ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง กล่าวถึงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ควรจะมาดู เช่น การปรับบทบาทของอัยการให้เป็นอิสระมากขึ้น การลดผลประโยชน์และการใช้อำนาจ การควบคุมพฤติกรรมการปฏิบัติของนักการเมืองให้อยู่ในคุณธรรมและจริยธรรม และการบัญญัติว่าด้วยศาสนาพุทธในรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๓๑ จากที่รัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นะครับ เราได้ยกร่างมาเปึ่น รัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่งนะครับ แต่เนื่องจากเวลาเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน จากการปรับเปลี่ยนนั้น เราก็ได้มารับฟังความคิดเห็น เมื่อป้ ๒๕๕๐ นี้ ช่วงแรกเราก็รับฟัง มาจากประชาชน พี่น้องที่อยู่ทางบ้านนั้น ก็ได้ให้ความคิดเห็นต่าง ๆ มา แล้วนำมา อภิปรายกันในสภาและทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้น นําไปบรรจุ แล้วก็เปลี่ยนแปลง ทําเปึนมาตราออกมา เปึนรายมาตรา นะครับ แล้วก็มีหลายมาตราที่ประชาชนได้ให้ความคิดเห็นนั้นได้บรรจุเข้าไป ซึ่งเปึน ประโยชน์มาก แต่ก็มีอีกหลายมาตราที่ยังไม่ได้บรรจุเข้าไป ซึ่งมีประโยชน์เช่นเดียวกัน นะครับ ทางสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้นําเรื่องนี้เข้ามาปรึกษาหารือกันว่า เราจะต้องออกไปรับฟังรายมาตราอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะมาปรับปรุงส่วนที่ตกหล่นไปนะครับ ให้มันมีประโยชน์อย่างมาก แล้วจากการที่ได้นํารัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนได้อ่าน แต่เนื่องจากในช่วงเวลาอันจำกัด หลายท่านก็อาจจะได้อ่านครบหมด หลายท่านก็ยัง ไม่ได้อ่านครบนะครับ สิ่งนี้ก็เปึนปัญหา แต่เราก็ได้ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยพยายามจัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาอำนวยนะครับ จากนั้น ทางกระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ก็ได้รับฉันท่านุมัติให้ไปรับฟังจากภาคอีสานครับ แล้วก็ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นมาประมวลออกมานะครับ ที่ไปรับฟัง นั้นก็มีเวทีของภาค ก็ ๑๑ เวทีทั้งหมด แต่เรากำลังดำเนินการไปขณะนี้ก็ได้ ๕ จังหวัด นะครับ ๕ เวที แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็รายจังหวัดนะครับ ทั้งหมดประมาณร้อยเก้าสิบสอง เรากำลังรับฟังไปประมาณ ๔๘ เวที แล้วก็ขณะเดียวกันก็กำลังรับฟังต่ออีก เพราะฉะนั้น ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ถ้าไม่มีโอกาส หรือยังไม่มีโอกาส ก็พยายามหาโอกาสที่จะเข้าไป แสดงความคิดเห็นนะครับ เพราะยังมีโอกาสที่จะนําเนื้อหาต่าง ๆ นั้นไปบรรจุไว้ ประมาณ สิ้นสุดวันที่ ๒๖ พฤษภา ครับ จากนั้นเราก็มีการแปรญัตตินะครับเพราะฉะนั้นขอแจ้งให้ ทราบด้วย เพราะว่าในเวลาอันจำกัดเช่นนั้น เราเลยมามุ่งประเด็นว่า มีประเด็นสำคัญ อะไรบ้างครับที่เราควรจะมาดู แล้วมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่ไม่ได้นํามาพูด หรือ รายงานในวันนี้นะครับ แต่เท่าที่ฟังมา ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มอำนาจและลดจำนวน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ คือ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้น เรามี ๑๑ ท่าน แต่ตอนนี้ลดลง มาเหลือ ๗ ท่าน