รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร เสนอข้อบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มบทบัญญัติในหมวดทั่วไปให้มี 7 มาตรา โดยให้การวินิจฉัยในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ถือเอาประเพณีธรรมเนียมการปกครอง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงศาลไทย การปรับปรุงโครงสร้างศาลปกครอง การเพิ่มการตรวจสอบเงินแผ่นดิน การตรวจสอบทรัพย์สินของรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ Conflict of Interest (การขัดกันแห่งผลประโยชน์) รวมถึงการขัดกันระหว่างการอภิปรายของสภา และการยุติการอภิปรายของประธานสภาวิปรัฐบาล

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ครับ ในบทบัญญัติที่กระผมได้แปร ญัตติเพิ่มเข้าไป คือกรรมาธิการเสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นร่างหลัก แล้วก็การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กระผมสามารถจะขอแปรญัตติเพิ่มเติม ลงไปได้ครับ เพราะว่าเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมให้มีการตีกรอบบางส่วน แทนที่จะเป็นเช็คว่าง หรือว่าโอนลอย ผมก็มีสิทธิที่จะแปรญัตติเพิ่ม ขณะนี้มาถึงในบรรทัด ที่ ๒ ของวรรคห้าในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป แล้วกระผมกำลังให้ความเห็นนะครับว่า โดยประสบการณ์ของท่านประธานรัฐสภาเอง ของท่านประธานคณะกรรมาธิการเอง และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เรามีประสบการณ์ครับ รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ไปอ่านเถอะครับ ยกเว้นบางฉบับที่เป็นฉบับชั่วคราว ฉบับถาวรทั้งหลายจะมีบทบัญญัติใน ๗ มาตรานี้ แทบจะ เหมือนกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมา แล้วกระไรเลยละครับที่เราจะไม่ใส่ ลงไป เพราะฉะนั้นหมวดที่ ๑ บททั่วไปจึงเป็นบทกำกับ เป็นบทสำคัญที่สุด เพราะว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นอำนาจทั้งหลายจะออกจากรัฐธรรมนูญ อำนาจ อธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทนี้สำคัญที่สุด ใครจะ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ใครจะเปลี่ยนแปลงไปจากโครงสร้างของอำนาจอธิปไตย ที่เราเคยใช้มาหรือใครจะเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน คนไทย ไม่ว่าจะแตกต่างกันในเชื้อชาติ ศาสนาใด ๆ กระทำมิได้ และนี่เป็นการย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า มาตรา ๗ ของหมวด ๑ บททั่วไป มันเป็นความชาญฉลาดของการเขียนรัฐธรรมนูญ แต่ผม ก็ไม่ทราบว่าทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งมีปรมาจารย์หลายคนที่เป็นกรรมาธิการ จบจากฝรั่งเศสบ้าง จบจากนอก จากในประเทศหลายคน แต่ว่าทำไมถึงไม่ยอมให้มี การบัญญัติตรงนี้ลงไปเลย ที่บัญญัติว่าในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ที่ผมได้แปรญัตติบัญญัติ หมวด ๑ บททั่วไป ๗ มาตรานี้ ให้บรรจุไว้เลยเหมือนอย่างที่หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีอยู่ ๓๐๙ มาตรา เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญที่ยาวมาก ปกติประเทศพัฒนาประชาธิปไตยแล้วรัฐธรรมนูญเขาสั้น ๆ ทั้งนั้นครับ ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนารัฐธรรมนูญจะเขียนยาวมาก แต่ว่าจะเขียนยาวเท่าใด ก็ยังไม่สามารถครอบคลุม ดังนั้นในมาตรา ๗ ของหมวด ๑ ของทุกรัฐธรรมนูญจึงเขียนไว้เลยว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้การวินิจฉัยในนิติบัญญัติใด ๆ ที่มีผลผูกพันต่อรัฐ ต่อพลเมืองแล้วก็ให้ถือเอาประเพณีธรรมเนียมการปกครอง ผมกำลังให้เหตุผลเพื่อขอให้ กรรมาธิการได้ทบทวน เปลี่ยนแปลง แก้ไข บรรจุในเรื่องของหมวด ๑ บททั่วไป

