รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจำกัดเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ สสร. ทำงานอยู่บนกรอบเวลาที่ไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑๑ และขอให้เพิ่มระยะเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญให้นานขึ้น โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระดับท้องถิ่น

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริง เวทีรัฐสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าเป็นเวทีที่เราพูดกันด้วยเนื้อหาสาระ สิ่งที่ผมพูดมาตั้งแต่ เริ่มอภิปรายจนกระทั่งบัดนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่รู้ดีว่าผมได้พูดในเนื้อหาสาระ ของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างไรครับว่าผมพูดมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเยิ่นเย้อ จะต้องกระชับแล้วก็เขียนบทบัญญัติ หลัก ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นสามารถเทียบเคียงเอาได้ สิ่งที่ผมกราบเรียนไปก็คือว่าเมื่อเราจะมี สสร. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ แล้วผมได้แปรญัตติว่า ๒๔๐ วันที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปเปลี่ยนแปลงจากร่างของคณะรัฐมนตรีจากเดิม ๑๘๐ วันนั้นอย่างไรก็ไม่เพียงพอ ท่านกำหนดไว้ ๘ เดือนครับท่านประธาน เราพูดความจริง กันก่อนสิครับว่า สมมุติว่าวันที่เราได้ สสร. แล้วท่านไปกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยครับว่า สมาชิกภาพของ สสร. เริ่มต้นในวันที่มีการเลือกตั้งแล้วก็วันที่มีการคัดเลือกในรัฐสภา นั่นหมายถึงว่าเวลากว่าที่เขาจะเข้ามารายงานตัว ทำความรู้ความเข้าใจ จัดเจ้าหน้าที่ ดูแลต่าง ๆ ชี้แนะในการทำงาน มีการประชุมร่วมกันครั้งแรกมันเสียเวลาไปแล้วครับ อย่างน้อย ๆ กว่าจะเริ่มได้ก็ต้อง ๗ เดือน พอ ๗ เดือน ท่านประธานที่เคารพครับ กว่าที่ประชุม สสร. จะได้มีการพูดคุยพูดจากัน ผมพูดว่ายกตัวอย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามี ๓๐๙ มาตรา มาตราละวันนะท่านประธาน เอาแค่ง่าย ๆ เลยครับ ประชุมกันทุกวัน ว่ากันหมด มาตราละวัน ๓๐๙ วันแล้วครับ ๓๐๙ วันมันเกินเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก มอบหมาย สสร. ให้เขาไปทำแล้วนะครับ ถ้า ๓๐๙ วันอย่างที่ผมพูด นั่นหมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปแล้วนะครับ แล้วท่านประธานต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าคนที่จะ มาเป็น สสร. บางคน บางท่านมีความตั้งใจ แต่หลายท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ อาจจะ ไม่มีความรู้ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ในการตีความรัฐธรรมนูญ ทำความเข้าใจ รัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ เมื่อเราไปจำกัดเวลาอย่างนั้น ทำให้ สสร. ต้องทำงานอยู่บนกรอบกติกาของเวลา แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่ากรอบกติกาเวลา ที่เราให้เขาไป ท้ายที่สุดผมเชื่อว่า สสร. เขาต้องผลักดันให้จบภายใน ๒๔๐ วันตามที่ท่าน กำหนด เพราะคงไม่มี สสร. ท่านไหนรู้สึกแล้วทำงานไม่ได้ทันตามกำหนดแล้วท้ายที่สุด ถูกยุบสลายไปโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่าทำไม่ทันตามที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นเขาต้องทำให้ทันครับ เมื่อทำให้ทันมันก็จะอยู่บนพื้นฐานของเวลา แล้วท้ายที่สุด กรรมาธิการเสียงข้างมากรับประกันผมได้ไหมครับว่าด้วยเวลาที่จำกัดแบบนี้ ท่านมั่นใจ ได้อย่างไรว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่เราคาดหวังกัน ที่เราเชื่อมั่นกันว่าคนที่จะเข้ามาทำแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นจะทำได้อย่างมีความรอบคอบ มีความตั้งใจ แต่ถ้ามีเงื่อนเวลาจำกัด แล้วท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญออกมาไม่ดี เราก็ต้องรับผิดชอบครับในฐานะที่เราเป็นสมาชิก รัฐสภา เป็นคนเริ่มต้นกระบวนการที่จะให้เกิด สสร. ขึ้น นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับ ท่านประธาน

ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ มีด้วยกัน ๖ วรรค ผมจะอภิปรายเพียง ๓ วรรคครับ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา วรรคแรก ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เขียนไว้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ผมแก้ไขเป็น ๓๖๐ วัน ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปเบื้องต้น

ส่วนรายละเอียดของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใดจะเอามาเป็นต้นร่าง ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ ผมจะไม่อภิปราย

การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุ กระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ผมไม่ได้แปรญัตติ ไว้ผมก็จะไม่อภิปราย

