สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

อรรครัตน์ รัตนจันทร์ รายงานการจัดเวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจังหวัดมุกดาหารต่อร่างรัฐธรรมนูญ และรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดมุกดาหาร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยเสนอให้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ที่ 400 คน และให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นสมาชิกที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายอรรครัตน์ รัตน์จันทร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดมุกดาหาร ขออนุญาตกราบเรียนรายงานการจัดเวทีสัมมนา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ต่อร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ดังนี้ คณะกรรมาธิการรับฟังความ คิดเห็นและการมีส่วนร่วมประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้กำหนดจัดเวทีประชุมสัมมนาขึ้นใน ระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคมนี้ จำนวน ๘ ครั้ง ครั้งละ ๑ วัน กระจายไปทุก อำเภอ ทุกภาคส่วนอาชีพทั้งหมด ในวันนี้กระผมขออนุญาตนำเรียนถึงสรุปการจัดเวที สัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๑ ถึง ครั้งที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ถึง วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นในอำเภอหว้านใหญ่ อำเภอหนองสูง และอำเภอดงหลวง ของจังหวัดมุกดาหาร สำหรับเวทีอื่น ๆ เมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็จะนำเรียนสรุป และนำเรียนต่อ ท่านประธานในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร ฝากกราบขอบพระคุณท่านและสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ที่ได้ให้การสนับสนุน งบประมาณ ตลอดจนมอบเอกสาร สื่อความรู้ต่าง ๆ เพื่อประกอบการจัดเวทีสัมมนา ทำให้เขาเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งผู้เปึนผู้นำชุมชน ประชาชนผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ได้รับโอกาสในการร่วมการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง และวิถีชีวิตของตนเอง อย่างเต็มที่ ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และได้ให้ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย พระภิกษุ กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ข้าราชการ เกษตรกร นักศึกษา และ ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพ และที่น่าชื่นชมยกย่องเปึนแบบอย่างมากที่สุด คือ ในพื้นที่ อำเภอดงหลวง ของจังหวัดมุกดาหาร มีทั้งข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เปึนข้าราชการครู และ ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารห่างไกล เดินทางมาเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ทั้งที่เปึนไปด้วยความยากลำบาก และไม่คุ้มกับค่าพาหนะที่คณะกรรมาธิการประจำ จังหวัดจ่ายให้เพียงคนละ ๑๐๐ บาท ทั้งนี้ เปึนไปตามระเบียบของการคลังที่ทางราชการ กำหนดไว้ แต่ท่านเหล่านี้ได้เข้ามาร่วมในเวทีสัมมนากลับบอกว่า ค่าใช้จ่ายที่ได้รับนั้น แม้จะเปึนจํานวนน้อยนิดนั้นไม่สําคัญ แต่พร้อมที่จะเสียสละเวลา และเพื่อการมีส่วนร่วม ในภารกิจที่สำคัญของชาติบ้านเมืองด้วยความภาคภูมิใจอย่างเต็มที่เปึ้นที่สุด จึงขอ นำเรียนต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางท่านประธาน เพื่อร่วมชื่นชม และจารึกไว้เปึน เกียรติประวัติของคนไทยว่า เรามีความเสียสละ และรักชาติบ้านเมืองเปึนอย่างยิ่ง ต่อไปนี้กระผมขอกราบเรียนถึงสรุปรายงานการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่สำคัญ ๆ ในส่วนของจังหวัดมุกดาหารดังนี้

ประเด็นแรก จำนวนและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าร่วม ประชุมส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๖ เห็นด้วยกับการกำหนดจำนวน สส. ไว้ที่ ๔๐๐ คน โดยให้ เหตุผลว่า จะเปึนการลดภาระในเรื่องงบประมาณของประเทศ และจะไม่ถูกกล่าวข้านว่า เปึ้นสภาห้าร้อยอีกต่อไป เสียงส่วนน้อยร้อยละ ๒๔ เห็นควรจะให้คงจำนวน สส. ไว้ที่ ๕๐๐ คนเช่นเดิม โดยให้เหตุผลว่า หากมี สส. จำนวนมากก็จะทำให้การดูแลของ ประชาชนมีความครอบคลุมและทั่วถึง ส่วนการกำหนด สส. ระบบสัดส่วนจำนวน ๘๐ คน เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม แม้เสียงส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวลถึง ในเรื่องของการตัดแบ่งเขตเลือกตั้งออกเปึน ๔ เขตว่า จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งเปึนภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเสียเปรียบภาคอื่น ในกรณีที่ถูกตัด แบ่งจังหวัดไปร่วมกับภาคอื่น ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ได้รับความเปึนธรรมในการบริหารจัดการ จากภาครัฐ โดยที่ประชุมเสนอให้แก้เปึน ควรแบ่งเขตเปึน ๕ เขต คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร โดยคิดสัดส่วนตามจำนวนประชากร ซึ่งน่าจะเกิดความเปึ้นธรรมมากกว่า และ สส. สัดส่วนก็จะมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้งเปึนแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขตละไม่เกิน ๓ คนนั้น ที่ประชุม ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว เนื่องจากจะสามารถปัองกัน การซื้อเสียงได้ในระดับหนึ่ง และประชาชนสามารถที่จะพึ่งพิง สส. เขตนั้นได้เพิ่มมากขึ้น ประเด็นจำนวน และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้อภิปราย ในประเด็นต่าง ๆ โดยแบ่งเปึน ๓ ประเด็นย่อย คือ เสียงส่วนใหญ่จำนวนร้อยละ ๗๖ เห็นด้วยในการกำหนดให้มีจำนวน สส. ๔๐๐ คน เพราะเปึนการประหยัดงบประมาณ สำหรับในประเด็นต่อไป เปึนประเด็นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ประชุมทั้งหมดเห็นด้วยเปึนเอกฉันท์ว่า ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เปึนการ แก้ปัญหาที่ผ่านมา และมีทิศทางในการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดี ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการ บังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อประชาชน ประเด็น ปัญหา ประเด็นการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ ที่ประชุม ทั้ง ๓ อำเภอ คือ อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอหนองสูง และอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ต่างได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติแตกต่างกันออกไปดังนี้ คือ ในเขต อำเภอหว้านใหญ่ มติส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๗ เห็นควรให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาติ โดยมีเหตุผล คือ ๑. เมื่อครั้งพุทธกาลก็มีประวัติในการเผยแพร่ พระพุทธศาสนา ข้อ ๒ ถือเปึนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึ้น พุทธมามกะ ข้อ ๓ ในเชิงสัญลักษณ์ของธงชาติที่กำหนดให้ ธงชาติมี ๓ สี ซึ่งสีหนึ่ง ในนั้น คือ สีขาว หมายถึงศาสนา รวมอยู่ด้วย ข้อ ๔ หากมีการบัญญัติไว้จะช่วยให้ การสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อ ๕ แม้แต่องค์กรสหประชาชาติ ก็ยังได้กำหนดให้ วันวิสาขบูชาเปึนวันสำคัญของโลก ข้อ ๖ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงจะต้องมี ศีลบริสุทธิ์ ชาติจึงจะอยู่รอด ข้อ ๗ วิถีของประชาชนชาวไทยก็อยู่ในแนวพระพุทธศาสนา มาโดยตลอด ข้อ ๘ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้แก่พุทธศาสนิกชนในสังคมได้ ส่วนในเวที รับฟังที่อำเภอหนองสูง ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาจำนวนร้อยละ ๙๘ ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติ ให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจําชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ โดยมีผู้แทนจาก พระภิกษุและตัวแทนจากภาควิชาการส่วนหนึ่งได้ให้เหตุผลว่า จะก่อให้เกิด ความแตกแยก แบ่งแยกคนในชาติ และเปึนจุดอ่อนให้ศาสนาอื่นโจมตีได้ สำหรับ ที่อำเภอดังหลวงมีความเห็นที่ก้ำกึ่งกันระหว่างฝ์ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ในเหตุผล ที่ใกล้เคียงกับที่ในเวทีอําเภอหว้านใหญ่ และอำเภอหนองสูง อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่า มีผู้ใดต่อต้านในการที่จะบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ คงมีแต่ ความคิดเห็นส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ในประเด็นต่อไป เปึนประเด็นการกระทำ ที่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ของรัฐ ที่ประชุมได้อภิปรายกัน อย่างกว้างขวางว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนบุคคลที่ต้องเสียสละผลประโยชน์ ส่วนตัว และมุ่งประโยชน์ส่วนร่วมเปึ้นที่ตั้ง การที่ได้มีตำแหน่งดังกล่าว ควรเปึนตำแหน่ง แห่งการสร้างสรรค์และพัฒนา มิใช่ตำแหน่งแห่งการหาผลประโยชน์ ท้ายที่สุดได้มีการ ลงมติ ปรากฏว่า ทุกคนมีมติเปึนเอกฉันท์ เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ในมาตราตั้งแต่ มาตรา ๒๕๖ ถึง ๒๖๐ ประเด็นจํานวนและการสรรหาวุฒิสภา ที่ประชุม ได้มีการอภิปรายถึงผลเสียของการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา และได้พบข้อบกพร่องของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และคาดหวังว่า ในการที่มี การจัดการสรรหาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกวุฒิสภาจะเปึ้นทางออกที่ดีที่สุด ของสังคมไทย โดยเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๗ เชื่อมั่นในความสุจริตของคณะกรรมการ สรรหาว่า จะขจัดอำนาจมืดของนักการเมือง และสภาผัวเมียได้ แต่ยังคงห่วงใยในความ ละเอียดถี่ถ้วนของวิธีการที่จะทำให้ได้คนดีอย่างแท้จริง ขณะที่ยังมีเสียงส่วนน้อย ร้อยละ ๑๓ ไม่เห็นด้วย โดยให้ความเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน ในประเด็นสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิ ชุมชน ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๙ เห็นด้วยตามร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ พร้อมทั้ง ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรบัญญัติสิทธิและอำนาจของบิดา มารดา ไว้ด้วย ควรออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง โดยควรเขียนให้กระชับ ชัดเจน และตัดคำที่ซ้ำซาก ออกไป สำหรับในส่วนที่ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑ นั้นบอกว่า