รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และไม่เห็นด้วยกับวิธีการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ผมนึกว่าจะได้มีเวลาอ่านเพิ่ม กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่า ในส่วนนี้นี่นะครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันอยู่บนพื้นฐานของคน ๒ กลุ่มครับ คนกลุ่มหนึ่งสนับสนุนเลยครับ อีกกลุ่มหนึ่งคัดค้านเต็มที่ ถามว่าทำไมเขาคัดค้าน เพราะว่าเขาหวาดระแวงและหวาดกลัว ถามว่าทำไมเพราะมันมีข่าวตามสื่อมวลชน จะจริงจะเท็จไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันต้องรอดู อนาคต เขาหวาดระแวงว่าแก้ไขครั้งนี้ จริง ๆ แล้วมันมีเรื่องอื่นแอบแฝงอยู่ไหม เขาหวาดกลัวว่าจะเป็นการไปแตะต้องสถาบันสำคัญของเขาไหม เขาหวาดกลัวว่าจะทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในประเทศเกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นไหม ผมถึงเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องทำให้เกิดความมั่นใจ ความเชื่อมั่น เพื่อลบล้าง ความหวาดระแวงและความหวาดกลัวนี้เสีย เพราะสุดท้ายเขาก็กลัวหนักว่า ถ้าออกมาแล้ว มันมีปัญหาจะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผมถึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก แล้วของรัฐสภาแห่งนี้ ที่ต้องช่วยกันดับไฟแต่ต้นลม ให้ความหวาดระแวง ความหวาดกลัวมันไปเสีย ผมถึงได้ พยายามเน้นเรื่องการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อไปคุ้มครองสิทธิของประชาชน เสรีภาพของประชาชน สิทธิ ของประชาชนตามกฎหมาย ส่วนเรื่องโครงสร้างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบัน เรื่องของรูปแบบการปกครอง หรือเรื่องศาล หรืออะไรนั้น เราจะไม่ไปแตะ เพราะผมคิดว่า รายละเอียดของแต่ละเรื่องนั้น อย่างที่ท่านประธานพูดเมื่อครู่ครับ ที่ท่านประธาน เตือนท่านสมาชิกท่านอื่นว่า การทำเรื่องนั้นเขาไปออกกฎหมายต่างหาก เขาไปทำกฎหมาย ต่างหากอีกเรื่องหนึ่ง นั่นละครับ ผมคิดว่าเรื่องอย่างนั้นละครับที่เราควรจะต้องทำให้เกิด ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและความเข้าใจกับรัฐสภานี้ด้วย ว่าการปรับปรุงแก้ไขอันนี้ มันไม่ได้ลงไปถึงเนื้อหาสาระในรายละเอียด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ ๆ ที่มันมีโครงสร้างที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ไปแตะไม่ไปยุ่งเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถึงได้เรียนท่านประธาน

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ คือวรรคสุดท้าย วรรคสุดท้ายของคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขนะครับ โดยมีเนื้อความของกรรมาธิการดังนี้ครับว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขเลยนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมตัดทิ้งหมดเลย ถามว่าทำไมครับ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าถ้อยคำ ก็เห็นชัดแล้วครับ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ได้รัฐธรรมนูญ แปลว่ายังไม่ได้เกิด ยังเป็นแค่ร่าง เป็นกระดาษ ยังไม่ได้ตัวตนที่แท้จริง ยังไม่มีชีวิต แปลว่าเราสามารถเอาร่างพวกนี้ มาเข้ารัฐสภา แล้วก็อภิปรายถกเถียงกันครับ เมื่ออภิปรายถกเถียงกันแล้ว ถ้าเสียงข้างมาก เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าร่างนี้มันไม่ดีตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน หรือแม้กระทั่งเห็นว่า มันไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพวกเราหรือของการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง เราก็ไม่รับ มันก็เท่านั้นละครับ แต่การที่ท่านไปเขียนบอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ ท่านประธาน ไปดูมาตราอื่นนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไปดูด้วย ท่านเป็นนักกฎหมาย ท่านต้องดูกฎหมาย ต้องใช้คำเดียวกัน ทำไมมาตราอื่นเวลาพูดถึงรัฐสภาท่านใช้ว่ามีมติละครับ แล้วทำไมทีมาตรานี้ วรรคนี้ท่านใช้คำว่ารัฐสภาวินิจฉัยละครับ ทำไมท่านไม่ใช้คำว่า มีมติ แปลว่าการมีความเห็น ๒ เรื่องในเรื่องอื่นที่ใช้คำว่ามีมติ กับอันนี้มันต้องทำคนละแบบสิครับ ก็แปลว่าท่านกำลังมีเจตนารมณ์บอกว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ไม่ใช่มีมตินะครับ ก็แปลว่าอาจจะต้องตั้งคณะย่อยไปวินิจฉัยหรือเปล่า แล้วให้ความเห็น กลับเข้ามาในนี้ หรือว่าวินิจฉัยกันในนี้ แล้วเมื่อวินิจฉัยเสร็จแล้ว ผลของการวินิจฉัย ต้องเป็นมติไหมครับ หรือต้องทำอย่างไร เพราะว่าในมาตราอื่นท่านเขียนชัดว่าต้องเป็นมติครับ แต่อันนี้เพียงวินิจฉัยครับ แล้วหลักของการสรุปบทวินิจฉัยคืออะไร แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่า มันเป็นเพียงแค่ร่างครับ มันยังไม่ผ่านครับ บางท่านอาจจะบอกว่าให้ไปศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็คิดว่ามันไปไม่ได้ เพราะผมคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามันยังเป็นร่างอยู่ครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ที่ต้องพิจารณามีมติ แต่ผมไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับกรรมาธิการ แล้วก็ไม่มีโอกาส ได้ทำความเข้าใจกับท่านประธานมากนักในเรื่องนี้ ผมจึงไม่สามารถเข้าใจเหตุผล และเจตนารมณ์ที่ได้ใส่คงอันนี้ไว้ แล้วต้องการให้รัฐสภาทำงานแบบไหน เพื่อวินิจฉัยร่าง ทั้ง ๆ ที่นี่กำลังพิจารณาร่างอยู่ครับ แบบเดียวกันครับไม่ต่างกันเลย สุดท้ายถ้าที่ประชุม ของรัฐสภามีมติไม่รับร่างที่เรากำลังพิจารณาก็ตก อันนี้ก็เหมือนกันครับ แล้วทำไม ท่านไม่เขียน ถ้าท่านจะเอาไว้ ทำไมท่านไม่เขียนว่า จะมีนะครับ ถ้ารัฐสภามีมติ แล้วทำไม ต้องต่างกัน ท่านมีเหตุผลพิเศษ ตรงไหน อย่างไร ผมก็เรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ครับว่า ผมไม่สามารถเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมจำเป็นต้องขอสงวน ความเห็นไว้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