สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐

วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เสนอผลการดำเนินงานของกรรมาธิการภาคกลาง และเรียกร้องให้มีมาตรฐานจริยธรรมสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนบางมาตรา เช่น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระติดต่อกัน, บำเหน็จบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา, การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และการสร้างศาลตํารวจ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการภาคกลางครับ ขออนุญาตรายงานชี้แจงผลการดำเนินงานต่อจาก ท่านกรรมาธิการท่านสุรพล ก่อนชี้แจง ก็จะขอขอบคุณประชาชนนะครับ ทั้ง ๒๖ จังหวัด เวลาที่เราไปทำเวทีนั้น ได้รับความสนใจเปึ้นอย่างยิ่ง บางแห่งนั้นมากมาย เกินกว่าที่เราตั้งประมาณการไว้ ก็ถือว่าเปึนมิติที่ดี ที่ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ผมเข้าสู่ประเด็นที่ ๑๒ นะครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับ ควรมีการกำหนด มาตรฐานจริยธรรมของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท เกี่ยวกับการฝ์าฝ๋น ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ให้ถือว่าเปึ้นการกระทำที่ผิดวินัย ตามมาตรา ๒๗๐ เรื่องนี้ เสียงส่วนใหญ่ประชาชนที่เข้ารับฟังนะครับ พอใจ แล้วก็ให้ความเห็นว่า ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วย เพราะถือว่า เรื่องนี้เปึนจุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ที่จะมีการเอาจริงเอาจังเรื่องจริยธรรม คุณธรรมของทั้งข้าราชการและนักการเมือง แล้วก็ เปึนการปัองปรามมิให้เกิดการทุจริตด้วย เสียงส่วนน้อยนั้นอาจจะท้วงติงว่า มาตรฐานที่กำหนดการเรื่องจริยธรรมนั้นยังไม่ชัดเจนนะครับ

ประเด็นที่ ๑๓ เรื่องเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อ ปปช. นอกจากจะต้องแสดงของตนเองแล้ว ต้องแสดงของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุ นิติภาวะ และยังขยายไปถึงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเปึ้นทางตรงหรือทางอ้อม ตามมาตรา ๒๕๐ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยอย่างมาก เพราะว่าให้แสดงทรัพย์สิน ร้อยละ ๙๘ เห็นด้วยว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ดี มีเสียงส่วนน้อยเท่านั้นล่ะครับที่ไม่เห็นด้วย แต่ว่าก็บอกว่า ควรจะมีข้อเสนอแนะบอกว่า ให้รวมถึงกรณีที่เปึ้นสามี และภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ให้รวมด้วย แล้วก็รวมถึงบุตรที่บรรลุนิติภาวะ รวมด้วยเช่นเดียวกันนะครับ

ประเด็นที่ ๑๔ เปึนประเด็นที่เกี่ยวกับแสดงทรัพย์สิน หนี้สินของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จะต้องเป่ดเผยแก่สาธารณชนเช่นเดียวกับ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๕๒ ประเด็นนี้ประชาชนจะเรียกว่า เปึ้นเอกฉันท์นะครับ จะเห็นด้วย ร้อยละ ๙๙ เห็นด้วย ควรให้เป่ดเผย

ประเด็นที่ ๑๕ เปึนประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิก วุฒิสภา เมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีการรอลงอาญา ก็ควรจะต้องพื้นจาก ตำแหน่ง เว้นแต่เปึนความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๙๐ เห็นด้วยนะครับ เสียงส่วนน้อยนั้นก็มีบ้าง เพราะว่ายังห่วงอยู่ว่า อยากให้ คดีสิ้นสุดก่อน

ประเด็นต่อไปนะครับ เปึนประเด็นที่ ๑๖ คือ ประเด็นของท่าน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประเด็นเมื่อต้องคำพิพากษาถึงจำคุก แม้คดียังไม่ถึงที่สุด ก็ตาม หรือรอลงอาญาก็ตาม ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วยนะครับ แล้วก็เปึนบางคนเสนอมาว่า แม้กระทั่งถูกฟัอง หรือดำเนินคดีทางอาญา ก็ควรจะพ้นจากตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เกิดการมัวหมองนะครับ และข้อเสนอบางกลุ่มนะครับ ก็ให้ความเห็นมาว่า ในกรณีที่ถูกกักขังตามหมายศาล ก็ควรจะมีผลให้พ้นจากหน้าที่ เช่นเดียวกัน

