วิรัตน์ กัลยาศิริ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแปรญัตติที่มีความเห็นขัดแย้ง โดยเสนอข้อเสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๑ ของรัฐธรรมนูญ โดยขอเพิ่มเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๖๕ วัน เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการประชามติที่จำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นต้นแบบในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้หยุดดำเนินการของสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย คำแปรญัตติซึ่งต่อมา เป็นการสงวนความเห็นของผมอยู่ในหน้า ๒๑๖ และหน้า ๒๑๗ ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมด ๙ ประเด็น ผมจะขออนุญาตดำเนินการไปทีละประเด็นเพื่อท่านผู้ที่ฟังหรือที่คิดดำเนินการ อย่างไรก็ขอให้ดูแต่ละประเด็นไปนะครับ
โดยหลักคิดของผม ผมถือว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ แก่ประชาชน และต้องลดอำนาจของรัฐ ผู้บริหาร รัฐธรรมนูญที่เลวจะต้องเป็นการลดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนและเพิ่มอำนาจรัฐ หลักผมอยู่ตรงนี้ สิ่งที่พวกกระผมไม่เห็นด้วยมาตลอด แล้วก็ได้แสดงทัศนะไว้ตลอดเป็นระยะ ๆ ก็คือในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใครคนหนึ่งพวกผม ไม่เห็นด้วย ในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปกระทบเบื้องบนพวกกระผมไม่เห็นด้วย ในการ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปกระทบองค์กรอิสระหรือศาลทั้งหลายพวกกระผมไม่เห็นด้วย ในการ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปลบล้างความผิดไปช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่งพวกกระผมไม่เห็นด้วย นี่คือหลักสาระที่กระผมจะได้ดำเนินการไปตามที่ผมสงวนความเห็นไว้ในหน้า ๒๑๖ และหน้า ๒๑๗ ต่อเนื่องกันอยู่นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคแรก ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าใช้คำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่าง รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๒๔๐ วัน ผมขอแก้เป็น ๓๖๕ วัน เหตุผลไม่อยากจะ ซ้ำประเด็นกับท่านผู้ใด แต่เรื่องที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เวลาก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติ เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติก่อนที่จะ แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลใดจึงไม่ถามประชาชนก่อนว่าประชาชนเห็นด้วยให้แก้ หรือไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยให้แก้แก้ในประเด็นใด ถ้าไม่เห็นด้วยก็จบไปนะครับ ซึ่งในฐานะ ที่ผมเป็นประธานกรรมาธิการร่วมกันของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ประชามติ ถ้าให้ถูกต้องอย่างที่กระผมกราบเรียนก็คือจะต้องทำประชามติก่อนซึ่งต้องใช้เวลา เวลาที่ใช้ไปก็ประมาณ ๓-๔ เดือน แต่ก็จะได้เป็นการสอบถามพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศว่าเห็นด้วยให้แก้หรือไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องใช้เวลา ๓-๔ เดือนอย่างที่กระผมกราบเรียน เพราะฉะนั้น ๒๔๐ วัน บวกอีกสัก ๑๒๐ กว่าวันมันก็เป็น ๓๐๐ กว่าวัน นี่คือสาระในวรรคหนึ่ง ที่กระผมแปรญัตติ เสร็จแล้วครับผมวรรคเดียวผมจบแล้ว
วรรคต่อไปครับ ที่ท่านบอกว่าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ผมอยากจะเจาะจงลงไปเลยครับว่า รัฐธรรมนูญมีอยู่ ๒ ฉบับที่เรามาเห็นกันอยู่ ก็คือปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ หลักคิดที่ผม กราบเรียนท่านประธานกราบเรียนพี่น้องประชาชนไปแล้วว่า รัฐธรรมนูญที่ดี คือจะต้องให้ สิทธิเสรีภาพประชาชนมาก ล็อกจำกัดอำนาจรัฐบาลให้ให้เล็กลงแคบลง ถ้าเทียบปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๔๐ จะเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดีกว่าปี ๒๕๔๐ อย่างเทียบไม่ได้ ไม่ว่าการเสนอชื่อคนร่างกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ คน เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน หรือกรณีเสียงข้างน้อย ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียงข้างน้อย หมดสิทธิที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ถ้าเสียงไม่พอถึง ๓๐๐ เสียง ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อรัฐบาลทำงานไปได้ ๒ ปี เสียงข้างน้อยจะมีเท่าไร มี ๑๐ เสียง มี ๒๐ เสียงก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ นี่คือกรณี ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เพิ่มหรือให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะฉะนั้นผมถึงเน้นในประเด็นนี้ว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากให้ สสร. ดูปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เป็นตัวตั้ง ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ เอามาประกอบกัน รัฐธรรมนูญ ฉบับใดไม่ว่าปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ให้ประโยชน์ ให้สิทธิ ให้เสรีภาพ ให้สิทธิ ให้อำนาจ พี่น้องประชาชนมากกว่าเลือกเอาฉบับนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๔๐ ที่ลดอำนาจรัฐ ให้มีการตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากขึ้น ไม่ว่าปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ฉบับไหนดีกว่าเอาฉบับนั้น ง่าย ๆ ครับท่านประธาน ผมผ่านไป ๒ วรรคแล้วครับ
