมุติว่าผมต้องการให้รัฐสภาตีความบทบัญญัติในวรรคห้า ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างมา และมีบทบัญญัติที่อาจจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามวรรคห้า ต้องทำอย่างไรครับท่านประธาน ไม่มีการเขียนถึงการดำเนินการที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ในศาลรัฐธรรมนูญท่านจะเห็นว่าเขาเขียนไว้ว่า เวลาที่กฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านรัฐสภาไปแล้วก่อนที่จะประกาศใช้ ให้บุคคล ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. จำนวนเท่าไร หรือพี่น้องประชาชน หรือใครก็ตาม เข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย กรรมาธิการเสียงข้างมากตอบผมหน่อยสิครับว่า หากต้องให้รัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีวรรคห้าอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องทำอย่างไรครับ ท่านไม่มีเขียนครับ เมื่อท่านไม่มีเขียน ท่านจะเอากฎหมายอะไรมารองรับ ท่านจะอนุโลมก็ไม่ได้ เพราะรัฐสภาไม่เคยตีความ รัฐธรรมนูญ หรือท่านจะไปอนุโลมเอากฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ประกอบ นั่นคือ สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วผมเชื่อว่าท่านประธานฟังไปแล้วท่านประธานก็ต้องเห็นตามอย่างที่ ผมอภิปรายว่ามันเกิดปัญหาจริง ๆ มันเกิดปัญหาเพราะเวลาที่ท่านต้องการที่จะให้คน มาวินิจฉัย ท่านไปคิดอย่างเดียวว่าใครหรือองค์กรใดที่ท่านสามารถที่จะกำหนดการวินิจฉัย หรือพิพากษาได้ ท่านมั่นใจรัฐสภาครับ เพราะท่านมีเสียงข้างมากอย่างไรครับ นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานไปดูมาตรา ๒๙๑/๑๓ สิครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ให้ประธานสภา เนื่องจากมันมีกฎหมายอยู่หลายมาตรา ท่านไปดูมาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา วรรคสองท่านอ่านให้ดีนะครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภา วินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานเห็นหรือยังครับ ๒ มาตรานี้ขัดกันโดยสิ้นเชิง มาตรา ๒๙๑/๑๑ ให้รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะตามวรรคห้า เป็นการต้องห้ามหรือไม่ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป เห็นไหมครับ ให้อำนาจรัฐสภา แต่พอในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างแล้ว หากเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นหรือยังครับว่าให้คนตีความ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ๒ คนแล้วครับ ๑. ให้รัฐสภาวินิจฉัย ๒. ให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย ตกลงจะให้ใครวินิจฉัยครับ เพราะเวลา ที่ท่านประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญ สมมุตินะครับว่าร่างนั้นไม่เป็นไปตามบทบัญญัติ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ มีการไปใส่รายละเอียดที่อาจจะขัด มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การปกครองของรัฐก็ดี หรือไปแตะมาตราหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ก็ดี ท่านประธานรัฐสภารับ ในนี้เขียน ให้ประธานรัฐสภาพิจารณา พิจารณานั่นหมายถึงให้อำนาจประธานรัฐสภาตีความว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งประธานรัฐสภานั้นขัดต่อวรรคห้าหรือไม่ ถ้าท่านประธานรัฐสภาตีความว่า ไม่ขัด นั่นหมายถึงท่านประธานรัฐสภามีอำนาจในการวินิจฉัยพิพากษาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ เช่นเดียวกัน แล้วถ้าท่านประธานรัฐสภาตีความแล้ว ส่ง กกต. แล้ว แล้วรัฐสภาจะใช้อำนาจ ตอนไหนละครับในการวินิจฉัย เพราะท่านไม่เขียนอย่างไรครับ ถ้าท่านเขียนว่า ประธานรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยช่วงไหน รัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยช่วงไหน ยังพอทำเนาครับ แต่นี่ท่านไม่เขียนเลย แต่กลับระบุคน ๒ ส่วน คือประธานรัฐสภากับรัฐสภาให้มีอำนาจ วินิจฉัยรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แล้วตกลงจะเอาอย่างไรครับ
ประเด็นที่ ๓ สำคัญครับ เขียนให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยก็ดี รัฐสภาวินิจฉัยก็ดี ท้ายที่สุดเสียงข้างมากอย่างไรครับ เสียงของรัฐบาลที่คุมเสียงข้างมากอย่างไรครับ วินิจฉัย อย่างไร แล้วผมเชื่อครับว่าพอวินิจฉัยเสร็จแล้วท่านไม่ได้เขียนบทบัญญัติอื่นไว้ ท่านก็จะบอก อย่างไรครับว่าคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภาถือเป็นที่สิ้นสุด เมื่อท่านตีความว่าไม่ขัดก็คือไม่ขัด จะนำไปตีความอย่างอื่นอีกไม่ได้ ก็เป็นการปิดกั้นกระบวนการที่จะมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผมต้องเรียนท่านก็คือว่า ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านคิดอะไร อยู่ ๆ ท่านทราบดีอยู่แล้วครับว่ามีศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีหน้าที่ในการวินิจฉัยกระบวนการ การออกกฎหมาย การตรากฎหมายหรือบทบัญญัติกฎหมาย ท่านทราบดีอยู่แล้วครับ แต่ท่านจงใจเขียนให้รัฐสภาและประธานรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมตีความได้อย่างเดียวครับท่านประธาน ตีความไว้ว่าในวันที่ สสร. ไปยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แล้วหลายคนที่พูดกันอย่างไรครับว่า ไม่ต้องการให้มีองค์กรอิสระ ต้องการที่จะเพิกถอน กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ศาลปกครองก็ดี คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี นี่เป็นการส่งสัญญาณหรือเปล่าครับท่านประธาน ส่งสัญญาณให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ศาลรัฐธรรมนูญตีความรัฐธรรมนูญก็ได้ รัฐสภาก็ทำหน้าที่ได้ ประธานรัฐสภา คนเดียวก็วินิจฉัยได้ และเวลาที่ท่านทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จอย่างไรครับ ท่านก็จะมี มาตราส่วนนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อที่จะได้รองรับว่าวันนั้นศาลรัฐธรรมนูญไม่มีแล้ว ท่านก็บอกอย่างไรครับว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภาในการวินิจฉัยบทบัญญัติที่ขัด ต่อรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งให้อำนาจประธานรัฐสภาวินิจฉัยความจำเป็นในการมี ศาลรัฐธรรมนูญ มันถึงไม่จำเป็นอีกต่อไป สิ่งที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด ผมเชื่อว่า ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับฟังและพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ผมเชื่อว่า ท่านต้องแก้ไข แต่ถ้าท่านไม่แก้ไข ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในฐานะสมาชิก รัฐสภาทำได้อย่างเดียวครับ ก็คือสิ่งที่ผมกำลังพูดกันอยู่ในขณะนี้ บันทึกไว้ในรัฐสภา เพื่อวันหนึ่ง เราจะได้มาดูกันว่าสิ่งที่ท่านทำกับสิ่งที่ผมพูดอันไหนมันถูกต้อง และท้ายที่สุดมันปรากฏ ความจริงให้กับพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ
ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ใช้สิทธิของความเป็นคณะกรรมาธิการได้สงวนความเห็นและเสนอ คำแปรญัตติที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงอยู่ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่จะต้องมานำเสนอเหตุผลเพื่อสนับสนุนการแปรญัตติของกระผมต่อคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการอยู่ ณ ที่นี้ พร้อมกันนั้นถ้าหาก กรรมาธิการไม่แปรเปลี่ยนยังยืนยันในร่างที่คณะกรรมการเสียงข้างมากได้ยืนยันเป็นรายงาน ต่อสภาแห่งนี้ กระผมก็ขอให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาเหตุผลของกระผมในการสงวน ความเห็นของคำแปรญัตติของกระผม การแปรญัตติถือได้ว่าเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น กระผมได้แปรญัตติแตกต่างโดยเฉพาะในวรรคหนึ่งและในวรรคสี่ ของกระผมและวรรคห้า ประเด็นสำคัญในคำแปรญัตติที่แตกต่างนั้นกระผมใคร่ขออนุญาต ท่านประธานได้อ่านคำแปรญัตติ
ในวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๒ ปี นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ในขณะที่ร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้กำหนดว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ความจริงคณะกรรมการเสียงข้างมากนั้นก็ได้มีการปรับ ขยายเวลาจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเงื่อนเวลาที่ตีกรอบไว้ในร่างของ คณะมนตรีนั้นได้ถูกเหตุผลในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการนั้นเห็นความสำคัญ ที่จะต้องขยายเวลาในแต่ละขั้นตอนออกไป แต่อย่างไรก็ดี กระผมก็เห็นว่าในห้วงเวลา ดังกล่าวนั้นยังไม่เพียงพอต่อการที่จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระผมไม่ได้มอง แต่เพียงว่าเป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น เพราะเราได้มีการจัดทำเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาหลายฉบับใน ๘๐ ปีนับแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความล้มเหลวของการพัฒนาประชาธิปไตย การล้มลุกคลุกคลานจะด้วยเหตุผลของ การคอร์รัปชัน (Corruption) ของรัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยบางครั้งก็ถูกขนานนามว่า เป็นรัฐบาลคาบิเนต (Cabinet) บางครั้งก็เป็นรัฐบาลโคตรโกง หรืออย่างนี้เป็นต้น แต่นั่นคือปัจจัยสาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงเพราะเหตุว่ามีการก่อ รัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่วิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ๘๐ ปีที่ผ่านมาอาจจะ ไร้ความหมายถ้าหากว่าความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้เป็นไป โดยเร่งรัดและขาดการมีส่วนร่วม ความหมายของเวลา ๒ ปีก็ถือว่าถ้าเป็นเหตุผลของรัฐบาล ก็ยังอยู่ในกรอบเวลาเทอมของรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งแล้วก็จะอยู่ในวาระ ๔ ปี ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่เวลาที่มีความหมายเหล่านั้นมันจะสะท้อนในเรื่องของการวางรากฐาน ครั้งสำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในความพยายามของเราครั้งนี้ แม้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกฝ่ายค้าน สมาชิกของวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และอยากเห็นเพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสียงข้างมาก ได้มีการกำหนดในการที่จะให้เพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็พิจารณากัน มาจนถึงในวาระที่สอง กระผมเชื่ออย่างเหลือเกินว่าการเมืองจะพัฒนาได้นั้นจะต้องเน้นการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบผู้แทนซึ่งประสบ ความล้มเหลวตลอด ๘๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเรายังพายเรือในอ่าง เรายังวนอยู่กับรูปแบบ และระบบการเมืองในรูปแบบเดิม เราคงจะมีรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ แต่ถ้าเป็นไปอย่าง ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการหลายท่าน รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาหลายคน วาดความหวังว่าฉบับนี้ที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้นจะเป็นฉบับสุดท้าย กระผมไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจ เพราะว่ามูลฐานของการสร้างรากฐาน สร้างบ้านหลังใหม่นั้นเรายังไม่ได้มีการปรับรากฐาน เวลา ๒ ปีที่กระผมได้แปรญัตตินั้นมีความหมายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงกระบวนการในการได้มา ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๑ หรือว่าการสรรหาคัดเลือก โดยรัฐสภาสำหรับ สสร. ประเภทที่ ๒ รวมไปถึงกระบวนการในการจัดทำร่างหรือว่า การวินิจฉัยว่าร่างนั้นจะขัดต่อข้อห้ามหรือไม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือว่าการที่ ท่านประธานจะใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย เสร็จแล้วก็ผ่านไปสู่การให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น จัดทำประชามติ กระผมคิดว่าเงื่อนเวลาและกรอบเวลานั้นเราควรใช้อย่างมีคุณค่า และเริ่มวางรากฐานของคำว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม นั่นหมายความว่าแต่ละบท แต่ละตอนจากนี้ไปเราจะต้องคำนึงถึงหลักการดังกล่าว เพราะในคำแปรญัตติของกระผม ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตลอดจนท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาจะเห็นว่า มันมีความสอดคล้องต้องกันในคำแปรญัตติในวรรคหนึ่ง ซึ่งกระผมได้อ่านไปแล้ว ในวรรคสอง วรรคสาม ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากของกรรมาธิการเลยนะครับ แต่ในวรรคสี่นั้นจะมี ความสอดคล้องต้องกันและรวมไปถึงในวรรคห้า แล้วก็ข้ามไปในบทเฉพาะกาล หรือใน มาตรา ๕ กระผมเขียนร่างคำแปรญัตติทั้งฉบับครับ แล้วก็พยายามที่จะออกแบบเพื่อให้ เป็นรากฐานสำคัญอย่างน้อยถ้าท่านคณะกรรมาธิการจะได้ยินและได้ฟังแล้วเข้าใจ ก็อาจจะ เปลี่ยนแปลงทบทวนในร่างของคณะกรรมาธิการ ผมมีความเชื่อว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ถ้าเราให้เวลาในระยะเวลาที่เหมาะสมเราจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนั้นในวรรคสี่ ซึ่งกระผมใคร่ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ฟังอย่างตั้งใจนะครับ เพื่อสอดรับ กับคำอภิปรายของผมในการแปรญัตติในวรรคหนึ่งนั้น ก็ใคร่ขออนุญาตที่จะอ่านให้ท่าน ได้ฟังนะครับว่า โดยคำแปรญัตติของกระผมนั้นในวรรคสี่เขียนไว้ว่า ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการถ่ายทอดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทางวิทยุโทรทัศน์หรือวิทยุกระจายเสียง ทุกครั้ง และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกจังหวัดด้วย กระผม แปรญัตติแตกต่างไปจากที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะเชื่ออย่างหนึ่งว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นจะต้องให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ และกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเรามี ประสบการณ์มาแล้วอย่างน้อยในช่วง ๑๕ ปี ๒ ฉบับที่ผ่านมา เรามีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเราก็มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนก็เป็นกรรมการในการทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนั้นก็มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ว่า