ถัดมาที่กระผมแปรญัตติก็คือหมวด ๑๐ ศาล กระผมไม่เห็นเหตุผลใดเลยว่า ทำไมเราถึงจะไม่ตีกรอบล้อมรั้วในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วยการไม่บรรจุในเรื่อง ของหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล มันเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก เป็นเรื่องอ่อนไหวมากเพราะว่า ความระแวงสงสัย ความวิตกว่าจะมีการยกเลิกศาลบางประเภท การจะแทรกแซงศาล โดยการเปลี่ยนแปลงด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมานั้น ตรงนี้กระผมก็จะช่วย ด้วยการให้ยกว่าด้วยหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วยศาล ท่านประธานครับ ศาลในประเทศไทยนั้น ได้เปลี่ยนแปลงในช่วงไม่ถึง ๒ ทศวรรษ จากศาลเดี่ยวมาเป็นศาลคู่ ท่านประธานก็คงทราบ แล้วเรามีประสบการณ์ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงนั้นในช่วงของการปฏิรูปการเมือง เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วจนมาสู่การก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั่นคือการเกิดระบบ ศาลคู่ ศาลคู่พัฒนามา ๑๕ ปี ถามบอกว่าวันนี้เราจะย้อนกลับไปโดยการยกเลิกศาล บางประเภทอย่างนั้นหรือ และแน่นอนพัฒนาการของสถาบันตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ภายใต้ ๓ อำนาจอธิปไตยนั้นมันไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืนครับ ไม่ได้โต ชั่วข้ามคืน ผมจำได้นะครับท่านประธานว่าในเรื่องของศาลเราพูดกันมาก วันนี้ผมก็มาขอให้กรรมาธิการ เสียงข้างมาก ขอให้บรรจุหมวด ๑๐ ลงไปเลยครับ ตีกรอบล้อมรั้วไปเลย ลงไปเหมือนที่ท่าน ใส่หมวด ๒ นั่นละครับ ผมขอให้เพิ่มหมวด ๑๐ ลงไปด้วย ในหมวด ๑๐ จะมีด้วยกันอยู่ ๕ ส่วนด้วยกัน มี ๕ ส่วนซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบแต่กระผมใคร่ขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาลนั้น ส่วนที่ ๑ เป็นบททั่วไป ส่วนที่ ๒ เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๓ เป็นศาลยุติธรรม และส่วนที่ ๔ เป็นศาลปกครอง สุดท้ายส่วนที่ ๕ คือศาลทหาร ใน ๕ ส่วนดังกล่าวนั้น สาระสำคัญที่สำคัญมากที่สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะให้ ความเคารพซึ่งกันและกันอยู่ในมาตรา ๑๙๗ ครับ ขออ่านมาตราเดียวครับเพียงแค่ ๒ วรรค เท่านั้น

การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้ เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไป โดยถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

๒ วรรคนี้ในมาตรา ๑๙๗ ถือเป็นแม่บท เป็นแม่บทของหลักประกัน ความอิสระของฝ่ายตุลาการ รัฐธรรมนูญในรอบ ๘๐ ปีมานี้ผมถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่ามีใครเขียนต่างไปจากนี้อีกไหมครับ แล้วรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่ ท่านคิดว่าจะไม่เขียนอย่างนี้อีกหรือครับ ไม่แตกต่างกันเลยครับ แล้วทำไมถึงไม่บัญญัติไว้ละครับ หรือว่าเป็นเพราะว่าศาลอื่นที่ท่านจะเข้าไปแก้ไข ศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ๒ ความจริง ตอนที่เรามีการพิจารณาจะให้มีองค์กรใหม่ ๆ ภายใต้โครงสร้างประเทศของเรานั้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเราคิดว่าอาจจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจำได้ เราอยู่ด้วยกัน เราได้มีส่วนในการพิจารณาว่า การออกแบบโครงสร้างประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมืองปี ๒๕๔๐ นั้นเราจะมี โครงสร้างแบบใด ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ก็เป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งทางด้านรัฐธรรมนูญ เราก็ พิจารณากันว่าจะเป็นอย่างไร แต่ท้ายที่สุดเราเห็นตรงกันครับว่าให้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นระบบ ระบอบหรือรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด แล้วก็ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบไปด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานและตุลาการรวมทั้งหมด ๙ คน ก็มาจาก ผู้พิพากษาในศาลฎีกาครับ ไม่ได้มาจากที่ไหนเลยแล้วก็ศาลปกครองสูงสุดและผู้ทรงคุณวุฒิ ตรงนี้เองที่หลายคนอาจจะนำประเด็นในเรื่องของความวิตกว่าเรื่องของการเมือง เรื่องของ ผู้มีอำนาจที่โดนวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ หรือการยุบพรรค หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่แท้ที่จริงผมอยากให้แยกแยะ ให้แยกแยะว่าโดยแท้ที่จริงบทบาทหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้มาเล่นการเมืองกับเราหรอกครับ แต่ว่านักการเมืองบางยุค บางสมัยต้องยอมรับว่าได้สร้างแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ มันจึงไม่ใช่ความผิดของศาลอย่างไรครับ มันไม่ใช่ ความผิดของศาลรัฐธรรมนูญมันเป็นความผิดของฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ถ้าเราต้องการยืนยัน ยืนหยัดไม่ให้มีความเคลือบแคลงระแวงสงสัยประเด็นนี้ท่านประธาน ต้องยอมรับว่ามันมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัย ดังนั้นผมก็ช่วยว่าท่านรักษาหมวด ๑๐ เอาไว้เหมือนอย่างที่ท่านได้เพิ่มหมวด ๒ นี่ครับ

นอกจากนั้นแล้วผมจะไปไวขึ้นนะครับท่านประธานครับ นอกจากส่วนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญก็คือศาลยุติธรรม แล้วก็ส่วนที่ ๔ ศาลปกครอง ซึ่งไม่มีเหตุผลเลยครับ ศาลปกครองมีหน้าที่ในการที่จะวินิจฉัยในคดีปกครองซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากครับ แต่เดิม ท่านประธานทราบไหมครับว่าเรามีการพิจารณาเรื่องนี้ว่าควรจะมีศาลปกครองหรือไม่ เพราะเดิมทีถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเราพิจารณาว่ามันอยู่ในส่วนหนึ่งของคณะกรรมการกฤษฎีกา อยู่ในส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องการรับเรื่องราวร้องทุกข์ แล้วก็มีการเข้าไป เยียวยาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แต่มันก็อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารครับ เพราะฉะนั้นเราก็ออกแบบ ตอนนั้นถ้ากล่าวว่า ในปี ๒๕๔๐ เราออกรัฐธรรมนูญมา เราเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตจริง ๆ เราเขียน รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะออกโครงสร้างของศาลปกครองขึ้นมา เพื่อที่จะดูแลแก้ไขปัญหาระหว่าง ราษฎรกับรัฐ แล้วขณะนี้ศาลปกครองก็ขยายออกไปในภูมิภาคครับ ผมไม่เห็นว่าเหตุผลใดเลยครับ ที่เราจะไม่บัญญัติหมวด ๑๐ เข้าไป เพราะอย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเราก็ยังมีศาลปกครอง ต่อไป นั่นคือหมวด ๑๐ ครับ

หมวด ๑๑ กระผมแปรญัตติท่านประธานตามมาเรื่อย ๆ นะครับ หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะกระทำมิได้ ผมจะย่นย่อการอภิปรายของกระผมด้วยการอภิปรายควบในเหตุผลว่าด้วยการที่ขอให้มี บทบัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า โดยการเพิ่มอีก ๒ หมวดครับ คือหมวด ๑๑ แล้วก็หมวด ๑๒ ท่านประธานครับ หมวด ๑๑ นั้นจะมีด้วยกันอยู่ ๒ ส่วนเท่านั้นนะครับ ผมทบทวนนะครับเพราะว่าทราบดีว่าท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และสมาชิกวุฒิสภานั้น ได้อ่านรัฐธรรมนูญ กันครบทุกมาตรา แต่ว่ากระผมใคร่ขอทบทวนเพื่อที่ท่านจะได้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ประกอบเหตุผลของกระผม กระผมขอให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มในวรรคห้านะครับ โดยเพิ่มหมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๒ ส่วนด้วยกัน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๒ ก็คือ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นความแตกต่างว่าในการออกแบบโครงสร้างสถาบัน