รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำความสำคัญของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในการอำนวยความยุติธรรมและปกป้องสิทธิของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับร่างที่มีผลกระทบต่อศาลและองค์กรอิสระ รวมถึงเรียกร้องให้คงไว้คดีที่ศาลพิพากษาแล้ว และยึดทรัพย์ที่ตกเป็นของแผ่นดิน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ผมยืนหลักนี้ได้นะครับ ประเด็นที่ ๕ ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นการยกเลิก ยุบ ปรับ เปลี่ยนองค์กรอิสระและศาลทั้งหลายจะกระทำ ไม่ได้ ผมแยกเลยนะครับ ๑. ยกเลิก ๒. ยุบ ๓. ปรับ ๔. เปลี่ยนองค์กรอิสระ และศาลทั้งหลายจะกระทำไม่ได้ ในเนื้อหาของผมก็คืออะไรครับ ถามว่าผมคิดเอาเอง นอนฝัน หรือว่าผีมาบอก หามิได้ท่านประธาน แต่เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจบ้าง มีอำนาจไม่จริงบ้าง มีอำนาจแฝงบ้าง อะไรบ้าง ออกมาแถลงเป็นระยะ ๆ ศาลรัฐธรรมนูญต้องยุบ ศาลปกครอง ยุบ ยุบแล้วพาไปไหน ไปเป็นแผนกคดีในศาลฎีกา ในศาลยุติธรรม ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า กรณีในการที่จะยกเลิก หรือยุบ หรือปรับ หรือเปลี่ยนองค์กรอิสระนั้น นี่นะครับ ผมก็พยายามตั้งคำถามว่าแล้วไปยุบศาลปกครองทำไม ศาลปกครองเป็นที่พึ่ง ที่ดีที่สุดของพี่น้องประชาชน อำนาจศาลปกครองก็ไปเขกกบาลรัฐบาลก็ไม่ได้ ขอประทานโทษ คือไม่สามารถไปก้าวล่วงผู้มีอำนาจในรัฐบาลได้เลย เพราะศาลปกครองวินิจฉัยคำสั่ง ทางปกครอง กฎหรือระเบียบ ซึ่งก็เป็นระดับล่างลงมา สิ่งที่ได้รับคำชี้แจงก็คือว่า ศาลปกครองอาจจะไปก้าวล่วง ไปพิพากษาเรื่องการซื้อหุ้นของ ปตท. ซื้อหุ้นของการบินไทย ของใครบางคน ผมก็ถึงบางอ้อ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ศาลปกครอง เป็นระบบศาลคู่ในประเทศไทยที่อำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งมีปัญหา กับภาคราชการ มีปัญหากับพี่น้องที่ส่วนราชการมาใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งแล้วก็เกิดประโยชน์ตลอดมา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมเห็นว่าไม่ว่าศาลปกครอง ซึ่งก็อำนวยความยุติธรรมมาโดยตลอด หรือแม้แต่ ศาลรัฐธรรมนูญครับ ผมเองบางทีก็ไม่ได้ดีอกดีใจกับศาลรัฐธรรมนูญ กรณี ๑.๑๔ ล้านล้านบาท พ.ร.ก. ครับท่านประธาน ผมพูดอย่างนี้ท่านประธานพอจำเรื่องได้ ทุกคนทั่วประเทศก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะบอกว่า พ.ร.ก. ๑.๑๔ ล้านล้านบาท น่าจะไม่ชอบ ศาลออกมาชอบ เฉยเลยครับ พอศาลว่าชอบพวกผมเคารพ เคารพในดุลยพินิจของศาล เคารพในคำวินิจฉัย แม้พวกผมไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมครับ ผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง จะเป็นหลัก จะเป็นองค์คณะในการวินิจฉัยข้อขัดข้องของรัฐธรรมนูญ เพราะอย่างน้อย มี ๙ คน ๙ คนมีที่มาชัดเจน มาจากศาลฎีกา มาจากศาลปกครองสูงสุด ชัดเจนครับว่า มาอย่างไร ประวัติก็จะดูได้ เราไม่เชื่อ ๙ คน แต่ว่าเรามาเชื่อท่านประธานรัฐสภาคนเดียว ให้วินิจฉัยทั้งหลาย ให้ตั้งกรรมการ แล้วเป็นคนวินิจฉัยคนเดียว เราไม่เชื่อ ๗ คนที่เลือก ส.ว. แบบสรรหา แต่เรามาเชื่อประธานรัฐสภาคนเดียว ตรงนี้เองผมถึงกราบเรียนว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นการยกเลิก ยุบ ปรับ หรือเปลี่ยนองค์กรอิสระ หรือศาลทั้งหลาย พวกผมไม่เห็นด้วย เมื่อท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากสามารถบัญญัติว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำไม่ได้ ท่านก็บัญญัติไปได้แล้ว เหตุผลใด ที่ท่านไม่บัญญัติว่าจะไม่ไปกระทบศาล ไม่ไปกระทบองค์กรอิสระทั้งหลาย ถามเถอะครับว่า เพราะเหตุใดท่านถึงไม่กล้าระบุไว้ หรือท่านมีนัย หรือท่านต้องการส่งสัญญาณว่าศาล ที่ขัดขวางหรือองค์กรอิสระที่ทำให้การทำงานไม่สะดวก จะต้องยุบ เลิก หรือเปลี่ยนแปลง ก็ตอบมานะครับ

ผมไปประเด็นถัดไปร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการแก้ไขจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนิรโทษกรรมบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งมีความผิดหรือต้องรับโทษตามคำพิพากษา ของศาลยุติธรรมหรือศาลใด ๆ ไม่ว่าคดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีชั้นใด อันนี้ ผมเขียนชัด ซึ่งผมคงต้องขออนุญาตหยิบยกว่าคดีอะไรบ้าง เลขคดี ชื่อโจทก์ จำเลย ไม่ลงลึก ในเนื้อหาหรอกครับ เพราะว่าของเหล่านี้สามารถดูได้ในเว็บ แต่ว่าพี่น้องประชาชน ไม่มีโอกาสได้ดู ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีคดีใดบ้างที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยแล้ว หรือคดีใดบ้างที่อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของศาลฎีกา แต่ว่าจำเลยหลบหนี หรือคดีใดบ้างที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ขององค์กร ไม่ว่า ป.ป.ช. ไม่ว่าดีเอสไอ (DSI) หรือไม่ว่าอัยการ และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องนะครับ คดีแรกที่ผมเห็นว่าเมื่อศาลพิพากษาแล้ว หรือว่ามีการฟ้องร้องมาที่ศาลแล้ว คดีเหล่านี้ จะต้องดำเนินการต่อไป

๑. คดีขายหุ้นกลุ่มบริษัท ชินคอร์ป ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙ เรื่องนี้ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายหุ้น มีการแก้กฎหมายก่อนโอนหุ้น เพียง ๒ วัน มีการขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติจากไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีการยกเลิกสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นคนชาติไทยไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ออกทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่เป็นเรื่องสำคัญแล้วกระทบต่อความเชื่อมั่น ของประเทศไทย ก็เป็นคดีหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องคงไว้ เพราะฉะนั้น ในการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องไม่กระทบคดีนี้ อันนี้ชัดเจน ไม่มีใครเสียหายมากมาย ผมพูดทั่วไป หลักการนะครับ

คดีที่ ๒ คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดา อันนี้ก็ง่าย ๆ ก็คือศาลพิพากษา ลงโทษจำคุก ๒ ปี อันนี้ไม่พูดถึงชื่อจำเลยครับ แต่รู้ว่าโทษจำคุก ๒ ปี โทษจำคุก ๒ ปี ที่ลง วันที่ศาลพิพากษาแล้วการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะต้องไม่ยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษา ที่ลงโทษจำคุก ๒ ปีไปแล้ว แค่นี้ครับท่านประธาน ไม่มีใครเสียหาย ไม่เอ่ยชื่อให้รู้สึก ไม่สบายใจเลย

คดีต่อไปครับ คดียึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งพิพากษาในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ศาลบอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนบุคคล