สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๙๐ คน
นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

เรื่อง แจ้งมติคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ประสาน ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ประสาน ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งติดตามให้มีการ ปฏิบัติตามประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีมติแจ้งให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญรับทราบว่า หากท่านสมาชิกมีข้อเสนอแนะ การดำเนินการ การออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ขอให้ส่งมาที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้ข้อเสนอแนะ ประสาน ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ เพื่อจะได้รวบรวมข้อเสนอแนะ ประสานงาน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ ได้แจ้งให้ คณะกรรมาธิการของสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกคณะรับทราบด้วยแล้ว จึงขอแจ้งให้ ที่ประชุมรับทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

จากวาระที่ ๑ ไปวาระที่ ๒

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม คราวนี้ไม่มีนะครับ ไปวาระถัดไป

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่ค้างพิจารณา ครั้งนี้ไม่มีนะครับ ไปวาระต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องเสนอใหม่

๔.๑ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ

คราวที่แล้วเราฟังของภาคใต้ไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ใน ๔.๑ นี้ เราจะฟังของภาคเหนือ

ผมขออนุญาตเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ ขอเรียนเชิญครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

วันนี้เราจะฟัง ๓ ภาคที่เหลือนะครับ ในวันนี้ เพราะว่าคราวที่แล้วฟังภาคใต้ไป เพื่อให้ท่านประชาชน ที่เข้ามาร่วมในรายการได้ทราบว่า กรรมาธิการไปฟังมาแล้ว ก็เอามารายงานให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญรับรู้ รับทราบนะครับ ให้ครบถ้วนนะครับ จริงอยู่การฟัง ยังไม่สิ้นสุดนะครับ ทราบว่ารายการต่าง ๆ นี่เกือบทุกภาคจะพยายามให้สิ้นสุดในวันที่ ๒๐ หรืออาจจะต่อไปอีกเล็กน้อยนะครับ อย่างไรก็ตามนั้น ก็จะมารายงานในวันนี้ เหลืออีก ๓ ภาค ให้ครบ พร้อมแล้วนะครับท่าน ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ ครับ เชิญครับ

นายวิชัย ศรีขวัญ ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายวิชัย ศรีขวัญ ประธานคณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ ขออนุญาตนำคณะ รายงานความคืบหน้าของการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัด ภาคเหนือ ในรอบที่ ๒ ดังนี้ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนภาคเหนือ ประกอบด้วย กระผม นายวิชัย ศรีขวัญ เปึนประธาน นายประวิทย์ อัครชิโนเรศ รองประธาน คนที่หนึ่ง นายสามขวัญ พนมขวัญ รองประธาน คนที่สอง นายสวิง ตันอุด เลขานุการ นายศักดิ์นรินทร์ เขื่อนอ้น ผู้ช่วยเลขานุการ นายวีนัส ม่านมุ่งศิลปี โฆษกกรรมาธิการ นายชาติชาย แสงสุข ผู้ช่วยโฆษกกรรมาธิการ นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นายชนินทร์ บัวประเสริฐ นายนิตย์ วังวิวัฒน์ นายสมชัย ฤชุพันธุ์ และนายสว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ เปึนกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมทุกสัปดาห์ จนถึงขณะนี้ประชุมแล้ว ๑๒ ครั้ง กรรมาธิการได้มีการตั้งเปัาหมายในการรับฟังความคิดเห็น และส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือไว้ดังนี้ ๑. เปึ้นการสร้างความเข้าใจ ไปดำเนินการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดภาคเหนือ ให้แก่ กรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัดทุกจังหวัด ๒.ให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนพระประมุข และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทุกวัย ในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับภาค ๓. ส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยช่องทางอื่น ๆ ได้แก่ การสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ที่ ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการเป่ดโอกาสให้ประชาชน ส่งความเห็นมาทางจุดหมาย หรือสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) เปึนต้น ซึ่งในรอบแรกได้ รายงานแล้วนั้น ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือได้มีการจัดทั้งสิ้น ๑๕๔ ครั้ง มีผู้ร่วมเวที ๒๓,๒๓๙ คน สําหรับในการจัดรับฟังความคิดเห็น ในรอบที่ ๒ ซึ่งเปึนการจัดหลังจากที่ ได้มีร่างรัฐธรรมนูญออกไปแล้วนั้น ทางกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วม ได้มีการจัดประชุมสัมมนาร่วมกับกรรมาธิการวิสามัญและสามัญประจำภาคเหนือนั้น ได้มีการประชุมกับทางกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด เพื่อซักซ้อมความเข้าใจถึง วิธีการนำเสนอข้อมูลการจัดเก็บข้อมูล เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๐ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อจากนั้นกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดได้มีการจัดทำแผน เพื่อรับฟังความเห็นประชาชน ในรอบที่ ๒ ช่วงตั้งแต่ วันที่ ๒ พฤษภาคมเปึ้นต้นมา โดยมีการเตรียมการทั้งสิ้น ๑๗ จังหวัด รวม ๒๐๐ เวที จะมีผู้เข้าประชุมประมาณ ส่องหมื่นสองพันคน โดยจังหวัดเชียงใหม่จัดทั้งสิ้น ๕ เวที จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕ เวที จังหวัดลําพูน ๕ เวที จังหวัดลําปาง ๓ เวที จังหวัดเชียงราย ๑๐ เวที จังหวัดพะเยา ซึ่งนอกจากจัดที่จังหวัด อำเภอ แล้ว ยังไปถึงระดับตำบล จึงมีจำนวนถึง ๖๗ เวที จังหวัดแพร่ ๘ เวที จังหวัดน่าน และพิษณุโลก จังหวัดละ ๖ เวที จังหวัดตาก ๙ เวที สุโขทัย ๙ เวที จังหวัดอุตรดิตถ์ทั้งหมด ๕ เวที จังหวัดเพชรบูรณ์ ๑๑ เวที จังหวัดนครสวรรค์ ๕ เวที จังหวัดกำแพงเพชร ๒๒ เวที จังหวัดพิจิตร ๑๓ เวที และจังหวัด อุทัยจะจัดทั้งสิ้น ๑๒ เวที นอกจากการจัดเวทีของกรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัดแล้ว ระดับภาคเองได้มีการจัดกลุ่มจังหวัดให้กรรมาธิการวิสามัญ ประจำจังหวัด รวมทั้ง แกนน้ำกลุ่มอาชีพของจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๔๕ คน ได้มาร่วมประชุมสัมมนา เพื่อตรวจสอบ ทบทวน และเพิ่มเติมประเด็นทุกประเด็นให้ครบสมบูรณ์นั้น ทั้งหมด ๔ ครั้ง โดยในครั้งแรกจัดไปเ มื่อ วำ น นี้ วัน ที่ ๑ ๓ พ ฤ ษ ภำ ค ม ที่จังหวัดพิษณุโลก ครั้งต่อไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม และจังหวัดนครสวรรค์ ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม สุดท้ายจัดที่จังหวัดเชียงราย ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน จัดในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ซึ่งการประมวลความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นสําคัญ ต่าง ๆ นั้น จะขออนุญาตให้กรรมาธิการของภาคเหนือได้นำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งเปึนข้อมูลที่ได้รับมาขณะนี้ จากทั้งสิ้น ๖๐ เวที โดยแบ่งดังนี้ ท่านประวิทย์ อัครชิโนเรศ นำเสนอภาคเหนือตอนบน ในกลุ่มที่ ๑ คือ จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ท่านวีนัส ม่านมุ่งศิลปี นำเสนอในภาคเหนือตอนบน กลุ่มที่ ๒ คือ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง ท่านชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นำเสนอภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มที่ ๑ คือ จังหวัดพิษณุโลก ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ ท่านชนินทร์ บัวประเสริฐ นำเสนอกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มที่ ๒ คือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี และพิจิตร ขอกราบเรียนว่า ในภาพรวมของการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนในภาคเหนือนั้น จากเปัาหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละตำบลดังนี้ เปัาหมายแรก คือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า ประชาชน ในทุกพื้นที่ทุกกลุ่ม และในวัยต่าง ๆ ได้มีความตื่นตัวเข้าร่วมประชุมในทุกเวที ซึ่งจะสังเกต ได้ว่าแต่ละเวทีนั้นผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการเตรียมการกันอย่างดีในการมาร่วม นําเสนอ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการให้การเรียนรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขนั้น กรรมาธิการ ท่านวิทยากร และผู้เข้าร่วมเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหาร บ้านเมือง และการใช้อำนาจกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งทุกเวทีผู้ประชุมได้กล่าวชื่นชม ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เป่ดโอกาสให้มีการดำเนินการในลักษณะนี้

ประเด็นที่ ๓ คือ การเตรียมการไปสู่การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดเวที รับฟังความคิดเห็นทุกพื้นที่ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่าง ๆ ของทาง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนได้มีความตื่นตัว และได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะถึงวันลงประชามติรัฐธรรมนูญต่อไป จากนี้ไปขออนุญาต ให้ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอข้อมูลครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ขอบคุณครับ เชิญท่านกรรมาธิการที่จะเสนอในลำดับต่อไปครับ เชิญครับ

นายประวิทย์ อัครชิโนเรศ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประวิทย์ อัครชิโนเรศ สสร. ครับ จากการที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในรอบที่ ๒ นี่ แยกเวทีเปึ้น ๑๐ ครั้งนะครับ แล้วก็จำนวนประชากร แยกเปึนกลุ่มเปัาหมายนะครับ ครั้งแรก ๒๐๐ คน ครั้งแรกนี่อยู่ในตัวเมืองจังหวัดเชียงราย นะครับ แล้วก็ครั้งที่ ๒ ออกไปตามอําเภอนะครับ อําเภอเวียงชัย ๑๐๐ คน อําเภอเทิง ๑๕๐ คน อำเภอเชียงแสน ๑๐๐ คน อำเภอเวียงป์าเปัา ๑๐๐ คน อำเภอพาน ๑๕๐ คน ครั้งที่ ๗ ซึ่งจะเปึนอยู่ในวันที่ ๑๗ อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายนะครับ เปึนเวทีใหญ่ มีทั้งหมด ๑,๖๐๐ คน ที่จะเข้าฟังนะครับ แล้วก็ครั้งที่ ๘ จะอยู่ที่โรงแรมวังทอง ๑๕๐ คน แม่สายนะครับ ครั้งที่ ๙ ก็จะอยู่แม่ฟัาหลวง ๒๐๐ คน แม่ฟัาหลวงนี่ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟัาหลวงนะครับ แล้วก็ครั้งที่ ๑๐ นี่อำเภอเชียงของ วันที่ ๒๒ ๑๕๐ คนนะครับ จากการที่ได้รับฟังมาแล้วนะครับ ในตอนนี้ก็ได้รับฟังมาแล้ว อยู่ ๓ อำเภอด้วยกัน ก็มีสาระที่สำคัญที่พอจะสรุป ก็น่าสนใจครับ อย่างครั้งที่ ๑ นี่ เปึนการรับฟัง ใช้เวลา ทั้งวัน ตั้งแต่ ๐๘.๓๐ น. ตอนเช้า ถึง ตอนเย็น ๑๖.๐๐ น. มีผู้ร่วมเวที ๑๕๖ คนนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คงจะเปึนประเด็นที่พูดกันมากนะครับ ก็เรื่อง การบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ เห็นควรให้บัญญัติพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามที่ พุทธสมาคมแห่งจังหวัดเชียงรายเสนอ ส่วนน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ (Percent) ไม่เห็นด้วย เพราะไม่อยากเห็นความแตกแยก เกิดความขัดแย้งในสังคม เปึ้นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่แน่ใจว่า บรรจุแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ พุทธศาสนาให้คนรักกันอยู่แล้ว ไม่ควรแบ่งแยก เปึนการดึงศาสนจักรเข้ามาอยู่ในอาณาจักร อัญเชิญพระพุทธเจ้าเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ

และประเด็นที่ ๒ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ส่วนใหญ่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๘๕ เห็นด้วย ก็จะมีเหตุผลว่า จะเปึนการควบคุมไม่ให้ผู้ดำรง ตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐประพฤติปฏิบัติออกนอกลู่ นอกทาง เลี่ยงบาลี หรือใช้อำนาจอย่างไม่เปึนธรรมอีกทางหนึ่ง จะช่วยตัดวงจรถอนทุน คืนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะช่วยปัองกันการสมรู้ร่วมคิดระหว่างนักการเมือง กับ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อีกวิธีหนึ่ง ในประเด็นนี้ ส่วนน้อยร้อยละ ๑๕ ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้จริง แล้วก็ไม่เชื่อว่าจะมีมาตรการใดที่จะ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น (Corruption) ได้ การสร้างจิตสำนึกซื่อสัตย์สุจริตของคน ในชาติอย่างเปึ้นระบบตั้งแต่เยาว์ไว้ ดีกว่าที่จะมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ด้วยการกำหนด บัญญัติจริยธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะมีผลในทางปฏิบัติ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องคณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ส่วนน้อยร้อยละ ๕ เห็นด้วย เพราะจะได้เปึ้นทางออกให้ไม่ถึงทางตันในการแก้ปัญหา ทางการเมือง ปัองกันการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ ไม่เห็นด้วย เพราะจะเปึนการเพิ่มอํานาจที่ ๔ เข้ามาในรัฐธรรมนูญ สภาพทางการเมือง อย่างเช่น วิกฤติของชาติที่ผ่านมา จนเปึนเหตุให้เกิดการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว คณะบุคคลในมาตรา ๖๘ วรรคสอง ส่วนหนึ่งมีส่วนได้เสียในทาง การเมือง จะแทรกแซง ครอบงำส่วนอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลในทางปฏิบัติ ไม่มีผลในทางปฏิบัติ หากทางการเมือง หรือผู้ใช้อำนาจในการบริหารไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่ยอมเข้าร่วมประชุม

ประเด็นที่ ๔ เรื่องสมาชิกวุฒิสภาลดลง ใช้วิธีสรรหาแทนการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๐ เห็นด้วยกับวิธีการสรรหา เพราะจะทำให้ได้บุคลากรหลายสาขา อาชีพ ไม่ใช่ได้แต่วงศาคณาญาติของนักการเมืองหรือ สส. แต่ไม่ค่อยมั่นใจในความ เปึนกลาง และการปลอดจากการวิ่งเต้นให้สินบนคณะกรรมการสรรหา ๗ คน จึงมีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการสรรหา เปึนการสรรหาแบบ สสร. วงเล็บ สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ หรือให้คณะกรรมการสรรหาคัดผู้สมัครทั้งหมดให้ได้ห้าเท่าของ สว. ที่จะต้องมีในแต่ละจังหวัด แล้วส่งมาให้ประชาชนในจังหวัดนั้นลงคะแนนเลือกตั้ง เปึนต้น นอกจากนั้น ยังมีการเสนอให้เพิ่มจำนวน สว. เปึนครึ่งหนึ่งของ สส. หรืออย่างน้อย ๒๐๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ส่วนน้อยร้อยละ ๔๐ ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เปึ้น ประชาธิปไตย สว. ที่มาจากการสรรหาไม่ใช่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย สว. ที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งจะถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร ผิดหลักประชาธิปไตย และไม่สมควร

ประเด็นที่ ๕ เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลดลง เลือกแบบเขตเรียงเบอร์ และแบบสัดส่วน ส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๐ ไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้คง สส. เขต ไว้อย่างน้อย ๔๐๐ คนเท่าเดิม สส. บัญชีรายชื่อมีประโยชน์ในด้านการตรวจสอบ วัดผล การปฏิบัติตามนโยบายของพรรค ถ้าจะตัด สส. บัญชีรายชื่อออก ก็ให้เอามาเพิ่มใน สส. เขต โดยลดจำนวนประชากรต่อ สส. ๑ คน คงเหลือ ๑ แสน ๒ หมื่นคน ไม่ใช่ไปเพิ่ม แบบ สส. สัดส่วน สส. สัดส่วน ไปเอาตัวอย่างมาจากต่างประเทศ ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ของประเทศไทย การเลือกแบบเขตเรียงเบอร์ จะทำให้ สส. ไม่จำเปึนต้อง รับผิดชอบในพื้นที่ หรือเกี่ยงกัน ทำให้ไม่มีพรรคใดได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ก่อให้เกิด รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลต้องเปึนรัฐบาลผสมไปตลอด เสียงส่วนน้อยร้อยละ ๔๐ เห็นด้วย เพราะ สส. ควรจะทำหน้าที่นิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับงาน บริหาร หรือการดูแลประชาชนในพื้นที่ การดูแลประชาชนในพื้นที่ อบต. และเทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบอื่นทำได้ดีกว่า และทำได้ดีอยู่แล้ว การให้ สส. มาดูประชาชนในพื้นที่ด้วย ก่อให้เกิดการแทรกแซงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จน อบต. กลายเปึนฐานเสียงของ สส. ไป ข้อเสนอแนะ หากมี สส. ในเขตเลือกตั้งใดว่างลง ให้เลื่อน คนที่ได้คะแนนรองลงมา โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

ประเด็นที่ ๖ เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย เพราะประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะเปึนองค์กร ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ จึงต้องให้ งบประมาณอย่างเพียงพอ

ประเด็นที่ ๗ เรื่องคณะกรรมการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วยกับการให้ใบเหลือง ใบแดง แต่ไม่เห็นด้วยกับจำนวนกรรมการการเลือกตั้ง มีน้อยเกินไป โดยเฉพาะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งเปึนหน่วยปฏิบัติ มีน้อยมาก วงเล็บ ๕ คน ทำให้การดำเนินการเลือกตั้ง ควบคุม ตรวจสอบ ไม่มีประสิทธิภาพ ล่าช้า ควรจะมีอย่างน้อยเจ็ดคน หรือตามขนาดพื้นที่ และจำนวน สส. ของจังหวัด

ประเด็นที่ ๘ บทบาทใหญ่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย แต่เห็นว่าจำนวนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา วงเล็บ ๓ คน น้อยเกินไป ไม่สอดคล้องกับภาระหน้าที่และบทบาทที่เพิ่มขึ้น ควรเพิ่มจำนวน อย่างน้อยให้เท่ากับ กกต. วงเล็บ ๗ คน

ประเด็นอื่น ๆ เรื่องข้อเสนอแนะ ข้อ ๑ ให้ตัดเรื่องบำเหน็จบำนาญบุคคล ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ออก เพราะเห็นว่า เปึ้นบุคคลที่ควรจะมีความเสียสละ เปึ้นคุณธรรม แต่ก็มีผู้คัดค้านเช่นกัน ๒. ให้เพิ่มข้าราชการตั้งแต่ระดับรองปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าขึ้นไป ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตามมาตรา ๒๕๐ ด้วย ไม่มีผู้คัดค้าน ข้อ ๓ ให้ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มีผู้คัดค้าน เพราะเปึ้นเรื่อง หยุมหยิมเกินไป ไม่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ข้อ ๔ ให้ตัดมาตรา ๒๙๙ วงเล็บ นิรโทษกรรม ออกทั้งมาตรา เพราะไม่มีความจำเปึน รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว ไม่มีผู้คัดค้านนะครับ อันนั้นก็เปึ้นเวทีที่ ๑ ที่จัดในตัวเมืองนะครับ ที่จังหวัดเชียงราย

ทีนี้เวทีที่ ๒ ก็มีเนื่องจากว่า ไปจัดทำที่อำเภอเวียงชัยนะครับ แล้วก็ มีผู้เข้าร่วมการประชุมนี่ ร่วมเวทีนี่ ๑๑๓ คน แล้วก็เปึนเวลาแค่ ๓ ชั่วโมงครับ ตั้งแต่ ตอนบ่ายครับ ๑๓.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. ก็คงมีประเด็นแค่ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็เรื่องของการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย เพราะพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาที่อยู่ คู่กับประเทศชาติและคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ข้อ ๒ พระพุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรือง และต้องการนําหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนามาเสนอ ประชาชน ข้อ ๓ ไม่ต้องการเห็นศาสนาเสื่อมลงเหมือนประเทศอินเดีย (สาธารณรัฐอินเดีย) และอินโดนีเซีย (สาธารณรัฐอินโดนีเซีย) ข้อ ๔ ต้องการให้มีการ ตรากฎหมายลูกออกมารองรับ ควบคุม กำกับ แล้วก็แก้ไขในบทบาทของพระสงฆ์ว่า สิ่งไหนควรทําหรือไม่ควรทํา เพื่อปัองกันไม่ให้พระสงฆ์หรือวัดทําให้พุทธศาสนาเสื่อม หมายเหตุนะครับ มีผู้ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ๑ คน เนื่องจากนับถือคริสต์ (Christ) ศาสนา แล้วก็ประเด็นที่ ๒ สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิชุมชน ส่วนใหญ่ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย เพราะประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเดิม ที่เคยมี ประชาชนมีความเสมอภาคในเรื่องของการเท่าเทียมกันของชนชั้นมากยิ่งขึ้น สิทธิ ในการเสนอความคิดเห็น และการแสดงออกในการปกปัองสิทธิของตนเอง สิทธิในการ ตรวจสอบนักการเมือง และผลประโยชน์ของประชาชาติของประชาชนมากขึ้น

ประเด็นที่ ๓ การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย เพราะประชาชนไปมีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น มีอิสระ มีความคล่องตัวในการจัดการบริหารของท้องถิ่น โดยไม่ต้องรอกฎหมายลูก หมายเหตุ ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเปึ้นทั้งทหารกองหนุน รวมทั้งครูฝั๊ก และ ผู้บังคับบัญชา เพศชาย ไม่มีเพศหญิง ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ๒๕ คน ทำนา ทำส่วน ๖๓ คน ค้าขาย ๑ คน นักศึกษา ๑ คน ที่เหลือเปึนผู้บังคับบัญชา ผู้เข้าฟัง

เวทีอีกเวทีหนึ่งครับ สําหรับเชียงราย ก็มีอันนี้มา ก็เวทีที่ ๓ ซึ่งทําไป เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม นี่ครับก็มีเวลาแค่ตอนเช้า ๐๘.๓๐ น. ถึงตอนเที่ยง ๑๒.๐๐ น. มีผู้เข้าร่วมเวที ๒๐๔ คนนะครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ ๑๐๐ เห็นด้วย หมายเหตุ แต่ต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะนักการเมืองปัจจุบัน ขาดคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารประเทศ หากนักการเมืองมีคุณธรรมและจริยธรรม ที่ดีในการทํางาน ประเทศชาติจะพัฒนาในทางที่ดีขึ้น จะเปึนการกําหนดการลงโทษของ นักการเมืองที่กระทำผิดศีลธรรมและจริยธรรมได้อย่างชัดเจน ต้องการเห็นนักการเมือง เปึ้นคนที่มีความรับผิดชอบ รู้จักผิดชอบชั่วดีในสิ่งที่ได้กระทำ ต้องการให้มีการ ตรากฎหมายลูก มีประเด็นที่ชัดเจนในการเอาผิดนักการเมือง และสามารถนำมาใช้ได้จริง ในทางปฏิบัติ ต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๗๑ วรรคสอง บรรทัดที่ ๓ ซึ่งมี เนื้อความว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะได้ไต่สวน เป่ดเผยผลการไต่ส่วน ต่อสาธารณะก็ได้ ให้แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะต้อง ไต่ส่วนและเป่ดเผยผลการไต่สวนต่อสาธารณะ โดยเพิ่มคำว่า ต้อง ลงไป และตัดคำว่า ก็ได้ ออก

ประเด็นที่ ๒ เรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิ ประชาชน ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๙ เห็นด้วย หมายเหตุนะครับ แต่ต้องการให้มีการแก้ไข เพิ่มเติม ต้องการเสนอเพิ่มเติมในมาตรา ๓๔ วรรคสาม ว่า ยกเว้นคนที่มีสัญชาติไทย ที่คิดไม่ดีต่อชาติ คิดขายชาติ หากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเปึนความจริง สามารถเนรเทศ ออกนอกประเทศ หรือไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ แต่จะต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลา ในการเนรเทศออกนอกประเทศ ซึ่งอาจพิจารณาจากการกระทำของบุคคล ต้องการเสนอ เพิ่มเติมในมาตรา ๓๘ ยกเว้นการเกณฑ์แรงงานในการพัฒนาหมู่บ้าน หรือเปึนประโยชน์ ต่อส่วนร่วม ส่วนน้อยร้อยละ ๑ เห็นด้วย อันนี้ก็เปึนของจังหวัดเชียงราย

ในนี้มีประเด็นที่ ๓ เรื่องการกระจายอำนาจ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วย หมายความว่า แต่ต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม คือ ต้องการเสนอเพิ่มเติม ในมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ว่า ผู้ที่ได้เปึนพนักงานข้าราชการตั้งแต่ระดับหัวหน้าส่วนขึ้นไป จะต้องมีการโยกย้ายทุก ๆ ๔ ป้ ส่วนน้อยร้อยละ ๒ เห็นด้วย สิ่งที่บัญญัติไว้ดีและ เหมาะสมแล้ว

เรื่องที่ ๔ เรื่องการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๐ ไม่เห็นด้วย เพราะพระพุทธศาสนาเปึ้นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน กลัวจะเกิดความแตกแยกทางศาสนาของคนในชาติ จะทำให้คนที่นับถือ ศาสนาอื่นในประเทศเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ําใจ ถือว่าห้วงเวลาที่ยังไม่เหมาะสม เพราะ อาจจะเปึนข้ออ้างในการก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเรื่องของ ศาสนาได้ ส่วนน้อย ๓๐ เห็นด้วย เพราะพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาที่คนในชาติ ส่วนใหญ่นับถือ อยากให้เด็กและเยาวชนได้เรียนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เพื่อต้องการปลูกฝังจิตสำนึกให้กระทำแต่ความดี หมายเหตุนะครับ ผู้เข้าร่วมแสดง ความคิดเห็นเปึนประชาชนท้องที่ทั้งเพศชาย หญิง ประกอบด้วยอาชีพหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเปึนอาชีพรับจ้าง ทำนา ทำสวน ค้าขาย นักศึกษา ข้าราชการครับ ในจังหวัด เชียงรายนะครับ ก็ค่อนข้างจะกินเวลาเยอะหน่อยนะครับ ทีนี้ก็มีจังหวัดพะเยาครับ จังหวัดพะเยานี่ก็ได้จัดเวทีไว้ทั้งหมดนะครับ จังหวัดพะเยานะครับ ก็มีจัด ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓ นะครับ ประเด็นใหญ่ ๆ ก็มีการกระจายอำนาจนะครับ ก็เสนอให้ตัดคำว่า กํากับ ออก เพราะคํานี้แสดงถึงการควบคุม ควรใช้คําว่า แนะนํา แทนนะครับ เสนอให้ตัด คำว่า ข้อเสนอแนะ แทน ควรให้คง แทนเห็นด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ไม่แสดงความคิดเห็น นะครับ แล้วก็มีให้ไปดูมาตรา ๒๗๕ ให้ช่วยดูแลรองนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะไม่ได้รับ การรับรองว่าเปึ้นผู้บริหาร ก็มีมาตราที่ ๓ นะครับ ว่า จำนวนและการสรรหาสมาชิก วุฒิสภานะครับ ก็มีไม่เห็นด้วย แล้วก็มีทั้งเห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วยนะครับ สรุปแล้ว นะครับ ในข้อนี้ก็เห็นด้วยกับการให้มีการเลือกตั้ง ๔๙ เห็นด้วยกับการสรรหามี ๒ เห็นด้วยกับการสรรหาแล้วเลือกตั้ง มี ๔๐ คน ปัญหาการบัญญัติให้พุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาติ ส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับในข้อนี้ ประเด็นที่ ๔ จำนวนและการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็สรุปแล้ว สส. รวมเขตนะครับ สรุปประเด็นที่ ๔ นะครับ เห็นด้วย สส. รวมเขต ๒๗ คน สส. แบ่งเขตนี่ ๓๖ คน จำนวนและการสรรหา สมาชิกวุฒิสภานะครับ ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ ก็มีทั้งเหตุผลนะครับ ก็อันนี้มีเหตุผล สำหรับข้อนี้ก็มีเหตุผลเยอะนะครับ เพราะมักจะเปึนเพื่อนพ้องนะครับ ไม่เห็นด้วย ควรใช้วิธีการเลือกตั้งนะครับ เพราะมักจะเปึนเพื่อนพ้อง และเพื่อฝ๊กให้คน ฉลาดขึ้น เห็นด้วยกับการสรรหา เพราะจะไปตรวจสอบ สส. ได้ ไม่เห็นด้วย ควรใช้วิธี เลือกตั้งนะครับ เสนอให้ผู้สมัครสามารถหาเสียงได้ เพื่อจะประกอบการเลือกคนดีนะครับ ก็มีความเห็นหลากหลายนะครับ ก็มีเยอะอยู่ครับ แล้วก็สรุปมติ ๓ ประเด็น ก็เห็นด้วยกับ การสรรหา ๒๓ คน วิธีการเลือกตั้ง ๕๒ คน จับสลาก ๑ คนนะครับ นอกนั้นก็ได้ พิจารณาถึงการกำหนดคุณธรรมและจริยธรรมนะครับ อันนี้ก็ส่วนมากจะเห็นด้วย และของนักการเมืองนะครับ สรุปประเด็นนี้ ก็ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยหมดนะครับ อันนี้ก็จังหวัดพะเยาครับ ส่วนจังหวัดน่าน ก็มีอยู่หลายเวทีด้วยกันนะครับ ที่จังหวัด น่านก็มีจัดไว้ ๖ เวทีนะครับ แล้วก็จนถึงวันนี้ก็จัดไปแล้วนี่ก็ ๔ เวทีนะครับ มีวันนี้ อีกเวทีหนึ่ง วันที่ ๑๔ แล้วก็พรุ่งนี้อีกเวทีหนึ่งนะครับ ก็มีประเด็น คณะบุคคล เพื่อหาทางออก ส่วนใหญ่หาทางออกในยามวิกฤตินะครับ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ ไม่เห็นด้วยครับ ส่วนประเด็นที่การกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง และมาตรการ ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๙.๙๙ เห็นด้วยครับ ประเด็นจํานวนและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๙ ไม่เห็นด้วยครับ ประเด็นจำนวนและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๐ เห็นด้วย ประเด็นสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และ สิทธิชุมชน ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วย การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วยครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วยครับ คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วย บทบาท ใหม่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยครับ การเพิ่มอํานาจ และลดจำนวนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ ไม่เห็นด้วย การค้านและดุลอำนาจใบแดงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ ไม่เห็นด้วย ปัญหาการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ของรัฐ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ เห็นด้วย ปัญหาบัญญัติให้พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ เห็นด้วย ของจังหวัดแพร่นะครับ จัดเวทีไว้ทั้งหมดนี่ก็มีอยู่ ๘ เวที จนถึงวันที่ ๙ นี่ก็จัดไปแล้วอยู่ ๙ เวที ท่านสามขวัญนะครับ

นายสามขวัญ พนมขวัญ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตรายงานเกี่ยวกับจังหวัดแพร่สักสั้น ๆ นะครับ ไม่รบกวนเวลาท่านมาก นะครับ ความคิดเห็นของจังหวัดแพร่ รวมทั้งหมดประมาณ ๘ เวทีนี้ พอจะสรุปได้ว่า ในประเด็นศาสนาพุทธเปึ้นศาสนาประจําชาตินั้น ก็จะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยนะครับ ผู้ที่เห็นด้วยก็จะเปึ้นเสียงส่วนมากประมาณเจ็ดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ก็ประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ สำหรับเหตุผลต่าง ๆ ที่ให้มานั้นก็จะคล้ายคลึง กันนะครับ อย่างที่ท่านประวิทย์ อัครชิโนเรศ ได้พูดไปแล้วนะครับ เหตุผลที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนี่จะเหมือน ๆ กันกับที่ความเห็นของจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือด้วยกัน นะครับ สําหรับในประเด็นการสรรหาวุฒิสมาชิกนั้น ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า น่าจะมีการเลือกตั้งอย่างเดิม หรือไม่ก็ให้มีการผสมผสานกันระหว่างการสรรหา และมีการเลือกตั้งโดยประชาชนในที่สุด คือ ให้ประชาชนมีจุดยึดโยงอยู่กับประชาชน นะครับ ---------------------------------------------------------------------------------------- -๑๐/๑ ส่วนในเรื่องประเด็นการกระจายอำนาจการปกครองสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ส่วนมากก็เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่เราบัญญัติไว้เรียบร้อยนะครับ เกือบจะ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนจำนวนประชากร ประเด็นจำนวนและการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนั้น ร้อยละเก้าสิบขึ้นไปเห็นด้วยกับร่างของ สสร. เรานะครับ ส่วนประเด็นกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง และมาตรการ ก็มีความเห็นด้วย ร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเด็น ๒๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ร้อยละเก้าสิบขึ้นไป นะครับ มีความเห็นด้วยกับร่างที่เราร่างขึ้นนะครับ แล้วก็ประเด็นสุดท้าย ก็คือ เรื่องประเด็นในคณะบุคคลเพื่อจะหาทางออกในยามวิกฤตินี่ เปึ้นที่น่าแปลกใจมาก ที่ผมรับฟังมาหลาย ๆ เวที มีความเห็นด้วยตั้งแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ หลายเวทีครับ ในบรรดา ๘ เวทีนี่จะเห็นด้วยประมาณ ๗ เวทีครับ แล้วก็เมื่อวานนี้ผมได้ไปรับฟัง ที่จังหวัดพิษณุโลก ก็เปึนเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า หลาย ๆ จังหวัดเห็นด้วยให้มีคณะบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติครับ จังหวัดแพร่ผมก็ขอเรียนเสนอต่อ ประธานสภาในโอกาสนี้เท่านี้ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อกี้ฟังเรื่อง กรรมการสิทธิ ร่างคงมีคนไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ เมื่อกี้ท่านครับ กับที่ไปลด เข้าใจว่าร่างนี้ เพิ่มนะ เดี๋ยวเปึ้นตัวแทนคณะกรรมาธิการต่อไป ขออนุญาตนิดหนึ่ง เดี๋ยวท่านช่วยให้ กระชับด้วย เพราะวันนี้ต้องอีก ๒ ภาค เชิญครับ เชิญต่อไปเลยครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

นายวีนัส ม่านมุ่งศิลปี กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม วีนัส ม่านมุ่งศิลปี ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ภาคเหนือนะครับ กระผมจะได้นำเรียนรายงานของการรับฟังความคิดเห็นรอบสองให้กับ สภาร่างแห่งนี้นะครับ กระผมดูแลทั้งสิ้นอยู่ ๔ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง รวมทั้งสิ้น ๑๗ เวที มีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาประมาณสามพันคน นะครับในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น รอบสองนี้ ได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการ ยกร่าง ท่านมานิจ สุขสมจิตร ท่านได้กรุณาเข้าไปร่วมประชุมอภิปรายด้วยในนามของ กรรมาธิการ ก็ขอขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้เปึ้นอย่างสูงนะครับ สำหรับรอบที่ ๒ นี้นะครับ มีอยู่ ๓ ประเด็น คือ ๓ กรอบ คือ กรอบของสิทธิและเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน กรอบเรื่องของสถาบันการเมือง และกรอบที่ ๓ ว่าด้วยสิทธิ แล้วก็องค์กรอิสระ และศาล ที่ประชุมหลาย ๆ เวทีก็มีความเห็นหลากหลาย ประเด็นที่ยกขึ้นมาเปึนพิเศษทั้งสิ้น ประมาณสิบสี่สิบห้าประเด็นนะครับ ซึ่งผมจะได้นำเรียนในภาพรวมทั้ง ๔ จังหวัด เปึ้นสัดส่วน โดยไม่ได้แยกจังหวัดนะครับ บางความเห็นอาจจะไม่ตรงสักเท่าไร แต่ว่า ได้มุ่งเน้นถึงเจตนาในการที่จะแสดงความคิดเห็นนั้นมาเขียนเปึนภาษาคำพูด เพื่อให้ง่าย แก่การเข้าใจนะครับ ขอเริ่มด้วยประเด็นที่ ๑ คณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของ บ้านเมือง อยู่ในส่วนที่ ๑๓ หน้า ๓๘ กับสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้รับความคิดเห็น มากมายนะครับ ส่วนใหญ่เปึนความคิดเห็นที่บอกว่า ยังเปึนที่ครหาในเรื่องของเหตุการณ์ วิกฤติ ซึ่งจะต้องตีความว่า เหตุการณ์ลักษณะไหนเปึ้นเหตุการณ์ที่วิกฤติ และที่ว่าวิกฤติ นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วก็มีอะไรเปึนหลักประกันว่า เหตุที่วิกฤตินั้นจะไม่นำไปสู่ เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบอื่นนะครับ แต่ยังคงไว้ในมาตราที่ ๖๑ วรรคที่ ๒ คือ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านการกระทําใด ๆ ที่เปึนไป ให้ได้มาซึ่งอํานาจอันไม่ใช่วิถีทาง ปฏิบัติในรัฐธรรมนูญ นะครับ แต่พอประชุมได้สักพักหนึ่งนะครับ ท่านมานิจ สุขสมจิตร ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากกรรมาธิการว่า ในมาตราที่ ๖๘ วรรคหนึ่ง เขาให้ตัดคำว่า เหตุการณ์วิกฤติ นั้น ก็ถือว่าเปึ้นเรื่องที่ยุติไป ที่ประชุมก็เห็นสมควร แล้วก็ไม่มีความเห็น เพิ่มเติมนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับการกำหนดจริยธรรม คุณธรรมนักการเมือง แล้วก็ ผู้อยู่ในตําแหน่งระดับสูงของรัฐ มีการอภิปรายหลายอย่างนะครับ โดยเฉพาะกรอบของ จริยธรรม ที่ประชุมเห็นด้วยครับ ในสัดส่วนทั้งสิ้นประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ และขอเพิ่ม คำว่า ข้าราชการระดับสูง รวมถึงคนของรัฐ รวมถึงคณะบุคคล บุคคลที่องค์กรของรัฐ ได้้แต่งตั้งขึ้้นด้วย ทั้งนี้นะครับ มาตรา ๒๗๐ ซึ่งได้กําหนดกรอบไว้ชัดเจนนะครับ เรื่องของการตรวจสอบนั้น ให้เปึนหน้าที่ขององค์กรอิสระ และการเมืองภาคประชาชนนะครับ ในเรื่องของสิทธิ และเสรีภาพการมีส่วนร่วมนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับสถาบันการเมือง ว่าด้วยเรื่องที่มาของ สว. นะครับ ที่มาของวุฒิสภานะครับ ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่า จํานวนวุฒิสมาชิก ๑๖๐ คนนั้น เปึ้นจำนวนที่เหมาะสมแล้วนะครับ ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็คือ ในส่วนของการ ดํารงตําแหน่งและการถอดถอนนะครับ ว่าที่มานั้น ควรจะมาจากการสรรหานะครับ ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าเห็นด้วยในส่วนที่มา คือ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นะครับ แล้วก็อํานาจหน้าที่ของวุฒิสภานะครับ ตามมาตราที่ได้กําหนดของคุณสมบัติ ทางการเมืองแล้วนี่ น่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เพราะว่าในการตรวจสอบของ คณะฝ์ายบริหารนั้น ฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติมาจากประชาชน ดังนั้น การตรวจสอบ การถอดถอนต่าง ๆ การควบคุมจริยธรรม คุณธรรมต่าง ๆ ก็ย่อมที่จะมาจากประชาชน ด้วยเช่นกันนะครับ ด้วยสัดส่วนที่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนะครับ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการดํารงตําแหน่ง เมื่อครบกําหนด ๓ ป้ จะให้จับสลากออกครึ่งหนึ่ง นะครับ ที่ประชุมก็บอกว่า เท่ากับไปโยนภาระงานที่เหลือให้กับสมาชิกวุฒิสภานะครับ ที่เหลือในครึ่งหนึ่งของ ๓ ป้ที่หลังนะครับ ซึ่งบางภารกิจอาจจะไปเกี่ยวโยงถึงการ ตรวจสอบนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตนะครับ อาจจะงวดขึ้นนะครับ ดังนั้น จึงควรดํารงไว้ในจํานวนเท่าเดิม