ที่ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญมันได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และต่อไปก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ จะมีรูปโฉมโนมพรรณอย่างไร เรายังบอกไม่ได้ แต่วันนี้ เมื่อกรรมาธิการยอมถอยใส่หมวด ๒ เข้าไป ผมก็ขอให้เพิ่มหมวด ๑๑ หมวด ๑๒ เพราะเห็นว่า ๒ หมวดนี้ได้มีการพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับแล้ว ได้นำประสบการณ์ความผิดพลาด บกพร่องมา แล้วก็เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ประกอบกับ ต้องการที่จะลบในเรื่องความระแวง สงสัยว่าจะเป็นการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไป แทรกแซงครอบงำ หรือว่าไปเอื้อประโยชน์ หรือการนิรโทษกรรมใด ๆ ผมจึงเห็นว่าในหมวด ๑๑ ซึ่งส่วนที่ ๑ นั้นสำคัญมากครับ

ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีด้วยกันอยู่ ๔ องค์กร ๑. ก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. ก็คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓. ก็คือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ ๔. คือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ส่วนที่ ๒ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ๑. คือองค์กรอัยการ ๒. คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ๓. คือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กระผมขอให้คงตรงนี้ไว้และขอแสดงเหตุผลอธิบายในหมวดที่ ๑๒ ต่อเนื่องเลย เพราะว่าเป็นความคาบเกี่ยวกัน หมวดที่ ๑๒ ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สิน ส่วนที่ ๒ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนที่ ๓ การถอดถอนจากตำแหน่ง ส่วนที่ ๔ การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวดที่ ๑๑ และหมวดที่ ๑๒ นั้น กระผม จำเป็นอย่างยิ่งที่ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ให้เหตุผลถ้าหากว่าท่านไม่เห็นด้วยนะครับ ว่าทำไมท่านถึงไม่ยอมบรรจุไว้ในวรรคห้า เมื่อท่านยอมบรรจุหมวด ๒ แล้ว กระผมขอเพิ่ม หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทำไมล่ะครับ ผมขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจง สำหรับเหตุผลของผมที่ให้มีการบรรจุไว้เพราะว่าถ้าเราละเลยที่จะยืนยันเจตนารมณ์ ที่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นปัญหาครับ และแน่นอนที่สุด ท่านไม่สามารถรับผิดชอบด้วยหรอกครับไม่ว่าท่านจะพูดยืนยันอย่างไรก็ตามเพราะว่าเมื่อเรา มี สสร. และเราก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า สสร. เหมือนถูกล็อกสเปกเป็นร่างทรง นี่คือ โอกาสสุดท้ายนะครับ เป็นมาตราสุดท้ายที่เราจะยอมให้มีการแก้ไขในวาระที่สอง โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในโอกาสสุดท้ายที่เราจะยืนยันว่าข้อสงสัย ข้อครหาต่าง ๆ ใน ๔ ประเด็นนั้นไม่เป็นความจริง ก็อยู่ที่วรรคห้านี่ครับ อยู่ที่วรรคห้านี้เท่านั้นเอง ผมมี ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับท่านนะครับ ไม่ใช่วันนี้และวันหน้า เพราะฉะนั้นในเรื่องที่มี ความสลักสำคัญต่ออนาคตของบ้านเมือง ต่อการที่เราจะสร้างสะพานก้าวข้ามความขัดแย้ง แตกแยก ก้าวไปสู่ยุคการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริงเพื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นของทุกคน เพื่อรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่ออนาคต ท่านจะต้องพิสูจน์ด้วยวรรคห้ามาตรานี้ละครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งผมถามว่าเราจะกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งหรือครับ หรือว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับมีบทบาทอย่างยิ่งหลังจากที่ เราใช้ระบบออมบุดสแมน (Ombudsman) ผมนี่เป็นกรรมาธิการยกร่างต้นแบบ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่เป็นระบบ ออมบุดสแมน ตอนนั้นท่านประธานมีชัยเป็นประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่ง นี่คือ การออกแบบครั้งแรกที่มีการนำระบบนี้เข้ามาอยู่ในโครงสร้างของประเทศไทย เพราะอะไร เพราะเราเห็นว่าประชาชนที่เลือก ส.