นิพนธ์ บุญญามณี อ่านถ้อยคำในมาตรา ๒๙๑ เพื่อชี้แจงข้อไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของร่างกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงข้อกำหนดเดิมเกี่ยวกับระยะเวลาและกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอความเห็นสงวนไว้ว่าควรกำหนดระยะเวลาให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายใน ๓๖๐ วันแทนที่จะจำกัดไว้เพียง ๒๔๐ วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ทันเวลาซึ่งจะทำให้ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรที่ลงทุนไปอย่างสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง และอภิปรายไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคห้า โดยเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยแทน เนื่องจากเห็นว่ารัฐสภามีส่วนได้เสียจากการเลือกผู้แทนไปยกร่างกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในการคัดเลือก
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ กระผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไว้ ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอ่านถ้อยคำในมาตรา ๒๙๑ เป็นเบื้องต้นเสียก่อน แล้วก็จะขออธิบายว่า ผมไม่เห็นด้วยในเนื้อหาสาระอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี้ ได้มีข้อความเดิมบัญญัติไว้ว่า
สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน กำหนดเวลา ๑๘๐ วันนับแต่ถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้
การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ กระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย
ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้
ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
นี่คือร่างเดิม ในร่างนี้ผมได้สงวนความเห็นไว้ ซึ่งในประเด็นที่ผมสงวน ความเห็นไว้ จากถ้อยคำในวรรคแรกเลยท่านประธานครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ๓๖๐ วันนับแต่วันถัดจาก วันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก คือร่างเดิมของรัฐบาลที่รับมาหรือว่าร่างที่สภา รับหลักการไป ๑๘๐ วัน แล้วในการประชุมกรรมาธิการที่ประชุมได้มีการพิจารณา ในประเด็นนี้ ผมเสนอว่า ผมเห็นว่าระยะเวลา ๑๘๐ วัน หรือพูดภาษาทั่วไปก็คือ ๖ เดือน มันเร็วเกินไปในการที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เมื่อใช้เวลาเพียง ๖ เดือนแล้วรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่าให้มีการรับฟังความคิดเห็น จากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเวลาเขาร่างกันในแต่ละหมวดเขาก็ส่งไปทยอยรับฟัง ความคิดเห็น มันทำทั่วประเทศพร้อมกันมันต้องใช้เวลาครับท่านประธาน ร่างอย่างนี้ แล้วก็ไปฟังความคิดเห็น พี่น้องประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็เอามาสู่ที่ประชุม มาฟัง มาถก มาเถียง แล้วกลับไปฟังใหม่ว่าแก้อย่างนี้ ร่างอย่างนี้ใช้ได้หรือไม่ อย่างนี้ มันใช้เวลา พอใช้เวลานี้ถ้าท่านคิดว่า ๖ เดือน เราคิดว่ามันน้อยเกินไป ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ ยอมแก้ว่า ๖ เดือนมันน้อยไป ท่านแก้เป็น ๘ เดือน แต่ว่า ๑ ปีท่านไม่ยอม ๓๖๐ วัน มัน ๑ ปี ตีเสียอย่างนั้น ท่านไม่ยอม ท่านเห็นแค่ ๒๔๐ วัน ซึ่งท่านประธานครับ การที่ท่านขยายออกไปอีก ๒ เดือนหรือว่าจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน ก็คือ ๘ เดือน ผมก็ยังคิดว่ามันน้อยเกินไปครับ แล้วถ้าหากว่าเรามีการเลือก สสร. มาแล้ว แล้วเกิดร่างไม่เสร็จภายในเวลา ๒๔๐ วัน รัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์ใช้งบประมาณในการเลือกตั้ง สสร. ดีไม่ดีก็คิดว่าเป็นพันกว่าล้านหรือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วค่าใช้จ่ายในการที่จะไปรับฟัง ความคิดเห็นออกมา เกิดมันไม่เสร็จขึ้นมาจริง ๆ ที่เราลงทุนลงแรงกันไปตั้งเป็นพันล้าน เสียเวลากันไปไม่รวมทั้งแก้ไขตอนนี้นี่นะ อดหลับอดนอนกันมา ๑๑ วันแล้วติดต่อกัน ๑๑ วันที่มาประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทว่า มีเหตุผล มีความเร่งด่วนอย่างไรที่เราต้องไปกำหนดระยะเวลาว่าให้แค่ ๒๔๐ วัน มันมีเร่งด่วนว่าถ้ามีท่านประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าตอบผมได้ผมถอนเลย คำสงวน คำแปรญัตติผม ว่าท่านมีความเร่งด่วน