ประเด็นที่ ๔ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในการลด เห็นด้วยนะครับ ๔๐๐ คน ๓๒๐ มาจากเขตจังหวัด แล้วก็ ๘๐ มาจากระบบ สัดส่วนนะครับ ก็เปึ้นที่งงงวยกันนะครับ ชัดเจนนะครับว่า ในระบบสัดส่วนนั้นมีหลักคิด อย่างไรนะครับ ผมก็ได้อภิปรายไปบางส่วน อธิบายในส่วนที่ ๘๐ นั้น ผมก็อธิบายว่า ไม่รู้จะถูกหรือเปล่านะครับ เพราะว่า บอกว่า ๘๐ มาจากของพรรคก็คล้าย ๆ กับระบบ ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากคะแนนเสียงทั้งหมดนั้น เปึ้นคะแนนเสียงที่มีค่าในระบบการเมืองเมื่อก่อนนั้น ระบบแพ้นี่จะเปึ้นศูนย์หมด แต่ระบบสัดส่วนจะใช้ระบบของการทุกคะแนนเสียงมีค่า ไม่เปึนศูนย์นะครับ ส่วนการแบ่งแยกตามโควตา (Quota) ภาคก็ต้องมาดูสัดส่วนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ว่าส่วนที่ แพ้นั้นเปึ้นสัดส่วนเท่าไร แล้วพรรคแต่ละพรรคที่มีคะแนนเสียงในสัดส่วนนั้น ควรจะได้ สส. ในระบบสัดส่วนอีกเท่าไร อันนี้ไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือเปล่านะครับ แต่ว่า ที่ประชุมยังไม่มีมติลงว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรนะครับ แต่ว่าขอทราบเหตุผล และวิธีการคิดของกรรมาธิการก่อนว่า ชัดเจน มีเหตุผล แล้วก็มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เปึ้นธรรมสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรคหรือไม่นะครับ

ประเด็นต่อไปครับ เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน และ สิทธิชุมชนนะครับ อยู่ในส่วนที่ ๗ มาตราที่ ๖๕ ๖๖ ๘๓ และ ๘๔ นะครับ ที่ประชุม เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายเรื่องของที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ในสัดส่วน ๗๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ขอเพิ่มเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการประกันผลผลิต ทางการเกษตร โดยเกษตรกรเปึนผู้บริหารจัดการทั้งหมดนะครับ อันนี้ก็เปึนเสียงเรียกจาก กลุ่มเกษตรกรนะครับ ซึ่งเปึนอาชีพหลักของประเทศนะครับ เพื่อเข้าไปดูแล คุ้มครองเรื่อง ผลิตผลการเกษตร ให้รักษาเสถียรภาพร้าคาผลผลิตการเกษตรให้อยู่ในราคา ที่เหมาะสมนะครับ ในมาตราที่ ๔๘ ครับ สิทธิในการศึกษา ที่ประชุมเห็นด้วย ๖๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในมาตรา ๔๘ วรรคสอง ความว่านะครับ ผู้ยากไร้ หรือผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก สมควรที่จะได้รับการสนับสนุน จากรัฐ เพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น โดยที่ประชุมเห็นว่า ควรตัดคำว่า โดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ออก และให้ไปใช้คำว่า ตามลักษณะความพิการ โดยให้ความสำคัญเปึ้นพิเศษ และสนับสนุนเปึนการเฉพาะ อันนี้ของกลุ่มคนพิการนะครับ ก็ให้เหตุผลว่า ลักษณะความพิการนั้นมีความแตกต่างกัน ลักษณะการช่วยเหลือก็ต้อง แตกต่างกันด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมาครับ เรื่องของการเวนคืนที่ดินนะครับ ให้ตัดคำว่า การเรียกคืนกำหนดค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกนะครับ เนื่องจากว่า การเวนคืนที่ดินของฝ์ายเอกชนนั้นนะครับ เอกชนผู้ถูกเวนคืนที่ดินนั้น สูญเสีย สิทธิประโยชน์ในที่ดินนั้นไปแล้วนะครับ ถ้าภายหลังฝ์ายรัฐจะเปึ้นผู้คืนที่ดินให้กับ ผู้ถูกเว้นคืนนั้นก็ไม่มีเหตุอันควรที่จะเรียกคืนในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว เบื้องต้นนะครับ ซึ่งจะเปึนเรื่องที่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของคนส่วนใหญ่นะครับ

ประเด็นต่อไปครับ การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นะครับ ไม่เห็นด้วย ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ในมาตราที่ ๒๗๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมี สภาท้องถิ่น และมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มาจาก ที่ประชุมของสภาท้องถิ่น ข้อนี้ไม่เห็นด้วยนะครับ สิ่งที่เห็นด้วย ก็คือ จะต้องมาจากการ เลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดนะครับ ปัญหาก็เกรงว่า จะเกิดเรื่องของการซื้อขาย ตำแหน่งในองค์กรนั้น ๆ นะครับ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารระบบราชการโดยรวมนะครับ

มาตราต่อไป คือ ๒๘๑ นะครับ ส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจในการดำเนินการบริหารตามที่กฎหมายบัญญัติ นะครับ มีกฎหมาย มีข้อบัญญัติหลายประการที่ขัดกันเองนะครับ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายเรื่องของการเจาะน้ำบาดาล เพื่อน้ำมาแก้ไขปัญหาภัยแล้งในท้องถิ่นนะครับ แต่ไปขัดกับกฎหมายของสิ่งแวดล้อมครับ ท่านสมาชิกครับ และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก็ไปขัดกับมาตราที่ ๖๖ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยนะครับ โดยมีข้อยกเว้นว่า แล้วแต่ว่า จะได้ศึกษาผลกระทบจากประชาชนส่วนใหญ่เสียก่อน อันนี้เปึนปลายเป่ดไว้หน่อยว่า การศึกษาใดก็ตาม หรือการกระทำใดก็ตามของรัฐนั้น ควรจะมีการศึกษาถึงผลกระทบต่อ ประชาชนในท้องถิ่นเสียก่อนนะครับ อันนี้ก็ที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการนี้นะครับ ในส่วนขององค์กรส่วนท้องถิ่นนั้น ถึงแม้จะมีการกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย แต่ไม่มีผล อันใดหากผู้บริหารไม่รับผิดชอบ คือ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ตามมาตรา ๒๗๐ แต่อย่างไรก็ตามที่ประชุมก็ยั่งยืนยันเรื่องของกรอบคุณธรรม จริยธรรมไว้เสมอ ในมาตรา ๒๗๐ ว่า ต้องมีความเข้มแข็งในการตรวจสอบครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๗ เกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ มาตราที่ ๘๓ (๙) และ (๑๐) นะครับ ว่าด้วยเรื่องรัฐจะต้องรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและ การตลาดส่งเสริมสินค้า อย่างที่ผมได้นำเรียนไปตอนต้นนะครับว่า เกษตรกร มีความประสงค์ที่จะร่วมกลุ่มกันเองนะครับ เพื่อสร้างศักยภาพของผลผลิตทาง การเกษตรให้เปึ้นรูปธรรมนะครับ เนื่องจากการเข้าชื่อ เสนอรายชื่อเสนอกฎหมาย ในป้ ๒๕๔๐ นั้น ไม่เปึ้นผล เนื่องจากไม่ครบจำนวนชื่อนะครับ ทีนี้มันจะง่ายขึ้น อย่างที่ ผมกราบเรียนว่า ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้สร้างความมุ่งหวังในเรื่องของการจัดตั้งกลุ่มองค์กร การเกษตรนะครับ ซึ่งเปึนองค์กรเกษตรกรโดยตรงนะครับ ไม่ใช่เกษตรอย่างเดียว ถ้าเกษตรอย่างเดียว มันก็จะไปอยู่ในกลุ่มของนายทุนใหญ่ ซึ่งประกอบกิจการทางด้าน การเกษตรนะครับ ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของเกษตรกรที่จะมีความประสงค์ที่อยากจะตั้ง องค์กรนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๘ ครับ คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระนะครับ ประเด็นนี้ อภิปรายกันค่อนข้างไม่มาก เนื่องจากก็ยังไม่เข้าใจว่า องค์กรอิสระนั้นจะไปทําหน้าที่อะไร แล้วก็ปัญหาส่วนใหญ่ที่ไปรับฟังนั้น เราเอาเอกสารที่ไปให้ในที่ประชุม ก็เอาไปให้วันที่เขา ลงทะเบียนก่อนเข้ามานะครับ สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากก็คือ ทำไมไม่ให้ ไปก่อน การจะต้องศึกษาตั้งสองร้อยกว่าหน้า จะใช้เวลาแค่วันนี้วันเดียวมันไม่พอ แต่ผมก็นำเรียนไปว่า กระผมก็เพิ่งได้มาเหมือนกัน วันที่ ๒๖ ผมก็ยังดูไม่ทั่วท่าน เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต่างคนต่างดู แล้วช่วยกันก็แล้วกันนะครับ ที่ประชุมก็บอกว่า ก็เอาเท่าที่ศึกษาได้ ส่วนการจะต้องติดตาม หรือแก้ไขในมาตราอะไร ก็ตามนี่ มันยังมีการยื่นญัตติอยู่นะครับ แล้วก็มีเว็บไซต์ (Web site) มี ตู้ ปณ. ให้แสดง ความคิดเห็น แล้วก็ความคิดเห็นเหล่านั้นจะได้รับการดูแลจากคณะกรรมาธิการยกร่าง ด้วยนะครับ เพื่อประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่รับฟังความคิดเห็น มาแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๙ การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๒๐,๐๐๐ ชื่อ นะครับ ที่ประชุมเห็นด้วย เพราะว่าทําได้ง่าย แล้วก็การเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรจะมีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเงื่อนเวลาให้ชัดเจน เพราะว่าเท่าที่ ผ่านมามีปัญหาเรื่องเงื่อนเวลานะครับ ฝ์ายนิติบัญญัติเอาไปยัดในลิ้นชัก กั๊กเวลานะครับ ทำให้ข้อกฎหมายบางอย่างนั้นไม่ได้รับการพิจารณาตามเวลาที่เหมาะสมนะครับ ส่วนว่าการเข้าชื่อนั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ ท่านประธานครับ ที่ประชุมบอกว่า ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ประเด็น และความเร่งด่วนของลักษณะการเสนอกฎหมายมากกว่า ดังนั้น ทางผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ควรจะศึกษาได้ ๒ อย่าง คือ การเข้าชื่อ แล้วก็ ประเด็นของการเสนอข้อกฎหมายลักษณะนั้นว่า กระทบต่อคนส่วนใหญ่ภายในประเทศ หรือไม่ อย่างไรนะครับ บทบาทใหม่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มาตรา ๒๓๕ ครับ เห็นด้วยในสัดส่วน ๗๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ เนื่องจากเปึนการตรวจสอบกรณีใด ๆ ที่ทําความเสียหายให้แก่รัฐ นะครับ รวมถึงการตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชน ปัองกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ชอบ ส่อพฤติกรรมทุจริต และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ในมาตราที่ ๒๓๘ (๑) และ (๒) ว่า ควรจะเพิ่มกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน ในการยื่นเสนอ ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง โดยให้ขยายคำว่า โดยไม่ชักช้า ครับ ท่านประธาน ครับ

ต่อไปครับ ประเด็นที่ ๑๑ ครับ การเพิ่มอำนาจ และการลดจำนวน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ ไม่เห็นด้วยในสัดส่วน ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการลดจำนวนคณะกรรมการสิทธินั้น เท่ากับว่าเปึนการเพิ่มภาระงานที่มากขึ้น ในขณะที่คนน้อยลงกว่าเดิม จะกระทบต่อการตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ โดยรวม และเห็นด้วยในมาตราที่ ๒๔๘ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจะทำให้กระบวนการ ในการนำข้อร้องเรียนจากประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลได้เร็วขึ้น คณะกรรมการสิทธิสามารถดำเนินการในชั้นศาลแทนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย จากการละเมิดจากรัฐได้ครับ

ประเด็นที่ ๑๒ ครับ เกี่ยวกับการคานและดุลอํานาจใบแดง ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตราที่ ๒๒๖ นะครับ ที่ประชุมเห็นว่า การให้ใบเหลือง ใบแดงแก่ผู้สมัครการเลือกตั้งใดๆ ก็ตามนะครับ ย่อมตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน การสืบสวน สอบสวนที่เปึนธรรม เปึนไปโดยเป่ีดเผยนะครับ แต่กรณีผู้เลือกตั้งที่มีคะแนน ใกล้เคียงกันนะครับ การวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีผลกระทบต่อ ทั้ง ๒ กลุ่มนะครับ ดังนั้น จึงจำเปึ้นจะต้องมีการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งทางหนึ่งด้วยครับท่านประธาน โดยใช้มาตรา ๒๗๐ มีผลบังคับใช้กับ กกต. ด้วยนะครับ อันนี้เปึนข้อเสนอของที่ประชุม ๕๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ

ประเด็นที่ ๑๓ เกี่ยวกับการปรับอำนาจของอัยการ ตุลาการ ให้เปึ้นอิสระ มากขึ้น มาตรา ๒๔๖ นะครับ เห็นด้วย ๖๖ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ต้องเปึ้นองค์กรอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอเพิ่มกรอบของคุณธรรม จริยธรรม เปึนการเฉพาะ เนื่องจากวินัย และลักษณะต้องห้ามของผู้พิพากษา ตุลาการ ยังไม่เพียงพอที่จะเปึ้นบรรทัดฐานสำหรับเปึ้นแบบอย่างที่ดีขององค์กรตุลาการได้ครับ แผ่นสุดท้ายแล้วครับ ท่านประธานครับ มีอีกประมาณ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นปัญหา การกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ ของรัฐ มาตรา ๒๕๖ ถึง มาตรา ๒๖๐ นะครับ ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ๘๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะเปึนการสกัดกั้นการใช้อํานาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ และการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงข้าราชการประจำ เปึนบทบาทของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองแนวใหม่ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ นะครับ

ประเด็นเกี่ยวกับการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ อันนี้ผมไม่ได้นําเรียนถึงวิธีการคิด หรือว่าหลักคิดอะไรก็ตามนะครับ ก็ให้ที่ประชุม เปึ้นคนยกมือและเสนอนะครับ ที่ประชุมนะครับ ไม่เห็นด้วย ๘๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในการบัญญัติพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาตินะครับ เพราะว่าพลเมือง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว การนับถือศาสนาเปึนศรัทธาของแต่ละบุคคล ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเปึนคนดีนะครับ ความแตกต่างทางด้านศาสนาจึงไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม ที่ประชุมจึงเห็นว่า ไม่เปึนการสมควรครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นอื่น ๆ นะครับ ที่ประชุมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการ ให้ความสำคัญกับองค์กร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน โดยขอ ให้มีสถานะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะครับ มีงบประมาณในการบริหารจัดการ ชัดเจนนะครับ กำหนดค่าตอบแทน สวัสดิการที่เหมาะสมนะครับ ให้อยู่ในสถานภาพ เช่นเดียวกับข้าราชการประจำของรัฐด้วย และขอให้รัฐสนับสนุนงบประมาณกับองค์กร สาธารณะต่าง ๆ เช่น มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศลที่มิได้มุ่งหวังแสวงหาผลกำไรครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เท่าที่สดับรับฟังมานี้นะครับ ทุกหมวด ทุกมาตรา ถ้าพิเคราะห์ให้ดีแล้วนะครับ เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรมทั้งสิ้น นะครับ แปลความหมายได้ว่า แนวทางการปฏิบัติของการเมืองยุคใหม่นั้นนะครับ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะสรรหาคนดีเข้าไปในสภา เพื่อบริหารชาติบ้านเมืองนะครับ เปึ้นแบบอย่างการพัฒนาที่ดีของการเมืองไทยในอนาคตนะครับ เปึนการเมืองของ ประชาชน อย่างที่ประชาชนมุ่งหวังครับท่านประธาน เปึนรัฐธรรมนูญที่เรารอคอยเพื่อให้ เกิดการเลือกตั้งโดยทั่วไปนะครับ สําหรับการรายงานของกรอบ ๔ จังหวัดที่ผมดูแล ก็จบไปด้วยดีครับ แล้วก็ในส่วนของรอบที่ ๒ ที่ ๓ นั้นนะครับ ทางที่มเลขาจะได้จัดทำ รายงานเสนอต่อสภาอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ขอบพระคุณครับ ต่อไป ๔ จังหวัดต่อไปครับ เชิญครับ ท่านชาติชายครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ในฐานะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นภาคเหนือนะครับ ซึ่งจะได้สรุปกรอบกว้าง ๆ ของจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่าง ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และ จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้มีการจัดการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการ วิสามัญประจำจังหวัด แล้วก็ขององค์กรเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งเมื่อวานก็ได้ ประชุมที่จังหวัดพิษณุโลก แล้วก็อีกหลายจังหวัดข้างเคียงในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในเบื้องต้นขออนุญาตเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาร่างครับว่า ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากําลังร่างกันอยู่นะครับ โดยเฉพาะกรรมาธิการ ยกร่าง ในเบื้องต้นก็ได้มีการพูดจากันว่า กฎหมายบางเรื่อง หรือในเรื่องของ การประชุมสัมมนาบางเรื่องนั้น บางครั้งจะต้องลงรายละเอียดไปในเรื่องของกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งกฎหมายลูก ซึ่งผมก็คงจะได้ประมวลกรอบกว้าง ๆ นะครับ เพราะว่ามีทั้งผู้ที่ได้ให้ความเห็นในระหว่างที่การประชุมสัมมนา แล้วก็ส่งเอกสาร ให้กับกรรมาธิการเปึ้นจำนวนมาก แล้วก็มีความเห็นที่ค่อนข้างที่จะมีแนวทางเดียวกัน และหลากหลายนะครับ ผมขออนุญาตที่จะเข้าไปสู่ในเรื่องของกรอบรับฟังความคิดเห็น ในรอบสองนะครับ ก็เรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของสิทธิ กรอบที่ ๑ นะครับ สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ ซึ่งประเด็นสำคัญที่พอจะสรุปได้ ในการสัมมนา แล้วในการที่ได้ส่งเอกสารมาให้กับกรรมาธิการด้วยนะครับ ก็คือ ในเรื่อง ของสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิของชุมชนนะครับ ก็ต้องการ ให้มีการแก้ไขในมาตรา ๔๗ นะครับ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการสื่อสารมวลชน สาธารณะ แก้ให้เปึน ประชาชนมีสิทธิในกิจการสื่อสารมวลชน แทนนะครับ แล้วก็ให้มีการ ได้รับบริการด้านสาธารณสุขนะครับ หากมีการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้บริการสาธารณะ ตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๔ อาจไม่เกิดความ เท่าเทียมกัน เพราะรายได้แต่ละท้องถิ่นนั้นไม่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ในกรณีที่ทางการเมือง ถึงทางตัน ให้รัฐมอบอํานาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน โดยประชาชนลงทําประชามติ อันนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการนําเสนอมานะครับ ในเรื่องของการกําหนดสิทธิของคนชรา นะครับ ก็ให้กำหนดคนชราตั้งแต่อายุ ๖๐ ป้ขึ้นไป ควรที่จะได้บรรจุไว้ให้ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๘๓ (๕) การจัดอ้อมทรัพย์เพื่อดำรงชีพของคนชราให้ตัดคำว่า คนชรา ออก ให้รัฐส่งเสริมทุกวัย และรัฐต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลื่อสมทบอีก ส่วนคนชรา ก็ให้มีบําเหน็จบํานาญนะครับ อันนี้ก็เปึ้นเสียงส่วนใหญ่ที่ส่งมาทั้งเอกสาร แล้วก็มีการ สัมมนาด้วยนะครับ มาในส่วนในเรื่องของประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วเห็นด้วยเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ และเห็นด้วยว่า ควรที่จะได้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น แล้วให้ท้องถิ่นนั้นมีอิสระในการบริหาร การจัดการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะ และในทางเดียวกันนะครับ ก็ควรเพิ่มการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ ในแต่ละพื้นที่ให้มากขึ้นเช่นกัน ในกรณีที่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่อย่างไร ก็แล้วแต่นะครับ ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็มี พรบ. กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจนั้น เปึนผู้ที่จะได้ออกมากำหนดบทบาทหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง นะครับ ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ในที่มีการ สัมมนานะครับ และรับฟังความคิดเห็นนั้น ก็อยากที่จะให้ท้องถิ่นนั้นเข้ามาดูแล พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นมากขึ้นนะครับ แล้วควรที่จะได้แยกในเรื่องของการที่จะได้ บริหารในส่วนของท้องถิ่นนั้นว่า ใครทําอะไร ที่ไหน อย่างไร ให้ชัดเจนนะครับ อยากให้ มีการกระจายอำนาจ และงบประมาณ และคนสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้นนะครับ ในส่วนของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนะครับ มีเหตุผลดังนี้ครับ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องการเพิ่มให้กำหนดหน้าที่ที่มาของสภา พัฒนาการเมืองว่า ที่มานั้นเปึนอย่างไรนะครับ แนวนโยบายทางด้านการศึกษา ควรกำหนดเปึนหมวดไว้ในรัฐธรรมนูญ และควรมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ จริง ๆ แล้วก็มี พรบ. อยู่แล้วครับ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ คือ ผู้เข้าร่วมสัมมนานั้น อยากเห็นในเรื่องของการที่จะได้ปฏิรูปทางการศึกษาให้ชัดเจน ให้กฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นมีผลบังคับใช้ เห็นด้วยกับการกําหนดเรื่องการศึกษาที่ร่างรัฐธรรมนูญกําหนดให้ การศึกษานั้นควรจะศึกษาฟรีนะครับ แต่ก็มีความเห็นแตกแยกเปึน ๒ อย่างนะครับ คือ เสียงส่วนน้อยก็เห็นว่า ควรขยายสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงปริญญาตรี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่อีกหลายเสียงก็บอกว่า การที่ใช้สิทธิในเรื่องของการเรียนฟรี รัฐบาลนั้นจะเอางบประมาณตรงไหนมานะครับ ก็มีเห็นเปึ้น ๒ ฝ์ายนะครับ ในเรื่องของ การจัดการศึกษานะครับ ส่วนใหญ่แล้วก็จะได้มีข้อคิดเห็นว่า ควรไม่เก็บค่าใช้จ่ายนะครับ แต่ควรที่จะได้คิดว่า ๙ ป้ หรือ ๑๒ ป้นะครับ ควรให้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมีผลบังคับใช้ นะครับ เพื่อเพิ่มในเรื่องของการสู่กระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่า จะเปึนกระบวนการ ทางการเมือง กระบวนการเลือกตั้ง หรืออีกหลายอย่างนะครับ ในเรื่องของการศึกษา เพราะว่าให้เริ่มตั้งแต่อนุบาลนะครับ บางครั้งให้ถึงปริญญาตรีด้วยนะครับว่า จิตสำนึกของคนที่มีการศึกษาแล้วนี่ คนที่จะมาอยู่ทางการเมือง การศึกษานั้น มีส่วนช่วยอย่างมีความสําคัญนะครับ ส่วนประเด็นในเรื่องของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ก็คล้าย ๆ กันครับ รายชื่อผู้ถอดถอน ก็เสนอให้ออกกฎหมาย และถอดถอน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ก็คล้าย ๆ กันนะครับ สามสี่จังหวัดคล้าย ๆ กันนะครับ ในเรื่องของ ประเด็นร้อนเช่นกันนะครับ ปัญหาการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนะครับ ที่เห็นด้วยก็มีเหตุผล ก็คือ พุทธศาสนานั้น มีมานานแล้ว และเปึ้นสีขาว เปึนธงชาติไทย หมายถึงศาสนาพุทธนะครับ รัฐธรรมนูญ ของไทยนั้นเปึนลายลักษณ์อักษร ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ แม้จะนับถือ เปึ้นจารีต หรือควรบัญญัติไว้เปึนลายลักษณ์อักษร นี่ก็คือผู้ที่เห็นด้วย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วย นะครับ ก็มีความเห็นว่า หากบัญญัติไว้แล้วนี่อาจจะเกิดความแตกแยกของคนในชาติ นะครับ อันนี้เปึนความเห็นนะครับ ไม่ใช่เปึนความเห็นส่วนตัวของกระผม เปึนความเห็น ของการที่ได้ร่วมสัมมนา และไม่เห็นด้วยก็คือ การนับถือศาสนาพุทธนั้น พุทธศาสนา มีมานานแล้วนะครับ มีความเชื่อมั่นว่า การที่เรานับถือศาสนาพุทธ์ ซึ่งรัฐนั้นก็อุปถัมภ์ ศาสนาพุทธ์ แล้วก็ศาสนาอื่น ๆ อยู่แล้วนะครับ อาจให้เกิดความแตกแยก นี่คือความเห็น ของการที่ได้ไประดมสัมมนามา แต่สุดท้ายนะครับ ก็มีเอกสารยื่นมาอีกว่า ก็ควรที่จะได้ มีการแปรญัตติ เพื่อที่จะได้ฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลายเช่นกันนะครับ เพราะว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะครับ มีการรายงานว่า คนไทยนั้น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธนะครับ ต่อไปในเรื่องของ สถาบันทางการเมืองนะครับ ก็มีความเห็นที่หลากหลายเช่นกันนะครับ มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วย ก็คือ ในเรื่องของมาตรา ๖๘ (๒) นะครับ คณะบุคคลที่ หาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ก็มีผู้นำเสนอว่า คณะบุคคลที่ออกมาหาทางออก ในยามวิกฤติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖๘ (๒) นั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เกิดความ ไม่ชัดเจนในการกำหนดภาวะวิกฤติ และยังขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามหลักสากลนะครับ ก็ควรให้ประชาชนนั้นตัดสินตามหลักของระบอบประชาธิปไตย นะครับ แต่ในทางเดียวกันก็มีผู้เห็นด้วยนะครับว่า การที่จะได้ระบุคณะบุคคลนั้น สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เสียงส่วนใหญ่แล้วก็อยากจะให้ตัด มาตรา ๖๘ (๒) นะครับ ซึ่งเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ อยากให้ระบุชัดเจนว่า ภาวะวิกฤตินั้นคือภาวะใดนะครับ แล้วขอให้คณะบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างนั้นนะครับ ในการแก้ไขนั้น อะไรคือวิกฤติแห่งชาติ นะครับ ตรงนี้หลายสิ่งที่รับฟังความคิดเห็นมานะครับ ก็อยากให้ปรับลดออก แต่ประเด็น สำคัญที่มีความเห็นถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ก็คือ การกำหนดคุณธรรม จริยธรรม ทางการเมือง และมาตรการครับ เหตุผลก็เพราะว่า การกำหนดคุณธรรม จริยธรรมของ นักการเมืองนั้นจะช่วยให้ปัญหาการกระทำผิดของนักการเมืองนั้น ก็จะได้เข้ามาดูแล ให้มากขึ้น แล้วก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรกำหนดให้มีการกำหนดมาตรฐานการเข้าสู่ ตำแหน่งทางการเมืองของนักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เช่น การจัดตั้ง สถาบันทางการเมือง เพื่ออบรมนักการเมืองให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของคนที่มีมาตรฐาน เดียวกัน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเปึ้นผู้ดำเนินการประมวลจริยธรรมของนักการเมืองนะครับ อันนี้ก็คือข้อเสนอแนะ ในส่วนของการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาก็มีความเห็นเปึน ๒ ฝ์าย เหมือนกัน แล้วตอนนี้ก็มีเอกสารเช่นกันนะครับ อยากให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เพราะประชาชนนั้นเปึ้นผู้ตัดสินใจ และการตัดสินใจนั้น ประชาชนนั้นจะสามารถตัดสินใจได้โดยตรง แต่ว่ากระบวนการการจัดการนั้น ก็ควรที่จะ ให้มีในเรื่องของความชัดเจนนะครับ ส่วนในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็มีความเห็นว่า ให้ลดลงเหลือร้อยคน ให้มีจังหวัดละ ๑ คนนะครับ นี่ก็อาจจะแตกแยกไปอีกนิดหนึ่ง นะครับ จังหวัดใหญ่ ๆ มี ๒ คน ก็อยากให้มี สว. ทั้งหมด ๗๖ จังหวัด แต่ที่มานั้น ส่วนใหญ่แล้วอยากให้มีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยตรงนะครับ ในเรื่องของ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกันครับ จะมีความคล้าย ๆ กับหลาย ๆ จังหวัด นะครับ ก็คือ เห็นด้วยกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๔๐๐ คนนะครับ แต่ในเรื่องของรวมเขต ในเรื่องของให้ประชาชน ๑ คนนั้น สามารถเลือก สส. ได้ ๓ คน ก็อาจจะมีการแปรญัตติ อาจจะเปึนแบ่งเขตเบอร์เดียว ตรงนี้ก็จะคล้าย ๆ กันครับ มาถึงในเรื่องขององค์กรอิสระ และศาล สิ่งที่ประมวลมาก็เสียงส่วนน้อยให้คงไว้ นะครับ เพื่อว่าศาลนั้นจะได้มีความเปึนกลาง ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ร่างนั้นตามร่าง มีจำนวนควรเพิ่มเปึน ๙ คน โดยมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยตัวแทนของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ตัวแทนขององค์กรเอกชน ตัวแทนขององค์กรตามกฎหมาย ตัวแทนของสถาบันสื่อมวลชน นี่ก็คือ ในเรื่องของการนำเสนอมานะครับ ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยนะครับ มาในเรื่องผลบทบาทหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ก็เห็นด้วย มีข้อเพิ่มเติมดังนี้ ที่เปึนประเด็นที่สำคัญ ก็คือ ให้เพิ่มเติมจำนวนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และขยายผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาไประดับภูมิภาคด้วย ให้มีความมาตรฐาน ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้มีการเสนอแนะมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาเปึ้นผู้จัดทำมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ส่วนที่ ๔ ก็คือ มีการกำหนดหน่วยงานในการตรวจสอบผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา มติที่ประชุม เห็นด้วยครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ขอให้เพิ่มเติมที่ระบุไว้ในข้างต้นนี่นะครับ สำหรับ ในประเด็นในเรื่องของการเพิ่มอํานาจ และลดจํานวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาตินะครับ เห็นด้วยนะครับ แต่ขอให้มีการเพิ่มข้อเสนอแนะที่เปึนประเด็นดังนี้ ครับ ให้ขยายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในระดับภูมิภาคด้วยนะครับ ที่ประชุมนั้นเห็นตามร่างที่รัฐธรรมนูญข้อเพิ่มเติมไว้ในข้างต้นนะครับ ประเด็น ในเรื่องของการคานและดุลอํานาจใบแดง เรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นะครับ เห็นด้วยครับตามร่าง แต่มีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ เมื่อศาลนั้นได้เพิกถอนสิทธิ การเลือกตั้งแล้ว ให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนต้องรับผิดชอบเสียหายนั้น เสียค่าใช้จ่ายในการ เลือกตั้งใหม่นะครับ ผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง ไม่สามารถกลับมารับสมัครใหม่ได้ อันนี้ขอเพิ่มนะครับ ให้ขยายระยะเวลา กับคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในการ จัดการเลือกตั้ง ๓๐ วัน นับตั้งแต่มีการเพิกถอน เพื่อให้มีระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้ง ที่เพียงพอ อันนี้เปึนข้อเสนอแนะนะครับ ส่วนประเด็นสุดท้าย เท่าที่ประมวลได้ หลังจาก ที่หลาย ๆ ท่านนั้นได้ประมวลมาแล้ว ก็คือ ปัญหาการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว กับผลประโยชน์ของรัฐนะครับ เห็นด้วยตามร่าง มาตรา ๒๕๖ ถึง ๒๖๐ เหตุผลก็เพราะว่า เปึนการควบคุมให้อำนาจของนักการเมืองและครอบครัวไม่สามารถที่จะได้แสวงหา ผลประโยชน์ต่อรัฐด้วย อันนี้ก็คือสรุปประเด็นใน ๓ กรอบที่ได้ไปประมวลรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ และยังมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่เปึนประเด็นสุดท้ายนะครับ ซึ่งในเรื่องของการเงิน และการคลังของรัฐนะครับ เขาเสนอให้บัญญัติในเรื่องของการ จัดเก็บภาษีมรดกในรัฐธรรมนูญนะครับ เหตุผลก็คือ เพื่อเปึนการกระจายความเปึ้นธรรม ในสังคมให้มากขึ้น ลดช่องว่างในสังคม เปึนการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และเพื่อ เก็บภาษีกับผู้มีรายได้มาก นี่ก็คือในเรื่องของประมวลรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในภาคเหนือตอนล่าง กรอบที่ ๒ ซึ่งในรายละเอียดนั้นยังมีอีกมากมายนะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนในครั้งแรกครับ ในบางเรื่องนั้น ที่มีการสัมมนานั้นจะลงลึก ไปในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะลงลึกไปในกฎหมายลูกนะครับ ซึ่งเท่าที่สรุป และประมวลได้ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราร่างกันอยู่นี่นะครับ ที่สมาชิกกรรมาธิการ ยกร่างร่างอยู่นี่ ผลสุดท้ายเขามีคําถามว่า ทําอย่างไร เมื่อรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีการ ลงประชามติในอนาคต ถ้ามีการผ่านประชามติแล้ว มีการเลือกตั้งแล้ว มีการปรับปรุง ปรุงแต่งรัฐธรรมนูญแล้วนี่ รัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลบังคับใช้ได้อย่างไร แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ครับ ยังมีความเห็นอีกหลาย ๆ ทางนะครับ ในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ผมขอสรุปว่า บางเรื่องนั้นที่ได้ประมวลมา เขาบอกว่า ถ้าเราใส่แนวนโยบายของรัฐไป มาก ๆ แล้วนี่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่รัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดนั้นนะครับ อาจจะ ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เปึ้นได้นะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสรุป ๓ กรอบครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านต่อไป ใครครับ ท่านผู้ว่าใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายชนินทร์ บัวประเสริฐ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายชนินทร์ บัวประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๑๖ ขออนุญาต กราบเรียนผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งขณะนี้ได้รับฟังไปแล้วเปึนส่วนใหญ่นะครับ ทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ เวที มีประชาชน เข้าร่วมประมาณ ๗,๐๐๐ คน ขณะนี้เปึนส่วนใหญ่ ผลการรับฟังความคิดเห็น ผมจะขออนุญาตรายงานเปึน ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก ตามประเด็นที่ทางคณะกรรมการ รับฟังความคิดเห็นได้กำหนดประเด็นให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่าเปึนประเด็นสำคัญ ในส่วนนี้ผมจะขอรายงานเฉพาะเรื่องที่ไม่ซ้ำซ้อนกับท่าน ๓ ท่านที่แล้วมาได้รายงาน ส่วน ในส่วนที่ ๒ ผมจะรายงานในประเด็นที่ประชาชนมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากประเด็น ที่เราสอบถาม ซึ่งผมก็จะรายงานเฉพาะประเด็นที่เปึนประโยชน์ แล้วก็ประชาชนมีความ คิดเห็นที่ดีให้พวกเราได้รับทราบ ในส่วนแรก ผมขออนุญาตรายงานใน ๑๕ ประเด็นที่เรา ต้องการรับฟังความคิดเห็นที่เปึนประเด็นสำคัญ เรื่องแรก เรื่องของคณะวิกฤติบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อคิดเห็น ว่า บุคคลที่จะมาร่วมกันนี่นะครับ ไม่ควรเปึ้นบุคคลที่ก่อให้เกิดวิกฤติของชาติ แล้วก็ การเรียกประชุมนะครับ ควรจะมีการกำหนดประธานที่ชัดเจน เพื่อจะให้สามารถเรียก ประชุมได้ทันต่อเหตุการณ์ ประเด็นที่ ๒ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ก็ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ ๙๕ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยบางส่วน เพราะคิดว่า เปึ้นเรื่องที่อยู่ ในจิตสำนึกและความรับผิดชอบของนักการเมืองที่จะต้องมีต่อประชาชน ในฐานะที่เปึน ผู้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ที่สูงที่สุดในการนิติบัญญัติของชาติ น่าจะเปึ้นจิตสำนึก และความ รับผิดชอบของผู้ที่อาสา เรื่องที่ ๓ เรื่องของวุฒิสภา เห็นชอบมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันที่ให้ลดจำนวนลงเหลือ ๑๖๐ คนนะครับ ที่ไม่เห็นด้วยก็มีบางส่วนครับ ส่วนเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นด้วยกับจำนวนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีได้ ๒ ส่วน คือ การเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน แล้วก็เลือกตั้งแบบสัดส่วน ปรากฏว่า ยังมีความไม่เข้าใจว่า ระบบสัดส่วนที่จะใช้นี่เปึนอย่างไร คิดว่า ถ้าในรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่า วิธีการในเรื่องของระบบสัดส่วน ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นครับ เรื่องของสิทธิและ เสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิชุมชน เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เรื่องที่ ๖ เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ในหลักการเห็นด้วย แต่มีข้อวิตกกังวลหลายเรื่องนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนรายละเอียดต่อไปนะครับ เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนะครับ ก็เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เรื่องที่ ๘ เรื่องคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระนะครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ให้ตัดคุณสมบัติ บางส่วนออกนะครับ แล้วก็เพิ่มบางท่านออกนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนรายละเอียด อีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องของที่ประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนนะครับ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อสามารถ ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้นี่นะครับ เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๑๐ ครับ เรื่องของบทบาทใหม่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานะครับ ในหลักการเห็นด้วย แต่มีข้อที่บางท่านนะครับบอกว่า ถ้างานกว้างขวางขึ้นไปมากขึ้นนะครับ แล้วไม่มั่นใจ ในประสิทธิภาพว่า จะไปหลงทางหรือเปล่า มัวแต่ทําเรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องสําคัญ ไม่ได้ทำนะครับ ก็เกรงว่าจะเหมือนกับคณะกรรมการ ปปช. นะครับ ซึ่งเรื่องค้างอยู่ เปึ้นหมื่น ๆ เรื่องนะครับ กลัวว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะเข้าทํานองเดียวกัน นะครับ และอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องที่กําหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้ตรวจสอบ จริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถดําเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เพราะว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะต้องรายงาน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภานะครับ ก็ไม่มั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร เพราะว่ายังไม่เปึนอิสระอย่างแท้จริงนะครับ เรื่องอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องที่ ๑๑ เรื่องของการเพิ่มอํานาจและลดจํานวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน น้อยกว่าร้อยละ ๙๔ เห็นด้วยครับ เรื่อง ๑๒ เรื่องการค้านและดุลอำนาจใบแดงของ คณะกรรมการเลือกตั้ง ก็เห็นด้วยครับ เรื่องที่ ๑๓ เรื่องการปรับอำนาจบทบาทของ ตุลาการ อัยการให้เปึ้นอิสระมากขึ้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อสังเกตบางอย่าง เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องที่ ๑๔ ครับ เรื่องเกี่ยวกับปัญหา การกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของรัฐนะครับ เห็นด้วยครับ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องการบัญญัติพุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาประจำชาตินะครับ ส่วนใหญ่มากกว่าเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยครับว่า ไม่ควรบัญญัตินะครับ ตอนนี้ในประเด็นที่ ๒ นะครับ ที่ผมจะกราบเรียนท่านสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก็คือ ประเด็นที่ผู้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ และในรายละเอียด ของประเด็นบางประเด็นนะครับ ประเด็นแรกที่ผมกราบเรียน ก็คือว่า ในกรณีที่ รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้ประชาชนผู้ละเมิดสิทธิเสรีภาพมีสิทธิฟัองต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยตนเอง เมื่อไม่อาจจะใช้สิทธิในวิธีอื่นได้นะครับ มีส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่มีบางส่วน คิดว่า อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญควรจะพิจารณา พิพากษาเรื่องใหญ่ ๆ นะครับ ส่วนเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนควรจะแยกนะครับ เพราะว่าเปึนเรื่องที่ต่างคนต่างคิด ควรจะแยกไปในช่องทางอื่นนะครับ แต่ถ้าเปึนความ เดือดร้อน เรื่องใหญ่นะครับ ควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีเรื่อง ที่เข้ามากมายนะครับ ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ในเรื่องใหญ่ ๆ ตามกำหนดเวลา เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องของคณะบุคคลที่สรรหาองค์กรอิสระ นะครับ ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ แต่มีข้อคิดเห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อปัองกันการไม่โปร่งใส ควรกำหนดให้คณะกรรมการอิสระได้ดำเนินการในลักษณะเป่ดเผย เช่น ให้ประชาชน ได้รับรู้ว่า เหตุผล แล้วก็การดำเนินการเช่นนี้เปึนอย่างไร ตามหัวข้อ ประเด็นต่อไปครับ ในเรื่องของการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึ้นผู้พิจารณาคดี ที่มีการฟัองนักการเมือง ไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สิน เปึ้นเท็จ อันนี้ทุกคนเห็นด้วยหมดนะครับ แต่ที่มีข้อสังเกตเพิ่มเติม คือว่า การกำหนด ระยะเวลาเพียง ๕ ป้น้อยเกินไป ควรกำหนดระยะเวลาที่จะสามารถตรวจสอบได้ ๒๐ ป้ เพื่อปัองกัน แล้วก็ให้ดำเนินการย้อนหลังได้นะครับ เรื่องอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมได้ขออนุญาตกราบเรียน คือ เรื่องของการแยกองค์กรอัยการเปึ้นอิสระนะครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อคิดเห็นว่า ภาระหน้าที่บางอย่างขององค์กรอัยการที่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาคดี เช่น เรื่องเปึ้นที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือทำหน้าที่ที่จะ ช่วยเหลือประชาชน อันนี้รัฐบาลควรจะแยกออกจากกัน แล้วก็รัฐบาลน่าจะกำกับดูแลได้ อย่างใกล้ชิด เพราะเปึ้นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ควรระบุให้ชัดเจน แล้วก็ ในหน้าที่บางอย่างก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้น จะต้องมีการตรวจสอบจากองค์กร อื่น ๆ เพราะองค์กรอัยการเปึนองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนในพื้นที่นะครับ เรื่องต่อไปครับ เรื่องของวุฒิสมาชิก ซึ่งมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากประเด็นที่เห็นด้วยว่า ตามรัฐธรรมนูญว่า จํานวนและวิธีการที่จะสรรหาวุฒิสมาชิกนะครับ แต่ก็มีข้อคิดเห็น เพิ่มเติมในเรื่องของความไม่มั่นใจในกระบวนการสรรหาของคณะกรรมการวุฒิสมาชิก เพราะว่ากลัวว่าจะมีการครอบงำจากฝ์ายการเมือง เรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกัน ก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ผมได้กราบเรียนแล้ว คือ เรื่องระบบสัดส่วน ต้องมีวิธีการที่ชัดเจน บางท่านบอกเพิ่มอีกนะครับว่า การเลือกตั้งที่มีเขตใหญ่ขึ้นจะทำให้ เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น อันนี้รายละเอียดมีมากมาย ผมขออนุญาตส่งมอบ ให้ทางสภาดีกว่านะครับ

