สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

วีนัส ม่านมุ่งศิลปี รายงานการรับฟังความคิดเห็นรอบสองจากประชาชนในภาคเหนือ โดยนำเสนอประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ สิทธิและเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน สถาบันการเมือง และสิทธิ องค์กรอิสระ และศาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดจริยธรรมและคุณธรรมนักการเมือง การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนงบประมาณกับองค์กรสาธารณะต่าง ๆ

นายวีนัส ม่านมุ่งศิลปี กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม วีนัส ม่านมุ่งศิลปี ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ภาคเหนือนะครับ กระผมจะได้นำเรียนรายงานของการรับฟังความคิดเห็นรอบสองให้กับ สภาร่างแห่งนี้นะครับ กระผมดูแลทั้งสิ้นอยู่ ๔ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง รวมทั้งสิ้น ๑๗ เวที มีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาประมาณสามพันคน นะครับในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น รอบสองนี้ ได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการ ยกร่าง ท่านมานิจ สุขสมจิตร ท่านได้กรุณาเข้าไปร่วมประชุมอภิปรายด้วยในนามของ กรรมาธิการ ก็ขอขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้เปึ้นอย่างสูงนะครับ สำหรับรอบที่ ๒ นี้นะครับ มีอยู่ ๓ ประเด็น คือ ๓ กรอบ คือ กรอบของสิทธิและเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน กรอบเรื่องของสถาบันการเมือง และกรอบที่ ๓ ว่าด้วยสิทธิ แล้วก็องค์กรอิสระ และศาล ที่ประชุมหลาย ๆ เวทีก็มีความเห็นหลากหลาย ประเด็นที่ยกขึ้นมาเปึนพิเศษทั้งสิ้น ประมาณสิบสี่สิบห้าประเด็นนะครับ ซึ่งผมจะได้นำเรียนในภาพรวมทั้ง ๔ จังหวัด เปึ้นสัดส่วน โดยไม่ได้แยกจังหวัดนะครับ บางความเห็นอาจจะไม่ตรงสักเท่าไร แต่ว่า ได้มุ่งเน้นถึงเจตนาในการที่จะแสดงความคิดเห็นนั้นมาเขียนเปึนภาษาคำพูด เพื่อให้ง่าย แก่การเข้าใจนะครับ ขอเริ่มด้วยประเด็นที่ ๑ คณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของ บ้านเมือง อยู่ในส่วนที่ ๑๓ หน้า ๓๘ กับสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้รับความคิดเห็น มากมายนะครับ ส่วนใหญ่เปึนความคิดเห็นที่บอกว่า ยังเปึนที่ครหาในเรื่องของเหตุการณ์ วิกฤติ ซึ่งจะต้องตีความว่า เหตุการณ์ลักษณะไหนเปึ้นเหตุการณ์ที่วิกฤติ และที่ว่าวิกฤติ นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วก็มีอะไรเปึนหลักประกันว่า เหตุที่วิกฤตินั้นจะไม่นำไปสู่ เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบอื่นนะครับ แต่ยังคงไว้ในมาตราที่ ๖๑ วรรคที่ ๒ คือ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านการกระทําใด ๆ ที่เปึนไป ให้ได้มาซึ่งอํานาจอันไม่ใช่วิถีทาง ปฏิบัติในรัฐธรรมนูญ นะครับ แต่พอประชุมได้สักพักหนึ่งนะครับ ท่านมานิจ สุขสมจิตร ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากกรรมาธิการว่า ในมาตราที่ ๖๘ วรรคหนึ่ง เขาให้ตัดคำว่า เหตุการณ์วิกฤติ นั้น ก็ถือว่าเปึ้นเรื่องที่ยุติไป ที่ประชุมก็เห็นสมควร แล้วก็ไม่มีความเห็น เพิ่มเติมนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับการกำหนดจริยธรรม คุณธรรมนักการเมือง แล้วก็ ผู้อยู่ในตําแหน่งระดับสูงของรัฐ มีการอภิปรายหลายอย่างนะครับ โดยเฉพาะกรอบของ จริยธรรม ที่ประชุมเห็นด้วยครับ ในสัดส่วนทั้งสิ้นประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ และขอเพิ่ม คำว่า ข้าราชการระดับสูง รวมถึงคนของรัฐ รวมถึงคณะบุคคล บุคคลที่องค์กรของรัฐ ได้้แต่งตั้งขึ้้นด้วย ทั้งนี้นะครับ มาตรา ๒๗๐ ซึ่งได้กําหนดกรอบไว้ชัดเจนนะครับ เรื่องของการตรวจสอบนั้น ให้เปึนหน้าที่ขององค์กรอิสระ และการเมืองภาคประชาชนนะครับ ในเรื่องของสิทธิ และเสรีภาพการมีส่วนร่วมนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับสถาบันการเมือง ว่าด้วยเรื่องที่มาของ สว. นะครับ ที่มาของวุฒิสภานะครับ ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่า จํานวนวุฒิสมาชิก ๑๖๐ คนนั้น เปึ้นจำนวนที่เหมาะสมแล้วนะครับ ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็คือ ในส่วนของการ ดํารงตําแหน่งและการถอดถอนนะครับ ว่าที่มานั้น ควรจะมาจากการสรรหานะครับ ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าเห็นด้วยในส่วนที่มา คือ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นะครับ แล้วก็อํานาจหน้าที่ของวุฒิสภานะครับ ตามมาตราที่ได้กําหนดของคุณสมบัติ ทางการเมืองแล้วนี่ น่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เพราะว่าในการตรวจสอบของ คณะฝ์ายบริหารนั้น ฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติมาจากประชาชน ดังนั้น การตรวจสอบ การถอดถอนต่าง ๆ การควบคุมจริยธรรม คุณธรรมต่าง ๆ ก็ย่อมที่จะมาจากประชาชน ด้วยเช่นกันนะครับ ด้วยสัดส่วนที่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนะครับ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการดํารงตําแหน่ง เมื่อครบกําหนด ๓ ป้ จะให้จับสลากออกครึ่งหนึ่ง นะครับ ที่ประชุมก็บอกว่า เท่ากับไปโยนภาระงานที่เหลือให้กับสมาชิกวุฒิสภานะครับ ที่เหลือในครึ่งหนึ่งของ ๓ ป้ที่หลังนะครับ ซึ่งบางภารกิจอาจจะไปเกี่ยวโยงถึงการ ตรวจสอบนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตนะครับ อาจจะงวดขึ้นนะครับ ดังนั้น จึงควรดํารงไว้ในจํานวนเท่าเดิม

ประเด็นที่ ๔ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในการลด เห็นด้วยนะครับ ๔๐๐ คน ๓๒๐ มาจากเขตจังหวัด แล้วก็ ๘๐ มาจากระบบ สัดส่วนนะครับ ก็เปึ้นที่งงงวยกันนะครับ ชัดเจนนะครับว่า ในระบบสัดส่วนนั้นมีหลักคิด อย่างไรนะครับ ผมก็ได้อภิปรายไปบางส่วน อธิบายในส่วนที่ ๘๐ นั้น ผมก็อธิบายว่า ไม่รู้จะถูกหรือเปล่านะครับ เพราะว่า บอกว่า ๘๐ มาจากของพรรคก็คล้าย ๆ กับระบบ ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากคะแนนเสียงทั้งหมดนั้น เปึ้นคะแนนเสียงที่มีค่าในระบบการเมืองเมื่อก่อนนั้น ระบบแพ้นี่จะเปึ้นศูนย์หมด แต่ระบบสัดส่วนจะใช้ระบบของการทุกคะแนนเสียงมีค่า ไม่เปึนศูนย์นะครับ ส่วนการแบ่งแยกตามโควตา (Quota) ภาคก็ต้องมาดูสัดส่วนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ว่าส่วนที่ แพ้นั้นเปึ้นสัดส่วนเท่าไร แล้วพรรคแต่ละพรรคที่มีคะแนนเสียงในสัดส่วนนั้น ควรจะได้ สส. ในระบบสัดส่วนอีกเท่าไร อันนี้ไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือเปล่านะครับ แต่ว่า ที่ประชุมยังไม่มีมติลงว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรนะครับ แต่ว่าขอทราบเหตุผล และวิธีการคิดของกรรมาธิการก่อนว่า ชัดเจน มีเหตุผล แล้วก็มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เปึ้นธรรมสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรคหรือไม่นะครับ

