สามารถ แก้วมีชัย เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดเงื่อนไขในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง รูปของรัฐ และบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ และยังเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญที่จะถูกจัดทำจะต้องผ่านการประชามติ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะพยายาม ใช้เวลาให้กระชับก่อนเคารพธงชาตินะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ จริง ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกัน ๖ วรรค สาระสำคัญมีอยู่ ๒ เรื่องนะครับ คือ ๑. การกำหนดเงื่อนไขในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. แล้วก็ ๒. แนวในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถ้าท่าน จะกรุณาดูกระผมอยากจะกราบเรียนชี้แจง ซึ่งก็จะหักล้างเหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านได้นำเสนอมาว่า ทำไมคณะกรรมาธิการเราถึงยืนตามร่างของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจริง ๆ แล้วอันนี้ก็มี การแก้ไขนิดหน่อย คือในวรรคหนึ่ง ก็แก้เรื่องเงื่อนเวลา แล้วก็วรรคห้าเพิ่มเติมถ้อยคำ บางถ้อยคำ
ท่านจะเห็นในวรรคหนึ่ง พูดถึงเงื่อนเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการเห็นว่า ๑๘๐ วัน ตามร่างเดิมมันน้อยไป ก็เลยให้ ๒๔๐ วัน หลายท่าน ก็เป็นห่วงว่าจะไม่พอ ก็อยากกราบเรียนนะครับ ๒๔๐ วัน ๘ เดือนนะครับ แล้วก็เป็นเวลา ที่เราเคยใช้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ซึ่งถ้าบริหารจัดการเวลาให้ดีจะเห็น ว่าระยะเวลา ๒๔๐ วัน สามารถที่จะดำเนินการได้ทัน ผมเองเคยทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ๒๔๐ วันยังเหลือเวลาด้วยซ้ำไป เพราะว่าในการจัดทำ คณะ สสร. เขาไม่ได้มาใช้ ห้องใหญ่ตรงนี้ประชุม เขาจะประชุมทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์ โดยไปใช้ห้องประชุม ที่ตึกวุฒิสภา ก็บรรจุได้ ๙๐ ท่าน พอเริ่มประชุม มีประธาน มีรองประธาน เขาก็จะมีการแบ่ง คณะกรรมาธิการ มีกรรมาธิการยกร่าง เขาก็จะมีหน้าที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญดราฟท์ (Draft) แรก ร่างแรกขึ้นมา หลังจากนั้นก็นำร่างนั้นไปให้กรรมาธิการที่เขาตั้งขึ้นทุกจังหวัด ไปรับฟัง ความคิดเห็นประชาชน สื่อทั้งหลายก็จะถูกระดมมาช่วยกันทำงาน สสร. ทั้งหลายรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้วก็เอามาร่วมปรึกษาหารือกัน สสร. ที่เป็นฝ่ายวิชาการก็จะมาช่วยดู ก็ใช้เวลาทันครับ ๒๔๐ วัน
ทีนี้ในวรรคสอง ท่านจะเห็นว่ามันจะเริ่มพูดถึงแนวทางในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ เราได้บัญญัติไว้บอกว่า ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มี ความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นต้นแบบในการยกร่างได้ ไม่ได้ห้ามว่าจะเอาฉบับใด ท่านเอา หลาย ๆ ฉบับก็ได้ วันนี้ประเทศไทยเราใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ ดูทั้ง ๑๘ ฉบับว่า อันไหนมันดีก็หยิบไปใช้ ไม่จำเป็นเฉพาะปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ฉบับก่อนหน้านี้ก็ได้ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญต่างประเทศ ถ้าสามารถจะเอามาปรับใช้ในประเทศเราให้มันดีขึ้นได้ ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ ฉะนั้นตรงนี้เราก็เปิดเป็นหลักกว้าง ๆ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ของ สสร.
วรรคสาม ก็จะพูดไว้ว่าขณะที่ สสร. กำลังทำงาน ถ้าเกิดสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบก็ไม่เป็นผลกระทบที่จะให้ สสร. ต้องถูกยุบไปด้วย เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญนี้ หลังจากประกาศใช้แล้วก็มีผลบังคับตามกฎหมายเป็นกฎหมายสูงสุดเช่นกันฉบับแก้ไขนี้ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีความชอบธรรมที่จะคงอยู่ไม่จำเป็น จะต้องยุบไปตามสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญนี้ ท่านก็จะเห็นนะครับ รัฐธรรมนูญที่เราใช้มาฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ก็มาจากรัฐสภาชุดก่อน ๆ วันนี้ก็ยังคงมีผลใช้บังคับ ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อสภาถูกยุบ สสร. ก็ทำหน้าที่ของเขาต่อไป
วรรคต่อไปครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคด้วย ถามว่าทำไมไม่เขียนว่า ให้ทุกจังหวัด คือการเขียนกฎหมายแล้วไปล็อกว่าต้องทำทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล มันจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ใครจะไปตรวจสอบ ใครจะไปดูว่าท่านทำทุกจังหวัดไหม แต่ถ้าเขียนว่าทุกภูมิภาค ในทางปฏิบัติ สสร. ทุกจังหวัดเขามีคณะกรรมการวิสามัญ ประจำจังหวัดที่จะรับฟังความคิดเห็นเขาก็ไปเปิดเวทีรับฟังจะเอากี่อำเภอ กี่ตำบล ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเขียนรายละเอียดไว้ วางหลักกว้าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติเขาสามารถ จะลงไปทำได้ทุกพื้นที่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีเรื่องงบประมาณ เรื่องบุคลากร ก็เป็น การบริหารจัดการภายในของเขา