เรื่องต่อไปครับ ที่ผมจะขออนุญาตเปึ้นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องของการปกครอง ท้องถิ่น ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ควรจะกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีผู้ที่ให้ข้อสังเกตว่า จะต้องมีการกำกับดูแล หรือควบคุมให้ใกล้ชิดมากขึ้น แล้วท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กควรจะมีการร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร มิฉะนั้นในงบประมาณของท้องถิ่นที่จะไปดูแลพัฒนา ประชาชนจะหมดไปกับการบริหาร ยกตัวอย่างที่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม อย่างเช่น ใน อบต. ที่จะมีสมาชิก อบต. จากหมู่บ้าน ๒ คน ก็ควรลดเหลือเพียง ๑ คน จะได้ลดค่าใช้จ่าย ในการบริหารไป แล้วก็ต้องดูแลนะครับว่า ความเปึนอิสระจะไม่ทำให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกขึ้นไป ในการบริการประชาชน

เรื่องสุดท้ายที่ผมขออนุญาตกราบเรียนให้ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับทราบ คือ เรื่องของพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็มีบางส่วนที่ให้เหตุผล ที่ขออนุญาตนําเรียนกับท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่า การบรรจุพระพุทธศาสนาเข้าในรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลว่า จะทําให้รัฐได้เห็นความสําคัญ มากขึ้น ก็จัดงบประมาณ จัดการสนับสนุนพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น ก็มีการทํานุบํารุง พุทธศาสนามากขึ้น ก็เปึ้นเหตุผลที่คิดว่าฝ์ายที่จะให้บรรจุพระพุทธศาสนาเข้าใน รัฐธรรมนูญนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง คือประเด็น ตามมาตรา ๑๙๒ คือการกำหนดให้มีบำเหน็จ บำนาญกับคณะบุคคล เสียงส่วนใหญ่ว่า ควรจะตัดในวรรคสองลงไป คือ ในเรื่องของบําเหน็จ บํานาญของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก เพราะว่าเปึนการเสียเงินมาก แต่ก็มีบางส่วนว่า ท่านผู้นั้น ก็อาสามาทํางาน ควรที่จะกําหนดระยะเวลาที่ว่า ถ้าจะได้บําเหน็จ บํานาญนี่ ควรมีระยะเวลาที่ทำงานให้กับแผ่นดินมากพอสมควร ไม่ใช่ว่าเข้ามาถึงได้เลย อย่างเช่น ว่า ต้องดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก อย่างน้อย ๘ ป้ ก็ถือว่า น่าจะตอบแทน เพราะเขาเสียสละให้กับแผ่นดิน ช่วยเหลือประชาชน แต่ว่า ถ้าระยะเวลาไม่มากนัก ก็น่าที่จะไม่ได้ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคิดเห็นของ ประชาชนในเขต ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ให้ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับทราบครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายวิชัย ศรีขวัญ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับข้อมูลความเห็นของประชาชนในจังหวัด ภาคเหนือ รายกลุ่มจังหวัด ที่นำเสนอรอบที่ ๒ นี้ เปึนข้อมูลจากเวทีการรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งมีอยู่ ๒๐๐ เวที และรายงานมายังกรรมาธิการวิสามัญประสาน การมีส่วนร่วมแล้ว ๖๐ เวที รวมทั้งเอกสารของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่งมายังกรรมาธิการ อย่างไรก็ตามการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระดับจังหวัด และการจัดประชุม สัมมนาของภาคนั้น คงดำเนินการต่อไปตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ของภาคจะได้นําเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญในโอกาสต่อไปครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

พอดีดูรายละเอียดของงานเพลินไปหน่อยครับ ท่านมีรายงานเพิ่มไหมครับ มีท่านสมาชิก ท่านใดจะเสนอความเห็นในส่วนนี้ไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ

ระเบียบวาระที่ ๔.๒ นะครับ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการ ดำเนินงานของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคกลางนะครับ

ขอเชิญท่านกรรมาธิการเข้าประจำที่ด้วยครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

เดี๋ยวรอกรรมาธิการสักครู่นะครับ พอดีนั่งฟังอยู่ ก็มีส่งเรื่องอื่นมาให้พิจารณาด้วยนะครับ ก็เลยดูรายละเอียดไปนิดหนึ่ง ถ้ากรรมาธิการพร้อมแล้ว เชิญท่านประธานกรรมาธิการ รายงานเลยครับ เชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง ขอกราบเรียนรายงานการปฏิบัติหน้าที่การรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ภาคกลาง ในรอบที่ ๒ ดังต่อไปนี้ครับ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง ประกอบไปด้วย กรรมาธิการรวมทั้งสิ้น ๑๖ ท่าน มีกระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธานกรรมาธิการ มี นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง เปึนรองประธาน คนที่หนึ่ง มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ เปึนรองประธาน คนที่สอง นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล เปึนโฆษกกรรมาธิการ นายสมเกียรติ รอดเจริญ เปึ้นผู้ช่วยโฆษก นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นายชวลิต หมื่นนุช นายโชคชัย อักษรนันท์ นายปกรณ์ ปรียากร นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล นายโอกาส เตพละกุล นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ นางสาวอลิสา พันธุ์ศักดิ์ เปึนกรรมาธิการ และมี นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนเลขานุการ คณะกรรมาธิการภาคกลางได้จัดให้มี การประชุมของกรรมาธิการสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ในทุกวันอังคาร เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา และได้มีการแบ่งพื้นที่เขตจังหวัด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น ๒๕ จังหวัด กับกรุงเทพมหานคร ออกเปึน ๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีกรรมาธิการ รับผิดชอบ ๓ ท่าน คือนายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล กลุ่มที่ ๒ ประกอบไปด้วย จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีกรรมาธิการรับผิดชอบ ๓ ท่าน คือ นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ กลุ่มที่ ๓ ประกอบไปด้วย จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้ว มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ กลุ่มที่ ๔ ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีนายสมเกียรติ รอดเจริญ นายโอกาส เตพละกุล และ นางสาวอลิสา พันธุ์ศักดิ์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ กลุ่มที่ ๕ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีกระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายปกรณ์ ปรียากร นายชวลิต หมื่นนุช นายโชคชัย อักษรนันท์ และนายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ กรรมาธิการภาคกลางได้มีมติให้แต่งตั้งอนุกรรมาธิการขึ้น จำนวน ๓ คณะ ประกอบ ไปด้วย อนุกรรมาธิการฝ์ายประชาสัมพันธ์ มีนายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ เปึนประธาน อนุกรรมาธิการฝ์ายวิชาการ มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธานอนุกรรมาธิการ ฝ์ายกฎหมาย มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธาน หลังจากที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๐ กรรมาธิการภาคกลางได้มีมติจัดให้มีการสัมมนาเพื่ออบรมให้ความรู้แก่กรรมาธิการ วิสามัญประจําจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคกลาง และวิทยากร กระบวนการของจังหวัดต่าง ๆ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ หรือร่างฉบับรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ตลอดจนวิทยากร กระบวนการ สามารถ นำความรู้ความเข้าใจที่ได้ไปเผยแพร่ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตจังหวัดภาคกลาง ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ และ เสนอต่อกรรมาธิการยกร่าง การจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ แก่กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ในเขตพื้นที่ภาคกลางได้จัดขึ้นทั้งหมด ๖ ครั้ง ครั้งที่ ๑ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๑ อันประกอบไปด้วยจังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๓ อันประกอบไปด้วยจังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๓ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๔ ประกอบด้วยจังหวัดตราด จันทบุรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พร้อมกับกลุ่มจังหวัดที่ ๒ อันประกอบด้วยจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ครั้งที่ ๕ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๔ อันประกอบด้วย จังหวัด สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐ พร้อมกับ กลุ่มจังหวัดที่ ๔ อันประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี และระยอง หลังจากที่ได้จัดสัมมนา ให้ความรู้กับกรรมาธิการประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคกลางเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดทั้ง ๒๕ จังหวัดกับกรุงเทพมหานคร ได้จัดทำ แผนปฏิบัติการในการจัดเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ทั้งในเขต กรุงเทพมหานคร และ ๒๕ จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งสิ้น ๒๔๑ เวที ดังต่อไปนี้

กลุ่มจังหวัดที่ ๑ จังหวัดกาญจนบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ เวที เริ่มตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดนครปฐม จัดทั้งสิ้น ๗ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดราชบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๐ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดสมุทรสาคร จัดทั้งสิ้น ๙ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๙ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดเพชรบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม

กลุ่มจังหวัดที่ ๒ จังหวัดชัยนาท จัดทั้งสิ้น ๙ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดปทุมธานี จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดอยุธยา จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม จังหวัดสุพรรณบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๑ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม จังหวัดนนทบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดอ่างทอง จัดทั้งสิ้น ๖๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดอ่างทองจะเปึนจังหวัดที่จัดเวทีมากที่สุด ในเขตพื้นที่ภาคกลาง โดยกรรมาธิการวิสามัญจังหวัดอ่างทองจัดลงพื้นที่ทุกอำเภอ ให้ครบทุกตำบลในแต่ละอำเภอ ก็จะมีจำนวนเวทีมากที่สุดครับ

ต่อไปจะเปึนการจัดเวทีของจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเปึนจังหวัดในกลุ่มที่ ๓ ของ ภาคกลาง สิงห์บุรี จัดทั้งหมด ๕ เวที ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ลพบุรี จัดทั้งสิ้น ๓ เวที เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดนครนายก จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึง ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดสระบุรี จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ ถึง ๑๗ พฤษภาคม จังหวัดปราจีนบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดสระแก้ว จัดทั้งสิ้น ๕ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม

จังหวัดในกลุ่มที่ ๔ จังหวัดสมุทรปราการ จัดทั้งสิ้น ๗ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดจันทบุรี จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒๗ เมษายน ถึง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม จังหวัดชลบุรี จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดระยอง จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดทั้งสิ้น ๖ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดตราด จัดทั้งสิ้น ๑๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ส่วนในกรุงเทพมหานคร จัดทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ถึง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม จากรายงานข้อมูลที่ได้ จากการลงพื้นที่ในการจัดเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้เสนอ รายงานต่อสภาแห่งนี้ สิ้นสุด ณ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม สามารถประมวลประเด็นต่าง ๆ ซึ่ง เปึ้นประเด็นที่สำคัญได้ทั้งหมด ๕ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับการควร บรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติหรือไม่ สำหรับประเด็นนี้ยังมีความเห็นแตกต่าง กันในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด แต่เมื่อคำนวณสัดส่วนเฉลี่ยแล้ว จะมีสัดส่วนที่ไม่เห็นด้วย มากกว่าสัดส่วนที่เห็นด้วยอยู่เล็กน้อย ดังเหตุผลที่ใกล้เคียงกับทางภาคเหนือที่ได้นำเสนอ ต่อที่ประชุมไปสักครู่นี้ ก็คือ เหตุผลที่เห็นด้วยในการให้สนับสนุนศาสนาพุทธ์ให้เปึน ศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อความมั่นคงของศาสนา ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นเปึนศาสนาประจําชาติอยู่แล้ว แม้จะไม่เคยปรากฏว่าไม่ได้มีการ บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ตาม ก็ยังคงเปึนศาสนาประจำชาติของประเทศไทยมาตลอด รายละเอียดของเหตุผลที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ทางภาคกลางจะได้สรุปเมื่อการจัดเวที ได้ครบถ้วน ตามรายละเอียดที่ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้ว ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็น เกี่ยวกับองค์กรแก้วิกฤติ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ในประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เท่าที่ได้รับฟัง มาจนถึงขณะนี้ยังมีสัดส่วนของการไม่เห็นด้วยมากกว่า โดยให้เหตุผลว่า จากบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ใดจะเปึนผู้วินิจฉัยหรือเปึ้น ผู้ตีความว่า กรณีใดจะถือว่า เปึนวิกฤติของชาติ กรณีใดจะถือว่า เปึนสถานการณ์คับขัน กรณีใดจะถือว่า เปึ้นเหตุการณ์จำเปึนอย่างยิ่ง อันจะเข้าสู่เงื่อนไขของการจัดให้ มีการประชุมผู้นำ ๑๑ องค์กร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง อีกทั้งบทบัญญัติของมาตรา ๖๘ วรรคสอง ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอในรายละเอียด ของการปฏิบัติ อาทิเช่น ผู้ใดจะเปึนผู้จัดให้มีการประชุม อาทิเช่น จำนวนเท่าใดจึงจะ ถือว่าเปึนการครบองค์ประชุม ตลอดจนไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้ หรือการ บังคับเพื่อให้เปึนไปตามมติของที่ประชุม ๑๑ องค์กรในการแก้ไขวิกฤติ หรือการแก้ไข สถานการณ์คับขัน หรือการแก้ไขเหตุการณ์จำเปึน ประเด็นต่อไปได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นนี้ข้อมูลที่ได้จาก พี่น้องประชาชนยังมีความเห็นว่า การแก้ไขเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น รวมทั้งการเพิ่มจำนวน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในแต่ละเขตให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนั้น ยังไม่แน่ว่าจะเปึ้น การแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการซื้อสิทธิ ขายเสียงได้ โดยเห็นว่ายังเปึนปัญหาที่ อาจจะเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ทำให้นักการเมืองที่มี ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าเปึนฝ์ายเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ประเด็นต่อไปก็ได้แก่ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือ สว. เท่าที่รับฟังมายังมีเสียงคัดค้าน ในเรื่องของที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ตามร่างที่บัญญัติให้มาโดยการสรรหา ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ต้องการ ให้มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้นำเสนอความเห็นว่าหากประสงค์จะแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเปึ้นจุดอ่อนของวุฒิสภาที่ผ่านมา ก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ การที่ไม่สามารถ ทำหน้าที่เปึนกลไกในการถ่วงดุลการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ก็ควรที่จะใช้วิธีการผสมผสานกันระหว่างการสรรหากับการเลือกตั้ง กล่าวคือ อาจจะใช้ วิธีการสรรหาให้ได้จํานวนมากกว่าจํานวนที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วให้ ประชาชนเปึ้นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรณีหนึ่ง หรืออาจจะใช้วิธีการสรรหาครึ่งหนึ่งกับ การเลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง รวมตลอดทั้งมีประเด็นที่นำเสนอให้มีการพิจารณา นั่นก็คือ อํานาจหน้าที่ของ สว. หรือวุฒิสมาชิก อาจจะให้มาจากการสรรหา ไม่ควรมีบทบัญญัติให้ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับวุฒิสมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้ง ประเด็นสำคัญ ประเด็นสุดท้ายที่มีการนำเสนอกันมากในเวทีของพื้นที่ ภาคกลาง ก็คือ บทบัญญัติของมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ คือ มาตรา ๒๙๙ ที่เปึ้นบทบัญญัติให้มีการนิรโทษกรรมกับการกระทำที่ได้เกิดขึ้นก่อนบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ โดยให้ถือเปึนการกระทํา ยังคงเปึนการกระทําที่ชอบด้วย กฎหมายอยู่ แนวคิดของฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น ได้นำเสนอเหตุผลไปในทางหลักวิชาการว่า ในเมื่อบทบัญญัติที่ประสงค์ให้มีการนิรโทษกรรมนั้นได้มีการบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว คือ ฉบับ ๒๕๔๙ แล้ว ไม่มีเหตุผลจำเปึ้นใดที่จะต้องน้ำมาบัญญัติซ้ำอีก ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร รวมตลอดทั้งไม่เคยมีบทบัญญัติในเรื่องของนิรโทษกรรมพูดอยู่ ในระดับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ หากจำเปึ้นที่จะต้อง ยังคงมี เพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ก็น่าที่จะไปตราเปึนกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติ มากกว่า ทั้งหมดคือสี่ห้าประเด็นในการที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นในส่วนของ ภาคกลางได้รวบรวมมาจากการเป่ดเวทีในการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ภาคกลาง กระผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ได้รับทราบว่า ในการจัดทำเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนของพื้นที่ในจังหวัดภาคต่าง ๆ นั้น เราได้กำหนดรูปแบบในการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไว้เปึน ๒ ขั้นตอน กล่าวคือ ในการจัดเวทีในแต่ละครั้ง นั้น จะมีการนำเสนอข้อมูลสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญต่อพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจเสียก่อนว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับรับฟังความคิดเห็นนั้น ประกอบไปด้วยสาระสำคัญใดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาระสําคัญที่ถือว่าเปึนความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ทั้งนี้ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้ทำความเข้าใจเสียก่อน หลังจากนั้น ก็จะเปึ้นช่วงที่ ๒ ของแต่ละเวที นั่นคือช่วงของการนำเสนอประเด็นให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งกรอบประเด็นที่ กรรมาธิการพื้นที่ภาคกลางได้กำหนดไว้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นนั้น จะประกอบไปด้วยทั้งหมด ๒๒ ประเด็น ได้แก่ ประเด็นในเรื่องของ จำนวนประชาชน ๑ แสนคน ที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ กำหนดให้มีสิทธิเข้าชื่อ เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ประเด็นที่ประชาชนซึ่งถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ มีสิทธิฟัอง ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง หากไม่สามารถดำเนินการผ่านวิธีการอื่นได้ ตามมาตรา ๒๐๘ ประเด็นเรื่องการให้สิทธิประชาชนมีสิทธิติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๖๑ ประเด็นเรื่องการทําสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ หากการทําสนธิสัญญานั้นมีผลกระทบต่อประชาชน รัฐต้องจัดให้มีข้อมูล และ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนก่อน ตามมาตรา ๑๘๖ วรรคสาม ประเด็นเรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำรายงานต่อประชาชน ในท้องถิ่นของตัวเอง ในเรื่องของการจัดทำงบประมาณ ในเรื่องของการใช้จ่าย งบประมาณ ตลอดจนในเรื่องผลการดําเนินงาน ตามมาตรา ๒๗๘ วรรคสาม ประเด็น เรื่องของการให้สิทธิประชากรในท้องถิ่นที่จะเข้าชื่อขอถอดถอนนักการเมืองในท้องถิ่น และขอให้ท้องถิ่นออกกฎหมายในระดับท้องถิ่นได้เอง ประเด็นเรื่องของการที่รัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มเติมบทบัญญัติ ในหมวด ๘ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ประเด็นเรื่องของการลดจํานวน สว. เหลือ ๑๖๐ คน และกําหนดที่มาของ สว. มาจากการ สรรหา ตามมาตรา ๑๐๖ และ ๑๐๘ ประเด็นในเรื่องของการกำหนดให้ สส. มีจำนวน ลดลงเหลือ ๔๐๐ คน โดยแบ่งประเภท สส. เปึน สส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง จำนวน ๓๒๐ คน และมาจากระบบสัดส่วน ๘๐ คน ประเด็นเรื่องของการกำหนดให้มีประมวลจริยธรรมของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในมาตรา ๒๗๐ และมาตรา ๒๗๑ ประเด็นเรื่องของการกำหนดให้การแสดงบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากจะต้องแสดงทรัพย์สินซึ่ง อยู่ในส่วนของตนเอง ของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแล้ว ยังขยายไปถึง ทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองหรือการดูแลของบุคคลอื่น ตามมาตรา ๒๕๐ ประเด็น เรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะต้องเป่ดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประเด็นเรื่องของการพ้นตําแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ ก็จะต้องพื้นตำแหน่ง ตามบทบัญญัติของ มาตรา ๑๑๙ ประเด็นเรื่องการที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้อง พ้นตำแหน่ง เมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดียังไม่ถึงที่สุด หรือมีการร้อลงอาญา ตามมาตรา ๑๗๘ (๔) ประเด็นเรื่องคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระ ตามบทบัญญัติของ มาตรา ๒๒๖ ประเด็นเรื่องของการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมืองเปึนผู้พิจารณาคดีที่นักการเมืองไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือยื่น บัญชีทรัพย์สินเปึ้นเท็จ ตามมาตรา ๒๕๔ ประเด็นเรื่องของการให้องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ สามารถขอแปรญัตติในงบประมาณของตนเองเพิ่มเติมได้ ตามมาตรา ๑๖๔ ประเด็นเรื่องของการให้อัยการแยกออกมาเปึนองค์กรอิสระ ตามมาตรา ๒๔๖ ประเด็น เรื่องของการให้สิทธิยื่นอุทธรณ์คําวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งต่อศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา ตามมาตรา ๒๓๓ ทั้งหมดคือประเด็นที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมของประชาชนในเขตพื้นที่ภาคกลาง ใช้เปึนประเด็นในการนำเสนอ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็น นอกเหนือจากนี้แล้ว ในตอนท้ายของการจัดเวที แต่ละครั้ง ยังเป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม สำหรับประเด็น ที่นอกเหนือจากประเด็นที่เราได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งรายละเอียดของข้อมูลความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการรวบรวมจากทุกเวที ใน ๒๕ จังหวัดของพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร กระผมจะขออนุญาตให้ท่านสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล และท่านวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึ้นผู้นําเสนอในรายละเอียดต่อไปเปึนลำดับ กราบเรียนท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญครับ

นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ กรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตกราบเรียนเสริมท่านประธานนะครับว่า ในการจัด เวทีภาคกลางนั้น เราได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ์ายนะครับ ไม่ว่าจะเปึน ฝ์ายปกครอง ตั้งแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอลงไปนะครับ ทางท่าน ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา แม้แต่ท่านเจ้าอาวาสวัดวาอารามต่าง ๆ นะครับ หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ได้กรุณาให้ความร่วมมือกับสภาเปึนอย่างดี กระผมต้อง ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ในฐานะกรรมาธิการภาคกลางครับ และนอกจากนี้ต้อง ขอประทานอนุญาตกราบเรียนครับว่า ในการที่ไปจัดเวทีทุกครั้งนะครับ ก็จะได้มีการ กราบเรียนพี่น้องประชาชนซึ่งมาร่วมเวทีว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญของเรา สมาชิกสภาร่าง คือ สสร. ของเรานั้นนะครับ เราไม่มีกลุ่ม เราไม่ได้สังกัดฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่เราทํานี่ เรามุ่งประโยชน์ของประเทศชาติ มุ่งที่จะแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง ซึ่งเกิดวิกฤติ เปึ้นสําคัญ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ในร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ นั้น ก็จะมุ่งในเรื่องที่จะแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ เราได้กราบเรียนพี่น้องประชาชนว่า ในร่างทั้งหมดนี้ก็ยังสามารถแก้ไขได้ และเข้าใจว่า จะเปึ้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนะครับที่ได้เป่ดโอกาสให้มีการ วิพากษ์วิจารณ์ มีการทำประชาพิจารณ์มากถึงขนาดนี้ นอกจากนี้นะครับ ก็ได้ขอให้พี่น้อง ประชาชนนั้นได้วิเคราะห์ วิจารณ์ด้วยความมีเหตุมีผล เพราะว่าในระบอบประชาธิปไตย นั้นเราชนะกันด้วยของเหตุของผล มากกว่าที่จะใช้ระบบของการร่วมกลุ่ม ระบบของการ ที่จะบีบบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้กระผมได้ยกเอากระแส่พระราชดำรัสในการเสด็จออก มหาสมาคม เนื่องในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ป้ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ซึ่งขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวครับ เฉพาะข้อเดียว เท่านั้นเอง คุณธรรมซึ่งเปึ้นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่จะทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันรักษา และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้รุ่งเรื่อง สืบต่อเปึ้นลำดับมาได้ตลอดรอดฝัืง ในประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทํา ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกันครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นกระผมจะขออนุญาตเข้าไปในเนื้อเรื่อง ซึ่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ

ในประเด็นที่ ๑ คือ ประเด็นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการกระจายอำนาจนะครับ ก็คือ ประเด็นแรกบอกว่า ตามมาตรา ๒๘๒ (๑) นะครับ ประชาชน ๑ แสนคนมีสิทธิเข้าชื่อ เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เสียงส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ ๘๐ นี่เห็นด้วยครับ โดยมีเหตุผลบอกว่า ก็ทําให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ง่ายกว่าฉบับอื่น ๆ แล้วก็เพื่อเปึนการปัองกัน หรือลดปัญหาการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งครับ อีกประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์นี่นะครับ เปึนเสียงส่วนน้อย ไม่เห็นด้วย บอกว่า ก็แตกเปึน ๒ ส่วนนะครับ ส่วนหนึ่งบอกว่า แสนคนนี่มากเกินไป ควรจะเหลือสัก ๒๐,๐๐๐ ถึง ๕๐,๐๐๐ คนนะครับ อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า รัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายสูงสุด น่าจะกําหนดให้มากกว่าแสนคนนะครับ ก็ในระบอบประชาธิปไตยก็เห็นต่างกันอย่างนี้ ล่ะครับ ข้อเสนอแนะ ก็คือขอให้รัฐนี่นะครับ ช่วยสนับสนุนให้มีการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ครับ

ในประเด็นที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ ที่เราระบุไว้ในมาตรา ๒๐๘ นี่ บอกว่า ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ มีสิทธิที่จะฟัองร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยตนเอง เมื่อไม่อาจใช้สิทธิทางอื่นได้ เสียงส่วนใหญ่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย โดยไม่มีเงื่อนไขเลยครับ แต่เสียงส่วนน้อยก็บอกว่า ไม่เห็นด้วย เพราะว่าประชาชนนี่ ยังมีความรู้น้อย มีทุนน้อย แล้วก็ยังไม่ทราบขั้นตอนในการฟัองศาลว่า ฟัองศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร เพราะว่าศาลยุติธรรมก็พอสมควรแล้วนะครับ ก็มีข้อเสนอแนะว่า ถ้าเปึนอย่างนั้นจริง ๆ นี่นะครับ ถ้ารัฐธรรมนูญใช้จริง ๆ นี่ ก็ขอให้รัฐ กำหนดค่าธรรมเนียมในการดำเนินงานตามกระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญในอัตราที่ ต่ําที่สุดครับ

สำหรับประเด็นที่ ๓ ครับ ท่านประธานครับ เปึนเรื่องของมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่งนะครับ บอกว่า ประชาชนนั้นมีสิทธิติดตาม และร้องขอให้มีการตรวจสอบ การปฏิบัติงานของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ ส่วนเสียงส่วนน้อยที่บอกว่า ไม่เห็นด้วยนั้น ไม่ได้ ให้เหตุผลมา แต่ก็มีข้อเสนอแนะว่า ในกรณีอย่างนี้นะครับ ก็ขอให้ออกกฎหมาย ให้ประชาชนนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เพื่อจะสามารถ ติดตาม ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้นะครับ

ในประเด็นที่ ๔ ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการทำสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งหลาย ที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนนะครับ บอกว่า รัฐต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนะครับ ตามมาตรา ๑๘๖ วรรคสาม ส่วนใหญ่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยครับ แต่เสียงส่วนน้อยนี่ นะครับ ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ก็มีข้อสังเกตซึ่งน่าจะได้รับฟังไว้นะครับ บอกว่า ในประเด็นที่ ๑ บอกว่า ไม่จำเปึนหรอก เพราะว่าบางเรื่องนี่ละเอียดซับซ้อนเกินไป และบางเรื่องอาจจะต้องการความรวดเร็วนะครับ ซึ่งอาจจะทำให้ประเทศชาติ เสียประโยชน์ได้ อีกเหตุผลหนึ่ง ก็บอกว่า ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก็น่าจะ เพียงพอแล้ว ในการนี้ก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมนะครับ บอกว่า เมื่อเกิดความเสียหาย จากการทําสนธิสัญญาของรัฐบาลที่จะทําสนธิสัญญากับต่างประเทศนี่ ควรจะได้มีการ เยียวยาจากภาครัฐครับ นอกจากนี้นะครับ ก็บอกว่า ในการที่จะทําสนธิสัญญาอะไร ต่าง ๆ นี่ ขอให้คำนึงถึงคุณธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของ ประชาชน ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตของคนในชาติ แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่ง ก็บอกว่า ควรจะได้มีคณะกรรมการศึกษาในเรื่องที่ทำสัญญานี่อย่างละเอียดรอบคอบเสียก่อน ก่อนที่จะรีบทำอะไรลงไปนะครับ

สำหรับในประเด็นที่ ๕ ครับ ท่านประธานครับ เปึนเรื่องขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ บอกว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ต้องเสนอรายงาน ในการดำเนินงานต่อประชาชน ในเรื่องการจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย และผลการ ดำเนินงานในรอบป้นะครับ เพื่อปัองกันปัญหาการทุจริต ก็เห็นด้วย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่ไม่เห็นด้วยนี่ มีเหตุผลอย่างนี้ครับ บอกว่า ประชาชนจะเข้าไปตรวจสอบได้อย่างไร เพราะว่าบางพื้นที่มีอิทธิพลแอบแฝง ก็มีข้อเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้จัดตั้งสภา ประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบครับ

ต่อไปเปึนประเด็นที่ ๖ ครับ บอกว่า ในเรื่องของการถอดถอนนักการเมือง ในมาตรา ๒๗๖ นะครับ นักการเมืองท้องถิ่นนะครับ บอกว่า ให้ลดจำนวนประชากรที่จะ เข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่น และการเสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น ส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ ๗๐ เห็นด้วยนะครับ ส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็ยังบอกว่า ไม่ควรจะเขียนว่า ให้เปึนไปตามที่กฎหมายกําหนด น่าจะระบุลงไปนะครับว่า เหลือสัก ๕,๐๐๐ คน หรือ ๑๐,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐ คน สำหรับระดับท้องถิ่น และ ๑๐,๐๐๐ คน สำหรับระดับชาติ ครับ ก็มีข้อเสนอแนะนะครับว่า การระบุจำนวนประชาชนที่เข้าชื่อนี่นะครับ บางครั้ง ไม่จําเปึนจะต้องระบุไปเลยว่า จํานวนจะเปึนเท่าไร เพราะว่าขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ แต่ละท้องถิ่นว่า ท้องถิ่นใหญ่ ท้องถิ่นเล็ก อย่างกรณีเทศบาลนคร กับกรณี อบต. นี่ อาจจะจำนวนผู้เข้าชื่ออาจจะไม่เท่ากันนะครับ อาจจะน้อยกว่ากันตามสัดส่วน

ในประเด็นที่ ๗ ครับ เปึ้นเรื่องสถาบันทางการเมือง รัฐธรรมนูญได้กำหนด ในมาตรา ๑๖๓ บอกว่า ให้บัญญัติในเรื่องรายละเอียดการเงิน การคลัง และ การงบประมาณไว้ในมาตรา ๑๖๓ นี่นะครับ เสียงส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยว่า ควรจะกำหนด เพื่อที่จะสามารถติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของฝ์ายบริหาร ได้อย่างละเอียดชัดเจนนะครับ แต่เสียงส่วนน้อยบอกว่า ถ้าระบุลงไปนี่มันจะเปึน รายละเอียดมาก และยุ่งยาก ซับซ้อนครับ

ในประเด็นที่ ๘ ครับ ประเด็นที่ ๘ นี่เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกรรมาธิการ ได้กราบเรียนแล้วนะครับ คือ เรื่องจํานวนวุฒิสมาชิก จํานวน ๑๖๐ คนนี่นะครับ โดยให้ มีการสรรหาจากบุคคลที่เหมาะสมในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๖ คน แล้วก็ บุคคลจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ อีก ๘๔ คน นะครับ ตามมาตรา ๑๐๖ และ ๑๐๘ นั้น ความเห็นต้องขออนุญาตแยกอย่างนี้ครับ ในเรื่องของจำนวนนะครับ ร้อยละ ๗๕ เห็นด้วยว่า จำนวนและสัดส่วนน่าจะเหมาะสม แล้วนะครับ แต่ที่ไม่เห็นด้วยนี่ ไม่เห็นด้วยกับวิธีการสรรหานะครับว่า สว. ส่วนใหญ่ ควรจะมาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าการเลือกตั้งนั้น เปึนพื้นฐานของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ยกเว้นเวทีรับฟังที่จังหวัดราชบุรีนี่บอกว่า น่าจะมีการผสมผสานกัน คือ ก็ให้มีขั้นตอนในการสรรหา เพื่อให้ได้จำนวน สว. มากกว่าจำนวนที่มีอยู่ แล้วก็ ให้มีการเลือกตั้ง อันนี้ก็เปึนข้อเสนอครับ ทีนี้ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ เห็นด้วยกับจํานวนแล้วนะครับ แล้วก็ที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจาก การเลือกตั้ง และมีขอบเขตในการหาเสียงเลือกตั้งที่จํากัดพอสมควร ควรมีจํานวนสัก ๒๐๐ คนนะครับ เท่ากับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อีกพวกหนึ่งบอกว่า ควรลดจำนวน การลดจำนวนทำให้ดูแลพี่น้องประชาชนไม่ทั่วถึง และทำให้เกิดการแข่งขันกันมากนะครับ แล้วก็มีข้อเสนอว่า ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ ข้อต่อไปบอกว่า ควรทำเปึน ๒ ขั้นตอนเหมือนกับที่ราชบุรีนะครับ ก็คือมีการสรรหาให้เกินจำนวน สว. ก่อน แล้วก็ไปเลือกตั้ง อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า ต้องการให้มีบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถนะครับ ก็มีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ข้อเสนอแนะบอกว่า คณะบุคคลที่จะสรรหา สว. นี่ ไม่ควรผูกขาดอยู่กับ ๗ ท่านที่มาจาก ๗ หน่วยงานหลัก ควรจะเพิ่มจํานวนผู้ทรงคุณวุฒิในการสรรหาให้มากขึ้น แล้วก็จํานวน สว. นะครับ ๘๔ คน ที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ นี่นะครับ ควรมาจากบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กร ต่าง ๆ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี อดีต่อธิการบดี เปึนต้น นอกจากนี้ ก็มีข้อเสนอบอกว่า ควรจะกําหนดอายุของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาให้อยู่ระหว่าง ๔๐ ถึง ๗๕ ป้ มีอีกกลุ่มเสนอครับบอกว่า ไม่ควรมี สว. เลย แล้วก็กลุ่มต่อไปบอกว่า สว. ไม่ควร ใช้อำนาจถอดถอนองค์กรใด เพราะให้ทำหน้าที่ด้านกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ข้อเสนอแนะต่อไปนะครับ บอกว่า กรณีที่มีการคัดสรรนี่ ต้องกำหนดกรอบให้ประชาชน เลือกเข้าไป เพื่อให้ได้คณะกรรมการคัดสรรที่ดีอีกครั้งหนึ่งนะครับ อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า สว. ควรมีไม่เกินร้อยคนนะครับ อันนี้ก็คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง สว. นะครับ ที่มากับจำนวน นะครับ

ต่อไปเปึ้นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ซึ่งตามร่าง รัฐธรรมนูญ กําหนดให้มี ๔๐๐ คน ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขต แล้วก็มาจากระบบสัดส่วนนะครับ เสียงส่วนใหญ่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย นะครับ ที่เห็นด้วยนี่บอกว่า จำนวน สส. ที่มี ๔๐๐ นี่ น้อยกว่าจำนวนเดิมนี่ดีแล้ว เพราะว่า สส. นั้น ถ้ามีมากเกินไปก็จะเปึนการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินนะครับ ส่วนเสียงส่วนน้อยไม่เห็นด้วย บอกว่า น่าจะมี ๕๐๐ คน เท่ากับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพราะว่าจะได้สามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้ทั่วถึง และจำนวน สส. ที่มีมากนี่ ก็จะทำ ให้มีการแข่งขันน้อยลงนะครับ นอกจากนี้นะครับ สส. ที่มีจํานวนน้อยนี่ อาจจะถูกกลุ่ม นายทุนซื้อเสียงได้ง่าย ๆ นะครับ เกิดปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะ สส. มีน้อย เกินไป มีข้อเสนอแนะครับ ข้อเสนอแนะบอกว่า สส. นี่ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่จำเปึนต้องมี สส. ในระบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วน แล้วก็ไม่ควรจะแบ่งแยก ประเทศไทยออกเปึน ๔ ส่วน หรือ ๔ ภาค ภาคละ ๒๐ คน ที่ว่านี้นะครับ

ต่อไปเปึนประเด็นที่ ๑๐ ครับ ประเด็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจาก การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เขตละไม่เกิน ๓ คน จำนวน ๓๒๐ คน ตามมาตรา ๙๒ (๑) นะครับ ความเห็นนี่นะครับ ความเห็นก้ํากึ่งกันครับ มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่เห็นด้วยก็เพราะว่า บอกว่า จะทําให้ได้โอกาส ทําให้คนมีความรู้นะครับ ความสามารถนี่ เข้ามาช่วยกันพัฒนาพื้นที่อย่างมีศักยภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ไม่ว่าจะใช้เงิน ในการซื้อเสียงน้อยลง ว่าอย่างนั้นนะครับ ที่ไม่เห็นด้วยบอกว่า ถ้าจะไปทําเขตใหญ่เกินไป นี่นะครับ จะทำให้มีการดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง ควรเพิ่มให้มีจำนวน สส. มากกว่านี้ นะครับ นอกจากนี้ก็บอกว่า ควรให้มีการใช้แบบเขตเดียว เบอร์เดียวนะครับ วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) เพื่อให้ กกต. นี่จะสามารถทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นที่ ๑๑ นะครับ ก็บอกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การเลือกตั้งแบบสัดส่วน ๘๐ คน จาก ๔ เขตนี่นะครับ เห็นด้วยหรือไม่นะครับ ก็ประมาณ ร้อยละ ๖๐ เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนน้อยไม่เห็นด้วย ประมาณร้อยละ ๔๐ เขาบอกว่า ต้องการให้มีระบบ สส. บัญชีรายชื่อแบบเดิมครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเพียงแค่นี้ เพื่อให้ท่านสมาชิกท่านต่อไปได้เรียนรายงานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ เชิญครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการภาคกลางครับ ขออนุญาตรายงานชี้แจงผลการดำเนินงานต่อจาก ท่านกรรมาธิการท่านสุรพล ก่อนชี้แจง ก็จะขอขอบคุณประชาชนนะครับ ทั้ง ๒๖ จังหวัด เวลาที่เราไปทำเวทีนั้น ได้รับความสนใจเปึ้นอย่างยิ่ง บางแห่งนั้นมากมาย เกินกว่าที่เราตั้งประมาณการไว้ ก็ถือว่าเปึนมิติที่ดี ที่ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ผมเข้าสู่ประเด็นที่ ๑๒ นะครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับ ควรมีการกำหนด มาตรฐานจริยธรรมของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท เกี่ยวกับการฝ์าฝ๋น ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ให้ถือว่าเปึ้นการกระทำที่ผิดวินัย ตามมาตรา ๒๗๐ เรื่องนี้ เสียงส่วนใหญ่ประชาชนที่เข้ารับฟังนะครับ พอใจ แล้วก็ให้ความเห็นว่า ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วย เพราะถือว่า เรื่องนี้เปึนจุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ที่จะมีการเอาจริงเอาจังเรื่องจริยธรรม คุณธรรมของทั้งข้าราชการและนักการเมือง แล้วก็ เปึนการปัองปรามมิให้เกิดการทุจริตด้วย เสียงส่วนน้อยนั้นอาจจะท้วงติงว่า มาตรฐานที่กำหนดการเรื่องจริยธรรมนั้นยังไม่ชัดเจนนะครับ