ในร่างที่กรรมาธิการบอกว่าให้รับฟังความคิดเห็นในระดับภูมิภาคยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้มีการถ่ายทอด หรือการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเราใช้เวลามาพอสมควร แล้วจากนี้ไปกระผมเน้นการใช้เวลา อย่างมีคุณค่า เพราะ ๘๐ ปีที่ผ่านมา เราอาจจะถือได้ว่าเป็นห้วงเวลาที่เราสูญเสียไป เราไม่สามารถสกัดกั้นการฉ้อฉลทางการเมือง เราไม่สามารถสกัดกั้นการรัฐประหารที่อ้างถึง การฉ้อฉลทางการเมืองหรือการคอร์รัปชันทางการเมือง วันนี้ก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเราได้บทเรียนมาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เรามีบทเรียนในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีบทเรียนถึง ๒ ครั้ง นี่คือครั้งที่ ๓ ถ้าชายสามโบสถ์ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชายสามโบสถ์นั้นไม่ทำให้คนดีขึ้นได้ ป่วยการที่จะบวชต่อไป ป่วยการที่จะพึ่งพาพระพุทธศาสนาหรือโบสถ์ เช่นเดียวกันเราไม่สามารถพึงพารัฐสภาได้อีกต่อไป ต้องกลับไปสู่ประชาชน เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดที่กำหนดไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นบทบัญญัติบังคับและเป็นการเปิดโอกาสให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะทำคลอด ที่จะเกิดขึ้นมานั้นสามารถใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ตรงนี้ละครับ ในการที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลหรือใครก็ตามไม่สามารถที่จะปิดกั้นได้ ด้วยการให้มีการถ่ายทอดและต้องก็ให้ความร่วมมือ ทั้งสื่อมวลชนของรัฐและสื่อมวลชน ของเอกชน ตรงนี้เองคือประเด็นที่สำคัญมาก ท่านอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่สำหรับผมแล้วถือว่าการเรียนรู้ การรับรู้ และความเข้าใจที่ประชาชนมีต่อรัฐธรรมนูญ แต่ละบทแต่ละมาตรา หลักการที่ซ่อนไว้ในแต่ละเรื่องแต่ละราว และความผิดพลาดที่เรา ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกนั้น ประชาชนควรจะมีส่วนร่วม และแน่นอนที่สุดสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามร่างของคณะกรรมาธิการมาจากทุกจังหวัดครับ จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นถ้าหากมีการรับฟังความคิดเห็นโดยให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ไป รับฟังและมีการถ่ายทอด จะโดยวิทยุหรือโทรทัศน์ หรือทั้งวิทยุและโทรทัศน์ หรือสื่ออื่น ๆ แน่นอนที่สุดว่าประชาชนเขาจะรู้สึกว่านี่คือรัฐธรรมนูญของเขา เขาจะลุกขึ้นต่อสู้ในยามที่ รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกทำลาย หรือในยามที่รัฐธรรมนูญถูกข่มขืน หรือการใช้รัฐธรรมนูญในทาง ที่ผิด เราเชื่อเหมือนกันครับท่านประธานว่าไม่มีใครเขียนกฎหมายที่จะป้องกันพฤติกรรม ของบุคคลได้ เราไม่สามารถที่จะล้อมรั้วบ้านเพื่อป้องกันการโจรกรรมได้ไม่ว่ารั้วนั้นจะสูงปานใด ก็ตาม เพราะบางครั้งคนที่เป็นขโมย คนที่เป็นโจรนั้นอยู่ภายในบ้านนั้นเอง เช่นเดียวกัน ๘๐ ปีที่ผ่านมากับ ๑๘ ฉบับของรัฐธรรมนูญได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีทางครับ เพราะฉะนั้น แนวเชื่อในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญนิยม จะแก้ปัญหาประชาธิปไตย ก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นมันอาจจะไม่ใช่คำตอบของโจทย์ ของความล้มเหลวในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถสร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของ นี่คือรัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของ พรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนใดคนหนึ่งนี่ละครับคือจุดเริ่มต้น เรากำลังสร้าง ต้นกล้าประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นในวรรคหนึ่ง และวรรคสี่ของกระผมนั้นจึงมีความสอดคล้องอยู่ในหลักการที่เรียกว่า ประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม ผมไม่ทราบว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะมีเหตุผลแตกต่างไปอย่างไร ในการที่ท่านจะโต้แย้งต่อคำแปรญัตติของกระผม แล้วผมก็ขอการสนับสนุนจาก สมาชิกรัฐสภาถ้าเห็นว่าถ้อยแถลงของกระผมนั้นและคำแปรญัตติของกระผมนั้นมีเหตุมีผล สมควรที่จะให้กรรมาธิการได้มีการแก้ไขปรับปรุง ก็ขอได้รับการสนับสนุนด้วย
กระผมได้แปรญัตติในวรรคห้า ท่านประธานอาจจะแปลกใจว่าในร่าง ของคณะกรรมการที่เสนอรายงานต่อสภานั้นมี ๖ วรรคด้วยกัน แต่ทำไมวรรคหกกระผม จึงไม่มี กระผมจะอภิปรายในประเด็นวรรคห้าที่แตกต่างจากร่างกรรมาธิการ แต่ในวรรคหกนั้น กระผมต้องเรียนท่านประธานว่าจะขออนุญาตที่จะก้าวล่วงไป เพราะว่าในวรรคหก ของกระผมนั้น กระผมได้ไปเขียนผสมกลมกลืนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ แต่จะอ้างอิง เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ในบทบัญญัติที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอมาในวรรคห้า และวรรคหกนั้น กระผมขออนุญาตที่จะอ่านสั้น ๆ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันนี้มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ วรรคหก ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะ ตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ส่วนคำแปรญัตติของกระผมนั้นในวรรคห้า ได้เขียนไว้ดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๑๐ ศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะกระทำมิได้
กระผมขออธิบายในวรรคห้าก่อนที่จะก้าวล่วงไปวรรคหก ท่านประธานครับ การที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงความในวรรคห้า ซึ่งเดิมบัญญัติไว้แต่เพียงว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทำมิได้ โดยมีการเพิ่มข้อความว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ตรงนี้เองถือได้ว่าคณะกรรมาธิการยอมรับว่ามีความกังวล หรืออีกนัยหนึ่ง แรงกดดันของสังคมที่วิตกกังวลว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่จะให้มีการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. นั้น เหมือนมีการโอนลอย เหมือนมีเช็คว่างให้กรอกตัวเลขเอง เพราะฉะนั้นจึงมีความวิตกกังวล ท่านประธานยอมรับนะครับ ผมเองแล้วก็เพื่อนสมาชิก ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ได้พยายามที่จะให้เหตุผลจนกระทั่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยอมเปลี่ยนแปลงแต่ไม่พอครับ ท่านยอม เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เดิมบอกว่าเราควรจะให้อิสระกับ สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ควรไปตีกรอบ เราไม่ควรที่จะไปกำหนดอะไร เพราะเรามีหน้าที่ในการทำคลอด สสร. เท่านั้น ส่วนการทำคลอดรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ สสร. อันนี้เป็นเรื่องหลักการสำคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภา เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่า กรรมาธิการได้ยอมรับที่จะแก้ไขว่า มันไม่ใช่ เป็นเช่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราทำคลอดเพียงแค่ สสร. แล้วปล่อยให้ สสร. ซึ่งยัง ไม่ทราบว่าจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรนั้น แต่มันมีความกังวลที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็คงทราบเช่นเดียวกับตัวกระผมว่า ใน ๔ ประเด็นของความกังวล ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดี ในเรื่องของความอิสระของศาลก็ดี ในเรื่อง ของการแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือในเรื่องของการที่จะมีผล ต่อการนิรโทษกรรมความผิดของผู้ที่กระทำผิดทุจริตต่อบ้านเมืองก็ดี ๔ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ เราพูดกันมากในคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ขอถือโอกาสนี้รายงานท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ จนกระทั่งคณะกรรมาธิการได้ยอมที่จะปรับปรุงแก้ไข แล้วก็แปรญัตติ ประทานโทษ ได้มีการแก้ไขโดยการเพิ่มในประเด็นดังกล่าว แต่กระผมนั้นเห็นว่า ไม่เพียงพอ เพราะว่าความวิตกกังวลมีอยู่ถึง ๔ ประเด็นหลัก แน่นอนที่สุดว่า ใน ๔ ประเด็นหลักนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมเพียง ๑ ประเด็น นั่นหมายความว่า อย่างไร หมายความว่าในอีก ๓ ประเด็น ท่านไม่วิตกกังวล หรือท่านไม่สนใจต่อความกังวลว่า ประเด็นเหล่านั้นจะทำให้ผลงานที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้กลายเป็นชนวนของวิกฤติ การเมืองครั้งใหม่อย่างนั้นหรือ เป็นต้นเหตุ สาเหตุของการสร้างความเห็นแย้ง ซึ่งมันไม่ใช่ ผมย้ำเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ แล้วว่า เราต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคต เพื่อให้ประเทศนี้ เดินไปข้างหน้า แต่ไม่ใช่เขียนเพื่ออดีต หรือทำให้ประเทศนี้ถอยหลังเข้าคลอง หรือกลับไปสู่ วังวนของความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นกระผมจึงได้แปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามาว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๑๐ ศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะกระทำมิได้ ท่านประธานครับ คำแปรญัตติของกระผมนั้นแตกต่าง โดยเฉพาะในหมวดที่ ๑ ว่าด้วยบททั่วไป ซึ่งความจริงแล้วท่านประธานมีประสบการณ์สูงในทางการเมือง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็มีประสบการณ์ทั้งในรัฐสภา แล้วก็ใน สสร. ท่านก็คงทราบว่า เวลาเรายกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าฉบับใดก็ตามบททั่วไปนั้นเหมือนเดิมครับ แล้วทำไม เราจึงไม่บรรจุไว้ละครับ การที่เราไม่บรรจุ ตีกรอบไว้ มันสะท้อนในอีกทางหนึ่งของความที่ เกิดการระแวงสงสัย ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ อ่านเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้นครับ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้พิจารณาคำแปรญัตติและเหตุผล ของกระผม รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ เพราะนี่คือการได้รับฟัง แล้วก็จะเกิด ความเข้าใจในประเด็นที่เป็นสารัตถะนะครับ ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ บททั่วไป ก็คือเริ่มจาก มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ ผมจะกล่าวเฉพาะ ๒-๓ มาตราเท่านั้นครับ เพื่อให้เห็นว่าโดยแท้ที่จริง การบัญญัติตรงนี้ลงไปไม่เป็นการเสียหายเลยครับ มิหนำซ้ำทำให้งานของ สสร. ง่ายขึ้น มิหนำซ้ำทำให้เกิดความมั่นใจ และความเคลือบแคลงระแวงสงสัยนั้นก็จะลดทอนไป อันนี้ก็ทำให้รัฐบาลทำงานง่ายขึ้น ทำให้รัฐสภาทำงานง่ายขึ้นครับ มาตรา ๑ เขียนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ มาตรา ๒ ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ความจริงท่านประธานครับ
ท่านอลงกรณ์ครับ ขออภัยครับ ท่านถึงตรงไหนแล้วครับ ถึงวรรคไหนที่ได้สงวนไว้แล้วครับ
คำแปรญัตติของกระผมอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าครับ
ตอนนี้ถึงวรรคห้าใช่ไหมครับ
ครับ วรรคห้า บรรทัดที่ ๒ ครับ
ขอกระชับนิดหนึ่งครับ
นี่กระชับที่สุดแล้วครับท่านประธาน ผมไม่ได้ออกนอกประเด็นเลยครับ
ไม่เป็นอะไรครับ ต่อเถอะครับ
ครับ ในบทบัญญัติที่กระผมได้แปร ญัตติเพิ่มเข้าไป คือกรรมาธิการเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นร่างหลัก แล้วก็การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กระผมสามารถจะขอแปรญัตติเพิ่มเติม ลงไปได้ครับ เพราะว่าเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมให้มีการตีกรอบบางส่วน แทนที่จะเป็นเช็คว่าง หรือว่าโอนลอย ผมก็มีสิทธิที่จะแปรญัตติเพิ่ม ขณะนี้มาถึงในบรรทัด ที่ ๒ ของวรรคห้าในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป แล้วกระผมกำลังให้ความเห็นนะครับว่า โดยประสบการณ์ของท่านประธานรัฐสภาเอง ของท่านประธานคณะกรรมาธิการเอง และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เรามีประสบการณ์ครับ รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ไปอ่านเถอะครับ ยกเว้นบางฉบับที่เป็นฉบับชั่วคราว ฉบับถาวรทั้งหลายจะมีบทบัญญัติใน ๗ มาตรานี้ แทบจะ เหมือนกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมา แล้วกระไรเลยละครับที่เราจะไม่ใส่ ลงไป เพราะฉะนั้นหมวดที่ ๑ บททั่วไปจึงเป็นบทกำกับ เป็นบทสำคัญที่สุด เพราะว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นอำนาจทั้งหลายจะออกจากรัฐธรรมนูญ อำนาจ อธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทนี้สำคัญที่สุด ใครจะ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ใครจะเปลี่ยนแปลงไปจากโครงสร้างของอำนาจอธิปไตย ที่เราเคยใช้มาหรือใครจะเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน คนไทย ไม่ว่าจะแตกต่างกันในเชื้อชาติ ศาสนาใด ๆ กระทำมิได้ และนี่เป็นการย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า มาตรา ๗ ของหมวด ๑ บททั่วไป มันเป็นความชาญฉลาดของการเขียนรัฐธรรมนูญ แต่ผม ก็ไม่ทราบว่าทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งมีปรมาจารย์หลายคนที่เป็นกรรมาธิการ จบจากฝรั่งเศสบ้าง จบจากนอก จากในประเทศหลายคน แต่ว่าทำไมถึงไม่ยอมให้มี การบัญญัติตรงนี้ลงไปเลย ที่บัญญัติว่าในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ที่ผมได้แปรญัตติบัญญัติ หมวด ๑ บททั่วไป ๗ มาตรานี้ ให้บรรจุไว้เลยเหมือนอย่างที่หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอยู่ ๓๐๙ มาตรา เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญที่ยาวมาก ปกติประเทศพัฒนาประชาธิปไตยแล้วรัฐธรรมนูญเขาสั้น ๆ ทั้งนั้นครับ ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนารัฐธรรมนูญจะเขียนยาวมาก แต่ว่าจะเขียนยาวเท่าใด ก็ยังไม่สามารถครอบคลุม ดังนั้นในมาตรา ๗ ของหมวด ๑ ของทุกรัฐธรรมนูญจึงเขียนไว้เลยว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้การวินิจฉัยในนิติบัญญัติใด ๆ ที่มีผลผูกพันต่อรัฐ ต่อพลเมืองแล้วก็ให้ถือเอาประเพณีธรรมเนียมการปกครอง ผมกำลังให้เหตุผลเพื่อขอให้ กรรมาธิการได้ทบทวน เปลี่ยนแปลง แก้ไข บรรจุในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป
ถัดมาที่กระผมแปรญัตติก็คือหมวด ๑๐ ศาล กระผมไม่เห็นเหตุผลใดเลยว่า ทำไมเราถึงจะไม่ตีกรอบล้อมรั้วในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วยการไม่บรรจุในเรื่อง ของหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล มันเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก เป็นเรื่องอ่อนไหวมากเพราะว่า ความระแวงสงสัย ความวิตกว่าจะมีการยกเลิกศาลบางประเภท การจะแทรกแซงศาล โดยการเปลี่ยนแปลงด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมานั้น ตรงนี้กระผมก็จะช่วย ด้วยการให้ยกว่าด้วยหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วยศาล ท่านประธานครับ ศาลในประเทศไทยนั้น ได้เปลี่ยนแปลงในช่วงไม่ถึง ๒ ทศวรรษ จากศาลเดี่ยวมาเป็นศาลคู่ ท่านประธานก็คงทราบ แล้วเรามีประสบการณ์ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนั้นในช่วงของการปฏิรูปการเมือง เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วจนมาสู่การก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั่นคือการเกิดระบบ ศาลคู่ ศาลคู่พัฒนามา ๑๕ ปี ถามบอกว่าวันนี้เราจะย้อนกลับไปโดยการยกเลิกศาล บางประเภทอย่างนั้นหรือ และแน่นอนพัฒนาการของสถาบันตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ภายใต้ ๓ อำนาจอธิปไตยนั้นมันไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืนครับ ไม่ได้โต ชั่วข้ามคืน ผมจำได้นะครับท่านประธานว่าในเรื่องของศาลเราพูดกันมาก วันนี้ผมก็มาขอให้กรรมาธิการ เสียงข้างมาก ขอให้บรรจุหมวด ๑๐ ลงไปเลยครับ ตีกรอบล้อมรั้วไปเลย ลงไปเหมือนที่ท่าน ใส่หมวด ๒ นั่นละครับ ผมขอให้เพิ่มหมวด ๑๐ ลงไปด้วย ในหมวด ๑๐ จะมีด้วยกันอยู่ ๕ ส่วนด้วยกัน มี ๕ ส่วนซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบแต่กระผมใคร่ขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาลนั้น ส่วนที่ ๑ เป็นบททั่วไป ส่วนที่ ๒ เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๓ เป็นศาลยุติธรรม และส่วนที่ ๔ เป็นศาลปกครอง สุดท้ายส่วนที่ ๕ คือศาลทหาร ใน ๕ ส่วนดังกล่าวนั้น สาระสำคัญที่สำคัญมากที่สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะให้ ความเคารพซึ่งกันและกันอยู่ในมาตรา ๑๙๗ ครับ ขออ่านมาตราเดียวครับเพียงแค่ ๒ วรรค เท่านั้น
การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้ เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไป โดยถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
๒ วรรคนี้ในมาตรา ๑๙๗ ถือเป็นแม่บท เป็นแม่บทของหลักประกัน ความอิสระของฝ่ายตุลาการ รัฐธรรมนูญในรอบ ๘๐ ปีมานี้ผมถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่ามีใครเขียนต่างไปจากนี้อีกไหมครับ แล้วรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่ ท่านคิดว่าจะไม่เขียนอย่างนี้อีกหรือครับ ไม่แตกต่างกันเลยครับ แล้วทำไมถึงไม่บัญญัติไว้ละครับ หรือว่าเป็นเพราะว่าศาลอื่นที่ท่านจะเข้าไปแก้ไข ศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ๒ ความจริง ตอนที่เรามีการพิจารณาจะให้มีองค์กรใหม่ ๆ ภายใต้โครงสร้างประเทศของเรานั้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเราคิดว่าอาจจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจำได้ เราอยู่ด้วยกัน เราได้มีส่วนในการพิจารณาว่า การออกแบบโครงสร้างประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมืองปี ๒๕๔๐ นั้นเราจะมี โครงสร้างแบบใด ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ก็เป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งทางด้านรัฐธรรมนูญ เราก็ พิจารณากันว่าจะเป็นอย่างไร แต่ท้ายที่สุดเราเห็นตรงกันครับว่าให้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นระบบ ระบอบหรือรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด แล้วก็ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบไปด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานและตุลาการรวมทั้งหมด ๙ คน ก็มาจาก ผู้พิพากษาในศาลฎีกาครับ ไม่ได้มาจากที่ไหนเลยแล้วก็ศาลปกครองสูงสุดและผู้ทรงคุณวุฒิ ตรงนี้เองที่หลายคนอาจจะนำประเด็นในเรื่องของความวิตกว่าเรื่องของการเมือง เรื่องของ ผู้มีอำนาจที่โดนวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ หรือการยุบพรรค หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่แท้ที่จริงผมอยากให้แยกแยะ ให้แยกแยะว่าโดยแท้ที่จริงบทบาทหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้มาเล่นการเมืองกับเราหรอกครับ แต่ว่านักการเมืองบางยุค บางสมัยต้องยอมรับว่าได้สร้างแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ มันจึงไม่ใช่ความผิดของศาลอย่างไรครับ มันไม่ใช่ ความผิดของศาลรัฐธรรมนูญมันเป็นความผิดของฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ถ้าเราต้องการยืนยัน ยืนหยัดไม่ให้มีความเคลือบแคลงระแวงสงสัยประเด็นนี้ท่านประธาน ต้องยอมรับว่ามันมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัย ดังนั้นผมก็ช่วยว่าท่านรักษาหมวด ๑๐ เอาไว้เหมือนอย่างที่ท่านได้เพิ่มหมวด ๒ นี่ครับ
นอกจากนั้นแล้วผมจะไปไวขึ้นนะครับท่านประธานครับ นอกจากส่วนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญก็คือศาลยุติธรรม แล้วก็ส่วนที่ ๔ ศาลปกครอง ซึ่งไม่มีเหตุผลเลยครับ ศาลปกครองมีหน้าที่ในการที่จะวินิจฉัยในคดีปกครองซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากครับ แต่เดิม ท่านประธานทราบไหมครับว่าเรามีการพิจารณาเรื่องนี้ว่าควรจะมีศาลปกครองหรือไม่ เพราะเดิมทีถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเราพิจารณาว่ามันอยู่ในส่วนหนึ่งของคณะกรรมการกฤษฎีกา อยู่ในส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องการรับเรื่องราวร้องทุกข์ แล้วก็มีการเข้าไป เยียวยาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แต่มันก็อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารครับ เพราะฉะนั้นเราก็ออกแบบ ตอนนั้นถ้ากล่าวว่า ในปี ๒๕๔๐ เราออกรัฐธรรมนูญมา เราเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตจริง ๆ เราเขียน รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะออกโครงสร้างของศาลปกครองขึ้นมา เพื่อที่จะดูแลแก้ไขปัญหาระหว่าง ราษฎรกับรัฐ แล้วขณะนี้ศาลปกครองก็ขยายออกไปในภูมิภาคครับ ผมไม่เห็นว่าเหตุผลใดเลยครับ ที่เราจะไม่บัญญัติหมวด ๑๐ เข้าไป เพราะอย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเราก็ยังมีศาลปกครอง ต่อไป นั่นคือหมวด ๑๐ ครับ
หมวด ๑๑ กระผมแปรญัตติท่านประธานตามมาเรื่อย ๆ นะครับ หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะกระทำมิได้ ผมจะย่นย่อการอภิปรายของกระผมด้วยการอภิปรายควบในเหตุผลว่าด้วยการที่ขอให้มี บทบัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า โดยการเพิ่มอีก ๒ หมวดครับ คือหมวด ๑๑ แล้วก็หมวด ๑๒ ท่านประธานครับ หมวด ๑๑ นั้นจะมีด้วยกันอยู่ ๒ ส่วนเท่านั้นนะครับ ผมทบทวนนะครับเพราะว่าทราบดีว่าท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และสมาชิกวุฒิสภานั้น ได้อ่านรัฐธรรมนูญ กันครบทุกมาตรา แต่ว่ากระผมใคร่ขอทบทวนเพื่อที่ท่านจะได้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ประกอบเหตุผลของกระผม กระผมขอให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มในวรรคห้านะครับ โดยเพิ่มหมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๒ ส่วนด้วยกัน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๒ ก็คือ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นความแตกต่างว่าในการออกแบบโครงสร้างสถาบัน ที่ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญมันได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และต่อไปก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ จะมีรูปโฉมโนมพรรณอย่างไร เรายังบอกไม่ได้ แต่วันนี้ เมื่อกรรมาธิการยอมถอยใส่หมวด ๒ เข้าไป ผมก็ขอให้เพิ่มหมวด ๑๑ หมวด ๑๒ เพราะเห็นว่า ๒ หมวดนี้ได้มีการพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับแล้ว ได้นำประสบการณ์ความผิดพลาด บกพร่องมา แล้วก็เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ประกอบกับ ต้องการที่จะลบในเรื่องความระแวง สงสัยว่าจะเป็นการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไป แทรกแซงครอบงำ หรือว่าไปเอื้อประโยชน์ หรือการนิรโทษกรรมใด ๆ ผมจึงเห็นว่าในหมวด ๑๑ ซึ่งส่วนที่ ๑ นั้นสำคัญมากครับ
ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีด้วยกันอยู่ ๔ องค์กร ๑. ก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. ก็คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓. ก็คือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ ๔. คือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ส่วนที่ ๒ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ๑. คือองค์กรอัยการ ๒. คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ๓. คือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กระผมขอให้คงตรงนี้ไว้และขอแสดงเหตุผลอธิบายในหมวดที่ ๑๒ ต่อเนื่องเลย เพราะว่าเป็นความคาบเกี่ยวกัน หมวดที่ ๑๒ ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สิน ส่วนที่ ๒ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนที่ ๓ การถอดถอนจากตำแหน่ง ส่วนที่ ๔ การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวดที่ ๑๑ และหมวดที่ ๑๒ นั้น กระผม จำเป็นอย่างยิ่งที่ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ให้เหตุผลถ้าหากว่าท่านไม่เห็นด้วยนะครับ ว่าทำไมท่านถึงไม่ยอมบรรจุไว้ในวรรคห้า เมื่อท่านยอมบรรจุหมวด ๒ แล้ว กระผมขอเพิ่ม หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทำไมล่ะครับ ผมขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจง สำหรับเหตุผลของผมที่ให้มีการบรรจุไว้เพราะว่าถ้าเราละเลยที่จะยืนยันเจตนารมณ์ ที่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นปัญหาครับ และแน่นอนที่สุด ท่านไม่สามารถรับผิดชอบด้วยหรอกครับไม่ว่าท่านจะพูดยืนยันอย่างไรก็ตามเพราะว่าเมื่อเรา มี สสร. และเราก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า สสร. เหมือนถูกล็อกสเปกเป็นร่างทรง นี่คือ โอกาสสุดท้ายนะครับ เป็นมาตราสุดท้ายที่เราจะยอมให้มีการแก้ไขในวาระที่สอง โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในโอกาสสุดท้ายที่เราจะยืนยันว่าข้อสงสัย ข้อครหาต่าง ๆ ใน ๔ ประเด็นนั้นไม่เป็นความจริง ก็อยู่ที่วรรคห้านี่ครับ อยู่ที่วรรคห้านี้เท่านั้นเอง ผมมี ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับท่านนะครับ ไม่ใช่วันนี้และวันหน้า เพราะฉะนั้นในเรื่องที่มี ความสลักสำคัญต่ออนาคตของบ้านเมือง ต่อการที่เราจะสร้างสะพานก้าวข้ามความขัดแย้ง แตกแยก ก้าวไปสู่ยุคการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริงเพื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นของทุกคน เพื่อรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่ออนาคต ท่านจะต้องพิสูจน์ด้วยวรรคห้ามาตรานี้ละครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งผมถามว่าเราจะกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งหรือครับ หรือว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับมีบทบาทอย่างยิ่งหลังจากที่ เราใช้ระบบออมบุดสแมน (Ombudsman) ผมนี่เป็นกรรมาธิการยกร่างต้นแบบ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่เป็นระบบ ออมบุดสแมน ตอนนั้นท่านประธานมีชัยเป็นประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่ง นี่คือ การออกแบบครั้งแรกที่มีการนำระบบนี้เข้ามาอยู่ในโครงสร้างของประเทศไทย เพราะอะไร เพราะเราเห็นว่าประชาชนที่เลือก ส.ส. หรือว่า ส.ว. เข้ามานั้น ส.ส. และ ส.ว. นั้นไม่มีกลไก เหมือนอย่างฝ่ายบริหาร แต่ว่า ส.ส. และ ส.ว. แม้แต่สำนักงานรัฐสภาในภูมิภาคหรือจังหวัด ยังไม่มีเลยครับ ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายบริหารเขามีกระทรวง ทบวง กรม มีจังหวัด มีอำเภอ มีตำบล มีหมู่บ้าน แต่เวลาราษฎรเขาเลือกเรามา เขาได้รับความทุกข์ร้อน เขาอยากจะ ร้องเรียน ผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งก็เยียวยาบรรเทา อีกส่วนหนึ่งเราก็สร้างกลไกของรัฐสภา ขึ้นมา ด้วยการให้มีระบบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ร้องเรียน ร้องทุกข์มา ลงไปดูก่อน รวบรวมประเด็นเรื่องราวมา มอบให้รัฐสภาในการที่จะดูแลแก้ไขหรือส่งเรื่องให้รัฐบาล นี่คือ ระบบที่เราออกแบบมาในปี ๒๕๔๐ หลังจากนั้นก็พัฒนามาสู่การเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน มาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงในปี ๒๕๕๐ ถ้าใครไม่เข้าใจโดยคิดแต่มุมการเมือง เพียงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมาจากต้นไม้พิษ เป็นเรื่องรัฐประหาร แต่ถ้ามอง โดยสารัตถะอย่างเทียบมาตราต่อมาตรา หมวดต่อหมวดนั้นจะเห็นถึงพัฒนาการ ของการออกแบบโครงสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าขึ้น แต่เอาละเมื่อรัฐบาลเห็นว่าต้องการ จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็เห็นว่าให้บรรจุหมวด ๑๑ ในเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และที่สำคัญคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ตรงนี้ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ท่านจะไม่บรรจุใส่ไว้ครับ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก ที่อยู่ในหมวด ๑๑ ผมอธิบายสั้น ๆ เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากท่านดื้อมากนะครับ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลเลยที่ท่านจะไม่บรรจุลงไป เมื่อท่านยอมหมวด ๒ แล้ว หมวดนี้ก็ต้องใส่เข้าไป เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรายังยอมรับในเรื่องของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ แต่เดิมเรามี ป.ป.ป. ท่านประธานจำได้ไหมครับ ป.ป.ป. ครับ ถูกหาว่า เป็นเสือกระดาษ ป้องกันปราบปรามการทุจริต ถูกหาว่าเป็นเสือกระดาษ ไม่มีอำนาจ แล้วก็ อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารคือรัฐบาล เราจึงมาออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ให้เป็น ป.ป.ช. อย่างไรครับ แล้ววันนี้ผมถามว่าเราจะกลับไป แบบเดิมหรือครับ ในเมื่อในซีกของรัฐบาลเจ้าหน้าที่รัฐเรามี ป.ป.ท. แล้วครับ เราช่วยกัน ออกกฎหมายให้มีโครงสร้างประเทศนี้มี ป.ป.ท. ขณะเดียวกันในส่วนของ ป.ป.ช. ในการดูแล ตรวจสอบให้เกิดความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงทางการเมืองและตำแหน่งอื่น ๆ ก็มี ป.ป.ช. ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านจะไม่ให้มีหรือครับ จะกลับไปสู่ ยุคของการปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างนั้นหรือ ผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะมีเหตุผลใด จะมาลบล้างกระผมในประเด็นนี้
ถัดมาคือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินครับ ซึ่งอันนี้เดิมเช่นเดียวกันครับ เดิมก็เป็น สตง. ภายใต้รัฐบาล ต่อมาเราก็เห็นว่างบประมาณปีหนึ่งตอนนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนะครับ เงินเหล่านี้มาจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ เกษตรกร หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน พ่อค้าแม่ขาย วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ข้าราชการ พนักงาน ทุกบาท ทุกสตางค์ที่จับจ่ายใช้สอยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีหลักของประเทศนี้นะครับ เสียภาษี นิติบุคคล เสียภาษีบุคคลธรรมดา ซื้อรถซื้อราก็เสียภาษีสรรพสามิต เติมน้ำมันก็เสียภาษี ทุกอย่างเสียภาษีหมด ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น จะยืนหรือนั่ง เสียภาษีหมด เงินเหล่านั้น รวบรวมกันมา รวมค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มาเป็นงบประมาณแผ่นดิน และเราก็พยายาม ที่จะตีกรอบสร้างรั้วว่าให้มีหน่วยต่าง ๆ ทั้ง ป.ป.ช. ทั้ง ป.ป.ท. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ในการบริหารเงินเหล่านั้น พร้อมกันนั้นก็มี ส.ส. ส.ว. คอยควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลคอร์รัปชันมากก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีไม่ซื่อสัตย์สุจริต บกพร่องต่อหน้าที่ร้ายแรง เราก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่คือการควบคุมตรวจสอบในโครงสร้างของประเทศนี้ แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้รับการออกแบบให้เป็นอิสระ เฉกเช่นเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ ป.ป.ช. เพราะเห็นว่า เรื่องของงบประมาณแผ่นดิน เรื่องของภาษีของประชาชนนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ผมถามว่า ท่านประธานจะใจจืดใจดำตัดทิ้งตรงนี้ไปได้อย่างไรครับ ท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนนี่ครับ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนะครับ แต่ว่าที่นั่งอยู่ปรากฏบนจอทีวี (TV) ท่านตอบผมให้ได้นะครับว่า ท่านไม่สนใจ ไม่อินังขังขอบต่อเงินภาษีที่ประชาชนอาบเหงื่อต่างน้ำมาจ่ายให้พวกเรา เพราะฉะนั้นทำไมจึงไม่ยอมบรรจุที่ผมได้แปรญัตติไว้ ส่วนองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ องค์การอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่ ถามใจท่านเถอะครับว่าท่านจะไม่บรรจุไว้ได้อย่างไรครับ แล้วถามว่ามันเสียหายอะไรที่ไม่บรรจุครับ มันมี ๒ ด้านของเหตุและผลที่ท่านจะต้องตอบ ตัวเอง และท่านจะต้องตอบผมในฐานะที่ผมแปรญัตติชี้ทางสว่างให้ท่าน
สุดท้ายก็คือหมวด ๑๒ ครับ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สิน กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะขออนุญาตดูประเด็นสุดท้าย ตรงนี้ เพราะว่าเป็นหมวดที่เราได้บรรจุมาในช่วงเวลา ๑๐ ปีหลังมานี้ครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่ ถือว่าเป็นความก้าวหน้า ถือเป็นนวัตกรรมทางด้านของนิติบัญญัติทีเดียวในการที่ ตรารัฐธรรมนูญแล้วก็ได้เพิ่มหมวดนี้เข้าไป ประเทศพัฒนาแล้วล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญ ต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ ๑ ว่าด้วยการตรวจสอบ ทรัพย์สิน เราจึงโดนกันทุกคนนะครับ แล้วเราก็เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษจริง ๆ ที่ยอมรับกติกานั้น และก้าวเข้ามาสู่รัฐสภา เราต้องแสดงบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินครับ ท่านประธาน ก็คงเช่นเดียวกับผมนะครับ เราเคยเป็นรัฐมนตรี และเป็น ส.ส. ในขณะเดียวกัน ยื่นบัญชีกัน อุตลุดเลยครับ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่งของความเป็น ส.ส. พ้นไปอีก ๑ ปี เป็นรัฐมนตรีมิหนำ ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคผมก็ยังต้องยื่นอีก พ้นจากตำแหน่ง ก็ยังต้องยื่น ยื่นจนกระทั่งต้องมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคอยดูแลอย่างเดียวเลยเพราะพลาดไป บรรทัดเดียว โดนถอดถอนครับ ดังนั้นผมคิดว่าเราออกแบบประเทศของเรามานี้ด้วยการให้มีระบบการตรวจสอบทรัพย์สิน สำหรับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ การเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วท่านจะไป เลาะรั้วนี้ออกหรือครับ ท่านจะไปปลดมาตรฐานที่เราสร้างไว้อย่างนั้นหรือครับ ไม่มีเหตุผลเลยครับ ทำไมท่านจึงไม่บรรจุละครับ หรือท่านไม่อยากแสดงบัญชีหนี้สิน ทรัพย์สิน หรือท่าน อยากจะซุกหนี้ หรือซุกทรัพย์สินครับ นี่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราก็เพิ่งโดนนะครับ แล้วจะมีการเลือกตั้งเร็ว ๆ นี้ในภาคเหนือ นั่นก็เพราะว่าเหตุของมาตราดังกล่าวนั้น จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่นั่นคือการให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของบทบัญญัติเพียงไม่กี่บรรทัดนี่ครับ รัฐมนตรีหลายคน ท่านประธานคงทราบนะครับ ที่ได้มีการกระทำทุจริตไม่ว่าเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีล้วนแล้วแต่เจอในเรื่องของ การตรวจสอบการใช้อำนาจ และกฎหมายไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม ท่านประธานจำไว้เลย ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจำไว้ กฎหมายมีหลักว่าไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม หมายความว่าแม้แต่เป็นพระพรหมพระอินทร์ กฎหมายยังไม่กลัวเลย จะเป็นคนยากคนจน จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยหรือจะเป็นพรรคอะไรก็ตาม ถือปฏิบัติเหมือนกัน หรือว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านกลัวครับ ท่านอาจจะ บอกท่านไม่ใช่พระอินทร์พระพรหม ถึงท่านเป็นพระอินทร์พระพรหม กฎหมายนี้ก็ไม่กลัวท่าน ดังนั้นยืนยันไปเถอะครับ
ส่วนสุดท้ายที่กระผมอยากจะให้เหตุให้ผลก็คือในเรื่องของการกระทำ ที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้ผมเชื่อว่าในใจของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ คอนฟลิกท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of Interest) ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องถอดปริญญาเอกของอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข เพราะว่าท่านไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ ท่านไม่ยอมเห็นด้วยกับผม ไม่ยอมบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องให้มหาวิทยาลัยของท่านที่ประเทศฝรั่งเศสเขาถอดถอนปริญญาของท่าน เพราะท่านโดนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายคนนะครับ ที่เป็นลูกศิษย์ท่านบอกว่าจะถอน ปริญญาของท่านหรือไม่ก็คืนปริญญาที่ท่านให้เขา ไม่ถึงถอนหงอกครับ เพราะว่า ดอกเตอร์กัลยาพูดนะครับ ผมไม่ได้พูดนะครับ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ความจริงประเด็นนี้ ท่านประธานครับ เราไม่เคยใช้มันเลยครับ เราเพิ่งมาใช้ในช่วง ๑๐ กว่าปี หลังนี้ครับ และผลของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๒ ส่วนที่ ๒ นี้ครับ มันได้ปรากฏ ไว้ในมาตรา ๒๖๕ ขออนุญาตอ่านอีกมาตราเดียวแล้วจบครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต้อง (๑) ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (๒) ไม่รับ หรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะ ดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (๓) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นในธุรกิจการงาน ตามปกติ
ท่านประธานครับ เผอิญท่านประธานวิปบอกว่าเราจะเลิกตอน ๖ โมง ผมก็จะใช้เวลาถึงตรงนั้นพอดีครับ เพราะว่าถัดจากนี้ไปก็คงไม่มีผู้ใดที่อภิปราย เพราะว่า ท่านประธานวิปรัฐบาลบอกว่า ๖ โมง ของเราจะยุติ แต่ว่าผมพูดเป็นประเด็นสุดท้ายครับ ส่วนท่านประธานจะเห็นเป็นอย่างอื่นก็สุดแล้วแต่นะครับ กรณีของการขัดกัน
ท่านอลงกรณ์ครับ เห็นบอกจะมีอีก ๓ ท่าน
ท่านประธานครับ ท่านประธานวิปรัฐบาล ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นมาอภิปรายท่านเดินมาคุยกับผม เพราะทราบว่าผมจะอภิปรายต่อไป ผมก็ถามว่าวันนี้ประชุมถึงกี่โมง ท่านก็บอกว่าได้ตกลงยอมแล้วว่าทางวิปฝ่ายค้าน รวมทั้ง วิปทางวุฒิสภานะครับว่าเป็น ๖ โมงวันนี้ แล้วไปเริ่มสัปดาห์หน้าใหม่ กระผมได้รับทราบมา อย่างนี้
ท่านเหลือเวลา ให้กรรมาธิการเขาได้ชี้แจงหน่อย
ได้ครับ
ท่านสรุปได้แล้วกระมังครับ
จบแล้วครับ การกระทำที่เป็น การขัดกับแห่งผลประโยชน์ ที่ผมคิดว่ามันเป็นหลักการที่เราตีกรอบล้อมรั้ว และเป็นการแบ่ง อำนาจหน้าที่ หรือการใช้อำนาจอย่างชัดเจนครับ อย่างน้อยที่สุดผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองก็จะรู้ว่าทำอะไรได้แค่ไหน ไม่ใช่เส้นที่มองไม่เห็น วันนี้เราขีดเส้นแล้ว ใครก็ตามที่เกินเส้นอย่างนั้นจะต้องโดนดำเนินการ เพราะไม่น่าแปลกหรอกครับที่สมาชิก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ยกตัวอย่างคดีบางคดีไปแล้ว ตรงนั้นชัดเจนมากว่า มันมีการกระทำที่ใช้อำนาจหน้าที่เข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์ของการดำรง ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจึงได้โดนเข้าสู่กระบวนการของการพิจารณาลงโทษ ตรงนี้เองครับที่ผมอยากจะเรียนว่าไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปนอกประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง หรือว่ารัฐมนตรี หรือว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีสิทธิ ที่จะต้องโดนจัดการภายใต้หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถ้าหากว่าก้าวล้ำเส้น ผมเห็นว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะต้องตอบในประเด็นดังกล่าว ผมใช้เวลามาพอสมควรนะครับ ยังเหลือเวลา ๑๐ กว่านาที ก็จะขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ให้เกียรติผมนะครับ ที่ผมได้อภิปรายครั้งนี้นานมาก ไม่เคยอภิปรายนานขนาดนี้ ดังนั้นผมอภิปรายด้วยความ บริสุทธิ์ใจจริง ๆ แล้วผมถือว่านี่คือมาตราสุดท้ายครับ มาตราสุดท้ายว่าเราจะก้าวข้ามไปสู่ รัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตหรือไม่ ก้าวข้ามความขัดแย้งได้หรือไม่ อยู่ที่ตรงนี้ครับ ถ้าท่าน สามารถบรรจุในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ ลงไปตามที่กระผม ได้แปรญัตติ อย่างน้อยที่สุดมันก็ลดความเป็นไปได้มากที่สุดของการที่จะเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ ของประเทศ ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะต้องตอบผมครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะพยายาม ใช้เวลาให้กระชับก่อนเคารพธงชาตินะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ จริง ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกัน ๖ วรรค สาระสำคัญมีอยู่ ๒ เรื่องนะครับ คือ ๑. การกำหนดเงื่อนไขในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. แล้วก็ ๒. แนวในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถ้าท่าน จะกรุณาดูกระผมอยากจะกราบเรียนชี้แจง ซึ่งก็จะหักล้างเหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านได้นำเสนอมาว่า ทำไมคณะกรรมาธิการเราถึงยืนตามร่างของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจริง ๆ แล้วอันนี้ก็มี การแก้ไขนิดหน่อย คือในวรรคหนึ่ง ก็แก้เรื่องเงื่อนเวลา แล้วก็วรรคห้าเพิ่มเติมถ้อยคำ บางถ้อยคำ
ท่านจะเห็นในวรรคหนึ่ง พูดถึงเงื่อนเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการเห็นว่า ๑๘๐ วัน ตามร่างเดิมมันน้อยไป ก็เลยให้ ๒๔๐ วัน หลายท่าน ก็เป็นห่วงว่าจะไม่พอ ก็อยากกราบเรียนนะครับ ๒๔๐ วัน ๘ เดือนนะครับ แล้วก็เป็นเวลา ที่เราเคยใช้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ซึ่งถ้าบริหารจัดการเวลาให้ดีจะเห็น ว่าระยะเวลา ๒๔๐ วัน สามารถที่จะดำเนินการได้ทัน ผมเองเคยทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ๒๔๐ วันยังเหลือเวลาด้วยซ้ำไป เพราะว่าในการจัดทำ คณะ สสร. เขาไม่ได้มาใช้ ห้องใหญ่ตรงนี้ประชุม เขาจะประชุมทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์ โดยไปใช้ห้องประชุม ที่ตึกวุฒิสภา ก็บรรจุได้ ๙๐ ท่าน พอเริ่มประชุม มีประธาน มีรองประธาน เขาก็จะมีการแบ่ง คณะกรรมาธิการ มีกรรมาธิการยกร่าง เขาก็จะมีหน้าที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญดราฟท์ (Draft) แรก ร่างแรกขึ้นมา หลังจากนั้นก็นำร่างนั้นไปให้กรรมาธิการที่เขาตั้งขึ้นทุกจังหวัด ไปรับฟัง ความคิดเห็นประชาชน สื่อทั้งหลายก็จะถูกระดมมาช่วยกันทำงาน สสร. ทั้งหลายรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้วก็เอามาร่วมปรึกษาหารือกัน สสร. ที่เป็นฝ่ายวิชาการก็จะมาช่วยดู ก็ใช้เวลาทันครับ ๒๔๐ วัน
ทีนี้ในวรรคสอง ท่านจะเห็นว่ามันจะเริ่มพูดถึงแนวทางในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ เราได้บัญญัติไว้บอกว่า ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มี ความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นต้นแบบในการยกร่างได้ ไม่ได้ห้ามว่าจะเอาฉบับใด ท่านเอา หลาย ๆ ฉบับก็ได้ วันนี้ประเทศไทยเราใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ ดูทั้ง ๑๘ ฉบับว่า อันไหนมันดีก็หยิบไปใช้ ไม่จำเป็นเฉพาะปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ฉบับก่อนหน้านี้ก็ได้ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญต่างประเทศ ถ้าสามารถจะเอามาปรับใช้ในประเทศเราให้มันดีขึ้นได้ ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ ฉะนั้นตรงนี้เราก็เปิดเป็นหลักกว้าง ๆ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ของ สสร.