เพราะฉะนั้นเพื่อให้มันกระชับที่มีกรรมการสิทธิลดลงมา แล้วก็จากการรับ ฟังความคิดเห็นนั้น ที่เห็นด้วยมี ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ให้เหตุผลว่า การเพิ่มอำนาจตามร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ ๒. เพื่อปกปัองประชาชนที่เสียเปรียบ เปึนการพิทักษ์ผลประโยชน์ของ ประชาชนครับ อันนี้ก็เปึ้นสิ่งที่ดี เพราะว่าประชาชนต้องเปึ้นใหญ่นะครับ แล้วก็ที่ไม่เห็น ด้วยมี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เหตุผลว่า ไม่ควรลดจำนวนกรรมการลง อันนั้นก็เปึ้นเรื่องของ การบริหาร เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็ว หรือการตัดสินได้ผลที่รวดเร็วนะครับ แล้วงด ออกเสียง ไม่มีนะครับ ข้อเสนอแนะก็ให้คงไว้แบบนี้ ในมาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง และ มาตรา ๒๔๘ เกี่ยวกับเรื่องการที่เราไปรับฟังครั้งแรกนั้น เกี่ยวกับเรื่องการค้านอำนาจ นะครับ การค้านและดุลอำนาจของกรรมการต่าง ๆ องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็มีการ ค้านอำนาจ การให้ใบแดงของคณะกรรมการเลือกตั้ง อันนี้ในมาตรา ๒๓๓ ครับ เปึ้นสิ่งที่ ดีครับ คือ ให้ศาลฎีกาท่านเปึนกรรมการกลาง คือ ก่อน สส. จะไปถูกใบแดง หรืออะไร ต่าง ๆ นั้น ก็ให้ไปยื่นแจ้งต่อศาลฎีกา แล้วขณะเดียวกัน กกต. ถ้าจะเลือกตั้งใหม่ หลังเลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งใหม่นั้น ก็ไปปรึกษาทางศาลฎีกาด้วยครับว่า ควรจะมีการ เลือกตั้งใหม่ เพราะมันเสียงบประมาณของประเทศมากครับ และเปึนการ ให้ความยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ์าย อันนั้นจากเหตุผล เห็นด้วยว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ เพราะว่าเกิดความเปึ้นธรรมมากขึ้น และมีระบบการตรวจสอบ การค้านอํานาจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เหมือนเดิมนะครับ แต่ก่อน กกต. ว่าอย่างไรก็ว่า อย่างนั้น คราวนี้มีคนกลาง แล้วก็เปึนการถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง เพราะการตัดสินของ กกต. ตัดสินแล้ว ยื่นคำร้องก็ควรไปยื่นต่อศาล ที่ไม่เห็นด้วยเขาให้เหตุผลว่า อาจทำให้ศาลเสื่อมเสียได้ หากมายุ่งกับ กกต. นะครับ แล้วก็ศาลมีหน้าที่มากอยู่แล้ว ไม่ต้องการให้เพิ่มภาระให้กับศาลนะครับ ส่วนงดออกเสียง ไม่มีนะครับ ข้อเสนอแนะ เขาบอกว่า ในประเด็น ๑๒ นี้นะครับ การค้าน ดุลอำนาจ ใบแดงคณะกรรมการเลือกตั้ง ทุกขั้นตอนควรกำหนดให้ตัวแทน กลุ่มองค์กร ชุมชน เข้าไปมีบทบาทในการตรวจสอบ ด้วย และควรเพิ่มจำนวน กกต. เปึน ๑๕ ท่าน เพื่อเปึนการแบ่งภาระ และควรตั้ง กกต. ภาค ทำการตัดสินแทน กกต. ใหญ่ เพื่อให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น และเพิ่มอีก ข้อหนึ่งนะครับ เพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ กกต. ในส่วนการร้องเรียนให้มีการ ตรวจสอบให้มีคุณธรรม อีกข้อหนึ่ง ในกรณีการเลือกตั้งที่มีใบเหลือง ใบแดงนะครับ ก่อนการเลือกตั้ง ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าไปก่อนแล้วค่อยให้ กกต. ร้องต่อศาล ให้ศาลตรวจสอบต่อไปครับ
ในประเด็นที่ ๑๓ นะครับ จากคำถามที่เราถามในครั้งแรกไปนะครับว่า ควรจะมีการปรับบทบาท้องค์กรอิสระหรือไม่นะครับ ก็ในคณะยกร่างได้เพิ่มการปรับ อำนาจบทบาทของอัยการให้เปึ้นอิสระมากขึ้นนะครับ แต่ก่อนไม่มีนะครับ ในเรื่องการ บรรจุให้อัยการสูงสุดนะครับ คือ ให้ สว. เปึนคนเสนอบรรจุนะครับ คือ ให้ประธาน สว. และการถอดถอนก็ให้มีคณะกรรมการอัยการ และ สว. เปึ้นการถอดถอนนะครับ แล้วก็ให้ อิสระ ส่วนข้อห้ามนั้น มิให้ดํารงตําแหน่งการกระทําใด ๆ เหมือนเรื่องวินัย ลักษณะการ ต้องห้ามของผู้พิพากษานะครับ ที่เห็นด้วยนะครับ มี ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยในประเด็น ให้อัยการเปึ้นอิสระนะครับ จะได้ทําหน้าที่ได้เต็มที่ เปึนตัวแทนของประชาชนที่จะ ตรวจสอบรัฐบาลและบุคคลอื่นนะครับ แล้วก็จะลดปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง แล้วมีอิสระและอำนาจเพียงพอในการตัดสินใจนะครับ ไม่เห็นด้วย ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ งดออกเสียง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเปึนเพราะว่ายังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ แต่ข้อเสนอแนะ มีบางท่านบอกว่า ถ้าให้อัยการมีข้อห้าม อย่างเช่น ผู้พิพากษานะครับ ก็จะทำให้อัยการ ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่นะครับ เพราะว่า กฎ กติกา อาจจะต่างกับศาล เพราะศาลท่าน สถิตยุติธรรม แต่งานของอัยการนั้นเปึนงานที่เชิงรุกในบางเรื่องนะครับ
เกี่ยวกับประเด็นที่ ๑๔ นะครับ คำถามเมื่อครั้งแรกเลย ที่เราถามว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือปัญหาการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ ของรัฐ คือ คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) นะครับ อันนี้เปึนสิ่งที่ พบมากในสังคมเรานะครับ คือ ข้าราชการการเมืองแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม นะครับ ทางตรงก็ไปเปึนตําแหน่งนั้นตําแหน่งนี้ แล้วรับเงินโดยตรงนะครับ แต่ทางอ้อม ก็คือ ไปแทรกแซง ล้วงลูก แล้วก็มีการโยกย้ายข้าราชการต่าง ๆ นะครับ ซึ่งมีอยู่ ในมาตรา ๒๕๖ ๒๕๗ ๒๕๘ และ ๒๖๐ นะครับ ที่เห็นด้วยนะครับ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ คือจะทำให้เกิดความเปึนธรรม ตรวจสอบได้ง่าย เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ลดผลประโยชน์ และลดการใช้อำนาจ ลดการแสวงหาบารมีทางการเมือง และจะทำให้ ควบคุมพฤติกรรมการปฏิบัติของนักการเมืองให้อยู่ในคุณธรรม จริยธรรมได้มากขึ้น ข้อที่ ๔ เรื่องการทำธุรกิจที่เปึนผลประโยชน์ของนักการเมือง ควรได้มีการเสนอรายชื่อให้ สังคมตรวจสอบ จับตาที่มาของรายได้นะครับ อันนี้คือที่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลนะครับ ที่ไม่เห็นด้วย ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่งดออกเสียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ
ประเด็นที่ ๑๕ เปึนประเด็นสุดท้าย เปึนประเด็นที่อยู่ในความสนใจของ หลาย ๆ ท่านนะครับ แล้วเปึนประเด็นที่ทําให้เกิดวิตกจริต หรือวิตกกังวลอะไรมากนะครับ อันนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ท่านสมาชิกตั้งสติแล้วคิดดูให้ดี แล้วก็ท่านประชาชน ทั้งประเทศตั้งสติ แล้วคิดให้ดีว่ามันควรจะทําอย่างไร เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ สลับซับซ้อนพอสมควรในกลไก ในความรู้สึกนะครับ ที่เห็นด้วย นะครับ ไปรับฟังมา ที่ภาคอีสานมี ๕๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่เห็นด้วยนะครับ ที่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลว่า