ส. หรือว่า ส.ว. เข้ามานั้น ส.ส. และ ส.ว. นั้นไม่มีกลไก เหมือนอย่างฝ่ายบริหาร แต่ว่า ส.ส. และ ส.ว. แม้แต่สำนักงานรัฐสภาในภูมิภาคหรือจังหวัด ยังไม่มีเลยครับ ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายบริหารเขามีกระทรวง ทบวง กรม มีจังหวัด มีอำเภอ มีตำบล มีหมู่บ้าน แต่เวลาราษฎรเขาเลือกเรามา เขาได้รับความทุกข์ร้อน เขาอยากจะ ร้องเรียน ผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งก็เยียวยาบรรเทา อีกส่วนหนึ่งเราก็สร้างกลไกของรัฐสภา ขึ้นมา ด้วยการให้มีระบบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ร้องเรียน ร้องทุกข์มา ลงไปดูก่อน รวบรวมประเด็นเรื่องราวมา มอบให้รัฐสภาในการที่จะดูแลแก้ไขหรือส่งเรื่องให้รัฐบาล นี่คือ ระบบที่เราออกแบบมาในปี ๒๕๔๐ หลังจากนั้นก็พัฒนามาสู่การเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน มาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงในปี ๒๕๕๐ ถ้าใครไม่เข้าใจโดยคิดแต่มุมการเมือง เพียงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมาจากต้นไม้พิษ เป็นเรื่องรัฐประหาร แต่ถ้ามอง โดยสารัตถะอย่างเทียบมาตราต่อมาตรา หมวดต่อหมวดนั้นจะเห็นถึงพัฒนาการ ของการออกแบบโครงสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าขึ้น แต่เอาละเมื่อรัฐบาลเห็นว่าต้องการ จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็เห็นว่าให้บรรจุหมวด ๑๑ ในเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และที่สำคัญคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ตรงนี้ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ท่านจะไม่บรรจุใส่ไว้ครับ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก ที่อยู่ในหมวด ๑๑ ผมอธิบายสั้น ๆ เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากท่านดื้อมากนะครับ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลเลยที่ท่านจะไม่บรรจุลงไป เมื่อท่านยอมหมวด ๒ แล้ว หมวดนี้ก็ต้องใส่เข้าไป เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรายังยอมรับในเรื่องของการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ แต่เดิมเรามี ป.ป.ป. ท่านประธานจำได้ไหมครับ ป.ป.ป. ครับ ถูกหาว่า เป็นเสือกระดาษ ป้องกันปราบปรามการทุจริต ถูกหาว่าเป็นเสือกระดาษ ไม่มีอำนาจ แล้วก็ อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารคือรัฐบาล เราจึงมาออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ให้เป็น ป.ป.ช. อย่างไรครับ แล้ววันนี้ผมถามว่าเราจะกลับไป แบบเดิมหรือครับ ในเมื่อในซีกของรัฐบาลเจ้าหน้าที่รัฐเรามี ป.ป.ท. แล้วครับ เราช่วยกัน ออกกฎหมายให้มีโครงสร้างประเทศนี้มี ป.ป.ท. ขณะเดียวกันในส่วนของ ป.ป.ช. ในการดูแล ตรวจสอบให้เกิดความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงทางการเมืองและตำแหน่งอื่น ๆ ก็มี ป.ป.ช. ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านจะไม่ให้มีหรือครับ จะกลับไปสู่ ยุคของการปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างนั้นหรือ ผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะมีเหตุผลใด จะมาลบล้างกระผมในประเด็นนี้

ถัดมาคือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินครับ ซึ่งอันนี้เดิมเช่นเดียวกันครับ เดิมก็เป็น สตง. ภายใต้รัฐบาล ต่อมาเราก็เห็นว่างบประมาณปีหนึ่งตอนนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนะครับ เงินเหล่านี้มาจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ เกษตรกร หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน พ่อค้าแม่ขาย วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ข้าราชการ พนักงาน ทุกบาท ทุกสตางค์ที่จับจ่ายใช้สอยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีหลักของประเทศนี้นะครับ เสียภาษี นิติบุคคล เสียภาษีบุคคลธรรมดา ซื้อรถซื้อราก็เสียภาษีสรรพสามิต เติมน้ำมันก็เสียภาษี ทุกอย่างเสียภาษีหมด ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น จะยืนหรือนั่ง เสียภาษีหมด เงินเหล่านั้น รวบรวมกันมา รวมค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มาเป็นงบประมาณแผ่นดิน และเราก็พยายาม ที่จะตีกรอบสร้างรั้วว่าให้มีหน่วยต่าง ๆ ทั้ง ป.ป.ช. ทั้ง ป.ป.ท. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ในการบริหารเงินเหล่านั้น พร้อมกันนั้นก็มี ส.ส. ส.ว. คอยควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลคอร์รัปชันมากก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีไม่ซื่อสัตย์สุจริต บกพร่องต่อหน้าที่ร้ายแรง เราก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่คือการควบคุมตรวจสอบในโครงสร้างของประเทศนี้ แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้รับการออกแบบให้เป็นอิสระ เฉกเช่นเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ ป.ป.ช. เพราะเห็นว่า เรื่องของงบประมาณแผ่นดิน เรื่องของภาษีของประชาชนนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ผมถามว่า ท่านประธานจะใจจืดใจดำตัดทิ้งตรงนี้ไปได้อย่างไรครับ ท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนนี่ครับ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนะครับ แต่ว่าที่นั่งอยู่ปรากฏบนจอทีวี (TV) ท่านตอบผมให้ได้นะครับว่า ท่านไม่สนใจ ไม่อินังขังขอบต่อเงินภาษีที่ประชาชนอาบเหงื่อต่างน้ำมาจ่ายให้พวกเรา เพราะฉะนั้นทำไมจึงไม่ยอมบรรจุที่ผมได้แปรญัตติไว้ ส่วนองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ องค์การอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่ ถามใจท่านเถอะครับว่าท่านจะไม่บรรจุไว้ได้อย่างไรครับ แล้วถามว่ามันเสียหายอะไรที่ไม่บรรจุครับ มันมี ๒ ด้านของเหตุและผลที่ท่านจะต้องตอบ ตัวเอง และท่านจะต้องตอบผมในฐานะที่ผมแปรญัตติชี้ทางสว่างให้ท่าน

สุดท้ายก็คือหมวด ๑๒ ครับ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สิน กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะขออนุญาตดูประเด็นสุดท้าย ตรงนี้ เพราะว่าเป็นหมวดที่เราได้บรรจุมาในช่วงเวลา ๑๐ ปีหลังมานี้ครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่ ถือว่าเป็นความก้าวหน้า ถือเป็นนวัตกรรมทางด้านของนิติบัญญัติทีเดียวในการที่ ตรารัฐธรรมนูญแล้วก็ได้เพิ่มหมวดนี้เข้าไป ประเทศพัฒนาแล้วล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญ ต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ ๑ ว่าด้วยการตรวจสอบ ทรัพย์สิน เราจึงโดนกันทุกคนนะครับ แล้วเราก็เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษจริง ๆ ที่ยอมรับกติกานั้น และก้าวเข้ามาสู่รัฐสภา เราต้องแสดงบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินครับ ท่านประธาน ก็คงเช่นเดียวกับผมนะครับ เราเคยเป็นรัฐมนตรี และเป็น ส.ส. ในขณะเดียวกัน ยื่นบัญชีกัน อุตลุดเลยครับ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่งของความเป็น ส.