มีความจำเป็นอะไรนักหนาที่ต้องบอกว่าต้องเสร็จ ภายใน ๒๔๐ วัน ถ้าไม่เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน บ้านเมืองจะถล่มทลายหรืออย่างไร แต่ถ้า กลับกันท่านเขียนตามที่ผมสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ว่า ๓๖๐ วันแต่ว่าถ้าท่านเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เสร็จก็คือเสร็จครับ มันไม่เสียหายแต่ว่าเขียนเอาไว้ก่อนว่าไม่เกิน ๓๖๐ วัน ที่ผม ใช้คำว่า ๓๖๐ วัน เราเขียนมากไว้ได้ครับ แต่เราใช้ไม่ครบไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเราเขียนไว้น้อย แล้วมันเกิดทำไม่เสร็จขึ้นมา ๘ เดือนร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้ามันไม่เสร็จขึ้นมา สิ่งที่เรา ลงทุนไปเป็นพันพันล้านมันต้องไปเริ่มกันใหม่เลยครับ อายุ สสร. นี้ต้องหมดอายุเลยครับว่า ไปเขียนไว้แล้วว่าถ้าคุณทำภารกิจไม่เสร็จในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านเขียนไว้แล้ว เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยความเคารพท่าน ท่านทำไมต้องไป จำกัดตัวเองว่าให้เขามีเวลา ๒๔๐ วัน ถ้าท่านบอกว่าให้มีเวลาเอาละครับ ท่านกลัว ท่านเร่งรัด ท่านกลัวว่าใครรออยู่ รอไม่ได้ ทนไม่ได้ มันช้าเกินไป ท่านเขียนให้มากไว้ ๓๖๐ วัน แต่ถ้าเขาใช้ไม่ครบ เขาใช้ ๒๔๐ วันก็เป็นเรื่องของเขา อย่างนี้มันได้เลยครับ มันไม่เสี่ยง ต่อการที่จะไปกระทบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าไม่เสร็จแล้วรัฐธรรมนูญต้องตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ประเด็นนี้คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ท่านไปจำกัดเวลาไว้น้อยเกินไปแล้วเกิดเสียหายขึ้นใครรับผิดชอบ ถ้าท่านเขียนไว้ อย่างที่ผมเรียนว่า ๓๖๐ วันหรือ ๑ ปี ท่านต่อเวลาไปอีก ๔ เดือน ท่านเขียนเอาไว้จาก ๒๔๐ วัน เป็น ๓๖๐ วันถ้าไม่เสร็จก็มีผลกระทบบอกว่า สสร. ต้องหมดอายุไป แต่ว่าถ้าท่านเขียนไว้แค่ ๘ เดือน ๒๔๐ วันนี้เกิดไม่เสร็จขึ้นมาจริง ๆ มันเสียหายมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะให้ท่าน ได้ทบทวนว่าถ้าเป็นไปได้ท่านขยายเวลาไปเถอะครับเป็น ๓๖๐ วันตามที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติเอาไว้ แล้วถ้าหากว่า สสร. ใช้เวลาเพียง ๒๔๐ วันหรือใช้ ๑๘๐ วัน เสร็จ ก็คือเสร็จครับ จบก็คือจบ หรือท่านอาจจะไม่จบใน ๒๔๐ วัน ท่านจะไปจบเป็น ๒๗๐ วัน คือ ๙ เดือนขึ้นมา ก็ไม่เห็นแปลก ถ้าหากว่าจะต่อไปอีกสัก ๑ เดือนก็ไม่แปลก เพราะฉะนั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าเราเขียนมากเอาไว้มันปลอดภัย มันดีกว่าที่เราจะไปเขียนน้อย มัดตัวเองไว้อย่างนี้ มันจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมามากมายในอนาคต แล้วเราเสี่ยง ต่อการที่ท่านไปดูสิครับเพราะว่าในมาตราที่ผ่านมาเราได้พิจารณากันแล้วว่ากรณีที่การสิ้นสภาพ ท่านลองไปดูสิครับถ้าหากว่าท่านประธานไม่เชื่อผม ถ้าท่านประธานได้เปิดไปดู ในมาตรา ๒๙๑/๘ ในวรรคสอง (๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขียนไว้ชัดเจนครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ใน (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง ท่านเห็นไหมครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขียนไว้ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานว่า ถ้าหากว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่พิจารณาให้รัฐธรรมนูญนี้แล้วเสร็จ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสิ้นสุดตัวเอง ต้องสิ้นสุดลงเลยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหวังกันมันจบ เพราะฉะนั้นมันมีเหตุผลอันใดที่ต้องไปเขียนมัดตัวเองไว้ถึง ขนาดนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้โปรดตอบผมสักถ้อยคำสิครับว่า มันมี อะไรนักหนาที่ต้องเร่งรัดตัวเอง เขียนผูกคอตัวเองไว้ถึงขนาดนี้ ถ้าท่านผูกเงื่อนไว้รัดอย่างนี้ ท่านกระตุกทีเดียวมันดึงคอตัวเองเลย ท่านห้อยโตงเตงเลย แต่ว่าถ้าท่านให้หลวม ๆ ไว้หน่อยนี่ท่านปลดออกวันไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านควรที่จะได้ พิจารณาทบทวนประเด็นนี้ ท่านไม่ควรที่จะเขียนด้วยเงื่อนไขมารัดคอตัวเองเอาไว้จนกระทั่ง หายใจไม่ออก แล้วมันอาจจะเกิดอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นในวันข้างหน้าได้ แต่ว่าถ้าท่านทำให้เงื่อน อันนี้มันหลวม ๆ มันไม่กระชับตัวเองเกินไป