ต้องการให้บัญญัติให้มีการ คุ้มครองให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพทางการเกษตรกรรม ในประเด็น ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยะ ๙๑ มีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากเปึนการสร้างความเข้มแข็งให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน ส่วนร้อยละ ๙ ไม่เห็นด้วย เพราะต้องการบัญญัติไว้เปึนจำนวนไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่บุคคลเหล่านั้น ได้รับการเลือกตั้งมา โดยส่วนหนึ่งเห็นว่า จำนวน ๒๐,๐๐๐ รายชื่อนั้น เปึ้นจำนวน ที่น้อยเกินไป ในประเด็นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมเวที เสวนามีมติเปึนเอกฉันท์ ให้รัฐกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ออกกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม โดยเพิ่มในส่วนของสภาประชาชนเข้าไป ประเด็นคณะบุคคลเพื่อหาทางออกในยามวิกฤติของชาติ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยตามร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๗ กรณีประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ เหตุการณ์คับขัน หรือสถานการณ์จำเปึน ให้ระบุผู้มีอำนาจเรียกประชุม และเชื่อมโยง ไปสู่มาตรา ๗ คือ ให้เปึนไปตามระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ส่วนเสียงส่วนน้อยยังเห็นว่า ไม่ต้องมีองค์กร คณะบุคคล ตามมาตรา ๖๘ แต่ผู้ใช้อำนาจดังกล่าว ควรเปึนเรื่องของการถวายอำนาจ ให้แก่พระมหากษัตริย์ โดยมีองคมนตรีเปึ้นผู้พิจารณาประชุมหารือ แล้วนำความ กราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์ ในประเด็นการกำหนดคุณธรรม จริยธรรมนักการเมือง และมาตรการ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนามีความเห็นเปึ้นเอกฉันท์ ตามหมวดที่ ๑๓ ของร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของ รัฐ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะว่า ในมาตรา ๒๗๑ ที่บัญญัติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามีอํานาจหน้าที่ในการเสนอแนะ หรือให้คําแนะนําในการปรับปรุงประมวล จริยธรรม ตามมาตรา ๒๗๐ นั้น ควรตัดคำว่า เสนอแนะหรือให้คำแนะนำ ออกไป ประเด็นการค้านและดุลอำนาจใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา เห็นเปึนเอกฉันท์ว่า ตามประเด็นการค้านอำนาจและดุลอำนาจใบแดงของคณะกรรมการ เลือกตั้ง และเห็นควรกำหนดให้ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิด ต้องชดใช้ ค่าเสียหายแก่รัฐด้วย และยังมีความเห็นส่วนหนึ่งเห็นว่า ตามมาตรา ๒๓๓ ควรบัญญัติให้คณะกรรมการเลือกตั้งควรทำหน้าที่แต่เพียงการบริหารจัดการเลือกตั้ง และการสอบสวน สืบสวน แล้วยื่นต่อศาลวินิจฉัยเพียงเท่านั้น ประเด็นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ ส่วนที่ ๗ ว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ควรเพิ่มเติมในมาตรา ๘๓ โดยควรให้ เพิ่มในอนุ เปึนข้อความ (๑๓) มีข้อความว่า รัฐต้องประกันหรือพยุงราคาสินค้าการเกษตร ให้ได้ราคาตามความพอใจอย่างเปึนธรรม โดยใช้กลไกทางการตลาด ทั้งนี้ เกษตรกรควร ได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ในประเด็นสุดท้าย จํานวนและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ผู้เข้าร่วมเสวนา ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วยกับการให้มีสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๑๖๐ คน มาจากการสรรหา โดยมีความเห็นร้อยละ ๒ เห็นว่า ควรมาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง และ ควรมาจากการเลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง ยังมีผู้ให้คำเสนอแนะในส่วนน้อยอีกบางท่านที่ให้ ความเห็นว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาควรจัดให้มีการเลือกตั้งหลาย ๆ รอบ ในลักษณะของแบบการร่อนตะแกรง เพื่อให้มีจำนวนลดลงและได้สัดส่วน จนกระทั่งเหลือจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่ดีที่สุด ข้อสรุปทั้งหมดดังที่ได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานล้วนแต่เปึนความคิดเห็นที่มีคุณค่า มีความสำคัญ ควรแก่การรับฟัง เพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับการมีส่วนร่วมของประชาชน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และในช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๖ ถึง วันที่ ๒๐ พฤษภาคมนี้ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดมุกดาหาร จะได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นขึ้นอีก ๕ ครั้ง ซึ่งในวันสุดท้าย คือ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ซึ่งเปึ้นเวทีใหญ่ และเปึ้นเวทีสุดท้าย จะได้มีการเชิญประชาชน จากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วย ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาคประชาชน ตลอดจนนักเรียน นิสิต นักศึกษา มาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ในครั้งนี้ ซึ่งจะได้นำมาสรุปรายงานต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชน ผ่านทาง ท่านประธานต่อไป กราบขอบพระคุณครับ