รัฐ ชูกลิ่น รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตภาคอีสาน และนำเสนอความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการหารือเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐ ชูกลิ่น เห็นด้วยว่าการกระจายอำนาจจะทำให้ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการงบประมาณและพัฒนาเองได้มากขึ้น แต่ก็กลัวว่าการกระจายอำนาจอาจทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นและความวุ่นวาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและประชาธิปไตย โดยเสนอแนะให้ส่งเสริมการศึกษาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาตรี และตั้งมาตรฐานการศึกษากลางให้เท่ากันทั่วประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม รัฐ ชูกลิ่น ขออนุญาตรายงานความคืบหน้า ของกรรมาธิการภาคอีสานนะครับ ในรายมาตรา รอบที่ ๒ ดังนี้ครับ ประเด็นที่สําคัญ ที่ได้ไปรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ
ประเด็นที่ ๖ การกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นให้มากขึ้น เห็นด้วย ๙๔ เปอร์เซ็นต์ โดยเหตุผลดังนี้ครับผม เพราะว่าสามารถกำหนดงบประมาณ และการ จัดการด้วยตัวเองได้มากขึ้น สามารถส่งเสริมการคลังท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อท้องถิ่น จะได้มีอิสระได้มากขึ้น ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้ทุกรูปแบบมากขึ้น และสามารถ นำภาษีที่เก็บมาพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างเต็มรูปแบบ ท้องถิ่นต้องพัฒนาโดยงบประมาณ ของตัวเองได้ เป่ดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสิน ในการพัฒนา และการ คัดเลือกเจ้าหน้าที่ และหลักการในการพัฒนาของท้องถิ่นแต่ละแห่ง การบริหารจัดการ สะดวก และง่ายยิ่งขึ้น การตรวจสอบ สอดส่องดูแล้ง่ายต่อการปฏิบัติ การกระจายอำนาจ สู่ อบต. เทศบาล โดยหวังว่าคงจะได้งบที่มากขึ้น และเห็นด้วยกับมาตรา ๒๗๖ ที่ว่าประชาชนเปึ้นผู้เลือก และควรมีสิทธิและอำนาจในการถอดถอนบุคคลในท้องถิ่นที่เขาเปึ้นคนเลือกขึ้นมา ข้อต่อไป คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีวาระ ๔ ป้ เหมาะสมแล้ว ประชาชนสามารถใช้ ชื่อถอดถอนสามในห้าของผู้มาใช้สิทธิ น่าจะเปึนสิ่งที่ดี การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้ มีความใกล้ชิดกับประชาชน และเห็นปัญหาที่แท้จริงของประชาชนได้มากกว่าส่วนกลาง งบประมาณอยู่ใกล้ท้องถิ่น สามารถบริหารและจัดการ และได้เห็นผลได้ทันที ผู้บริหาร จากประชาชนสามารถเรียกร้อง และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควร มีอิสรภาพเด็ดขาดจากรัฐบาลส่วนกลาง โดยให้รัฐบาลเปึ้นผู้ดูแล และแนะนําเท่านั้น ให้การสอดส่องดูแลเปึ้นของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อเปึ้นการตรวจสอบผู้บริหาร ในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ควรให้อำนาจเพิ่มกับประชาชนให้มีอำนาจจัดการดูแลฝ์ายบริหาร ด้วยตัวเองได้มากยิ่งขึ้นนะครับ ที่เห็นด้วย ๙๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ไม่เห็นด้วย ๖ เปอร์เซ็นต์ จากเวทีทั้งหมด ๔๕ เวที จากรวมทั้งหมด ๑๘๓ เวที ไม่เห็นด้วย ๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื่อว่า จะเกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นทุกระดับ มีอำนาจมากเกินไป อาจเกิดการเล่นพรรคเล่นพวก หากท้องถิ่นไหนได้ผู้บริหารไม่ดี อาจทำให้เกิดความ เสียหายมากกว่าเดิม อาจเกิดความวุ่นวาย เพราะเกิดการเรียกร้องสิทธิมากยิ่งขึ้น องค์กร บริหารส่วนตำบลบริหารงานยังไม่เปึน เกรงกลัวว่าอิทธิพลของ สส. อาจควบคุมสิทธิของ ท้องถิ่นได้ระดับหนึ่งงบประมาณของ อบจ. อบต. เทศบาลมีการทับซ้อนกัน ควรมี กฎหมายที่ชัดเจน ข้อเสนอแนะในข้อนี้เกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็คือท้องถิ่น ควรมีอํานาจในการจัดเก็บภาษีเองทั้งหมด โดยมีรัฐบาลเปึนผู้แนะนํา ควรมีการจัด งบประมาณอบรมสัมมนาพัฒนาคน ครอบครัว และผู้สูงอายุในท้องถิ่นนั้น ควรสร้าง ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองให้แก่ประชาชน และผู้บริหารท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น ควรออกกฎหมายให้ชัดเจนว่า ท้องถิ่นจะได้อะไร ต้องทำอะไร หรือว่าไม่ได้อะไร ไม่ต้องทําอะไรให้ชัดเจนกว่านี้