ต่อไปนะครับ เปึนเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระ และศาล เปึนประเด็นที่ ๑๗ นะครับ เรื่องเกี่ยวกับคณะบุคคลในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๒๒๖ นั้น ประเด็นเรื่องนี้เสียงส่วนใหญ่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ เห็นด้วยนะครับ ที่จะให้มีการ ดำเนินการตามที่ได้ร่างมา เสียงส่วนน้อยนั้น ก็อาจจะมีข้อเสนอแนะมาว่า ไม่อยากให้ มีการผูกขาดเฉพาะกับบุคคลเพียงทั้ง ๗ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ควรจะเพิ่มจำนวนผู้ที่ จะมาเปึนองค์กรในการพิจารณาด้วย มีข้อเสนอเพิ่มเติมในประเด็นนี้อีก ๒ ประเด็น ที่น่าสนใจ คือ ควรจะมีการจัดสัดส่วนของจำนวนที่จะมาจากภาคประชาชน และกลุ่ม อาชีพมาร่วมด้วย แล้วก็อาจจะมีควรเพิ่มอัยการสูงสุด และทางนายกสภาทนายความ มามีส่วนร่วมด้วย ก็จะเปึนการเพิ่มความยุติธรรมมากขึ้น

ประเด็นต่อไปนะครับ เปึนประเด็นที่ ๑๘ เรื่องเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เปึ้นผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า นักการเมืองที่ไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สินอันเปึนเท็จ ตามมาตรา ๒๕๔ วรรคสองนั้น เสียงส่วนใหญ่ร้อยละไม่น้อยกว่า ๙๕ เห็นด้วยครับว่า ควรจะต้องให้ขึ้นดําเนินการตามที่รัฐธรรมนูญได้ร่างไว้ ในประเด็นนี้ก็มีข้อเสนอแนะ นิดหนึ่งครับ คือ หลายท่านเสนอมาว่า ควรจะกำหนดเพิ่มอัยการ และพนักงานสอบสวน เข้าไปด้วย

ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๑๙ ซึ่งเปึนเรื่องขององค์กรอิสระเช่นเดียวกัน คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐสภาและศาล เกี่ยวกับการแปรญัตติงบประมาณ เพิ่มเติมได้โดยตรงกับคณะกรรมาธิการของสภาในมาตรา ๑๖๔ วรรคเก้า เสียงส่วนใหญ่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าเสียงส่วนน้อยก็มีข้อสังเกตว่า การแปรญัตติ นั้นน่าจะมีเฉพาะแต่สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ประเด็นที่ ๒ คือ ถ้าหากว่ามีการแปรญัตติให้องค์กรอิสระ ก็อาจจะนํางบประมาณที่ใช้ ไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ทุจริต หรือไม่เหมาะสม แต่ถ้าหากว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ถ้าอย่างนั้นต้องมีองค์กรหน่วยงานที่ตรวจสอบงบประมาณ ที่องค์กรอิสระนำไปใช้ให้รัดกุม