วรรคสาม ก็จะพูดไว้ว่าขณะที่ สสร. กำลังทำงาน ถ้าเกิดสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบก็ไม่เป็นผลกระทบที่จะให้ สสร. ต้องถูกยุบไปด้วย เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญนี้ หลังจากประกาศใช้แล้วก็มีผลบังคับตามกฎหมายเป็นกฎหมายสูงสุดเช่นกันฉบับแก้ไขนี้ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีความชอบธรรมที่จะคงอยู่ไม่จำเป็น จะต้องยุบไปตามสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญนี้ ท่านก็จะเห็นนะครับ รัฐธรรมนูญที่เราใช้มาฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ก็มาจากรัฐสภาชุดก่อน ๆ วันนี้ก็ยังคงมีผลใช้บังคับ ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อสภาถูกยุบ สสร. ก็ทำหน้าที่ของเขาต่อไป
วรรคต่อไปครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคด้วย ถามว่าทำไมไม่เขียนว่า ให้ทุกจังหวัด คือการเขียนกฎหมายแล้วไปล็อกว่าต้องทำทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล มันจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ใครจะไปตรวจสอบ ใครจะไปดูว่าท่านทำทุกจังหวัดไหม แต่ถ้าเขียนว่าทุกภูมิภาค ในทางปฏิบัติ สสร. ทุกจังหวัดเขามีคณะกรรมการวิสามัญ ประจำจังหวัดที่จะรับฟังความคิดเห็นเขาก็ไปเปิดเวทีรับฟังจะเอากี่อำเภอ กี่ตำบล ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเขียนรายละเอียดไว้ วางหลักกว้าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติเขาสามารถ จะลงไปทำได้ทุกพื้นที่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีเรื่องงบประมาณ เรื่องบุคลากร ก็เป็น การบริหารจัดการภายในของเขา
วรรคถัดไปบอก ร่างรัฐธรรมนูญอันนี้สำคัญนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เป็นการวางกรอบการเขียนรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญของ สสร. เราวางหลักไว้ ๓ อย่างเท่านั้นเองครับที่เป็นกรอบสำคัญ ก็คือ ๑. ทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันที่ ๑ เราปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ห้ามไปเขียนที่มันเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ๒. ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ เราเป็นรัฐเดี่ยว ซิงเกล สเตท (Single state) ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ จะไปเที่ยวเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นสหรัฐ สหพันธรัฐ หรือมลรัฐ ไม่ได้นะครับ ต้องห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ และที่สำคัญอันที่ ๓ ที่กรรมาธิการเติมมาก็เป็นการตกผลึกทางความคิดของสาธารณชน ทั่วประเทศ รวมถึงกรรมาธิการทั้งข้างน้อยข้างมากเลยละครับ เห็นพ้องต้องกันว่าเพื่อไม่ให้ สสร. ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ เราก็เลยบัญญัติบอกว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านก็มีหน้าที่ยกเอา หมวดพระมหากษัตริย์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ สสร. จะร่าง ถามว่าทำไมไม่ใส่คำว่า หมวด ๒ ด้วย ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ ใช้คำว่า หมวดพระมหากษัตริย์ก็มีอยู่หมวดเดียวนะครับ ฉะนั้นก็ล็อกไว้ ๓ เรื่อง
ทีนี้ถามต่อไปว่าทำไมไม่ไปเขียนเรื่องของห้ามไปแก้เรื่องศาล ห้ามไปแก้ เรื่ององค์กรอิสระ หรือห้ามโน่นห้ามนี่ตามที่ท่านได้แปรญัตติมา ก็กราบเรียนนะครับว่า องค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นที่มีอยู่ที่เขาดำเนินงานอยู่นะครับที่เป็นประโยชน์ในการอำนวย ความยุติธรรม เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ผมมั่นใจครับ ไม่ต้องไปเขียนถ้าไม่มี สสร. คนไหนจะไปยกเลิก และอยากจะย้ำกับเพื่อนสมาชิกครับว่า การทำรัฐธรรมนูญ ของ สสร. สสร. ทำท่ามกลางสายตาของสาธารณะนะครับ ท่ามกลางการตรวจสอบ ของสื่อมวลชน การวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ฉะนั้นการที่จะไปเขียนอะไรที่มันจะไปกระทบ ถึงสถาบัน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่และมีประสิทธิภาพอยู่นี่นะครับ เขาคงไม่ทำกัน และในที่สุดถ้าเกิดไปทำแบบนั้น ท่านก็คงเห็นนะครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ ทำเสร็จแล้วต้องนำไปให้ประชาชนลงประชามติ มันก็จะไม่ผ่านประชามติ ของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นว่าเรากำหนดกรอบเฉพาะ หลักใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญไว้ ๓ เรื่องเท่านั้นเองครับ ๑. ห้ามเปลี่ยนแปลงระบบ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ห้ามเปลี่ยนรูป ของรัฐ และ ๓. ห้ามไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์
ทีนี้ในส่วนวรรคสุดท้ายนะครับ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้า ก็แปลว่าไปแตะ ๓ เรื่องดังกล่าวมาแล้วให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป ถามว่าหลายท่านแปรญัตติว่าทำไมไม่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ก็กราบเรียนว่าไม่มีแนวปฏิบัติ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ยังไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญนะครับ ยังเป็นเพียงร่าง แต่ถ้า เป็นกฎหมาย เป็นร่างกฎหมาย หรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านรัฐสภาไปแล้ว มีสมาชิกท่านข้องใจ ท่านก็มีสิทธิที่จะร้องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบความชอบด้วย ของรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายหรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นได้ แต่นี่เป็น ร่างรัฐธรรมนูญไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่มีกฎหมายใดที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ซึ่งเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเอง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านก็พูดไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติใดที่ทำอย่างนั้น และที่สำคัญผมอยากกราบเรียนนะครับว่า พวกเราเป็นคนกำหนดกรอบ ๓ เรื่อง ที่ห้ามมิให้ สสร. ไปแตะ คือเรื่องมาตรการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องของรูปของรัฐ แล้วก็เรื่อง ของหมวดมหากษัตริย์ ฉะนั้นพวกเราทราบเจตนารมณ์ดีว่า ๓ ประการที่เราเขียนไว้มี เจตนารมณ์เพื่ออะไร การที่ให้รัฐสภาเป็นผู้มาวินิจฉัย ผมว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า จะไปให้องค์กรอื่นวินิจฉัย พวกเราประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ ท่านนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลรวมกันอีก ๕๐๐ ท่าน รวมไปแล้ว ๖๐๐ กว่าท่าน เราสามารถจะวินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ ที่เราเป็นคนเขียนเอง บัญญัติเองได้ดีกว่าองค์กรอื่น ฉะนั้นก็คิดว่าการบัญญัติตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้แล้วนี่นะครับ ถูกต้อง สมบูรณ์ และเราคิดว่าในทางปฏิบัติก็จะไม่มีปัญหา และจะเป็นแนวทางที่ทำให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นสามารถที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทยของเราได้ครับ ท่านประธานครับ
เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ อาจารย์ขออภัย ท่านประเสริฐมีอะไรครับ
ขอโทษนะครับท่านพีรพันธุ์ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีผู้อภิปรายอีก ๒ ท่าน แล้วท่านพีรพันธุ์ตอบทีเดียวได้ไหมครับ สั้น ๆ ครับ มีท่านคุณหญิงดอกเตอร์กัลยา โสภณพนิช กับท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านหนึ่งประมาณ ๑๕ นาที ครับ แล้วจะได้ตอบจะได้จบ
ประมาณเท่าไรนะครับ ๕ นาที
ท่านละ ๑๕ นาทีครับ
ท่านละ ๑๕ นาที เชิญครับ จะอภิปราย หรือจะชี้แจง หรือจะให้ทั้ง ๒ ท่านก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา สักเล็กน้อยเพื่อชี้แจง ไม่อย่างนั้นผมจะถูกท่านสมาชิกบางท่านถอนปริญญาครับ คือประเด็นที่ผมจะเรียนชี้แจงเพิ่มเติมตามที่ประธานคณะกรรมาธิการได้อภิปรายไปแล้ว ผมนั่งฟังอยู่ทั้งวันว่าในวรรคสุดท้ายหลายท่านอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐสภา เป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมันขัดกับข้อห้ามใน ๓ ประเด็นที่กล่าวมาแล้ว ผมอยากเรียนเป็นง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ ตามระบบของเราที่เป็นปัจจุบันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้อยู่ในขณะนี้มีอำนาจหน้าที่ที่ดูแล้วก็ ๓ ประการ ก็คือ
ประการที่ ๑ ควบคุมการตรากฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ อันนี้ท่านไปดู มาตรา ๑๕๔ นะครับ
ประการที่ ๒ ควบคุมการใช้กฎหมายไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ท่านไปดู มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๒ มาตรา ๒๑๓ ครับ
ประการที่ ๓ วินิจฉัยข้อขัดแย้งระหว่างองค์กรในรัฐธรรมนูญ ท่านไปดู มาตรา ๒๑๔ นี่คืออำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมดูทั้งหมดยังไม่เห็นมาตราไหน ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปแปลรัฐธรรมนูญหรือไปตีความ รัฐธรรมนูญ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นใครเป็นผู้แปลหรือตีความรัฐธรรมนูญ ก็คือที่นี่ คือรัฐสภา ถ้าอยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญไปแปลความรัฐธรรมนูญ ตีความ รัฐธรรมนูญด้วย ท่านทำอย่างไรครับ ก็ท่านต้องแก้รัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่งที่เราไม่ได้แก้คราวนี้ ต้องไปแก้ตัวรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าท่านสนใจมากกว่านี้นะครับ ก็ลองไปดูก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ เรามีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สมัยโน้น รัฐธรรมนูญสมัยโน้นนะครับให้อำนาจกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแปลหรือตีความ รัฐธรรมนูญด้วย แต่พอเป็นศาลแล้วเราตัดอำนาจนี้ออกไป ก็เพราะว่าศาลมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นที่เราบัญญัติว่าในกรณีที่มีปัญหาว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไปเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน ใครจะเป็นผู้วินิจฉัยรัฐสภาครับ ผมว่านี่ถูกต้องแล้ว ตามหลักการ ตามหลักทฤษฎี ผมได้ยินสมาชิกบางท่านบอกว่ารูปแบบไปเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปลี่ยนรูปของรัฐนี่ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ผมฟังสมาชิก บางท่านบอกว่าพวกเราทั้งหมดคงไม่ได้อ่านทุกบททุกมาตรา ที่จริงท่านประธานครับ ข้อห้ามอย่างนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่หลายท่านฝั่งนี้บอกว่ามันดี มันดีกว่า ปี ๒๕๔๐ ครับ เขียนไว้แล้วครับ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปของรัฐจะเสนอ ไม่ได้ อยู่ในมาตรา ๒๙๑ ครับ เหมือนกัน ที่จริงในร่างก็มีอยู่แค่นี้ จะมีการเรียกร้องขอให้เพิ่ม หมวดสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปด้วย เราก็เพิ่มให้ เพื่อความสบายใจของทุกท่าน ฉะนั้น มันดูอย่างไรล่ะ ถ้าบอกว่าไปเปลี่ยนรูปของรัฐ หรือที่สมาชิกบางท่านบอกอยากใช้คำว่า รูปแบบ เปิดดูตำราสิครับ ฟอร์ม ออฟ สเตท (Form of State) รูปของรัฐนะครับ มันก็มีง่าย ดูง่ายจะตายไป เป็นสหพันธรัฐ หรือเป็นรัฐเดี่ยวก็แค่นี้ ถ้าเป็นรัฐเดี่ยวจะเป็นสาธารณรัฐ หรือเป็นราชอาณาจักร ถ้าท่านพบว่ามีการใช้คำว่าสาธารณรัฐแค่นี่ก็ไม่ได้แล้ว ถ้าเปลี่ยนระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปลี่ยนอะไรครับ ก็คือเปลี่ยนระบบการปกครอง ระบอบการปกครองก็ใหญ่ ๆ ของโลก ก็มีอยู่แค่ ๒ ระบอบ คือระบอบประธานาธิบดีกับระบอบรัฐสภา ในระบอบรัฐสภา ก็มีอยู่ ๒ รูปแบบอีก ก็คือรูปแบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข เช่น อินเดีย กับระบอบ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบประเทศไทย อันนี้เปลี่ยนไม่ได้ ผมไม่เห็นจะยุ่งยากเลย ง่าย ๆ แค่นี้ละครับ ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าที่บัญญัติไว้อย่างนี้โดยหลักการ โดยหลักทฤษฎีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แล้วผมก็เรียนมาอย่างนี้ ผมก็ยืนยันกับท่านทั้งหลายว่า ถูกต้องตามหลักทฤษฎี และนานาประเทศเขาก็ทำกันอย่างนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณหญิงกัลยาครับ เรียนคุณหญิงครับ ขอทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ เพราะที่เห็นสงวนไว้หลายส่วน พอสมควรนะครับ แล้วบางส่วนก็อาจจะละเอียดอ่อน ถ้าจะให้บรรยากาศซึ่งมันดีมาตั้งแต่ต้นแล้ว มันดีต่อนะครับ ก็จะปิดประชุม ขอให้พูดในหลักการและอย่าไปพูดกระทบให้คนนอก เสียหายนะครับ เพราะดูแล้วมันละเอียดอ่อนพอสมควร ก็ขอความกรุณาจะได้ดูแล บรรยากาศอย่างนี้ให้มันดีจนเลิกนะครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะที่ท่านได้ปรารภอย่างนี้ ดิฉันเองก็เกือบจะกลับบ้านอยู่แล้ว แล้วก็คิดว่าถ้ามีโอกาสพูดอภิปรายก็จะขอทำความเข้าใจอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจที่ดิฉันกังวล ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คุณหญิงครับ ขออภัยครับ กังวลแล้วอาจจะพูดก็ไม่ว่านะครับ แต่อย่าให้คนอื่นเสียหาย อย่าเอาความกังวลของตัวเอง แล้วทำให้คนอื่นเสียหายเดี๋ยวมันจะเสียบรรยากาศ ขอความกรุณาจริง ๆ ครับ
