ชนินทร์ บัวประเสริฐ หารือผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง และเสนอว่าควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น โดยเสนอให้ท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร และยังเสนอว่า การบรรจุพระพุทธศาสนาเข้าในรัฐธรรมนูญจะช่วยให้รัฐเห็นความสำคัญและจัดงบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอว่า ควรกำหนดระยะเวลาทำงานให้กับแผ่นดินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก เพื่อให้ได้รับบำเหน็จบำนาญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายชนินทร์ บัวประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๑๖ ขออนุญาต กราบเรียนผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งขณะนี้ได้รับฟังไปแล้วเปึนส่วนใหญ่นะครับ ทั้งหมดประมาณ ๔๐๐ เวที มีประชาชน เข้าร่วมประมาณ ๗,๐๐๐ คน ขณะนี้เปึนส่วนใหญ่ ผลการรับฟังความคิดเห็น ผมจะขออนุญาตรายงานเปึน ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก ตามประเด็นที่ทางคณะกรรมการ รับฟังความคิดเห็นได้กำหนดประเด็นให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่าเปึนประเด็นสำคัญ ในส่วนนี้ผมจะขอรายงานเฉพาะเรื่องที่ไม่ซ้ำซ้อนกับท่าน ๓ ท่านที่แล้วมาได้รายงาน ส่วน ในส่วนที่ ๒ ผมจะรายงานในประเด็นที่ประชาชนมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากประเด็น ที่เราสอบถาม ซึ่งผมก็จะรายงานเฉพาะประเด็นที่เปึนประโยชน์ แล้วก็ประชาชนมีความ คิดเห็นที่ดีให้พวกเราได้รับทราบ ในส่วนแรก ผมขออนุญาตรายงานใน ๑๕ ประเด็นที่เรา ต้องการรับฟังความคิดเห็นที่เปึนประเด็นสำคัญ เรื่องแรก เรื่องของคณะวิกฤติบุคคล เพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อคิดเห็น ว่า บุคคลที่จะมาร่วมกันนี่นะครับ ไม่ควรเปึ้นบุคคลที่ก่อให้เกิดวิกฤติของชาติ แล้วก็ การเรียกประชุมนะครับ ควรจะมีการกำหนดประธานที่ชัดเจน เพื่อจะให้สามารถเรียก ประชุมได้ทันต่อเหตุการณ์ ประเด็นที่ ๒ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ก็ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ ๙๕ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยบางส่วน เพราะคิดว่า เปึ้นเรื่องที่อยู่ ในจิตสำนึกและความรับผิดชอบของนักการเมืองที่จะต้องมีต่อประชาชน ในฐานะที่เปึน ผู้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ที่สูงที่สุดในการนิติบัญญัติของชาติ น่าจะเปึ้นจิตสำนึก และความ รับผิดชอบของผู้ที่อาสา เรื่องที่ ๓ เรื่องของวุฒิสภา เห็นชอบมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันที่ให้ลดจำนวนลงเหลือ ๑๖๐ คนนะครับ ที่ไม่เห็นด้วยก็มีบางส่วนครับ ส่วนเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นด้วยกับจำนวนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีได้ ๒ ส่วน คือ การเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน แล้วก็เลือกตั้งแบบสัดส่วน ปรากฏว่า ยังมีความไม่เข้าใจว่า ระบบสัดส่วนที่จะใช้นี่เปึนอย่างไร คิดว่า ถ้าในรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่า วิธีการในเรื่องของระบบสัดส่วน ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นครับ เรื่องของสิทธิและ เสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิชุมชน เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เรื่องที่ ๖ เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ในหลักการเห็นด้วย แต่มีข้อวิตกกังวลหลายเรื่องนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนรายละเอียดต่อไปนะครับ เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนะครับ ก็เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เรื่องที่ ๘ เรื่องคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระนะครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ให้ตัดคุณสมบัติ บางส่วนออกนะครับ แล้วก็เพิ่มบางท่านออกนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนรายละเอียด อีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องของที่ประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนนะครับ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อสามารถ ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้นี่นะครับ เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๑๐ ครับ เรื่องของบทบาทใหม่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานะครับ ในหลักการเห็นด้วย แต่มีข้อที่บางท่านนะครับบอกว่า ถ้างานกว้างขวางขึ้นไปมากขึ้นนะครับ แล้วไม่มั่นใจ ในประสิทธิภาพว่า จะไปหลงทางหรือเปล่า มัวแต่ทําเรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องสําคัญ ไม่ได้ทำนะครับ ก็เกรงว่าจะเหมือนกับคณะกรรมการ ปปช. นะครับ ซึ่งเรื่องค้างอยู่ เปึ้นหมื่น ๆ เรื่องนะครับ กลัวว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะเข้าทํานองเดียวกัน นะครับ และอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องที่กําหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้ตรวจสอบ จริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถดําเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เพราะว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะต้องรายงาน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภานะครับ ก็ไม่มั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร เพราะว่ายังไม่เปึนอิสระอย่างแท้จริงนะครับ เรื่องอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องที่ ๑๑ เรื่องของการเพิ่มอํานาจและลดจํานวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน น้อยกว่าร้อยละ ๙๔ เห็นด้วยครับ เรื่อง ๑๒ เรื่องการค้านและดุลอำนาจใบแดงของ คณะกรรมการเลือกตั้ง ก็เห็นด้วยครับ เรื่องที่ ๑๓ เรื่องการปรับอำนาจบทบาทของ ตุลาการ อัยการให้เปึ้นอิสระมากขึ้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อสังเกตบางอย่าง เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องที่ ๑๔ ครับ เรื่องเกี่ยวกับปัญหา การกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของรัฐนะครับ เห็นด้วยครับ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องการบัญญัติพุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาประจำชาตินะครับ ส่วนใหญ่มากกว่าเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยครับว่า ไม่ควรบัญญัตินะครับ ตอนนี้ในประเด็นที่ ๒ นะครับ ที่ผมจะกราบเรียนท่านสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก็คือ ประเด็นที่ผู้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ และในรายละเอียด ของประเด็นบางประเด็นนะครับ ประเด็นแรกที่ผมกราบเรียน ก็คือว่า ในกรณีที่ รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้ประชาชนผู้ละเมิดสิทธิเสรีภาพมีสิทธิฟัองต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยตนเอง เมื่อไม่อาจจะใช้สิทธิในวิธีอื่นได้นะครับ มีส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่มีบางส่วน คิดว่า อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญควรจะพิจารณา พิพากษาเรื่องใหญ่ ๆ นะครับ ส่วนเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนควรจะแยกนะครับ เพราะว่าเปึนเรื่องที่ต่างคนต่างคิด ควรจะแยกไปในช่องทางอื่นนะครับ แต่ถ้าเปึนความ เดือดร้อน เรื่องใหญ่นะครับ ควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีเรื่อง ที่เข้ามากมายนะครับ ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ในเรื่องใหญ่ ๆ ตามกำหนดเวลา เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องของคณะบุคคลที่สรรหาองค์กรอิสระ นะครับ ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ แต่มีข้อคิดเห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อปัองกันการไม่โปร่งใส ควรกำหนดให้คณะกรรมการอิสระได้ดำเนินการในลักษณะเป่ดเผย เช่น ให้ประชาชน ได้รับรู้ว่า เหตุผล แล้วก็การดำเนินการเช่นนี้เปึนอย่างไร ตามหัวข้อ ประเด็นต่อไปครับ ในเรื่องของการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึ้นผู้พิจารณาคดี ที่มีการฟัองนักการเมือง ไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สิน เปึ้นเท็จ อันนี้ทุกคนเห็นด้วยหมดนะครับ แต่ที่มีข้อสังเกตเพิ่มเติม คือว่า การกำหนด ระยะเวลาเพียง ๕ ป้น้อยเกินไป ควรกำหนดระยะเวลาที่จะสามารถตรวจสอบได้ ๒๐ ป้ เพื่อปัองกัน แล้วก็ให้ดำเนินการย้อนหลังได้นะครับ เรื่องอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมได้ขออนุญาตกราบเรียน คือ เรื่องของการแยกองค์กรอัยการเปึ้นอิสระนะครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ แต่ว่ามีข้อคิดเห็นว่า ภาระหน้าที่บางอย่างขององค์กรอัยการที่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาคดี เช่น เรื่องเปึ้นที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือทำหน้าที่ที่จะ ช่วยเหลือประชาชน อันนี้รัฐบาลควรจะแยกออกจากกัน แล้วก็รัฐบาลน่าจะกำกับดูแลได้ อย่างใกล้ชิด เพราะเปึ้นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ควรระบุให้ชัดเจน แล้วก็ ในหน้าที่บางอย่างก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้น จะต้องมีการตรวจสอบจากองค์กร อื่น ๆ เพราะองค์กรอัยการเปึนองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนในพื้นที่นะครับ เรื่องต่อไปครับ เรื่องของวุฒิสมาชิก ซึ่งมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากประเด็นที่เห็นด้วยว่า ตามรัฐธรรมนูญว่า จํานวนและวิธีการที่จะสรรหาวุฒิสมาชิกนะครับ แต่ก็มีข้อคิดเห็น เพิ่มเติมในเรื่องของความไม่มั่นใจในกระบวนการสรรหาของคณะกรรมการวุฒิสมาชิก เพราะว่ากลัวว่าจะมีการครอบงำจากฝ์ายการเมือง เรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกัน ก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ผมได้กราบเรียนแล้ว คือ เรื่องระบบสัดส่วน ต้องมีวิธีการที่ชัดเจน บางท่านบอกเพิ่มอีกนะครับว่า การเลือกตั้งที่มีเขตใหญ่ขึ้นจะทำให้ เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น อันนี้รายละเอียดมีมากมาย ผมขออนุญาตส่งมอบ ให้ทางสภาดีกว่านะครับ
เรื่องต่อไปครับ ที่ผมจะขออนุญาตเปึ้นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องของการปกครอง ท้องถิ่น ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ควรจะกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีผู้ที่ให้ข้อสังเกตว่า จะต้องมีการกำกับดูแล หรือควบคุมให้ใกล้ชิดมากขึ้น แล้วท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กควรจะมีการร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร มิฉะนั้นในงบประมาณของท้องถิ่นที่จะไปดูแลพัฒนา ประชาชนจะหมดไปกับการบริหาร ยกตัวอย่างที่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม อย่างเช่น ใน อบต. ที่จะมีสมาชิก อบต. จากหมู่บ้าน ๒ คน ก็ควรลดเหลือเพียง ๑ คน จะได้ลดค่าใช้จ่าย ในการบริหารไป แล้วก็ต้องดูแลนะครับว่า ความเปึนอิสระจะไม่ทำให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกขึ้นไป ในการบริการประชาชน
เรื่องสุดท้ายที่ผมขออนุญาตกราบเรียนให้ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับทราบ คือ เรื่องของพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็มีบางส่วนที่ให้เหตุผล ที่ขออนุญาตนําเรียนกับท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่า การบรรจุพระพุทธศาสนาเข้าในรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลว่า จะทําให้รัฐได้เห็นความสําคัญ มากขึ้น ก็จัดงบประมาณ จัดการสนับสนุนพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น ก็มีการทํานุบํารุง พุทธศาสนามากขึ้น ก็เปึ้นเหตุผลที่คิดว่าฝ์ายที่จะให้บรรจุพระพุทธศาสนาเข้าใน รัฐธรรมนูญนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง คือประเด็น ตามมาตรา ๑๙๒ คือการกำหนดให้มีบำเหน็จ บำนาญกับคณะบุคคล เสียงส่วนใหญ่ว่า ควรจะตัดในวรรคสองลงไป คือ ในเรื่องของบําเหน็จ บํานาญของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก เพราะว่าเปึนการเสียเงินมาก แต่ก็มีบางส่วนว่า ท่านผู้นั้น ก็อาสามาทํางาน ควรที่จะกําหนดระยะเวลาที่ว่า ถ้าจะได้บําเหน็จ บํานาญนี่ ควรมีระยะเวลาที่ทำงานให้กับแผ่นดินมากพอสมควร ไม่ใช่ว่าเข้ามาถึงได้เลย อย่างเช่น ว่า ต้องดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก อย่างน้อย ๘ ป้ ก็ถือว่า น่าจะตอบแทน เพราะเขาเสียสละให้กับแผ่นดิน ช่วยเหลือประชาชน แต่ว่า ถ้าระยะเวลาไม่มากนัก ก็น่าที่จะไม่ได้ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคิดเห็นของ ประชาชนในเขต ๔ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ให้ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับทราบครับ ขอบพระคุณมากครับ