รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องร่างมาตรา ๒๙๑/๑๑ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และขอให้ท่านประธานพิจารณาแก้ไขข้อขัดข้อง โดยระบุว่ามีหลายวรรคที่ไม่ตรงกัน และขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้นะครับ มีด้วยกันหลายวรรค แล้วก็มีเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไป แต่ว่าเนื่องจากในแต่ละวรรคท่านประธานครับมันไม่ตรงกันเลยครับ ในมาตรานี้ ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาอ่านทีละวรรคและเข้าใจว่าแต่ละวรรคมันเรื่องอะไร ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่ามันแยกออกมาย่อย ๆ ได้ดังนี้ครับ วรรคแรกจะเป็น เรื่องของระยะเวลาการทำงานของ สสร. นะครับ วรรคสอง เป็นเรื่องของวิธีการทำงาน ส่วนวรรคสามเป็นเรื่องของการสิ้นสุดของสมาชิกภาพนะครับ ส่วนวรรคสี่จะเป็นขั้นตอน การทำงานของ สสร. วรรคห้าเป็นเรื่องข้อจำกัดของการทำงานของ สสร. แล้วก็ข้อสุดท้าย จะเป็นเรื่องของการถ่วงดุลการทำงานของ สสร. ระหว่างรัฐสภากับ สสร. อันนี้ผมดูจาก ที่เขียน แล้วก็ดูว่าแต่ละเรื่องเขามีวัตถุประสงค์ เป้าหมายอย่างไรถึงได้เขียนไว้ในแต่ละวรรค ถ้าหากว่าอ่านแล้วก็จะเห็นว่าวรรคนี้เป็นเรื่องอย่างนี้ ซึ่งในตอนประชุมคณะกรรมาธิการ ในห้องประชุมใหญ่ของกรรมาธิการนั้น ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าก่อนที่จะมีการเข้าไป ในเนื้อหา ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ให้มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ก็ได้มีการพูดคุยกันมาถึง ในประเด็นบางประเด็นของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็มีผู้ที่เห็นด้วยบ้างในบางเรื่อง ผู้ที่ ไม่เห็นด้วยกันบ้าง ก็เข้าใจว่าเมื่อมาถึงในช่วงนี้ก็จะมีการได้พูดกันเยอะในรายละเอียด เพราะผมเห็นว่ามันมีหลายเรื่อง แล้วก็แต่ละเรื่องมันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ถ้าหากว่าไม่เกิดความชัดเจน หรือว่ามีข้อขัดข้อง หรือมีข้อสงสัย การเขียนกฎหมาย โดยเฉพาะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมันก็จะทำให้เกิดปัญหา แต่ว่าเมื่อมาถึงตรงจุดนี้ แทบจะไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกันมากจึงเป็นเหตุเบื้องต้นที่ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมต้องสงวนคำแปรญัตติ

เหตุผลที่ ๒ ที่ขออนุญาตเรียนท่านประธานก็คือว่าในการแก้ไขปรับปรุง ร่างมาตรา ๒๙๑/๑๑ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แม้จะได้มีการเปลี่ยนแปลงไปใน ๒ วรรค คือวรรคแรกกับวรรคก่อนวรรคสุดท้ายนี่นะครับ กระผมก็ยังเห็นว่ามันมีความ ไม่สมบูรณ์และยังมีความไม่เหมาะสมอยู่ ผมจึงได้คิดว่าอย่างน้อยใน ๒ วรรคนี้ผมก็ต้อง ขอสงวนความเห็น โดยเฉพาะในวรรคก่อนวรรคสุดท้ายที่จะเกี่ยวข้องกับการเป็นข้อจำกัด การทำงานของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สถาบันสูงสุดของประเทศนั้น ผมได้พูดกับท่านประธานคณะกรรมาธิการและได้พูด ในที่ประชุมว่าการเขียนในลักษณะเช่นนี้แล้วไม่เขียนให้เกิดความชัดเจน มันจะทำให้เกิด ปัญหา โดยเฉพาะการใส่หมวดไม่ครบ ซึ่งเบื้องต้นท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เห็น สอดคล้องกับผม แล้วก็ได้ให้ผมกับเจ้าหน้าที่ของทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลองช่วยกันร่างเบื้องต้น ผมก็ได้เรียนไปครับว่าควรจะต้องใส่เป็นรูปแบบแบบไหน แต่สุดท้าย ก็ออกมาในลักษณะที่เป็นร่างที่อยู่ในมือของท่านประธานในรายงาน คือไม่ครบถ้วน ซึ่งผม จะเรียนว่าจะทำให้เกิดปัญหา และด้วยเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้วผมเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ ของท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าเราต้องการให้เกิดข้อจำกัด ในส่วนนี้จริง ๆ ก็จะเรียนว่าท่านใส่ไว้ไม่ครบ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนข้ออื่น ๆ ในวรรคอื่น ๆ ที่ผมจำเป็น ต้องสงวนคำแปรญัตติไว้ในวันนี้ด้วยก็เพราะว่าผมเห็นว่ารายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้เขียนไว้ยังมีปัญหาข้อขัดข้อง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้น ดังนี้เลยนะครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ร่างของกรรมาธิการนั้นได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตรงนี้อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณครับ ขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่อย่างน้อยก็ได้ฟังเสียงกันบ้างซึ่งผมเองไม่คาดคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายอยู่ดี ๆ ก็เห็นด้วยกันหมดว่าให้เปลี่ยนจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน แต่ว่าในความคิดของผมนั้น ผมเห็นว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในวรรคต่อ ๆ มาซึ่งผมเองแปรญัตติไว้ แต่เอาตามร่างของท่านกรรมาธิการก่อนจะเห็นว่ามันไม่ใช่การทำงานในเรื่องของการยกร่าง อันนี้ มันไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงแค่ของผู้ที่เป็น สสร. เท่านั้น แต่ว่าโดยเหตุผลที่เขียนไว้ข้างหน้า ซึ่งท่านประธานบอกว่าเอาไว้พูดตอนท้ายนี่นะครับ ได้กำหนดไว้ในส่วนข้างหน้าว่าเหตุผล ส่วนหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องการที่จะให้มีโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมแล้วผมเข้าใจว่าจากตรงนี้ละครับก็นำเข้ามาเขียนในเนื้อหาของบทบัญญัติ ในมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไปทำประชามติ แต่ว่าในส่วนนี้ถ้าหากว่าท่านประธาน จะเห็นนะครับว่าหลังจากที่ สสร. ที่ได้กำหนดให้ทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปแล้วนี่นะครับ จะต้องมีการไปสอบถามความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนไปรับฟัง ความคิดเห็นครับ ทีนี้การทำงาน การไปรับฟังความคิดเห็นในนี้ท่านไม่ได้เขียนไว้นะครับว่า ให้ไปรับฟังความคิดเห็นเมื่อไร ท่านบอกแต่เพียงว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าการรับฟังความคิดเห็นตรงนี้ให้ทำเสียตั้งแต่ก่อนเริ่ม หรือว่าให้ทำเสียเมื่อเริ่มร่าง หรือให้ทำเมื่อร่างเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผมเห็นว่าจะเป็นจุดโหว่อันดับแรกนะครับ เพราะว่าแปลว่าอะไรครับท่านประธาน แปลว่าในสภา สสร. ก็อาจจะต้องมีการถกเถียงกันอีก อย่างน้อยในเรื่องนี้ว่าในการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนตรงส่วนนี้จะเริ่มกัน เมื่อไร และเป็นธรรมดาแน่นอนครับ เมื่อประชุมสภานัดแรกหรือดำเนินการกันครั้งแรก ๆ ก็ต้องทำความรู้จักกัน ทำความเข้าใจกัน ต้องมาถกเถียงอภิปรายกันในประเด็นตรงนั้น ตรงนี้ เพราะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลยนะครับ ซึ่งผมเชื่อว่ากว่าจะเข้าเรื่อง กว่าจะเข้าระยะเวลาที่จะเข้าไปดำเนินการ เอาแนวทางต่าง ๆ ของสภาไปดำเนินการยกร่าง ต้องใช้เวลาพอสมควร ผมเชื่อว่าในการร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางนี้คงไม่ได้ใช้ที่ประชุมสภา สสร. เหมือนที่ พวกเรากำลังทำกันอยู่นี้นะครับ มานั่งประชุมในสภาทั้งสภาใหญ่ แล้วก็มานั่งถกเถียง แล้วนั่งเขียนกันเป็นรายมาตรา ผมเชื่อว่าในทางปฏิบัติก็คงจะต้องทำในทำนองเดียวกับ รัฐสภาเรา ก็คือว่าไปตั้งคณะกรรมาธิการ หรือตั้งกรรมาธิการอื่น หรือตั้งอนุอะไรขึ้นมา ไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่ได้มีแนวทาง