วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอให้ยุติกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อสภาสิ้นสุดอายุหรือยุบสภา เพื่อป้องกันช่องโหว่ทางการเมืองและเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการเมือง โดยชี้ประเด็นที่อาจกระทบการปกครองระบอบประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมเสนอหลักประกัน 4 ประเด็นเพื่อลดความหวาดระแวงของสังคม และเน้นย้ำข้อกังวลต่อจุดบกพร่องในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เชื่อมโยงกับมาตรา ๓ และ ๑๓๖ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขเดิมในการเปิดประชุมรัฐสภา
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมก็ต้องย้ำไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากและเพื่อนเสียงข้างมากถึงประเด็นนี้ว่า เรื่องนี้ท่านก็พยายามผูกมัด รวบรัด เพื่อให้คณะ สสร. ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการ แล้วผมถือว่าการที่ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือเมื่อมีการยุบสภา ผมถือว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ผมย้ำถ้าไม่มีการประท้วง ผมสรุปย้ำจบไปแล้ว แต่อย่างนี้มันต่อลำบากเหมือนกัน กำลังจะต่อให้เห็นว่าในเมื่อ พี่น้องประชาชน รัฐบาล นักการเมืองมีความเชื่อมโยงกัน อะไรก็แล้วแต่ถ้าถึงขนาดมีการยุบสภา สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง สิ่งที่เป็นข้อกังขาของสังคมมันต้องจบครับ แต่ในวรรคนี้ ของมาตรานี้ท่านกำลังจะทำให้สิ่งที่เป็นข้อกังขาของสังคม สิ่งที่สังคมหวาดระแวงมันไม่จบ ไปตามรัฐบาล หรือไม่จบไปตามสภาแห่งนี้ ดังนั้นอะไรก็แล้วแต่ถ้าเป็นสิ่งดี ๆ สิ่งที่สังคมชื่นชอบ กระแสสังคมเรียกร้องว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการปฏิรูปการเมือง ให้นักการเมืองดี ๆ นักการเมืองใหม่ ๆ เข้ามา ผมเชื่อว่าสังคมรับได้ แต่ขณะนี้สังคมกำลัง กังขากับประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้นข้อคิดเห็นของผมจึงเสนอไปว่าการที่สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือยุบสภาเราควรให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันเสร็จสิ้นต้องยุติลง และอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อนเสียงข้างมากว่าผมกล้ายืนยัน ต่อให้ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็แล้ว แต่ถ้าตราบใดที่เรายังไม่เปลี่ยนพวกเรากันเอง ถ้าจะแก้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันก็เป็นช่องโหว่ครับ มันก็ต้องเป็นปัญหาอยู่ดี เพราะผมจำได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ ท่านเคยประกาศโฆษณานักโฆษณาหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด แต่พวกเราท่านจำได้ไหมครับในช่วงที่มีการยุบสภาเราเกือบจะ มีการทำสัตยาบันว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ณ วันนั้นมันมีช่องว่างที่นำไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อนำไปสู่ ขณะนั้น ผมจำได้ว่าคือ กกต. ถูกศาลพิพากษาจำคุก ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนเพื่อเตือนสติ เพื่อนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าต่อให้ท่านแก้อย่างไรก็แล้วแต่ ยิ่งการแก้ผูกมัด ท่ามกลางสังคมที่มีความหวาดระแวงในการแก้ครั้งนี้มันก็ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น ดังนั้น ความเห็นของผม ผมจึงแปรญัตติไปเป็นประโยคที่ว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันเสร็จสิ้นลง นี่คือ คำแปรญัตติของผมแต่ท่านจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นสิทธิของเสียงข้างมากครับ
ประเด็นถัดมา ท่านได้มีการพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบ ของรัฐ และเพิ่มเติมคือ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ ผมก็ต้องเล่าให้กับท่านประธานคณะกรรมาธิการฟังนิดหนึ่งครับ เพราะว่า เรื่องนี้ก็ได้มีการถกกันในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เพราะก็ต้องทวนความทรงจำพวกเราทุกคน ที่ประชุมร่วมกันมาเป็นเดือน ๆ ผมก็บอกคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าถ้าเราสามารถ ทำให้สังคมไม่มีความหวาดระแวงใน ๔ ประเด็น ก็คือหมวดที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ การแทรกแซงศาล การแทรกแซงองค์กรอิสระ และการนำไปสู่การนิรโทษกรรมบุคคล บางกลุ่ม ถ้าสามารถให้หลักประกันในการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ ผมว่าสังคมจะคลาย ความหวาดระแวงลง และหลังจากที่เรามีการถกกันไปถกกันมา ที่ประชุมก็ยอมรับแค่ ๑ ประเด็น ๑ ประเด็นที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ คือเนื่องจากว่าในขั้นต้นแล้วในร่างของรัฐบาล ซึ่งเป็นร่างหลักในการพิจารณาเขียนแค่ประเด็นคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปรัฐจะกระทำมิได้ ลำพังประโยคแค่นี้พวกเรามองว่ามันยังไม่เกิด ความน่าไว้วางใจ เพราะว่าหลาย ๆ ประเทศมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นประเทศเขมร แต่เราถือว่าสถาบันอันเป็นที่เคารพ สักการะของคนไทยคือสถาบันพระมหากษัตริย์ผูกพันกับสังคมไทยมากกว่าประเทศเขมร เพราะฉะนั้นลำพังตอนแรกที่ร่างของรัฐบาลเขียนมาลอย ๆ ไว้แค่นี้เราจึงมองว่า มันไม่เพียงพอ และผมก็ต้องขอขอบคุณเสียงข้างมากที่สุดท้ายได้มีการเพิ่มเติมประโยคที่ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ และผมก็ อยากจะฝากนะครับว่ามันยังมีอีก ๓ ประเด็น ที่พวกเรายังมีความหวาดระแวงอยู่ เกิดถ้า ท่านเสียงข้างมากมีช่องทางในการเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้พวกเราตลอดจนพี่น้องประชาชน ที่เขาหวาดระแวง เขาสบายใจผมว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันราบรื่นขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นที่คล้าย ๆ กับเมื่อวานนี้ ในร่างของรัฐบาลได้เขียนไว้ว่า ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป นี่คือร่างของรัฐบาล ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่าตรงนี้ผมถือว่าเป็นจุดบกพร่องในการรีบแก้ไข ของคณะกรรมาธิการครับ ที่ผมกล้าว่าเพราะเป็นจุดบกพร่องอีกอันหนึ่งที่เราค้นพบเจอ เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้เราได้เจอแล้วอีกข้อหนึ่ง ก็คือมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ท่านประธานสามารถ ก็ยืนยันว่าประโยคที่บอกว่า อื่น ๆ มันสามารถตีความครอบคลุมกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิ้นสมาชิกภาพ ประโยค อื่น ๆ ที่ท่านได้อ่านให้ผมฟังเมื่อวานนี้ แต่ผมก็ปรึกษานักกฎหมาย เขาบอกว่าการเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มันสละสลวย เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ จะถูกเชื่อมโยงไปตามมาตราต่าง ๆ ท่านจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ เช่น คำว่า ศาลฎีกาพิพากษา หรือวินิจฉัย สสร. สิ้นสมาชิกภาพใส่เข้าไปด้วย แต่ท่านใช้คำว่า อื่น ๆ เป็นคำอธิบาย วันนี้ผมก็เจออีกประเด็นหนึ่งถ้าสมมุติว่าเสียงข้างมากยกมือไปตามท่านโดยไม่มี การเปลี่ยนแปลง ท่านดูวรรคสุดท้ายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๑ ให้รัฐสภา วินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า เท่ากับว่าท่านกำลังจะให้มีการเปิดประชุม รัฐสภาเพื่อวินิจฉัย แต่เนื่องจากว่าการเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๖ มันถูกเชื่อมโยง ไปที่มาตรา ๓ อันนี้ต้องฟังช้า ๆ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจะประท้วงผม แล้วก็เรียกร้อง เพื่อนกรรมาธิการทุกท่านฟังช้า ๆ ตามผม เราจะได้เห็นมุมว่าขณะนี้มีจุดโหว่ขึ้นมาอีก ๑ จุด หลังจากที่เรามีเวลาในการถกกันมากขึ้น เนื่องจากว่ามาตรานี้จะถูกเชื่อมโยงไปที่มาตรา ๓ ในมาตรา ๓ ได้พูดถึงการเพิ่มข้อความตามมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาในกรณี ผมจะสรุปสั้น ๆ ว่า เช่น ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการตามมาตรา ๑๙ การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการ ต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๒๑ อื่น ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เท่ากับว่ามาตรา ๑๓๖ คือการเปิด ประชุมรัฐสภาก็จะมีข้อต่าง ๆ ๑๖ ข้อเขียนไว้ว่าต้องเป็นไปตาม ๑๖ ข้อนี้ มาตรา ๑๓๖ จึงให้ที่ประชุมรัฐสภาเปิดพิจารณาร่วมกัน เมื่อต่อไปที่มาตรา ๓ มาตรา ๓ ก็เขียนเพิ่มไว้อีก ๒ ข้อ เป็น (๑๗) และ (๑๘) (๑๗) บอกไว้ว่าการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ๒๒ คนนั้น ที่ประชุมจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบใน (๑๗) ๒๒ คน ที่เป็น สสร. มีเพิ่มเติมคือในมาตรา ๓ คือ (๑๘) ว่ามาตรา ๑๓๖ จะเปิดรัฐสภาได้ก็คือ การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งบังเอิญเพื่อนถ้าไม่ได้เป็นกรรมาธิการอาจจะยังอ่านไม่ถึงอันนี้เราเข้าใจตรงกัน ซึ่งอันนี้ เราถือว่าเราเห็นชอบ แต่เนื่องจากว่าในมาตรานี้ ๒๙๑/๑๑ วรรคสุดท้าย