ประเด็นต่อไป คือ ประเด็นว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐบาล เห็นด้วย ๖๗ เปอร์เซ็นต์ โดยมีเหตุผลว่า รัฐจะได้ดำเนินการได้ถูกต้อง และหลากหลาย ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น แต่ควรจะมีการกำหนดเงื่อนไข ระยะเวลาในการดำเนินงาน ให้ชัดเจนกว่านี้ ข้อเสนอแนะในแนวนโยบายของรัฐมีมากเหลือเกิน ผมจะขออนุญาต สรุปเปึนประเด็น ๆ ดังนี้ครับ ควรมีการส่งเสริมการศึกษาทุกรูปแบบต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย รัฐควรส่งเสริมการศึกษาไม่น้อยกว่าปริญญาตรี ควรมีการตรากฎหมาย เกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ โดยมีการสร้างมาตรฐานกลาง เพื่อเปึนการตรวจสอบ สถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศให้มีการศึกษา และมาตรฐานในการดูแลประชาชน เทียบเท่ากันหมดทั้งประเทศ กระทรวงศึกษาและท้องถิ่นควรมีการศึกษาแบบคู่ขนาน กันไป ควรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนรากฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น วิชาประวัติศาสตร์ วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม แล้วต้องให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๐ ป้ ต้องมีหลักการกระจายอำนาจอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ควรยึด ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเปึนเครื่องมือในการตัดสิน ควรให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม และให้การศึกษาด้านประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ครบถ้วนกับประชาชนทั่วประเทศ รัฐต้องจัด การศึกษา และเปึนคนออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชนถึงในระดับปริญญาตรี โดยครอบคลุมถึง ผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ บุคคลที่มีอายุเกิน ๑๖ ป้บริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่ การยังชีพ ควรมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน ในมาตรา ๘๖ วรรคหก ควรส่งเสริมให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับระบบการปกครอง ระบบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ ในการเลือกตั้งอย่างครบถ้วน อีก ๒ ข้อครับ มาตรา ๒๙๙ ว่าด้วยการรับรองรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ข้อเสนอให้ตัดออก ข้อสุดท้ายครับ อันนี้มาจาก คนพิการนะครับ ขอเพิ่มในมาตรา ๓๐ ว่าด้วยขอเพิ่มคำว่า ความพิการ ลงไป ในมาตรา ๓๐ เนื่องด้วยว่า ที่เขียนว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ ด้วยความแตกต่างในถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ สภาพทางกายหรือสุขภาพ ขอให้ เพิ่มคำว่า ความพิการ เนื่องด้วยจะเปึนการโชว์ (Show) มิติของคน คนนั้น ตัวอย่างเช่น สภาพทางสุขภาพนะครับ และในมาตราที่ ๕๓ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับ สวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเปึนสาธารณะ ความช่วยเหลืออื่น ๆ จากรัฐ ขออนุญาตแก้เปึน จาก ได้รับ เปลี่ยนเปึน มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสวัสดิการ นะครับ เพราะว่าสมัชชาคนพิการได้บอกว่า มีหลายอย่างได้รับแล้ว แต่ใช้ไม่ได้ จึงขอใช้ เปลี่ยนคำว่า มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้
ประเด็นต่อไปครับ คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระใน ๔๓ เวที จาก ๑๘๓ เวที ซึ่งยังไม่จบ ณ วันนี้นะครับ ไม่มีผู้เสนอ มีแต่ข้อเสนอแนะมาเท่านั้นนะครับว่า ควรมีคณะกรรมการตรวจสอบคณะกรรมการสรรหา ควรมีองค์กรอื่น คือ องค์กรของ องคมนตรีเข้าเปึนคณะกรรมการสรรหาแทนศาล ถ้าหากว่าศาลท่านขอถอนตัวนะครับ ข้อที่ ๓ ที่เสนอมาในประเด็นคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ คือ องค์กรตรวจสอบ นักการเมืองควรมีอํานาจ และระยะเวลาในการตรวจสอบ ทั้งภาค ประเทศ และภูมิภาค โดยมีระยะเวลาย้อนหลังที่นานพอที่จะตรวจสอบได้ชัดเจน
ประเด็นต่อไปครับ เสนอ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้ เห็นด้วย ๖๙ เปอร์เซ็นต์ครับ โดยมีเหตุผลดังนี้ สามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ดีออกได้ง่ายขึ้น ประชาชนจะมีอำนาจ และ ควบคุมนักการเมืองได้ดีขึ้น รายชื่อ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ เหมาะสม ไม่มาก และไม่น้อย เกินไป ไม่เห็นด้วย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหมาะสมแล้ว เพราะว่า ๒๐,๐๐๐ ชื่อ จะมีการกระทําโดยง่าย คือ ทําให้เกิดการถอดถอนบ่อยครั้ง ทําให้รัฐบาล ไม่สามารถเดินตามนโยบายโดยความสะดวก คนส่วนน้อยทำลายเสียงส่วนมาก ไม่เปึน ประชาธิปไตย เกรงว่าถ้ามีนายทุนทุ่มเงินในการซื้อเสียง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปกครองได้ง่ายขึ้น หากมีการรวมตัวของประชาชนได้ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ทุกวัน ก็เกรงว่า จะมีการถอดถอนได้ทุกวัน งดออกเสียง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ข้อเสนอแนะ ในการใช้ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากตรวจพบว่า สส. ทำความผิด ควรให้เว้นวรรคทางการเมือง ๕ สมัย จำนวน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ควรถอดถอน ได้เฉพาะ สส. และ สว. สำหรับการถอดถอนระดับท้องถิ่น ควรใช้หนึ่งส่วนสองของ ผู้มีสิทธิในวันเลือกตั้งคณะบุคคลนั้น ๆ และสามในสี่ของผู้มาใช้สิทธิถอดถอนในวันนั้น ๆ และมีข้อเสนออันสุดท้ายในประเด็นนี้ คือ ขอให้ลดเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ ลงคะแนน ผมขอเชิญคุณหมอต่อครับ