รู้สึกว่าท่านประธานจะเครียดไปหน่อยหรือเปล่าคะ แล้วก็เกรงกลัวเรื่องนั้นเรื่องนี้มากไปหน่อย
ไม่ครับ ผมกำลังผ่อนคลาย แล้วก็อยากให้บรรยากาศมันจบด้วยอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับคุณหญิงครับ เชิญครับ
เพราะว่าดิฉันก็อยากให้จบด้วยความเรียบร้อย เพราะว่าพวกเราก็จะได้ไปพักผ่อนบ้าง วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ ใช่ไหมคะ แล้วเราพบกันอีกทีวันอังคาร ดิฉันเพิ่งเริ่มพูด ท่านก็รู้สึกเป็นห่วงแล้ว ท่านประธานคะ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องกังวล เรื่องเป็นห่วง ถึงบรรยากาศของสังคมในปัจจุบันที่มีความแตกแยกค่อนข้างสูง แล้วก็ส่วนที่จะเกี่ยวข้อง กับที่ดิฉันจะขออภิปรายต่อไปในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ ก็คงจะมีความเป็นมาเล็กน้อยว่า ท่านประธานเอง หรือท่านกรรมาธิการ หรือท่านผู้ฟังทางบ้าน ก็คงจะพอได้ยินได้ฟังบ้างแล้วว่า ความแตกแยกนี้มันเกือบจะต่อกันไม่ติด แล้วก็ในขณะเดียวกันก็ยังมีการยุแหย่ปลุกปั่น เรื่องต่าง ๆ ให้มีความเคียดแค้น โกรธชัง เกลียดกันมากขึ้น แล้วก็จากความรู้สึกอย่างนี้ ก็สะท้อนออกมาเป็นคำพูดที่เป็นคล้าย ๆ กับแผ่นเสียงตกร่องว่าพวกเขาแม้เขาชนะแล้ว เขาได้ทุกอย่างแล้ว ได้อำนาจแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับ ความยุติธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งก็คิดว่าจริง แล้วก็คิดว่าองค์กรต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ ศาลตัดสินแล้วไม่ยอมรับ แต่ว่าถ้าศาลตัดสินแล้วถูกใจก็ว่าดี จริง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทั่วไป แต่ว่าเนื่องจากบรรยากาศของสังคมในปัจจุบันทำให้มีบางคนนอกจากสะท้อน แผ่นเสียงตกร่องแล้วนี่นะคะ ก็ยังมีการพูดขนาดไปถึงว่าใครก็ตาม องค์กรไหนก็ตามที่ทำให้ เขาไม่สบายใจหรือไม่พอใจแล้วนี่ ถ้าเมื่อใดมีการแก้รัฐธรรมนูญพวกเขาก็จะยกเลิกองค์กร ต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ค่ะท่านประธานที่เป็นสิ่งกังวลใจ ท่านประธานหรือประชาชนทั่วไป ก็คงได้ยินได้ฟังอยู่ ก่อนที่จะมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาด้วยซ้ำไปนะคะ ท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นที่มาของเหตุผลที่จำเป็นต้องแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๑ เพื่ออะไรคะท่านประธาน เพื่อให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้มีกรอบ ในการยกร่าง ถึงแม้ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ว่าเมื่อกฎหมายเดินมาถึงนี้แล้ว ดิฉัน ก็อยากจะฝากแล้วก็อยากจะให้การทำร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ให้มีความสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ได้ กับประชาชนทั้งประเทศได้อย่างมีความสุขค่ะ
- ๙๘/๑ ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรธิดา ๙๘/๑ *17.54 เพราะว่ามันมีหลายประการ แล้วก็ส่งเป็นลายลักษณ์อักษรไปด้วยแล้วนะคะ ดิฉันมี ๘ ไม่ค่ะ ที่จะฝาก สสร. ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ ๑ มีค่ะ เพราะฉะนั้นเพิ่มไปทั้งหมด ๙ วรรคค่ะ ๘ ไม่
ไม่ที่ ๑ ในการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่แก้ไขเพิ่มเติมในส่วน ของหมวด ๑ ดิฉันคงไม่ลงรายละเอียดว่าหมวด ๑ คืออะไร คงจะถึงพรุ่งนี้เช้า หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นี่คือไม่ที่ ๑ ค่ะ
ไม่ที่ ๒ ต้องไม่มีการแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือมีข้อความใด ที่มีลักษณะเป็นการลดอำนาจตุลาการ ต้องคงไว้ตามหมวด ๑๐ หมวดของศาลนั่นเองค่ะ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ค่ะท่านประธาน
ไม่ที่ ๓ คือ ๘ ไม่ ๑ มีค่ะท่าน ในการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ยกเลิก หมวดที่ ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย เท่าที่ดิฉันนั่ง ฟังก็มีสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่ารัฐมนตรี ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิ เสรีภาพกับชนชาวไทยมากที่สุด ก็ขออย่าให้ยกเลิกนะคะ ต้องอย่ายกเลิกหมวด ๓ ค่ะ -------
ไม่ที่ ๔ ในการแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญต้องไม่ยกเลิกหรือลดอำนาจหน้าที่ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญหมวด ๑๑ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ รายละเอียด ท่านอลงกรณ์ขออภัยที่เอ่ยนามก็ได้อธิบายไปค่อนข้างมากแล้วนะคะ
ไม่ที่ ๕ ต้องไม่ยกเลิกหมวด ๑๒ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าด้วย การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ก็ลงรายละเอียดไปค่อนข้างมากว่าพวกเรากลัวตรวจสอบหรือ เปล่า จึงจะไม่กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องโปร่งใส ซึ่งพวกเราก็ ต้องการ
แล้วก็ไม่อีกไม่หนึ่งก็คือหมวด ๑๓ ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำหรับหมวดนี้ท่านประธาน ท่านประธานคงเห็นเกือบจะ ทุกเมื่อเชื่อวันแล้วว่าจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอย่างไร แล้วดิฉัน ก็เคยคิดเสมอว่านักการเมืองที่มาทำงานเพื่อสาธารณะ ถ้าไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ดิฉันใช้ภาษาชาวบ้านเจ๊งก็ต้องถูกล้มล้างไปแน่นอน เพราะเป็นถึงผู้บริหารประเทศ ไม่ทราบว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิด อะไรถูก เพราะฉะนั้นหมวดจริยธรรมต้องมีอยู่ แม้ว่าดิฉันเป็นเลขานุการของท่านในคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรก็จริง แต่เรายังไม่มีบทบาท แล้วเราก็ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ซึ่งดิฉันเองก็เข้าใจมากเพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่ามันเป็นจิตสำนึกของบุคคล มันคงสร้างไม่ได้ สอนกันไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราพูดไปเรื่อย ๆใส่หัวเด็กไปเรื่อย ๆ ให้เขาซึมเข้าไป ดิฉันก็คิดว่าคนไทย เยาวชนไทยก็คงจะมีคุณธรรม จริยธรรม บ้านเมืองเราก็จะสงบสุขค่ะ เรื่องนี้จำเป็นค่ะท่าน ประธาน แล้วก็มีเรื่องกดบัตรแทนกัน มีเรื่องเมา เรื่องอะไรต่าง ๆ ในสภา ซึ่งคนข้างนอกเขา ก็จะมองว่าพวกเราแม้ว่าจะมีหมวดจริยธรรมในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรรมการที่ท่านเป็น ประธานก็ยังทำอะไรไม่ได้ ดิฉันอดทนแล้วก็คิดว่าต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่อยากให้ ตัดหมวดนี้ออกไป
ไม่อีกต่อไปนะคะ ต้องไม่เป็นการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะ นิรโทษกรรมบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งมีความผิดหรือต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม หรือศาลใด ๆ ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใด
ไม่ต่อไปท่านประธาน ดิฉันจะไม่อ่านทั้งหมดที่แก้ไขที่ยื่นญัตติไว้นะคะ ต้องไม่ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เตือน สสร. ที่เรากำลังจะมีในอนาคตอันใกล้นี้ว่าต้องไม่ทำ ในลักษณะให้มีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มีอำนาจตามกฎหมายได้พิพากษาวินิจฉัยลงมติแล้วว่าบุคคล หรือคณะบุคคลนั้นมีความผิดค่ะ
๑ มีค่ะท่านประธาน ๘ ไม่ ๑ มี ดิฉันเป็นบุคคลคนเดียวที่ท่านประธาน อาจจะเบื่อแล้วที่ดิฉันพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม นี่พูดด้วยความจริงใจนะคะท่านประธาน ดิฉันทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมา ๒๕-๒๖ ปี แล้วดิฉันก็มองว่าเรื่องภาวะโลกร้อน เรื่องสิ่งแวดล้อม มันจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ถ้าดิฉันไม่พูดวันนี้ ไม่พูดในที่ประชุมนี้ ไม่พูดในการ ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถ้าในอนาคตเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แล้วรัฐบาลเอาไม่อยู่ แล้วก็ไม่ต้องมาโทษกัน เพราะว่าเตือนแล้ว ดิฉันขอพูดให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยากให้สมาชิกร่างรัฐธรรมนูญได้เอาคำพูด เอาความตั้งใจ เอาความเป็นห่วงเป็นใยของดิฉันเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพค่ะ โดยต้องจัดให้มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือมาตรา ๖๗ วรรคสอง นั่นเอง ที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และจะต้องจัดให้มีศาลสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ดิฉันขอเสนอที่มีอำนาจหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะกรณี ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม วันนี้เองนะคะท่านประธานคะเราได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเขื่อน แม่วงก์ เราทราบว่าเรามีอุทกภัยหนัก แล้วก็รุนแรงเมื่อปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะหา วิธีทำอย่างไรจะทำให้ป้องกันน้ำท่วม ภัยแล้งได้ แต่ว่าเท่าที่มาอธิบายแล้วเราก็พบว่ามันไม่ ผ่านการประเมินทางสิ่งแวดล้อมและทางสุขภาพ ซึ่งดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ครม. ได้อนุมัติ ไปเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ ในหลักการให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ แล้วก็มีงบประมาณถึง ๑๓,๒๓๐ ล้านบาทจากเงินกู้ แต่ในข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธาน คะ มีการทำการประเมินผลทางสิ่งแวดล้อมมา ๓๐ ปีค่ะท่าน ยังไม่ได้ผ่านเลยค่ะ ยังไม่ได้ ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ ครม. ก็รีบด่วน เร่งเป็นมติของ ครม. อันนี้ดิฉัน ก็คงจะต้องตามเรื่องไปที่ ครม. แล้วอีกประการหนึ่งนะคะท่านประธาน ดิฉันเข้าใจว่า อยากจะได้เขื่อนที่จะกักเก็บน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วม แต่ปรากฏว่าคนที่ศึกษาจริง ๆ เขื่อนนี้ ไม่ได้ช่วยแก้น้ำท่วมหรือน้ำแล้งเลย ที่ท่วมปี ๒๕๕๔ ที่บริเวณนี้ไม่ท่วมค่ะ เพราะมีอีก ๒ เขื่อน คือเขื่อนเล็ก ๆ อีก ๒ เขื่อนอยู่แล้ว ไม่ได้แก้ปัญหาเลยนะคะ นอกจากนั้น ฟ้องท่านประธานค่ะ มติ ครม. ออกมาฉบับหนึ่งให้ราชการมีหัวข้อเรื่องของเขื่อนแม่วงก์ แต่ฉบับที่ไปสู่สาธารณะไม่ใส่ให้ค่ะ ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมมี ๒ มาตรฐาน นี่ขนาดมติ ครม. นะ คะ เข้าไปดูเว็บไซต์ก็ไม่มี ก็ต้องใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารที่จะขอข้อเท็จจริงว่ามติ ครม. เกี่ยวกับเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งมันจะทำลาย สูญเสียอุทยานเขื่อนแม่วงก์ที่สวยงามมาก มีภูเขา ที่สูงเป็นชื่อกะเหรี่ยงที่เขาเรียกว่าโนโกจู สูงถึง ๑,๙๐๐ เมตร แล้วก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวมี สัตว์ มีสิ่งต่าง ๆ มีทรัพยากรธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่ มีทุ่งหญ้าที่เขาเรียกว่าไร่ร้างที่จะให้สัตว์ ป่าได้มาอาศัยนะคะ นี่เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวชีวิตของคนเรา แล้วมันจะอยู่กับเราตลอดไปค่ะ ท่านประธาน ดิฉันพูดไว้อีกครั้งหนึ่งว่าถ้า สสร. ที่จะร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง นี้ แล้วต่อไปรัฐบาลจะเอาไม่อยู่จริงๆ ค่ะ นี่ก็เป็นส่วนที่ดิฉันเพิ่มมานะคะท่านประธาน
แล้วก็ในการแก้ไขวรรคสี่ก่อนค่ะท่านประธาน ดิฉันเพิ่ม ๙ วรรค ๘ ไม่ ๑ มี วรรคสามดิฉันก็เห็นด้วยแล้วค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งก็ได้อภิปรายไปมากแล้ว ดิฉันก็ฟังเหตุผล แล้วท่านคณะกรรมาธิการก็ฟังเหตุผล ท่านประธานก็ฟังเหตุผลแล้ว แต่ท่านใจจืดใจดำ มากเลยนะคะว่า ถ้าพวกเราตายไป ๕๐๐ คน คนที่เราตั้งเขา เขายังอยู่แล้วทำงาน แล้วก็มีคนอธิบายต่อเนื่องไปว่า ส.ว. มีหน้าที่ทำอะไรได้บ้างตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย ดิฉันไม่ลงรายละเอียด แต่ท่านประธาน คณะกรรมการท่านเข้าใจ แล้วดิฉันก็ฟัง เรียนรู้ ท่านประธานเองก็คงทราบว่าถ้าสภา ผู้แทนราษฎรไม่มีแล้วก็ยังให้สภาร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่กับวุฒิสภา ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยวรรค สาม
วรรคสี่ ก็เห็นด้วยแต่ยังไม่ทั้งหมด เพราะว่าในการจัดทำแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ นั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกจังหวัดด้วย ซึ่งประธานสามารถก็ได้อธิบายแล้วว่าก็จะตั้งกรรมาธิการไปรับฟังอะไรที่ต่าง ๆ ดีค่ะ แต่ดิฉันคิดว่าควรจะมีการรับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะร่าง อยากให้ สสร. ได้ใช้โอกาสนี้รับฟัง ความคิดเห็นสะท้อนชีวิตของคนไทยในชนบทให้มากกว่านี้ก่อนที่จะร่าง นั่นคือวรรคสี่
วรรคห้า เมื่อดิฉันมีเพิ่มหมวดต่าง ๆ แล้วดิฉันจึงไม่ได้แก้ไขเหมือนกับ ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดิฉันเพิ่มนะคะ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐจะกระทำมิได้ อันนี้ก็ความหมายใกล้เคียงกัน ดิฉันก็ไม่ได้พูดถึงข้อบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งดิฉันได้พูดไว้ในวรรคอื่น ๆ ไปแล้ว