หรือไม่ได้มีรูปแบบที่สภาใหญ่ได้กำหนด ไปให้แล้ว ทางคณะย่อยที่จะไปดำเนินการยกร่างเบื้องต้นมาให้นั้นเขาจะทำงานได้อย่างไร ผมจึงเชื่อว่ากว่าที่ทางสภา สสร. จะเริ่มต้นอภิปรายทำความเข้าใจ แล้วก็ถกเถียงกัน ทุกประเด็นจนตกฟาก จนจบทั้งกระบวนการทั้งฉบับ ผมไม่เชื่อเลยครับว่าแม้แต่ ๓ เดือน จะเสร็จหรือยัง แต่สมมุติว่าทำเสร็จเรียบร้อยก็แปลว่าทางคณะกรรมาธิการย่อยจะไปตั้ง คณะกรรมาธิการอะไรก็แล้วแต่ อาจจะต้องรับตรงนั้นไปยกร่าง แล้วเมื่อยกร่างเสร็จ ก็ต้องนำกลับเข้าที่ประชุมอย่างนี้ครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันอย่างไร แต่ถ้าหากบอกไม่ใช่ ก็กลายเป็นว่าสภา สสร. ไม่ได้ยกร่างเองนะครับ กลายเป็นว่ากรรมาธิการยกร่าง แล้วมีผล บังคับเลย คงไม่น่าจะใช่แบบนั้น เพราะฉะนั้นรูปแบบการทำงานตรงนี้ โดยเฉพาะบอกให้เอา ข้อบังคับของรัฐสภามาใช้ด้วย ซึ่งท่านประธานก็อาจจะต้องไปออกข้อบังคับอะไรก็สุดแล้วแต่ คงจะต้องให้การทำงานของสภา สสร. เขาทำงานเป็นสภาจริง ๆ ถ้าหากว่าฟังเช่นนี้แล้ว ท่านประธานจะเห็นครับว่าระยะเวลาที่แม้ทางคณะกรรมาธิการจะขยายจาก ๑๘๐ วัน หรือ ๖ เดือน มาเป็น ๒๔๐ วัน ขยายขึ้นมาอีก ๒ เดือน เป็น ๘ เดือน ยังไม่พูดถึงเรื่อง การไปทำประชามติให้เสร็จสิ้นอีกนะครับ ผมเชื่อว่าไม่ทันหรอกครับ ถึงแม้ว่าเดิม ผมก็งงนะครับว่า คนที่ยกร่างมานี้ ซึ่งเคยพูดไว้แล้วว่าไม่รู้ใคร แต่ผมเชื่อว่าคนที่ยกร่างไม่ใช่ธรรมดาครับ เพราะเชื่อในระบอบที่เรียกว่าตัดสินใจโดยคนคนเดียวหรือว่าควบคุมโดยคนคนเดียว ถึงได้ มอบทุกอย่างให้ท่านประธาน เขาอาจจะเชื่อเหมือนกันครับว่าสามารถควบคุมท่านประธาน ให้การทำงานของสภา สสร. เสร็จสิ้นได้ภายใน ๑๘๐ วัน ถึงได้เขียนไว้ แต่เมื่อพิจารณากัน เอาไว้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ อย่างที่ผมเรียน ท่านกรรมาธิการถึงได้เห็นแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ เหมือนกัน เพราะว่าเขียนแล้วเป็นไปไม่ได้ ผลออกมามันจะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยมีการปรับมาเป็น ๒๔๐ วัน ซึ่งผมเห็นว่ายังสั้นเกินไปครับ ท่านประธานลองนึกดู ขั้นตอนที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นะครับ เอาเป็นว่าสมมุติว่าตกลงกันว่า การทำประชามติที่จะต้องไปสอบถามพี่น้องประชาชน ที่เขียนไว้ในร่างของคณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าหากว่าไปบอกว่าเอาความเห็น ของพวกเราที่เป็น สสร. คุยกันให้จบในเบื้องต้นแล้วเอาตรงนี้เป็นธงไปสิ ไปถามความคิดเห็น ของประชาชน ท่านประธานคิดว่าความคิดเห็นของประชาชนที่ให้โอกาสพี่น้องประชาชน ในการแสดงความคิดเห็นร่วมด้วยเหมือนเหตุผลที่การยกร่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งประเทศ ซึ่งจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นกันเกือบจะทุกหมวด ทุกมาตรา ยกเว้น ที่จำกัดข้ออำนาจเอาไว้ ผมว่า ๑ เดือนก็ไม่เสร็จหรอกครับ โดยเฉพาะในส่วนนี้ ร่างของ คณะกรรมาธิการได้เขียนว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย ตรงนี้ผมก็ยังมีความสงสัยว่า การรับฟัง ท่านเป็นการรับฟังในรูปแบบใด และเรื่องอะไรบ้างที่จะไปรับฟัง เพราะผมกลัว อะไรครับ กลัวว่าการไปรับฟังนี้ก็เพียงแต่ว่าไปทำให้เสร็จ ๆ นะครับ เป็นเหมือน การประกอบพิธีกรรม เสร็จแล้วก็มาบอกเองสรุปตรงนั้นตรงนี้มันควรจะมีการกำหนดให้ ชัดเจนว่าเป็นรูปแบบไหน อย่างไร และขั้นตอนให้เกิดชัดเจนซึ่งเราไม่ทราบ เราไม่สามารถ ไปกำหนดการทำงานเขาไปลงลึกขนาดนั้นว่าต้องทำขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ แต่ผมเชื่อว่าขั้นตอนนี้ ไม่น่าจะต่ำกว่าอีก ๑ เดือนแน่นอน ด้วยเหตุตรงนี้ท่านประธานครับ ผมจึงได้พิจารณาว่า เมื่อคณะกรรมาธิการท่านพิจารณา ๒๔๐ วันขยายมานี้ ท่านอาจจะพิจารณาถึงแต่ในส่วน ที่ว่าการทำงานของ สสร. ในภาพรวม แต่ผมไปมองว่าการทำงานของ สสร. ในภาพรวม ในสภา หรือในคณะย่อยอะไรก็แล้วแต่ ๑๘๐ วันนั้นไม่พออยู่แล้ว ๒๔๐ วันที่ขยายให้ กรรมาธิการ โทษครับ ขยายให้ สสร. ผมเห็นด้วยครับ ถ้าให้ สสร. อย่างเดียวนะครับ แต่ถ้ารวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็น แล้วต้องเอาความคิดเห็นนั้นมาสดับตรับฟัง มาทบทวน มาพูดจากันแล้วนำไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขต้นร่างด้วยแล้วด้วยนี่ ผมว่า ไม่พอครับ ผมคิดว่าตรงนี้อย่างน้อย ๑ เดือนที่ต้องขยายออกไปเพื่อการตรงนี้ละครับ แต่ผม คิดไว้ว่าเมื่อขยายออกไปตรงนั้นแล้ว ในช่วง ๑ เดือนนี้ ผมว่ามันก็ค่อนข้างที่จะกระชั้นชิดไปหน่อย ผมก็เลยคิดว่าน่าที่จะขยายออกไปจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๐๐ วัน นั่นคือเหตุผลที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยที่ผมได้ขอเปลี่ยนแปลงร่างในวรรคแรกซึ่งขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าอยากจะให้ท่านเอาไว้ พิจารณานะครับ เพราะว่าผมไม่ต้องการให้สุดท้ายต้องสิ้นสภาพไปเพราะการทำไม่เสร็จ หรือว่าทำออกมาไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ไม่มีใครเห็นด้วยก็ต้องตกไป ผมจึงได้เขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๓๐๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก โดยที่ผมขยายไปอีก ๖๐ วันหรือ ๒ เดือนนั้น เพื่อเหตุผลที่จะให้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนให้กว้างขวางขึ้น แล้วก็มีเวลาเอาความคิดเห็นที่รับฟังจากพี่น้องประชาชนนั้น มาทบทวน มาปรับปรุงร่าง ต้นร่าง หรือเป็นแนวทางให้คณะที่จะไปยกร่างนะครับ เป็นแนวทางเพื่อจะได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน และท่านประธานอย่าลืมครับว่าในการที่จะไปขอความคิดเห็นประชาชนตรงนี้ ประชาชนคนไทย วันนี้มีเป็น ๖๐-๗๐ ล้านคน ไม่มีใครรู้เรื่องกฎหมาย ไม่มีใครเข้าใจรัฐธรรมนูญทั้งหมดหรอกครับ เพราะฉะนั้นการที่จะไปในเรื่องของการสอบถามความคิดเห็นนี้ต้องให้ความรู้ควบคู่กันไปด้วย ต้องให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าคำว่า รัฐธรรมนูญ มันคืออะไรด้วย ต้องให้เข้าใจด้วยว่า มันคืออะไร แล้วต้องอธิบายว่ามันจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในส่วนนี้อย่างไรด้วย เพื่อที่เขาจะได้มีความรู้ออกไป ไม่อย่างนั้นการไปสอบถามนี่เสียเที่ยวครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะทำตรงนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นสิ่งที่ สำคัญกับพี่น้องประชาชนและให้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนแท้ ๆ ผมอยากจะให้ การสอบถามความคิดเห็นได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้วย ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ที่ผมมีเหตุผลตรงนี้นะครับ ในสมัยที่ผมไปเรียนหนังสือปริญญาโทที่ต่างประเทศ ผมได้เรียน กฎหมาย แล้วก็ได้เรียนกฎหมายอาญา หลักของกฎหมายอาญาในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผมไปเรียน กับกฎหมายอาญาไทยแทบจะไม่ต่างกันเลยครับ ในแต่ละมาตราของเขาเป็น คอมมอน ลอว์ (Common Law) ไม่มีมาตรา ของเราเป็นซีวิล ลอว์ (Civil Law) เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นมาตรา แต่หลักแต่ละเรื่องนี้ไม่ต่างกันครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัด ในข้อแตกต่างกันในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอาญา และการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ เขาจะไม่พูดถึงกฎหมายอาญาก่อนนะครับ เขาจะพูดถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