รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ เสนอแนะว่า ควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้านและพิจารณาอย่างรอบคอบ และไม่นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาเป็นต้นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีจุดอ่อนที่ควรพิจารณาปรับปรุง

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เป็นท่านที่ ๒ ซึ่งผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมจะขออนุญาตเพื่อที่จะอ่านรายละเอียด ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าสิ่งที่ผมจะแปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติมันเกี่ยวพันกันอย่างไร แล้วก็เพื่อเป็นการปูพื้นให้กับผู้ที่อภิปราย หลังจากผมนะครับท่านประธาน

มาตรา ๒๙๑/๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ๒๔๐ วันนับจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก

ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนำบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบ ในการยกร่างก็ได้

การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ ให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง

ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค

ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้

ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป

สรุปได้ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ได้มีบทบัญญัติเป็น ๖ วรรคด้วยกันครับ ท่านประธานครับ ที่ผมจะอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คือในวรรคหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ แก้ไขในวรรคสองและในวรรคห้าที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ในวรรคหนึ่งก็คือว่า จากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้เป็น ๒๔๐ วัน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่าจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ๑๘๐ วันนี่ผมเห็นว่ามันเป็นจำนวนน้อยอยู่แล้วครับท่านประธาน แต่ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะแปรญัตติให้เป็น ๑๘๐ วัน ผมก็ยังมีข้อสงสัยว่าจำนวน ๒๔๐วัน จะเพียงพอ ต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ ท่านประธานต้องเข้าใจว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ จำเป็นที่จะต้องใช้ ความรอบคอบ ใช้เวลาไม่อยากจะให้การทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะสุกเอาเผากิน หรือเร่งรีบ เร่งรัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะในขณะนี้ต้องเรียนว่าบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะ ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ครับท่านประธาน อย่างน้อยเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ใช้มาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่ความไม่พึงพอใจว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันอาจจะไม่ถูกอกถูกใจ หรืออาจจะเป็นแผลใจสำหรับใครบางคนว่ามันมาจาก คมช. ก็จึงเร่งรีบที่จะทำให้เสร็จ ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เสร็จ ระยะเวลาแค่ ๒๔๐ วัน ผมเรียนกับท่านประธานว่ามันไม่เพียงพอ หรอกครับกับการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีคุณภาพ ที่มีความรอบคอบและรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างรอบด้าน ผมจะลำดับความให้ท่านประธานได้เห็นว่า เมื่อเรามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานก็น่าจะมีประสบการณ์แล้วก็น่าจะเห็นว่า กระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญมันต้องใช้เวลามันมีกระบวนการมากมายครับ จะต้อง