ประเด็นที่ ๒๐ ครับ เรื่องเกี่ยวกับการแยกองค์กรอัยการออกมาเปึ้นอิสระ จากรัฐบาล เพื่อให้องค์กรอัยการนี้ได้ทํางานอย่างอิสระในการตรวจสอบการใช้อํานาจ ของรัฐบาล ตามมาตรา ๒๔๖ ความเห็นของผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีนะครับ เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ เห็นด้วย เพราะว่าอยากให้องค์กรนี้เปึนองค์กรที่ทำงานได้ อย่างอิสระจริง ๆ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล และฝ์ายการเมืองได้ อย่างแท้จริง แต่เสียงส่วนน้อยนั้น ก็ยังบอกว่า ยังไม่อยากให้แยกออกไปเปึนหน่วยงาน อิสระ อยู่กับรัฐดีแล้วนะครับ เสนออย่างนั้น มีเพิ่มเติมเปึนข้อสังเกตครับ ประเด็นนี้ ประเด็นเกี่ยวกับองค์กรอัยการนะครับ คือ ถ้าหากองค์กรอัยการนี้มีความเปึนอิสระ ก็ควรจะสามารถตรวจสอบได้ แล้วก็สามารถจะลงโทษ หากอัยการประพฤติมิชอบ ก็ต้องถูกลงโทษได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ ๒๑ นะครับ เปึนประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้ง ซึ่งมีประเด็นในประเด็นนี้ระบุเหมือนกันไว้ว่า ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ไปแล้ว และถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า ควรจะมีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้เสนอ ความเห็นต่อศาลฎีกา หรือศาลอุทธรณ์ เพื่อวินิจฉัยตามมาตรา ๒๓๓ นั้น เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ ๘๕ ครับ เห็นด้วยว่าดี เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่เสียงส่วนน้อยก็บอกว่า อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินในกรณีให้ใบแดง ใบเหลืองแก่ผู้ที่สมัคร สมาชิก ทั้งหลายที่ได้กล่าวมานะครับ

ทีนี้ในส่วนของการไปรับฟังความเห็นนั้น ก็ปรากฏว่า ก็มีประเด็นเพิ่มเติม นอกจากที่เราไปเสนอความเห็นตามประเด็น ๒๑ ข้อแล้วนะครับ ก็มีความเห็นจาก ประชาชนเสนอเพิ่มเติมขึ้นมา เราก็รับฟัง ก็นำมาสู่คณะกรรมการ แล้วก็มาให้ท่านสมาชิก สภาร่างได้รับทราบเพิ่มเติม ผมกราบเรียนในประเด็นต่าง ๆ พอสังเขปนะครับ เพื่อให้ เหมาะสมกับเวลา

ในหมวดที่ ๑ บททั่วไปนั้น ก็มีผู้เสนอขอให้เพิ่มข้อความในหมวดที่ ๑ มาตราที่ ๔ ให้เพิ่มคำว่า จารีตประเพณี ขึ้นมาด้วย แล้วก็อยากจะขอให้มีการบัญญัติ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะบัญญัติพุทธศาสนาขึ้นมา แล้วก็มีการไม่เห็นด้วย อันนี้ก็เปึน ความเห็นที่เราก็ต้องมารับฟังกันต่อไปนะครับ ทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในหมวดที่ ๒ ครับ มีประชาชนเสนอเกี่ยวกับการให้เพิ่มในมาตราที่ ๘ ว่าด้วยการกล่าวอ้างถึงพระมหากษัตริย์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ถ้าจะนำไปเปึนผลประโยชน์ ทางการเมืองนั้นกระทำมิได้ มิฉะนั้นจะมีผู้กล่าวอ้าง เพื่อประโยชน์ทางการเมืองอยู่เสมอ