เปึ้นศาสนาที่มีอยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และกษัตริย์ทุกพระองค์ก็ทรงเปึนพุทธมามกะ ข้อ ๒ เปึนศาสนาที่ไม่กีดกันศาสนาอื่น ข้อ ๓ เปึนศาสนาที่นำหลักบัญญัติการดำเนิน ชีวิตและวัฒนธรรมคนไทย ข้อที่ ๔ มีความมั่นคงแห่งรัฐ ข้อที่ ๕ เปึ้นศาสนาที่อยู่คู่กับ ประเทศไทยมานาน และไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ และการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ย่อม ไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ เช่นกัน ข้อ ๖ ต้องการให้มีศาสนาพุทธเปึนหลักของประเทศไทย เพราะเกรงว่า ศาสนาอื่นจะเข้ามาแทรกแซงในภายหลังได้ ข้อ ๗ ประชาชนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ์อยู่แล้ว ข้อ ๘ สิทธิในการลดหย่อนภาษี เพราะสามารถนำเงินไปทำบุญ และไปลดหย่อนภาษีได้ นี่เปึนความเห็นของประชาชนที่เขาให้ความเห็นนะครับ และ ข้อ ๙ เพื่อให้คนไทยระลึก และตระหนักว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนา และเปึนพุทธมามกะ ข้อ ๑๐ เหตุผลเยอะเลยนะครับ เนื่องจากพระพุทธศาสนาได้ถูกย่ํายีอย่างมาก สาเหตุ เนื่องจากพระภิกษุบางกลุ่มเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ดังนั้น ถ้าบัญญัติพุทธศาสนาไว้ ก็จะทําให้พุทธศาสนามีความแข็งแกร่ง และเปึนการสร้างกฎเกณฑ์ที่รัดกุม ข้อ ๑๑ จะได้มีงบประมาณมากขึ้น ข้อ ๑๒ เพราะเปึ้นสัญลักษณ์ของชาติ ข้อ ๑๓ ทำให้เกิด ความชัดเจนว่า ผู้นําต้องนับถือพุทธศาสนา ข้อ ๑๔ ควรบัญญัติไว้ ไม่ใช่เปึนการบังคับ ให้ทุกคนต้องนับถือ เพียงแต่ระบุไว้นะครับ ข้อ ๑๕ ควรบัญญัติไว้ จะได้เปึ้นหลักฐาน ข้อ ๑๖ เปึนศาสนาที่เปึนเหตุเปึนผล ไม่งมง่าย อันนี้เปึนความคิดเห็นของประชาชน นะครับ ส่วนที่เห็็นด้วยนะครับ ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนะครับ ก็บอกว่า ไม่เห็นด้วย ๔๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่เห็นด้วย ๕๖ ที่ไม่เห็นด้วย ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ข้อที่ ๑ ที่ไม่เห็นด้วย อาจเกิดความวุ่นวายและความแตกแยกในสังคม เนื่องจากคนไทยนับถือหลายศาสนา ๒. เปึนการจำกัดสิทธิการนับถือศาสนา ๓. การบัญญัติไว้ ในมาตรา ๙ แล้ว ในเรื่อง ให้พระมหากษัตริย์เปึนพุทธมามกะ และเปึนอัครศาสนูปถัมภก ข้อ ๔ ต้องการให้ความ ศรัทธาต่อศาสนาของแต่ละคนเปึนสิทธิส่วนบุคคล ข้อ ๕ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว ข้อ ๖ อาจเปึ้นชนวนทำให้เกิดความแตกแยก ของคนในชาติ เนื่องจากปัญหาชายแดนในภาคใต้ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้ อันนี้เปึนความคิดเห็นทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนะครับ และส่วนที่ไม่เห็นด้วยยังมี อีกครับ หากบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอาจดูเหมือนเปึ้นการบังคับกลาย ๆ จะขัดกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตย เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ข้อ ๘ ทำลาย ความรู้สึกของคนที่นับถือศาสนาอื่น ซึ่งเหมือนกับเปึนคนชั้นรอง และควรให้เกียรติศาสนา อื่นด้วย ข้อ ๙ ศาสนาอยู่ที่ใจ จะเสื่อม หรือไม่เสื่อม อยู่ที่วิธีการปฏิบัติของประชาชน ข้อ ๑๐ ไม่ควรบรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แต่ควรบรรจุคำสอนของ ทุกศาสนาลงในหลักสูตรการเรียนทุกหลักสูตรในการเรียนทุกระดับชั้น