วรรคถัดไปบอก ร่างรัฐธรรมนูญอันนี้สำคัญนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เป็นการวางกรอบการเขียนรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญของ สสร. เราวางหลักไว้ ๓ อย่างเท่านั้นเองครับที่เป็นกรอบสำคัญ ก็คือ ๑. ทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันที่ ๑ เราปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ห้ามไปเขียนที่มันเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ๒. ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ เราเป็นรัฐเดี่ยว ซิงเกล สเตท (Single state) ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ จะไปเที่ยวเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นสหรัฐ สหพันธรัฐ หรือมลรัฐ ไม่ได้นะครับ ต้องห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ และที่สำคัญอันที่ ๓ ที่กรรมาธิการเติมมาก็เป็นการตกผลึกทางความคิดของสาธารณชน ทั่วประเทศ รวมถึงกรรมาธิการทั้งข้างน้อยข้างมากเลยละครับ เห็นพ้องต้องกันว่าเพื่อไม่ให้ สสร. ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ เราก็เลยบัญญัติบอกว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านก็มีหน้าที่ยกเอา หมวดพระมหากษัตริย์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ สสร. จะร่าง ถามว่าทำไมไม่ใส่คำว่า หมวด ๒ ด้วย ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ ใช้คำว่า หมวดพระมหากษัตริย์ก็มีอยู่หมวดเดียวนะครับ ฉะนั้นก็ล็อกไว้ ๓ เรื่อง
ทีนี้ถามต่อไปว่าทำไมไม่ไปเขียนเรื่องของห้ามไปแก้เรื่องศาล ห้ามไปแก้ เรื่ององค์กรอิสระ หรือห้ามโน่นห้ามนี่ตามที่ท่านได้แปรญัตติมา ก็กราบเรียนนะครับว่า องค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นที่มีอยู่ที่เขาดำเนินงานอยู่นะครับที่เป็นประโยชน์ในการอำนวย ความยุติธรรม เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ผมมั่นใจครับ ไม่ต้องไปเขียนถ้าไม่มี สสร. คนไหนจะไปยกเลิก และอยากจะย้ำกับเพื่อนสมาชิกครับว่า การทำรัฐธรรมนูญ ของ สสร. สสร. ทำท่ามกลางสายตาของสาธารณะนะครับ ท่ามกลางการตรวจสอบ ของสื่อมวลชน การวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ฉะนั้นการที่จะไปเขียนอะไรที่มันจะไปกระทบ ถึงสถาบัน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่และมีประสิทธิภาพอยู่นี่นะครับ เขาคงไม่ทำกัน และในที่สุดถ้าเกิดไปทำแบบนั้น ท่านก็คงเห็นนะครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ ทำเสร็จแล้วต้องนำไปให้ประชาชนลงประชามติ มันก็จะไม่ผ่านประชามติ ของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นว่าเรากำหนดกรอบเฉพาะ หลักใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญไว้ ๓ เรื่องเท่านั้นเองครับ ๑. ห้ามเปลี่ยนแปลงระบบ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ห้ามเปลี่ยนรูป ของรัฐ และ ๓. ห้ามไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์
ทีนี้ในส่วนวรรคสุดท้ายนะครับ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้า ก็แปลว่าไปแตะ ๓ เรื่องดังกล่าวมาแล้วให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป ถามว่าหลายท่านแปรญัตติว่าทำไมไม่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ก็กราบเรียนว่าไม่มีแนวปฏิบัติ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ยังไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญนะครับ ยังเป็นเพียงร่าง แต่ถ้า เป็นกฎหมาย เป็นร่างกฎหมาย หรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านรัฐสภาไปแล้ว มีสมาชิกท่านข้องใจ ท่านก็มีสิทธิที่จะร้องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบความชอบด้วย ของรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายหรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นได้ แต่นี่เป็น ร่างรัฐธรรมนูญไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่มีกฎหมายใดที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ซึ่งเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเอง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านก็พูดไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติใดที่ทำอย่างนั้น และที่สำคัญผมอยากกราบเรียนนะครับว่า พวกเราเป็นคนกำหนดกรอบ ๓ เรื่อง ที่ห้ามมิให้ สสร. ไปแตะ คือเรื่องมาตรการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องของรูปของรัฐ แล้วก็เรื่อง ของหมวดมหากษัตริย์ ฉะนั้นพวกเราทราบเจตนารมณ์ดีว่า ๓ ประการที่เราเขียนไว้มี เจตนารมณ์เพื่ออะไร การที่ให้รัฐสภาเป็นผู้มาวินิจฉัย ผมว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า จะไปให้องค์กรอื่นวินิจฉัย พวกเราประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ ท่านนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลรวมกันอีก ๕๐๐ ท่าน รวมไปแล้ว ๖๐๐ กว่าท่าน เราสามารถจะวินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ ที่เราเป็นคนเขียนเอง บัญญัติเองได้ดีกว่าองค์กรอื่น ฉะนั้นก็คิดว่าการบัญญัติตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้แล้วนี่นะครับ ถูกต้อง สมบูรณ์ และเราคิดว่าในทางปฏิบัติก็จะไม่มีปัญหา และจะเป็นแนวทางที่ทำให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นสามารถที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทยของเราได้ครับ ท่านประธานครับ