วรรคหก ดิฉันเกือบจะเหมือนกับกรรมาธิการในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยซึ่งท่านได้อธิบายไปแล้ว ตอนแรกดิฉันก็สงสัยว่าถ้าสภาแห่งนี้มีความรู้ความสามารถ มากอย่างนี้ทำไมหลาย ๆ อย่างเราไม่ทำเอง ทำไมเรามอบให้ท่านประธานแล้วเราก็ให้คนอื่น ไปทำไปวินิจฉัย เราบอกว่าเรารัฐสภาเรามี ๖๕๐ คน เราเก่งกว่าคนอื่นมาก เราไม่ต้องส่งตุลา การศาล เราไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเรามีความรู้ความสามารถ อย่างนี้ดิฉันก็เลยสงสัยว่าหลาย ๆ อย่างในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาที่มี คนมีความรู้ความสามารถถึง ๖๕๐ คน ได้มีอำนาจ ได้มีสิทธิในการแก้ไข ในการทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามวรรคห้า ดิฉันเพิ่มต่อว่า หรือขัดต่อหลักประเพณีแห่งการปกครอง ของประเทศ ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ดิฉันเพิ่มตอนท้ายว่า ขัดต่อหลักประเพณีแห่งการปกครองของประเทศ ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม จึงให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไป ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านประธานคงไม่ต้องกลุ้มใจแล้วค่ะ
ขอบคุณครับคุณหญิง คุณหญิงน่ารักจริง ๆ ครับ ท่านสุดท้ายกระมังครับ ท่านอรรถวิชช์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของ รัฐธรรมนูญเรามาสู่วาระที่สอง ซึ่งวาระที่สองนั้นก็จะเป็นการพิจารณาเรียงรายตามมาตรา ก็จะพูดเฉพาะในกรอบจำกัดที่เกี่ยวข้องในมาตรานั้น ๆ เท่านั้นนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็กำลัง พิจารณาในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ว่าก่อนอื่นต้องบอกท่านประธานก่อนตั้งแต่ตอนต้น ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้นั้นผมเองก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยไว้ตั้งแต่ในวาระที่หนึ่ง เรียบร้อยแล้วว่าไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขทั้งฉบับโดยการตั้ง สสร. ขึ้นใหม่ เพราะเนื่องจากว่าเป็นการฉีกทิ้งแล้วก็ทำลายซึ่งรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะว่าเมื่อตั้ง สสร. แล้วก็จะต้องนำไปสู่ในการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแล้วก็ทิ้งฉบับนี้ไป ซึ่งก็เป็นข้อถกเถียง ในทางกฎหมายว่าจะทำได้โดยชอบหรือไม่ อย่างไร ซึ่งได้ให้ความเห็นไปแล้วในชั้นวาระที่ หนึ่งว่าไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเข้าสู่ในชั้นวาระที่สองซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงรายตามมาตรา ใน ฐานะสมาชิกรัฐสภานั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือท่านกรรมาธิการในการอุดช่องว่าง ให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด ในมาตรานี้ก็เป็นเรื่องที่ผมเองนั้นให้ความเห็นที่มีความ แตกต่างเอาไว้อยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก เรื่องของการที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญออกไปแล้วฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนโดยทั่วทุกภูมิภาคที่ท่านได้เขียนเอาไว้ ผมก็ขอปรับครับ ให้เป็นใช้คำว่าทุกจังหวัดแทนทุกภูมิภาค เพราะว่าการที่เราได้มีโอกาสนำคณะไปแล้ว ก็ไปชี้แจงเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะใส่เสื้อสีไหนก็แล้วแต่ได้มีการพูดคุยกันอย่าง สุภาพเรียบร้อยเป็นไปตามหลักวิชาการ อย่างนี้ผมคิดว่ามันเป็นแนวทางหนึ่ง ในการสมานฉันท์อย่างภาพกว้าง ท่านประธานครับ ในส่วนของผมเองผมต้องขออนุญาต เล่าให้ฟังนิด ๆ สั้น ๆ เท่านั้นเองว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้บังคับกันอยู่ว่า ไปแล้วจริง ๆ ก็เหมาะสมหลายเรื่องนะครับ แล้วก็มีการพัฒนาที่ดีจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จำนวนมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๖๗ ที่เวลาจะไปก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่จะต้อง มีการได้รับความเห็นชอบโดยการทำแบบทดสอบทางด้านสิ่งแวดล้อมและต้องทำ แบบทดสอบทางด้านสุขภาพอีกอย่างนี้นะครับ ที่เขาเรียกว่าอีไอเอ (EIA) หรือเอชไอเอ (HIA)
ท่านอรรถวิชช์ครับ ขออภัย ครับ อยากกลับบ้านแล้วครับ เข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ
ผมไปไม่ไกลหรอกครับ ประธานอย่าเพิ่งแทรกสิครับ ประธานแทรกเดี๋ยวก็เริ่มกันใหม่อีกละ ครับ เพราะว่าผมจะกวนเวลาของที่นี่ไม่เกินอีก ๖ นาทีนี้เท่านั้นละครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเมื่อบอกแล้วว่ารัฐธรรมนูญนี้มีผลดีนะครับหลายเรื่อง มาตรา ๑๙๐ ได้รับการพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้ดีทีเดียวครับ เช่น การทำข้อตกลงแบบทวิภาคีหรือเรียกว่าเอฟทีเอ (FTA) สมัยก่อนคณะรัฐมนตรีไปทำได้เลย ครับ จำได้ว่ามีท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ท่านหนึ่ง ก็ไม่เอ่ยนามท่านก็แล้วกันครับ ท่านไปทำเอฟ ทีเอกับประเทศจีนในการเปิดการค้าเสรี ในขณะนั้นก็ได้รับผลกระทบจำนวนมาก หอม กระเทียม ทะลักเข้ามามหาศาลละครับ อย่างนี้ก็เห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไปแก้ไขให้ดี ขึ้น ก็คือว่าให้กลับเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ นี่ก็เป็นข้อดีนะครับ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เมื่อก่อนมี ๕๐,๐๐๐ ชื่อ แล้วบริษัทนี้ก็บอกว่าเหลือแค่ ๑๐,๐๐๐ ชื่อเท่านั้นเอง นี่ครับนี่คือ ข้ อ ดี ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) เปมิศา ๑๐๒/๒ แต่ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งผมอยากจะให้ สสร. ได้นำไปหยิบยก แล้วไปคุยกันในทุกเวที ทุกจังหวัด ที่จะเดินสายไปนี่นะครับ ประเด็นมันมีอยู่ว่าที่ถกเถียงกัน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลพวงของปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๓๐๙ จริง ๆ มีนัยอยู่พอสมควรนะครับว่าการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยกับการต่อสู้ เพื่อปกป้องประโยชน์คนคนเดียวมันก็ดูเหมือนกับที่เรียกว่ายังเป็นสีเทาอยู่ครับ เพราะว่า คนที่ต่อสู้ระบอบประชาธิปไตยเขาก็บอกว่ามาตรา ๓๐๙ เอาไว้ไม่ได้ เพราะมาตรา ๓๐๙ ระบุถึงขนาดที่บอกว่า การใด ๆ ที่รับรองไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็คือฉบับ ที่มีการปฏิวัติให้ชอบโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นักประชาธิปไตยเขาก็บอกว่า เขียนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ แบบนี้มันเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยอมรับผลของการปฏิวัติทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันครับ มาตรา ๓๐๙ ถ้าได้ยกเลิกแล้วตัดออกไปแล้วถามว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ ดีของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ใช่ครับ แต่ก็เป็นผลประโยชน์ที่คน ๆ ใดคนหนึ่งจะได้รับ ผลประโยชน์เช่นเดียวกันครับ มาตรา ๓๐๙ เป็นมาตราที่รับรองการกระทำของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวตอนปฏิวัติ รัฐธรรมนูญชั่วคราวตอนปฏิวัติรับผลสอบ คตส. ที่ทำหน้าที่เหมือน ปปช. ละครับ ถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ คดีหลากหลายคดีที่ คตส. นั้นปิดตัวลงไปแล้ว แต่สำนวนต่าง ๆ นั้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลครับ ถามว่าวันนี้ท่านจะไปออก พ.ร.ก. ปรองดอง พ.ร.บ. ปรองดองแล้วนิรโทษกรรม โทษที่เกิดขึ้นกับผลสอบ คตส. ของอดีตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ คำตอบก็คือยังไม่ได้หรอกครับ มันจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ท่านต้องฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้งครับ ตัดมาตรา ๓๐๙ ออกครับ แล้วจากนั้น เมื่อการแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จท่านก็สามารถจะออก พ.ร.ก. หรือออก พ.ร.บ. ปรองดองได้ แต่ขณะนี้ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี ๒๕๕๐ ยังใช้บังคับอยู่ แล้วมาตรา ๓๐๙ ยังอยู่แบบนี้ ท่านจะออกกฎหมายปรองดองก็คงจะไม่ได้ครับ เพราะว่าผลสอบของ คตส. ในการทุจริต คดีต่าง ๆ มันยังชอบโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ นั่นละครับไม่ต้องไปเอ่ยนามว่าใคร เพราะไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหา แล้วก็ไม่ต้องไปเอ่ยว่าคดีไหนครับ แต่ประเด็นที่มันเกิดขึ้น แล้วเป็นข้อถกเถียงกันก็คือว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย แล้วตัดมาตรา ๓๐๙ ลบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้ง แล้วบอกว่าไม่มีมาตรา ๓๐๙ ประเทศนี้จะเป็นประชาธิปไตยมาก ขึ้น หรือเรากำลังจะตัดมาตรา ๓๐๙ ออกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคน ๆ เดียวในเรื่อง ของผลสอบ คตส. ที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) เปมิศา ๑๐๒/๓
ท่านอรรถวิชช์ครับ
นี่ล่ะครับ ข้อถกเถียง แบบนี้น่าจะได้มีการพูดคุยครับ จะสรุปแล้วครับท่านประธาน
ไม่อยากขัดเลยนะครับ ๖ นาทีของท่านยังไม่ได้เข้าประเด็นเลยครับ
นี่อย่างไรครับ เข้าเลย ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งรีบสิครับเพราะว่าผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธาน เห็นว่าถ้าได้มีโอกาสนำเรื่อง
ท่านเข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ
นี่ครับ ใจเย็น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมแค่เฉี่ยวผมไม่เข้าไปครับ ท่านประธานครับ ประเด็นอย่างนี้ล่ะครับ เรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียวหรือไม่ หรือเป็นการต่อสู้ เพื่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เรื่องแบบนี้ควรจะถูกพูดคุยในทุกจังหวัดทุกเวทีครับ คราวนี้พอมาดูในสิ่งที่ผมแปรญัตติเอาไว้ในความเห็นของท่านกรรมาธิการครับ ท่านกรรมาธิการก็ใส่ข้อความว่าออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ประเทศไทยมีหลายภูมิภาคจริง แต่ที่ผมต้องการเสนอคือทุกจังหวัดที่ สสร. นั้นควรจะเข้าไป นำความเห็นแล้วตั้งโต๊ะเสวนา จังหวัดบางจังหวัดที่มีการเผาศาลากลาง ที่มีความไม่เข้าใจ ของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เขาจะได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกันว่าอะไรคือการปกป้อง ประโยชน์ของคนคนเดียว แล้วอะไรคือการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ในทุกจังหวัด ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เปลี่ยนแปลง
ประการต่อมาครับ ในเรื่องของระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งอันนี้ ต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เนื่องจากว่าในวาระที่ หนึ่งมีการถกเถียงกันมากว่าการล้มรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แล้วก็ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล่อแหลมมากในสถานการณ์ที่บ้านเมือง มีความขัดแย้ง แล้วท่านก็ถูกตำหนิอย่างมากในวาระที่หนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วท่านกรรมาธิการ ก็ปรับให้ ท่านก็ใช้คำว่าก็คือไปเปลี่ยนแปลงหมวดของพระมหากษัตริย์ไม่ได้ซึ่งอันนี้ก็ตรง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ผมต้องการแล้ว แต่ก็ขอนำเรียนฝากไปยังรัฐบาลในฐานะต้นร่าง อีกครั้งหนึ่งว่าขอให้ดำเนินการหลากหลายเรื่อง อย่าทำงานแบบที่เรียกว่าโยนหินถามทาง ครับ คือถ้าไม่ค้าน ไม่ท้วง ไม่ติงกันนี่ ท่านก็ไหลเลยตามเลยครับ วันนี้พอท้วงไปติงท่านก็ เบรกให้ ยอมให้ ก็ต้องถือว่าเป็นคำชมเชยว่ายอมให้กันซึ่งกันและกันบ้าง แต่ว่าในการ วำ ง แ ผ น รั ฐ บำ ล เ ป็ น ต้ น ร่ำ ง ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศิริรัตน์ ๑๐๓/๒ ท่านวางแผนได้ล่วงหน้าว่าจะเอาหมวดนี้แล้วกันออกไปเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมอยากให้ ท่านนั้นก็ใช้ความระมัดระวังสักนิดหนึ่งครับในเรื่องที่สังคมมีความละเอียดอ่อน
ประการต่อมาซึ่งเป็นประการสุดท้าย นั่นก็คือผมเองได้ขอแปรญัตติเอาไว้ ไม่อยากให้ท่านแตะต้องในหมวดที่ ๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันครับ หมวด ๑ ก็จะเป็นหมวดทั่วไป ซึ่งก็พูดในเรื่องทั่วไปว่าประเทศไทยนั้นต้องมีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นอาณาจักรเดียวแบ่งแยก ไม่ได้ ก็ว่ากันไปเป็นบททั่วไปครับ แต่ว่ามีข้อความหนึ่งซึ่งผมคิดว่าคงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำไมท่านไม่ใส่หมวด ๑ ลงไปเป็นหมวดที่ไม่มีการแก้ไขนี้นะครับ แล้วทำให้ผมระแวงอีกแล้ว ครับ ผมระแวงในวาระที่หนึ่งก็คือเรื่องของหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้วว่าอยากให้ ท่านกันออก แล้วเขาว่าตำหนิท่านวันนั้นหลายวันนั้นนะครับจนสุดท้ายท่านก็ยอมให้ คราวนี้ เราก็ตำหนิท่านอีกครับเพราะว่าในหมวด ๑ นั้นมันมีคำ ๆ หนึ่งครับก็คือองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ คือถ้าท่านไม่แตะหมวด ๑ ก็แปลว่าท่านจะไม่ยุ่งกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญครับ แต่พอท่านเลือกที่จะมีการแก้ไขหมวด ๑ ด้วย ชักเสียวแล้วครับว่าท่านนั้นจะยกเลิกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายอันน่าสนใจครับ คงจะไม่ต้องพูด ถึงขนาดว่าแต่ละตัวมีลักษณะการทำงานอย่างไร แต่ต้องเล่าว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้เสี่ยงต่อการถูกยกเลิกสูงมากครับ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการ แผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ครับ เพราะฉะนั้นผมระแวงครับว่าท่านจะมีการยกเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้ กล่าวมาแล้วหลากหลายองค์กร ผมจะไม่เถียงเลยครับถ้าท่านจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการ ทำงานของเขาบ้างให้ดีขึ้นเพราะว่าหมวดท้าย ๆ ผมเห็นด้วยว่าองค์กรอิสระบางองค์กร อำ นำ จ ก็ เ ย อ ะ เ กิ น ไ ป ค รั บ ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศิริรัตน์ ๑๐๓/๒ ท่านก็มีสิทธิที่จะแก้ได้ไม่เป็นอะไรครับ แต่พอท่านเอาหมวด ๑ ไม่รวมหมวด ๑ ไปด้วยนี่ ผมระแวงครับว่าท่านนั้นมีโครงการในการที่ยกเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ครับ เหมือนกับที่เราเคยระแวงว่าท่านจะทำอย่างไรกับหมวดของพระมหากษัตริย์ ------------
- ๑๐๔/๑ ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ภาวดี ๑๐๔/๑ เป็นไปได้ไหมครับถ้าหมวด ๑ ไม่เหนือบ่ากว่าแรงของท่านนัก แล้วท่านทำด้วยใจบริสุทธิ์จริง ๆ จะทำแบบที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการร่างในอนาคตนี้ไม่แตะ หมวด ๑ ก็คือหมวดทั่วไป ซึ่งแน่นอน นั่นหมายความถึงจำนวนขององค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องไส้ในครับ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ต่าง ๆ ท่านเห็นว่า การทำงานมากไป น้อยไปอย่างไร ท่านจะไปปรับในไส้ในด้านหลังก็เชิญ แต่ว่าความเป็นอยู่ ขององค์กรพวกนี้น่าจะคงมีอยู่ ท่านทำได้ไหมครับ ซึ่งหมวด ๒ ท่านก็ทำไปแล้วชัดเจน ในเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ว่าจะไม่แตะต้อง นี่ละครับนี่เป็นการถามหาซึ่งความจริงใจ แล้วนี่เป็นการถามท่านอีกครั้งว่าการกระทำของท่านนั้นเป็นการโยนหินถามทางไปก่อน หรือไม่ อย่างไร ถ้ามีความจริงใจก็ขอให้ช่วยปรับแก้อย่างที่ผมได้ทำการแปรญัตติเอาไว้ก็คือ คงหมวด ๑ เป็นหมวดทั่วไป หมวด ๒ สถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นแบบเดิมไม่ต้องไปแตะ ต้อง ส่วนหมวดอื่นท่านจะทำการแก้ไขอย่างไรเป็นอำนาจของ สสร. ก็สุดแล้วแต่ที่ท่านจะ บัญญัติครับ ขอบพระคุณครับ
ขอทราบข้อตกลงวิป ๓ ฝ่ายครับ ได้ข้อสรุปอย่างไรครับ เชิญท่านประธานวิปรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมได้ทราบผลการหารือร่วมกันของวิป ๓ ฝ่ายว่าในวันนี้ทางฝ่ายค้านเองได้ขอโอกาส ที่จะให้ท่านสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือแม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาส ที่จะกลับไปลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนแล้วก็จะย้อนกลับมาประชุมร่วมกันในวัน อังคาร วันพฤหัสบดี แล้วก็วันศุกร์ตามที่ท่านประธานได้ตั้งใจแล้วก็มีหนังสือเชิญประชุม เอาไว้แล้ว โดยในวันอังคารจะเริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็ทาง ๓ ฝ่ายได้มีความพยายาม ร่วมกันว่าจะให้เสร็จสิ้นการอภิปรายและลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และ มาตรา ๒๙๑/๑๒ แล้วหลังจากนั้นก็จะได้มีโอกาสประชุมต่อในวันพฤหัสบดีเพื่อที่จะเดินหน้าในการพิจารณา ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ต่อไป อย่างไรก็ตามครับผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในการพูดคุยกันทั้ง ๓ ฝ่าย นี้ผมอยากจะให้ท่านประธานได้มีโอกาสฟังความเห็นจากตัวแทนของ ๓ ฝ่ายให้เป็นที่ยืนยัน ตรงกันครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของทางฝ่ายค้าน ตัวแทนของทางวุฒิสมาชิกหรือแม้กระทั่ง คุณหมอชลน่านซึ่งเป็นตัวแทนไปทำหน้าที่ในครั้งนี้ครับ ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ภาวดี ๑๐๔/๒
ขอทราบทางตัวแทนฝ่าย ค้านครับ เชิญครับท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้มีตัวแทนของซีกฝ่ายค้าน คือคุณหมอสุกิจแล้วก็คุณนริศ ขำนุรักษ์ ไปร่วมประชุมนะครับ แล้วก็มาแจ้งผมว่ามีการตกลง กันว่าวันนี้เนื่องจากว่าหลายท่านมีภารกิจในพื้นที่แล้วก็ต้องการจะไปพบปะพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ไปทำงานในพื้นที่บ้าง แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ก็ขอเลิกเช้าหน่อยนะครับ แล้วก็จะมา ประชุมกันต่อในวันอังคาร ทีนี้ทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าเนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาต่างก็มีภารกิจในพื้นที่ด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ ก็เลยมีความเห็นตรงกันครับว่าวันนี้จะ ขอเลิกประชุมในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา บวกลบบ้างเล็กน้อย ซึ่งเราก็เห็นว่าวันนี้เราก็เกินมา ๔๕ นาที ก็เป็นไปตามภารกิจนะครับ เป็นไปตามเนื้องานสำหรับวันนี้ ส่วนวันอังคารก็จะเริ่ม ประชุมกันเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ตามที่ประธานวิปรัฐบาลพูดจริงครับ
ท่านครับ ประเด็นไม่ครบ นะครับ เมื่อสักครู่ผมนั่งฟังประธานวิปรัฐบาล มันมีวันอังคารประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็มีวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ด้วย แล้วก็ยังมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมนั่งฟังอยู่ก็คือวัน อังคารจะให้จบอย่างน้อยมาตรา ๒๙๑/๑๒ ในวันอังคาร ไม่ทราบว่าตรงกันหรือเปล่า
- ๑๐๕/๑ ร ๑๐/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศิริวรรณ ๑๐๕/๑
ท่านประธานครับ คือประเด็นเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑๑ เนื่องจากมีผู้อภิปราย มีผู้สงวนคำแปร ญัตติไว้เยอะนะครับ ทีนี้เราก็ตั้งไว้ว่าเราจะให้จบ แต่สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๒ นี้ไม่มีประเด็น หลักอะไรมากนะครับ ซึ่งก็จะเหมือนกับเมื่อวานนี้ครับ ถ้าเราผ่านมาตรา ๒๙๑/๘ พอไป
ทางท่านประเสริฐ ว่าอย่างไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กรณีมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือตกลง กันไว้ว่าจะไปเริ่มประชุมในวันพฤหัสบดีครับ
ประเด็นจะไม่ตรงกันแล้ว นะครับ
ไม่ตรง ครับ
ทางตัวแทนวุฒิสภา ว่าอย่างไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ผมคิดว่าในกรณีที่เราเชื่อมั่นว่ามาตรา ๒๙๑/ ๑๑ กับมาตรา ๒๙๑/๑๒ สามารถจบได้ในวันอังคารนะครับ ก็ไม่ได้มีการพูดถึงมาตรา ๒๙๑/ ๑๓ ใช่ไหมครับ ผมก็คิดว่าถ้าตามกำหนดตรงที่ทางตัวแทนของวิปรัฐบาลได้แจ้งมาแล้วว่า
ท่านคุณหมอครับ อย่างนี้ ครับ ผมมีเอกสารบันทึกข้อตกลง ๓ ฝ่าย แล้วก็มีลายเซ็นกำกับทั้ง ๓ ฝ่ายครบถ้วนนะครับ เมื่อครู่ยื่นมาให้ผม ตามข้อตกลงก็เป็นอย่างที่หมอชลน่านได้พูดเมื่อครู่ครับ ก็ต่างกันอยู่นิด เดียวในวันอังคารที่ ๘ พฤษภาคม เราจะอภิปรายจนจบทั้งมาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ จากนั้นก็จะอภิปรายต่อในมาตรา ๒๙๑/๑๓ จนถึงเวลาที่เหมาะสมนะครับ แต่มี การนัดหารือกันอีกครั้งหนึ่งในเวลาบ่าย ๒ โมง มีลายเซ็นกำกับทั้ง ๓ ฝ่ายครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็ไม่ได้บอกว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น คือเนื่องจากผมไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเพียงแต่รับฟัง มาจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นตัวแทนของวิปวุฒิสภาเข้าร่วมการประชุม ซึ่งตรงนั้น ก็คิดว่ามันคงจะเป็นไปตามที่ทางวิปรัฐบาลได้แจ้งมา แต่ถึงอย่างไรก็พอถึงวันอังคาร ก็คงจะได้มีการพูดคุยกันอีกครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ
ท่านประเสริฐว่าอย่างไร ครับ เมื่อครู่ยกมือ ท่านอุดมเดชเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ในประเด็นที่ทางวิปทั้ง ๓ ฝ่ายได้ไปพูดคุยหารือกัน แล้วก็ได้มีความพยายามที่จะให้สำเร็จในมาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ ในวันอังคารที่ ๘ ผมก็ถือว่าเป็นข้อหารือร่วมกันที่ดีแล้ว เพราะว่าจริง ๆ ถ้าสามารถ ที่จะตกลงกันได้เพียงเท่านี้ เขาสามารถทำได้อย่างนั้นจริง ๆ แต่ในเมื่อเสร็จมาตรา ๒๙๑/๑๒ ตอน ๒๔.๐๐ นาฬิกาเศษ ๆ กับเสร็จมาตรา ๒๙๑/๑๒ เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ นาฬิกานี่นะ ครับ ผมคิดว่าไม่แตกต่างกัน เพราะว่าผู้อภิปรายก็สามารถจะพูดดึงยาวให้เสร็จ ๒๔.๐๐ นาฬิกาเศษได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเอางานเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่ามี โอกาสพูดคุยเจรจากันอีกครั้งในตอน ๑๔.๐๐ นาฬิกาของวันอังคารก็จะเป็นเรื่องที่ดีแล้วครับ เราจะคาดคั้นกันมากในที่นี้ ในแต่ละฝ่ายก็อาจจะไม่สบายใจเพราะว่าเป็นตัวแทนของทุกฝ่าย มาด้วยกันครับ
อย่างนี้พอได้นะครับ ถ้าจบเร็วก็เอามาตรา ๒๙๑/๑๓ ต่อ ถ้ามันจบช้าก็ไม่เป็นอะไร
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เอาเอกสารฉบับนี้มาให้คุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ เซ็นลงนามที่นี่ แล้วคุณหมอสุกิจก็บอกว่าส่วนนี้คือเราตกลงกันว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ จะบริหารให้เสร็จในวันอังคาร แล้วส่วนที่ต่อนี้ไม่มี ไม่ได้ตกลงไว้นะ ครับแล้วอยากจะให้ลบออก ทีนี้คุณพิษณุก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ถ้าจะเอาอันนี้ออกไม่เป็นไร คุณหมอลงนามเดี๋ยวจะไปดำเนินการให้ ทีนี้เท่าที่ผมฟังนะครับ ผมก็ไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม ทีนี้หลังจากนั้นก็คุยกัน ๓ คนก็บอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันว่าเอาเป็นว่ายืนยันชัดเจนดีกว่าว่า วันพฤหัสบดีจะไปเริ่มมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันจะได้สบายใจทุกคน ถ้าอย่างนี้นะครับจะตรงกับ ท่านประธานวิปรัฐบาลซึ่งผมว่ามันไม่บีบคั้นเกินไป ท่านประธานก็ทราบนะครับ การเจรจา กับสมาชิกทุกฝ่ายไม่ใช่เรื่องเจรจาง่าย ๆ ครับ
เข้าใจครับ คุณหมอเชิญ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่งถ้าผมไม่ชี้แจงผมเสียหาย ครับ เพราะฐานะเป็นผู้ไปเจรจาร่วมกัน ๓ ฝ่าย ท่าน ส.ว. นิคมนั่งเป็นประธาน กับท่าน ส.ว. ทัศนา บุญทอง นั่งเป็นพยาน ประเด็นที่ผมนำเรียนเป็นข้อตกลงที่อยู่เงื่อนไขว่า ถ้าเราพิจารณาในวันอังคารที่เสร็จเร็ว คำว่าเสร็จเร็วนั้นหมายถึงเช่นเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา สามารถลงมติได้ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาสามารถลงมติได้ ผมเองก็เป็นผู้ขอเสนอว่าอย่างนั้น เรานำเอามาตรา ๒๙๑/๑๓ ขึ้นมาพิจารณา แต่ว่าเวลานี่จะเสร็จเมื่อไร จะไปถึงไหน เราจะพูดคุยกัน เช่น ถ้าสมมุติฝ่ายค้านบอกว่าเวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกาไหวไหม ก็เป็นข้อตกลง ครับ นั่นหมายความว่าเราพูดกันเงื่อนไขนี้ แต่ท่านไปแก้ข้อตกลง ๓ ฝ่ายแล้วมาเซ็น ผมเลย ถือว่านั่นไม่ใช่ข้อตกลงครับ ต้องกราบเรียนท่านประเสริฐด้วยความเคารพนะครับ ต้องขอ อนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะท่านไม่อยู่ในห้วงเจรจา รายงานที่เขียนมา พิษณุเอามาให้ผมดู หลังจากที่ไปให้ท่านผู้แทนฝ่ายค้านดูนะครับ ผมก็ยืนแก้ตาม ท่านบันทึกให้เหมือนกับที่มี ข้อตกลง เงื่อนไขชัดเจนครับว่าเสร็จเร็วครับ ผมไม่ได้ไปก้าวล่วงนะครับ เอาตามนั้นนะครับ ก้าวล่วงในแง่ของว่าเสร็จเร็ว ถ้าสมมุติไปเสร็จเวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกา ก็อาจจะจบแค่นั้นครับ เพราะคำว่าเร็ว ไม่ได้หมายความว่าเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกาคือเร็ว ไม่ใช่ครับ
คุณหมอเข้าใจครับ สรุปแล้วตรงกันแล้วนะครับ อย่างน้อย ๆ วันอังคารก็มาตรา ๒๙๑/๑๒ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ครับ คือที่ท่านคุณหมอบอกเดี๋ยวจะคิดว่า ไปตกลงแล้วเบี้ยวไม่ใช่ครับ เพราะว่าคือผมก็นั่งฟังทั้งคู่คุยกันแล้วผมก็บอกว่าเอาให้มันตรง ครับ ก็หมายความว่าถ้าไม่ได้ตกลงก็ต้องลบออกผมก็ว่าอย่างนั้น แล้วคุณพิษณุ หัตถ สงเคราะห์ ก็บอกว่าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ หมายถึงว่าในวันอังคารท่านก็พูดสั้น ๆ นะครับว่า จบมาตรา ๒๙๑/๑๑ และมาตรา ๒๙๑/๑๒ ก็แปลว่าเอาสรุปสั้น ๆ ว่าวันอังคารนี้เอาแค่ ๒ มาตรานี้จบก่อน แล้วมาตรา ๒๙๑/๑๓ ค่อยเจรจากันใหม่ แต่ความหมายว่าไม่ได้อยู่ใน เงื่อนไขของวันอังคารจะได้ตรงกันไม่อย่างนั้นเดี๋ยวปฏิบัติยากนะครับ โอเคขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้ครับ ตกลงตามนี้ นะครับ ไม่เสียหายคุณหมอเข้าใจแล้วครับ มันตรงกันแล้วไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ คุณ หมอเจตน์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ท่าน ส.ว. ทัศนา บุญทอง ท่านได้โทรศัพท์ มาถึงผมก็ยืนยันว่าตามที่คุณหมอชลน่านได้พูดไปสักครู่นี้เป็นความจริงตามที่ตกลงกัน ว่าในกรณีที่ถ้าหากว่าพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๒ เสร็จสิ้นเร็ว ก็จะขอพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นหัวเชื้อเอาไว้ อันนี้ก็ตรงตามที่คุณหมอชลน่านว่า แต่ถึงอย่างไรผมยังคิดว่าเรายังมีเวลาที่จะพูดคุยกันระหว่าง ๓ ฝ่ายนั้นในวันอังคารหน้าได้ ก็เสนอท่านประธานเป็นไปตามนั้นครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันเข้าใจ ตรงกันนะครับ ผมจะดำเนินการตามมติวิป ๓ ฝ่าย แล้วขอเรียกประชุมวันอังคารที่ ๘ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ และวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ปิดประชุมครับ