ในหมวดที่ ๓ ครับ เรื่องสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยนะครับ มันมีเรื่อง หมวดเกี่ยวกับเรื่องส่วนที่ ๒ นะครับ เรื่องความเสมอภาค มีประชาชนเสนอมาว่า ในมาตราที่ ๓๐ ครับ ชายกับหญิงนี่ควรมีความเท่าเทียมกัน ในเรื่องการใช้คำนำหน้านาม ในกรณีที่มีการแต่งงานแล้ว จะเปึน นางสาว เปึน นาง นายหนุ่ม จะเปึน นาย หรืออย่างไร ก็พิจารณากันต่อไปนะครับ มาตรา ๓๐ วรรคสาม ก็มีคนไม่เห็นด้วยกับคำว่า สภาพ ทางกาย คือ อยากให้ใช้คำว่า ความพิการ ไปเลย ให้ชัดเจน ซึ่งอันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่ ทางผู้พิการก็มีการเสนอขึ้นมาว่า ผู้พิการนั้นถูกละเลยไปนานพอสมควร ในส่วนที่ ๓ นั้น เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลนะครับ เรื่องตามมาตรา ๓๒ วรรคสาม เกี่ยวกับเรื่องของ การตรวจค้นตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ควรมีข้อกำหนดให้ต้องขอหมายศาล เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทํางานช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ อันนี้ก็เปึนความเห็น ส่วนหนึ่งนะครับ ก็รับฟังมาครับ ในส่วนที่ ๖ ครับ เรื่องสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ อันนี้ควรจะเพิ่มเติม มีผู้เสนอว่า ควรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองอาชีพของคนไทย จากคนต่างด้าวที่เข้ามาลงทุน หรือเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทย ซึ่งอันนี้ก็เปึ้นสิ่งที่หลาย ๆ อาชีพที่ต่างเสนอมานะครับ ในส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพของการศึกษา ในมาตรา ๔๘ มีผู้ขอเสนอให้เพิ่มในมาตรา ๔๘ ว่า ขอให้ปลูกฝั่งให้เยาวชนรักชาติควบคู่กับการรักษาไว้ ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ และอีกประเด็นหนึ่งครับ คือ รัฐควรจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานอย่างน้อย ๑๒ ป้ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ที่ไม่เก็บ ไม่จ่ายจริง ๆ นะครับ คือ รัฐ ต้องจ่ายให้เต็มที่ โดยที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เนื่องจากว่า ในทางปฏิบัติเองรัฐจัดสรร งบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารงานของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนต้องเก็บค่าใช้จ่าย เพิ่มเติมจากผู้ปกครอง อันนี้เปึนเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่หลายจังหวัดก็อยากจะขอให้ ดูแลเรื่องการศึกษากับบุตรหลานอย่างเต็มที่ และยังเพิ่มอีกว่า อยากให้รัฐจัดการศึกษา ฟรีถึง ๑๕ ป้ ก็เปึนประเด็นที่ทางกรรมาธิการก็ต้องมาพิจารณาต่อไปนะครับ ส่วนการสนับสนุนการศึกษานั้น อยากให้รัฐสนับสนุนกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพื่อเปึนการช่วย คนรายได้น้อยให้มีโอกาสมากขึ้น ในส่วนที่ ๙ ครับ เรื่องสิทธิในการรับการบริการ สาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ ในมาตรา ๕๓ ครับ มีผู้ท้วงติงว่า สิ่งอำนวย ความสะดวกที่รัฐจัดให้นั้น อยากจะขอให้เปลี่ยนไปเปึนคําว่า ให้สามารถเข้าถึง และ ใช้ประโยชน์ได้ ลงไปจะดีกว่า อันนี้ก็เปึนความเห็นว่า เขาอาจจะต้องการสามารถใช้ ประโยชน์ได้จริง แล้วก็เข้าไปถึงการรับบริการของรัฐอย่างแท้จริง ในมาตรา ๕๕ ครับ เรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่ไร้ที่อยู่อาศัย คือ ความหมายยังไม่ชัดเจน ก็อยากให้ชัดเจนขึ้น ผมไปต่อ ส่วนที่ ๑๑ นะครับ เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม ก็มีผู้เสนอว่า การชุมนุม ในมาตรา ๖๒ การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ควรจะเพิ่มในส่วนที่ว่า สิ่งที่โดยสภาพ อาจเปึน ใช้เปึนอาวุธได้ ให้ไปด้วย ไม่มีอาวุธจริง แต่อาจจะมีอย่างอื่นที่ใช้เปึนอาวุธได้ ก็ขอให้เพิ่มกำหนดไปในมาตรา ๖๒ ด้วย และเช่นเดียวกัน ในมาตรา ๖๒ มีอีกจังหวัดหนึ่ง ครับ เสนอว่า ควรบัญญัติหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในการชุมนุมประท้วงให้มีความลำบาก หรือว่าให้มีฟังเหตุผลมากพอสมควร ทั้งนี้ เพื่อปัองกันการชุมนุมประท้วงไปตามอำเภอใจ ให้ควรให้มีโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่ทำความเดือดร้อน สร้างความเสียหาย ให้แก่ประเทศชาติ ในการประท้วงชุมนุมด้วย และในส่วนที่ ๑๒ ครับ สิทธิการชุมนุมนั้น ก็มีผู้ที่เสนอมากรณีที่การที่จะสร้างสาธารณูปโภคใด ๆ ก็ตาม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ก็ควรให้การกำหนดให้องค์กรภาคประชาชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ของ ประชาชนในเขตพื้นที่นั้น ๆ ได้มีโอกาสเข้าไปร่วม และมีสิทธิ ในลักษณะที่มีอำนาจในการ พิจารณาให้ความเห็นชอบร่วมกันในโครงการนั้น ๆ ด้วย จะเปึนสิ่งที่ดี อีกนิดเดียวครับ