มันขยายเวลาจาก ๒๔๐ วันเป็น ๓๖๐ วัน ถ้าท่านทำเสร็จ ๒๔๐ วันก็เสร็จ ไม่เสร็จ ๒๔๐ วันอาจจะเป็น ๒๕๐ วัน ผ่านไป ๑๐ วัน ก็อาจจะจบไม่ผิดเงื่อนไข แต่ว่าถ้าท่านไปทำอย่างนี้แล้วมันไม่เสร็จขึ้นมา มันไปเข้าเงื่อนไข มาตรา ๒๙๑/๑๕ มันก็เป็นอันต้องให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันว่าต้องสิ้นสุดลง หมดสมาชิกสภาพเลย ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ตาม (๑) เลยครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผล ประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพกันจริง ๆ ในที่ประชุมกันได้พูดจากันด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ท่านยอมมา ๒ เดือน คือยอมถอย จาก ๖ เดือนเป็น ๘ เดือน ซึ่งผมคิดว่าเมื่อถอย ๒ เดือนเป็น ๘ เดือนได้ เหตุไฉนท่านจะ ไม่ยอมถอยจาก ๘ เดือนเป็น ๑ ปีได้ แต่ว่าท่านไม่จำเป็นต้องใช้ให้ครบ ๑ ปี เราเขียนอายุไว้ว่า ภายใน ๑ ปี หรือว่าภายใน ๓๖๐ วัน ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะใช้สัก ๒๔๐ วัน ๒๕๐ วัน ๒๖๐ วันก็ไม่เป็นอะไร ยังไม่เกิน ๓๖๐ วัน เขียนอย่างนี้มันปลอดภัยกันทุกฝ่าย เขียนกฎหมายอย่างนี้มันปลอดภัยตัวเอง ปลอดภัยทุกกระบวนการ แล้วก็จะได้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องมาโทษว่า ก็เพราะสภาแห่งนี้รวบรัดมีเวลาให้ผมน้อย วันหนึ่ง ข้างหน้า ถ้าเกิดการทำประชามติแล้วไม่สามารถจะรวบรวมความคิดเห็นได้ ได้ครบถ้วน สมบูรณ์ ครบถ้วนกระบวนความทั้งหมด สสร. ที่จะตั้งขึ้นใหม่เขาก็โทษพวกเรานี่ละครับ เพราะว่ารัฐสภาให้เวลาผมมาแค่นี้ อันนี้จะเป็นศรย้อนกลับพวกเราในวันข้างหน้า ท่านเชื่อผมเถอะครับ ผมไม่ใช่หมอดู แต่วันหนึ่งถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญจำเป็นว่าต้องจบแล้ว จะครบเวลา ๒๔๐ วันแล้วไม่สามารถรอฟังการทำประชาพิจารณ์ได้อีกต่อไป ไม่สามารถ รอฟังเหตุผลอื่น ๆ ได้อีกต่อไป เขาจะโทษพวกเรา ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นท่านลองเขียนไว้ ดูเถอะครับ คำที่ผมพูดนี่ แล้ววันหนึ่งข้างหน้าเอาลงมาดูเขียนผนังไว้ว่า ถ้ามันไม่เสร็จ ๒๔๐ วันพวกเราจะเป็นจำเลยครับ จะเป็นจำเลยในข้อหาที่ร่างกฎหมายออกมา ออกกฎหมายออกมาให้เวลา สสร. น้อยเกินไป เขาเลยทำรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ ให้มี ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดไม่ได้ เขาจะโทษพวกเรา แล้วพวกเราจะเป็นจำเลย ของสังคมในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมจึงต้องกราบเรียนท่านประธานไว้ว่า นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการไปกำหนดระยะเวลาเพียง ๒๔๐ วัน ผมขอให้ท่านทบทวนเป็น ๓๖๐ วัน นี่คือประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ในวรรคแรก
ผมจะอภิปรายในประเด็นที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในวรรคสุดท้าย ในวรรคสุดท้ายที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้จากข้อความเดิมที่บอกว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า วรรคห้าก็คือวรรคที่บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผล เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ นี่คือวรรคห้านะครับ วรรคเดิมนะครับ ในกรณี ที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ข้อความเดิมกรรมาธิการท่านจะส่งเรื่องถ้าหากว่าจะถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ขัดต่อวรรคห้า หรือไม่ ให้อำนาจรัฐสภา ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไปร่างกันขึ้นมามีลักษณะต้องห้าม ตามวรรคห้าหรือไม่ ถ้ามีลักษณะต้องห้ามตามวรรคห้าให้รัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันขึ้นมา เป็นอันตกไป ซึ่งถ้อยคำเดิมในวรรคห้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับท่านประธาน ข้อความในวรรคห้า กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านก็ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผมขออนุญาต เพื่ออ่านให้กระบวนความได้สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ในวรรคห้าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านได้ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้นเป็นดังนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ท่านเพิ่มเติมต่อไปว่า หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวด ว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ นี่คือวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งกรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติม ข้อความในวรรคหกที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ก็คือว่า ถ้ากรณีที่จะ วินิจฉัยว่ามีการกระทำการอันฝ่าฝืนหรือว่าผิดไปจากวรรคห้าหรือไม่ ผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งอภิปรายมาตรานี้มันก็ต้องไป เชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่จะเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ให้ความเห็น ซึ่งผมจะไม่อภิปรายในประเด็นนี้ก่อน ก่อนที่จะถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ แต่ว่า ท่านประธานจะเห็นว่าผมจะกราบเรียนเหตุผลท่านประธานว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ผมไม่เห็นด้วย ในการที่จะให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ก็เพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นคนไปเลือก ตามร่างของท่าน ท่านไปให้ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกสรรมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา แล้วท่านจะมาวินิจฉัย อีกว่าคนที่ท่านเลือกไปร่าง ไปร่างที่ผ่านจากคนที่ท่านเลือกมามาร่างกัน ไปยกร่าง ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคิดว่ามาจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านหลักการ บริหาร การปกครองบ้านเมืองมา ทั้ง ๓ ส่วนนี้ ๒๒ คน แล้วมาประกอบกับที่มาจากแต่ละ จังหวัด ๗๗ คน ในส่วนนี้มันมาเป็นองค์ประกอบที่ผมคิดว่าส่วนที่สภาเรามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็คือว่าเราไปเลือก ๒๒ คน เมื่อเราไปเลือกแล้วคน ๒๒ คนนั้นไปร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วให้ เราวินิจฉัยอีก เราก็เลือกคนที่เราเชื่อว่าอย่างนี้ เขาไปทำการอย่างนี้ เมื่อเขาไปทำการอย่างนี้ คนที่ใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนไปทำแทนมันย่อมมีส่วนได้เสียอย่างไรครับ เมื่อมันมีส่วน ได้เสียแล้วให้มาวินิจฉัยอีกว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมามันขัดกับวรรคห้าหรือไม่ ก็เท่ากับ รัฐสภาแห่งนี้มีส่วนได้เสียแล้วกับความคิดความเห็นในการที่จะไปยกร่างขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ผม คิดว่าไม่ควรจะให้รัฐสภาแห่งนี้ซึ่งมีส่วนได้เสียในการเลือก สสร. มาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. คณะตัวเอง คณะเลือกตั้งเลือกไปแล้วไปร่างกันขึ้นมาขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือขัดกับ ข้อความในวรรคห้าหรือไม่ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่าคนที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยควรจะ เป็นศาลรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง สสร. เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นนี้ ที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ ทำหน้าที่วินิจฉัยว่าสิ่งที่ สสร. ไปยกร่างกันมานั้นขัดกับวรรคห้า มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมานั้นมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ นี่คือสิ่งที่เราต้อง ระมัดระวังอย่างยิ่ง ผมคิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากควรที่จะได้พิจารณาทบทวน ในประเด็นนี้ เราไม่อยากต้องถูกข้อครหาว่ารัฐสภาแห่งนี้มีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่ในการที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปร่างรัฐธรรมนูญหมิ่นเหม่ต่อการที่จะก่อให้เกิดการกระทำตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ หน้าที่อันนี้จึงไม่ควรเป็นหน้าที่การวินิจฉัยของรัฐสภาแห่งนี้ หน้าที่ในการวินิจฉัยว่ามีการกระทำในวรรคห้าหรือไม่ ควรจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการมาสรรหาหรือว่ามาคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็น สสร. นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงกราบเรียนเหตุผลดังกล่าว ต่อท่านประธานและหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากคงจะได้พิจารณา ในประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วก็ชี้แจงเหตุผลใน ๒ ประเด็นดังกล่าว ขอขอบคุณท่านประธานครับ