รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เจตน์ ศิรธรานน์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมและเป็นประชาธิปไตย โดยเสนอให้ใช้เวลา 300 วันในการดำเนินการ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบยุติธรรมจะไม่สูญเสียความเป็นอิสระและความมั่นคง นอกจากนี้ยังชี้ว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แทนที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัย

นายเจตน์ ศิรธรานน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เริ่ม อภิปรายในวันนี้ผมเป็นผู้หนึ่งที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ๓ วรรค ท่านประธานครับ ก่อนอื่น อยากจะอธิบายถึงความรู้สึกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยตลอดที่ประชุมมา ผมมี ความรู้สึกว่าทางกรรมาธิการไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกเท่าที่ควร เหมือนกับ พยายามจะมีธงมุ่งไปตามร่างที่เสนอมาตั้งแต่ในวาระแรก ทุก ๆ อย่างพยายามจะให้เป็นไป ตามร่างเดิม ในกรรมาธิการมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แล้วก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเหตุ ถึงผลเท่าที่ควร แล้วก็พอเข้าสภาวันนี้เป็นวันที่ ๑๑ ของการประชุม มีความรู้สึกว่า ทางเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายไปมากมาย ยกเว้นในเรื่องของประเด็นซ้ำที่ผมเองนี้ ผมเห็นด้วยว่าในกรณีที่อภิปรายซ้ำซาก มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะว่ามันจะทำให้เสียเวลา แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วผมคิดว่ามันเป็นรายละเอียดซึ่งจะต้องมีเหตุมีผล แน่นอนครับ มันอาจจะวกไปถึงเรื่องที่พูดกันมาแล้วบ้าง ก็เรียกว่าซ้ำบ้าง แต่ว่าไม่ใช่ซ้ำแทบทุกคน ซึ่งตรงนั้นมันก็มากเกินไป แต่ในกรณีที่เพื่อนสมาชิกสงวนคำแปรญัตติไว้ ๑๗๘ ท่าน ไม่นับกรรมาธิการอีกต่างหาก ตรงนั้นผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรพึงกระทำ เพราะว่า ในเรื่องนี้เรามีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้พิจารณาในกฎหมายธรรมดา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ การที่เราเสียเวลามา ๑๑ วันจนถึงวันนี้แล้วมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมก็ยังถือว่ามันเป็นเรื่อง ที่สมควร แล้วก็จริง ๆ เราไม่มีความรีบเร่งมากอย่างที่ทางวิปรัฐบาลต้องการ ผมคิดว่าในกรณีนั้น มันก็มากเกินไป แต่ในกรณีที่เราปล่อยไปธรรมชาติแล้วก็ปรามเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่อภิปรายซ้ำซาก ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่มันจำเป็นที่ท่านประธานจะต้องกระทำ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรที่จะได้พูดปรึกษาหารือกันในที่นี้ แล้วก็ ในกรณีที่ผมเห็นว่ามีการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกน้อยมาก ก็เพราะว่า กรรมาธิการยอมแก้ไขน้อยมากเช่นเดียวกัน เท่าที่ผ่านมาผมก็เห็นว่ากรรมาธิการยอมแก้ไข เพียงในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๕ เท่านั้น เท่านั้นก็ด้วยเหตุผลที่จำเป็นตามที่ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิสิทธิ์ ก็ได้ปรึกษากับคุณหมอชลน่าน ในฐานะที่ท่านเคยเสนอแปรญัตติไปแล้วว่าทางกรรมาธิการไม่รับฟัง แล้วก็เป็นเหตุเป็นผล ตามมา ซึ่งทำให้ในที่ประชุมทางกรรมาธิการต้องเรียกประชุมซ้ำเพื่อจะได้พิจารณาแก้ไข ในมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเรื่องก็ผ่านไปแล้วผมก็จะไม่พูดถึงในที่นี้

มาถึงในมาตรา ๒๙๑/๑๑ กำหนดเวลาการทำงานของ สสร. ในร่างเดิม เสนอ ๑๘๐ วัน อันนั้นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง เป็นเหตุผลเดียวที่ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็คือเพิ่มจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมคิดว่า ๒๔๐ วัน ยังเป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป ผมเห็นว่า ควรจะใช้เวลา ๓๐๐ วัน ๓๐๐ วันตัวเลขมาจากไหน ผมไม่มีโอกาสได้พูดในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเลยว่าทำไมผมถึงแปรญัตติ ๓๐๐ วัน แล้วก็เหตุผลใดทางคณะกรรมาธิการ ถึงไม่รับฟัง ๓๐๐ วัน ผมเอามาจากตัวเลขที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่มีท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ท่านระบุเอาไว้ว่าระยะเวลาสำหรับ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการ ไม่ควรเร่งรัดให้สั้นเกินไป ดังที่เสนอไว้ไม่ว่าจะเป็น ๑๘๐ วันหรือ ๒๔๐ วัน ๓๐๐ วันเป็นเวลาที่ทาง สสร. จะต้องออกไปฟังความคิดเห็น ของประชาชนทั้งประเทศ หรือเรียกว่า ประชาพิจารณ์ ตรงนี้การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ จะทำให้มีการระดมสมองของ สสร. มากขึ้น เพิ่มขึ้น แต่ว่าที่สำคัญมากแล้วก็เหนือไปกว่านั้นก็คือการสร้างกระบวนการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดังนั้นถ้าหากว่าทาง สสร. ออกไปต่างจังหวัดหรือว่า ออกไปในกรุงเทพมหานคร ยิ่งมากมันก็ยิ่งดี ยิ่งเกิดประโยชน์ ผมเสียดายนิดเดียวครับท่านประธาน มาตรา ๒๙๑/๑ ในสมาชิกเองก็พยายามพูดกัน มากมาย ผมขอย้อนกลับไปนิดเดียวว่าตรงนั้นจำนวน สสร. ที่เราเสนอขึ้นมาจะ ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน มันมีที่มาที่ไปว่าเรามีเหตุผลว่าจำนวน สสร. ที่มากเพื่อต้องการให้ออกไป พบปะประชาชน รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้ มากเพียงพอ เพราะว่ามันจะได้สอดคล้องกับจำนวน สสร. ที่มี ไม่ใช่จำนวน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ๒๒ คนก็มานั่งอยู่ในห้องประชุมเพื่อคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ๗๗ คนก็ออกไปต่างจังหวัด ไปรับฟังความคิดเห็น จังหวัดใหญ่ อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร หรือโคราช หรือเชียงใหม่ มันจะรับฟังความคิดเห็นได้อย่างไรครับท่านประธาน จะไปทำประชาพิจารณ์ได้อย่างไร ก็ในเมื่อคนเดียว แล้วก็ต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งจังหวัด กรุงเทพมหานคร มัน ๖.๕ ล้านคนตามสำเนาทะเบียนราษฎร์ แล้วก็มีประชาชนแสนมากกว่านั้นอีก ก็ไม่อยาก จะระบุว่าเท่าไร แต่ผมเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นมันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ทุกหมู่เหล่าได้แสดงออกถึงความต้องการและเจตจำนงทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานพอสมควร และถ้าเราต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แต่ผมแปรญัตติไว้จะพูดในมาตราต่อไปนี่ ถ้าเราต้องการ ให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากที่มาที่ไปของ สสร. ที่ต้องมาจากเลือกตั้ง ที่เราแพ้ไปแล้ว ผ่านไปแล้ว แต่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม ผมถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่มีการสร้างกระบวนการ มีส่วนร่วมตรงนี้แล้วมันก็จะน่าเสียดายที่เราพยายามจะยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ ทางกรรมาธิการหรือตามที่สภาต้องการเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึง เห็นว่าระยะเวลา ๓๐๐ วัน มันจึงเป็นเหตุเป็นผล เป็นระยะเวลาที่สมควร แม้ว่าผมจะมั่นใจ ว่าถึงจะสงวนคำแปรญัตติไปแล้ว แต่เนื่องจากธงของคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็เพียงแต่ว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเพียงแต่ว่าต้องการพูดให้ประชาชนฟังว่า ๓๐๐ วัน มันเป็นระยะเวลาที่สมเหตุสมผลในการไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้นผมจึง เสนอระยะเวลาตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอคือ ๓๐๐ วัน แล้วก็เสียดายจำนวน สสร. ตามที่กล่าวแล้ว อันนั้นก็เป็นวรรคแรกครับท่านประธาน

ในวรรคต่อมาก็คือ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า ทางเจ้าหน้าที่เขาก็ได้สงวนคำแปรญัตติผมไว้ แต่ก็ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ที่แท้จริง ผมแปรญัตติไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทำมิได้ แต่ผมเพิ่มไปอีก ๒ หมวดก็คือ หมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็คือหมวด ๑๐ องค์กรศาล แล้วก็หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมวด ๑๑ ยังแบ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการตอนแรกไม่ได้มีความมั่นใจว่าจะไม่แตะหมวด ๒ คือหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อมีการอภิปรายกันมากมาย แล้วก็ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ยืนยันว่าหมวด ๒ ไม่แตะ ก็เป็นที่มาที่ไป ของในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ตรงนี้ก็ไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย คือไม่แตะหมวด ๑ แล้วก็ไม่แตะหมวด ๒ แต่ว่าก็ไม่ได้พูดไว้ ในร่างว่าไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ แล้วก็เหตุผลที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากพูด ในห้องประชุมก็บอกว่าไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ ทั้งหมวด คือทางเรา ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยต้องการให้ระบุไปให้ชัดเจนว่าไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ นะครับ แต่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็บอกว่าไปบอกอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเวลา เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นฉบับใหม่แล้วมันอาจจะไปอยู่ในหมวดอื่น ผมก็มานั่งคิดดูนะครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญผ่านมาแล้ว ๑๘ ฉบับ มันอย่างไรก็เป็นหมวด ๑ หมวด ๒ แต่ท่าน บอกว่าเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ อย่างไรก็ต้องเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ อยู่วันยังค่ำ มันจะเป็น หมวดอื่นไม่ได้ครับ แต่ว่าเมื่อไม่บอกไปก็ระบุเพียงแต่ว่าหมวดที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐนั้น ผมก็จะตามดูว่าในความหมายท่านไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ จริงตามที่ พูดไว้หรือไม่ เพราะว่าไม่ได้ระบุหมวด ๑ และหมวด ๒ ตามรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนครับ ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทางประชาชนทั่ว ๆ ไปก็ตั้งคำถามไว้เหมือนกันว่าในกรณีนี้ มันเป็นกรณีที่เป็นปัญหาหรือไม่ครับ

ท่านประธานครับ ในกรณีเรื่องของทางที่ผมเพิ่มขึ้นมาเป็นเรื่องของการที่ ไม่แตะหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชน แล้วก็สังคมไม่ไว้ใจ สสร. ที่จะเกิดขึ้น นอกเหนือจากที่มาที่ไปแล้วเขามีความคิดเห็นว่าทางรัฐบาล ทางพรรคร่วม ของรัฐบาลชี้นำ สสร. ได้ อันนั้นเป็นความเชื่อนะครับ ก็คงจะไปต่อว่ากันไม่ได้ว่า เขาเชื่ออย่างนั้น แต่ทีนี้เขาเชื่อว่ากรณีนี้อาจจะไปกระทบหรือมีการเปลี่ยนแปลง ในกระบวนการยุติธรรม เพราะมันมีข่าวลือออกมามากมายท่านประธาน เขามีข่าวลือว่า ประธานศาลฎีกาจะต้องแต่งตั้งโดยรัฐสภา มีข่าวลือว่าจะยุบศาลรัฐธรรมนูญ มีข่าวลือว่า จะยุบศาลปกครองให้เป็นเพียงแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม ยังมีข่าวลืออีกนะครับว่าจะยุบ คณะกรรมการตรวจการแผ่นดินและ ป.ป.ช. เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมพูดเหมือนกับ จะตีตนไปก่อนไข้ แต่ว่าอันนี้มันปรากฏออกมาในสื่อมากมายเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้าง ยาวนาน มันมีข่าวลือที่สร้างผลกระทบ สร้างความเสียหายให้กับทั้งรัฐบาลและ สสร. ที่จะ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความมั่นใจว่า สสร. จะออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ มีมติจากรัฐสภาแห่งนี้ จะทำอย่างไรไม่ให้ไปกระทบกับกระบวนการยุติธรรม แน่นอนครับ มันยังมีปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ในองค์กรต่าง ๆ ของระบบยุติธรรมของเรานะครับ ไม่ได้ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมีเสียบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ผมถือว่าหลัก ๓ หลัก นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ โดยหลักการต้องแยกกัน เป็นอิสระ มันจะต้องมีการสมดุล บาลานซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Balance of power) นะครับ แต่ถ้าเมื่อใด ก็ตามทางฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงระบบยุติธรรมได้แล้ว ตรงนี้ดุลอำนาจจะเสียไป แล้วสิ่งที่จะได้รับก็คือผลกระทบที่ประชาชนจะได้คือ ระบบยุติธรรมก็จะสูญเสียไป ตรงนั้น มันน่าเสียดาย ท่านประธานครับ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปโครงสร้าง ในระบอบประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ประชาชนในขณะนี้เขาเบื่อหน่ายต่อระบอบการเมือง และระบอบรัฐสภาค่อนข้างมาก อยากให้การเมืองนิ่งเพื่อให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า ประเทศไทยบอบช้ำแล้วก็เสียโอกาสไปมากมายแล้ว ถูกเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ก้าวแซงทางด้านเศรษฐกิจและความเจริญไปแล้วมากมาย ท่านประธานครับ สถาบันศาล เป็นสถาบันที่เป็นอำนาจสุดท้ายที่ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นอยู่ ผมและประชาชนจำนวน ที่ผมคิดว่ามากส่วนหนึ่งจึงไม่ต้องการให้แตะหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ด้วย ท่านครับ ในขณะนี้มีองค์กรอิสระในหมวด ๑๑ เพื่อตรวจสอบมากมาย แต่ยังไม่สามารถสร้างความ เกรงกลัวให้นักการเมืองต่อการตรวจสอบในการประพฤติทุจริตและการใช้อำนาจมิชอบ ในขณะที่องค์กรเหล่านี้มีอำนาจมากมายไม่ได้มีความเกรงกลัวของนักการเมืองขึ้นมาเลย แล้วถ้ารัฐธรรมนูญถูกแก้แล้ว เกิดอำนาจการตรวจสอบลดลงโดยการออกแบบของ สสร. แล้ว ผมเป็นห่วงว่าการประพฤติทุจริตย่อมต้องมากขึ้น จึงเชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ แน่นอน ผมจึงแปรเพิ่มข้อความไม่ให้แตะทั้งหมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ตามที่ผมสงวนเอาไว้ครับ

ท่านประธานครับ มาถึงวรรคสุดท้ายของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เปลี่ยนผู้วินิจฉัย มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า จากรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยแก้เป็น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานครับ ผมเองเคยพูดในที่ประชุมกรรมาธิการแต่ว่าก็ได้รับคำชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถจะตีความในกรณีที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ว่ามันจะเป็น การขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ได้ ผมก็มานั่งคิดดูว่าถ้าให้ประธานรัฐสภาหรือรัฐสภาเป็นผู้ตีความด้วยระบบที่ออกแบบ มาด้วยเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากมันไม่ได้สามารถที่จะไปชี้กฎหมายว่า ถูกหรือผิดได้ เสียงข้างมากไม่ได้ตัดสินตรงนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมคิดว่ามันจะต้อง เป็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมายอะไรมากมาย พอดีผมก็ได้เอกสารจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงนามโดยท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยผ่านการปรึกษาหารือจากคณะกรรมการ ที่ปรึกษาของผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งก็มีอยู่ ๑๐ ท่านหรือเรียกว่า ๑๐ อรหันต์ ผมยกมา ประเด็นเดียวครับท่านประธาน เขาหารือมา ๓ ประเด็น เอาประเด็นที่ ๒ แล้วกัน พอดี มันเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้ายที่ผมอภิปรายมาแล้ว ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านเพื่อให้สมาชิกแล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านรับทราบ

ประเด็นที่ ๒ การที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนั้น เป็นการให้องค์กร ทางการเมืองเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งปัญหานี้ ควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยทำนองนี้อยู่แล้ว อาทิ อำนาจวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับหรือคล้ายกับร่างพระราชบัญญัติ ที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ก็ดี อำนาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๘ ก็ให้สมาชิกให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ อันนั้นก็เป็นเรื่องของกฎหมายทั่ว ๆ ไป ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถตีความได้อยู่แล้ว ตลอดจนการที่ให้นายกรัฐมนตรีและ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนทั้งหมด ก็ส่งร่าง พ.ร.บ. ที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญไปให้ศาล ตรงนี้ทำได้ อยู่แล้ว ดังนั้นจึงสมควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย โดยกำหนดเวลาให้พิจารณา วินิจฉัยให้แล้วเสร็จ อันนั้นก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ผมจะไม่อ่านทั้งหมดผมจะมาดู ในวรรคสุดท้ายหนังสือที่เขาตอบมาเขาบอกว่า ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะส่งความเห็นไปยัง กกต. ตามวรรคสาม ถ้านายกรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา หรือ สสร. จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบแล้วนั้น มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เสนอความเห็นต่อประธาน รัฐสภาแล้วให้ประธานรัฐสภาส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็น ดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป ท่านประธานครับ ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่นักกฎหมายที่ท่านเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยการปรึกษาหารือของที่ปรึกษา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นนักกฎหมายมือหนึ่งของประเทศทั้งสิ้นเขาให้ความเห็นมาอย่างนี้ละครับ มันก็เลยสอดรับกับที่ผมแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ผมสงวนเอาไว้ก่อนที่หนังสือ ฉบับนี้จะมา โดยที่ผมไม่ได้รับทราบเรื่องนี้มาก่อน ผมคิดเพียงแต่ว่าถ้าให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นผู้วินิจฉัยกฎหมายว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มันแน่นอน มันก็ต้องอาศัยเสียงส่วนมาก โดยระบอบที่เราสร้างมา แต่ว่าโดยระบอบที่เราสร้างมาเสียงส่วนมากหรือเสียงส่วนใหญ่ มันไม่สามารถชี้ปมของกฎหมายได้ ตรงนี้คือประเด็นที่ผมเห็นว่าผมจำเป็นต้องสงวน คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย แล้วก็มาพูดในห้องประชุมแห่งนี้ แล้วก็จะโยง ไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าที่ประชุมมีมติยืนตามร่างของกรรมาธิการ แน่นอน ผมก็จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าผมสมควรจะอภิปรายในคำสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ หรือไม่ อันนั้นเป็นเรื่องต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับท่านประธาน