ในหมวดที่ ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มีผู้เสนอในมาตรา ๗๑ ครับว่า ไม่ควรใช้มาตรการเชิงลงโทษแก่ผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง แต่รัฐควรใช้วิธีการชักจูง หรือจูงใจ ให้ประชาชนไปใช้สิทธิมากกว่าการใช้มาตรการลงโทษ ในมาตรา ๗๒ นั้น มีคำขึ้นต้น ในมาตรา ๗๒ ว่า บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ในกรณีนี้ผู้หญิงควรให้เปึ้นความ สมัครใจ คือ ผู้หญิงอาจจะสนใจสมัครเปึ้นทหาร ก็สมัครเกณฑ์ทหารนะครับ หมายถึง อย่างนั้น ก็เปึนความคิดที่เสนอมา

ในหมวดที่ ๕ ครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่ ๓ เฉพาะส่วนสาม นะครับ ส่วนที่ไม่มีก็ขออนุญาตข้าม ในแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ในมาตราที่ ๗๗ วรรคสอง อยากให้เพิ่มคำว่า ท้องที่ เนื่องจากว่าท้องที่ที่ทำงานรับใช้ ประชาชนนั้น อาจจะเข้าถึงประชาชนไม่ทั่วถึง อยากให้มีการได้เพิ่มเติมขึ้นไปให้ชัดเจน ในส่วนที่ ๔ เรื่องแนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ในมาตรา ๗๙ วรรคสามนะครับ มีผู้มาเสนอความเห็น อยากให้มาตรานี้ได้กำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับ นโยบายการจัดการศึกษาของชาติว่า การจัดการศึกษานั้น ควรจะจัดการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยทุกระดับควรจะจัดการศึกษาให้มีองค์กรผู้รับผิดชอบโดยตรง และเพิ่มเติมบัญญัติ คำว่า ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้เปึนระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษา เพิ่มเติมเข้าไปในส่วนแรกของมาตรา ๗๙ วรรคสาม นอกนั้นเปึ้นไปตาม ร่างเดิมทุกประการ ในมาตรา ๗๙ วรรคสามนั้น ก็มีผู้เสนอมาเพิ่มเติมอีกว่า อยากขอให้ พระภิกษุได้มีบทบาทเข้ามาช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ให้แก่เยาวชน ด้วยครับ เปึนข้อเสนอเพิ่มเติม และในหมวดนี้ก็มีผู้บัญญัติเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ของพระในรัฐธรรมนูญไว้ด้วย คือ เกี่ยวกับการปฏิบัติของพระสงฆ์ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยควรจะลงโทษพระสงฆ์ที่ปฏิบัติผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อศาสนานั้น ให้เปึนโทษ ทางอาญา ไม่ใช่เพียงแค่สึกแล้วก็จบ ในมาตรา ๔๘ นะครับ ก็เปึ้นเรื่องเกี่ยวกับการ ดำเนินการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควรจะมีการตั้งไตรภาคีในการที่จะพิจารณา เช่น มีทางฝ์ายโรงงาน ฝ์ายประชาชน ฝ์ายราชการ ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ในการดําเนินการ

