อลงกรณ์ พลบุตร เสนอคำแปรญัตติที่แตกต่างจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยมีใจความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขอให้สภาแห่งนี้พิจารณาเหตุผลในการเสนอนั้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้ใช้เวลา 2 ปีในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ใช้สิทธิของความเป็นคณะกรรมาธิการได้สงวนความเห็นและเสนอ คำแปรญัตติที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงอยู่ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่จะต้องมานำเสนอเหตุผลเพื่อสนับสนุนการแปรญัตติของกระผมต่อคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการอยู่ ณ ที่นี้ พร้อมกันนั้นถ้าหาก กรรมาธิการไม่แปรเปลี่ยนยังยืนยันในร่างที่คณะกรรมการเสียงข้างมากได้ยืนยันเป็นรายงาน ต่อสภาแห่งนี้ กระผมก็ขอให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาเหตุผลของกระผมในการสงวน ความเห็นของคำแปรญัตติของกระผม การแปรญัตติถือได้ว่าเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น กระผมได้แปรญัตติแตกต่างโดยเฉพาะในวรรคหนึ่งและในวรรคสี่ ของกระผมและวรรคห้า ประเด็นสำคัญในคำแปรญัตติที่แตกต่างนั้นกระผมใคร่ขออนุญาต ท่านประธานได้อ่านคำแปรญัตติ
ในวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๒ ปี นับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ในขณะที่ร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้กำหนดว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๒๔๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ความจริงคณะกรรมการเสียงข้างมากนั้นก็ได้มีการปรับ ขยายเวลาจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเงื่อนเวลาที่ตีกรอบไว้ในร่างของ คณะมนตรีนั้นได้ถูกเหตุผลในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการนั้นเห็นความสำคัญ ที่จะต้องขยายเวลาในแต่ละขั้นตอนออกไป แต่อย่างไรก็ดี กระผมก็เห็นว่าในห้วงเวลา ดังกล่าวนั้นยังไม่เพียงพอต่อการที่จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระผมไม่ได้มอง แต่เพียงว่าเป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น เพราะเราได้มีการจัดทำเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาหลายฉบับใน ๘๐ ปีนับแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความล้มเหลวของการพัฒนาประชาธิปไตย การล้มลุกคลุกคลานจะด้วยเหตุผลของ การคอร์รัปชัน (Corruption) ของรัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยบางครั้งก็ถูกขนานนามว่า เป็นรัฐบาลคาบิเนต (Cabinet) บางครั้งก็เป็นรัฐบาลโคตรโกง หรืออย่างนี้เป็นต้น แต่นั่นคือปัจจัยสาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงเพราะเหตุว่ามีการก่อ รัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่วิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ๘๐ ปีที่ผ่านมาอาจจะ ไร้ความหมายถ้าหากว่าความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้เป็นไป โดยเร่งรัดและขาดการมีส่วนร่วม ความหมายของเวลา ๒ ปีก็ถือว่าถ้าเป็นเหตุผลของรัฐบาล ก็ยังอยู่ในกรอบเวลาเทอมของรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งแล้วก็จะอยู่ในวาระ ๔ ปี ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่เวลาที่มีความหมายเหล่านั้นมันจะสะท้อนในเรื่องของการวางรากฐาน ครั้งสำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในความพยายามของเราครั้งนี้ แม้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกฝ่ายค้าน สมาชิกของวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และอยากเห็นเพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสียงข้างมาก ได้มีการกำหนดในการที่จะให้เพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็พิจารณากัน มาจนถึงในวาระที่สอง กระผมเชื่ออย่างเหลือเกินว่าการเมืองจะพัฒนาได้นั้นจะต้องเน้นการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบผู้แทนซึ่งประสบ ความล้มเหลวตลอด ๘๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเรายังพายเรือในอ่าง เรายังวนอยู่กับรูปแบบ และระบบการเมืองในรูปแบบเดิม เราคงจะมีรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ แต่ถ้าเป็นไปอย่าง ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการหลายท่าน รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาหลายคน วาดความหวังว่าฉบับนี้ที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้นจะเป็นฉบับสุดท้าย กระผมไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจ เพราะว่ามูลฐานของการสร้างรากฐาน สร้างบ้านหลังใหม่นั้นเรายังไม่ได้มีการปรับรากฐาน เวลา ๒ ปีที่กระผมได้แปรญัตตินั้นมีความหมายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงกระบวนการในการได้มา ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๑ หรือว่าการสรรหาคัดเลือก โดยรัฐสภาสำหรับ สสร. ประเภทที่ ๒ รวมไปถึงกระบวนการในการจัดทำร่างหรือว่า การวินิจฉัยว่าร่างนั้นจะขัดต่อข้อห้ามหรือไม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือว่าการที่ ท่านประธานจะใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย เสร็จแล้วก็ผ่านไปสู่การให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น จัดทำประชามติ กระผมคิดว่าเงื่อนเวลาและกรอบเวลานั้นเราควรใช้อย่างมีคุณค่า และเริ่มวางรากฐานของคำว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม นั่นหมายความว่าแต่ละบท แต่ละตอนจากนี้ไปเราจะต้องคำนึงถึงหลักการดังกล่าว เพราะในคำแปรญัตติของกระผม ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตลอดจนท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาจะเห็นว่า มันมีความสอดคล้องต้องกันในคำแปรญัตติในวรรคหนึ่ง ซึ่งกระผมได้อ่านไปแล้ว ในวรรคสอง วรรคสาม ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากของกรรมาธิการเลยนะครับ แต่ในวรรคสี่นั้นจะมี ความสอดคล้องต้องกันและรวมไปถึงในวรรคห้า แล้วก็ข้ามไปในบทเฉพาะกาล หรือใน มาตรา ๕ กระผมเขียนร่างคำแปรญัตติทั้งฉบับครับ แล้วก็พยายามที่จะออกแบบเพื่อให้ เป็นรากฐานสำคัญอย่างน้อยถ้าท่านคณะกรรมาธิการจะได้ยินและได้ฟังแล้วเข้าใจ ก็อาจจะ เปลี่ยนแปลงทบทวนในร่างของคณะกรรมาธิการ ผมมีความเชื่อว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ถ้าเราให้เวลาในระยะเวลาที่เหมาะสมเราจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนั้นในวรรคสี่ ซึ่งกระผมใคร่ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ฟังอย่างตั้งใจนะครับ เพื่อสอดรับ กับคำอภิปรายของผมในการแปรญัตติในวรรคหนึ่งนั้น ก็ใคร่ขออนุญาตที่จะอ่านให้ท่าน ได้ฟังนะครับว่า โดยคำแปรญัตติของกระผมนั้นในวรรคสี่เขียนไว้ว่า ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการถ่ายทอดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทางวิทยุโทรทัศน์หรือวิทยุกระจายเสียง ทุกครั้ง และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกจังหวัดด้วย กระผม แปรญัตติแตกต่างไปจากที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะเชื่ออย่างหนึ่งว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นจะต้องให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ และกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเรามี ประสบการณ์มาแล้วอย่างน้อยในช่วง ๑๕ ปี ๒ ฉบับที่ผ่านมา เรามีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเราก็มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนก็เป็นกรรมการในการทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนั้นก็มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ว่า ในร่างที่กรรมาธิการบอกว่าให้รับฟังความคิดเห็นในระดับภูมิภาคยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้มีการถ่ายทอด หรือการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเราใช้เวลามาพอสมควร แล้วจากนี้ไปกระผมเน้นการใช้เวลา อย่างมีคุณค่า เพราะ ๘๐ ปีที่ผ่านมา เราอาจจะถือได้ว่าเป็นห้วงเวลาที่เราสูญเสียไป เราไม่สามารถสกัดกั้นการฉ้อฉลทางการเมือง เราไม่สามารถสกัดกั้นการรัฐประหารที่อ้างถึง การฉ้อฉลทางการเมืองหรือการคอร์รัปชันทางการเมือง วันนี้ก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเราได้บทเรียนมาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เรามีบทเรียนในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีบทเรียนถึง ๒ ครั้ง นี่คือครั้งที่ ๓ ถ้าชายสามโบสถ์ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชายสามโบสถ์นั้นไม่ทำให้คนดีขึ้นได้ ป่วยการที่จะบวชต่อไป ป่วยการที่จะพึ่งพาพระพุทธศาสนาหรือโบสถ์ เช่นเดียวกันเราไม่สามารถพึงพารัฐสภาได้อีกต่อไป ต้องกลับไปสู่ประชาชน เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดที่กำหนดไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นบทบัญญัติบังคับและเป็นการเปิดโอกาสให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะทำคลอด ที่จะเกิดขึ้นมานั้นสามารถใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ตรงนี้ละครับ ในการที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลหรือใครก็ตามไม่สามารถที่จะปิดกั้นได้ ด้วยการให้มีการถ่ายทอดและต้องก็ให้ความร่วมมือ ทั้งสื่อมวลชนของรัฐและสื่อมวลชน ของเอกชน ตรงนี้เองคือประเด็นที่สำคัญมาก ท่านอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่สำหรับผมแล้วถือว่าการเรียนรู้ การรับรู้ และความเข้าใจที่ประชาชนมีต่อรัฐธรรมนูญ แต่ละบทแต่ละมาตรา หลักการที่ซ่อนไว้ในแต่ละเรื่องแต่ละราว และความผิดพลาดที่เรา ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกนั้น ประชาชนควรจะมีส่วนร่วม และแน่นอนที่สุดสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามร่างของคณะกรรมาธิการมาจากทุกจังหวัดครับ จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นถ้าหากมีการรับฟังความคิดเห็นโดยให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ไป รับฟังและมีการถ่ายทอด จะโดยวิทยุหรือโทรทัศน์ หรือทั้งวิทยุและโทรทัศน์ หรือสื่ออื่น ๆ แน่นอนที่สุดว่าประชาชนเขาจะรู้สึกว่านี่คือรัฐธรรมนูญของเขา เขาจะลุกขึ้นต่อสู้ในยามที่ รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกทำลาย หรือในยามที่รัฐธรรมนูญถูกข่มขืน หรือการใช้รัฐธรรมนูญในทาง ที่ผิด เราเชื่อเหมือนกันครับท่านประธานว่าไม่มีใครเขียนกฎหมายที่จะป้องกันพฤติกรรม ของบุคคลได้ เราไม่สามารถที่จะล้อมรั้วบ้านเพื่อป้องกันการโจรกรรมได้ไม่ว่ารั้วนั้นจะสูงปานใด ก็ตาม เพราะบางครั้งคนที่เป็นขโมย คนที่เป็นโจรนั้นอยู่ภายในบ้านนั้นเอง เช่นเดียวกัน ๘๐ ปีที่ผ่านมากับ ๑๘ ฉบับของรัฐธรรมนูญได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีทางครับ เพราะฉะนั้น แนวเชื่อในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญนิยม จะแก้ปัญหาประชาธิปไตย ก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นมันอาจจะไม่ใช่คำตอบของโจทย์ ของความล้มเหลวในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถสร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของ นี่คือรัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของ พรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนใดคนหนึ่งนี่ละครับคือจุดเริ่มต้น เรากำลังสร้าง ต้นกล้าประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นในวรรคหนึ่ง และวรรคสี่ของกระผมนั้นจึงมีความสอดคล้องอยู่ในหลักการที่เรียกว่า ประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม ผมไม่ทราบว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะมีเหตุผลแตกต่างไปอย่างไร ในการที่ท่านจะโต้แย้งต่อคำแปรญัตติของกระผม แล้วผมก็ขอการสนับสนุนจาก สมาชิกรัฐสภาถ้าเห็นว่าถ้อยแถลงของกระผมนั้นและคำแปรญัตติของกระผมนั้นมีเหตุมีผล สมควรที่จะให้กรรมาธิการได้มีการแก้ไขปรับปรุง ก็ขอได้รับการสนับสนุนด้วย
กระผมได้แปรญัตติในวรรคห้า ท่านประธานอาจจะแปลกใจว่าในร่าง ของคณะกรรมการที่เสนอรายงานต่อสภานั้นมี ๖ วรรคด้วยกัน แต่ทำไมวรรคหกกระผม จึงไม่มี กระผมจะอภิปรายในประเด็นวรรคห้าที่แตกต่างจากร่างกรรมาธิการ แต่ในวรรคหกนั้น กระผมต้องเรียนท่านประธานว่าจะขออนุญาตที่จะก้าวล่วงไป เพราะว่าในวรรคหก ของกระผมนั้น กระผมได้ไปเขียนผสมกลมกลืนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ แต่จะอ้างอิง เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ในบทบัญญัติที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอมาในวรรคห้า และวรรคหกนั้น กระผมขออนุญาตที่จะอ่านสั้น ๆ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันนี้มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ วรรคหก ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะ ตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ส่วนคำแปรญัตติของกระผมนั้นในวรรคห้า ได้เขียนไว้ดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง บทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๑๐ ศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะกระทำมิได้