ส. พ้นไปอีก ๑ ปี เป็นรัฐมนตรีมิหนำ ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคผมก็ยังต้องยื่นอีก พ้นจากตำแหน่ง ก็ยังต้องยื่น ยื่นจนกระทั่งต้องมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคอยดูแลอย่างเดียวเลยเพราะพลาดไป บรรทัดเดียว โดนถอดถอนครับ ดังนั้นผมคิดว่าเราออกแบบประเทศของเรามานี้ด้วยการให้มีระบบการตรวจสอบทรัพย์สิน สำหรับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ การเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วท่านจะไป เลาะรั้วนี้ออกหรือครับ ท่านจะไปปลดมาตรฐานที่เราสร้างไว้อย่างนั้นหรือครับ ไม่มีเหตุผลเลยครับ ทำไมท่านจึงไม่บรรจุละครับ หรือท่านไม่อยากแสดงบัญชีหนี้สิน ทรัพย์สิน หรือท่าน อยากจะซุกหนี้ หรือซุกทรัพย์สินครับ นี่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราก็เพิ่งโดนนะครับ แล้วจะมีการเลือกตั้งเร็ว ๆ นี้ในภาคเหนือ นั่นก็เพราะว่าเหตุของมาตราดังกล่าวนั้น จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่นั่นคือการให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของบทบัญญัติเพียงไม่กี่บรรทัดนี่ครับ รัฐมนตรีหลายคน ท่านประธานคงทราบนะครับ ที่ได้มีการกระทำทุจริตไม่ว่าเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีล้วนแล้วแต่เจอในเรื่องของ การตรวจสอบการใช้อำนาจ และกฎหมายไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม ท่านประธานจำไว้เลย ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจำไว้ กฎหมายมีหลักว่าไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม หมายความว่าแม้แต่เป็นพระพรหมพระอินทร์ กฎหมายยังไม่กลัวเลย จะเป็นคนยากคนจน จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยหรือจะเป็นพรรคอะไรก็ตาม ถือปฏิบัติเหมือนกัน หรือว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านกลัวครับ ท่านอาจจะ บอกท่านไม่ใช่พระอินทร์พระพรหม ถึงท่านเป็นพระอินทร์พระพรหม กฎหมายนี้ก็ไม่กลัวท่าน ดังนั้นยืนยันไปเถอะครับ

ส่วนสุดท้ายที่กระผมอยากจะให้เหตุให้ผลก็คือในเรื่องของการกระทำ ที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้ผมเชื่อว่าในใจของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ คอนฟลิกท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of Interest) ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องถอดปริญญาเอกของอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข เพราะว่าท่านไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ ท่านไม่ยอมเห็นด้วยกับผม ไม่ยอมบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องให้มหาวิทยาลัยของท่านที่ประเทศฝรั่งเศสเขาถอดถอนปริญญาของท่าน เพราะท่านโดนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายคนนะครับ ที่เป็นลูกศิษย์ท่านบอกว่าจะถอน ปริญญาของท่านหรือไม่ก็คืนปริญญาที่ท่านให้เขา ไม่ถึงถอนหงอกครับ เพราะว่า ดอกเตอร์กัลยาพูดนะครับ ผมไม่ได้พูดนะครับ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ความจริงประเด็นนี้ ท่านประธานครับ เราไม่เคยใช้มันเลยครับ เราเพิ่งมาใช้ในช่วง ๑๐ กว่าปี หลังนี้ครับ และผลของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๒ ส่วนที่ ๒ นี้ครับ มันได้ปรากฏ ไว้ในมาตรา ๒๖๕ ขออนุญาตอ่านอีกมาตราเดียวแล้วจบครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต้อง (๑) ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น (๒) ไม่รับ หรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะ ดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (๓) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นในธุรกิจการงาน ตามปกติ

ท่านประธานครับ เผอิญท่านประธานวิปบอกว่าเราจะเลิกตอน ๖ โมง ผมก็จะใช้เวลาถึงตรงนั้นพอดีครับ เพราะว่าถัดจากนี้ไปก็คงไม่มีผู้ใดที่อภิปราย เพราะว่า ท่านประธานวิปรัฐบาลบอกว่า ๖ โมง ของเราจะยุติ แต่ว่าผมพูดเป็นประเด็นสุดท้ายครับ ส่วนท่านประธานจะเห็นเป็นอย่างอื่นก็สุดแล้วแต่นะครับ กรณีของการขัดกัน