สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ รับฟังความคิดเห็นภาคเหนือในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ เป็นประเด็นหลัก และยังเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ในฐานะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นภาคเหนือนะครับ ซึ่งจะได้สรุปกรอบกว้าง ๆ ของจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่าง ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และ จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้มีการจัดการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการ วิสามัญประจำจังหวัด แล้วก็ขององค์กรเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งเมื่อวานก็ได้ ประชุมที่จังหวัดพิษณุโลก แล้วก็อีกหลายจังหวัดข้างเคียงในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในเบื้องต้นขออนุญาตเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาร่างครับว่า ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากําลังร่างกันอยู่นะครับ โดยเฉพาะกรรมาธิการ ยกร่าง ในเบื้องต้นก็ได้มีการพูดจากันว่า กฎหมายบางเรื่อง หรือในเรื่องของ การประชุมสัมมนาบางเรื่องนั้น บางครั้งจะต้องลงรายละเอียดไปในเรื่องของกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งกฎหมายลูก ซึ่งผมก็คงจะได้ประมวลกรอบกว้าง ๆ นะครับ เพราะว่ามีทั้งผู้ที่ได้ให้ความเห็นในระหว่างที่การประชุมสัมมนา แล้วก็ส่งเอกสาร ให้กับกรรมาธิการเปึ้นจำนวนมาก แล้วก็มีความเห็นที่ค่อนข้างที่จะมีแนวทางเดียวกัน และหลากหลายนะครับ ผมขออนุญาตที่จะเข้าไปสู่ในเรื่องของกรอบรับฟังความคิดเห็น ในรอบสองนะครับ ก็เรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของสิทธิ กรอบที่ ๑ นะครับ สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ ซึ่งประเด็นสำคัญที่พอจะสรุปได้ ในการสัมมนา แล้วในการที่ได้ส่งเอกสารมาให้กับกรรมาธิการด้วยนะครับ ก็คือ ในเรื่อง ของสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิของชุมชนนะครับ ก็ต้องการ ให้มีการแก้ไขในมาตรา ๔๗ นะครับ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการสื่อสารมวลชน สาธารณะ แก้ให้เปึน ประชาชนมีสิทธิในกิจการสื่อสารมวลชน แทนนะครับ แล้วก็ให้มีการ ได้รับบริการด้านสาธารณสุขนะครับ หากมีการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้บริการสาธารณะ ตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๔ อาจไม่เกิดความ เท่าเทียมกัน เพราะรายได้แต่ละท้องถิ่นนั้นไม่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ในกรณีที่ทางการเมือง ถึงทางตัน ให้รัฐมอบอํานาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน โดยประชาชนลงทําประชามติ อันนี้ก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการนําเสนอมานะครับ ในเรื่องของการกําหนดสิทธิของคนชรา นะครับ ก็ให้กำหนดคนชราตั้งแต่อายุ ๖๐ ป้ขึ้นไป ควรที่จะได้บรรจุไว้ให้ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๘๓ (๕) การจัดอ้อมทรัพย์เพื่อดำรงชีพของคนชราให้ตัดคำว่า คนชรา ออก ให้รัฐส่งเสริมทุกวัย และรัฐต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลื่อสมทบอีก ส่วนคนชรา ก็ให้มีบําเหน็จบํานาญนะครับ อันนี้ก็เปึ้นเสียงส่วนใหญ่ที่ส่งมาทั้งเอกสาร แล้วก็มีการ สัมมนาด้วยนะครับ มาในส่วนในเรื่องของประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วเห็นด้วยเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ และเห็นด้วยว่า ควรที่จะได้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น แล้วให้ท้องถิ่นนั้นมีอิสระในการบริหาร การจัดการเกี่ยวกับการบริการสาธารณะ และในทางเดียวกันนะครับ ก็ควรเพิ่มการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ ในแต่ละพื้นที่ให้มากขึ้นเช่นกัน ในกรณีที่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่อย่างไร ก็แล้วแต่นะครับ ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็มี พรบ. กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจนั้น เปึนผู้ที่จะได้ออกมากำหนดบทบาทหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง นะครับ ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ในที่มีการ สัมมนานะครับ และรับฟังความคิดเห็นนั้น ก็อยากที่จะให้ท้องถิ่นนั้นเข้ามาดูแล พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นมากขึ้นนะครับ แล้วควรที่จะได้แยกในเรื่องของการที่จะได้ บริหารในส่วนของท้องถิ่นนั้นว่า ใครทําอะไร ที่ไหน อย่างไร ให้ชัดเจนนะครับ อยากให้ มีการกระจายอำนาจ และงบประมาณ และคนสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้นนะครับ ในส่วนของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนะครับ มีเหตุผลดังนี้ครับ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องการเพิ่มให้กำหนดหน้าที่ที่มาของสภา พัฒนาการเมืองว่า ที่มานั้นเปึนอย่างไรนะครับ แนวนโยบายทางด้านการศึกษา ควรกำหนดเปึนหมวดไว้ในรัฐธรรมนูญ และควรมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ จริง ๆ แล้วก็มี พรบ. อยู่แล้วครับ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ คือ ผู้เข้าร่วมสัมมนานั้น อยากเห็นในเรื่องของการที่จะได้ปฏิรูปทางการศึกษาให้ชัดเจน ให้กฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นมีผลบังคับใช้ เห็นด้วยกับการกําหนดเรื่องการศึกษาที่ร่างรัฐธรรมนูญกําหนดให้ การศึกษานั้นควรจะศึกษาฟรีนะครับ แต่ก็มีความเห็นแตกแยกเปึน ๒ อย่างนะครับ คือ เสียงส่วนน้อยก็เห็นว่า ควรขยายสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงปริญญาตรี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่อีกหลายเสียงก็บอกว่า การที่ใช้สิทธิในเรื่องของการเรียนฟรี รัฐบาลนั้นจะเอางบประมาณตรงไหนมานะครับ ก็มีเห็นเปึ้น ๒ ฝ์ายนะครับ ในเรื่องของ การจัดการศึกษานะครับ ส่วนใหญ่แล้วก็จะได้มีข้อคิดเห็นว่า ควรไม่เก็บค่าใช้จ่ายนะครับ แต่ควรที่จะได้คิดว่า ๙ ป้ หรือ ๑๒ ป้นะครับ ควรให้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมีผลบังคับใช้ นะครับ เพื่อเพิ่มในเรื่องของการสู่กระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่า จะเปึนกระบวนการ ทางการเมือง กระบวนการเลือกตั้ง หรืออีกหลายอย่างนะครับ ในเรื่องของการศึกษา เพราะว่าให้เริ่มตั้งแต่อนุบาลนะครับ บางครั้งให้ถึงปริญญาตรีด้วยนะครับว่า จิตสำนึกของคนที่มีการศึกษาแล้วนี่ คนที่จะมาอยู่ทางการเมือง การศึกษานั้น มีส่วนช่วยอย่างมีความสําคัญนะครับ ส่วนประเด็นในเรื่องของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ก็คล้าย ๆ กันครับ รายชื่อผู้ถอดถอน ก็เสนอให้ออกกฎหมาย และถอดถอน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ก็คล้าย ๆ กันนะครับ สามสี่จังหวัดคล้าย ๆ กันนะครับ ในเรื่องของ ประเด็นร้อนเช่นกันนะครับ ปัญหาการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนะครับ ที่เห็นด้วยก็มีเหตุผล ก็คือ พุทธศาสนานั้น มีมานานแล้ว และเปึ้นสีขาว เปึนธงชาติไทย หมายถึงศาสนาพุทธนะครับ รัฐธรรมนูญ ของไทยนั้นเปึนลายลักษณ์อักษร ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ แม้จะนับถือ เปึ้นจารีต หรือควรบัญญัติไว้เปึนลายลักษณ์อักษร นี่ก็คือผู้ที่เห็นด้วย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วย นะครับ ก็มีความเห็นว่า หากบัญญัติไว้แล้วนี่อาจจะเกิดความแตกแยกของคนในชาติ นะครับ อันนี้เปึนความเห็นนะครับ ไม่ใช่เปึนความเห็นส่วนตัวของกระผม เปึนความเห็น ของการที่ได้ร่วมสัมมนา และไม่เห็นด้วยก็คือ การนับถือศาสนาพุทธนั้น พุทธศาสนา มีมานานแล้วนะครับ มีความเชื่อมั่นว่า การที่เรานับถือศาสนาพุทธ์ ซึ่งรัฐนั้นก็อุปถัมภ์ ศาสนาพุทธ์ แล้วก็ศาสนาอื่น ๆ อยู่แล้วนะครับ อาจให้เกิดความแตกแยก นี่คือความเห็น ของการที่ได้ไประดมสัมมนามา แต่สุดท้ายนะครับ ก็มีเอกสารยื่นมาอีกว่า ก็ควรที่จะได้ มีการแปรญัตติ เพื่อที่จะได้ฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลายเช่นกันนะครับ เพราะว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนนะครับ มีการรายงานว่า คนไทยนั้น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธนะครับ ต่อไปในเรื่องของ สถาบันทางการเมืองนะครับ ก็มีความเห็นที่หลากหลายเช่นกันนะครับ มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วย ก็คือ ในเรื่องของมาตรา ๖๘ (๒) นะครับ คณะบุคคลที่ หาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ก็มีผู้นำเสนอว่า คณะบุคคลที่ออกมาหาทางออก ในยามวิกฤติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖๘ (๒) นั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เกิดความ ไม่ชัดเจนในการกำหนดภาวะวิกฤติ และยังขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามหลักสากลนะครับ ก็ควรให้ประชาชนนั้นตัดสินตามหลักของระบอบประชาธิปไตย นะครับ แต่ในทางเดียวกันก็มีผู้เห็นด้วยนะครับว่า การที่จะได้ระบุคณะบุคคลนั้น สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เสียงส่วนใหญ่แล้วก็อยากจะให้ตัด มาตรา ๖๘ (๒) นะครับ ซึ่งเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ อยากให้ระบุชัดเจนว่า ภาวะวิกฤตินั้นคือภาวะใดนะครับ แล้วขอให้คณะบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างนั้นนะครับ ในการแก้ไขนั้น อะไรคือวิกฤติแห่งชาติ นะครับ ตรงนี้หลายสิ่งที่รับฟังความคิดเห็นมานะครับ ก็อยากให้ปรับลดออก แต่ประเด็น สำคัญที่มีความเห็นถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ก็คือ การกำหนดคุณธรรม จริยธรรม ทางการเมือง และมาตรการครับ เหตุผลก็เพราะว่า การกำหนดคุณธรรม จริยธรรมของ นักการเมืองนั้นจะช่วยให้ปัญหาการกระทำผิดของนักการเมืองนั้น ก็จะได้เข้ามาดูแล ให้มากขึ้น แล้วก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรกำหนดให้มีการกำหนดมาตรฐานการเข้าสู่ ตำแหน่งทางการเมืองของนักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เช่น การจัดตั้ง สถาบันทางการเมือง เพื่ออบรมนักการเมืองให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของคนที่มีมาตรฐาน เดียวกัน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเปึ้นผู้ดำเนินการประมวลจริยธรรมของนักการเมืองนะครับ อันนี้ก็คือข้อเสนอแนะ ในส่วนของการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาก็มีความเห็นเปึน ๒ ฝ์าย เหมือนกัน แล้วตอนนี้ก็มีเอกสารเช่นกันนะครับ อยากให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เพราะประชาชนนั้นเปึ้นผู้ตัดสินใจ และการตัดสินใจนั้น ประชาชนนั้นจะสามารถตัดสินใจได้โดยตรง แต่ว่ากระบวนการการจัดการนั้น ก็ควรที่จะ ให้มีในเรื่องของความชัดเจนนะครับ ส่วนในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็มีความเห็นว่า ให้ลดลงเหลือร้อยคน ให้มีจังหวัดละ ๑ คนนะครับ นี่ก็อาจจะแตกแยกไปอีกนิดหนึ่ง นะครับ จังหวัดใหญ่ ๆ มี ๒ คน ก็อยากให้มี สว. ทั้งหมด ๗๖ จังหวัด แต่ที่มานั้น ส่วนใหญ่แล้วอยากให้มีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยตรงนะครับ ในเรื่องของ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกันครับ จะมีความคล้าย ๆ กับหลาย ๆ จังหวัด นะครับ ก็คือ เห็นด้วยกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๔๐๐ คนนะครับ แต่ในเรื่องของรวมเขต ในเรื่องของให้ประชาชน ๑ คนนั้น สามารถเลือก สส. ได้ ๓ คน ก็อาจจะมีการแปรญัตติ อาจจะเปึนแบ่งเขตเบอร์เดียว ตรงนี้ก็จะคล้าย ๆ กันครับ มาถึงในเรื่องขององค์กรอิสระ และศาล สิ่งที่ประมวลมาก็เสียงส่วนน้อยให้คงไว้ นะครับ เพื่อว่าศาลนั้นจะได้มีความเปึนกลาง ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ร่างนั้นตามร่าง มีจำนวนควรเพิ่มเปึน ๙ คน โดยมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยตัวแทนของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ตัวแทนขององค์กรเอกชน ตัวแทนขององค์กรตามกฎหมาย ตัวแทนของสถาบันสื่อมวลชน นี่ก็คือ ในเรื่องของการนำเสนอมานะครับ ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยนะครับ มาในเรื่องผลบทบาทหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ก็เห็นด้วย มีข้อเพิ่มเติมดังนี้ ที่เปึนประเด็นที่สำคัญ ก็คือ ให้เพิ่มเติมจำนวนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และขยายผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาไประดับภูมิภาคด้วย ให้มีความมาตรฐาน ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้มีการเสนอแนะมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาเปึ้นผู้จัดทำมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ส่วนที่ ๔ ก็คือ มีการกำหนดหน่วยงานในการตรวจสอบผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา มติที่ประชุม เห็นด้วยครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ขอให้เพิ่มเติมที่ระบุไว้ในข้างต้นนี่นะครับ สำหรับ ในประเด็นในเรื่องของการเพิ่มอํานาจ และลดจํานวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาตินะครับ เห็นด้วยนะครับ แต่ขอให้มีการเพิ่มข้อเสนอแนะที่เปึนประเด็นดังนี้ ครับ ให้ขยายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในระดับภูมิภาคด้วยนะครับ ที่ประชุมนั้นเห็นตามร่างที่รัฐธรรมนูญข้อเพิ่มเติมไว้ในข้างต้นนะครับ ประเด็น ในเรื่องของการคานและดุลอํานาจใบแดง เรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นะครับ เห็นด้วยครับตามร่าง แต่มีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ เมื่อศาลนั้นได้เพิกถอนสิทธิ การเลือกตั้งแล้ว ให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนต้องรับผิดชอบเสียหายนั้น เสียค่าใช้จ่ายในการ เลือกตั้งใหม่นะครับ ผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง ไม่สามารถกลับมารับสมัครใหม่ได้ อันนี้ขอเพิ่มนะครับ ให้ขยายระยะเวลา กับคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในการ จัดการเลือกตั้ง ๓๐ วัน นับตั้งแต่มีการเพิกถอน เพื่อให้มีระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้ง ที่เพียงพอ อันนี้เปึนข้อเสนอแนะนะครับ ส่วนประเด็นสุดท้าย เท่าที่ประมวลได้ หลังจาก ที่หลาย ๆ ท่านนั้นได้ประมวลมาแล้ว ก็คือ ปัญหาการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว กับผลประโยชน์ของรัฐนะครับ เห็นด้วยตามร่าง มาตรา ๒๕๖ ถึง ๒๖๐ เหตุผลก็เพราะว่า เปึนการควบคุมให้อำนาจของนักการเมืองและครอบครัวไม่สามารถที่จะได้แสวงหา ผลประโยชน์ต่อรัฐด้วย อันนี้ก็คือสรุปประเด็นใน ๓ กรอบที่ได้ไปประมวลรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ และยังมีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่เปึนประเด็นสุดท้ายนะครับ ซึ่งในเรื่องของการเงิน และการคลังของรัฐนะครับ เขาเสนอให้บัญญัติในเรื่องของการ จัดเก็บภาษีมรดกในรัฐธรรมนูญนะครับ เหตุผลก็คือ เพื่อเปึนการกระจายความเปึ้นธรรม ในสังคมให้มากขึ้น ลดช่องว่างในสังคม เปึนการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และเพื่อ เก็บภาษีกับผู้มีรายได้มาก นี่ก็คือในเรื่องของประมวลรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในภาคเหนือตอนล่าง กรอบที่ ๒ ซึ่งในรายละเอียดนั้นยังมีอีกมากมายนะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนในครั้งแรกครับ ในบางเรื่องนั้น ที่มีการสัมมนานั้นจะลงลึก ไปในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะลงลึกไปในกฎหมายลูกนะครับ ซึ่งเท่าที่สรุป และประมวลได้ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราร่างกันอยู่นี่นะครับ ที่สมาชิกกรรมาธิการ ยกร่างร่างอยู่นี่ ผลสุดท้ายเขามีคําถามว่า ทําอย่างไร เมื่อรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีการ ลงประชามติในอนาคต ถ้ามีการผ่านประชามติแล้ว มีการเลือกตั้งแล้ว มีการปรับปรุง ปรุงแต่งรัฐธรรมนูญแล้วนี่ รัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลบังคับใช้ได้อย่างไร แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ครับ ยังมีความเห็นอีกหลาย ๆ ทางนะครับ ในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ผมขอสรุปว่า บางเรื่องนั้นที่ได้ประมวลมา เขาบอกว่า ถ้าเราใส่แนวนโยบายของรัฐไป มาก ๆ แล้วนี่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่รัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดนั้นนะครับ อาจจะ ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เปึ้นได้นะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสรุป ๓ กรอบครับ