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย ผมไม่ได้แปรญัตติ ผมเห็นด้วยว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญนั้นต้องรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด และแน่นอนครับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พูดกันมากครับว่า ขอให้ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึง ท่านเขียนไว้ว่าให้ทั่วทุกภูมิภาค ท่านสมาชิก กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี สมาชิกรัฐสภาก็ดี ตั้งข้อสังเกตครับ ทั่วภูมิภาคไม่พอ บางคน บอกทุกจังหวัด แต่ผมว่าต้องมากกว่านั้นครับ อย่างน้อยต้องทุกอำเภอ เพราะถ้าทุกตำบล มันก็จะเกินไปครับท่านประธาน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ตำบล หรืออำเภอ หรือตำบลนี้นะครับ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของการยากลำบาก แต่ถ้าทุกอำเภอน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ก็ฝากข้อสังเกตไปว่า สสร. ที่มาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชนจริง ๆ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะสนับสนุนก็คือจะต้องทำให้พี่น้องประชาชนยอมรับ และเมื่อยอมรับวันที่ท่านร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เขาไปลงประชามติ เขาจะได้รู้ เขาจะได้เข้าใจ แล้วเขาจะได้ลงประชามติด้วยความเข้าใจที่แท้จริงว่าสิ่งที่ท่านไปดำเนินการให้นั้นเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ซึ่งผมเห็นด้วย

ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งในร่างเดิมมีแค่นี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ผมจะไม่อภิปรายในส่วนแรก แต่ผมจะอภิปรายในส่วนที่ ๒ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แปรญัตติเพิ่มเติมในวรรคห้านี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ท่านไป บัญญัติว่าหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่าตอนที่มีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ความไม่สบายใจอย่างหนึ่งของพี่น้องชาวไทยทุกคน รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ ท้ายที่สุดก็มาเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เราพูดกันตลอดเวลาครับว่าในสภาวการณ์ ปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่พวกเราเคารพนับถือ การที่ไปเขียน รัฐธรรมนูญให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะยืนยัน กับพี่น้องประชาชนว่าท้ายที่สุด สสร. ที่จะไปร่างใหม่ จะมีแนวความคิดมีวิธีการที่จะเขียน รัฐธรรมนูญ แล้วก็เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์อย่างไร พวกเราครับต่อสู้ร่วมกับ พี่น้องประชาชน ต่อสู้กันอย่างมากเลยครับ แล้วก็เกิดปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ในเรื่องนี้พอสมควร กรรมาธิการหรือรัฐบาลเองก็ดี ในช่วงแรกไม่ตอบสนองข้อต่อสู้ หรือข้อเรียกร้องของพวกเราครับ แต่เมื่อท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนซึ่งเขามีความรู้สึก เขาไม่สบายใจว่า สสร. ที่เกิดขึ้นแล้วสามารถที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าไม่ได้เขียน ข้อจำกัดไว้จะมีหลักประกันอะไรว่าจะไม่มีการไปเขียนในเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ มีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะเปลี่ยนลักษณะในสิ่งที่เราไม่สบายใจ ผมดีใจครับ แม้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะเพิ่มเติมข้อความในวรรคนี้เพราะแรงกดดัน ของพี่น้องประชาชน หรือเพราะการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังของพรรคฝ่ายค้าน หรือ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท้ายที่สุดท่านเพิ่มเติมเข้ามา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การที่ท่านเพิ่มเติมมาในลักษณะแบบนี้ผมยังมีความไม่สบายใจและผมจำเป็นต้องตั้ง ข้อสังเกตกับการเพิ่มเติมของท่านว่าท่านเพิ่มเติมมาเพื่อลดความกดดันของสังคม แต่ท้ายที่สุดท่านยังมีเจตนาอะไรอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุน ความคิดเห็นของผมครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ การแก้ไขท่านบอกว่าห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ เมื่อเรามาหยิบยกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านใช้คำว่า หมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งตรงกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในพุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๑ ครับ หมวด ๑ เขาเขียนว่า หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด ๔ หน้าที่ของชนชาวไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๖ รัฐสภา แล้วก็มีหมวดอื่น ๆ ท้ายที่สุดรวมกัน ทั้งหมด หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และวันนี้ท่านก็แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยท่านเพิ่มหมวด ๖ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ การที่ท่านใช้ข้อความว่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ ท่านจงใจ ตั้งใจที่จะให้ สสร. ไม่ไปแตะเฉพาะในหมวด ๒ แต่ในฐานะ พสกนิกรชาวไทย ในฐานะท่านเป็นสมาชิกรัฐสภาใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกันทุกวัน ผมเชื่อดีครับท่านทราบดีว่าหมวดเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีเฉพาะหมวด ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เราพูดกันมากครับว่าอย่าแตะต้องหมวด ๒ และพระราชอำนาจของพระองค์ ทำไมเราพูดอย่างนี้ครับเพราะในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากหมวด ๒ ที่ระบุถึงพระมหากษัตริย์แล้วแทบจะทุกหมวดครับ มีเรื่องพระราชอำนาจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือพระมหากษัตริย์ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานง่าย ๆ ยกตัวอย่างให้ท่านสมาชิกที่ติดตามฟังและพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนได้รับรู้ถึงเข้าใจในประเด็นนี้ไปพร้อมกัน ผมเปิดขึ้นมานี่นะครับ เจอหน้า ๑๔๒ แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ พระราชทานอภัยโทษ เห็นไหมครับ หมวดนี้ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ แต่เป็นพระราชอำนาจ ของพระองค์ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์ เรียกคืนเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ ตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการ ประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ผมจะไม่อ่านทั้งหมดครับ แต่ผมเปิดดูแล้ว มีเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่ต่ำกว่า ๕๐ มาตรา แต่ที่ผมเปิดมาแล้วมันเปิดขึ้นมาเจอ แล้วผมเชื่อว่าตรงกับประเด็นของความรู้สึก ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่กำลังพูดถึงกันในวันนี้ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ เรายอมรับความจริงกันก่อนนะครับ ท่านประธานว่ามูลเหตุในการริเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่ามูลเหตุ อย่างหนึ่งก็คือท่านคิดว่ามีการดำเนินคดี มีบุคคลที่ได้รับโทษหรือมีคนที่ถูกกระบวนการ ยุติธรรมในช่วงที่มีการรัฐประหารอย่างที่ท่านบอก แล้วท่านก็หยิบยกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะให้ความเป็นธรรมกับบุคคลเหล่านั้น ผมก็มีสิทธิที่จะสงสัยครับว่าการที่ท่านเขียนว่า อย่าไปเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ นั่นหมายถึงหมวด ๒ แต่ท่านก็รู้ดีครับว่า พระมหากษัตริย์ไทยมีพระราชอำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอีกหลายประการ และประการหนึ่งที่สำคัญก็คือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน คือทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ในการพระราชทานอภัยโทษ ผมต้องอภิปรายครับท่านประธาน ในฐานะผมเป็นนักกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมต้องได้รับการดูแล อย่างเท่าเทียมกัน ผมถึงบอกท่านประธานอย่างไรครับว่าเวลาเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่าเขียนเยอะ เขียนเลยครับว่า ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ท่านเขียนเท่านี้ละครับ คนที่ถูกละเมิดสิทธิต่าง ๆ ในสังคมไทยผมเชื่อว่ามีเยอะครับ มีมากกว่าคนที่ถูกศาลพิพากษาในคดีอาญา ในเหตุการณ์ของการก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารมีเยอะครับ คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐยัดเยียดข้อหา กระทำการไม่เป็นธรรมในสังคม ที่ผมพูดนี่กำลังพูดถึงคนทั่วไป คนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาควรจะได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมี ประเด็นเรื่องของการที่จะให้โทษของคนที่ได้รับโทษในช่วงที่ท่านบอกว่ามีการรัฐประหารก็ดี คนที่ทำผิดก็ดี จะได้ไม่ต้องรับผิด ผมก็เลยไม่สบายใจเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมว่า อย่าแตะต้องเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์ เสมือนหนึ่งท่านไม่รู้ครับว่าในหมวด พระมหากษัตริย์นั้นเป็นแค่หมวดที่ระบุในสถานะของพระองค์ท่าน แต่หมวดอื่นที่ไม่ได้เขียนไว้ ในหมวด ๒ นั่นคือพระราชอำนาจ ที่ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนเราเทิดทูนและเราเคารพ แล้วเราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่สังคมไทยแตกต่างจากสังคมประเทศอื่น วันที่เรามีภัยรุกรานประเทศ ประเทศร้อนเป็นไฟ กี่ครั้งกี่หนแล้วครับพระองค์ท่านปัดเป่า แล้วก็นำประเทศกลับสู่ ความสงบสุข นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีไม่เหมือนที่อื่น เรามีความผาสุกตลอดเวลาที่อยู่ใน ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นความผูกพันระหว่างสังคมไทย กับพระมหากษัตริย์จึงมีอย่างเปี่ยมล้น จึงมีแทรกอยู่ในทุกอณูของความเป็นไทย ของคนไทย ทุกคน ผมไม่สบายใจครับ ที่จะต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรานี้ ท่านจะเปลี่ยนแปลง ข้อความเพิ่มเติมในวรรคห้าเพื่อลดความกดดันของสังคมอย่างไร เป็นเรื่องที่ท่านต้องตอบ สังคม แต่เมื่อผมมาดูแล้วเจตนาการแก้ไขแค่นี้สำหรับพวกผมไม่พอครับ ท่านจะต้องไม่แตะ พระราชอำนาจของพระองค์ท่านด้วย และพระราชอำนาจของพระองค์ท่านมีหลายเรื่อง อย่างที่ผมกราบเรียน และผมจะคอยดูครับ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทุกคนก็จะติดตามดูว่า ท้ายที่สุดสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขในส่วนของพระราชอำนาจหรือไม่ อย่างไร