ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตรรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการจัดเวทีและติดตามผลใน 19 จังหวัดที่มีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ 182 เวทีและประชาชนประมาณ 40,000 คน
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระผม ขออนุญาตรายงานการดำเนินการ ในรอบที่ ๒ นะครับ การรับฟังความคิดเห็น ในรอบที่ ๒ รายมาตราครับ หลังจากที่เราได้รัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) แล้วนะครับ ฉบับที่แก้ไขได้ โดยแจกให้แต่ละจังหวัด จังหวัดละหมื่นเล่มครับ เราก็ดำเนินการแจกจ่าย ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไปส่วนหนึ่งแล้วครับ หลังจากนั้น ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง และคณะ ได้มาปฐมนิเทศให้วิสามัญประจำจังหวัด ทั้ง ๑๙ จังหวัดนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ได้นำคณะของท่าน มีท่านอาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา และท่านศิวะ แสงมณี ได้ไปเปึนวิทยากรบรรยายนะครับ เราก็แบ่งเปึน ๒ รอบด้วยกัน รอบแรกจัดที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีจังหวัดใกล้เคียงอีก ๗ จังหวัดมารับฟังความคิดเห็น มารับคำปฐมนิเทศจากคณะของอาจารย์เจิมศักดิ์ โดยมี วิสามัญรวมแล้วประมาณร้อยท่านครับ ในการปฐมนิเทศนั้น อาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณา แนะวิธีการจัดเวทีนะครับ จัดเปึนรูปวงกลม หันหน้าเข้าหากัน ผู้ที่นำเสวนาตรงนั้นก็อยู่ ตรงกลาง แล้วก็เดินไปเดินมานะครับ เพื่อให้ได้ความเห็น แล้วใกล้ชิดกับผู้แสดงความ คิดเห็น แล้วก็มีการสอบถามในเรื่องอายุ เพศ ต่าง ๆ ในแนวทางที่อาจารย์เจิมศักดิ์ทำไว้ ประกอบทั้งมีภาพและเสียง หลังจากแนะนำเสร็จเรียบร้อยเสร็จ ก็มอบทั้งเอกสารและ แผ่นซีดี (CD- Compact Disc) ให้กับวิสามัญนำไปใช้ นอกจากนั้น ยังกำหนดประเด็น ให้กับวิสามัญไว้ ๑๕ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งก็นำมาจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟัง ความคิดเห็น) นี่ มาแยกประเด็นไป ทั้งหมด ๑๕ ประเด็น เพื่อนําไปโหวต (Vote) ให้กับผู้ที่แสดงความคิดเห็นนั้นว่า เราจะดําเนินการประเด็นใดบ้างครับ ทั้งนี้กรรมาธิการ วิสามัญก็เกิดความมั่นใจ แล้วออกไปรับฟังความคิดเห็น เปึนแนวทาง และกรอบเดียวกัน ทั้ง ๑๙ จังหวัดครับ สำหรับจังหวัดขอนแก่นนั้น เราเป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็นผ่าน สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ที่จังหวัดขอนแก่น ในวันพุธ พฤหัส ศุกร์โดยต้องขอกราบขอบพระคุณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ที่ได้ให้เวลากับเราวันละ๑ ชั่วโมงนะครับ ให้เราเป่ดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านเข้ามาในสถานีโทรทัศน์ครับ ทั้ง ๑๙ จังหวัดนั้น เราร่วมเวทีทั้งหมดได้ ๑๘๒ เวทีครับ ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับการรายงานนั้น ทุกเวทีเมื่อเสวนากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รายงานทาง อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) นะครับ สิ้นสุดรายงานวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ครับ นี่ในส่วนของจังหวัดที่ดำเนินการ ในส่วนของจังหวัด ในส่วนของภาคนั้น ก็ได้สนับสนุน การดำเนินการของจังหวัด ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ได้เป่ดเวทีที่ราชภัฏ จันทรเกษม โดยรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทางภาคอีสาน ในกรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมรับฟังประมาณ ๔๐๐ ท่านครับ ต่อมา วันที่ ๓ พฤษภา กระผมและคณะ ได้ดำเนินการติดตามผลไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปติดตามงานจากวิสามัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และในวันรุ่งขึ้น