วรรคสามครับ ที่ต้นร่างบอกว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมี การยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. อันนี้ คือวรรคสามที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า สสร. รับมอบอำนาจจาก ส.ส. จาก ส.ว. ที่จริงแล้วอำนาจในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยืนยันไว้ อำนาจในการแก้ ในการร่างเกี่ยวกับกฎหมาย หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่พี่น้องประชาชนคนไทยมอบอำนาจให้กับ ส.ส. และ ส.ว. แปลว่าอำนาจในการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่ ส.ส. ส.ว. ๖๕๐ คน ซึ่งหลักกฎหมาย ผมยืนยันกับท่านประธาน กราบเรียนไปที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ สามารถ แก้วมีชัย ชัดเจนว่า เมื่ออำนาจนี้ประชาชนมอบให้กับ ส.ส. ส.ว. เราไม่สามารถ มอบต่อได้ นี่คือหลัก แล้วถ้าไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าทำได้แค่ แก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถจัดทำขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ แต่ร่างที่รัฐบาลเสนอมาจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ชัดเจนมาก ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมพอรับกันได้ พอคุยกันได้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็เคยแก้ มาตรา ๑๙๐ เคยแก้เขตเลือกตั้ง อันนั้นแก้เป็นประเด็น แต่รอบนี้ไม่ใช่แก้ไข เพิ่มเติมครับ ร่างที่รัฐบาลส่งมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าทำใหม่ทั้งฉบับตามที่ต้นร่าง ตามที่แนวคิด ตรงนี้เองกระผมเห็นว่าการที่ ๑. ไม่ควรมีอำนาจเรื่องนี้ แล้ว ๒. เมื่อ ส.ส. ยุบไปแล้ว ไม่ว่าสิ้นอายุก็ดี ไม่ว่ายุบสภาก็ดี แปลว่า ๕๐๐ คนหมดหน้าที่ ๕๐๐ คน หมดหน้าที่ สสร. ก็ควรจะจบ ควรจะต้องหยุด เปล่าครับ ให้สามารถเดินต่อไปได้ ตรงนี้เอง ผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไป ไม่ว่าสำนักกฎหมายใดในโลก เพราะว่า เมื่อผู้มอบอำนาจเสียชีวิต สิ้นชีวิต โดยยุบ โดยหมดวาระอะไรก็แล้วแต่ ลูกที่ออกมาไม่ควร จะมีอำนาจต่อ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่เสียงข้างมากบอกว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด หรือยุบสภาให้ สสร. เดินต่อ อันนี้ไม่ถูกต้อง ผมใช้คำภาษาง่าย ๆ วรรคสามแล้วครับ
วรรคสี่ ที่เขียนไว้ว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัด ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปผู้ที่มีอำนาจหน้าที่จะเดินอย่างไร อาจจะติดรถเครื่องขยายเสียง แล้วก็เฮละโลผ่านไปตามถนน ต้องแก้ ณ พี่น้อง ต้องแก้ ณ พี่น้อง อย่างนั้น ๆ ผมมีความจำเป็น ที่จะต้องระบุให้ชัดว่าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรับฟังการความคิดเห็นของ ประชาชน หลักอันนี้เห็นด้วย ผมเสนอให้ฟัง ๒ ครั้ง ๑. ฟังก่อนที่จะเข้ามาถึง สสร. ว่า ควรแก้หรือไม่ควรแก้ ถ้าควรแก้ แก้ประเด็นใด อันนั้นเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ สสร. ร่างเสร็จ ตามร่างของผมก็คือเข้ามาสู่รัฐสภา ไม่ใช่ประธานสภาคนเดียวนะครับ ไม่ใช่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ต้องเข้ามา ๖๕๐ คน ๖๕๐ คน เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หากเห็นชอบก็ส่งประชามติ ประชามติตามความหมายที่กระผมได้สงวนความเห็นอยากให้ ระบุให้ชัดว่าให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ทำไมผมขออย่างนี้ เพราะว่าในกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติเขียนชัด เขียนชัดอย่างไรท่านประธาน เขียนชัดว่าก่อนที่จะฟังเสียงประชาชนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะต้องเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน จะต้องเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันให้ฝ่ายที่สนับสนุน ให้ฝ่ายที่เห็นด้วย และให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนหรือฝ่ายที่ต่อต้าน ฝ่ายที่คัดค้านไปมีสิทธิมีเสียง มีโอกาสในการพูดทางโทรทัศน์ พูดทางวิทยุ พูดทางสื่อทุกอย่าง อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่า ฝ่ายรัฐอยากจะส่งเสริม อยากให้แก้ก็เฮละโลบอกแก้ แก้ แก้ แก้ อ้ายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ปิดโอกาส ซึ่งถ้าแต่เดิมตามร่างของรัฐบาลใช้คำว่า จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน แค่นั้น ซึ่งผมเห็นว่าไม่พอ เพราะว่าถ้าผ่านไปแค่นั้นถ้าเกิดรัฐบาลตุกติก ขอประทาน ต้องใช้คำตรง ๆ อย่างนี้ ถ้ารัฐบาลไม่โปร่งใสสิ่งที่ตามมาก็คือพี่น้องประชาชน เจ้าของสิทธิอันนี้ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าช่องว่างในการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีช่องว่าง ตรงไหน อย่างไร ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ๔๒ หรือ ๔๓ ก็เป็นกฎหมายที่บังคับอยู่ เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากก็สามารถที่จะหยิบยกตรงนี้ไปได้ ก็ไม่ได้เสียหน้า ไม่ได้เสียหาย อะไร ถ้าใส่เข้าไปผมว่าจะเกิดประโยชน์กับรัฐบาลนะครับ
ผมผ่านไป ๔ ประเด็นแล้วครับ ประเด็นต่อไปครับ ประเด็น