ประเด็นที่ ๑๓ เรื่องเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อ ปปช. นอกจากจะต้องแสดงของตนเองแล้ว ต้องแสดงของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุ นิติภาวะ และยังขยายไปถึงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเปึ้นทางตรงหรือทางอ้อม ตามมาตรา ๒๕๐ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยอย่างมาก เพราะว่าให้แสดงทรัพย์สิน ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วยว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ดี มีเสียงส่วนน้อยเท่านั้นล่ะครับที่ไม่เห็นด้วย แต่ว่าก็บอกว่า ควรจะมีข้อเสนอแนะบอกว่า ให้รวมถึงกรณีที่เปึ้นสามี และภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ให้รวมด้วย แล้วก็รวมถึงบุตรที่บรรลุนิติภาวะ รวมด้วยเช่นเดียวกันนะครับ

ประเด็นที่ ๑๔ เปึนประเด็นที่เกี่ยวกับแสดงทรัพย์สิน หนี้สินของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จะต้องเป่ดเผยแก่สาธารณชนเช่นเดียวกับ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๕๒ ประเด็นนี้ประชาชนจะเรียกว่า เปึ้นเอกฉันท์นะครับ จะเห็นด้วย ร้อยละ ๙๙ เห็นด้วย ควรให้เป่ดเผย

ประเด็นที่ ๑๕ เปึนประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิก วุฒิสภา เมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีการรอลงอาญา ก็ควรจะต้องพื้นจาก ตำแหน่ง เว้นแต่เปึนความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนน้อยนั้นก็มีบ้าง เพราะว่ายังห่วงอยู่ว่า อยากให้ คดีสิ้นสุดก่อน

ประเด็นต่อไปนะครับ เปึนประเด็นที่ ๑๖ คือ ประเด็นของท่าน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประเด็นเมื่อต้องคำพิพากษาถึงจำคุก แม้คดียังไม่ถึงที่สุด ก็ตาม หรือรอลงอาญาก็ตาม ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วยนะครับ แล้วก็เปึนบางคนเสนอมาว่า แม้กระทั่งถูกฟัอง หรือดำเนินคดีทางอาญา ก็ควรจะพ้นจากตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เกิดการมัวหมองนะครับ และข้อเสนอบางกลุ่มนะครับ ก็ให้ความเห็นมาว่า ในกรณีที่ถูกกักขังตามหมายศาล ก็ควรจะมีผลให้พ้นจากหน้าที่ เช่นเดียวกัน

ต่อไปนะครับ เปึนเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระ และศาล เปึนประเด็นที่ ๑๗ นะครับ เรื่องเกี่ยวกับคณะบุคคลในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๒๒๖ นั้น ประเด็นเรื่องนี้เสียงส่วนใหญ่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ เห็นด้วยนะครับ ที่จะให้มีการ ดำเนินการตามที่ได้ร่างมา เสียงส่วนน้อยนั้น ก็อาจจะมีข้อเสนอแนะมาว่า ไม่อยากให้ มีการผูกขาดเฉพาะกับบุคคลเพียงทั้ง ๗ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ควรจะเพิ่มจำนวนผู้ที่ จะมาเปึนองค์กรในการพิจารณาด้วย มีข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นนี้อีก ๒ ประเด็น ที่น่าสนใจ คือ ควรจะมีการจัดสัดส่วนของจำนวนที่จะมาจากภาคประชาชน และกลุ่ม อาชีพมาร่วมด้วย แล้วก็อาจจะมีควรเพิ่มอัยการสูงสุด และทางนายกสภาทนายความ มามีส่วนร่วมด้วย ก็จะเปึนการเพิ่มความยุติธรรมมากขึ้น

ประเด็นต่อไปนะครับ เปึนประเด็นที่ ๑๘ เรื่องเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เปึ้นผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า นักการเมืองที่ไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สินอันเปึนเท็จ ตามมาตรา ๒๕๔ วรรคสองนั้น เสียงส่วนใหญ่ร้อยละไม่น้อยกว่า ๙๕ เห็นด้วยครับว่า ควรจะต้องให้ขึ้นดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญได้ร่างไว้ ในประเด็นนี้ก็มีข้อเสนอแนะ นิดหนึ่งครับ คือ หลายท่านเสนอมาว่า ควรจะกำหนดเพิ่มอัยการ และพนักงานสอบสวน เข้าไปด้วย

ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๑๙ ซึ่งเปึนเรื่องขององค์กรอิสระเช่นเดียวกัน คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐสภาและศาล เกี่ยวกับการแปรญัตติงบประมาณ เพิ่มเติมได้โดยตรงกับคณะกรรมาธิการของสภาในมาตรา ๑๖๔ วรรคเก้า เสียงส่วนใหญ่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าเสียงส่วนน้อยก็มีข้อสังเกตว่า การแปรญัตติ นั้นน่าจะมีเฉพาะแต่สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ประเด็นที่ ๒ คือ ถ้าหากว่ามีการแปรญัตติให้องค์กรอิสระ ก็อาจจะนํางบประมาณที่ใช้ ไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ทุจริต หรือไม่เหมาะสม แต่ถ้าหากว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ถ้าอย่างนั้นต้องมีองค์กรหน่วยงานที่ตรวจสอบงบประมาณ ที่องค์กรอิสระนำไปใช้ให้รัดกุม

ประเด็นที่ ๒๐ ครับ เรื่องเกี่ยวกับการแยกองค์กรอัยการออกมาเปึ้นอิสระ จากรัฐบาล เพื่อให้องค์กรอัยการนี้ได้ทํางานอย่างอิสระในการตรวจสอบการใช้อํานาจ ของรัฐบาล ตามมาตรา ๒๔๖ ความเห็นของผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีนะครับ เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วย เพราะว่าอยากให้องค์กรนี้เปึนองค์กรที่ทำงานได้ อย่างอิสระจริง ๆ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล และฝ์ายการเมืองได้ อย่างแท้จริง แต่เสียงส่วนน้อยนั้น ก็ยังบอกว่า ยังไม่อยากให้แยกออกไปเปึนหน่วยงาน อิสระ อยู่กับรัฐดีแล้วนะครับ เสนออย่างนั้น มีเพิ่มเติมเปึนข้อสังเกตครับ ประเด็นนี้ ประเด็นเกี่ยวกับองค์กรอัยการนะครับ คือ ถ้าหากองค์กรอัยการนี้มีความเปึนอิสระ ก็ควรจะสามารถตรวจสอบได้ แล้วก็สามารถจะลงโทษ หากอัยการประพฤติมิชอบ ก็ต้องถูกลงโทษได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ ๒๑ นะครับ เปึนประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้ง ซึ่งมีประเด็นในประเด็นนี้ระบุเหมือนกันไว้ว่า ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ไปแล้ว และถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า ควรจะมีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้เสนอ ความเห็นต่อศาลฎีกา หรือศาลอุทธรณ์ เพื่อวินิจฉัยตามมาตรา ๒๓๓ นั้น เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๘๕ ครับ เห็นด้วยว่าดี เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่เสียงส่วนน้อยก็บอกว่า อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินในกรณีให้ใบแดง ใบเหลืองแก่ผู้ที่สมัคร สมาชิก ทั้งหลายที่ได้กล่าวมานะครับ

ทีนี้ในส่วนของการไปรับฟังความเห็นนั้น ก็ปรากฏว่า ก็มีประเด็นเพิ่มเติม นอกจากที่เราไปเสนอความเห็นตามประเด็น ๒๑ ข้อแล้วนะครับ ก็มีความเห็นจาก ประชาชนเสนอเพิ่มเติมขึ้นมา เราก็รับฟัง ก็นำมาสู่คณะกรรมการ แล้วก็มาให้ท่านสมาชิก สภาร่างได้รับทราบเพิ่มเติม ผมกราบเรียนในประเด็นต่าง ๆ พอสังเขปนะครับ เพื่อให้ เหมาะสมกับเวลา

ในหมวดที่ ๑ บททั่วไปนั้น ก็มีผู้เสนอขอให้เพิ่มข้อความในหมวดที่ ๑ มาตราที่ ๔ ให้เพิ่มคำว่า จารีตประเพณี ขึ้นมาด้วย แล้วก็อยากจะขอให้มีการบัญญัติ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะบัญญัติพุทธศาสนาขึ้นมา แล้วก็มีการไม่เห็นด้วย อันนี้ก็เปึน ความเห็นที่เราก็ต้องมารับฟังกันต่อไปนะครับ ทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในหมวดที่ ๒ ครับ มีประชาชนเสนอเกี่ยวกับการให้เพิ่มในมาตราที่ ๘ ว่าด้วยการกล่าวอ้างถึงพระมหากษัตริย์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ถ้าจะนำไปเปึนผลประโยชน์ ทางการเมืองนั้นกระทำมิได้ มิฉะนั้นจะมีผู้กล่าวอ้าง เพื่อประโยชน์ทางการเมืองอยู่เสมอ

ในหมวดที่ ๓ ครับ เรื่องสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยนะครับ มันมีเรื่อง หมวดเกี่ยวกับเรื่องส่วนที่ ๒ นะครับ เรื่องความเสมอภาค มีประชาชนเสนอมาว่า ในมาตราที่ ๓๐ ครับ ชายกับหญิงนี่ควรมีความเท่าเทียมกัน ในเรื่องการใช้คำนำหน้านาม ในกรณีที่มีการแต่งงานแล้ว จะเปึน นางสาว เปึน นาง นายหนุ่ม จะเปึน นาย หรืออย่างไร ก็พิจารณากันต่อไปนะครับ มาตรา ๓๐ วรรคสาม ก็มีคนไม่เห็นด้วยกับคำว่า สภาพ ทางกาย คือ อยากให้ใช้คำว่า ความพิการ ไปเลย ให้ชัดเจน ซึ่งอันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่ ทางผู้พิการก็มีการเสนอขึ้นมาว่า ผู้พิการนั้นถูกละเลยไปนานพอสมควร ในส่วนที่ ๓ นั้น เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลนะครับ เรื่องตามมาตรา ๓๒ วรรคสาม เกี่ยวกับเรื่องของ การตรวจค้นตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ควรมีข้อกำหนดให้ต้องขอหมายศาล เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทํางานช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ อันนี้ก็เปึนความเห็น ส่วนหนึ่งนะครับ ก็รับฟังมาครับ ในส่วนที่ ๖ ครับ เรื่องสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ อันนี้ควรจะเพิ่มเติม มีผู้เสนอว่า ควรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองอาชีพของคนไทย จากคนต่างด้าวที่เข้ามาลงทุน หรือเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทย ซึ่งอันนี้ก็เปึ้นสิ่งที่หลาย ๆ อาชีพที่ต่างเสนอมานะครับ ในส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพของการศึกษา ในมาตรา ๔๘ มีผู้ขอเสนอให้เพิ่มในมาตรา ๔๘ ว่า ขอให้ปลูกฝั่งให้เยาวชนรักชาติควบคู่กับการรักษาไว้ ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ และอีกประเด็นหนึ่งครับ คือ รัฐควรจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานอย่างน้อย ๑๒ ป้ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ที่ไม่เก็บ ไม่จ่ายจริง ๆ นะครับ คือ รัฐ ต้องจ่ายให้เต็มที่ โดยที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เนื่องจากว่า ในทางปฏิบัติเองรัฐจัดสรร งบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารงานของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนต้องเก็บค่าใช้จ่าย เพิ่มเติมจากผู้ปกครอง อันนี้เปึนเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่หลายจังหวัดก็อยากจะขอให้ ดูแลเรื่องการศึกษากับบุตรหลานอย่างเต็มที่ และยังเพิ่มอีกว่า อยากให้รัฐจัดการศึกษา ฟรีถึง ๑๕ ป้ ก็เปึนประเด็นที่ทางกรรมาธิการก็ต้องมาพิจารณาต่อไปนะครับ ส่วนการสนับสนุนการศึกษานั้น อยากให้รัฐสนับสนุนกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพื่อเปึนการช่วย คนรายได้น้อยให้มีโอกาสมากขึ้น ในส่วนที่ ๙ ครับ เรื่องสิทธิในการรับการบริการ สาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ ในมาตรา ๕๓ ครับ มีผู้ท้วงติงว่า สิ่งอำนวย ความสะดวกที่รัฐจัดให้นั้น อยากจะขอให้เปลี่ยนไปเปึนคําว่า ให้สามารถเข้าถึง และ ใช้ประโยชน์ได้ ลงไปจะดีกว่า อันนี้ก็เปึนความเห็นว่า เขาอาจจะต้องการสามารถใช้ ประโยชน์ได้จริง แล้วก็เข้าไปถึงการรับบริการของรัฐอย่างแท้จริง ในมาตรา ๕๕ ครับ เรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่ไร้ที่อยู่อาศัย คือ ความหมายยังไม่ชัดเจน ก็อยากให้ชัดเจนขึ้น ผมไปต่อ ส่วนที่ ๑๑ นะครับ เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม ก็มีผู้เสนอว่า การชุมนุม ในมาตรา ๖๒ การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ควรจะเพิ่มในส่วนที่ว่า สิ่งที่โดยสภาพ อาจเปึน ใช้เปึนอาวุธได้ ให้ไปด้วย ไม่มีอาวุธจริง แต่อาจจะมีอย่างอื่นที่ใช้เปึนอาวุธได้ ก็ขอให้เพิ่มกำหนดไปในมาตรา ๖๒ ด้วย และเช่นเดียวกัน ในมาตรา ๖๒ มีอีกจังหวัดหนึ่ง ครับ เสนอว่า ควรบัญญัติหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในการชุมนุมประท้วงให้มีความลำบาก หรือว่าให้มีฟังเหตุผลมากพอสมควร ทั้งนี้ เพื่อปัองกันการชุมนุมประท้วงไปตามอำเภอใจ ให้ควรให้มีโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ทำความเดือดร้อน สร้างความเสียหาย ให้แก่ประเทศชาติ ในการประท้วงชุมนุมด้วย และในส่วนที่ ๑๒ ครับ สิทธิการชุมนุมนั้น ก็มีผู้ที่เสนอมากรณีที่การที่จะสร้างสาธารณูปโภคใด ๆ ก็ตาม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ก็ควรให้การกำหนดให้องค์กรภาคประชาชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ของ ประชาชนในเขตพื้นที่นั้น ๆ ได้มีโอกาสเข้าไปร่วม และมีสิทธิ ในลักษณะที่มีอำนาจในการ พิจารณาให้ความเห็นชอบร่วมกันในโครงการนั้น ๆ ด้วย จะเปึนสิ่งที่ดี อีกนิดเดียวครับ

ในหมวดที่ ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มีผู้เสนอในมาตรา ๗๑ ครับว่า ไม่ควรใช้มาตรการเชิงลงโทษแก่ผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง แต่รัฐควรใช้วิธีการชักจูง หรือจูงใจ ให้ประชาชนไปใช้สิทธิมากกว่าการใช้มาตรการลงโทษ ในมาตรา ๗๒ นั้น มีคำขึ้นต้น ในมาตรา ๗๒ ว่า บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ในกรณีนี้ผู้หญิงควรให้เปึ้นความ สมัครใจ คือ ผู้หญิงอาจจะสนใจสมัครเปึ้นทหาร ก็สมัครเกณฑ์ทหารนะครับ หมายถึง อย่างนั้น ก็เปึนความคิดที่เสนอมา

ในหมวดที่ ๕ ครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่ ๓ เฉพาะส่วนสาม นะครับ ส่วนที่ไม่มีก็ขออนุญาตข้าม ในแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ในมาตราที่ ๗๗ วรรคสอง อยากให้เพิ่มคำว่า ท้องที่ เนื่องจากว่าท้องที่ที่ทำงานรับใช้ ประชาชนนั้น อาจจะเข้าถึงประชาชนไม่ทั่วถึง อยากให้มีการได้เพิ่มเติมขึ้นไปให้ชัดเจน ในส่วนที่ ๔ เรื่องแนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ในมาตรา ๗๙ วรรคสามนะครับ มีผู้มาเสนอความเห็น อยากให้มาตรานี้ได้กำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับ นโยบายการจัดการศึกษาของชาติว่า การจัดการศึกษานั้น ควรจะจัดการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยทุกระดับควรจะจัดการศึกษาให้มีองค์กรผู้รับผิดชอบโดยตรง และเพิ่มเติมบัญญัติ คำว่า ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้เปึนระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษา เพิ่มเติมเข้าไปในส่วนแรกของมาตรา ๗๙ วรรคสาม นอกนั้นเปึ้นไปตาม ร่างเดิมทุกประการ ในมาตรา ๗๙ วรรคสามนั้น ก็มีผู้เสนอมาเพิ่มเติมอีกว่า อยากขอให้ พระภิกษุได้มีบทบาทเข้ามาช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ให้แก่เยาวชน ด้วยครับ เปึนข้อเสนอเพิ่มเติม และในหมวดนี้ก็มีผู้บัญญัติเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ของพระในรัฐธรรมนูญไว้ด้วย คือ เกี่ยวกับการปฏิบัติของพระสงฆ์ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยควรจะลงโทษพระสงฆ์ที่ปฏิบัติผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อศาสนานั้น ให้เปึนโทษ ทางอาญา ไม่ใช่เพียงแค่สึกแล้วก็จบ ในมาตรา ๔๘ นะครับ ก็เปึ้นเรื่องเกี่ยวกับการ ดำเนินการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควรจะมีการตั้งไตรภาคีในการที่จะพิจารณา เช่น มีทางฝ์ายโรงงาน ฝ์ายประชาชน ฝ์ายราชการ ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ในการดําเนินการ

ในหมวดต่อไปนะครับ เปึนหมวดที่ ๖ เรื่องรัฐสภา ก็เปึนเรื่องที่ ท่านประธานได้พูดไปแล้วว่า ส่วนใหญ่ ก็ขณะนี้มีประเด็น ๒ ประเด็นครับ คือ ประเด็นที่ สส. ในมาตรา ๙๑ เสนอให้ส่วนใหญ่นะครับ ก็จะบอกว่า อยากให้เปึ้นการเลือกตั้งแบบ เขตเดียวเบอร์เดียว แล้วก็เพิ่มวิธีการนับคะแนนให้ โดยใช้แบบน้ำบัตรไปเทรวม แล้วก็นับ พร้อมกันทีเดียว อันนี้ก็จะเปึนคล้าย ๆ แบบเดิมนะครับ แล้วก็มีผู้เสนอมาว่า อยากจะ เปลี่ยนให้ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจากอายุ ๑๘ เปึนอายุ ๑๕ ก็ได้มั้ง เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ พัฒนาการได้เร็วขึ้น ก็เปึนความเห็นนะครับ แล้วก็นอกจากนี้ ในมาตรา ๙๕ มีผู้เสนอว่า คุณสมบัติของผู้สมัครรับเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ควรจะมีวุฒิการศึกษา จบอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไปนะครับ อันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่เสนอมานะครับ ในส่วนที่ ๙ ครับ ในมาตรา ๑๕๔ นะครับ ก็เปึนเรื่องเกี่ยวกับการเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นะครับ ก็บอกว่า เสนอว่าไม่จําเปึนจะต้องมีจํานวนสมาชิกถึงหนึ่งในสี่ เพียงผู้นํา ฝ์ายค้านคนเดียวก็เป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้แล้ว อันนี้ก็เปึนข้อเสนอ นะครับ

ในส่วนของหมวดที่ ๘ เรื่องการเงิน การคลัง และงบประมาณ สำคัญที่สุด เลย ที่ประชาชนเสนอมา ก็คือ การทําสัญญาใด ๆ ของรัฐที่จะมีมูลค่าเกินกว่า หนึ่งพันล้านขึ้นไป ควรจะทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนรับทราบก่อนนะครับ

ในส่วนหมวดที่ ๙ เรื่องของคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็มีในมาตรา ๑๖๗ วรรคสี่ เกี่ยวกับเรื่องของการดำรงตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้เสนอความเห็นว่า ไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งนานเกินไป ดังนั้น ท่านจึงอยากจะขอให้ปรับถ้อยคำ ว่า การดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกัน นี่ จะให้ตัดคำว่า ติดต่อกัน ออกนะครับ แล้วก็ การขยายผลเรื่องนี้ ถ้าหากว่า จะมีผลจริง ๆ นี่ ก็อยากให้มีผลบังคับย้อนหลังไปถึง ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกด้วยนะครับ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอของประชาชนมานะครับ ในมาตราที่ ๑๙๒ วรรคสองนะครับ เรื่องเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของบุคคลที่เปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้น เกี่ยวกับบําเหน็จบํานาญที่เคยมีการ ขอไว้นั้น ประชาชนเสนอว่า บำเหน็จบำนาญของบุคคลตามมาตรานี้ ซึ่งพื้นจากตำแหน่ง ไปแล้วนั้น ไม่ควรมี เพราะว่า นักการเมืองถือว่าเปึนบุคคลที่เข้ามาทําหน้าที่ในกรอบของ ระยะเวลาที่กำหนด ระยะชั่วคราว ระยะหนึ่งเท่านั้นนะครับ แล้วก็ที่มาของนายกรัฐมนตรี นั้น ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง นี่เปึนข้อเสนอนะครับ ในหมวดที่ ๙

ส่วนหมวดที่ ๑๐ นั้น ก็มีเสนอในมาตราที่ ๑๙๓ วรรคสอง เกี่ยวกับการ พิจารณาของศาล ก็ควรจะมีการดำเนินการ กระบวนการพิจารณาแบบต่อเนื่อง ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่..) เหมือน ๆ กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อไปนะครับ ไม่อยากให้ เปลี่ยนแปลงอะไร แล้วก็มีคนเสนอมาเพิ่มอีกครับ บอกว่า เรื่องศาลทหารมีแล้ว ตอนนี้ อยากให้มีศาลตํารวจด้วย ก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอย่างไรนะครับ

ไปถึงหมวดที่ ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญของรัฐ เรื่องเกี่ยวกับ มาตรา ๒๔๔ (๒) ควรให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจที่จะเสนอเรื่อง พร้อมกับให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ กระทบต่อสิทธิมนุษยชน และมีปัญหาเกี่ยวข้องกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้เอง คือ ให้กรรมการสิทธิเสนอได้เอง โดยไม่จําเปึนจะต้องมีผู้ร้องเรียนก่อน อันนี้ก็เสนอมานะครับ

ส่วนในหมวดที่ ๑๒ นั้น ก็มีผู้เสนอมาหลายประเด็นครับ เช่น มาตรา ๒๕๐ อยากจะขอให้ปรับแก้ว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของข้าราชการนั้น อยากให้เริ่มตั้งแต่ระดับ ๖ คือ ซี ๖ ขึ้นไป ส่วนมาตรา ๒๕๒ นั้น การแสดงรายการ ทรัพย์สิน และหนี้สินของข้าราชการนั้น ให้ครอบคลุมถึงองค์กร รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะครับ แล้วก็ในมาตราที่ ๒๖๑ (๑) ให้ตรวจสอบผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้ตรวจเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ด้วย พูดง่าย ๆ คือทุกองค์กรจะต้องมีการตรวจสอบกันทั้งหมดนะครับ

ในหมวดที่ ๑๓ หมวดนี้ ในมาตรา ๒๗๐ มีการขอเสนอว่า ควรให้มีการ ออกประมวลจริยธรรมมาบังคับก่อนที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนด วันเลือกตั้ง ประมวลจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งมีในมาตรา ๒๗๐ อยากให้ออกมาให้ เสร็จก่อน ในส่วนที่บทเฉพาะกาลนะครับ มาตรา ๒๙๙ นั้น ก็มีผู้เสนอว่า ไม่ควรจะ บัญญัติมาตราเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมไว้ อันนี้ก็เปึนความเห็นของประชาชนในส่วนหนึ่ง มีข้อเสนอเพิ่มเติมเล็กน้อยอีกนิดเดียวครับ คือ มีผู้เสนอว่า ควรจะมีการออกกฎหมาย เพื่อห้ามการปฏิวัติ และควรจัดให้มีคณะกรรมการพิเศษในการแก้ปัญหา แล้วก็มีผู้เสนอ คนที่ ๒ เสนอว่า เห็นควรให้มีการจัดตั้งโรงเรียน หรือสถาบันสำหรับฝ๊กอบรมนักการเมือง ก่อนที่นักการเมืองเหล่านั้นจะมาทําหน้าที่บริหารประเทศชาติ และเพิ่มเติมครับ มีคน เสนอว่า นักการเมืองนั้น ควรจะใช้คำพูดว่า มาทำงานการเมือง มากกว่า มาเล่นการเมือง เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เปึนเรื่องต้องทำงานเพื่อชาติ ผมก็ขอสรุปประเด็นทั้งหมด กับท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสุรชัยมีอะไรเพิ่มครับ เชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อน สสร. ทุกท่าน แล้วก็ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟังการถ่ายทอดการประชุมของเราในวันนี้ นะครับว่า การรายงานของกรรมาธิการภาคกลาง ในวันนี้ต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เปึนการรายงานบนพื้นฐานของข้อมูลที่สิ้นสุดเพียงวันที่ ๑๑ พฤษภาคมครับ ยังไม่ถือว่า เปึ้นข้อมูลที่เสร็จสิ้นเด็ดขาดนะครับ การจัดเวทีของ ๒๕ จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง กับในกรุงเทพมหานครนั้น ยังคงมีอยู่จนถึงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม อย่างที่ผมกราบเรียน ให้ทราบ เพราะฉะนั้นข้อมูลที่ได้นำเสนอรายงานวันนี้ ก็เปึ้นเพียงข้อมูลประมาณร้อยละ ๕๐ ของเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เราได้จัดเตรียมไว้ในการรับฟังความคิดเห็น สําหรับ รอบที่ ๒ นี้

อีกประการหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม ก็คือว่า ผลจากการที่เรา ได้เป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนนั้น ผมจับข้อสังเกตได้ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือ การแสดงความคิดเห็นนั้น บางส่วนพี่น้องประชาชนยอมรับในเรื่องของ การหลักการ แต่เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีความไม่ชัดเจนเพียงพอ ก็ทำให้พี่น้อง ประชาชนนั้น ลงมติไม่เห็นด้วย ตัวอย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง เกี่ยวกับองค์กรแก้วิกฤติของชาติ หรือแก้ไขสถานการณ์คับขัน หรือแก้ไขเหตุการณ์จำเปึน อย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนไม่มีใครอยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่จุดอับทางการเมือง การปกครอง อยากเห็นวิธีการ อยากให้มีกลไกที่ถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน แต่เนื่องจากบทบัญญัติที่ปรากฏในร่าง (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) นั้น พี่น้องบอก อ่านแล้วไม่เข้าใจว่า ใครจะเปึนคนตีความว่า อย่างไรถือว่าเปึนวิกฤติของชาติ อย่างไรคือสถานการณ์คับขัน อย่างไรถือว่ามีเหตุการณ์จำเปึนอย่างยิ่งแล้ว เพราะบทเรียนที่พี่น้องประชาชนได้มาจากอดีตในป้ สองป้ที่ผ่านมา ผู้บริหารประเทศ บางคนให้ความเห็นไม่เหมือนกัน เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากประชาชน เมื่อมีพี่น้องประชาชน มาชุมนุมบอก เท่านี้วิกฤติหรือยัง บางท่านบอกวิกฤติแล้ว บางท่านไม่วิกฤติ เขาบอกว่า แค่นั้นก็เปึ้นปัญหาแล้ว แล้วถ้า ๑๑ ท่าน ที่เขียนอยู่ในร่างฉบับนี้เห็นต่างกันนี่ เขาบอก มองไม่เห็นทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ก็คือ สืบเนื่องจาก ความไม่ละเอียดเพียงพอจากบทบัญญัติที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ นอกจาก มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่สามารถนำมาเสนอเปึนข้อสังเกตได้แล้ว กรณีความไม่ชัดเจนของร่าง รัฐธรรมนูญยังคงทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจสับสน เช่น บทบัญญัติในมาตรา ๑๘๖ เกี่ยวกับการกําหนดให้การทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศของรัฐ ในกรณีที่สนธิสัญญานั้น หากมีผลกระทบต่อประชาชน จะต้องขอประชาพิจารณ์จากประชาชนเสียก่อน ก็มีข้อสังเกตว่า กรณีใดจะถือว่า สนธิสัญญานั้นมีผลกระทบต่อประชาชน ข้อสังเกต หลาย ๆ ข้อสังเกต ต่อบทบัญญัติ มาตรา ๑๘๖ นี้ จะตรงกันก็คือ ประเด็นที่ว่า ใครจะ เปึ้นคนวินิจฉัยว่าบทบัญญัติที่ฝ์ายรัฐบาลจะไปทํากับต่างประเทศนั้น มีผลกระทบกับ ประชาชน ซึ่งจะต้องนำไปสู่ขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์เสียก่อน ถึงจะไปทำ สนธิสัญญากับต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติของมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ ในเรื่องของจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีข้อสังเกตว่า เขียนไว้สั้นจน ประชาชนม้องไม่เห็นภาพของความเปึนจริงที่จะปรากฏขึ้นมาได้ เนื่องจากในร่างของ บทบัญญัติทั้ง ๒ มาตรานั้น กำหนดให้ไปออกเปึนประมวลจริยธรรมในอีก ๑ ป้ข้างหน้า ซึ่งเมื่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่ได้อ่านร่างของมาตรานี้แล้ว เกิดความรู้สึกว่า เปึ้นรูปธรรมที่ยังจับต้องไม่ได้ทันที เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกทั้งไม่ได้วาง หลักการสำคัญว่า ประมวลจริยธรรมนั้นจะยึดโยงโดยอาศัยหลักการของกฎหมายใด มาเปึนต้นแบบในการออกประมวลจริยธรรม อาทิเช่น อย่างน้อยที่สุดน่าจะยึดโยงกับ กฎหมายที่ว่าด้วยวินัยของทางข้าราชการหรือไม่ เช่นเดียวกันกับมาตรา ๒๙๙ ซึ่งพูดถึง เรื่องของนิรโทษกรรม หลักการเปึ้นที่ยอมรับได้ระดับหนึ่งจากพี่น้องประชาชน แต่ที่พี่น้อง ประชาชนให้ความเห็นว่า ไม่รับ มาตรา ๒๙๙ นี้ ก็สืบเนื่องมาจากเห็นว่า ในกระบวนการ ของการนิรโทษกรรม ซึ่งเปึนกระบวนการซึ่งแทบจะดูเปึนการปกติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง โดยระบบที่นอกเหนือไปจากระบบของรัฐธรรมนูญนั้น เรามักจะมีการ นิรโทษกรรมอยู่แล้วเปึ้นปกติ แต่มิใช่การบัญญัติอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถทำได้ในการตราของกฎหมายรูปแบบอื่น ๆ นี่คือความไม่ชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นเรื่องของการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบังคับใช้ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนบางส่วนยังมีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ บางส่วนไม่แน่ใจว่า จะจับต้องได้จริงหรือไม่ ไม่แน่ใจว่า เปึ้นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ อาทิ เช่น บทบัญญัติในหมวด ๓ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของสิทธิเสรีภาพ หลาย ๆ เรื่องพี่น้องประชาชน ไม่มั่นใจว่า เมื่อปฏิบัติจริงแล้วนี่ จะเปึนไปดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญไหม เช่น ในเรื่องของสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย ซึ่งปรากฏอยู่ในร่างมาตรา ๔๘ ซึ่งตรงกับวรรคแรกของมาตรา ๔๓ เดิม ถอดข้อความมาเช่นเดียวกันเลยครับท่านประธาน ประชาชนก็บอกว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็เขียนไว้อย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเปึนค่าใช้จ่าย แฝงในรูปแบบต่าง ๆ หมวดที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พี่น้อง ประชาชนก็เกิดความไม่แน่ใจว่า จะมีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ว่า ในทางปฏิบัติ แล้วนั้นจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศชาติในอนาคต ถ้าไม่ปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะมีบทลงโทษ หรือมีบทบังคับพรรคการเมือง เหล่านั้นอย่างไร ไม่ปรากฏรายละเอียดในส่วนนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟัง ความคิดเห็น) ตรงนี้คือ ข้อสังเกต ๒ ประการ ที่อยากจะกราบเรียนผ่านที่ประชุม เพื่อนำเสนอต่อไปยังท่านกรรมาธิการยกร่าง อันจะเปึนแนวทางไปสู่การปรับปรุง ร่างรั่ฐธรรมนูญในขั้นตอนต่อไป

สุดท้าย ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชนว่า ขณะนี้เรายังอยู่ในขั้นตอนของการรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งจะมีระยะเวลาไปจนถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ผมกราบเรียนว่า แม้ว่า ในการปฏิบัติภารกิจของกรรมาธิการภาคกลาง ซึ่งจะต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้อง ประชาชนในการนำสาระสำคัญเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไปเสนอต่อพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันการรับฟังความคิดเห็น และนำความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนกลับมาสู่ กรรมาธิการยกร่างและกลับมาสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ก็มีกระแสของบุคคล กลุ่มหนึ่ง ซึ่งพยายามที่จะต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระแสนี้ได้มีการพัฒนาการไปสู่ ขณะนี้ล่าสุดมีการปลุกกระแส้ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสียเอง โดยให้เหตุผลว่า เพื่อประหยัดงบประมาณในการทำประชามติ กระผม ขอกราบเรียนว่า ในฐานะที่เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง ในฐานะที่เปึ้นประธาน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ขอกราบเรียนว่า น่าที่พวกเราจะร่วมมือร่วมใจกันในการใช้ช่วงเวลา ในการใช้ขั้นตอนของ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ท่านไม่เห็นด้วยอย่างไรกรุณาเสนอความคิดเห็นของท่าน ผ่านเวทีทุก ๆ เวทีในกรุงเทพมหานคร ทุก ๆ เวทีในเขตพื้นที่ภาคกลาง และทุก ๆ เวที ซึ่งกําลังจัดอยู่ทั่วประเทศ ทั้ง ๔ ภูมิภาคของประเทศไทย เราจะทําหน้าที่ของเราอย่างดี ที่สุดในการรวบรวมความเห็นของพี่น้องประชาชนกลับมาสู่การประชุมร่วมกันระหว่าง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่าง เราขอกราบเรียนว่า เราจะทำหน้าที่ ด้วยความเปึนกลาง จะไม่เอนเอียงเข้ากับฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง เราจะทำหน้าที่ของเราในการ ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเปึ้นที่ตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ฉบับหนึ่งของประเทศไทย กราบเรียนท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ มีท่านสมาชิกจะอภิปรายในวาระนี้ไหมครับ ท่านหลักชัย มีอะไรครับ เชิญครับ

นายหลักชัย กิตติพล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน แล้วก็กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นภาคกลาง แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม หลักชัย กิตติพล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม และต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการภาคกลาง ผ่านไปทางท่านประธานนะครับว่า กรรมาธิการของภาคกลางนั้น เปึนกรรมาธิการที่ต้องทำงานหนักอย่างมาก เพราะว่า มีตั้ง ๒๕ จังหวัด ซึ่งมากที่สุด รวมทั้งกรุงเทพ แล้วก็การที่ได้รายงานผลการรับฟัง ความคิดเห็นมา ตัวกระผมเองก็ชื่นชมนะครับว่า ทุกคนทำงานอย่างแข็งขัน แล้วโดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมา ก็ได้ไปจัดการสัมมนาที่จังหวัดระยองนะครับ ก็ให้ กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดระยอง ได้รับทราบถึงร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนะครับ แล้วทางจังหวัดระยองเรา จากการที่ได้รับการสัมมนา แล้วเราก็เริ่มมีการจัดการเวที ของเรา ในวันที่ ๙ ที่ศาลาประชาคมของที่ระยองนะครับ เดิมที่เราตั้งเปั้าไว้ว่า สักหกร้อย คน แต่ว่าประชากรที่มาทุกหมู่เหล่ามากกว่าหกร้อย จนห้องประชุมแน่นขนัดนะครับ ในวันนั้น กระผมก็ได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านกรรมาธิการยกร่าง ท่านโฆษกกรรมาธิการ ยกร่าง ท่าน ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม นะครับ ไปช่วยในการที่อธิบายให้กับทาง พี่น้องประชาชนได้รับทราบความคิดเห็นในร่างรัฐธรรมนูญต่าง ๆ นะครับ แล้วในการ รับฟังความคิดเห็นในครั้งนั้น ประเด็นสําคัญ ๆ ส่วนใหญ่แล้วก็เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ อย่างเช่น ร่างของด้านสิทธิเสรีภาพในการศึกษา เปึนประเด็นที่ประชาชนระยอง ให้ความสนใจ และสำคัญมากที่สุด แล้วก็เสียงส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับร่าง แรกนี้นะครับ แล้วให้รัฐนี่ ทางด้านการจัดสรรทรัพยากรการศึกษา เช่น การสื่อสาร การเรียน การสอน สถานที่เรียน ครู อาจารย์นะครับ และงบประมาณ เปึนต้น เพื่อสนับสนุนให้การสอนอย่างมีคุณภาพนะครับ แล้วก็สิทธิที่ได้รับการศึกษา ๑๒ ป้ฟรีนี่ ก็ต้องฟรีจริง ๆ นะครับ แล้วก็ต้องการให้ไม่เก็บ ค่าเทอม ไม่เก็บค่าพัฒนาการศึกษา ค่าอาจารย์พิเศษ ค่าคอมพิวเตอร์ (Computer) เปึ้นต้นนะครับ ทั้ง ๆ ที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ พี่น้องประชาชนก็เห็นว่า จะต้องเปึนค่าใช้จ่าย ของการศึกษาอยู่แล้ว แต่ว่ามาบอกว่า ฟรี แล้วก็มาเก็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เปึนปัญหา แล้วก็ต้องการให้การสนับสนุนครู อาจารย์ ให้มีมาตรฐานการสอนที่ชัดเจน ตลอดจน ส่งเสริม ให้ความก้าวหน้าและเหมาะสม โดยมุ่งเน้นให้วิชาความรู้แก่นักเรียน เปึ้นสิ่งสำคัญนะครับ และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รัฐจะต้องจริงใจ ต่อประชาชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้ประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้ความสามารถ ในการนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป เพราะว่า เยาวชนของชาติ ก็เปึนอนาคตของชาตินะครับ แล้วเรื่องประเด็นนี้ ทางด้านสมาคมผู้ประกอบการวิชาชีพ บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดระยอง ได้ส่งจุดหมายเป่ดผนึกมาให้ เดี๋ยวกระผม หลังอภิปรายแล้วจะส่งให้ท่านประธาน จะไม่พูดถึงรายละเอียดตรงนี้นะครับ เพื่อจะได้ให้ กรรมาธิการยกร่างไปประกอบการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งต่อไปนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่สำคัญอันดับ ๒ ก็คือ เรื่องสิทธิชุมชน สภาพแวดล้อม ต่าง ๆ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ นี้ และมีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับในปัญหาที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากร ต่าง ๆ ดังนี้นะครับ ในมาตราที่ ๖๖ วรรคสอง บัญญัติให้การดำเนินโครงการที่อาจจะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติจะกระทำมิได้ เว้นเสียแต่จะ ได้ศึกษา แล้วก็ประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA – Environmental Impact Assessment) ก่อนนะครับ แล้วก็จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เอสไอเอ (SIA - Social Impact Assessment) แต่มิได้ระบุว่า หากไม่ปฏิบัติตามนี้แล้วจะ มีความผิดหรือไม่ อย่างไรนะครับ ต่อมา ในมาตราที่ ๖๖ วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า สิทธิชุมชนที่จะฟัองร้องหน่วยราชการเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับการ คุ้มครอง ยังไม่ชัดเจนนักนะครับ เพราะว่า คําว่า ได้รับการคุ้มครอง คุ้มครองอย่างไร เห็นว่าควรจะบัญญัติให้ชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิฟัองหน่วยราชการ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ ตามบัญญัตินี้ อันนี้เปึนความเห็นของที่ประชุมวันนั้นนะครับ ควรออกกฎหมาย ให้สถานประกอบการ เสียภาษีสิ่งแวดล้อม คือ สถานประกอบการที่เปึ้นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ควรจะมีการเสียภาษีสิ่งแวดล้อมนะครับ เพื่อจะได้นำเงินภาษีดังกล่าว นี่มาใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของแต่ละท้องถิ่นนะครับ ที่มาของ สส. นะครับ เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑ ร่างแรกนี้นะครับ สส. แบ่งเขต ๓๒๐ แล้วก็ สส. แบบสัดส่วน ๘๐ ไม่มีปัญหา เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนใหญ่ การลดจำนวน สส. เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๙ เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ร่าง ๑ นี้ คือ ต้องการที่จะให้ลดจาก ๕๐๐ เหลือแค่ ๔๐๐ นะครับ ที่มาของ สว. นะครับ เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๙ ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ นี้ ให้กําหนด สว. มาจากการสรรหา เพราะว่าที่ประชุมเห็นว่า ควรจะเปึนการเลือกตั้งจะเหมาะสมกว่า นะครับ ต่อมาคณะกรรมการแก้วิกฤตินะครับ คณะกรรมการแก้วิกฤตินี้ เสียงส่วนใหญ่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่า ขอว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรจะอยู่ ในกรรมการที่จะแก้วิกฤติ เพราะว่า เห็นว่า ถ้ามีวิกฤติแล้วนายกรัฐมนตรียังแก้ไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะอยู่ตรงนี้ แต่ว่าปัญหาที่สําคัญ สรุปก็คือว่า ทางด้านของที่ประชุมในวันนั้น เห็นว่า การที่จะแก้วิกฤติมันต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ เพราะว่าไม่มีอะไรที่ชัดเจนว่า จะทำอะไรหลังจากมีวิกฤติ มีประชุมแล้ว ไม่ทราบว่า ใครจะเปึนคนทําเรื่องต่าง ๆ ต่อไปอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นอื่น ๆ เขาให้รัฐ สนับสนุนงบประมาณแก่กองทุนฟุ๋นฟูการเกษตรกรนะครับ เนื่องด้วยทุก ๆ ป้ โดยให้เพิ่ม ในมาตราที่ ๘๓ วรรคสิบสาม ข้อสุดท้ายนะครับ ให้มีบัญญัติสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ โดยเฉพาะการมีทนายความให้ความช่วยเหลือประชาชน ในกระบวนการยุติธรรม ก็สรุปคร่าว ๆ ของที่จังหวัดระยอง ก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปทางด้านกรรมาธิการยกร่างเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับท่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ถือว่า เปึนการเสริมเพิ่มเติมที่ภาคกลางท่านได้รายงานนะครับ มีเสนอ เพิ่มไหมครับ ท่านสมเกียรติ ท่านกรรมาธิการเชิญครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ กรรมาธิการ

ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ก็ทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ นะครับ เพียงแต่บอกว่า ขณะนี้ในข้อความที่ดำเนินการกำหนดข้อความออกไปถาม ในประเด็นต่าง ๆ ประชาชนภาคเกษตร ประชาชนภาคแรงงาน ประชาชนภาคท้องถิ่น ท้องที่ กำนันนี่ เขาบอก ช่วยเมตตาออกแบบสอบถามที่ออกไปนี่ ให้มันเกี่ยวข้องกับเขา บ้างได้ไหมครับ ๒ รอบแล้ว ไม่มีเลยนะครับ เกษตรไม่เคยมีสักแผ่นหนึ่ง เจ้าพนักงาน ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีเลย พนักงานรัฐวิสาหกิจ แรงงานนี่ก็ไม่มีเลย ๒๑ ข้อ ไม่มีจริง ๆ เข้าสอบถามมาแค่นี้ครับ ขอฝากท่านประธานไปถึงคนที่คิดออกแบบในกรณีที่ แบบสอบถามที่ตั้งประเด็น ๒๑ ประเด็น ๒๕ ประเด็น ๙ ประเด็น ๑๕ ประเด็น อะไรก็แล้วแต่ด้วยครับ ฝากไว้แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ถ้าตก ๆ หล่น ๆ นี่นะครับ หรือเห็นว่าสำคัญ แล้วไม่มี ท่านก็กรุณา ช่วยรับมานะครับ แล้วนำมาแปรญัตติ หรือนำมาเสนอกรรมาธิการยกร่างเพิ่มเติมด้วยได้ นะครับ ท่านประธานสุรชัยเชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า กรรมาธิการภาคกลาง ได้จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) เพิ่มเติม ในส่วนของภาคกลาง กับกรุงเทพมหานครนะครับ ก็ขณะนี้ได้วางตามเครือข่าย ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมร่าง รัฐธรรมนูญ ทุกแห่ง อันประกอบไปด้วย ธนาคารพาณิชย์ทุกสาขา สถานีบริการน้ำมัน บางจาก ปตท. แล้วก็ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น (7- Eleven) ก็กราบเรียนผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนว่า ท่านสามารถไปขอรับร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ นี้ได้จากสถานที่ ทุกแห่งที่ได้กราบเรียนไปครับ สุดท้าย ผม แล้วก็กรรมาธิการภาคกลางทุกท่านต้อง กราบขอบคุณท่านประธาน กราบขอบคุณเพื่อน สสร. ทุกท่านที่ให้ความสนใจรับฟังการ รายงานของภาคกลาง ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เปึ้นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงาน ของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ

ระเบียบวาระที่ ๔.๓ นะครับ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการ ดำเนินงานของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ด้วยครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ตอนนี้ท่านสมาชิกอาจจะดูบ้างตาไปบ้างนะครับในห้องประชุม ก็สืบเนื่องจากมีสมาชิก ส่วนใหญ่คงจะอยู่ในห้องรับประทานอาหารนะครับ ซึ่งเปึนห้องที่มีโทรทัศน์วงจรป่ด ภายใน และมีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปในห้องดังกล่าวนี้ด้วยนะครับ เผื่อท่านผู้ชม ที่อยู่ทางบ้านอาจจะมองภาพสมาชิกและบางตา ก็ไม่ได้ไปไหนนะครับ คงอยู่ในห้อง ใกล้ ๆ นี้เองนะครับ ท่านกรรมาธิการพร้อมแล้ว เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ เชิญครับ

พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระผม ขออนุญาตรายงานการดำเนินการ ในรอบที่ ๒ นะครับ การรับฟังความคิดเห็น ในรอบที่ ๒ รายมาตราครับ หลังจากที่เราได้รัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) แล้วนะครับ ฉบับที่แก้ไขได้ โดยแจกให้แต่ละจังหวัด จังหวัดละหมื่นเล่มครับ เราก็ดำเนินการแจกจ่าย ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไปส่วนหนึ่งแล้วครับ หลังจากนั้น ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง และคณะ ได้มาปฐมนิเทศให้วิสามัญประจำจังหวัด ทั้ง ๑๙ จังหวัดนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ได้นำคณะของท่าน มีท่านอาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา และท่านศิวะ แสงมณี ได้ไปเปึนวิทยากรบรรยายนะครับ เราก็แบ่งเปึน ๒ รอบด้วยกัน รอบแรกจัดที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีจังหวัดใกล้เคียงอีก ๗ จังหวัดมารับฟังความคิดเห็น มารับคำปฐมนิเทศจากคณะของอาจารย์เจิมศักดิ์ โดยมี วิสามัญรวมแล้วประมาณร้อยท่านครับ ในการปฐมนิเทศนั้น อาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณา แนะวิธีการจัดเวทีนะครับ จัดเปึนรูปวงกลม หันหน้าเข้าหากัน ผู้ที่นำเสวนาตรงนั้นก็อยู่ ตรงกลาง แล้วก็เดินไปเดินมานะครับ เพื่อให้ได้ความเห็น แล้วใกล้ชิดกับผู้แสดงความ คิดเห็น แล้วก็มีการสอบถามในเรื่องอายุ เพศ ต่าง ๆ ในแนวทางที่อาจารย์เจิมศักดิ์ทำไว้ ประกอบทั้งมีภาพและเสียง หลังจากแนะนำเสร็จเรียบร้อยเสร็จ ก็มอบทั้งเอกสารและ แผ่นซีดี (CD- Compact Disc) ให้กับวิสามัญนำไปใช้ นอกจากนั้น ยังกำหนดประเด็น ให้กับวิสามัญไว้ ๑๕ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งก็นำมาจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟัง ความคิดเห็น) นี่ มาแยกประเด็นไป ทั้งหมด ๑๕ ประเด็น เพื่อนําไปโหวต (Vote) ให้กับผู้ที่แสดงความคิดเห็นนั้นว่า เราจะดําเนินการประเด็นใดบ้างครับ ทั้งนี้กรรมาธิการ วิสามัญก็เกิดความมั่นใจ แล้วออกไปรับฟังความคิดเห็น เปึนแนวทาง และกรอบเดียวกัน ทั้ง ๑๙ จังหวัดครับ สำหรับจังหวัดขอนแก่นนั้น เราเป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็นผ่าน สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ที่จังหวัดขอนแก่น ในวันพุธ พฤหัส ศุกร์โดยต้องขอกราบขอบพระคุณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ที่ได้ให้เวลากับเราวันละ๑ ชั่วโมงนะครับ ให้เราเป่ดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านเข้ามาในสถานีโทรทัศน์ครับ ทั้ง ๑๙ จังหวัดนั้น เราร่วมเวทีทั้งหมดได้ ๑๘๒ เวทีครับ ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับการรายงานนั้น ทุกเวทีเมื่อเสวนากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รายงานทาง อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) นะครับ สิ้นสุดรายงานวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ครับ นี่ในส่วนของจังหวัดที่ดำเนินการ ในส่วนของจังหวัด ในส่วนของภาคนั้น ก็ได้สนับสนุน การดำเนินการของจังหวัด ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ได้เป่ดเวทีที่ราชภัฏ จันทรเกษม โดยรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทางภาคอีสาน ในกรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ ๔๐๐ ท่านครับ ต่อมา วันที่ ๓ พฤษภา กระผมและคณะ ได้ดำเนินการติดตามผลไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปติดตามงานจากวิสามัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และในวันรุ่งขึ้น ท่านการุณ ใสงาม ได้เป่ด เวทีรับฟังความคิดเห็น โดยมีประชาชนเข้ามีส่วนร่วมประมาณ ๒๐๐ ท่าน หลังจากนั้น เราก็ไปตรวจติดตามงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ได้เป่ดเวทีที่จังหวัด ศรีสะเกษ มีประชาชนเข้ารับฟังความคิดเห็นอยู่ประมาณ ๔๐๐ ท่านครับ ทั้งนี้โดยมี สมาชิก ท่าน สสร. กนก เปึ้นผู้รับผิดชอบครับ หลังจากนั้น วันที่ ๕ ก็ไปเป่ดเวที ความคิดเห็นที่จังหวัดยโสธร มีผู้ร่วมเข้ารับฟังประมาณ ๔๐๐ ท่าน โดยมี สสร. ท่านกนก ท่านอรรครัตน์ เปึ้นผู้ควบคุมกำกับดูแลครับ ในวันต่อมา ในวันที่ ๑๕ พฤษภา ก็ไปติดตาม งานที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดขอนแก่น ติดต่อกันนะครับ หลังจากนั้น ก็มาติดตามงาน ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป่ดรับฟังความคิดเห็น มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ในจังหวัดนครราชสีมาประมาณ ๑,๐๐๐ คนครับ และเมื่อวานนี้ คือ วันสุดท้าย คือ วันที่ ๑๓ นั้น ก็ไปรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดชัยภูมิครับ ทั้งหมดนี้ก็เปึนการเดินทางไป รับฟังความคิดเห็น และการติดตามงานครับ สำหรับประเด็นที่ผมรับฟังความคิดเห็น มาจากผู้พิพากษา จำนวน ๑,๑๕๙ ท่าน มีประเด็นสำคัญที่จะขอกราบเรียน ที่ท่านผู้พิพากษาได้ส่งเอกสารประกอบนะครับ มีผู้พิพากษาลงชื่อมา ๑,๑๕๙ ท่าน มีประเด็นที่สำคัญดังนี้ครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่กำหนดให้ ประธานศาลฎีการ่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ ซึ่งเปึนเรื่องของการเมือง ไม่สมควรที่ผู้พิพากษาจะเข้าไปมี ส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้เสียความเปึนอิสระ และเสียความยุติธรรม ประเด็นที่ ๒ ตามที่ร่างรั่ฐธรรมนูญที่กําหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาสมาชิก วุฒิสภา และองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาไม่สมควรที่จะ เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเปึนการปฏิบัตินอกหน้าที่ของผู้พิพากษา ซึ่งทําให้สูญเสีย ความเปึนกลาง ประเด็นที่ ๓ ในหมวดสิทธิ ส่วนที่ ๓ มาตรา ๒๑๖ วรรคสอง ว่าด้วย ศาลยุติธรรม ในประเด็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คือ กต. กำหนดให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศาลฎีกา ๖ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๔ ท่าน ศาลชั้นต้น ๒ ท่าน โดยให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ซึ่งแตกต่าง กับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ โดยที่กำหนดองค์ประกอบของคณะตุลาการ ศาลยุติธรรม มีศาลละ ๔ ท่าน และให้ผู้พิพากษามีสิทธิเลือก กต. ได้ทุกชั้นศาล อันเปึ้น ที่มาการแก้ไขวิกฤตการณ์ เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ นับว่าเหมาะสม สอดคล้อง กับสภาพองค์กรของศาลยุติธรรมอยู่แล้ว การที่สภาร่างกำหนดองค์ประกอบของ กต. เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงานบุคคลในส่วนของศาล ยุติธรรมเปึนอย่างยิ่ง ดังมีเหตุผลต่อไปนี้ ที่ผ่านมานับแต่ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน กต. ในระบบปัจจุบัน โดยเฉพาะ กต. ที่มาจากศาลชั้นต้น ทั้ง ๔ ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเปึนหลักประกันความเปึ้นอิสระของผู้พิพากษา ได้เปึนอย่างดี ขณะนี้ศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาประมาณ ๓,๐๐๐ ท่าน ศาลอุทธรณ์ มีประมาณ ๓๘๐ ท่าน ศาลฎีกามีประมาณ ๙๐ ท่าน แต่กำหนดสัดส่วน กต. ที่มาจาก ศาลชั้นต้นเพียง ๒ ท่านเท่านั้น เปึ้นสิ่งที่ไม่เหมาะสมครับ ผมขออนุญาตนำเอกสารนี้ มอบให้ท่านประธานไปครับ กระผมขอให้ สสร. ท่านอื่นได้กรุณาได้รายงานตามประเด็นต่าง ๆ ที่เราได้กำหนดไว้ครับ เชิญครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เชิญครับ

นายสุนทร จันทร์รังสี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุนทร จันทร์รังสี สสร. ตามที่เรากำหนดประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในร่างที่ ๑ แล้วก็มาถึง กําลังเริ่มรอบที่ ๒ นะครับ การรับฟังความคิดเห็น กําหนดไว้ทั้งหมด ๑๕ ประเด็นร้อน ซึ่งเปึ้นที่สนใจ และเปึนที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ได้แยกออกเปึน ประเด็นที่ ๑ คือ คณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ซึ่งเปึนไปในตาม ร่างรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๖๘ วรรคสอง นะครับ มีผู้เห็นด้วย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลก็คือ ๑. เพื่อให้มีคณะบุคคลหาทางออกในยามวิกฤติได้ และให้เพิ่มตำแหน่งประธาน องคมนตรีลงไปในคณะบุคคลนี้ด้วย ๒. กรณีที่เปึนภาวะวิกฤติ ควรกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ๓. จะช่วยแก้ปัญหาการเกิดรัฐประหาร หรือปฏิวัติได้ ๔. เนื่องจากไม่ต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่อย่างไรก็ตาม ๕. การประชุมอย่างน้อยต้องมี ๖ คนขึ้นไป และไม่จำเปึนต้องมี นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมด้วย สำหรับเหตุผลที่ ๖ เหตุผลสุดท้าย คือ จำเปึน เพราะว่า ไม่ชอบในการที่ทหารจะทำปฏิวัติ ความเห็นที่ไม่เห็นด้วย มี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มีเหตุผลดังนี้ ๑. เปึนการลิดรอนอำนาจประชาชน ๒. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย และอาจเปึนช่องว่างในการใช้อำนาจ เพราะไม่ชัดเจนว่าเหตุการณ์อย่างไรจึงจะถือว่าวิกฤติ ๓. ควรปรับปรุง หรือตัดออกไป เพราะกระบวนการในรัฐสภาเชื่อว่ามีความเข้มแข็งแล้ว ๔. จํานวน ๑๑ คนนั้น ไม่มีบารมีพอที่จะแก้ไขปัญหาประเทศได้ และหากเกิดปัญหาขึ้น นายกรัฐมนตรี องค์คณะจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ๕. เมื่อมีวิกฤติพื้นฐานความเชื่อมั่นของ ประชาชนต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ควรจะพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๖. การแก้ปัญหาทำนองนี้ไม่น่าที่จะจบสิ้น ๗. อาจจะมีผู้สร้างสถานการณ์ เพื่อก่อกวน รัฐบาลให้ดูเปึนวิกฤติได้ ๙. เปึนการที่สร้างให้คนกลุ่มเล็ก ๆ จะมีอํานาจเหนืออํานาจ อธิปไตย ๑๐. จะเกิดการครหาตามมา เกิดกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มอำนาจมากขึ้น ในส่วนที่งดออกเสียง มีเพียง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ คณะบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาตินี้ เห็นว่า ๑. ควรเพิ่มประธานองคมนตรีเข้าเปึน คณะบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติด้วย ๒. ควรถวายคืนพระราชอำนาจ แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงตัดสินพระทัย

ประเด็นร้อนที่ ๒ คือ การกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง และ มาตรการ มีผู้เห็นด้วย ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุผล ก็คือ ๑. นักการเมืองบางคนมีภรรยา หลายคน ควรให้ออกจากการเปึนนักการเมือง เพราะเปึนแบบอย่างที่ไม่ดี ๒. จะเกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก เช่น การซื้อประเวณีเด็ก การผิดศีลธรรม ๓. จะเปึนการกระทำผิดต่อกฎหมาย ไม่ควรให้อยู่เปึ้นผู้นำ และหากถือว่าผิด ก็ต้้องให้ออกทันที ๔. นักการเมืองทุกระดับอยู่ในสายตาของประชาชนอยู่แล้วว่า จะมีคุณธรรมหรือจริยธรรม หรือไม่ ๕. จะเกิดการควบคุมกับนักการเมืองที่ไม่ดีให้ได้ผลยิ่งขึ้น นักการเมืองดีจะนำพา ประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า เพราะจะเปึนผู้ที่กําหนดเงื่อนไขของประเทศ ๗. ควรบัญญัติเปึ้นลายลักษณ์อักษร ทำให้เกิดความชัดเจนเปึนรูปธรรมมากขึ้น ๘. สร้างจิตสำนึกปัองกันไม่ให้นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ๙. โลก สังคม คน เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ควรปรับเปลี่ยนไปตามโลกในปัจจุบัน ๑๐. ควรกําหนดถึงข้าราชการทุกระดับ และข้าราชการท้องถิ่น ไม่เฉพาะแต่นักการเมือง ระดับในรัฐสภาเท่านั้น ๑๑. ประเด็นพื้นฐาน และหัวใจสําคัญของนักการเมืองคือ ต้องมี จริยธรรมกํากับบุคคลผู้ใช้อํานาจรัฐ ๑๒. เปึนการสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาที่เปึน จริยธรรมของผู้ปกครอง ๑๓. การกำหนดบทลงโทษ ต้องมีโทษมากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อจะตระหนักได้ถึงสิ่งที่ทำลงไป ๑๔. เพื่อปลูกฝั่งสำนึกให้มนุษย์รู้จักละวาง ความโลภูมิให้เกิดขึ้นเช่นที่ผ่านมา ข้อสุดท้ายย้ำว่า นักการเมืองทุกคนต้องมีคุณธรรม เพื่อเปึนหลักในการลดการโกงกินและการทุจริต การกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนี้มี ผู้ไม่เห็นด้วยเพียง ๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่แสดงเหตุผล และงดออกเสียง ๖ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ว่า ควรมีการเอาจริงเอาจังในการกำกับดูแลความ ประพฤตินักการเมือง ๒. ควรกำหนดให้มีคุณสมบัติของนักการเมืองที่ปฏิบัติในแต่ละ สาขา และแต่ละศาสนานั้น ๆ ๓. ควรบัญญัติให้ชัดเจนสำหรับนักการเมืองทุจริตที่ต้อง ถูกยึดทรัพย์ ๔. ควรกำหนดให้ สส. ต้องนั่งประชุมในสภาให้มากที่สุด เพราะ สส. ต้อง ทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ควรละทิ้งหน้าที่หลักของตน หากออกจากที่ประชุมถึง ๓ ชั่วโมง ให้ถือว่า ในการประชุมครั้งนั้นขาดการประชุม ๕. นักการเมืองควรถูกลงโทษ แต่ควรลงโทษไปยังครอบครัวด้วย เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวเหมือนนักการเมือง ในประเทศเกาหลี (สาธารณรัฐเกาหลี) ๖. หากบัญญัติไว้แล้วไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่เกิด ประโยชน์ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนไว้เลิศหรูสวยงามเพียงใดก็ตาม

ในประเด็นที่ ๓ คือ จํานวนและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีการ ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีผู้เห็นด้วย ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เหตุผล คือ จำนวน สว. มาก แต่ไม่มีความยุติธรรม เที่ยงตรง มีความเอนเอียงเข้าพรรคใดพรรคหนึ่ง ๒. การเลือกตั้ง ทำให้ได้สภาผัว สภาเมีย ไม่มีความยุติธรรม แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า การสรรหาจะยุติธรรม โปร่งใสมากกว่าการเลือกตั้ง ๓. คณะกรรมการสรรหาต้องเปึนบุคคลที่น่าเชื่อถือ และควร เพิ่มการสรรหาในแต่ละจังหวัด ๔. การเลือกตั้งอาจจะไม่ได้คนดี ๕. สว. จำนวน ๑๖๐ คน เปึ้นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ๖. สว. ไม่สามารถหาเสียงได้ จึงสมควรให้มีการ สรรหา ๗. การสรรหาจะทำให้ประหยัดงบประมาณ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการสรรหามีถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ เหตุผล ก็คือ ๑. ตัวแทนของประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชนส่วนหนึ่ง และสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกิดการกระจาย ครอบคลุมทุกภาคส่วนและสาขาอาชีพ ๒. ให้ประชาชนเลือกจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เนื่องจากประชาชนยังมีเหตุผล และจุดยืนของตัวเอง ๓. เหตุที่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อถือในคณะกรรมการสรรหา ๔. จะไม่เปึนประชาธิปไตย ๕. เปึนการลิดรอนสิทธิในการเลือกตั้ง และอยากคงจำนวนไว้ ๒๐๐ คนเช่นเดิม ๖. สว. ควรมาจากการเลือกตั้ง เพราะจะถือด้วยว่าเปึ้นตัวแทน ของประชาชนได้ ๗. สว. ไม่ควรมาจากการสรรหาและกรรมการทั้ง ๗ คนดังกล่าว เนื่องจากไม่โปร่งใส ขัดกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรให้คนกลุ่มน้อย มาตัดสินใจแทนคนไทยทั่วประเทศ ๘. การสรรหาอาจเลือกพรรค เลือกพวกพ้อง ของตนเองมาเปึน สว. ได้ ๙. องค์กรยุติธรรมจะหมดความน่าเชื่อถือ เมื่อเข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การงดออกเสียงในประเด็นนี้มีถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอแนะ ในประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา มีดังนี้ ๑. ควรให้ความรู้เกี่ยวกับ อำนาจและหน้าที่ของ สว. แก่ประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจน จากนั้นจึงให้ประชาชน เลือกตั้งมา ๗๖ คน และให้มาจากการสรรหาอีก ๘๔ คน ๗๖ คนดังกล่าว ก็คือ จังหวัดละ ๑ คน จาก ๗๖ จังหวัด ๒. ควรเป่ดรับสมัครผู้ที่ต้องการเปึน สว. โดยให้มาจาก ทุกภาคส่วน จากนั้นจึงให้คณะกรรมการเลือกสรร แล้วจึงให้ประชาชนเปึ้นผู้เลือกตั้ง สว. ในจำนวน ๑๖๐ คน ๓. ควรมาจากการสอบ สอบความรู้นะครับ ๔. ควรมาจากการ สรรหาและการเลือกตั้ง อย่างละครึ่ง ๕. สว. ที่มาจากการคัดเลือกหรือเลือกสรรไม่มีสิทธิ ถอดถอนนักการเมืองได้ ๖. การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ให้ชัดเจน เช่น ห้ามเครือญาติของ สส. ลงสมัคร

ประเด็นที่ ๔ จำนวนและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ มีผู้เห็นด้วยเปึ้นส่วนน้อย มีเพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ เหตุผล คือ เปึนการประหยัดงบประมาณ สามารถนำงบประมาณไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ๒. แบบแบ่งเขต ๑ คน มีปัญหาว่า สส. เขตไหนดี เขตนั้นจะพัฒนาก้าวหน้า แต่หาก สส. เขตไหนไม่ดี เขตนั้นก็จะ ไม่มีการพัฒนาเลย ๓. ลดปัญหาการอ้างเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สส. สส. จังหวัดใด ก็ควรรับผิดชอบดูแลจังหวัดของตนทั้งหมด และทั่วทุกจุด ๔. การรวมเขต ทำให้มีการ ชัดเจนในการทำงานของ สส. มากขึ้น ๕. ช่วยลดปัญหาการซื้อเสียงแบบยกเขต เป่ดโอกาสให้คนดีเข้าเปึนตัวแทนประชาชนในการบริหารพัฒนาประเทศ ๖. ประชาชน สามารถเลือกคนที่ต้องการได้มากกว่า ๑ คน แก้ปัญหารักพี่เสียดายน้อง ๗. สส. ๔๐๐ คน เหมาะสมแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายจะลดลง ๘. สส. จำนวนมากพูดมาก แต่ปฏิบัติ น้อย ไม่มีคุณภาพ ๙. หากรวมเขตจะทำให้ประชาชนได้กระจายสิทธิอย่างเสมอภาค ๑๐. มีสิทธิพิจารณาได้มากขึ้น และใช้สิทธิได้มากขึ้น ๑๑. เปึ้นช่องทางในการกำกับดูแล นักการเมืองให้มีคุณภาพมากขึ้น ๑๒. สส. จะได้ดูแล และรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนได้กว้างขวาง ๑๓. จะมี สส. มาช่วยตามอำนาจในมติต่าง ๆ และสุดท้าย การเลือก สส. เขตละ ๓ คน จะทําให้เกิดความสามัคคีในชุมชน มีผู้ไม่เห็นในประเด็นนี้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลก็คือ ประการแรก ควรต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อเปึน ประชาธิปไตย เพราะจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น ๒. ปัองกันการเกิดปัญหา การแบ่งชั้นของ สส. ๓. แบบสัดส่วน ๘๐ คน ไม่ชัดเจน และระบบภาคของประชาชนไม่เท่าเทียมกัน ๔. ประชาชนเข้าใจระบบเดิมดีแล้ว ๕. การแบ่งเขตรับผิดชอบชัดเจนดีแล้ว ๖. เกิดความเสมอภาคระหว่างผู้ลงสมัคร สส. ที่มาจากพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ในขั้นตอนการหาเสียง เพราะกรณีเขตละ ๓ คน เปึนการ ยากที่ผู้สมัครจาก สส. พรรคเล็กจะหาเสียงได้อย่างทั่วถึง ๗. ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วย แบบสัดส่วน เพราะบางจังหวัดอาจจะไปร่วมกับจังหวัดอื่นที่ไม่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ๘. เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ บัญญัติไว้ดีแล้ว ๙. สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจะเกี่ยงกัน หาทางเอาตัวรอด ประชาชนจะเสียประโยชน์ ๑๐. เอื้อประโยชน์ให้คนที่มีทุนมากโกงกิน ได้ง่ายขึ้น ๑๑. จะมี สส. มากเกินความจําเปึน มีผู้งดออกเสียงในประเด็นนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ คือ จำนวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีว่า ข้อ ๑ ควรมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ สส. ไว้ให้ชัดเจน ๒. สัดส่วนแบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ เหมือนเดิม ภาคที่มีประชาชนมาก สส. สัดส่วนมากกว่าภาคอื่น ไม่เช่นนั้นแล้ว ประชาชน บางส่วนอาจจะยอมรับไม่ได้ เช่น กรณีหากต้นเปึนคนภาคอีสาน แล้วไปได้ภาค สส. ภาคส่วนประชาชนคนอื่นมาเปึน สส. ภาคอื่น ๓. จะน้อยหรือมากคนก็ควรเปึนคนที่มี คุณภาพ ๔. การนับคะแนน ควรนับหน่วยเลือกตั้ง เพราะนับได้มีประสิทธิภาพมากกว่า เปึ้นการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ๕. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ดีแล้ว ที่มีทั้งแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ข้อ ๖ จำนวน ๕๐๐ คน เหมาะสมแล้ว ข้อ ๗ ไม่ควรมี สส. แบบบัญชี รายชื่อ แต่ควรไปเพิ่มโควตาแบ่งเขต จังหวัดละ ๑ คน

ประเด็นที่ ๕ สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิชุมชน ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๙๗ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลก็คือ ๑. การเข้าชื่อ ๑ แสนคนเพื่อขอแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ เหมาะสมแล้ว ๒. ประชาชนทุกคนควรได้รับสิทธิ และโอกาสในการใช้ สิทธิของตนเองในการฟัองศาลได้ ๓. ชุมชนควรมีสิทธิ ชุมชนสามารถใช้สิทธิในการนำ ผลประโยชน์มามอบให้แก่ชุมชนตนเองได้เต็มที่ ๔. อยากให้มีสิทธิด้านการประกอบ อาชีพ ไม่ให้นายทุนเข้ามาผูกขาด ๕. อยากให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกเสียง ต่าง ๆ ไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีอำนาจคนเดียว ๖. ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนในทุกสาขา อาชีพ ๗. ควรมีการส่งเสริมในเรื่องเศรษฐกิจของคนท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามา แสวงหาผลประโยชน์ ๘. ควรเพิ่มบทบาทให้กับชุมชน ให้มีโอกาสจัดการศึกษา ๙. จะทําให้สามารถจํากัดสิทธิของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ให้ใช้อํานาจในทางที่ ผิดได้ ในวงเล็บ กรณีสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ประเด็นนี้มีผู้ไม่เห็นเพียง ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ โดยให้เหตุผลว่า ๑. การเสนอข้อมูลของสื่ออาจจะเกินขอบเขตความจริงได้ ๒. สื่อจะตกไปเปึนเครื่องมือของระบบทุนนิยมมากกว่าที่จะบริการคนในรากฐานของ สังคมได้ ๓. ถ้าสื่อมวลชนมีเสรีภาพมาก จะมีอำนาจมาก ประชาชนจะถูกเอารัด เอาเปรียบได้ ๔. สิทธิทำกิน ไม่กำหนดระยะเวลาว่ากี่ป้ หรือตลอดชีวิต ๙. กฎหมายเด็ก และเยาวชนได้รับสิทธิคุ้มครองปกปัองมาก ไม่สามารถลงโทษได้ ๖. อาจเกิดความวุ่นวาย เพราะมีการเรียกร้องสิทธิกันมาก ประเด็นนี้มีผู้งดออกเสียง ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอแนะในประเด็นสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิชุมชน คือ ๑. ควรให้ประชาชนได้เข้าชื่อกัน เพื่อเอาผิดแล้วฟัองสื่อมวลชนได้ ๒. ควรมีกรอบในการกํากับดูแล มีขอบเขตจํากัดตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกําหนด ๓. ให้มีกฎหมายด้านสิทธิโดยเฉพาะ ๔. อยากให้มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ๕. ควรกำหนดสิทธิของชุมชนในด้านการจัดการทรัพย์มากขึ้น ๖. ควรมีการแต่งตั้งผู้นำ สตรีในแต่ละหมู่บ้านเพื่อดูแล ปัองกันการละเมิดสิทธิของเด็กและสตรี จากผู้ใหญ่และ ผู้ร้าย ๗. ออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานไทย เนื่องจากปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวเข้ามา แย่งแรงงานไทยเปึ้นจำนวนมาก ๘. ออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิร้านค้าขนาดเล็ก จากร้านค้าหรือห้างขนาดใหญ่ ๙. เพิ่มเบี้ยเลี้ยงยังชีพคนพิการ จาก ๕๐๐ บาท เปึ้น ๑,๐๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาท และให้เงินเดือนแก่คนชรา เดือนละ ๕๐๐ บาท ๑๐. ควรบัญญัติให้เกษตรกรในแต่ละภาคมีความเสมอภาคกัน เช่น ในกรณีของอุทกภัย เกษตรกรภาคกลางได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐมากกว่าเกษตรกรภาคอีสาน ๑๑. การเลือกตั้งควรกําหนดให้เปึนสิทธิ ไม่ควรเปึนหน้าที่ ๑๒. ควรเพิ่มสวัสดิการสำหรับ ผู้ตกงาน ๑๓. ควรเป่ดโรงเรียนสำหรับผู้พิการต่างหาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเรียน และ ผู้เชี่ยวชาญจะทราบปัญหาของเด็กที่มีปัญหามากกว่า ๑๔. ควรเพิ่มในมาตรา ๔๘ ว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการจัดการทางการศึกษา ๑๕. มาตรา ๕๑ ควรเพิ่มเรื่องทักษะทางสังคม และการมีส่วนร่วมของครอบครัว สถาบันครอบครัวจะได้รับ การส่งเสริมและสนับสนุน ๑๖. ควรเพิ่มให้รัฐคำนึงถึงการมีส่วนร่วม และเอกชน อย่างทั่วถึง และไม่ให้เก็บค่าใช้จ่าย ๑๗. เพิ่มสิทธิในการศึกษาให้เปึ้น ๑๕ ป้ คือ อนุบาล ถึงมัธยมปลาย ๑๘. สื่อมวลชนทำให้ข้อมูลซึ่งไม่เปึนความจริง ประชาชนสามารถลงชื่อ ที่จะถอดถอนสื่อมวลชนแขนงนั้นได้ ๑๙. งานอาสาสมัคร เช่น อสม. ควรกำหนดให้มี ค่าตอบแทนและเงินเดือน และเปลี่ยนชื่อจาก อสม. เปึน แกนน้ำสุขภาพ ขอบคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เชิญครับ

นายรัฐ ชูกลิ่น กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม รัฐ ชูกลิ่น ขออนุญาตรายงานความคืบหน้า ของกรรมาธิการภาคอีสานนะครับ ในรายมาตรา รอบที่ ๒ ดังนี้ครับ ประเด็นที่สําคัญ ที่ได้ไปรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ

ประเด็นที่ ๖ การกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นให้มากขึ้น เห็นด้วย ๙๔ เปอร์เซ็นต์ โดยเหตุผลดังนี้ครับผม เพราะว่าสามารถกำหนดงบประมาณ และการ จัดการด้วยตัวเองได้มากขึ้น สามารถส่งเสริมการคลังท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อท้องถิ่น จะได้มีอิสระได้มากขึ้น ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้ทุกรูปแบบมากขึ้น และสามารถ นำภาษีที่เก็บมาพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างเต็มรูปแบบ ท้องถิ่นต้องพัฒนาโดยงบประมาณ ของตัวเองได้ เป่ดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน ในการพัฒนา และการ คัดเลือกเจ้าหน้าที่ และหลักการในการพัฒนาของท้องถิ่นแต่ละแห่ง การบริหารจัดการ สะดวก และง่ายยิ่งขึ้น การตรวจสอบ สอดส่องดูแล้ง่ายต่อการปฏิบัติ การกระจายอำนาจ สู่ อบต. เทศบาล โดยหวังว่าคงจะได้งบที่มากขึ้น และเห็นด้วยกับมาตรา ๒๗๖ ที่ว่าประชาชนเปึ้นผู้เลือก และควรมีสิทธิและอำนาจในการถอดถอนบุคคลในท้องถิ่นที่เขาเปึ้นคนเลือกขึ้นมา ข้อต่อไป คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีวาระ ๔ ป้ เหมาะสมแล้ว ประชาชนสามารถใช้ ชื่อถอดถอนสามในห้าของผู้มาใช้สิทธิ น่าจะเปึนสิ่งที่ดี การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้ มีความใกล้ชิดกับประชาชน และเห็นปัญหาที่แท้จริงของประชาชนได้มากกว่าส่วนกลาง งบประมาณอยู่ใกล้ท้องถิ่น สามารถบริหารและจัดการ และได้เห็นผลได้ทันที ผู้บริหาร จากประชาชนสามารถเรียกร้อง และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควร มีอิสรภาพเด็ดขาดจากรัฐบาลส่วนกลาง โดยให้รัฐบาลเปึ้นผู้ดูแล และแนะนําเท่านั้น ให้การสอดส่องดูแลเปึ้นของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อเปึ้นการตรวจสอบผู้บริหาร ในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ควรให้อำนาจเพิ่มกับประชาชนให้มีอำนาจจัดการดูแลฝ์ายบริหาร ด้วยตัวเองได้มากยิ่งขึ้นนะครับ ที่เห็นด้วย ๙๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ไม่เห็นด้วย ๖ เปอร์เซ็นต์ จากเวทีทั้งหมด ๔๕ เวที จากรวมทั้งหมด ๑๘๓ เวที ไม่เห็นด้วย ๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื่อว่า จะเกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นทุกระดับ มีอำนาจมากเกินไป อาจเกิดการเล่นพรรคเล่นพวก หากท้องถิ่นไหนได้ผู้บริหารไม่ดี อาจทำให้เกิดความ เสียหายมากกว่าเดิม อาจเกิดความวุ่นวาย เพราะเกิดการเรียกร้องสิทธิมากยิ่งขึ้น องค์กร บริหารส่วนตำบลบริหารงานยังไม่เปึน เกรงกลัวว่าอิทธิพลของ สส. อาจควบคุมสิทธิของ ท้องถิ่นได้ระดับหนึ่งงบประมาณของ อบจ. อบต. เทศบาลมีการทับซ้อนกัน ควรมี กฎหมายที่ชัดเจน ข้อเสนอแนะในข้อนี้เกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็คือท้องถิ่น ควรมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีเองทั้งหมด โดยมีรัฐบาลเปึนผู้แนะนํา ควรมีการจัด งบประมาณอบรมสัมมนาพัฒนาคน ครอบครัว และผู้สูงอายุในท้องถิ่นนั้น ควรสร้าง ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองให้แก่ประชาชน และผู้บริหารท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น ควรออกกฎหมายให้ชัดเจนว่า ท้องถิ่นจะได้อะไร ต้องทำอะไร หรือว่าไม่ได้อะไร ไม่ต้องทําอะไรให้ชัดเจนกว่านี้

ประเด็นต่อไป คือ ประเด็นว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบาล เห็นด้วย ๖๗ เปอร์เซ็นต์ โดยมีเหตุผลว่า รัฐจะได้ดำเนินการได้ถูกต้อง และหลากหลาย ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น แต่ควรจะมีการกำหนดเงื่อนไข ระยะเวลาในการดำเนินงาน ให้ชัดเจนกว่านี้ ข้อเสนอแนะในแนวนโยบายของรัฐมีมากเหลือเกิน ผมจะขออนุญาต สรุปเปึนประเด็น ๆ ดังนี้ครับ ควรมีการส่งเสริมการศึกษาทุกรูปแบบต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย รัฐควรส่งเสริมการศึกษาไม่น้อยกว่าปริญญาตรี ควรมีการตรากฎหมาย เกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ โดยมีการสร้างมาตรฐานกลาง เพื่อเปึนการตรวจสอบ สถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศให้มีการศึกษา และมาตรฐานในการดูแลประชาชน เทียบเท่ากันหมดทั้งประเทศ กระทรวงศึกษาและท้องถิ่นควรมีการศึกษาแบบคู่ขนาน กันไป ควรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนรากฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น วิชาประวัติศาสตร์ วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม แล้วต้องให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๐ ป้ ต้องมีหลักการกระจายอำนาจอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ควรยึด ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเปึนเครื่องมือในการตัดสิน ควรให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม และให้การศึกษาด้านประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ครบถ้วนกับประชาชนทั่วประเทศ รัฐต้องจัด การศึกษา และเปึนคนออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชนถึงในระดับปริญญาตรี โดยครอบคลุมถึง ผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ บุคคลที่มีอายุเกิน ๑๖ ป้บริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่ การยังชีพ ควรมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน ในมาตรา ๘๖ วรรคหก ควรส่งเสริมให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับระบบการปกครอง ระบบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ ในการเลือกตั้งอย่างครบถ้วน อีก ๒ ข้อครับ มาตรา ๒๙๙ ว่าด้วยการรับรองรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ข้อเสนอให้ตัดออก ข้อสุดท้ายครับ อันนี้มาจาก คนพิการนะครับ ขอเพิ่มในมาตรา ๓๐ ว่าด้วยขอเพิ่มคำว่า ความพิการ ลงไป ในมาตรา ๓๐ เนื่องด้วยว่า ที่เขียนว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ ด้วยความแตกต่างในถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ สภาพทางกายหรือสุขภาพ ขอให้ เพิ่มคำว่า ความพิการ เนื่องด้วยจะเปึนการโชว์ (Show) มิติของคน คนนั้น ตัวอย่างเช่น สภาพทางสุขภาพนะครับ และในมาตราที่ ๕๓ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับ สวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเปึนสาธารณะ ความช่วยเหลืออื่น ๆ จากรัฐ ขออนุญาตแก้เปึน จาก ได้รับ เปลี่ยนเปึน มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสวัสดิการ นะครับ เพราะว่าสมัชชาคนพิการได้บอกว่า มีหลายอย่างได้รับแล้ว แต่ใช้ไม่ได้ จึงขอใช้ เปลี่ยนคำว่า มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

ประเด็นต่อไปครับ คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระใน ๔๓ เวที จาก ๑๘๓ เวที ซึ่งยังไม่จบ ณ วันนี้นะครับ ไม่มีผู้เสนอ มีแต่ข้อเสนอแนะมาเท่านั้นนะครับว่า ควรมีคณะกรรมการตรวจสอบคณะกรรมการสรรหา ควรมีองค์กรอื่น คือ องค์กรของ องคมนตรีเข้าเปึนคณะกรรมการสรรหาแทนศาล ถ้าหากว่าศาลท่านขอถอนตัวนะครับ ข้อที่ ๓ ที่เสนอมาในประเด็นคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ คือ องค์กรตรวจสอบ นักการเมืองควรมีอํานาจ และระยะเวลาในการตรวจสอบ ทั้งภาค ประเทศ และภูมิภาค โดยมีระยะเวลาย้อนหลังที่นานพอที่จะตรวจสอบได้ชัดเจน

ประเด็นต่อไปครับ เสนอ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้ เห็นด้วย ๖๙ เปอร์เซ็นต์ครับ โดยมีเหตุผลดังนี้ สามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ดีออกได้ง่ายขึ้น ประชาชนจะมีอำนาจ และ ควบคุมนักการเมืองได้ดีขึ้น รายชื่อ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ เหมาะสม ไม่มาก และไม่น้อย เกินไป ไม่เห็นด้วย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหมาะสมแล้ว เพราะว่า ๒๐,๐๐๐ ชื่อ จะมีการกระทําโดยง่าย คือ ทําให้เกิดการถอดถอนบ่อยครั้ง ทําให้รัฐบาล ไม่สามารถเดินตามนโยบายโดยความสะดวก คนส่วนน้อยทำลายเสียงส่วนมาก ไม่เปึน ประชาธิปไตย เกรงว่าถ้ามีนายทุนทุ่มเงินในการซื้อเสียง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปกครองได้ง่ายขึ้น หากมีการรวมตัวของประชาชนได้ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ทุกวัน ก็เกรงว่า จะมีการถอดถอนได้ทุกวัน งดออกเสียง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ข้อเสนอแนะ ในการใช้ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากตรวจพบว่า สส. ทำความผิด ควรให้เว้นวรรคทางการเมือง ๕ สมัย จำนวน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ควรถอดถอน ได้เฉพาะ สส. และ สว. สำหรับการถอดถอนระดับท้องถิ่น ควรใช้หนึ่งส่วนสองของ ผู้มีสิทธิในวันเลือกตั้งคณะบุคคลนั้น ๆ และสามในสี่ของผู้มาใช้สิทธิถอดถอนในวันนั้น ๆ และมีข้อเสนออันสุดท้ายในประเด็นนี้ คือ ขอให้ลดเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ ลงคะแนน ผมขอเชิญคุณหมอต่อครับ

นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๓๑ จากที่รัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นะครับ เราได้ยกร่างมาเปึ่น รัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่งนะครับ แต่เนื่องจากเวลาเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน จากการปรับเปลี่ยนนั้น เราก็ได้มารับฟังความคิดเห็น เมื่อป้ ๒๕๕๐ นี้ ช่วงแรกเราก็รับฟัง มาจากประชาชน พี่น้องที่อยู่ทางบ้านนั้น ก็ได้ให้ความคิดเห็นต่าง ๆ มา แล้วนำมา อภิปรายกันในสภาและทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้น นําไปบรรจุ แล้วก็เปลี่ยนแปลง ทําเปึนมาตราออกมา เปึนรายมาตรา นะครับ แล้วก็มีหลายมาตราที่ประชาชนได้ให้ความคิดเห็นนั้นได้บรรจุเข้าไป ซึ่งเปึน ประโยชน์มาก แต่ก็มีอีกหลายมาตราที่ยังไม่ได้บรรจุเข้าไป ซึ่งมีประโยชน์เช่นเดียวกัน นะครับ ทางสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้นําเรื่องนี้เข้ามาปรึกษาหารือกันว่า เราจะต้องออกไปรับฟังรายมาตราอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะมาปรับปรุงส่วนที่ตกหล่นไปนะครับ ให้มันมีประโยชน์อย่างมาก แล้วจากการที่ได้นํารัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนได้อ่าน แต่เนื่องจากในช่วงเวลาอันจำกัด หลายท่านก็อาจจะได้อ่านครบหมด หลายท่านก็ยัง ไม่ได้อ่านครบนะครับ สิ่งนี้ก็เปึนปัญหา แต่เราก็ได้ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยพยายามจัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาอำนวยนะครับ จากนั้น ทางกระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ก็ได้รับฉันท่านุมัติให้ไปรับฟังจากภาคอีสานครับ แล้วก็ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นมาประมวลออกมานะครับ ที่ไปรับฟัง นั้นก็มีเวทีของภาค ก็ ๑๑ เวทีทั้งหมด แต่เรากำลังดำเนินการไปขณะนี้ก็ได้ ๕ จังหวัด นะครับ ๕ เวที แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็รายจังหวัดนะครับ ทั้งหมดประมาณร้อยเก้าสิบสอง เรากำลังรับฟังไปประมาณ ๔๘ เวที แล้วก็ขณะเดียวกันก็กำลังรับฟังต่ออีก เพราะฉะนั้น ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ถ้าไม่มีโอกาส หรือยังไม่มีโอกาส ก็พยายามหาโอกาสที่จะเข้าไป แสดงความคิดเห็นนะครับ เพราะยังมีโอกาสที่จะนําเนื้อหาต่าง ๆ นั้นไปบรรจุไว้ ประมาณ สิ้นสุดวันที่ ๒๖ พฤษภา ครับ จากนั้นเราก็มีการแปรญัตตินะครับเพราะฉะนั้นขอแจ้งให้ ทราบด้วย เพราะว่าในเวลาอันจำกัดเช่นนั้น เราเลยมามุ่งประเด็นว่า มีประเด็นสำคัญ อะไรบ้างครับที่เราควรจะมาดู แล้วมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่ไม่ได้นํามาพูด หรือ รายงานในวันนี้นะครับ แต่เท่าที่ฟังมา ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มอำนาจและลดจำนวน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ คือ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้น เรามี ๑๑ ท่าน แต่ตอนนี้ลดลง มาเหลือ ๗ ท่าน เพราะฉะนั้นเพื่อให้มันกระชับที่มีกรรมการสิทธิลดลงมา แล้วก็จากการรับ ฟังความคิดเห็นนั้น ที่เห็นด้วยมี ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ให้เหตุผลว่า การเพิ่มอำนาจตามร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ ๒. เพื่อปกปัองประชาชนที่เสียเปรียบ เปึนการพิทักษ์ผลประโยชน์ของ ประชาชนครับ อันนี้ก็เปึ้นสิ่งที่ดี เพราะว่าประชาชนต้องเปึ้นใหญ่นะครับ แล้วก็ที่ไม่เห็น ด้วยมี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เหตุผลว่า ไม่ควรลดจำนวนกรรมการลง อันนั้นก็เปึ้นเรื่องของ การบริหาร เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็ว หรือการตัดสินได้ผลที่รวดเร็วนะครับ แล้วงด ออกเสียง ไม่มีนะครับ ข้อเสนอแนะก็ให้คงไว้แบบนี้ ในมาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๒๔๘ เกี่ยวกับเรื่องการที่เราไปรับฟังครั้งแรกนั้น เกี่ยวกับเรื่องการค้านอำนาจ นะครับ การค้านและดุลอำนาจของกรรมการต่าง ๆ องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็มีการ ค้านอำนาจ การให้ใบแดงของคณะกรรมการเลือกตั้ง อันนี้ในมาตรา ๒๓๓ ครับ เปึ้นสิ่งที่ ดีครับ คือ ให้ศาลฎีกาท่านเปึนกรรมการกลาง คือ ก่อน สส. จะไปถูกใบแดง หรืออะไร ต่าง ๆ นั้น ก็ให้ไปยื่นแจ้งต่อศาลฎีกา แล้วขณะเดียวกัน กกต. ถ้าจะเลือกตั้งใหม่ หลังเลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งใหม่นั้น ก็ไปปรึกษาทางศาลฎีกาด้วยครับว่า ควรจะมีการ เลือกตั้งใหม่ เพราะมันเสียงบประมาณของประเทศมากครับ และเปึนการ ให้ความยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ์าย อันนั้นจากเหตุผล เห็นด้วยว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ เพราะว่าเกิดความเปึ้นธรรมมากขึ้น และมีระบบการตรวจสอบ การค้านอํานาจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เหมือนเดิมนะครับ แต่ก่อน กกต. ว่าอย่างไรก็ว่า อย่างนั้น คราวนี้มีคนกลาง แล้วก็เปึนการถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง เพราะการตัดสินของ กกต. ตัดสินแล้ว ยื่นคำร้องก็ควรไปยื่นต่อศาล ที่ไม่เห็นด้วยเขาให้เหตุผลว่า อาจทำให้ศาลเสื่อมเสียได้ หากมายุ่งกับ กกต. นะครับ แล้วก็ศาลมีหน้าที่มากอยู่แล้ว ไม่ต้องการให้เพิ่มภาระให้กับศาลนะครับ ส่วนงดออกเสียง ไม่มีนะครับ ข้อเสนอแนะ เขาบอกว่า ในประเด็น ๑๒ นี้นะครับ การค้าน ดุลอำนาจ ใบแดงคณะกรรมการเลือกตั้ง ทุกขั้นตอนควรกำหนดให้ตัวแทน กลุ่มองค์กร ชุมชน เข้าไปมีบทบาทในการตรวจสอบ ด้วย และควรเพิ่มจำนวน กกต. เปึน ๑๕ ท่าน เพื่อเปึนการแบ่งภาระ และควรตั้ง กกต. ภาค ทำการตัดสินแทน กกต. ใหญ่ เพื่อให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น และเพิ่มอีก ข้อหนึ่งนะครับ เพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ กกต. ในส่วนการร้องเรียนให้มีการ ตรวจสอบให้มีคุณธรรม อีกข้อหนึ่ง ในกรณีการเลือกตั้งที่มีใบเหลือง ใบแดงนะครับ ก่อนการเลือกตั้ง ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าไปก่อนแล้วค่อยให้ กกต. ร้องต่อศาล ให้ศาลตรวจสอบต่อไปครับ

ในประเด็นที่ ๑๓ นะครับ จากคำถามที่เราถามในครั้งแรกไปนะครับว่า ควรจะมีการปรับบทบาท้องค์กรอิสระหรือไม่นะครับ ก็ในคณะยกร่างได้เพิ่มการปรับ อำนาจบทบาทของอัยการให้เปึ้นอิสระมากขึ้นนะครับ แต่ก่อนไม่มีนะครับ ในเรื่องการ บรรจุให้อัยการสูงสุดนะครับ คือ ให้ สว. เปึนคนเสนอบรรจุนะครับ คือ ให้ประธาน สว. และการถอดถอนก็ให้มีคณะกรรมการอัยการ และ สว. เปึ้นการถอดถอนนะครับ แล้วก็ให้ อิสระ ส่วนข้อห้ามนั้น มิให้ดํารงตําแหน่งการกระทําใด ๆ เหมือนเรื่องวินัย ลักษณะการ ต้องห้ามของผู้พิพากษานะครับ ที่เห็นด้วยนะครับ มี ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยในประเด็น ให้อัยการเปึ้นอิสระนะครับ จะได้ทําหน้าที่ได้เต็มที่ เปึนตัวแทนของประชาชนที่จะ ตรวจสอบรัฐบาลและบุคคลอื่นนะครับ แล้วก็จะลดปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง แล้วมีอิสระและอำนาจเพียงพอในการตัดสินใจนะครับ ไม่เห็นด้วย ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ งดออกเสียง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเปึนเพราะว่ายังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ แต่ข้อเสนอแนะ มีบางท่านบอกว่า ถ้าให้อัยการมีข้อห้าม อย่างเช่น ผู้พิพากษานะครับ ก็จะทำให้อัยการ ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่นะครับ เพราะว่า กฎ กติกา อาจจะต่างกับศาล เพราะศาลท่าน สถิตยุติธรรม แต่งานของอัยการนั้นเปึนงานที่เชิงรุกในบางเรื่องนะครับ

เกี่ยวกับประเด็นที่ ๑๔ นะครับ คำถามเมื่อครั้งแรกเลย ที่เราถามว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือปัญหาการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ ของรัฐ คือ คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) นะครับ อันนี้เปึนสิ่งที่ พบมากในสังคมเรานะครับ คือ ข้าราชการการเมืองแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม นะครับ ทางตรงก็ไปเปึนตําแหน่งนั้นตําแหน่งนี้ แล้วรับเงินโดยตรงนะครับ แต่ทางอ้อม ก็คือ ไปแทรกแซง ล้วงลูก แล้วก็มีการโยกย้ายข้าราชการต่าง ๆ นะครับ ซึ่งมีอยู่ ในมาตรา ๒๕๖ ๒๕๗ ๒๕๘ และ ๒๖๐ นะครับ ที่เห็นด้วยนะครับ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ คือจะทำให้เกิดความเปึนธรรม ตรวจสอบได้ง่าย เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ลดผลประโยชน์ และลดการใช้อำนาจ ลดการแสวงหาบารมีทางการเมือง และจะทำให้ ควบคุมพฤติกรรมการปฏิบัติของนักการเมืองให้อยู่ในคุณธรรม จริยธรรมได้มากขึ้น ข้อที่ ๔ เรื่องการทำธุรกิจที่เปึนผลประโยชน์ของนักการเมือง ควรได้มีการเสนอรายชื่อให้ สังคมตรวจสอบ จับตาที่มาของรายได้นะครับ อันนี้คือที่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลนะครับ ที่ไม่เห็นด้วย ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่งดออกเสียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ

ประเด็นที่ ๑๕ เปึนประเด็นสุดท้าย เปึนประเด็นที่อยู่ในความสนใจของ หลาย ๆ ท่านนะครับ แล้วเปึนประเด็นที่ทําให้เกิดวิตกจริต หรือวิตกกังวลอะไรมากนะครับ อันนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ท่านสมาชิกตั้งสติแล้วคิดดูให้ดี แล้วก็ท่านประชาชน ทั้งประเทศตั้งสติ แล้วคิดให้ดีว่ามันควรจะทําอย่างไร เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ สลับซับซ้อนพอสมควรในกลไก ในความรู้สึกนะครับ ที่เห็นด้วย นะครับ ไปรับฟังมา ที่ภาคอีสานมี ๕๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่เห็นด้วยนะครับ ที่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลว่า เปึ้นศาสนาที่มีอยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และกษัตริย์ทุกพระองค์ก็ทรงเปึนพุทธมามกะ ข้อ ๒ เปึนศาสนาที่ไม่กีดกันศาสนาอื่น ข้อ ๓ เปึนศาสนาที่นำหลักบัญญัติการดำเนิน ชีวิตและวัฒนธรรมคนไทย ข้อที่ ๔ มีความมั่นคงแห่งรัฐ ข้อที่ ๕ เปึ้นศาสนาที่อยู่คู่กับ ประเทศไทยมานาน และไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ และการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ย่อม ไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ เช่นกัน ข้อ ๖ ต้องการให้มีศาสนาพุทธเปึนหลักของประเทศไทย เพราะเกรงว่า ศาสนาอื่นจะเข้ามาแทรกแซงในภายหลังได้ ข้อ ๗ ประชาชนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ์อยู่แล้ว ข้อ ๘ สิทธิในการลดหย่อนภาษี เพราะสามารถนำเงินไปทำบุญ และไปลดหย่อนภาษีได้ นี่เปึนความเห็นของประชาชนที่เขาให้ความเห็นนะครับ และ ข้อ ๙ เพื่อให้คนไทยระลึก และตระหนักว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนา และเปึนพุทธมามกะ ข้อ ๑๐ เหตุผลเยอะเลยนะครับ เนื่องจากพระพุทธศาสนาได้ถูกย่ํายีอย่างมาก สาเหตุ เนื่องจากพระภิกษุบางกลุ่มเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ดังนั้น ถ้าบัญญัติพุทธศาสนาไว้ ก็จะทําให้พุทธศาสนามีความแข็งแกร่ง และเปึนการสร้างกฎเกณฑ์ที่รัดกุม ข้อ ๑๑ จะได้มีงบประมาณมากขึ้น ข้อ ๑๒ เพราะเปึ้นสัญลักษณ์ของชาติ ข้อ ๑๓ ทำให้เกิด ความชัดเจนว่า ผู้นําต้องนับถือพุทธศาสนา ข้อ ๑๔ ควรบัญญัติไว้ ไม่ใช่เปึนการบังคับ ให้ทุกคนต้องนับถือ เพียงแต่ระบุไว้นะครับ ข้อ ๑๕ ควรบัญญัติไว้ จะได้เปึ้นหลักฐาน ข้อ ๑๖ เปึนศาสนาที่เปึนเหตุเปึนผล ไม่งมง่าย อันนี้เปึนความคิดเห็นของประชาชน นะครับ ส่วนที่เห็็นด้วยนะครับ ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนะครับ ก็บอกว่า ไม่เห็นด้วย ๔๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่เห็นด้วย ๕๖ ที่ไม่เห็นด้วย ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ข้อที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วย อาจเกิดความวุ่นวายและความแตกแยกในสังคม เนื่องจากคนไทยนับถือหลายศาสนา ๒. เปึนการจำกัดสิทธิการนับถือศาสนา ๓. การบัญญัติไว้ ในมาตรา ๙ แล้ว ในเรื่อง ให้พระมหากษัตริย์เปึนพุทธมามกะ และเปึนอัครศาสนูปถัมภก ข้อ ๔ ต้องการให้ความ ศรัทธาต่อศาสนาของแต่ละคนเปึนสิทธิส่วนบุคคล ข้อ ๕ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว ข้อ ๖ อาจเปึ้นชนวนทำให้เกิดความแตกแยก ของคนในชาติ เนื่องจากปัญหาชายแดนในภาคใต้ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้ อันนี้เปึนความคิดเห็นทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนะครับ และส่วนที่ไม่เห็นด้วยยังมี อีกครับ หากบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอาจดูเหมือนเปึ้นการบังคับกลาย ๆ จะขัดกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตย เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ข้อ ๘ ทำลาย ความรู้สึกของคนที่นับถือศาสนาอื่น ซึ่งเหมือนกับเปึนคนชั้นรอง และควรให้เกียรติศาสนา อื่นด้วย ข้อ ๙ ศาสนาอยู่ที่ใจ จะเสื่อม หรือไม่เสื่อม อยู่ที่วิธีการปฏิบัติของประชาชน ข้อ ๑๐ ไม่ควรบรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แต่ควรบรรจุคำสอนของ ทุกศาสนาลงในหลักสูตรการเรียนทุกหลักสูตรในการเรียนทุกระดับชั้น ข้อ ๑๑ พุทธศาสนาถ้าบัญญัติไว้แล้ว ใครทำผิดหลักศาสนา จะสามารถเอาผิดได้ไหม หากในทาง ปฏิบัติ ไม่ได้มีการปฏิบัติ เช่น มีพระสงฆ์เดินมา แต่บุคคลนั้นมีทัศนคติที่ไม่ดี โดยบุคคล นั้นไม่แสดงความเคารพ จะผิดกฎหมายหรือไม่ และใครจะดำเนินการเอาผิด อันนี้เปึน ความคิดเห็นในส่วนที่ไม่เห็นด้วยที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาตินะครับ งดออกเสียง ๑ ครับ ส่วนข้อเสนอในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนานะครับ เขาให้ความเห็นว่า หากไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ จะทำให้เกิด ปัญหา แล้วเขาบอกว่า ไม่ต้องกลัวครับจะเกิดปัญหา เหมือนรัฐต้องดูแลป์าซึ่งกว้างใหญ่ เหมือนมีต้นไม้ใหญ่ แล้วก็มีสัตว์ป์าเยอะ ซึ่งปัญหาสลับซับซ้อน ต้องมีคนดูแล และส่วน ส่วนครัวเล็ก ๆ ไม่ต้องมีกฎ กติกาอะไรมาควบคุมมาก เขาบอก เพราะคนไทยนับถือ ศาสนาพุทธมากหลายล้านคนนะครับ แล้วก็เขาบอกเช่นเดียวกันครับ ในการทำเขื่อน มีน้ำมากต้องมีสันเขื่อน มีกฎการควบคุมการใช้น้ำ อะไรต่าง ๆ แต่น้ำในแก้วเล็ก ๆ ไม่ต้อง มีอะไร ไม่มีกฎอะไรมาครอบคลุมก็ได้ นี่เขาให้เหตุผลนะครับ เหมือนไก่ เช่นเดียวกันครับ เลี้ยงไว้เยอะ ต้องทําเล้าให้อยู่ พระในพุทธศาสนามีเยอะ ต้องทํา เปรียบเสมือนทำเล้า ให้อยู่ ส่วนลูกแมวมีตัวเดียว ๒ ตัวไม่ต้องทำกรงให้อยู่ก็ได้ตรงนั้น แล้วก็ส่วนงานอะไร ควรทําก็ต้องทํา สิ่งถูกผิดอะไรที่ควรก็ต้องทํา แล้วไม่ต้องกังวลว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น อะไร จะเกิดก็เกิด ในนี้ก็บอกว่า เราต้องมุ่งแน่วแน่ที่จะทำกิจของเรา หน้าที่ของเราให้แน่วแน่ แล้วก็ข้อที่ ๒ บัญญัติไว้ให้ชัดเจนว่า พระภิกษุไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และข้อที่ ๓ ในข้อเสนอแนะ ให้บัญญัติไว้ในกฎหมายต่าง ๆ ข้อที่ ๔ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเปึน คนดี ควรบรรจุเปึนกลาง ๆ ไว้ ข้อ ๕ ควรเขียนเพิ่มลงว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจำชาติ ประชาชนมีสิทธิในการนับถือศาสนาอื่น ข้อเสนอแนะข้อที่ ๖ เมื่อมีการ บัญญัติไว้แล้ว ควรให้มีการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากในปัจจุบันรัฐ ให้งบประมาณสนับสนุนส่วนนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากความศรัทธา ของประชาชนมากกว่า และ ข้อ ๗ บุคคลใดที่ทำลายพุทธศาสนา ควรมีมาตรการลงโทษ เด็ดขาด ข้อ ๘ ควรบัญญัติวินัยของพระ ถ้าทำผิดต้องให้สึก และไม่ต้องกลับมาบวชใหม่อีก ครับ อันนี้เปึนความคิดเห็นที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และข้อเสนอแนะนะครับ ซึ่งมีหลากหลาย ส่วนควรจะบรรจุ ไม่ควรจะบรรจุ เช่นไรนั้น ขอให้ท่านมีสติ แล้วก็ใคร่ครวญ เพราะทุกท่านเปึ้นเอตทัคค่ะ แล้วก็มีความ คิดเห็นเปึ้นส่วนตัว แล้วก็คิดเห็นในสิ่งที่อะไรเปึนความจริงที่ควรรู้ และความถูกต้อง ที่ควรทํา อันนั้นจะทําให้เราเจริญนะครับ ขอฝากเรื่องนี้ไว้เปึ้นเรื่องสุดท้ายนะครับ และขอประกาศให้ว่า อยากจะเชิญชวนให้พี่น้องที่อยู่ทางบ้านได้ไประดมความคิดเห็น นะครับ เพราะตอนนี้เรายังมีโอกาสอยู่นะครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว วันที่ ๒๖ พฤษภาคม อันนั้น จะหมดโอกาส และจะสายไป แล้วจะบ่น หรือว่ากล่าวอะไรไม่ได้นะครับ ขอฝากไว้ด้วย นะครับ ประเทศไทยอยู่ในเอื้อมมือของท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญ ท่านการุณ ใสงาม เชิญครับ

นายการุณ ใสงาม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม กรรมาธิการจากภาคอีสาน คงจะนำเสนอสักสองสามเรื่องที่ไปพบเห็น แต่ก่อนอื่น นะครับ ต้องชื่นชมท่านประธานกรรมาธิการภาคอีสานของพวกเรานะครับ คือท่าน พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร นะครับ ท่านมีใจที่กว้าง อันนี้ต้องชื่นชมจริง ๆ ครับ จัดเวทีการรับฟังในทุก ๆ รูปแบบที่เปึนไปได้ ท่านครับ แม้แต่พี่น้องคนพิการ ท่านก็เชิญ มาร่วม และท่านก็ไปร่วมรายการรับฟังความคิดเห็นของคนพิการ พี่น้องประชาชน เกษตรกรที่มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบ หาผู้ดูแล หาผู้ใส่ใจไปรับฟังความคิดเห็นอะไร ของเขาว่า เขาเดือดร้อนอะไร ก็ไม่มี ท่านประธานก็เชิญมาที่สภา มาจากห้องโถ่งใหญ่ ห้องประชุมใหญ่ ๑ วันเต็ม ๆ เพื่อรับฟังความเห็นของเกษตรกรที่เดินทางมาอยู่ หน้าทำเนียบ เกี่ยวกับเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ เราได้ประเด็นจากสิ่งเหล่านี้มากมาย ท่านประธานกรรมาธิการจัดระดมความเห็น แม้แต่คนในภาคอีสานที่มารับจ้าง มาทำงาน เปึนกรรมกรในกรุงเทพ ท่านก็เชิญที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม ที่สำคัญ ท่านเชิญแม้กระทั่งหน่วยทัพ หน่วยกองทัพ กองกำลังทหาร เชิญเข้ามาร่วมด้วย ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม ท่านรับฟังละเอียดลออนะครับของภาคอีสาน ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ก็ดูแลกันรับฟังความเห็นกันกว้างขวางมากมาย อันนี้ต้องชื่นชม และที่สำคัญ คือ ต้องชื่นชมคณะกรรมาธิการทั้งชุดเลยครับ เรื่องแรกครับ เปึนปัญหาที่เรา ไปรับฟังมาก็คือว่า ได้รับเสียงสะท้อนมากในท่าที่ของการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน พี่น้องประชาชนมีความเห็นสะท้อนมาว่า ผู้ที่ไปรับฟังนั้น ไปรับฟัง หรือไปพูด ให้เขาฟัง สะท้อนมามากจริง ๆ อันนี้ เขาบอกมา ในขอบเขตทั่วประเทศนะครับ อย่าจะว่า กันภาคอีสานเลย บอกว่า ไปถึงเริ่มรายการอะไรต่าง ๆ ก็มีแผ่นวีซีดี (VCD - Video Compact Disc) มีเทป (Tape) มีอะไร ต่าง ๆ เป่ดให้เขาฟัง ต่อจากนั้นมาเราก็พูดให้พี่น้อง ประชาชนฟัง หลังจากนั้น เหลือเวลาอีกนิดหน่อย ก็เลยการรับฟังก็เลยไม่ค่อยได้ผล อันนี้ เปึ้นเสียงสะท้อนมาจากพี่น้องประชาชนนะครับ นี่คือประเด็นข้อที่ ๑ เพราะฉะนั้นปัญหา ท่าที่การรับฟัง จนวันนี้ก็ตอนสุดท้ายของรายการการรับฟังแล้ว เราก็ไม่รู้จะแก้ไข สถานการณ์นี้ได้อย่างไรถึงจะทัน มีความเห็นมาอีกเยอะครับ เกี่ยวกับเรื่องการรับฟัง นะครับ เยอะมาก ผมจดบันทึกไว้อยู่ในหลาย ๆ ประเด็น แต่ว่าบางอย่างก็ไม่เหมาะที่จะ เอามาพูดที่นี่ ด้วยเวลาจำกัด เรื่องที่ ๒ ที่ไปรับฟังมา ท่านที่เคารพครับ ผมจะเอาเฉพาะในประเด็นที่ผมลองทดลองถามความเห็น แล้วก็ให้พี่น้องประชาชน สะท้อนมา และพี่น้องประชาชนก็มีมติออกมาเปึนการยกมือ รวมถึงวิธีการปรบมือก็มี หลายแบบนะครับ มีเรื่องหนึ่งครับ ในจํานวนหลาย ๆ เรื่อง ก็คือ เรื่องของ ปปช. คือ ว่าด้วยเรื่องการควบคุม ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยรูปแบบองค์กรอิสระที่มี ชื่อเรียกว่า ปปช. ก็ตาม คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ตาม เปึ้นเอกฉันท์ครับ ท่านประธานครับ ทุกเวทีเลย คือ ให้มีการกระจายอำนาจของ ปปช. และคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินนี่นะครับ ให้มี ปปช. ระดับจังหวัด ให้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ระดับจังหวัด โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอยู่ด้วย เขาบอกว่า ถ้า ๒ หน่วยงานนี้อยู่ คู่กันระดับจังหวัด จังหวัดเล็กมีเล็ก จังหวัดใหญ่มีใหญ่ ตามปริมาณงาน เขาบอกว่า เชื่อว่าการทำงานของ ปปช. ก็ตาม คตง. ก็ตาม ที่หนักหน้าสาหัสสากรรจ์มากมาย และ ทำงานไม่ทันนั้น จะลุล่วงได้ และเขาเชื่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินจะโปร่งใส จะเปึน ธรรมาภิบาล เขาเชื่อว่า จะทำการตรวจได้ถึงระดับ อบต. ท้องถิ่น เทศบาล อบจ. ส่วนภูมิภาคที่เรียกว่า อำเภอก็ตาม จังหวัดก็ตาม จะได้ละเอียดลออ เราก็ถามต่อ ถ้าอย่างนั้น เมื่อตรวจสอบควบคุมแล้วนี่นะครับ การปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่เรียกว่า ฐานความผิดต่าง ๆ เรียกว่า ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ ประการใดก็ตาม เราถามว่า ตำแหน่งที่มีอยู่ในขณะนี้เปึ้นตำแหน่งที่ต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น มีเพียงจำกัด คือ นักการเมือง ข้าราชการการเมืองเท่านั้น นายอำเภอ ผู้ว่า ปลัดอำเภอ อบต. นายก อบต. อะไรต่าง ๆ ทั้งหลาย นายกเทศบาลต่าง ๆ ทั้งหลาย รวมถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เรียกว่า ปลัดกระทรวง อธิบดี อะไรต่าง ๆ ไม่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เราก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้น อย่ากระนั้นเลย มี ปปช. จังหวัดแล้ว มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแล้ว คู่กันแล้ว ตรวจสอบเห็นแล้ว เจอแล้ว ไหน ๆ คดีประเภทนี้ คดีพวกนี้สู้กันที่ศาลอาญา ก็ตาม ศาลจังหวัดก็ตาม จะต้องสู้ถึงศาลอุทธรณ์ และสู้ถึงศาลฎีกาอยู่แล้ว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เราเอาขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือ และก็ได้ ผู้บริหารระดับสูงเสียเลยจะดีไหม พี่น้องประชาชนเห็นอย่างไรครับ ปรบมือ ทั้งห้อง ยกมือเอกฉันท์เลยครับ ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย ไม่มีสักคนท่าน หลายเวทีมาก บุรีรัมย์ ๑๔ เวที รอบที่ ๑ ๗ เวที รอบที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมมีโอกาสไปร่วมเมื่อ วันศุกร์นี้เอง วันที่ ๑๑ พฤษภาคม เวทีนี้จัด ๔ จังหวัดร่วมกันที่นครราชสีมา มีชัยภูมิ โคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ๔ จังหวัดครับ มีผู้เข้ามาร่วมประมาณห้าร้อยกว่าคน เต็มห้อง ประชุมเลย แน่นหน้าตาเลย อาจารย์ปฐมท่านก็ไป กล่าวุปฐมนิเทศตอนช่วงเช้า ผมอยู่ ช่วงบ่าย ถามเหมือนกันท่าน ทั้งห้องครับ มีมติเปึนเอกฉันท์อย่างนี้ทั้งสิ้น นี่เปึ้นเรื่องที่ผม ว่า ถ้าเอกฉันท์อย่างนี้ เรายังไม่ฟังนี่ ผมว่าอันตราย ในกรณีเรื่องเกี่ยวกับจำนวนประชากร ผู้เข้าชื่อ ผมลองนำเสนอดู บอกว่า แต่ก่อนจะเข้าชื่อเสนอกฎหมายบอก ๕๐,๐๐๐ จะเข้าชื่อถอดถอนนี่ ๕๐,๐๐๐ คน ตอนนี้ตัวร่างลดลงมาแล้วเหลือ ๒๐,๐๐๐ ท่านเห็น อย่างไรที่ประชุม พี่น้องประชาชนนะครับ ทำไมจะต้องเยอะแยะชื่ออย่างนี้ ถ้าน้อยกว่านี้ ได้ไหม ผมลองเสนอชื่อดู ถ้าไม่ใช่ ๒๐,๐๐๐ เปึน ๑๐,๐๐๐ คนล่ะ ถ้าไม่ใช่ ๑๐,๐๐๐ เปึ้น ๕,๐๐๐ ล่ะ ถ้าไม่ใช่ ๕,๐๐๐ เปึนสักพันเดียวล่ะ ท่านครับ เสียงข้างมากฮือฮามากว่า น้อยเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเปึนอย่างนั้นเลยครับ และผมค่อนข้างจะเชื่อว่า ถ้าไปคุยดี ๆ ให้ละเอียดลออทั้งประเทศนะ คนจะเห็นด้วย แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่ได้ถาม ให้ชัดให้ละเอียด มีปัญหาอะไร ประเด็นอะไรนี่ คนอาจจะยังงง ผมลองถามดูว่า ถ้าให้ท่านไปหาล่ารายชื่อสักร้อยชื่อนี่ ท่านหาง่ายไหม แค่แปรญัตติ ๑ ประเด็น ๑๐ ชื่อนี่ ผมยังเดินหาไม่เจอเลยครับนี่ บางเรื่อง บางประเด็น ท่านเห็นไหมครับ มันยาก แล้วพอเราอธิบายอย่างนี้ ประชาชนบอก ใช่ เราบอกว่า เราจะเอาหลักการว่า มีคนผิด มีพยานหลักฐาน หรือเราจะเอาจำนวนคน เพราะถ้าจำนวนคน ถ้าเอาจำนวนน้อย ก็ได้ แต่ว่าก่อนอื่นที่คุณจะยื่น ถ้าคุณไม่มีพยานหลักฐานให้ชัดเจน เอาตัวคุณไปขังคุก เอาไว้ก่อนถ้าอย่างนั้น อย่างนี้เปึนต้นนะครับ คือ รายละเอียดอย่างนี้ผมว่าต้องฟัง ท่ามกลางการฟังทั้งหมด มีเรื่องใหญ่อยู่เรื่องหนึ่งครับ ที่ ๔ เวที ที่โคราช วันที่ ๑๑ นะครับ ๔ จังหวัด มีพี่น้องประชาชนเสนอบอกว่า วิธีการเลือกตั้งตอนนี้ วิธีการเลือกตั้งที่มี ๆ อยู่ เคยมาหมดแล้ว แบบ ๓ คน เคยมาแล้ว แบบ ๑ คน เขตละคน เคยมาอีกเหมือนกัน แบบปาร์ตี้ลิสต์ก็เคยเลือก แบบพรรคการเมืองก็เคยเลือก แบบเลือก สว. ก็เคยเลือก ก็ไม่เห็นมีอะไร ทําไมไม่ปฏิรูปเลือกแบบใหม่ดูบ้างล่ะ เขาเสนอข้อเสนอ คือ เลือกแบบ สาขาอาชีพ เหมือนกับอย่างที่ผมเคยเสนอ ให้เลือกตั้งแบบสาขาอาชีพ แล้วมีสภาเดียว เรียกว่า สมาชิกรัฐสภา ไม่ต้องเรียกชื่อ ผู้แทน ไม่ต้องเรียกชื่อ สว. ไม่ต้องถามอายุ ไม่ต้อง ถามการศึกษา ไม่ต้องถามสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ไม่ต้องถามว่ามีกี่สภา มีสภานี้ สภาเดียว ประเด็นนี้ผมว่า ถ้าท่านไม่นำเสนอ ไม่ฟังบ้างนี่ ผมว่าก็ไม่ดี เพราะเราไปถาม เราไปฟัง ฟังเฉพาะประเด็นที่เราอยากฟัง อยากถาม นี่เปึนข้อที่ประชาชนท้วงติงมามาก ว่า คุณชี้นําเราทําไม เรื่องที่จะอภิปราย เรื่องวิธีการเลือกตั้ง อภิปรายอยู่แค่วิธีการ อย่างที่ว่า มีเท่านั้น คือ ๓ คนดีไหม ๑ คนดีไหม เขตละคนดีไหม เขตละสามดีไหม เรียง เบอร์ดีไหม เบอร์เดียวดีไหม เอาอยู่นั่นแหละ ปาร์ตี้ลิสต์ ๘๐ คน ๑๐๐ คน ของเก่า เขาบอก ของเก่าทั้งนั้น เคยมาแล้วทั้งนั้น แต่เขาอยากได้ของใหม่ท่าน จะทำอย่างไร ไม่มีใครถาม เรื่องวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่ ๆ แบบอื่น ๆ มีอีกกี่แบบที่คนควรสนใจ ในที่ประชุมเวทีที่นั่น ท่านประธานครับ ลองถามดู ถ้าแบบตัวแทนสาขาอาชีพตามสัดส่วนจำนวนของ แต่ละสาขา มีมากมีตัวแทนมาก มีน้อยมีตัวแทนน้อย อย่างที่ผมนำเสนอว่า เมื่อกี้นี้ ล่ะครับ ห้าร้อยกว่าคนในที่ประชุมครับ มีเพียง ๑๑ คนเท่านั้นที่บอกว่า เลือกแบบเก่า แบบเขตนี้ ตามร่างนี้ แต่ปรับปรุง จะ ๓ คน ๑ คน ๔ คน ๒ คน เชิญ ๆ ตามปรับปรุง คือ เลือกแบบเก่า มีเพียง ๑๑ คนเท่านั้นท่าน นอกนั้นทั้งห้องครับท่านครับ เห็นว่า วิธีการเลือกตั้งแบบใหม่ทั้งสิ้น แบบสาขาอาชีพ ผมว่าไม่ฟังหรืออย่างนี้ บุรีรัมย์นี่เอกฉันท์ ๑๔ เวที บวก ๔ เวที เหลืออีก ๓ เวทีสุดท้ายในรอบสองนี้ วันที่ ๑๗ ๑๘ ๑๙ นี่ก็จะครบ แล้ว เวทีรอบสองสุดท้าย ท่านไม่ฟังหรือ มีคนคิดต่างจากท่าน ท่านจะไม่เอาเลยหรือ ท่านประธาน ผมอยากลองถามดูทั้งประเทศเหมือนกันนะ แต่ถามที่ประชุมของผู้ถูกถาม ที่จะตอบคำถามนั้น ขอให้เปึ้นที่ประชุมที่เปึนประชากรตัวอย่างอย่างแท้จริง ที่โคราช ๔ จังหวัด ผมไม่ได้รู้ในการเชิญประชาชนว่า ใครจะเอามาบ้าง ผมเปึ้นเพียงผู้ไปร่วมฟัง เท่านั้น และร่วมเสนอความเห็นเท่านั้น เชิญหาประชากรได้เลย ขอเปึนประชากรตัวอย่าง ที่ถูกต้องตามแบบวิธีการ แล้วถามคำถามที่ว่านี้ท่าน วิธีการได้ตัวแทน วิธีการได้ ผู้แทนราษฎรของเขานี่ ควรจะเอาอย่างไร อย่านำเสนอแบบเดียว อย่าชี้นำ ให้นำเสนอ หลาย ๆ แบบ เปึ้นสิบ ๆ แบบก็ได้ เพราะในโลกนี้มีวิธีการเลือกตั้งที่ได้ตัวแทนมาอีก เยอะแยะวิธีการ ไม่ใช่แบบที่เห็นอยู่ที่นี่เท่านั้น เรากล้านำเสนอไหมล่ะ ไม่กล้าใช่ไหมล่ะ ผมบอกถ้าเลือกสาขาอาชีพนะ ผู้แทนราษฎรเก่า สว. เก่า นักการเมืองเก่า ๗๐๐ คน มีเข้าสภาได้อย่างมากไม่เกิน ๑๐ คนท่าน ถามว่านักการเมืองเก่าคุณจะไปสมัครสาขา อาชีพอะไร ถ้าไม่ใช่สาขาอุตสาหกรรม ถ้าไม่สาขาพาณิชย์กรรมและการค้าธุรกิจ ผมเอง ถ้าไปลงก็สงสัยจะไปลงพวกสาขาทนายความ ซึ่งทั้งประเทศอาจจะมีผู้แทนเพียงคนเดียว นักการเมืองเก่าจะไม่มีทางเข้ามาแบบเต็มเพียบ ๆ แบบนี้ท่าน เพราะอะไร เพราะสาขา กลุ่มของนักการเมืองเก่า คือ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มพ่อค้า กลุ่มผู้มั่งคั่ง ผู้ร่ำรวย แต่เต็มสภาที่นี่จะประกอบด้วยชาวนา กรรมกร คนพิการ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท่าน ผมอยากเห็นคณะรัฐบาลที่ตั้งโดยพี่น้องคนยากคนจนทั้งสภาอย่างนี้ไปเปึ้นรัฐบาลคนจน ดูสักที อยากรู้เหมือนกันว่า วาระการประชุมของคณะรัฐมนตรีจะมีเรื่องอะไรบ้าง อยากรู้ ว่ารัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่เปึนคนจนนั้นจะมีวาระการประชุมแก้ไขปัญหาเรื่องคนจน อะไรบ้าง อยากรู้เหมือนกันสภาที่นี่ วาระการประชุมของสภาที่นี่จะอภิปรายเรื่องอะไร เปึ้นจุดหลัก อยากเห็นเหมือนกัน ไม่กล้ากันใช่ไหม ถามเรื่องนี้ ถ้ากล้า ท่านลองถาม สักสี่ห้าแบบสิครับ ลองเลือกรูปแบบมาสกัดรูปแบบที่ดี ที่ดีมาสี่ ห้า หกอย่างมาดู แล้วน้ำ สี่ ห้า หกรูปแบบนี้นำเสนอประชาชนให้เขารู้ว่า โลกนี้เขามีวิธีการเลือกอีกสี่ห้าแบบนี้ และ เชิญพี่น้องประชาชนช่วยคิดรูปแบบที่ดีกว่านี้อีก นำเสนอมา แล้วลองกันดู ท่านครับ ถ้าท่านเปลี่ยนอำนาจนิติบัญญัติใหม่ ท่านเปลี่ยนอำนาจนิติบัญญัติใหม่ให้อยู่ในอำนาจ ของกลุ่มคนใด ลองดูสิครับตอนนั้น กุญแจดอกสําคัญนี้นะครับจะไขเข้าไปสู่อํานาจ บริหารใหม่ และจะไขเข้าไปสู่องค์กรอิสระใหม่ และจะไขเข้าไปสู่การบัญญัติกฎหมายใหม่ การบริหารราชการแผ่นดินใหม่ การจัดสรรทรัพยากรใหม่ การจัดสรรงบประมาณใหม่ ตามรูปแบบของผู้ที่เปึ้นเสียงข้างมากถูกต้องอย่างแท้จริง ผมว่าไม่กล้าทำกันน่ะ ผมว่า นี่คือเรื่องที่อยากจะพูดวันนี้ครับท่าน แม้เวลาจะน้อย เวลาจะจำกัด แม้ตอนนี้ก็ปลายทาง ของการรับฟังแล้ว แต่เปึนปลายทางของการรับฟังที่ท่านอยากฟังไหมเรื่องอย่างนี้ หรือ ท่านไม่พร้อมที่จะฟัง ถ้าท่านไม่พร้อมที่จะฟัง มันก็มีกลุ่มคนที่เมื่อไม่พร้อมที่จะฟัง ก็ไม่พร้อมที่จะเล่าให้คุณฟังเหมือนกัน ต่างคนต่างเดินคนละเส้นทาง ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้น มาก เดินคนละเส้นทางมาก ท่านจะพบอุปสรรคในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างมาก ในวันข้างหน้า และท่านจะพบกับการใช้รัฐธรรมนูญนี้อย่างมีอุปสรรคในวันข้างหน้าอีก อย่างมาก แม้แต่เพียงแค่ระยะเวลาอันสั้น ๆ คือ การลงประชามติโดยพี่น้องประชาชน ท่านก็จะพบอุปสรรคในการลงประชามตินี้เช่นเดียวกัน ขอบคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ความจริงท่านการุณก็มีสิทธิเสนอแปรญัตติได้เลยนะครับ ข้อเสนอ ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่าท่านสมาชิกจะเห็นด้วยกัน ช่วยเซ็นรับรองหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ อยู่ในวินิจฉัย ผมมีรายการที่ทางกรรมาธิการจะต้องเรียนชี้แจงกับพวกเราอีกสี่ห้าท่าน ด้วยกันนะครับ ขออนุญาตไปเร็ว ๆ หน่อยนะครับ ท่าน สสร. อรรครัตน์ ครับ เรียนเชิญ ครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายอรรครัตน์ รัตน์จันทร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดมุกดาหาร ขออนุญาตกราบเรียนรายงานการจัดเวทีสัมมนา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ต่อร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ดังนี้ คณะกรรมาธิการรับฟังความ คิดเห็นและการมีส่วนร่วมประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้กำหนดจัดเวทีประชุมสัมมนาขึ้นใน ระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคมนี้ จำนวน ๘ ครั้ง ครั้งละ ๑ วัน กระจายไปทุก อำเภอ ทุกภาคส่วนอาชีพทั้งหมด ในวันนี้กระผมขออนุญาตนำเรียนถึงสรุปการจัดเวที สัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๑ ถึง ครั้งที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ถึง วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นในอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอหนองสูง และอำเภอดงหลวง ของจังหวัดมุกดาหาร สำหรับเวทีอื่น ๆ เมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็จะนำเรียนสรุป และนำเรียนต่อ ท่านประธานในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร ฝากกราบขอบพระคุณท่านและสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ที่ได้ให้การสนับสนุน งบประมาณ ตลอดจนมอบเอกสาร สื่อความรู้ต่าง ๆ เพื่อประกอบการจัดเวทีสัมมนา ทำให้เขาเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งผู้เปึนผู้นำชุมชน ประชาชนผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ได้รับโอกาสในการร่วมการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง และวิถีชีวิตของตนเอง อย่างเต็มที่ ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และได้ให้ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย พระภิกษุ กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ข้าราชการ เกษตรกร นักศึกษา และ ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพ และที่น่าชื่นชมยกย่องเปึนแบบอย่างมากที่สุด คือ ในพื้นที่ อำเภอดงหลวง ของจังหวัดมุกดาหาร มีทั้งข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เปึนข้าราชการครู และ ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารห่างไกล เดินทางมาเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ทั้งที่เปึนไปด้วยความยากลำบาก และไม่คุ้มกับค่าพาหนะที่คณะกรรมาธิการประจำ จังหวัดจ่ายให้เพียงคนละ ๑๐๐ บาท ทั้งนี้ เปึนไปตามระเบียบของการคลังที่ทางราชการ กำหนดไว้ แต่ท่านเหล่านี้ได้เข้ามาร่วมในเวทีสัมมนากลับบอกว่า ค่าใช้จ่ายที่ได้รับนั้น แม้จะเปึนจํานวนน้อยนิดนั้นไม่สําคัญ แต่พร้อมที่จะเสียสละเวลา และเพื่อการมีส่วนร่วม ในภารกิจที่สำคัญของชาติบ้านเมืองด้วยความภาคภูมิใจอย่างเต็มที่เปึ้นที่สุด จึงขอ นำเรียนต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางท่านประธาน เพื่อร่วมชื่นชม และจารึกไว้เปึน เกียรติประวัติของคนไทยว่า เรามีความเสียสละ และรักชาติบ้านเมืองเปึนอย่างยิ่ง ต่อไปนี้กระผมขอกราบเรียนถึงสรุปรายงานการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่สำคัญ ๆ ในส่วนของจังหวัดมุกดาหารดังนี้