ศึกษารัฐธรรมนูญ ข้ออ่อน ข้อเสียของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จะต้องศึกษารัฐธรรมนูญ ในต่างประเทศเพื่อเข้ามาเป็นผลการศึกษาประกอบให้สอดคล้องกับสภาวะการเมือง ของประเทศ จะต้องมีเวลาเขียนรัฐธรรมนูญ จะต้องพิจารณา จะต้องรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับในร่างวรรคสี่ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชน ทั่วทุกภูมิภาค ถ้าจะให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและพี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมให้มากที่สุด ผมคิดว่าการรับฟังความเห็น การทำประชาพิจารณ์จะต้องมีจุด หรือมีจำนวนให้มากครับท่านประธาน เพราะอะไร เพราะจำนวน สสร. ที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) ท่านประธาน ก็แลเห็นนะครับว่า กำหนดให้จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้นเองครับ ซึ่งมันน้อยมากกับการเป็น ตัวแทนความคิด ตัวแทนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเข้ามาถ่ายทอด เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าเราจะทำประชาพิจารณ์ให้ครบทั่วทุกจังหวัด ๆ ละ ๑ ครั้ง ท่านประธานลองคิดดูครับ ๗๗ จังหวัดปาเข้าไป ๗๗ วันแล้ว เอาให้ลึกไปกว่านั้นถ้าหาก บอกว่าเราอยากจะฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกเขตเลือกตั้ง วันนี้เขตเลือกตั้ง ก็ประมาณ ๓๗๕ เขตเลือกตั้ง ๓๗๕ เขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งละ ๑ วัน ต้องถาม ท่านประธานครับ ใช้เวลาไปปีกว่าแล้วท่านประธาน สำหรับการรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นการเขียนในวรรคหนึ่งบอกว่าใช้เวลาแค่ ๒๔๐ วัน นี่ไม่พูดถึงการประชุม การร่าง การยกร่าง การพิจารณา เอาแค่การทำประชาพิจารณ์รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนไม่พอแล้วท่านประธาน เกินไปแล้วครับท่านประธาน ผมต้องการ ให้ทำอย่างน้อย ๑ ปีครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าจำนวน ๑ ปี มันเหมาะสม ตัวเลขกลม ๆ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้เวลาในการยกร่างในการพิจารณา อย่างรอบคอบแล้ว ๑ ปี ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอควรสำหรับเหตุผลการจัดทำ รัฐธรรมนูญ แต่มาเลือกเอาใช้แค่ ๒๔๐ วัน เปลี่ยนแปลงจากเดิม ๑๘๐ วัน ผมก็อยากจะ เรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ไหน ๆ จะแก้สักทีแล้ว ก็แก้ให้มัน พอเหมาะพอควรที่สังคมยอมรับและอธิบายกับสังคมได้ ก็คือ ๑ ปี ผมไม่เห็นจำเป็นที่จะต้อง รีบเร่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มันเสร็จโดยเร็ว เว้นแต่ท่านได้รับใบสั่งหรือใครกำหนด หรือใครอยากที่จะให้มันเสร็จโดยเร็ว แค่นั้นเองครับ เรื่องอื่นมันไม่มีเหตุผลครับ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เสร็จแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นไปมากมาย มันไม่ได้ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนดีขึ้น น้ำมันที่แพง ที่ขึ้นอยู่ทุกวัน มันจะ ลดลง ไม่มีครับ แล้วถ้าหากว่าบ้านเมืองไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเราต้อง เร่งรีบที่จะออกรัฐธรรมนูญมาใช้ แต่วันนี้ต้องเรียนกับท่านประธานปัญหาที่หนักหนา กว่าปัญหารัฐธรรมนูญคือปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนกรอบระยะเวลา ๒๔๐ วัน ผมเห็นว่าเป็นการใช้เวลาที่กระชั้นชิด และเกรงว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญจะไม่รอบคอบและจะไม่ได้เป็นการรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนทั่วทุกกลุ่มสาขาอาชีพและทั่วทุกภูมิภาคจริง ๆ และเราจะไม่ได้ รัฐธรรมนูญที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงครับ นี่ในวรรคหนึ่งครับ