กระผมขออธิบายในวรรคห้าก่อนที่จะก้าวล่วงไปวรรคหก ท่านประธานครับ การที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงความในวรรคห้า ซึ่งเดิมบัญญัติไว้แต่เพียงว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทำมิได้ โดยมีการเพิ่มข้อความว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ตรงนี้เองถือได้ว่าคณะกรรมาธิการยอมรับว่ามีความกังวล หรืออีกนัยหนึ่ง แรงกดดันของสังคมที่วิตกกังวลว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่จะให้มีการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. นั้น เหมือนมีการโอนลอย เหมือนมีเช็คว่างให้กรอกตัวเลขเอง เพราะฉะนั้นจึงมีความวิตกกังวล ท่านประธานยอมรับนะครับ ผมเองแล้วก็เพื่อนสมาชิก ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ได้พยายามที่จะให้เหตุผลจนกระทั่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยอมเปลี่ยนแปลงแต่ไม่พอครับ ท่านยอม เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เดิมบอกว่าเราควรจะให้อิสระกับ สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ควรไปตีกรอบ เราไม่ควรที่จะไปกำหนดอะไร เพราะเรามีหน้าที่ในการทำคลอด สสร. เท่านั้น ส่วนการทำคลอดรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ สสร. อันนี้เป็นเรื่องหลักการสำคัญนะครับ ท่านประธานรัฐสภา เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่า กรรมาธิการได้ยอมรับที่จะแก้ไขว่า มันไม่ใช่ เป็นเช่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราทำคลอดเพียงแค่ สสร. แล้วปล่อยให้ สสร. ซึ่งยัง ไม่ทราบว่าจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรนั้น แต่มันมีความกังวลที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็คงทราบเช่นเดียวกับตัวกระผมว่า ใน ๔ ประเด็นของความกังวล ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดี ในเรื่องของความอิสระของศาลก็ดี ในเรื่อง ของการแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือในเรื่องของการที่จะมีผล ต่อการนิรโทษกรรมความผิดของผู้ที่กระทำผิดทุจริตต่อบ้านเมืองก็ดี ๔ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ เราพูดกันมากในคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ขอถือโอกาสนี้รายงานท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ จนกระทั่งคณะกรรมาธิการได้ยอมที่จะปรับปรุงแก้ไข แล้วก็แปรญัตติ ประทานโทษ ได้มีการแก้ไขโดยการเพิ่มในประเด็นดังกล่าว แต่กระผมนั้นเห็นว่า ไม่เพียงพอ เพราะว่าความวิตกกังวลมีอยู่ถึง ๔ ประเด็นหลัก แน่นอนที่สุดว่า ใน ๔ ประเด็นหลักนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมเพียง ๑ ประเด็น นั่นหมายความว่า อย่างไร หมายความว่าในอีก ๓ ประเด็น ท่านไม่วิตกกังวล หรือท่านไม่สนใจต่อความกังวลว่า ประเด็นเหล่านั้นจะทำให้ผลงานที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้กลายเป็นชนวนของวิกฤติ การเมืองครั้งใหม่อย่างนั้นหรือ เป็นต้นเหตุ สาเหตุของการสร้างความเห็นแย้ง ซึ่งมันไม่ใช่ ผมย้ำเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ แล้วว่า เราต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคต เพื่อให้ประเทศนี้ เดินไปข้างหน้า แต่ไม่ใช่เขียนเพื่ออดีต หรือทำให้ประเทศนี้ถอยหลังเข้าคลอง หรือกลับไปสู่ วังวนของความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นกระผมจึงได้แปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามาว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๑๐ ศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะกระทำมิได้ ท่านประธานครับ คำแปรญัตติของกระผมนั้นแตกต่าง โดยเฉพาะในหมวดที่ ๑ ว่าด้วยบททั่วไป ซึ่งความจริงแล้วท่านประธานมีประสบการณ์สูงในทางการเมือง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็มีประสบการณ์ทั้งในรัฐสภา แล้วก็ใน สสร. ท่านก็คงทราบว่า เวลาเรายกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าฉบับใดก็ตามบททั่วไปนั้นเหมือนเดิมครับ แล้วทำไม เราจึงไม่บรรจุไว้ละครับ การที่เราไม่บรรจุ ตีกรอบไว้ มันสะท้อนในอีกทางหนึ่งของความที่ เกิดการระแวงสงสัย ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ อ่านเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้นครับ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้พิจารณาคำแปรญัตติและเหตุผล ของกระผม รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ เพราะนี่คือการได้รับฟัง แล้วก็จะเกิด ความเข้าใจในประเด็นที่เป็นสารัตถะนะครับ ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ บททั่วไป ก็คือเริ่มจาก มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ ผมจะกล่าวเฉพาะ ๒-๓ มาตราเท่านั้นครับ เพื่อให้เห็นว่าโดยแท้ที่จริง การบัญญัติตรงนี้ลงไปไม่เป็นการเสียหายเลยครับ มิหนำซ้ำทำให้งานของ สสร. ง่ายขึ้น มิหนำซ้ำทำให้เกิดความมั่นใจ และความเคลือบแคลงระแวงสงสัยนั้นก็จะลดทอนไป อันนี้ก็ทำให้รัฐบาลทำงานง่ายขึ้น ทำให้รัฐสภาทำงานง่ายขึ้นครับ มาตรา ๑ เขียนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ มาตรา ๒ ประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ความจริงท่านประธานครับ