ข้อ ๑๑ พุทธศาสนาถ้าบัญญัติไว้แล้ว ใครทำผิดหลักศาสนา จะสามารถเอาผิดได้ไหม หากในทาง ปฏิบัติ ไม่ได้มีการปฏิบัติ เช่น มีพระสงฆ์เดินมา แต่บุคคลนั้นมีทัศนคติที่ไม่ดี โดยบุคคล นั้นไม่แสดงความเคารพ จะผิดกฎหมายหรือไม่ และใครจะดำเนินการเอาผิด อันนี้เปึน ความคิดเห็นในส่วนที่ไม่เห็นด้วยที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาตินะครับ งดออกเสียง ๑ ครับ ส่วนข้อเสนอในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนานะครับ เขาให้ความเห็นว่า หากไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ จะทำให้เกิด ปัญหา แล้วเขาบอกว่า ไม่ต้องกลัวครับจะเกิดปัญหา เหมือนรัฐต้องดูแลป์าซึ่งกว้างใหญ่ เหมือนมีต้นไม้ใหญ่ แล้วก็มีสัตว์ป์าเยอะ ซึ่งปัญหาสลับซับซ้อน ต้องมีคนดูแล และส่วน ส่วนครัวเล็ก ๆ ไม่ต้องมีกฎ กติกาอะไรมาควบคุมมาก เขาบอก เพราะคนไทยนับถือ ศาสนาพุทธมากหลายล้านคนนะครับ แล้วก็เขาบอกเช่นเดียวกันครับ ในการทำเขื่อน มีน้ำมากต้องมีสันเขื่อน มีกฎการควบคุมการใช้น้ำ อะไรต่าง ๆ แต่น้ำในแก้วเล็ก ๆ ไม่ต้อง มีอะไร ไม่มีกฎอะไรมาครอบคลุมก็ได้ นี่เขาให้เหตุผลนะครับ เหมือนไก่ เช่นเดียวกันครับ เลี้ยงไว้เยอะ ต้องทําเล้าให้อยู่ พระในพุทธศาสนามีเยอะ ต้องทํา เปรียบเสมือนทำเล้า ให้อยู่ ส่วนลูกแมวมีตัวเดียว ๒ ตัวไม่ต้องทำกรงให้อยู่ก็ได้ตรงนั้น แล้วก็ส่วนงานอะไร ควรทําก็ต้องทํา สิ่งถูกผิดอะไรที่ควรก็ต้องทํา แล้วไม่ต้องกังวลว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น อะไร จะเกิดก็เกิด ในนี้ก็บอกว่า เราต้องมุ่งแน่วแน่ที่จะทำกิจของเรา หน้าที่ของเราให้แน่วแน่ แล้วก็ข้อที่ ๒ บัญญัติไว้ให้ชัดเจนว่า พระภิกษุไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และข้อที่ ๓ ในข้อเสนอแนะ ให้บัญญัติไว้ในกฎหมายต่าง ๆ ข้อที่ ๔ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเปึน คนดี ควรบรรจุเปึนกลาง ๆ ไว้ ข้อ ๕ ควรเขียนเพิ่มลงว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจำชาติ ประชาชนมีสิทธิในการนับถือศาสนาอื่น ข้อเสนอแนะข้อที่ ๖ เมื่อมีการ บัญญัติไว้แล้ว ควรให้มีการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากในปัจจุบันรัฐ ให้งบประมาณสนับสนุนส่วนนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากความศรัทธา ของประชาชนมากกว่า และ ข้อ ๗ บุคคลใดที่ทำลายพุทธศาสนา ควรมีมาตรการลงโทษ เด็ดขาด ข้อ ๘ ควรบัญญัติวินัยของพระ ถ้าทำผิดต้องให้สึก และไม่ต้องกลับมาบวชใหม่อีก ครับ อันนี้เปึนความคิดเห็นที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และข้อเสนอแนะนะครับ ซึ่งมีหลากหลาย ส่วนควรจะบรรจุ ไม่ควรจะบรรจุ เช่นไรนั้น ขอให้ท่านมีสติ แล้วก็ใคร่ครวญ เพราะทุกท่านเปึ้นเอตทัคค่ะ แล้วก็มีความ คิดเห็นเปึ้นส่วนตัว แล้วก็คิดเห็นในสิ่งที่อะไรเปึนความจริงที่ควรรู้ และความถูกต้อง ที่ควรทํา อันนั้นจะทําให้เราเจริญนะครับ ขอฝากเรื่องนี้ไว้เปึ้นเรื่องสุดท้ายนะครับ และขอประกาศให้ว่า อยากจะเชิญชวนให้พี่น้องที่อยู่ทางบ้านได้ไประดมความคิดเห็น นะครับ เพราะตอนนี้เรายังมีโอกาสอยู่นะครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว วันที่ ๒๖ พฤษภาคม อันนั้น จะหมดโอกาส และจะสายไป แล้วจะบ่น หรือว่ากล่าวอะไรไม่ได้นะครับ ขอฝากไว้ด้วย นะครับ ประเทศไทยอยู่ในเอื้อมมือของท่านครับ ขอบพระคุณครับ