ประเด็นต่อไปครับ เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน และ สิทธิชุมชนนะครับ อยู่ในส่วนที่ ๗ มาตราที่ ๖๕ ๖๖ ๘๓ และ ๘๔ นะครับ ที่ประชุม เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายเรื่องของที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ในสัดส่วน ๗๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ขอเพิ่มเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการประกันผลผลิต ทางการเกษตร โดยเกษตรกรเปึนผู้บริหารจัดการทั้งหมดนะครับ อันนี้ก็เปึนเสียงเรียกจาก กลุ่มเกษตรกรนะครับ ซึ่งเปึนอาชีพหลักของประเทศนะครับ เพื่อเข้าไปดูแล คุ้มครองเรื่อง ผลิตผลการเกษตร ให้รักษาเสถียรภาพร้าคาผลผลิตการเกษตรให้อยู่ในราคา ที่เหมาะสมนะครับ ในมาตราที่ ๔๘ ครับ สิทธิในการศึกษา ที่ประชุมเห็นด้วย ๖๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในมาตรา ๔๘ วรรคสอง ความว่านะครับ ผู้ยากไร้ หรือผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก สมควรที่จะได้รับการสนับสนุน จากรัฐ เพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น โดยที่ประชุมเห็นว่า ควรตัดคำว่า โดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ออก และให้ไปใช้คำว่า ตามลักษณะความพิการ โดยให้ความสำคัญเปึ้นพิเศษ และสนับสนุนเปึนการเฉพาะ อันนี้ของกลุ่มคนพิการนะครับ ก็ให้เหตุผลว่า ลักษณะความพิการนั้นมีความแตกต่างกัน ลักษณะการช่วยเหลือก็ต้อง แตกต่างกันด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมาครับ เรื่องของการเวนคืนที่ดินนะครับ ให้ตัดคำว่า การเรียกคืนกำหนดค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกนะครับ เนื่องจากว่า การเวนคืนที่ดินของฝ์ายเอกชนนั้นนะครับ เอกชนผู้ถูกเวนคืนที่ดินนั้น สูญเสีย สิทธิประโยชน์ในที่ดินนั้นไปแล้วนะครับ ถ้าภายหลังฝ์ายรัฐจะเปึ้นผู้คืนที่ดินให้กับ ผู้ถูกเว้นคืนนั้นก็ไม่มีเหตุอันควรที่จะเรียกคืนในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว เบื้องต้นนะครับ ซึ่งจะเปึนเรื่องที่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของคนส่วนใหญ่นะครับ

ประเด็นต่อไปครับ การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นะครับ ไม่เห็นด้วย ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ในมาตราที่ ๒๗๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมี สภาท้องถิ่น และมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มาจาก ที่ประชุมของสภาท้องถิ่น ข้อนี้ไม่เห็นด้วยนะครับ สิ่งที่เห็นด้วย ก็คือ จะต้องมาจากการ เลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดนะครับ ปัญหาก็เกรงว่า จะเกิดเรื่องของการซื้อขาย ตำแหน่งในองค์กรนั้น ๆ นะครับ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารระบบราชการโดยรวมนะครับ

มาตราต่อไป คือ ๒๘๑ นะครับ ส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจในการดำเนินการบริหารตามที่กฎหมายบัญญัติ นะครับ มีกฎหมาย มีข้อบัญญัติหลายประการที่ขัดกันเองนะครับ ยกตัวอย่างเช่น นโยบายเรื่องของการเจาะน้ำบาดาล เพื่อน้ำมาแก้ไขปัญหาภัยแล้งในท้องถิ่นนะครับ แต่ไปขัดกับกฎหมายของสิ่งแวดล้อมครับ ท่านสมาชิกครับ และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก็ไปขัดกับมาตราที่ ๖๖ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยนะครับ โดยมีข้อยกเว้นว่า แล้วแต่ว่า จะได้ศึกษาผลกระทบจากประชาชนส่วนใหญ่เสียก่อน อันนี้เปึนปลายเป่ดไว้หน่อยว่า การศึกษาใดก็ตาม หรือการกระทำใดก็ตามของรัฐนั้น ควรจะมีการศึกษาถึงผลกระทบต่อ ประชาชนในท้องถิ่นเสียก่อนนะครับ อันนี้ก็ที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการนี้นะครับ ในส่วนขององค์กรส่วนท้องถิ่นนั้น ถึงแม้จะมีการกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย แต่ไม่มีผล อันใดหากผู้บริหารไม่รับผิดชอบ คือ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ตามมาตรา ๒๗๐ แต่อย่างไรก็ตามที่ประชุมก็ยั่งยืนยันเรื่องของกรอบคุณธรรม จริยธรรมไว้เสมอ ในมาตรา ๒๗๐ ว่า ต้องมีความเข้มแข็งในการตรวจสอบครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๗ เกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ มาตราที่ ๘๓ (๙) และ (๑๐) นะครับ ว่าด้วยเรื่องรัฐจะต้องรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและ การตลาดส่งเสริมสินค้า อย่างที่ผมได้นำเรียนไปตอนต้นนะครับว่า เกษตรกร มีความประสงค์ที่จะร่วมกลุ่มกันเองนะครับ เพื่อสร้างศักยภาพของผลผลิตทาง การเกษตรให้เปึ้นรูปธรรมนะครับ เนื่องจากการเข้าชื่อ เสนอรายชื่อเสนอกฎหมาย ในป้ ๒๕๔๐ นั้น ไม่เปึ้นผล เนื่องจากไม่ครบจำนวนชื่อนะครับ ทีนี้มันจะง่ายขึ้น อย่างที่ ผมกราบเรียนว่า ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้สร้างความมุ่งหวังในเรื่องของการจัดตั้งกลุ่มองค์กร การเกษตรนะครับ ซึ่งเปึนองค์กรเกษตรกรโดยตรงนะครับ ไม่ใช่เกษตรอย่างเดียว ถ้าเกษตรอย่างเดียว มันก็จะไปอยู่ในกลุ่มของนายทุนใหญ่ ซึ่งประกอบกิจการทางด้าน การเกษตรนะครับ ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของเกษตรกรที่จะมีความประสงค์ที่อยากจะตั้ง องค์กรนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๘ ครับ คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระนะครับ ประเด็นนี้ อภิปรายกันค่อนข้างไม่มาก เนื่องจากก็ยังไม่เข้าใจว่า องค์กรอิสระนั้นจะไปทําหน้าที่อะไร แล้วก็ปัญหาส่วนใหญ่ที่ไปรับฟังนั้น เราเอาเอกสารที่ไปให้ในที่ประชุม ก็เอาไปให้วันที่เขา ลงทะเบียนก่อนเข้ามานะครับ สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากก็คือ ทำไมไม่ให้ ไปก่อน การจะต้องศึกษาตั้งสองร้อยกว่าหน้า จะใช้เวลาแค่วันนี้วันเดียวมันไม่พอ แต่ผมก็นำเรียนไปว่า กระผมก็เพิ่งได้มาเหมือนกัน วันที่ ๒๖ ผมก็ยังดูไม่ทั่วท่าน เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต่างคนต่างดู แล้วช่วยกันก็แล้วกันนะครับ ที่ประชุมก็บอกว่า ก็เอาเท่าที่ศึกษาได้ ส่วนการจะต้องติดตาม หรือแก้ไขในมาตราอะไร ก็ตามนี่ มันยังมีการยื่นญัตติอยู่นะครับ แล้วก็มีเว็บไซต์ (Web site) มี ตู้ ปณ. ให้แสดง ความคิดเห็น แล้วก็ความคิดเห็นเหล่านั้นจะได้รับการดูแลจากคณะกรรมาธิการยกร่าง ด้วยนะครับ เพื่อประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่รับฟังความคิดเห็น มาแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๙ การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๒๐,๐๐๐ ชื่อ นะครับ ที่ประชุมเห็นด้วย เพราะว่าทําได้ง่าย