ท่านการุณ ใสงาม ได้เป่ด เวทีรับฟังความคิดเห็น โดยมีประชาชนเข้ามีส่วนร่วมประมาณ ๒๐๐ ท่าน หลังจากนั้น เราก็ไปตรวจติดตามงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ได้เป่ดเวทีที่จังหวัด ศรีสะเกษ มีประชาชนเข้ารับฟังความคิดเห็นอยู่ประมาณ ๔๐๐ ท่านครับ ทั้งนี้โดยมี สมาชิก ท่าน สสร. กนก เปึ้นผู้รับผิดชอบครับ หลังจากนั้น วันที่ ๕ ก็ไปเป่ดเวที ความคิดเห็นที่จังหวัดยโสธร มีผู้ร่วมเข้ารับฟังประมาณ ๔๐๐ ท่าน โดยมี สสร. ท่านกนก ท่านอรรครัตน์ เปึ้นผู้ควบคุมกำกับดูแลครับ ในวันต่อมา ในวันที่ ๑๕ พฤษภา ก็ไปติดตาม งานที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดขอนแก่น ติดต่อกันนะครับ หลังจากนั้น ก็มาติดตามงาน ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป่ดรับฟังความคิดเห็น มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ในจังหวัดนครราชสีมาประมาณ ๑,๐๐๐ คนครับ และเมื่อวานนี้ คือ วันสุดท้าย คือ วันที่ ๑๓ นั้น ก็ไปรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดชัยภูมิครับ ทั้งหมดนี้ก็เปึนการเดินทางไป รับฟังความคิดเห็น และการติดตามงานครับ สำหรับประเด็นที่ผมรับฟังความคิดเห็น มาจากผู้พิพากษา จำนวน ๑,๑๕๙ ท่าน มีประเด็นสำคัญที่จะขอกราบเรียน ที่ท่านผู้พิพากษาได้ส่งเอกสารประกอบนะครับ มีผู้พิพากษาลงชื่อมา ๑,๑๕๙ ท่าน มีประเด็นที่สำคัญดังนี้ครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่กำหนดให้ ประธานศาลฎีการ่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ ซึ่งเปึนเรื่องของการเมือง ไม่สมควรที่ผู้พิพากษาจะเข้าไปมี ส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้เสียความเปึนอิสระ และเสียความยุติธรรม ประเด็นที่ ๒ ตามที่ร่างรั่ฐธรรมนูญที่กําหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาสมาชิก วุฒิสภา และองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาไม่สมควรที่จะ เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเปึนการปฏิบัตินอกหน้าที่ของผู้พิพากษา ซึ่งทําให้สูญเสีย ความเปึนกลาง ประเด็นที่ ๓ ในหมวดสิทธิ ส่วนที่ ๓ มาตรา ๒๑๖ วรรคสอง ว่าด้วย ศาลยุติธรรม ในประเด็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คือ กต. กำหนดให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศาลฎีกา ๖ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๔ ท่าน ศาลชั้นต้น ๒ ท่าน โดยให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ซึ่งแตกต่าง กับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ โดยที่กำหนดองค์ประกอบของคณะตุลาการ ศาลยุติธรรม มีศาลละ ๔ ท่าน และให้ผู้พิพากษามีสิทธิเลือก กต. ได้ทุกชั้นศาล อันเปึ้น ที่มาการแก้ไขวิกฤตการณ์ เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ นับว่าเหมาะสม สอดคล้อง กับสภาพองค์กรของศาลยุติธรรมอยู่แล้ว การที่สภาร่างกำหนดองค์ประกอบของ กต. เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงานบุคคลในส่วนของศาล ยุติธรรมเปึนอย่างยิ่ง ดังมีเหตุผลต่อไปนี้ ที่ผ่านมานับแต่ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน กต. ในระบบปัจจุบัน โดยเฉพาะ กต. ที่มาจากศาลชั้นต้น ทั้ง ๔ ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเปึนหลักประกันความเปึ้นอิสระของผู้พิพากษา ได้เปึนอย่างดี ขณะนี้ศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาประมาณ ๓,๐๐๐ ท่าน ศาลอุทธรณ์ มีประมาณ ๓๘๐ ท่าน ศาลฎีกามีประมาณ ๙๐ ท่าน แต่กำหนดสัดส่วน กต. ที่มาจาก ศาลชั้นต้นเพียง ๒ ท่านเท่านั้น เปึ้นสิ่งที่ไม่เหมาะสมครับ ผมขออนุญาตนำเอกสารนี้ มอบให้ท่านประธานไปครับ กระผมขอให้ สสร. ท่านอื่นได้กรุณาได้รายงานตามประเด็นต่าง ๆ ที่เราได้กำหนดไว้ครับ เชิญครับ