ท่านประธานครับ ในวรรคสองผมขอตัดออกทั้งวรรคครับ ในวรรคสองบอก ว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ผมก็อยากจะ ถามเจตนารมณ์ของคนเขียน คนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีบทบัญญัติวรรคสองขึ้นมา ทำไมครับท่านประธาน ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องมี ท่านประธานครับ ว่าจะเอาต้นแบบ ของรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นแบบ ไม่เห็นจำเป็นครับ เว้นแต่จิตใต้สำนึกของบางคน ก่อนจากนี้มันมีการเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็พยายามที่จะบอกว่า จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ แล้วก็พยายามที่จะเคลื่อนไหวชูธงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นประชาธิปไตย ถ้ามีโอกาสมีอำนาจจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออก แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทน ผมคิดว่านี่ละน่าจะเป็นจิตใต้สำนึกตรงนี้ล่ะ ย้ำคิดย้ำทำก็เลยเอามาเขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยในการ ร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นแบบ ท่านประธานกลับไปดู ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา การร่างรัฐธรรมนูญไม่มีใครว่าเอาฉบับโน้นฉบับนี้โดยบัญญัติ ในร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องเอามาใช้เป็นต้นแบบครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ๑๗-๑๘ ฉบับ ของประเทศไทยมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแตกต่างกัน แต่ว่าในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมันก็มีข้อดีข้อด้อยแต่ละฉบับก็แตกต่างกันเช่นเดียวกันครับ เราจะยกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด ถ้าท่านประธานกลับไปดูก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็คงเห็นว่ามีการพูดถึง รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดในขณะนั้นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ในยุคที่ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาใหม่ ๆ ช่วงนั้นท่านประธานครับ ถือว่าประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุด แล้วก็มีรัฐธรรมนูญขึ้นมา เราก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ในขณะนั้น แต่ว่าเมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพียงแต่ว่าที่มามันมาจาก สสร. ชุดที่ ๑ แล้วก็มีการรับฟังความคิดเห็น มีการทำประชาพิจารณ์ แต่เรียนกับท่านประธานได้ว่า ไม่ได้เร่งรีบเร่งรัดแบบนี้ละครับ ก็ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยมาจาก พี่น้องประชาชน แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้ว่า ที่มาจากประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดก็ตาม แต่ว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็แลเห็นว่ามันมีจุดอ่อนอีกหลายจุดครับ ที่ใคร ๆ ที่เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ในดีที่สุด ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่ามันก็มีจุดอ่อนนะท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จุดอ่อนอันแรกท่านประธานก็เห็น เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระครับ ในยุคที่เรา ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็เห็นว่ารัฐบาลที่ใช้อย่างน้อยรัฐบาล ๒ ชุด รัฐบาลชุดแรก รัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย แล้วก็มาถึงรัฐบาลของ พันตำรวจโท ทักษิณ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันปี ๒๕๔๐ แต่ว่าผลการใช้รัฐธรรมนูญแตกต่างกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทำให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระได้ครับ เพราะมีส่วนในการสรรหา คณะกรรมการองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีจุดอ่อนก็คือการตรวจสอบฝ่ายบริหารนี่ ยากครับ ต้องใช้เสียง ส.ส. ถึง ๒ ใน ๕ ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานจะเห็นว่าในยุคนั้นนายกรัฐมนตรีก็จะใช้ช่องทางตรงนี้ครับหนีการตรวจสอบ แล้วก็มาเป็นที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เหลิงอำนาจ จุดอ่อนอีกจุดหนึ่งก็คือการแยกอำนาจ บริหารกับนิติบัญญัติออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น การที่คนไปเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส. คนที่ลาออกจาก ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีแล้ววันประชุมสภาไม่มาครับ เพราะถือว่าตัวเอง ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ขาดการประสานงาน อันนี้ก็เป็นจุดอ่อนครับ จุดอ่อนเรื่องการควบรวม กิจการพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้น ให้เสียงเกินครึ่ง เพื่อให้รัฐบาลมั่นคง ทางการเมือง มีเสถียรภาพ และหนีการตรวจสอบ นี่ผมไม่ได้พูดถึงการไปแทรกแซง สมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้น นี่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นการที่จะเอา วรรคสองมาบอกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะนำเอารัฐธรรมนูญ ฉบับใดขึ้นมานี่ ซึ่งผมเกรงว่าอาจจะมีการนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาครับท่านประธาน เพราะมีการพูดกัน เหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เหมือนกับเทพเจ้า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รัฐธรรมนูญ ในฝันครับ แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นท่านประธาน เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มาไม่ถูกต้อง ก็จริง ผมก็ยอมรับท่านประธาน แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไปอุดช่องโหว่ รูรั่ว จุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ชัดเจนครับ เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระเขาตัดฝ่ายการเมือง ออก ตัดแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติออกที่ขาดการประสานงาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้โอกาส การควบรวมกิจการพรรคการเมืองทำไม่ได้ในสมัยประชุม ในสมัยวาระของการดำรงตำแหน่งในสภาชุดนั้น ๆ ครับ รวมไปถึงวุฒิสภาครับ แต่ว่า แม้จะเขียนอย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงทั้งองค์กรอิสระ ทั้งวุฒิสภา หรืออะไรก็ตาม แต่ว่าก็มีความเพียรพยายามครับ ต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าที่ผมตัดเอามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง ออกนี่ ผมเรียนว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเอามาตรา เอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ขึ้นมาเป็นต้นแบบ เปิดฟรีสไตล์ (Free style) เอาอะไรมาก็ได้ครับ ก็ศึกษามาครับ จะไปศึกษาฉบับโน้นนิด ฉบับนี้หน่อย เอาของเมืองนอกมาเอาอะไรมาก็ได้ครับ เพราะที่ผ่านมา ท่านประธานก็เห็นรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมันเป็นรัฐธรรมนูญลูกผสมครับ หัวมังกุท้ายมังกรท่านประธาน เอาระบบสัดส่วน หรือระบบดองต์ (D’hondt) ในประเทศเยอรมันมาบ้าง เอาระบบในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข การเมืองประชาธิปไตยรัฐสภาแบบอังกฤษก็มา คือผสมมั่วไปหมดครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าไม่จำเป็นเลยที่จะเขียน ให้มันรกรุงรังในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องเปิดโอกาสให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา เป็นต้นแบบ เพราะถ้าไม่เขียนจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาเป็นต้นแบบ มันก็ ไม่ผิดกฎหมาย มันก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ มันไม่ผิดอะไรอยู่แล้ว แล้วเขียนขึ้นมาทำไม ท่านประธาน เขียนมาเพื่อให้มวลชนคนที่ตัวเองหาเสียงว่าถ้าได้เสียงข้างมากแล้วจะเลิก จะล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ทันที นี่เป็นการสื่อเจตนานะครับ ท่านประธานครับ เขียนอันนี้มาก็คือว่าเหมือนกับจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา แล้วก็ แก้ไขนิด ๆ หน่อย ๆ ขึ้นมาเพื่อพอเป็นพิธี แล้วก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อที่จะให้ มันเร่งรัดเสร็จทันเวลาในจำนวน ๒๔๐ วัน ผมจึงตั้งข้อกล่าวหาเลยท่านประธานครับ เมื่อก่อน ๑๘๐ วัน ผมก็แปลกใจว่าทำไม ๑๘๐ วันทำรัฐธรรมนูญเสร็จได้อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับที่จะต้องใช้บริหารปกครองประเทศทั้งประเทศมาใช้เวลา ๑๘๐ วันอย่างนั้นหรือ ก็เพิ่งมาถึงบางอ้อในวรรคสองครับท่านประธาน นั่นก็คือมีเตรียมการที่จะเอารัฐธรรมนูญ ฉบับใดฉบับหนึ่งมาดัดแปลง มาแก้นิด ๆ หน่อย ๆ ตัด ต่อ ก่อ และ ทับ อะไรนี่นะครับ หรือ นี่ เพื่อที่จะให้มันเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเป้าหมายมันไม่ได้อยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแต่ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับใดก็ได้ที่ยกร่าง ขึ้นมา ที่เอารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาเป็นต้นแบบเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ปี ๒๕๕๐ ให้ไป เจตนาในการล้มก็คือให้ล้มมาตรา ๓๐๙ ครับ ถ้าไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ การแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่สามารถล้มมาตรา ๓๐๙ ได้ ท่านประธาน การที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แก้เฉพาะมาตรา ๓๐๙ มันก็เป็น การส่อเจตนาเพื่อจะช่วยใคร บางคนที่ติดคดีอยู่ พอช่วยใครบางคนที่ติดคดีอยู่ก็ต้องหา วิธีการที่จะล้มทั้งฉบับ เพื่อจะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๓๐๙ ออกไปครับ เจตนามันแค่นั้นเอง ท่านประธานครับ