แล้วก็การเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรจะมีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเงื่อนเวลาให้ชัดเจน เพราะว่าเท่าที่ ผ่านมามีปัญหาเรื่องเงื่อนเวลานะครับ ฝ์ายนิติบัญญัติเอาไปยัดในลิ้นชัก กั๊กเวลานะครับ ทำให้ข้อกฎหมายบางอย่างนั้นไม่ได้รับการพิจารณาตามเวลาที่เหมาะสมนะครับ ส่วนว่าการเข้าชื่อนั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญครับ ท่านประธานครับ ที่ประชุมบอกว่า ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ประเด็น และความเร่งด่วนของลักษณะการเสนอกฎหมายมากกว่า ดังนั้น ทางผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ควรจะศึกษาได้ ๒ อย่าง คือ การเข้าชื่อ แล้วก็ ประเด็นของการเสนอข้อกฎหมายลักษณะนั้นว่า กระทบต่อคนส่วนใหญ่ภายในประเทศ หรือไม่ อย่างไรนะครับ บทบาทใหม่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มาตรา ๒๓๕ ครับ เห็นด้วยในสัดส่วน ๗๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ เนื่องจากเปึนการตรวจสอบกรณีใด ๆ ที่ทําความเสียหายให้แก่รัฐ นะครับ รวมถึงการตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชน ปัองกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ชอบ ส่อพฤติกรรมทุจริต และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ในมาตราที่ ๒๓๘ (๑) และ (๒) ว่า ควรจะเพิ่มกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน ในการยื่นเสนอ ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง โดยให้ขยายคำว่า โดยไม่ชักช้า ครับ ท่านประธาน ครับ

ต่อไปครับ ประเด็นที่ ๑๑ ครับ การเพิ่มอำนาจ และการลดจำนวน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ ไม่เห็นด้วยในสัดส่วน ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการลดจำนวนคณะกรรมการสิทธินั้น เท่ากับว่าเปึนการเพิ่มภาระงานที่มากขึ้น ในขณะที่คนน้อยลงกว่าเดิม จะกระทบต่อการตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ โดยรวม และเห็นด้วยในมาตราที่ ๒๔๘ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจะทำให้กระบวนการ ในการนำข้อร้องเรียนจากประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลได้เร็วขึ้น คณะกรรมการสิทธิสามารถดำเนินการในชั้นศาลแทนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย จากการละเมิดจากรัฐได้ครับ

ประเด็นที่ ๑๒ ครับ เกี่ยวกับการคานและดุลอํานาจใบแดง ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตราที่ ๒๒๖ นะครับ ที่ประชุมเห็นว่า การให้ใบเหลือง ใบแดงแก่ผู้สมัครการเลือกตั้งใดๆ ก็ตามนะครับ ย่อมตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน การสืบสวน สอบสวนที่เปึนธรรม เปึนไปโดยเป่ีดเผยนะครับ แต่กรณีผู้เลือกตั้งที่มีคะแนน ใกล้เคียงกันนะครับ การวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีผลกระทบต่อ ทั้ง ๒ กลุ่มนะครับ ดังนั้น จึงจำเปึ้นจะต้องมีการตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งทางหนึ่งด้วยครับท่านประธาน โดยใช้มาตรา ๒๗๐ มีผลบังคับใช้กับ กกต. ด้วยนะครับ อันนี้เปึนข้อเสนอของที่ประชุม ๕๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ

ประเด็นที่ ๑๓ เกี่ยวกับการปรับอำนาจของอัยการ ตุลาการ ให้เปึ้นอิสระ มากขึ้น มาตรา ๒๔๖ นะครับ เห็นด้วย ๖๖ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ต้องเปึ้นองค์กรอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอเพิ่มกรอบของคุณธรรม จริยธรรม เปึนการเฉพาะ เนื่องจากวินัย และลักษณะต้องห้ามของผู้พิพากษา ตุลาการ ยังไม่เพียงพอที่จะเปึ้นบรรทัดฐานสำหรับเปึ้นแบบอย่างที่ดีขององค์กรตุลาการได้ครับ แผ่นสุดท้ายแล้วครับ ท่านประธานครับ มีอีกประมาณ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นปัญหา การกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ ของรัฐ มาตรา ๒๕๖ ถึง มาตรา ๒๖๐ นะครับ ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ๘๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะเปึนการสกัดกั้นการใช้อํานาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ และการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงข้าราชการประจำ เปึนบทบาทของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองแนวใหม่ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ นะครับ

ประเด็นเกี่ยวกับการบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ อันนี้ผมไม่ได้นําเรียนถึงวิธีการคิด หรือว่าหลักคิดอะไรก็ตามนะครับ ก็ให้ที่ประชุม เปึ้นคนยกมือและเสนอนะครับ ที่ประชุมนะครับ ไม่เห็นด้วย ๘๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในการบัญญัติพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาตินะครับ เพราะว่าพลเมือง ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว การนับถือศาสนาเปึนศรัทธาของแต่ละบุคคล ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเปึนคนดีนะครับ ความแตกต่างทางด้านศาสนาจึงไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม ที่ประชุมจึงเห็นว่า ไม่เปึนการสมควรครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นอื่น ๆ นะครับ ที่ประชุมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการ ให้ความสำคัญกับองค์กร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน โดยขอ ให้มีสถานะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะครับ มีงบประมาณในการบริหารจัดการ ชัดเจนนะครับ กำหนดค่าตอบแทน สวัสดิการที่เหมาะสมนะครับ ให้อยู่ในสถานภาพ เช่นเดียวกับข้าราชการประจำของรัฐด้วย และขอให้รัฐสนับสนุนงบประมาณกับองค์กร สาธารณะต่าง ๆ เช่น มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศลที่มิได้มุ่งหวังแสวงหาผลกำไรครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เท่าที่สดับรับฟังมานี้นะครับ ทุกหมวด ทุกมาตรา ถ้าพิเคราะห์ให้ดีแล้วนะครับ เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรมทั้งสิ้น นะครับ แปลความหมายได้ว่า แนวทางการปฏิบัติของการเมืองยุคใหม่นั้นนะครับ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะสรรหาคนดีเข้าไปในสภา เพื่อบริหารชาติบ้านเมืองนะครับ เปึ้นแบบอย่างการพัฒนาที่ดีของการเมืองไทยในอนาคตนะครับ เปึนการเมืองของ ประชาชน อย่างที่ประชาชนมุ่งหวังครับท่านประธาน เปึนรัฐธรรมนูญที่เรารอคอยเพื่อให้ เกิดการเลือกตั้งโดยทั่วไปนะครับ สําหรับการรายงานของกรอบ ๔ จังหวัดที่ผมดูแล ก็จบไปด้วยดีครับ แล้วก็ในส่วนของรอบที่ ๒ ที่ ๓ นั้นนะครับ ทางที่มเลขาจะได้จัดทำ รายงานเสนอต่อสภาอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