ประเด็นแรก จำนวนและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าร่วม ประชุมส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๖ เห็นด้วยกับการกำหนดจำนวน สส. ไว้ที่ ๔๐๐ คน โดยให้ เหตุผลว่า จะเปึนการลดภาระในเรื่องงบประมาณของประเทศ และจะไม่ถูกกล่าวข้านว่า เปึ้นสภาห้าร้อยอีกต่อไป เสียงส่วนน้อยร้อยละ ๒๔ เห็นควรจะให้คงจำนวน สส. ไว้ที่ ๕๐๐ คนเช่นเดิม โดยให้เหตุผลว่า หากมี สส. จำนวนมากก็จะทำให้การดูแลของ ประชาชนมีความครอบคลุมและทั่วถึง ส่วนการกำหนด สส. ระบบสัดส่วนจำนวน ๘๐ คน เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม แม้เสียงส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวลถึง ในเรื่องของการตัดแบ่งเขตเลือกตั้งออกเปึน ๔ เขตว่า จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งเปึนภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเสียเปรียบภาคอื่น ในกรณีที่ถูกตัด แบ่งจังหวัดไปร่วมกับภาคอื่น ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ได้รับความเปึนธรรมในการบริหารจัดการ จากภาครัฐ โดยที่ประชุมเสนอให้แก้เปึน ควรแบ่งเขตเปึน ๕ เขต คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร โดยคิดสัดส่วนตามจำนวนประชากร ซึ่งน่าจะเกิดความเปึ้นธรรมมากกว่า และ สส. สัดส่วนก็จะมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้งเปึนแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขตละไม่เกิน ๓ คนนั้น ที่ประชุม ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เนื่องจากจะสามารถปัองกัน การซื้อเสียงได้ในระดับหนึ่ง และประชาชนสามารถที่จะพึ่งพิง สส. เขตนั้นได้เพิ่มมากขึ้น ประเด็นจำนวน และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้อภิปราย ในประเด็นต่าง ๆ โดยแบ่งเปึน ๓ ประเด็นย่อย คือ เสียงส่วนใหญ่จำนวนร้อยละ ๗๖ เห็นด้วยในการกำหนดให้มีจำนวน สส. ๔๐๐ คน เพราะเปึนการประหยัดงบประมาณ สำหรับในประเด็นต่อไป เปึนประเด็นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ประชุมทั้งหมดเห็นด้วยเปึนเอกฉันท์ว่า ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เปึนการ แก้ปัญหาที่ผ่านมา และมีทิศทางในการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดี ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการ บังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อประชาชน ประเด็น ปัญหา ประเด็นการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ ที่ประชุม ทั้ง ๓ อำเภอ คือ อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอหนองสูง และอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ต่างได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติแตกต่างกันออกไปดังนี้ คือ ในเขต อำเภอหว้านใหญ่ มติส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๗ เห็นควรให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาติ โดยมีเหตุผล คือ ๑. เมื่อครั้งพุทธกาลก็มีประวัติในการเผยแพร่ พระพุทธศาสนา ข้อ ๒ ถือเปึนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึ้น พุทธมามกะ ข้อ ๓ ในเชิงสัญลักษณ์ของธงชาติที่กำหนดให้ ธงชาติมี ๓ สี ซึ่งสีหนึ่ง ในนั้น คือ สีขาว หมายถึงศาสนา รวมอยู่ด้วย ข้อ ๔ หากมีการบัญญัติไว้จะช่วยให้ การสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อ ๕ แม้แต่องค์กรสหประชาชาติ ก็ยังได้กำหนดให้ วันวิสาขบูชาเปึนวันสำคัญของโลก ข้อ ๖ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงจะต้องมี ศีลบริสุทธิ์ ชาติจึงจะอยู่รอด ข้อ ๗ วิถีของประชาชนชาวไทยก็อยู่ในแนวพระพุทธศาสนา มาโดยตลอด ข้อ ๘ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้แก่พุทธศาสนิกชนในสังคมได้ ส่วนในเวที รับฟังที่อำเภอหนองสูง ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาจำนวนร้อยละ ๙๘ ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติ ให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจําชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ โดยมีผู้แทนจาก พระภิกษุและตัวแทนจากภาควิชาการส่วนหนึ่งได้ให้เหตุผลว่า จะก่อให้เกิด ความแตกแยก แบ่งแยกคนในชาติ และเปึนจุดอ่อนให้ศาสนาอื่นโจมตีได้ สำหรับ ที่อำเภอดังหลวงมีความเห็นที่ก้ำกึ่งกันระหว่างฝ์ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ในเหตุผล ที่ใกล้เคียงกับที่ในเวทีอําเภอหว้านใหญ่ และอำเภอหนองสูง อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่า มีผู้ใดต่อต้านในการที่จะบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ คงมีแต่ ความคิดเห็นส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ในประเด็นต่อไป เปึนประเด็นการกระทำ ที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ของรัฐ ที่ประชุมได้อภิปรายกัน อย่างกว้างขวางว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนบุคคลที่ต้องเสียสละผลประโยชน์ ส่วนตัว และมุ่งประโยชน์ส่วนร่วมเปึ้นที่ตั้ง การที่ได้มีตำแหน่งดังกล่าว ควรเปึนตำแหน่ง แห่งการสร้างสรรค์และพัฒนา มิใช่ตำแหน่งแห่งการหาผลประโยชน์ ท้ายที่สุดได้มีการ ลงมติ ปรากฏว่า ทุกคนมีมติเปึนเอกฉันท์ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ในมาตราตั้งแต่ มาตรา ๒๕๖ ถึง ๒๖๐ ประเด็นจํานวนและการสรรหาวุฒิสภา ที่ประชุม ได้มีการอภิปรายถึงผลเสียของการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา และได้พบข้อบกพร่องของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และคาดหวังว่า ในการที่มี การจัดการสรรหาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกวุฒิสภาจะเปึ้นทางออกที่ดีที่สุด ของสังคมไทย โดยเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๗ เชื่อมั่นในความสุจริตของคณะกรรมการ สรรหาว่า จะขจัดอำนาจมืดของนักการเมือง และสภาผัวเมียได้ แต่ยังคงห่วงใยในความ ละเอียดถี่ถ้วนของวิธีการที่จะทำให้ได้คนดีอย่างแท้จริง ขณะที่ยังมีเสียงส่วนน้อย ร้อยละ ๑๓ ไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน ในประเด็นสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิ ชุมชน ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๙ เห็นด้วยตามร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ พร้อมทั้ง ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรบัญญัติสิทธิและอำนาจของบิดา มารดา ไว้ด้วย ควรออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง โดยควรเขียนให้กระชับ ชัดเจน และตัดคำที่ซ้ำซาก ออกไป สำหรับในส่วนที่ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑ นั้นบอกว่า ต้องการให้บัญญัติให้มีการ คุ้มครองให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพทางการเกษตรกรรม ในประเด็น ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยะ ๙๑ มีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากเปึนการสร้างความเข้มแข็งให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน ส่วนร้อยละ ๙ ไม่เห็นด้วย เพราะต้องการบัญญัติไว้เปึนจำนวนไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่บุคคลเหล่านั้น ได้รับการเลือกตั้งมา โดยส่วนหนึ่งเห็นว่า จำนวน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อนั้น เปึ้นจำนวน ที่น้อยเกินไป ในประเด็นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมเวที เสวนามีมติเปึนเอกฉันท์ ให้รัฐกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ออกกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม โดยเพิ่มในส่วนของสภาประชาชนเข้าไป ประเด็นคณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยตามร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๗ กรณีประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ เหตุการณ์คับขัน หรือสถานการณ์จำเปึน ให้ระบุผู้มีอำนาจเรียกประชุม และเชื่อมโยง ไปสู่มาตรา ๗ คือ ให้เปึนไปตามระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ส่วนเสียงส่วนน้อยยังเห็นว่า ไม่ต้องมีองค์กร คณะบุคคล ตามมาตรา ๖๘ แต่ผู้ใช้อำนาจดังกล่าว ควรเปึนเรื่องของการถวายอำนาจ ให้แก่พระมหากษัตริย์ โดยมีองคมนตรีเปึ้นผู้พิจารณาประชุมหารือ แล้วนำความ กราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์ ในประเด็นการกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง และมาตรการ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนามีความเห็นเปึ้นเอกฉันท์ ตามหมวดที่ ๑๓ ของร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของ รัฐ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะว่า ในมาตรา ๒๗๑ ที่บัญญัติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามีอํานาจหน้าที่ในการเสนอแนะ หรือให้คําแนะนําในการปรับปรุงประมวล จริยธรรม ตามมาตรา ๒๗๐ นั้น ควรตัดคำว่า เสนอแนะหรือให้คำแนะนำ ออกไป ประเด็นการค้านและดุลอำนาจใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา เห็นเปึนเอกฉันท์ว่า ตามประเด็นการค้านอำนาจและดุลอำนาจใบแดงของคณะกรรมการ เลือกตั้ง และเห็นควรกำหนดให้ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิด ต้องชดใช้ ค่าเสียหายแก่รัฐด้วย และยังมีความเห็นส่วนหนึ่งเห็นว่า ตามมาตรา ๒๓๓ ควรบัญญัติให้คณะกรรมการเลือกตั้งควรทำหน้าที่แต่เพียงการบริหารจัดการเลือกตั้ง และการสอบสวน สืบสวน แล้วยื่นต่อศาลวินิจฉัยเพียงเท่านั้น ประเด็นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ ส่วนที่ ๗ ว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ควรเพิ่มเติมในมาตรา ๘๓ โดยควรให้ เพิ่มในอนุ เปึนข้อความ (๑๓) มีข้อความว่า รัฐต้องประกันหรือพยุงราคาสินค้าการเกษตร ให้ได้ราคาตามความพอใจอย่างเปึนธรรม โดยใช้กลไกทางการตลาด ทั้งนี้ เกษตรกรควร ได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ในประเด็นสุดท้าย จํานวนและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ผู้เข้าร่วมเสวนา ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วยกับการให้มีสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๑๖๐ คน มาจากการสรรหา โดยมีความเห็นร้อยละ ๒ เห็นว่า ควรมาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง และ ควรมาจากการเลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง ยังมีผู้ให้คำเสนอแนะในส่วนน้อยอีกบางท่านที่ให้ ความเห็นว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาควรจัดให้มีการเลือกตั้งหลาย ๆ รอบ ในลักษณะของแบบการร่อนตะแกรง เพื่อให้มีจำนวนลดลงและได้สัดส่วน จนกระทั่งเหลือจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่ดีที่สุด ข้อสรุปทั้งหมดดังที่ได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานล้วนแต่เปึนความคิดเห็นที่มีคุณค่า มีความสำคัญ ควรแก่การรับฟัง เพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับการมีส่วนร่วมของประชาชน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และในช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๖ ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคมนี้ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดมุกดาหาร จะได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นขึ้นอีก ๕ ครั้ง ซึ่งในวันสุดท้าย คือ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ซึ่งเปึ้นเวทีใหญ่ และเปึ้นเวทีสุดท้าย จะได้มีการเชิญประชาชน จากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วย ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาคประชาชน ตลอดจนนักเรียน นิสิต นักศึกษา มาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ในครั้งนี้ ซึ่งจะได้นำมาสรุปรายงานต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชน ผ่านทาง ท่านประธานต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ลำดับต่อไป ท่าน สสร. วิทยาครับ เชิญครับ

นายวิทยา คชเขื่อน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ ที่ท่านให้ความกรุณาอยู่พร้อมหน้า ทั้ง ๆ ที่ช่วงบ่ายโดยมากก็จะล้ากันนะครับ ก่อนอื่นกระผมต้องแสดงความเห็นด้วยกับ ท่านการุณ ที่ว่าเรื่องของการจัดเวทีไม่ควรจะไปชี้แนะชี้นำอะไรให้มันมาก เพราะว่า การจัดเวทีถ้าหากไปชี้นํามาก ๆ ก็อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่จริงนะครับ ในส่วนของผม ขออนุญาตลงในประเด็นร้อนประมาณสัก ๓ มาตรานะครับ ประเด็นแรกนะครับ คณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติ สำหรับจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธาน ได้นำเรียนในส่วนที่กระผมรับผิดชอบ คือ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัด ร้อยเอ็ด และจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานได้นำเรียนไปส่วนหนึ่งแล้ว ท่านหมอธีรวัฒน์ ก็นำเรียนไปส่วนหนึ่ง ยังเหลือกระผม ก็จะขออนุญาตนำเรียนประเด็นร้อน เพียง ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ที่กล่าวถึงคณะบุคคลเพื่อสรรหาทางออกยามวิกฤติ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๘ เห็นด้วยนะครับ เหตุผล เพื่อที่จะได้มีคณะบุคคลมาช่วยดูแล ในกรณีที่เกิดเหตุวิกฤติทางการเมือง ทั้งยังเปึนการปัองกันการปฏิวัติ รัฐประหาร ตลอดจนการ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และยังเปึนการปัองกันการถูกสื่อสารมวลชนจาก ภายนอกประเทศแทรกแซงทางการเมืองจากสถาบันการเมืองนอก หรือกลุ่ม บุคคลภายนอก ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลนะครับ ไม่ควรจะมี คณะบุคคลดังกล่าวตั้งขึ้น เพราะอาจจะถูกครอบงำจากกลุ่มบุคคลที่รวม และรวมกัน อยู่ในคณะบุคคลนั้น ได้ทำให้มติออกมาไม่สามารถจะแก้ไขปัญหา หรือวิกฤติที่เกิดขึ้น ได้จริง เปึนความเห็นที่มั่นใกล้เคียงกันว่า ฝ์ายที่เห็นด้วย กับไม่เห็นด้วยนะครับ ในส่วน ของข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะข้อ ๑ คณะบุคคลที่บัญญัติไว้ยังไม่มีความเหมาะสม (ไม่ควรมีนายกหรือผู้นำฝ์ายค้านร่วมอยู่ในคณะบุคคลดังกล่าว) ข้อ ๒ ควรบัญญัติ ถ้อยคำที่แสดงถึงระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มีความชัดเจนมากกว่าที่ บัญญัติไว้ เพื่อปัองกันไม่ให้เกิดการตีความในทางที่นอกเหนือไปจากเจตนาอย่างแท้จริง และจุดมุ่งหมายที่ร่างความไม่ชอบธรรม

ประเด็นที่ ๒ จํานวนและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยในวิธีการที่ที่มาของการสรรหา แต่ในเรื่องของจำนวนนั้น ยอมรับ และเห็นด้วย เหตุผล การสรรหายิ่งเปึนวิธีการที่จะทําให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มี คุณภาพน้อยลง ประกอบกับความไม่โปร่งใสในการพิจารณาสรรหา ก็ไม่เปึนแนวทางที่จะ ทำให้เชื่อใจได้ว่า คณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจะมีความเปึนธรรมโดยชัดเจน อีกทั้งยัง เปึ้นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศในการที่จะได้มีโอกาสในการ พิจารณาเลือกบุคคลที่จะเปึนตัวแทนของประชาชนในเขตพื้นที่อย่างแท้จริง ในส่วนของ การลดจํานวนของผู้ที่เปึนสมาชิกวุฒิสภานั้น เปึนการดี เพราะเปึนการช่วยประหยัด งบประมาณของประเทศชาติลงนะครับ ในส่วนที่เห็นด้วยนะครับ เหตุผล เพียง ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ที่เห็นด้วย หากให้มาจาก การเลือกตั้งก็อาจจะหนีไม่พ้น ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้น ประกอบกับการสรรหานั้น ยังเปึนการกระจายผู้ที่จะเข้ามา ดํารงตําแหน่ง เพราะจะมาจากหลากหลายอาชีพ นี่คือความคิดเห็นของส่วนน้อยนะครับ อีกส่วนหนึ่ง คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี่ เห็นด้วยให้มาจากการเลือกตั้งและการสรรหานะครับ แต่ในส่วนนี้มีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เปึ้นแบบผสมผสานนะครับ ส่วนอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย ให้มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และมาจากการสรรหาอีกครึ่งหนึ่ง

ประเด็นสุดท้ายนะครับ ปัญหาการบัญญัติให้พุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจำชาติ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่จะให้บรรจุ แต่ให้บรรจุ ในมาตรา ๗๘ แทน โดยบัญญัติว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา อันเปึนศาสนาหลักของชาติ และศาสนาอื่น เหตุผล เพื่อเปึนการลดการกระทบกระทั่ง กับศาสนาอื่น แ ล ะ เคารพในสิทธิของบุคคลในการเลือกนับถือศาสนา มีอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยว่า ควรจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเปึนมาตราหนึ่งโดยสมบูรณ์ เหตุผล ก็เพื่อให้เปึ้นเกียรติ และเปึนศักดิ์ศรีของชาติไทย และบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ยังเปึนการกระตุ้นให้รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณในการบริหารของพุทธศาสนา มากขึ้น อีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยในการที่จะบรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเปึนการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศที่นับถือศาสนาอื่น เนื่องจากศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเปึนคนดี นอกจากนี้ หากบัญญัติไว้ จะเปึนการ ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น นี่ก็คือส่วนที่กระผมได้จัดเวทีนะครับ ก็มาครึ่งทางนะครับว่า จัดได้ ๕ เวที ก็สรุปได้แค่นี้ครับ ก็คงจะทันเวลาสําหรับวันที่ ๒๐ ก็คงจะได้นําเรียน อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ต่อไป เชิญท่าน สสร. หลักชัย ครับ

นายหลักชัย กิตติพล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม หลักชัย กิตติพล ในฐานะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านประธานกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการหลายท่านก็ได้กล่าวไปพอสมควรแล้ว กระผมขอพูดรายละเอียดเล็กน้อย ในจังหวัดสกลนคร ซึ่งไม่มีตัวแทนของ สสร. ที่นั่นนะครับ ในจังหวัดสกลนครนั้น ได้จัดเวที รับฟังความคิดเห็นทั้ง ๓ เวทีเปึนที่เรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อจัดเวทีครั้งแรก เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ที่โรงเรียนบ้านพังโคน จำป่าสามัคคีวิทยา อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร กลุ่มเปัาหมาย ๕๐๐ ท่าน ผู้มาร่วมนะครับ ๕๑๙ ท่านนะครับ แล้วก็ทั้งหมดมี ๑๑ อําเภอนะครับ ในครั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ อำเภอพังโคน อำเภอวาริชภูมิ และ อำเภอพรรณนานิคม อำเภออากาศอำนวย อำเภอคำตากล้า อำเภอบ้านม่วง ก็ได้รับ ความสนใจจากประชาชนทุกภาคส่วน เวทีที่ ๒ นั้น จัดเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ที่ผ่านมา นะครับ ที่ห้องดุสิตา โรงแรมภูพานเพลส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยดำเนินกิจการ ร่วมระหว่างกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของจังหวัดนะครับ กับสถาบันพระปกเกล้า กลุ่มเปัาหมาย ๒๐๐ ท่าน มีผู้มาร่วมทั้งหมด ๑๕๐ ท่าน และก็มี ประกอบด้วยนิสิต นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการ แล้วก็ประชาชนทั่ว ๆ ไป เวทีที่ ๓ เราจัด เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม โรงเรียนเทคโนโลยีพาณิชย์การสกลนคร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร กลุ่มเปัาหมาย ๕๐๐ ท่าน ผู้มาร่วมอย่างล้นหลาม ๗๗๕ ท่าน สำหรับเวทีครั้งที่ ๓ นี้ เราเน้นจัดเปึนกรณีพิเศษ เนื่องว่าทางฝ์ายอำนวยการ กับฝ์ายร่วมประชาสัมพันธ์นี่ ได้ประสานกันกับสื่อมวลชนทุกแขนงของจังหวัดสกลนคร ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่นะครับ และมีประชาชน ข้าราชการทุกภาคส่วน มาร่วมในการเสวนาในครั้งนั้นนะครับ ผลปรากฏว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาตามความ คาดหมายนะครับ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมสัมมนาเปึนจำนวนมากทุกภาคส่วน กลุ่มผู้นับถือ ศาสนาพุทธ์ อิสลาม (Islam) คริสต์ ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นทำให้เกิด ความหลากหลาย ทำให้รับผลของการร่วมสัมมนาที่เปึนประโยชน์อย่างมากนะครับ ซึ่งการจัดครั้งนี้มีการร่วมผู้เข้าร่วมกัน ทั้ง ๗ อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอเมือง อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย อำเภอกุดบาก อำเภอภูพาน และอำเภอโพนนาแก้ว อำเภอกุสุมาลย์ และภาคส่วนราชการ และภาครัฐ และองค์กรเอกชนต่าง ๆ เปึ้นจำนวน มากมาย นอกจากนั้น เรายังมีการดำเนินการเชิงรุกในทางด้านประชาสัมพันธ์ โดยจัดงบประมาณประสานร่วมกับทางสถานีหลัก ๗ สถานี รับฟังความคิดเห็นจาก ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปนะครับ แล้วก็มีความหลากหลายนะครับ แล้วก็การรับฟัง ความคิดเห็นก็มีทั้งทางด้านการที่ฟังทางโทรศัพท์ ฟังทางวิทยุ หรือทางแฟกซ์ (Fax , Facsimile) ไปเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ ๒๕ ซึ่งบางครั้งก็มีการรับฟังตัวต่อตัว ส่วนรัฐธรรมนูญที่ได้รับมา ๑๐,๐๐๐ ชุด ทางกรรมาธิการประจำจังหวัดก็ได้แจกจ่าย ไปให้ รวมทั้งแผ่นพับ แบนเนอร์ (Banner) แล้วก็คัทเอาท์ (Cutout) สติ๊กเกอร์ (Sticker) ก็ได้ดำเนินการแจกจ่ายให้ทั้งจังหวัดเลยนะครับ ให้กับทางสำนักงานเทศบาล สำนักงาน องค์การบริหารส่วนตำบล และก็สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วก็ประสานกับ หน่วยงานต่าง ๆ ช่วยอนุเคราะห์ส่งไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ อย่างทั่วถึงนะครับ ในจุดนี้ ต่อมา ในการเป่ดรับฟัง เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมานะครับ สรุป เราก็ยังมีการรับฟังทางโทรศัพท์ ให้ประชาชนสามารถที่จะออกแบบ ออกบัญชีรายชื่อ หรือต่าง ๆ นี่ ส่งมาให้ทางสถานี ต่าง ๆ โดยสรุปแล้ว การรับฟังที่ผ่านมา กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า สรุปผลการ รับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่ประชาชนในจังหวัดสกลนครนะครับ ร่วมเสวนาในสถานี วิทยุกระจายเสียงร้อยเก้า พร้อมด้วยสถานีหลักทั้ง ๗ รวมทั้งการจัดเวทีต่าง ๆ วันที่ ๙ ถึง ๑๒ มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ๑. ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการ สส. ๔๐๐ เขต คือ ๔๐๐ คน แบ่งเขตเหมือนเดิมนะครับ แล้วไม่ต้องการบัญชี รายชื่อ ต้องการแค่เพียง ๔๐๐ เท่านั้นเอง ข้อที่ ๒ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ สว. มาจากการเลือกตั้งมากกว่าการคัดสรร ข้อที่ ๓ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการบัญญัติพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติอยู่ เพื่อความ มั่นคงของกฎหมาย ประมาณร้อยละ ๖๐ ส่วนที่เห็นว่าไม่ควร ประมาณร้อยละ ๔๐ ข้อที่ ๔ ต้องการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เปึ้นข้าราชการ ได้รับบำเหน็จบำนาญ ข้อที่ ๕ ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการกระจายอำนาจ แต่ต้องมีการควบคุม กรอบการทำงาน พร้อมกับให้อิสระในการทำงานบ้าง ข้อที่ ๖ ไม่ต้องการให้ อบต. ทำงาน ที่จะเปึนการหาเสียง หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์มากจนเกินไป ส่วนประเด็นอื่น ๆ เด็ก และเยาวชน คนขาดโอกาส คนด้อยโอกาส คนพิการ ต้องได้รับโอกาสจากภาครัฐ อย่างจริงจัง ต่อมา ต้องการให้รัฐบาลสามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ก็ทั้งหมด ขอนำเรียนเสนอท่านประธานไว้เท่านี้ ขอบพระคุณอย่างสูงครับท่าน

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ แล้วก็ท่านสุดท้าย รองสุดท้ายจริง ๆ ท่าน สสร. ชำนาญ นะครับ เชิญครับ

นายชำนาญ ภูวิลัย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม กำนันชำนาญ ภูวิลัย สสร. จากอุดรธานี ในเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ซึ่งผม เปึ้นผู้ป่ดท้ายในวันนี้ ก็อยากจะนําเรียนท่านประธานว่า ในการเป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้าน รวมถึง แบบสอบถาม ซึ่งส่งไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ได้มีความคิดเห็น เพื่อมานำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ ดังต่อไปนี้ ปัญหาเรื่องพวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งหลาย ต้องการปรับปรุง รูปแบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มีความชัดเจน มีความเกี่ยวข้อง แล้วก็สามารถดำเนินการ เกี่ยวกับความมั่นคง เพราะว่าแบบตัวอย่างของความมั่นคงที่เกิดปัญหา ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ทำให้มองเห็นชัดว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขาดความมั่นใจ ขาดความ เชื่อมั่นในการอุปถัมภ์ดูแลของภาครัฐที่จะให้ความมั่นคง ทำให้ไม่กล้าสามารถที่จะทำ กิจกรรมช่วยเหลือภาครัฐในเรื่องของมวลชนได้เต็มที่ ผมก็เกรงว่า ความคิดเช่นนี้ จะกระจายออกไปเรื่อย ๆ เพราะว่าปัญหาความมั่นคงของชาติจะเปึนปัญหาต่อไป ในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะว่าเมื่อมีแบบอย่างขึ้นมา ส่วนที่จะทำตามก็อาจจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจึงเปึนส่วนสําคัญที่จะมีความมั่นคงอยู่ในพื้นที่ ในเรื่อง การข่าว ในเรื่องปัองกันสิ่งต่าง ๆ แม้แต่เรื่องบุคคล เรื่องการเข้า ออก ในพื้นที่ต่าง ๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะสามารถช่วยได้อย่างมาก แล้วก็การเปึ้นเครื่องมือลักษณะนี้ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือว่ามีค่าตอบแทนที่ถูกมาก ที่ประหยัดอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติ ปรับปรุงรูปแบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เปึ้นฝ์ายปกครอง แล้วก็ทําหน้าที่เดิม เปึนต้นว่า การรักษาความสงบ ซึ่งตำรวจมีภาระหนักมากในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้านมีความมั่นใจขึ้น การรักษาความสงบที่ให้อํานาจ ชัดเจนขึ้น ก็จะสามารถช่วยเหลือภาครัฐในเรื่องการรักษาความสงบในพื้นที่ได้เปึนอย่างดี นะครับ แล้วก็จากการร่วมมือช่วยเหลือท้องถิ่น เช่น การพิจารณากลั่นกรองแผนพัฒนา และการ วางแผนเกี่ยวกับการบริการสาธารณะต่าง ๆ อันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะอยู่ในพื้นที่ เดียวกันกับท้องถิ่น สามารถที่จะแสดงความคิดเห็น สามารถที่จะเปึ้นที่ปรึกษาให้แก่ ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้เปึ้นอย่างดีนะครับ แล้วก็เสียงส่วนหนึ่งจำนวนมากนะครับ ต้องการให้มี งบประมาณโดยตรงไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับความมั่นคง เกี่ยวกับ การรักษาความสงบ การประนีประนอมข้อพิพาท และการช่วยเหลือราษฎรทุกเรื่องที่ เกี่ยวกับทุกกระทรวง ทบวง กรม นะครับ แล้วก็อยากจะให้ภูมิภาค ท้องถิ่น มีงบประมาณ บริหาร เปึนงบประมาณอิสระที่ชัดเจน แล้วก็ให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เปึ้นผู้ช่วยเหลือ ประชาชนในเรื่องการตรวจสอบ การบริหารจัดการของท้องถิ่นนะครับ เพราะว่าธรรมนูญ ฉบับนี้ก็กรุณาใส่ไว้แล้วนะครับ ฉบับร่างที่ ๑ ว่า ให้ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบ แต่การ ให้อำนาจตรวจสอบแก่ประชาชนลอย ๆ ลักษณะนี้ มันเปึนเรื่องซึ่งเปึนไปได้ยากมาก นะครับ นอกจากว่า ประชาชนจะมีพวกเราที่เปึนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ค่อยเปึนพี่เลี้ยง ให้ความเปึนธรรม ให้ความยุติธรรมต่อประชาชน และก็นำเสนอให้เกิดผล ในทางตรวจสอบจริง ๆ ต่อไปนะครับ แล้วก็เรื่องสำคัญจริง ๆ คือ ประชาชน และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องการให้สภาแห่งนี้นะครับ ไม่ว่าจะโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ที่เข้ามาใช้ในสภาแห่งนี้นะครับ ทําสภาแห่งนี้ให้เปึ้นมาตรฐาน แห่งชาติในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ และขยายผลจากตรงนี้ไปถึงผู้บริหาร เปึ้นลำดับลงไป ไปจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงท้องถิ่น อบต. เทศบาล หรือท้องถิ่น อื่น ๆ ถ้าไม่เริ่มจากที่นี่ ที่อื่นเปึนไปได้ยากครับ แบบฉบับที่ดีต้องเริ่มไปจากที่นี่ แล้วก็เปึน ต้นแบบของการลงโทษสถานหนักต่อผู้ฝ์าฝ๋นนะครับ อันนี้เปึ้นเรื่องสำคัญที่ประชาชน แสดงความคิดเห็นประกอบมา อยากจะให้เรื่องที่พูดกันไปพูดกันมา แล้วก็ตําหนิกันไป ตำหนิกันมา แล้วก็พูดแก้ตัวอยู่ตลอดในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ ได้เริ่มต้นเสียจากสภา แห่งนี้ ให้เปึ้นรูปแบบ ให้เปึนรูปธรรม แล้วก็มีการลงโทษที่ชัดเจน ตัวกระผมเองในฐานะที่ เปึ้นตัวแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ขอนำเสนอโดยย่อเพียงเท่านี้ เพราะว่าเปึน คนสุดท้ายจะเอามากกว่านี้ก็คงจะเปึนปัญหา เปึนอุปสรรค์กับผู้ที่ค่อยรับฟังอยู่ ก็ขอกราบขอบพระคุณสภา ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเปึนอย่างสูงครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เหลือท่านประธานจะกล่าวป่ดสรุปใช่ไหมครับ เชิญครับ

พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร ประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุดท้ายผมได้รับฟังจากท่าน สสร. ชำนาญ นะครับ ได้พูดถึงการคอร์รัปชั่น ตั้งแต่ระดับล่างมาถึงระดับบน กระผมมีความห่วงใย และ มีความเห็นอยู่ในใจมาตลอดครับว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่สามารถที่จะปราบปรามผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและกะทันหัน ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นว่า กฎหมายลูก กฎหมายของ ปปช. เมื่อตำรวจได้รับแจ้งในกรณีที่มาเกิดเหตุทุจริต คอร์รัปชั่นในฐานะเปึ้นเจ้าหน้าที่ และใช้ตําแหน่งหน้าที่คอร์รัปชั่นนะครับ เสร็จแล้วตํารวจ รับเรื่องเสร็จ ลงบันทึกประจำวัน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ส่งหลักฐานเบื้องต้น ยังไม่ถือว่าเปึนสำนวนนะครับ ส่งหลักฐานเบื้องต้นไปสู่คณะกรรมการ ปปช. ทั้งนี้ตำรวจ ต้องทำให้เสร็จ ในฐานะพนักงานสอบสวน ภายใน ๑ เดือนนะครับ แล้วเสร็จแล้ว เปึ้นหน้าที่ของ ปปช. ที่จะดำเนินการต่อไป แต่ถึงอย่างไร ปปช. ก็ยังเรียกตำรวจไปช่วยสอบสวนอยู่เหมือนเดิม ขณะนี้ ปปช. มีกำลังพลเพียง ๔๐๐ ท่าน มีเพียง ๔๐๐ ท่าน สำนวนที่เข้าไปสู่ ปปช. ขณะนี้เปึ้นหมื่น เมื่อเช้านั้นท่านสมาชิกของเราได้กล่าวแล้วเมื่อตอนเช้า แล้วเปึนข้อมูลที่ตรงกับผม ที่เก็บไว้นะครับ ปปช. ไม่สามารถจะขับเคลื่อน บางคดีก็ปล่อยขาดอายุความ หลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเปึนคดีครั้งใหญ่ ๆ โดยเฉพาะคดีบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านครับ หลาย ๆ คดีที่คดีใหญ่ ๆ ซึ่งไม่สามารถจะทำให้เสร็จสิ้น และเปึ้นเรื่องที่ยังก็ไม่ปรากฏว่า จะทําอะไรกันต่อไปครับ มาเห็นรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็มองดูว่า คล้าย ๆ กันครับ เหมือนกัน วันนี้ผมว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี่ ผมว่าเปึ้นจุดขาย คือ การปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชั่น เปึนปัญหาที่ทหารต้องปรับปรุง แก้ไข ถึงได้มีการปฏิวัติในครั้งนี้ ขึ้นมานะครับ ผมอยากจะเปึนการบ้านของเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า ท่านจะเอาตรงนี้ไปคิด ทําอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแล้วสามารถลงโทษ ลงทัณฑ์กับผู้กระทําผิดได้ อย่างรวดเร็วนะครับ ไม่ยืดเยื้อมาเปึน ๑๐ ป้ บางเรื่อง ๑๐ ป้ ๘ ป้ ๙ ป้ ยังไม่เห็นเลยครับ กระผมขอกราบเรียน นี่ประเด็นสุดท้ายที่ผมต่อช่วงกับท่านชำนาญมา เห็นความจำเปึน ตรงนี้ครับ สุดท้ายผมต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่กรุณารับฟังพวกกระผม นะครับ พวกกระผมขอยืนยันว่า คณะกรรมาธิการของเราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รับฟังความคิดเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราจึงมีประเด็นปัญหามากครับ ต้องขอขอบพระคุณครับ ท่านครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ต่อไปนี้ก็เปึนรายการแสดงความคิดเห็นนะครับ มีอยู่ในบัญชี รายการของผม มี ๓ ชื่อนะครับ ๓ ท่าน ท่านสมเกียรติ ท่านกฤษฎา ท่านชูชัย ก็ขอเรียนเชิญไปตามลำดับนะครับ เชิญท่านสมเกียรติก่อนนะครับ เชิญครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ก็ขออนุญาต ที่จะแสดงความคิดเห็น แล้วก็ฝากไปสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญ และรับฟังความคิดเห็น ในทุกภาคส่วนในจังหวัดต่าง ๆ ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ ลำดับแรก ก็ต้องขอสนับสนุนการอภิปรายของท่านการุณ ใส่งาม และท่านวิทยา คชเขื่อน ในกรณีที่การไปรับฟังความคิดเห็นในส่วนต่าง ๆ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะ ๗๖ จังหวัด และในเวทีต่าง ๆ เราค่อนข้างที่จะแคบในประเด็นที่จะ ไปรับฟังนะครับ ได้เป่ดขยายให้กว้างขึ้น ประเด็นต่าง ๆ ที่ผมรับฟังมา และเพื่อนฝูง ในส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่งในคณะกรรมาธิการเกือบทุกคณะที่ไปฟังมา ก็มีอยู่ยี่สิบกว่า ประเด็นเท่านั้น วกไปวนมา ที่เราเห็นใกล้ตัว สส. เท่าไร สว. เท่าไร วิธีอย่างไร อะไร วนอยู่แค่นี้ครับ ไม่เคยคํานึงถึงภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งเปึนภาคส่วนสําคัญของประเทศนะครับ อย่างเช่น ภาคเกษตร คนภาคเกษตรมีอยู่ประมาณสามสิบกว่าล้านนะครับ สามสิบกว่าล้านคนจากผู้ที่มีสิทธิลงเลือกตั้งนะครับ สี่สิบกว่าล้าน ประมาณสี่สิบหก สี่สิบเจ็ด ขณะนี้สามสิบกว่าล้านของเขาซึ่งเปึ้นเสียงส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้พูดจ้าถึงเขา เลยนะครับ ถัดจากภาคเกษตรลงมานะครับ ก็เปึนภาคแรงงาน ภาคด้านอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ก็แทบจะไม่พูดถึงเขาเลย ไม่มีคำถามอะไรที่ไปถามให้เขาได้ชื่นใจเลยว่า เออ นี่มันเกี่ยวกับเขานะครับ เขาร้องขอมาตั้งแต่ต้นนะครับ อย่างภาคเกษตรนี่เขาบอกว่า ขณะนี้ผลผลิตทางด้านเกษตรกรเขาตกต่ำ จะทำอย่างไร แก้ไขให้เขาได้บ้าง ภาคกลางนี่ เกือบทั้งภาคนะครับ ที่ผมอยู่ในภาคกลางมี ๒๕ จังหวัด บวก กทม. กทม. ก็มีนิดหน่อย นะครับทางภาคเกษตร นอกนั้นก็แทบทั้งหมดนะครับ ชีวิตอยู่ในภาคเกษตรทั้งหมด ทั้งเปึนชาวนา ชาวไร่ ชาวประมงทั้งหลายแหล่ นี่เกษตรทั้งนั้นครับ ผลผลิตตอนนี้ ผลิตออกมาได้แล้ว ขายไม่ได้ราคาครับ ตกต่ำมาก เขาอยู่กันไม่ไหว เขาก็ร้องขอ ที่จะเพิ่มเติม หาทาง หาองค์กรที่จะช่วยเหลือเขาได้ เขานำเสนอมาในเรื่องสภาเกษตร ของเขานี่ครับ ไปมีอยู่ในฉบับร่างนะครับ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๘๓ (๙) มีอยู่นิดเดียวครับ แล้วบอกไว้ลอย ๆ เปึนต้น ส่วนรัฐวิสาหกิจอีกประมาณสามแสนกว่าคน กำนันอีก ประมาณสองแสนกว่าคน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน อีกเกือบสองแสนกว่าคน ในด้านการปกครองส่วนภูมิภาค หรือท้องที่ของเขาแทบจะไม่พูด อะไรถึงเลย มีมาตรา ๗๗ (๒) อยู่นิดหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็อยากจะนําเรียนท่านประธานไว้ นะครับ ส่วนด้านแรงงาน ทางด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในจังหวัดภาคกลางหรือนิคม อุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างที่ผมเคยอภิปรายไปแล้ว ก็เกือบสิบล้านคนนะครับ เขาบอก การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธนี่ เขาขอให้เติมไปหน่อยได้ไหมว่า ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐ อย่างนี้เปึนต้น แต่ในการสอบถามทั้งหลายแหล่นี่ ข้อความประเด็นที่จะไปสอบถาม ในการรับฟังความคิดเห็น ไม่มีปรากฏอยู่เลยครับ ท่านครับ ก็ต้องฝากท่านไปนะครับ ไม่อยากที่จะพูดมาก เพราะมันซ้ำกับประเด็นอื่น ๆ ก็อยากจะฝากเลยว่า ต่อไปนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจังหวัด หรืออะไรต่าง ๆ ถ้าเผื่อว่าเขากำหนดประเด็นไปแล้ว ขยายประเด็นเหล่านี้เองได้ไหม สอบถามเองได้ไหม ขยายแล้วเก็บความคิดเห็นของพวกเขากลับมาสู่สภานี้นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทําอยู่ ฉบับร่างนี่นะครับ จากของเดิมที่เราเอามาจากป้ ๒๕๔๐ ไม่มีการแก้ไขเลย ประมาณ ๑๑๔ มาตรานะครับ แล้วก็เพิ่มเติม ปรับปรุงอีก ๑๔๐ มาตรา เขียนใหม่ และอื่น ๆ ประเมินขึ้นมาประมาณอีก ๑๖ มาตรา รวมแล้ว ๑๕๖ มาตรา แต่มาเขียนประเด็นที่จะ สอบถามเหลือยี่สิบกว่ามาตรา มันค่อนข้างจะแคบไปครับ เพราะว่าเรามีการขยับขยาย ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงก็ร้อยห้าสิบกว่ามาตรา ก็แสดงว่า มาตราอื่น ๆ นี่ไม่ให้ความสำคัญ เขาเลยหรือครับ ท่านประธานครับ ผมฝากไว้แค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ความจริงก็มีนอกจาก ๓ กรอบ แล้วมีกรอบพิเศษใช่ไหมครับ เป่ดทั่วไป แต่ว่าก็เปึนความคิดเห็นที่ก็รับฟังนะครับ เรียนเชิญท่านกฤษฎาครับ เชิญครับ

นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ พอดีจริง ๆ ประเด็นที่ผมต้องการจะพูดอยู่นี่ จูน (Tune) ตรงกับท่านเปู้่ยบเลยนะครับ เครือข่าย ภาคกลางด้วยกันหรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ เพราะว่าผมกะว่า จะพูดถึงว่า ลักษณะของ มาตรา ๒๖ ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้พุทธศักราช ๒๕๔๙ ตอนนี้เราใช้อยู่ใน มาตรา ๒๖ ครับ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็คือ ส่งให้จำนวน ๑๒ องค์กรต่ามวงเล็บต่าง ๆ ให้ไปพิจารณา และเสนอข้อความคิดเห็น ในขณะเดียวกัน ในวรรคสุดท้ายที่เขียนว่า ให้คณะกรรมาธิการยกร่างเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และเอกสารชี้แจงตามวรรคหนึ่ง ให้ประชาชนทั่วไปทราบ ตลอดจนส่งเสริม และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจาก ประชาชนประกอบด้วย ผมขอฝากสภานี้ไว้ ผ่านท่านประธานด้วยนะครับว่า วันที่ ๒๖ ที่ผ่านมาจะเปึนวันประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่องค์กรทั้งหมด ๑๒ องค์กรนั้นได้มารับ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนครั้งแรกแห่งประเทศไทยที่มีการเอาร่างจากผู้ที่ทําการร่างแล้วไปให้ คนทั้งประเทศได้พิจารณาดูนะครับ ประเด็นหลาย ๆ ประเด็นที่เปึนประเด็นทางด้าน สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อส่วนกลางนั้น จากองค์กรทั้ง ๑๒ องค์กรนั้น มักเปึ้นประเด็นของ เรื่องการเมืองบ้าง เปึนประเด็นเรื่องอะไรบ้าง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามักจะพูดกันว่า อยากให้เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่กินได้ เพราะฉะนั้นที่มาที่ไปผมคิดว่า ควรให้ความสําคัญ กับพี่น้องประชาชนที่เปึนภาคส่วนใหญ่ของแผ่นดินประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นที่จะต้องย้อนกลับมาถึงกรรมาธิการยกร่างนั้นอยากให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างนั้น ได้พิจารณาในส่วนตรงนี้ด้วยนะครับ ในส่วนที่เรียกว่า โดยนัยของความหมาย ว่า รัฐธรรมนูญกินได้นั้น คือ ความเปึนเรื่องอยู่ เรื่องปาก เรื่องท้องนะครับ ผมคิดว่า ขณะนี้กรรมาธิการภาคทุกภาค ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือ กรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้นั้น คงทำงานกันหนักนะครับ ตัว สสร. ทุกคนทำงานกันหนักอย่างน่าดูเลยนะครับ ซึ่งเปึ้นที่ทราบดีนะครับ เหล่า สสร. ด้วยกันนั้น ค่อนข้างจะลงพื้นที่กันมาก ในเวลาส่วนตัวแทบจะไม่มีเลยนะครับ ในลักษณะการทำงาน นั้น ผมคิดว่า ถ้าพวกเรามีความรู้สึกว่า ทำงานในเชิงประสิทธิภาพ เช่น ประเด็นต่าง ๆ อย่างเมื่อกี้ที่ท่านสมเกียรติได้พูดแล้วนะครับ เก็บประเด็นต่าง ๆ ให้มากกว่าเพิ่มเติม นะครับ ไม่ได้ใช้แต่ประเด็นร้อน หรือประเด็นฮอต์ (Hot) เพราะว่าประเด็นร้อนที่ใช้อยู่นั้น มันเปึนประเด็นจากส่วนกลาง ไม่ใช่เปึนประเด็น ส่วนท้องถิ่นนะครับ หลาย ๆ จังหวัด เช่น จังหวัดผมเองที่ผมเปึนประธานกรรมาธิการ คือ จังหวัดราชบุรี และผมก็ล่าสุดที่ไปจังหวัดที่ร่วมรับฟังด้วย คือ จังหวัดสุโขทัยซึ่งเปึนบ้าน เดิมของผมนี่ครับ ผมพบว่า กรรมาธิการประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดนั้น ไม่ได้สนใจในประเด็นร้อนนะครับ คือ สนใจในประเด็นภาพรวม ๒๙๙ มาตรา เป่ดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ผมว่าตรงนี้เปึ้นสิ่งที่เหมาะสมนะครับ ในขณะนี้ กรรมาธิการแต่ละภาคนั้นยังดําเนินการรับฟังความคิดเห็นอยู่ ยังไม่เสร็จสิ้นนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้ามีการทบทวนเนื้อหาสาระ บทบาท และประเด็นต่าง ๆ ผมคิดว่า วันนี้ การรายงานของ ๔ ภาค ก็รายงานได้ครบแล้ว หลังจากนั้น ก็คงจะต้องมีรายงานเพิ่มเติม เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ทราบนะครับก่อนที่จะสิ้นสุด และคิดว่าการรายงานในวันนี้นั้น ไม่ว่า จะเปึนภาคใดที่รายงานก็ตามนี่ คงไม่สามารถถือเปึนการสรุปความเสร็จสิ้นได้ เพราะว่า ยังไม่เสร็จสิ้นทั้งหมดนะครับ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นั้น ถ้าพวกเรากลับไปทบทวน แล้วก็ เป่ดเนื้อหาสาระประเด็นมากขึ้น ผมคิดว่าจะเปึนประโยชน์กับสภา แล้วก็เปึ้นสาระที่ดี นะครับ แล้วก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่า กรรมาธิการยกร่างนะครับ เมื่อพวกเราลงทํางานกัน ทั้งประเทศนี่นะครับ คงจะเอาส่วนของการรับฟังความคิดเห็นที่เรามีอยู่นี่นะครับ เข้ามา ทําการให้น้ําหนักไตร่ตรองประกอบนะครับ ไม่ใช่ว่า มีการปักธงไว้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าปักธงไว้แล้ว พวกเราก็ไปทํางานฟรีกัน เพราะว่ากรรมาธิการทุกภาคส่วนนั้น แม้กระทั่ง ท่านประธานเองก็ไปเหนือ ล่องใต้ แย่งตัวกันเปึนว่าเล่นเหมือนกันนะ ท่านก็ไปถึงภาคใต้ ผมทราบดีอยู่ เพราะผมก็แย่งตัวท่านไปภาคกลางเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้นะครับ ตรงนี้ ก็ฝากนำเรียนไว้ตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าอยากให้การรับฟังนั้น เปึนการรับฟังที่แท้จริง จากแต่ละจังหวัด รายจังหวัด โดยเฉพาะลงลึกในภูมิภาค ในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่นได้ ตำบลได้ จะเปึนการดีนะครับ ไม่อยากให้มีการฟัง หรือดูกระแสสื่อส่วนกลางเปึนหลัก เพราะฉะนั้นจะทําให้ข้อเท็จจริงของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะเรียกว่า ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมร่างกัน จริง ๆ นั้นจะไม่เปึนอย่างแท้จริง จะเปึนการชักนําร่างนะครับ ผมก็คงนำเรียนท่านประธาน และขอใช้เวลาของสภาเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เรียนเชิญคุณหมอชูชัยครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์

ครับ ท่านประธาน ท่านอาจารย์เดโช สวนานนท์ และ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผมมีประเด็นเดียวสั้น ๆ ที่ได้ฟังจากกรรมาธิการประจำจังหวัด แสดงความห่วงใยมา ขณะนี้มีการรับฟังความเห็นทั่วประเทศ แล้วก็ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ร่าง ก็ชื่อว่า เปึนฉบับรับฟังความคิดเห็น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สามารถที่จะนำไป ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้นะครับ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วม ผมคิดว่า เปึ้นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ทุกภาคส่วนก็ได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ประเด็นที่ น่าห่วงใย ก็คือว่า ขณะนี้มีเพื่อนกรรมาธิการในระดับจังหวัดนะครับ ที่เป่ดเวที แล้วก็ แสดงความกังวลใจ และบางท่านก็สะท้อนความเห็นว่า รู้สึกเกรงกลัวที่มีกระบวนการ มีลักษณะที่จัดตั้ง อันที่จริงการไปแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ นี่ การจัดตั้งก็คง ไม่เปึนไรนะครับ แต่ว่าการที่คนกลุ่ม ๆ เดียว แล้วตระเว้นไปตามเวทีต่าง ๆ ในลักษณะ เปัาหมายที่ชัดเจนนี่ เข้าไปพูด เพื่อจะให้มีประเด็นเรื่องการพูดเรื่องของศาสนา แล้วนําไปสู่การยกมือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า กลุ่มของคนของตัวเองต้องการอย่างไร อันนั้น ผมคิดว่า อันนี้เปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วง แล้วหากกรรมาธิการจังหวัดไม่เสนอประเด็นนั้น ขึ้นมาพูดคุยกัน ก็คนที่อยู่ในพื้นที่ก็มีความรู้สึกเกรงกลัว ผมคิดว่า ความรู้สึกอย่างนี้ ก็อาจจะเปึนความรู้สึกที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคมเมืองไทย ซึ่งเปึนสังคมของพุทธศาสนา ที่รักความสงบและสันติ สิ่งที่ได้สะท้อนมาได้เกิดขึ้นแล้วครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยพายัพ ที่เชียงใหม่ แล้วก็วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่โรงเรียนจอมทองวิทยาคม พอยกมือเสร็จปัูบ ก็กลับออกไป ประเด็นอื่น ที่เหลือก็ไม่ได้ร่วมพูดคุย หรือให้แสดงความคิดเห็น ก็ไปเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และพรุ่งนี้เท่าที่ผมทราบก็คือ ที่โรงเรียนสันป์าต้องนะครับ แล้วก็ที่จังหวัดพิจิตร ก็ได้มีการสะท้อนเช่นนี้ออกมา เมื่อเปึนเช่นนี้ ผมคิดว่าทางกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมระดับภาค หรือระดับ จังหวัด อาจจะสังเคราะห์ข้อมูลมานำเสนอในสภาแห่งนี้ คงต้องพิจารณาประเด็นที่เพื่อน กรรมาธิการระดับจังหวัดสะท้อนออกมาด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว เราได้ข้อมูลที่ คลาดเคลื่อน ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ อยากจะบอกว่า ทั้งกรรมาธิการยกร่าง และ สสร. ยังไม่ได้สรุปอะไรที่ชัดเจนลงไปในทุกประเด็นนะครับ เพราะว่ากระบวนการรับฟัง ความเห็นนี่สามารถที่จะปรับเปลี่ยน ปรับปรุง และแก้ไขได้เสมอนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะใช้ชื่อว่า ฉบับรับฟังความคิดเห็น ได้อย่างไร รวมทั้งขณะนี้ มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมก็คงมองด้วยเจตนาที่ดีนะครับ ที่มีกระแสขึ้นมาว่า ให้ สสร. นี่คว่ําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อนที่จะไปลงประชามติ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเปึ้นความเห็น ที่บริสุทธิ์ ก็คงไม่เปึนไร แต่ถ้าเกิดมีกระบวนการที่จะเอาให้ได้ เพื่อจะคว่ำให้ได้ โดยที่ไม่ได้ เสนอทางออกว่า ส่วนที่ไม่ถูกต้อง ไม่พอใจนั้น จะเสนอทางแก้ไขอย่างไร นี่ก็เปึนเรื่องที่ น่าเปึนห่วง และน่าเสียดายนะครับ เพราะบ้านเมืองเราขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับสภาวะที่ ยากลำบากพอแล้ว อันนี้เปึนประเด็นที่ผมอยากจะฝากสภาแห่งนี้ไว้ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับคุณหมอครับ เห็นยกมือ ท่านวิทธยาใช่ไหมครับ เชิญครับ ท่านวิทธยา ครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมประเด็นบางประเด็น ที่เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมันมีประเด็น บางประเด็นที่ผมอยากจะคิดว่า เปึนความรู้สึกบางประเด็น การแสดงความคิดเห็น ที่บริสุทธิ์ ที่อาจจะเกิดจากความคิดของประชาชน นอกเหนือจากกรอบที่เราได้กำหนดไว้ ในการที่จะไปถาม หรือฟังความเห็นที่เราอยากฟัง อยากรู้ ความคิดเห็นในบางเรื่อง ของประชาชนนี่ครับ มันเปึนเรื่องบางครั้งอาจจะเกี่ยวกับเรื่องของการประกอบอาชีพ หรือความเดือดร้อนใกล้ ๆ ตัว แต่มันจะมีผลผูกพันไปกับหน่วยงาน หรือมาตราใด มาตราหนึ่งที่กําหนดอยู่แล้ว ที่เรากําลังทําอยู่ สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะฝากกราบเรียนไปถึง คณะกรรมาธิการยกร่างว่าด้วยข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะไม่ตรงในกรอบใหญ่ที่เรา กำหนดออกไป ได้รับมาจากกรรมาธิการจังหวัด จังหวัดใด ๆ ก็ตามนะครับ อยากให้ อย่าเพิ่งทิ้งประเด็น เก็บมาสังเคราะห์รวมไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะสามารถนำมาปรับปรุง อาจจะเกิดความสอดคล้องในเรื่องของการแก้ปัญหา และก็เปึนความพอใจของประชาชน แม้แต่เพียงว่า ในบางประเด็นนั้นอาจจะเกี่ยวกับคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในชุมชน ในชนบท บางแห่ง หรือในจังหวัดบางจังหวัด แต่ต่อไป เรื่องอย่างนี้อาจจะมีคนได้ทราบแล้วว่า ความคิดเห็นบางประเด็นที่เขาเสนอมานั้น ทางกรรมาธิการรับฟังความเห็นได้นํามาสู่ กระบวนการของการยกร่าง แล้วก็ได้มีการนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งเรื่องตรงนี้ ผมกราบเรียนว่า เราอยู่ในการไปทำงานในพื้นที่ ก็จะมีประเด็นแปลก ๆ อะไรขึ้นมาบ้าง เพิ่มเติมขึ้นมา แต่พอเรามาดูในเนื้อภาพรวมแล้วนี่ อาจจะไม่มีอยู่ ก็เข้าใจครับ อาจจะ เปึ้นประเด็นส่วนย่อย แต่ก็ยังไม่อยากให้ทิ้งไปจนหายไป แล้วก็มองไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งทั้งนี้ ผมเชื่อมั่นว่า บรรดาท่าน สสร. ที่ไปปฏิบัติภารกิจในต่างจังหวัดนั้น คงจะได้คิด ได้เห็น อย่างที่ผมได้ประสบมา ก็จึงอยากจะขอความอนุเคราะห์ในประเด็นในเรื่อง เกี่ยวกับความเห็นของประชาชนที่เปึนความเห็นที่บริสุทธิ์ ในเรื่องที่เขาใกล้ตัวบ้าง หรือ เขามองเห็นอะไรต่าง ๆ อย่างนี้นะครับ ให้นํามาสังเคราะห์รวมไว้ เพื่อเปึ้นประโยชน์ ในการแก้ไข หรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญของเรา ซึ่งเราเปึนช่วงเวลาสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ รับฟังความเห็นของประชาชน ที่เขาจะฝากความคิดอะไรขึ้นมา ก็เปึ้นโอกาสที่จะสร้าง ให้เกิดความสมานฉันท์ และความเห็นในการลงมติกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในทางที่ดีต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็เปึ้นอันว่าที่ประชุมก็ได้พิจารณารายงาน ความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ

ต่อไปเปึ้นระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องอื่น ๆ ครับ มีท่านผู้ใดเสนอ ท่านการุณ ครับ

นายการุณ ใสงาม 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องอื่น ๆ ครับ คือ จะเสนอในวาระใดมันก็ไม่มีอยู่ในวาระ นะครับ คือ กรณีที่มีการกำหนดไปแล้วว่า จะมีการพิจารณานอกรอบนะครับ คือ วันที่ ๒๑ ๒๒ ๒ วันนี้นะครับ ๒๑ กับ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐ สสร. ประชุมนอกรอบกับ กรรมาธิการยกร่างเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นที่ตกลงกันได้ และประเด็นที่ยังมีความเห็น แตกต่าง และหารือกับ สสร. ท่านอื่น เพื่อร่วมกลุ่มแปรญัตติ ก็ทราบอยู่หรอกครับว่า พวกเราได้มีนัดหมายกันในการประชุมนอกรอบมาครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา แล้วก็ตกลงกันว่า จะมีการประชุมนอกรอบ วันที่ ๒๑ และ ๒๒ ที่ว่านี้ แต่เรื่องการประชุมนอกรอบนี้ เราก็ยัง ไม่เคยมาข้อพูดคุยกันในห้องประชุมที่ถูกแบบ ถูกแผน แล้วก็ในวาระที่ผ่านมาก็ไม่มี ประเด็นที่จะนำเสนอได้ ก็เลยมาข้อแทรกตอนเรื่องอื่น ๆ ในตอนนี้ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมเองไม่เห็นด้วยกับการประชุมนอกรอบ เพราะว่าเราเปึนสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่ถูกกฎถูกเกณฑ์ เราจะไปมั่วประชุมนอกรอบให้เสียเวลาทําไม ทําไมเรา ไม่ประชุมในรอบเสียเลย ยิ่งมาใช้ถ้อยคำบอกว่า ในเรื่องที่ สสร. กับคณะกรรมาธิการ ตกลงกันได้ ท่าน รัฐธรรมนูญของประชาชนนะท่านนะ รัฐธรรมนูญของประชาชน เรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องคุณจะมาตกลงกันนอกรอบ ในเฉพาะ สสร. กับกรรมาธิการ ประชาชนไม่ได้ยิน ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่เปึนประโยชน์ เพราะอะไรท่าน เรายกร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เราต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมที่เป่ดเผยกับ พี่น้องประชาชนให้เขาได้รับรู้ท่ามกลางการประชุมในรอบของพวกเรานี้ ให้เขารับรู้ รับดู ได้เห็นด้วยตา รับฟังด้วยหู และเปึนการศึกษาร่วมกันระหว่างพวกเรา สสร. ที่ทำการ ยกร่างกับคณะกรรมาธิการยกร่างกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่ร่วมรับดู รับรู้ รับฟัง ได้ยินเหมือนกัน เรียนรู้ร่วมกันพร้อม ๆ กันไป ทำไมเราไม่ทำในรอบให้ถูกกฎ ถูกเกณฑ์ แล้วที่สำคัญท่านประธาน ถ้าทำในรอบได้นี่นะ เปึ้นประโยชน์อะไร มันจะเปึ้นบทข้อศึกษาอันยิ่งใหญ่ สำคัญยิ่งในวันนี้และวันข้างหน้า ท่านประธานครับ อีก ๓๐ ป้ข้างหน้า ไม่ต้อง ๓๐ ป้ ทันทีที่ท่านยกร่างเสร็จนะ คําอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกทุกคนที่บันทึกเอาไว้จะเปึนข้อมูลในการศึกษาต่อไปของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ลูกหลานของพวกเรา ครูบาอาจารย์ สถาบันการเมือง สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่เรียนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ เขาจะโควท (Quote) เอาคำพูดของแต่ละท่าน แต่ละท่าน ที่เปึนประเด็น ๆ ไป ไปเขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก หรือไปทำการศึกษาวิจัยในเรื่องอื่นต่อ หรือไปต่อยอดเพื่อจะหาข้อสรุปใหม่ การประชุม ในรอบจะเปึนประโยชน์อันนี้ท่าน แล้วมีการบันทึกไว้ละเอียดลออ ครบถ้วน ที่สําคัญ ท่ามกลางการประชุมในรอบ ท่านประธานครับ เรียนรู้ร่วมกัน แล้วบันทึกไว้เปึน หลักฐาน แล้วสามารถใช้ศึกษาแล้วยังไม่พอท่าน เราจะได้ข้อสรุปเปึนข้อ ๆ เปึ้นประเด็น ๆ ร่วมกันว่า แต่ละมาตราไหนที่ตกลงดูเหมือนจะมีข้อความที่เห็นร่วมกันเปึ้นจํานวนใหญ่ ส่วนใหญ่ข้างมากแล้ว ก็ผ่าน ผ่าน ผ่าน ผ่าน ใช่ไหมครับ จนกระทั่งถ้าผู้เห็นขัดแย้ง เห็นแตกต่าง หรือเห็นไม่เหมือน มองซ้าย มองขวาแล้วนี่หาผู้ร่วมเซ็นแปรญัตติ ๑๐ คน ไม่ได้แน่ ข้อประเด็นปัญหาเหล่านั้น บางทีก็อาจจะยุติ แต่สงวนไว้ เพื่อเปึ้นบันทึกเอาไว้ ในหลักฐานประวัติศาสตร์ทางการเขียนรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นข้อยุติมันจะเรียงลําดับ ไปเรื่อย ๆ ถึง มาตรา ๒๙๙ ท่านประธานครับ จะเรียงลำดับไปเรื่อย ๆ มันจะผ่านลุล่วงไปแทบจะหมดประเด็นใหญ่ ๆ หมดประเด็นข้อขัดแย้งที่ข้อตกลงกันไม่ได้ ข้อเห็นร่วมกันไม่ได้ อะไรต่าง ๆ นี่ จะเหลือ น้อยมากทีนี้ มันจะเหลือประเด็นที่สำคัญ ๆ อยู่สี่ห้าประเด็น หกเจ็ดประเด็น สมมุติ นะครับ ในแต่ละประเด็นมันจะมีวิธีการสองสามวิธีการ สี่ห้าวิธีการก็ตาม เพราะ ใน ๑ เรื่องนั้น มันอาจจะมีความเห็น วิธีการอีกหลายแบบ ในวิธีการหลาย ๆ แบบก็ให้ มีการสุดท้ายนะครับ พ้องวดไปจบ แล้วก็เอาประเด็นที่ตกค้าง สี่ ห้า หก เจ็ดประเด็น สมมุตินะครับ สี่ ห้า หก เจ็ดประเด็น แต่ละประเด็นมี ๒ วิธีการ ๓ วิธีการ ๕ วิธีการ ก็ตาม มาตกลงกัน มาดูกัน พอมาดูเสร็จแล้ว แต่ละคนก็จะมองเห็น มองซ้าย มองขวา มองหน้า มองหลัง แล้วจะเห็นพวกเรา เห็นเพื่อนสมาชิกว่า อ้อ ในจำนวนประเด็นนี้น่ะ มี ๕ วิธีการก็จริง เราเปึนหนึ่งในห้าวิธีการ แต่ดูแล้วปรากฏว่า ไม่สําเร็จแน่ เพราะคน ไม่ค่อยเห็นด้วย ก็ค่อยทยอยตัดออกหนึ่ง ออกสอง ออกสาม สุดท้ายมันจะเหลือในเรื่องนี้ ประเด็นนี้ มีความแตกต่างอยู่เพียง ๒ หลักใหญ่ ๆ ๒ วิธีการใหญ่ ๆ เราก็จะได้ไปเข้าชื่อ ร่วมกัน อ้าว ถ้าอย่างนั้น แต่ละฝ์ายก็เข้าชื่อร่วมกัน อย่างนี้จะทำให้ประเด็นเหลือน้อย แล้วเราก็สุดท้ายนะครับ กรรมาธิการยกร่างก็จะกลายเปึนการยกร่างแบบสุดท้าย เหลือประเด็นข้อแตกต่างขัดแย้งที่กรรมาธิการยกร่างจะยืนยัน และเปึนข้อโต้เถียง ซึ่งจะต้องแปรญัตติ ท่านเชื่อเถอะ ถ้าเปึ้นแบบนี้นะ ตกลงกันดี ๆ สุดท้ายนะครับ สรุปกันดี ๆ ศึกษาร่วมกันให้ดี ๆ ลำดับร่วมกันให้ดี ๆ ทำให้ดี ให้ละเอียดอ่อนนี่นะ ท่านจะง่ายภายหลัง แล้วปรากฏว่าตอนท้าย ๆ ท่านจะเหลือประเด็นน้อย และผู้เข้าร่วม ผมก็เข้าถูก ผมมองเห็น เออ ประเด็นของผม วิธีการของผมนี้ ในเรื่องประเด็นนี้ ผมแพ้ แน่ ๆ ผมสู้ไม่ได้ แต่ผมเห็นว่า ใกล้เคียงของผมนั้นน่ะ มันมีอยู่ที่ประเด็นนั้น ก็จะได้ไปร่วม เซ็นชื่อกับประเด็นนั้นเขา และอาจจะไปคุยกับประเด็นนั้นเขาบอกว่า คุณขอให้ปรับ นิดหนึ่งได้ไหม คุณขอให้่เติมหน่อยหนึ่งได้ไหม ให้่เพิ่มหน่อยหนึ่งได้ไหม เพื่อให้สอดคล้อง กับความเห็นของเราอย่างไรครับ ถ้าทําได้ มันก็จะได้ประเด็นงวดเข้า ตอนท้าย ท่านประธานจะง่าย ที่สำคัญ การเรียนรู้ร่วมกันอย่างนี้ ท่านประธานครับ ประชาชนว่า เออ เข้าท่าแฮะ เขาได้เข้าใจมาด้วย ได้เรียนรู้มาด้วย ฟังมาด้วย ลำดับมาเรื่อย ๆ มา ตอนลงประชามติ ท่านประธาน ง่าย ท่านไม่ต้องไปลงทุนประชามติ ลงทุนเคลื่อนไหว ขนาดใหญ่ ลงทุนอะไรต่าง ๆ มากมาย เพราะอะไร เพราะท่านได้ทำการเคลื่อนไหว ให้ความเห็นเรียนรู้ร่วมกับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนก็ได้เรียนรู้ร่วมกันกับท่าน เปึ้นลำดับ ลำดับ ลำดับ ลำดับมา พอลงประชามติ ฟู๊บเลย สะดวกท่าน ผมจึงอยาก เรียกร้องท่านครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการนอกรอบ ยังมีเวลาวันนี้ ไปถึงวันที่ ๒๑ ๒๒ ท่านประธานลองปรึกษาหารือดูสิว่า เปึนไปได้ไหม เปลี่ยนจากนอกรอบ ๒๑ ๒๒ เปึ้น ๒๑ ๒๒ นั่นแหละ ในรอบเลยท่านประธาน และถ้า ๒๑ ๒๒ ไม่พอนะ ท่านอาจจะขยาย อีกสัก สองวัน สามวัน สี่วันก็ได้ ลำดับมาอย่างที่ว่าท่าน ไม่รู้ว่าเพื่อนสมาชิกจะเอา อย่างไร จะเห็นด้วยไหม ถ้าอย่างนี้ จะขอเสียงอย่างไรนี่ท่าน น้อยเหลือเกิน นี่เห็นไหม ที่จริงผมคิดว่า มีวิธีการแก้อีกอันหนึ่งท่านประธาน บางทีเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องสำคัญ และพออยู่ตอนท้ายตอนเรื่องอื่น ๆ ท่านประธาน พี่น้องเราอยู่น้อย ทางแก้ ประธานที่ประชุมใช้วิธีการที่ผ่านมา คือ ชวนหารือแต่ตอนต้นที่แน่นหน้า ที่พี่น้องเรา แน่นหน้า แล้วก็ชวนหารือ อ้าว ท่านผู้ใดมีประเด็นใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ สักสองสามเรื่องดูสิ แล้วก็หารือกันเสียตอนนั้นสั้น ๆ อย่างนี้ อย่างเรื่องแบบนี้หารือตอนที่พี่น้องเราแน่นหน้า จะได้มีความเห็นร่วมกันให้ละเอียดลออ นอกรอบอย่าทําเถอะครับ เหนื่อยแล้ว อย่า พอเรื่องนอกรอบสักทีเถอะครับ ขอบคุณครับ เท่านั้นล่ะครับ กลับมาก็อาจจะเชิญในรอบอีกก็ได้ สุดแล้วแต่นะครับ ผมว่าก็เปึ้นความเห็น ที่ก็รับฟังไว้ แต่มันสุดท้ายแล้ว ขณะนี้เราสอบถามไปไม่ใช่หรือครับ จดหมายสอบถาม ไปยังมวลสมาชิก มวลสมาชิกเขาตอบอย่างไร ก็คงจะเปึนอย่างนั้นกระมัง คิดว่าอย่างนั้น นะครับ ท่านผู้อื่นจะมีความเห็นในประเด็นนี้อีกไหมครับ ถ้าไม่มี ผมก็คิดว่า คงจะไม่มี ประเด็นอะไรแล้วใช่ไหมครับ คุณการุณก็ไม่ได้เสนอเปึนประเด็นนี่ครับ เพียงแต่เสนอแนะ ความคิดเห็นนอกรอบ ซึ่งผมก็เห็นด้วยในหลักการ เรียนตรง ๆ แต่ว่าต่อไปนี้มันหมดแล้ว ล่ะครับ ต่อไปนี้ในรอบแล้วนะครับ แล้วดูเหมือนจะประชุมยาวของเรา ๑๑ ถึงเท่าไร ๗ วัน ๗ คืนกันล่ะ ในรอบตลอดต่อไปนี้นะครับ ฉะนั้นก็คงจะหมดเรื่องใ์ช่ไหมครับประเด็นนี้ อีกนิดหนึ่งหรือครับ

ท่านประธานขอนิดหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือ ตอนท้ายตอนโน้นนะครับ ที่ในรอบตอนโน้นมันจะกลายเปึนเรื่องแปรญัตติแล้ว

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ก่อนก็ได้ ยังมีเวลาครับ

นายการุณ ใสงาม

ใช่ไหมครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ

นายการุณ ใสงาม

คือตอนที่แปรญัตติแล้วตอนนั้น ตามกฎแล้วทีนี้

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

คือ การนัดประชุมของเราไม่จําเปึนต้องเปึนวันจันทร์ วันอังคาร ถ้าจําเปึนจริง ๆ มันเรียกวันอื่นได้ ถ้าเห็นความจําเปึนในเรื่องนี้ร่วมกันนะครับ ผมว่าคงไม่มีปัญหานะครับ

นายการุณ ใสงาม

คืออย่างนี้ ถ้าหากว่า เราทําเรื่องที่ว่านี้ได้ละเอียด อย่างที่ท่านว่า ที่ผมเสนอท่านประธาน ตอนที่แปรญัตติจะน้อยประเด็น

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ใช่ครับ ผมเห็นด้วยในหลักการ

นายการุณ ใสงาม

แต่พอแปรญัตติ ท่าน มันต้องใช้กฎ ใช้เกณฑ์ ใช้กติกา ใช้รัฐธรรมนูญประกอบ การเซ็นกํากับ เซ็นอะไร เซ็นรับรองอะไรต่าง ๆ มันยุ่งยากมากตอนนั้น ซึ่งมันลำบาก อึดอัดต่อการทำงานมากตอนนั้น แต่ถ้าทำอย่างที่ว่า เปึ้นลำดับไปจะดีครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ มีประเด็นอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มี ผมก็คิดว่า วันนี้ก็หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว นะครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม ขออนุญาตป่ดการประชุม ในวันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา