สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนภาคกลาง โดยการจัดเวทีประชุมสภาผ่าน 11 จังหวัด และเสนอการจัดเวทีของจังหวัดในภาคกลาง โดยจังหวัดสิงห์บุรี จัดเวที 5 ครั้ง ลพบุรี 3 ครั้ง นครนายก 4 ครั้ง สระบุรี 4 ครั้ง ปราจีนบุรี 15 ครั้ง และสระแก้ว 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น การเพิ่มจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในแต่ละเขต การแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง ขอกราบเรียนรายงานการปฏิบัติหน้าที่การรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ภาคกลาง ในรอบที่ ๒ ดังต่อไปนี้ครับ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง ประกอบไปด้วย กรรมาธิการรวมทั้งสิ้น ๑๖ ท่าน มีกระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธานกรรมาธิการ มี นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง เปึนรองประธาน คนที่หนึ่ง มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ เปึนรองประธาน คนที่สอง นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล เปึนโฆษกกรรมาธิการ นายสมเกียรติ รอดเจริญ เปึ้นผู้ช่วยโฆษก นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นายชวลิต หมื่นนุช นายโชคชัย อักษรนันท์ นายปกรณ์ ปรียากร นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล นายโอกาส เตพละกุล นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ นางสาวอลิสา พันธุ์ศักดิ์ เปึนกรรมาธิการ และมี นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนเลขานุการ คณะกรรมาธิการภาคกลางได้จัดให้มี การประชุมของกรรมาธิการสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ในทุกวันอังคาร เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา และได้มีการแบ่งพื้นที่เขตจังหวัด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น ๒๕ จังหวัด กับกรุงเทพมหานคร ออกเปึน ๕ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีกรรมาธิการ รับผิดชอบ ๓ ท่าน คือนายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล กลุ่มที่ ๒ ประกอบไปด้วย จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีกรรมาธิการรับผิดชอบ ๓ ท่าน คือ นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ กลุ่มที่ ๓ ประกอบไปด้วย จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้ว มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ กลุ่มที่ ๔ ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีนายสมเกียรติ รอดเจริญ นายโอกาส เตพละกุล และ นางสาวอลิสา พันธุ์ศักดิ์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ กลุ่มที่ ๕ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีกระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายปกรณ์ ปรียากร นายชวลิต หมื่นนุช นายโชคชัย อักษรนันท์ และนายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึนกรรมาธิการผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ กรรมาธิการภาคกลางได้มีมติให้แต่งตั้งอนุกรรมาธิการขึ้น จำนวน ๓ คณะ ประกอบ ไปด้วย อนุกรรมาธิการฝ์ายประชาสัมพันธ์ มีนายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ เปึนประธาน อนุกรรมาธิการฝ์ายวิชาการ มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธานอนุกรรมาธิการ ฝ์ายกฎหมาย มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เปึนประธาน หลังจากที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๐ กรรมาธิการภาคกลางได้มีมติจัดให้มีการสัมมนาเพื่ออบรมให้ความรู้แก่กรรมาธิการ วิสามัญประจําจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคกลาง และวิทยากร กระบวนการของจังหวัดต่าง ๆ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ หรือร่างฉบับรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ตลอดจนวิทยากร กระบวนการ สามารถ นำความรู้ความเข้าใจที่ได้ไปเผยแพร่ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตจังหวัดภาคกลาง ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ และ เสนอต่อกรรมาธิการยกร่าง การจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ แก่กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ในเขตพื้นที่ภาคกลางได้จัดขึ้นทั้งหมด ๖ ครั้ง ครั้งที่ ๑ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๑ อันประกอบไปด้วยจังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๓ อันประกอบไปด้วยจังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๓ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๔ ประกอบด้วยจังหวัดตราด จันทบุรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พร้อมกับกลุ่มจังหวัดที่ ๒ อันประกอบด้วยจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ครั้งที่ ๕ จัดให้แก่กลุ่มจังหวัดที่ ๔ อันประกอบด้วย จังหวัด สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐ พร้อมกับ กลุ่มจังหวัดที่ ๔ อันประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี และระยอง หลังจากที่ได้จัดสัมมนา ให้ความรู้กับกรรมาธิการประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคกลางเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดทั้ง ๒๕ จังหวัดกับกรุงเทพมหานคร ได้จัดทำ แผนปฏิบัติการในการจัดเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ทั้งในเขต กรุงเทพมหานคร และ ๒๕ จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งสิ้น ๒๔๑ เวที ดังต่อไปนี้

กลุ่มจังหวัดที่ ๑ จังหวัดกาญจนบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ เวที เริ่มตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดนครปฐม จัดทั้งสิ้น ๗ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดราชบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๐ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดสมุทรสาคร จัดทั้งสิ้น ๙ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๙ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดเพชรบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม

กลุ่มจังหวัดที่ ๒ จังหวัดชัยนาท จัดทั้งสิ้น ๙ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดปทุมธานี จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดอยุธยา จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม จังหวัดสุพรรณบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๑ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม จังหวัดนนทบุรี จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดอ่างทอง จัดทั้งสิ้น ๖๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดอ่างทองจะเปึนจังหวัดที่จัดเวทีมากที่สุด ในเขตพื้นที่ภาคกลาง โดยกรรมาธิการวิสามัญจังหวัดอ่างทองจัดลงพื้นที่ทุกอำเภอ ให้ครบทุกตำบลในแต่ละอำเภอ ก็จะมีจำนวนเวทีมากที่สุดครับ

ต่อไปจะเปึนการจัดเวทีของจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเปึนจังหวัดในกลุ่มที่ ๓ ของ ภาคกลาง สิงห์บุรี จัดทั้งหมด ๕ เวที ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ลพบุรี จัดทั้งสิ้น ๓ เวที เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดนครนายก จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึง ๑๕ พฤษภาคม จังหวัดสระบุรี จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ ถึง ๑๗ พฤษภาคม จังหวัดปราจีนบุรี จัดทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดสระแก้ว จัดทั้งสิ้น ๕ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๕ พฤษภาคม

จังหวัดในกลุ่มที่ ๔ จังหวัดสมุทรปราการ จัดทั้งสิ้น ๗ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๙ พฤษภาคม จังหวัดจันทบุรี จัดทั้งสิ้น ๔ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒๗ เมษายน ถึง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม จังหวัดชลบุรี จัดทั้งสิ้น ๓ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดระยอง จัดทั้งสิ้น ๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดทั้งสิ้น ๖ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม จังหวัดตราด จัดทั้งสิ้น ๑๘ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ส่วนในกรุงเทพมหานคร จัดทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ถึง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม จากรายงานข้อมูลที่ได้ จากการลงพื้นที่ในการจัดเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้เสนอ รายงานต่อสภาแห่งนี้ สิ้นสุด ณ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม สามารถประมวลประเด็นต่าง ๆ ซึ่ง เปึ้นประเด็นที่สำคัญได้ทั้งหมด ๕ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับการควร บรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติหรือไม่ สำหรับประเด็นนี้ยังมีความเห็นแตกต่าง กันในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด แต่เมื่อคำนวณสัดส่วนเฉลี่ยแล้ว จะมีสัดส่วนที่ไม่เห็นด้วย มากกว่าสัดส่วนที่เห็นด้วยอยู่เล็กน้อย ดังเหตุผลที่ใกล้เคียงกับทางภาคเหนือที่ได้นำเสนอ ต่อที่ประชุมไปสักครู่นี้ ก็คือ เหตุผลที่เห็นด้วยในการให้สนับสนุนศาสนาพุทธ์ให้เปึน ศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อความมั่นคงของศาสนา ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นเปึนศาสนาประจําชาติอยู่แล้ว แม้จะไม่เคยปรากฏว่าไม่ได้มีการ บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ตาม ก็ยังคงเปึนศาสนาประจำชาติของประเทศไทยมาตลอด รายละเอียดของเหตุผลที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ทางภาคกลางจะได้สรุปเมื่อการจัดเวที ได้ครบถ้วน ตามรายละเอียดที่ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้ว ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็น เกี่ยวกับองค์กรแก้วิกฤติ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ในประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เท่าที่ได้รับฟัง มาจนถึงขณะนี้ยังมีสัดส่วนของการไม่เห็นด้วยมากกว่า โดยให้เหตุผลว่า จากบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ใดจะเปึนผู้วินิจฉัยหรือเปึ้น ผู้ตีความว่า กรณีใดจะถือว่า เปึนวิกฤติของชาติ กรณีใดจะถือว่า เปึนสถานการณ์คับขัน กรณีใดจะถือว่า เปึ้นเหตุการณ์จำเปึนอย่างยิ่ง อันจะเข้าสู่เงื่อนไขของการจัดให้ มีการประชุมผู้นำ ๑๑ องค์กร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง อีกทั้งบทบัญญัติของมาตรา ๖๘ วรรคสอง ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอในรายละเอียด ของการปฏิบัติ อาทิเช่น ผู้ใดจะเปึนผู้จัดให้มีการประชุม อาทิเช่น จำนวนเท่าใดจึงจะ ถือว่าเปึนการครบองค์ประชุม ตลอดจนไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้ หรือการ บังคับเพื่อให้เปึนไปตามมติของที่ประชุม ๑๑ องค์กรในการแก้ไขวิกฤติ หรือการแก้ไข สถานการณ์คับขัน หรือการแก้ไขเหตุการณ์จำเปึน ประเด็นต่อไปได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นนี้ข้อมูลที่ได้จาก พี่น้องประชาชนยังมีความเห็นว่า การแก้ไขเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น รวมทั้งการเพิ่มจำนวน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในแต่ละเขตให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนั้น ยังไม่แน่ว่าจะเปึ้น การแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการซื้อสิทธิ ขายเสียงได้ โดยเห็นว่ายังเปึนปัญหาที่ อาจจะเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ทำให้นักการเมืองที่มี ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าเปึนฝ์ายเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ประเด็นต่อไปก็ได้แก่ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือ สว. เท่าที่รับฟังมายังมีเสียงคัดค้าน ในเรื่องของที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ตามร่างที่บัญญัติให้มาโดยการสรรหา ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ต้องการ ให้มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้นำเสนอความเห็นว่าหากประสงค์จะแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเปึ้นจุดอ่อนของวุฒิสภาที่ผ่านมา ก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ การที่ไม่สามารถ ทำหน้าที่เปึนกลไกในการถ่วงดุลการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ก็ควรที่จะใช้วิธีการผสมผสานกันระหว่างการสรรหากับการเลือกตั้ง กล่าวคือ อาจจะใช้ วิธีการสรรหาให้ได้จํานวนมากกว่าจํานวนที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วให้ ประชาชนเปึ้นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรณีหนึ่ง หรืออาจจะใช้วิธีการสรรหาครึ่งหนึ่งกับ การเลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง รวมตลอดทั้งมีประเด็นที่นำเสนอให้มีการพิจารณา นั่นก็คือ อํานาจหน้าที่ของ สว. หรือวุฒิสมาชิก อาจจะให้มาจากการสรรหา ไม่ควรมีบทบัญญัติให้ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับวุฒิสมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้ง ประเด็นสำคัญ ประเด็นสุดท้ายที่มีการนำเสนอกันมากในเวทีของพื้นที่ ภาคกลาง ก็คือ บทบัญญัติของมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ คือ มาตรา ๒๙๙ ที่เปึ้นบทบัญญัติให้มีการนิรโทษกรรมกับการกระทำที่ได้เกิดขึ้นก่อนบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ โดยให้ถือเปึนการกระทํา ยังคงเปึนการกระทําที่ชอบด้วย กฎหมายอยู่ แนวคิดของฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น ได้นำเสนอเหตุผลไปในทางหลักวิชาการว่า ในเมื่อบทบัญญัติที่ประสงค์ให้มีการนิรโทษกรรมนั้นได้มีการบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว คือ ฉบับ ๒๕๔๙ แล้ว ไม่มีเหตุผลจำเปึ้นใดที่จะต้องน้ำมาบัญญัติซ้ำอีก ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร รวมตลอดทั้งไม่เคยมีบทบัญญัติในเรื่องของนิรโทษกรรมพูดอยู่ ในระดับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ หากจำเปึ้นที่จะต้อง ยังคงมี เพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ก็น่าที่จะไปตราเปึนกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติ มากกว่า ทั้งหมดคือสี่ห้าประเด็นในการที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นในส่วนของ ภาคกลางได้รวบรวมมาจากการเป่ดเวทีในการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ภาคกลาง กระผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ได้รับทราบว่า ในการจัดทำเวที เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนของพื้นที่ในจังหวัดภาคต่าง ๆ นั้น เราได้กำหนดรูปแบบในการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไว้เปึน ๒ ขั้นตอน กล่าวคือ ในการจัดเวทีในแต่ละครั้ง นั้น จะมีการนำเสนอข้อมูลสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญต่อพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจเสียก่อนว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับรับฟังความคิดเห็นนั้น ประกอบไปด้วยสาระสำคัญใดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาระสําคัญที่ถือว่าเปึนความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ทั้งนี้ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้ทำความเข้าใจเสียก่อน หลังจากนั้น ก็จะเปึ้นช่วงที่ ๒ ของแต่ละเวที นั่นคือช่วงของการนำเสนอประเด็นให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งกรอบประเด็นที่ กรรมาธิการพื้นที่ภาคกลางได้กำหนดไว้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นนั้น จะประกอบไปด้วยทั้งหมด ๒๒ ประเด็น ได้แก่ ประเด็นในเรื่องของ จำนวนประชาชน ๑ แสนคน ที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ กำหนดให้มีสิทธิเข้าชื่อ เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ประเด็นที่ประชาชนซึ่งถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ มีสิทธิฟัอง ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง หากไม่สามารถดำเนินการผ่านวิธีการอื่นได้ ตามมาตรา ๒๐๘ ประเด็นเรื่องการให้สิทธิประชาชนมีสิทธิติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๖๑ ประเด็นเรื่องการทําสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ หากการทําสนธิสัญญานั้นมีผลกระทบต่อประชาชน รัฐต้องจัดให้มีข้อมูล และ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนก่อน ตามมาตรา ๑๘๖ วรรคสาม ประเด็นเรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำรายงานต่อประชาชน ในท้องถิ่นของตัวเอง ในเรื่องของการจัดทำงบประมาณ ในเรื่องของการใช้จ่าย งบประมาณ ตลอดจนในเรื่องผลการดําเนินงาน ตามมาตรา ๒๗๘ วรรคสาม ประเด็น เรื่องของการให้สิทธิประชากรในท้องถิ่นที่จะเข้าชื่อขอถอดถอนนักการเมืองในท้องถิ่น และขอให้ท้องถิ่นออกกฎหมายในระดับท้องถิ่นได้เอง ประเด็นเรื่องของการที่รัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มเติมบทบัญญัติ ในหมวด ๘ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ประเด็นเรื่องของการลดจํานวน สว. เหลือ ๑๖๐ คน และกําหนดที่มาของ สว. มาจากการ สรรหา ตามมาตรา ๑๐๖ และ ๑๐๘ ประเด็นในเรื่องของการกำหนดให้ สส. มีจำนวน ลดลงเหลือ ๔๐๐ คน โดยแบ่งประเภท สส. เปึน สส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง จำนวน ๓๒๐ คน และมาจากระบบสัดส่วน ๘๐ คน ประเด็นเรื่องของการกำหนดให้มีประมวลจริยธรรมของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในมาตรา ๒๗๐ และมาตรา ๒๗๑ ประเด็นเรื่องของการกำหนดให้การแสดงบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากจะต้องแสดงทรัพย์สินซึ่ง อยู่ในส่วนของตนเอง ของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแล้ว ยังขยายไปถึง ทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองหรือการดูแลของบุคคลอื่น ตามมาตรา ๒๕๐ ประเด็น เรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะต้องเป่ดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประเด็นเรื่องของการพ้นตําแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ ก็จะต้องพื้นตำแหน่ง ตามบทบัญญัติของ มาตรา ๑๑๙ ประเด็นเรื่องการที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้อง พ้นตำแหน่ง เมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดียังไม่ถึงที่สุด หรือมีการร้อลงอาญา ตามมาตรา ๑๗๘ (๔) ประเด็นเรื่องคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระ ตามบทบัญญัติของ มาตรา ๒๒๖ ประเด็นเรื่องของการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมืองเปึนผู้พิจารณาคดีที่นักการเมืองไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือยื่น บัญชีทรัพย์สินเปึ้นเท็จ ตามมาตรา ๒๕๔ ประเด็นเรื่องของการให้องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ สามารถขอแปรญัตติในงบประมาณของตนเองเพิ่มเติมได้ ตามมาตรา ๑๖๔ ประเด็นเรื่องของการให้อัยการแยกออกมาเปึนองค์กรอิสระ ตามมาตรา ๒๔๖ ประเด็น เรื่องของการให้สิทธิยื่นอุทธรณ์คําวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งต่อศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา ตามมาตรา ๒๓๓ ทั้งหมดคือประเด็นที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการ มีส่วนร่วมของประชาชนในเขตพื้นที่ภาคกลาง ใช้เปึนประเด็นในการนำเสนอ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็น นอกเหนือจากนี้แล้ว ในตอนท้ายของการจัดเวที แต่ละครั้ง ยังเป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม สำหรับประเด็น ที่นอกเหนือจากประเด็นที่เราได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งรายละเอียดของข้อมูลความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการรวบรวมจากทุกเวที ใน ๒๕ จังหวัดของพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร กระผมจะขออนุญาตให้ท่านสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล และท่านวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เปึ้นผู้นําเสนอในรายละเอียดต่อไปเปึนลำดับ กราบเรียนท่านประธาน