พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เสนอขยายระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการและเสนอแนะให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบในการยกร่าง พร้อมเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย
ผมเรียนว่าเวลาที่เขามีปัญหา อย่างเช่นถูกจับคดีอาญา เขาไม่ได้หยิบมาตรากฎหมายอาญามาพูดก่อนนะครับ เขาจะพูดถึง สิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญก่อน ประชาชนเกือบทั้งหมดเลยครับไม่ว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ คนขายของข้างถนน ถึงอะไร เขาจะอ้างสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ แล้วถ้ากฎหมายไหน เขาบอกว่าขัดกับสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่ากฎหมายนี้ใช้บังคับกับเขาไม่ได้ ถ้าหากว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเราได้กำหนดทิศทางในตอนที่ไปสอบถาม ความคิดเห็นประชาชนในส่วนนี้ แล้วก็ให้โอกาสในการเผยแพร่ความรู้ว่าเขาจะได้อะไร จากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่นึกถึงรัฐธรรมนูญก็นึกถึงแต่การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงแค่ เลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องการปกครองอย่างเดียว แต่รัฐธรรมนูญที่แท้จริงคือรัฐธรรมนูญที่ต้องให้ คุ้มครองสิทธิและให้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ที่ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าระยะเวลาที่ท่านได้กำหนดไว้ในวรรคแรก ๒๔๐ วันนั้นอาจจะเพียงพอเพิ่มขึ้นสำหรับการทำงานของ สสร. โดยตรงครับ แต่ผมเห็นว่า ถ้าต้องรวมระยะเวลานั้นไปรวมกับการที่ต้องไปรับฟังความคิดเห็น ไปเผยแพร่ความรู้ ให้โอกาสประชาชน แล้วต้องนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาทำงานเพิ่มเติมด้วย ผมเห็นว่า ๒๔๐ วัน ไม่ทันครับ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานผมถึงได้ขอขยายเป็น ๓๐๐ วัน อันนี้คือเรื่องแรก ก็คือเรื่องของระยะเวลาการทำงาน ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าในมาตรานี้มีหลายเรื่อง แต่ละวรรคไม่ได้เกี่ยวกันเลยนี่คือเรื่องแรก
ส่วนเรื่องที่ ๒ ในวรรคสองเป็นเรื่องของวิธีการทำงาน ได้บอกว่า ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่า มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมเองเมื่อไปดูตรงนี้แล้ว ผมเรียนท่านประธานในเบื้องต้นว่า ผมเองก็งงว่าร่างเป็นร่างของรัฐบาล และสมาชิก ส่วนใหญ่ซึ่งไป ๆ มา ๆ จากรัฐบาลก็สนับสนุนเห็นด้วย แล้วที่ผมได้ยินได้ฟังสมาชิกส่วนใหญ่ พูดกันจะพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ดี มีที่มาไม่ชอบ ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนพูดไปแล้ว คือผมไม่พูด รายละเอียดซ้ำว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าในเชิงเนื้อหาเพราะไปติดช่องโหว่ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ในเมื่อถ้าทุกคนบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นร่างเสียเลยละครับ ถ้าหากว่ามันดีจริงอย่างที่ท่านว่า ที่ผมพูดไม่ใช่ว่าผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันดีที่สุดดีจริง ๆ แต่ถ้าเจตนาเป็นอย่างนั้น ก็ใส่ไปสิครับ อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมเห็นว่าถ้าท่านคิดอย่างนั้น ก็ทำไมไม่ใส่ไปเสีย ทำไมท่านไปเขียนบอกว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ฉบับไหนละครับ และท่านประธานลองนึกที่ผมพูดถึง ในวรรคแรกว่า ถ้าสมาชิก ๙๙ คน มีความคิดเห็นแตกต่างว่าควรจะเอาฉบับไหนมาเป็นต้นร่าง สัก ๑ ฉบับ เฉพาะเรื่องนี้อภิปรายกันกี่นัดครับท่านประธาน เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราต้องการทำให้ระยะเวลาที่ท่านกำหนดมันเดินไปอย่างรวดเร็ว เราก็ควรจะ กำหนดเป็นแม่แบบไปเลย จะได้ตัดปัญหาการอภิปรายถกเถียงกัน แต่ถ้าหากท่านไปกำหนดไว้ อย่างนี้ว่าฉบับใดฉบับหนึ่ง ฉบับไหนละครับ เฉพาะท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่นั่ง ถ้าเอามาพูดทีละคนไม่ต้องพูดพร้อมกันท่านอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน ๕ ฉบับ ๓ ฉบับ ก็ได้ แล้วนี่ ๙๙ คน ใครเป็นคนเลือกครับ ใครเป็นคนตัดสินใจก็จะทำให้เสียเวลา ไปกินเวลา ๒๔๐ วันของท่านในวรรคแรกอีกแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมจึงได้กำหนดบอกว่า ให้เอามาเลยถ้าท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีก็เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบ แล้วก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าผมได้นำในส่วนอื่นมารวมไว้ตรงนี้ครับ ผมได้ แปรญัตติในวรรคสองในส่วนนี้นอกจากที่ได้เรียนท่านประธานไปแล้วไว้ดังนี้ครับว่า ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาเป็นต้นแบบในการยกร่าง และให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทุกจังหวัดโดยทั่วถึงก่อน โดยให้เน้นในประเด็นที่เกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายและการใช้สิทธิ ทางการเมือง โดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก และให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำความคิดเห็น ของประชาชนไปประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ท่านประธานเห็นไหมครับ ผมได้บอกแล้วครับว่าที่ผมพูดนี่อยู่ในประเด็นผมทั้งนั้นละครับ ผมพูดนำไปก่อนว่าทำไมผมจึงต้องปรับปรุงแก้ไขร่างของกรรมาธิการ แล้วผมก็พูดแล้วครับ ว่าถ้าท่านไม่กำหนดระยะเวลาไว้ก็จะทำให้เกิดปัญหา ผมมายกร่างที่สงวนคำแปรญัตติไว้นี่ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ท่านทำงานได้ลื่นมากขึ้นด้วยซ้ำไป ผมเลยกำหนดไว้ ให้ชัดเลยครับว่าการรับฟังความคิดเห็นมันต้องฟังตั้งแต่ต้นครับ ไม่ใช่ไปฟังทีหลัง มันจะได้ หมดปัญหาเถียงกันอีกตรงนี้ แล้วเมื่อฟังแล้วต้องไปทำอย่างไร แล้วในการฟังต้องเน้น เรื่องอะไร เพราะผมอยากให้ประชาชนเขาได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ ไม่ใช่สุดท้ายประโยชน์ อยู่กับฝ่ายการเมือง อยู่กับพรรคการเมือง อยู่กับคนซึ่งต้องการได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนไม่ได้อะไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า ทำไมผมถึงต้องบอกว่า ให้เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทำไมผมถึงบอกว่าให้เน้นถึงกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม แล้วโดยเฉพาะเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะว่าประเทศไทยเรา ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ดีขึ้นหน่อย แต่ในอดีต ท่านประธานครับ ฝ่ายรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะมีอำนาจมากเลยครับ ท่านประธานคงเคยได้ยินนะครับ โดยเฉพาะ ในต่างจังหวัดจะเรียกพวกนี้ว่านาย เป็นเจ้านายเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ครับ ถามว่าทำไม เพราะว่า เขามักจะคิดว่าอำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐอยู่ในมือบรรดาข้าราชการ ท่านผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัด ทั้ง ๆ ที่ท่านเหล่านั้นต้องใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้อง ดูแลประชาชน ต้องเอากฎหมายเหล่านั้นมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ใช่ เอากฎหมายเหล่านั้นมาข่มขู่ข่มเหงเขา และเอะอะก็ว่าเป็นเรื่องของกฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ช่วงหลังมานี้ผมคิดว่าจะมาอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นครับ สำหรับประเทศไทย ถ้าหากว่าท่านประธานไปดูรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ชอบใช้คำว่าอะไรครับ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีดีแล้วครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ทำไมผมถึงบอกอย่างนี้ แล้วผมถึงให้เน้นตรงนี้ละครับในคำแปรญัตติผม เพราะว่า ในเวทีสากลเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้องอยู่ในเวทีสากลครับ ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าเขาเคยเถียงกันเรื่องอะไร เถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ ประเทศในกลุ่มสังคมนิยม เขาบอกว่ามาว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร เขาก็มีรัฐธรรมนูญ ฝ่ายโลกเสรี ก็บอก รัฐธรรมนูญคือเครื่องหมายของประชาธิปไตย เขาบอกว่าถ้าแปลอย่างนั้นก็แปลว่า เขาก็เป็นประชาธิปไตย สุดท้ายชนะแพ้ตรงไหนรู้ไหมครับเพื่อความรวดเร็ว มันต่างกันตรงนี้ รัฐธรรมนูญในกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย เขาจะเขียนว่าสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะ เรื่องกฎหมายของพี่น้องประชาชน รัฐและรัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองให้ทันทีครับ ทันที ที่เกิดมาแล้วอยู่รอดเป็นทารก ต้องมีสิทธิเสรีภาพทุกอย่าง แม้กฎหมายไม่เขียนครับ แต่ในโลกสังคมนิยมเขาไม่ใช่ เขาบอกประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ แปลว่าอะไร แปลว่าเมื่อไรกฎหมายยังไม่มี คุณไม่มีสิทธิครับ นี่ละครับ ถึงได้เห็นข้อแตกต่างกัน ท่านประธานตอนที่ผมเรียนอยู่ผมเคยเอาร่างรัฐธรรมนูญไทยแปลเป็นอังกฤษไปให้ โปรโฟสเซอร์ (Professor) ที่สอนผมดู เขาบอกนี่รัฐธรรมนูญของประเทศสังคมนิยม เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วประชาชนคนไทยก็อยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ มานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมถึงคิดว่าถ้าหากว่าท่านจะมีเจตนารมณ์ที่ดี ต้องการ ให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่แท้จริง เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่แท้จริงอย่างนี้ ต้องทำรัฐธรรมนูญให้มันเป็นกฎหมายสูงสุดของประชาชน ถามว่าประชาชนเขาได้กฎหมาย อะไรสูงสุดจากตรงนี้ ได้สิ่งอะไรจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้การที่เขาได้รับการรับรอง คุ้มครองและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มันถึงจะเป็นเครื่องมือของประชาชนครับ เวลานี้ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่เขียนรับรองเรื่องสิทธิหรือกระบวนการยุติธรรมเอาไว้ให้เกิด ความชัดเจน ถ้าท่านไม่เน้นตรงนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ พี่น้องประชาชน