ในหมวดต่อไปนะครับ เปึนหมวดที่ ๖ เรื่องรัฐสภา ก็เปึนเรื่องที่ ท่านประธานได้พูดไปแล้วว่า ส่วนใหญ่ ก็ขณะนี้มีประเด็น ๒ ประเด็นครับ คือ ประเด็นที่ สส. ในมาตรา ๙๑ เสนอให้ส่วนใหญ่นะครับ ก็จะบอกว่า อยากให้เปึ้นการเลือกตั้งแบบ เขตเดียวเบอร์เดียว แล้วก็เพิ่มวิธีการนับคะแนนให้ โดยใช้แบบน้ำบัตรไปเทรวม แล้วก็นับ พร้อมกันทีเดียว อันนี้ก็จะเปึนคล้าย ๆ แบบเดิมนะครับ แล้วก็มีผู้เสนอมาว่า อยากจะ เปลี่ยนให้ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจากอายุ ๑๘ เปึนอายุ ๑๕ ก็ได้มั้ง เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ พัฒนาการได้เร็วขึ้น ก็เปึนความเห็นนะครับ แล้วก็นอกจากนี้ ในมาตรา ๙๕ มีผู้เสนอว่า คุณสมบัติของผู้สมัครรับเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ควรจะมีวุฒิการศึกษา จบอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไปนะครับ อันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่เสนอมานะครับ ในส่วนที่ ๙ ครับ ในมาตรา ๑๕๔ นะครับ ก็เปึนเรื่องเกี่ยวกับการเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นะครับ ก็บอกว่า เสนอว่าไม่จําเปึนจะต้องมีจํานวนสมาชิกถึงหนึ่งในสี่ เพียงผู้นํา ฝ์ายค้านคนเดียวก็เป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้แล้ว อันนี้ก็เปึนข้อเสนอ นะครับ

ในส่วนของหมวดที่ ๘ เรื่องการเงิน การคลัง และงบประมาณ สำคัญที่สุด เลย ที่ประชาชนเสนอมา ก็คือ การทําสัญญาใด ๆ ของรัฐที่จะมีมูลค่าเกินกว่า หนึ่งพันล้านขึ้นไป ควรจะทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนรับทราบก่อนนะครับ

ในส่วนหมวดที่ ๙ เรื่องของคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็มีในมาตรา ๑๖๗ วรรคสี่ เกี่ยวกับเรื่องของการดำรงตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้เสนอความเห็นว่า ไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งนานเกินไป ดังนั้น ท่านจึงอยากจะขอให้ปรับถ้อยคำ ว่า การดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกัน นี่ จะให้ตัดคำว่า ติดต่อกัน ออกนะครับ แล้วก็ การขยายผลเรื่องนี้ ถ้าหากว่า จะมีผลจริง ๆ นี่ ก็อยากให้มีผลบังคับย้อนหลังไปถึง ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกด้วยนะครับ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอของประชาชนมานะครับ ในมาตราที่ ๑๙๒ วรรคสองนะครับ เรื่องเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของบุคคลที่เปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้น เกี่ยวกับบําเหน็จบํานาญที่เคยมีการ ขอไว้นั้น ประชาชนเสนอว่า บำเหน็จบำนาญของบุคคลตามมาตรานี้ ซึ่งพื้นจากตำแหน่ง ไปแล้วนั้น ไม่ควรมี เพราะว่า นักการเมืองถือว่าเปึนบุคคลที่เข้ามาทําหน้าที่ในกรอบของ ระยะเวลาที่กำหนด ระยะชั่วคราว ระยะหนึ่งเท่านั้นนะครับ แล้วก็ที่มาของนายกรัฐมนตรี นั้น ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง นี่เปึนข้อเสนอนะครับ ในหมวดที่ ๙

ส่วนหมวดที่ ๑๐ นั้น ก็มีเสนอในมาตราที่ ๑๙๓ วรรคสอง เกี่ยวกับการ พิจารณาของศาล ก็ควรจะมีการดำเนินการ กระบวนการพิจารณาแบบต่อเนื่อง ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่..) เหมือน ๆ กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อไปนะครับ ไม่อยากให้ เปลี่ยนแปลงอะไร แล้วก็มีคนเสนอมาเพิ่มอีกครับ บอกว่า เรื่องศาลทหารมีแล้ว ตอนนี้ อยากให้มีศาลตํารวจด้วย ก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอย่างไรนะครับ

ไปถึงหมวดที่ ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญของรัฐ เรื่องเกี่ยวกับ มาตรา ๒๔๔ (๒) ควรให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจที่จะเสนอเรื่อง พร้อมกับให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ กระทบต่อสิทธิมนุษยชน และมีปัญหาเกี่ยวข้องกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้เอง คือ ให้กรรมการสิทธิเสนอได้เอง โดยไม่จําเปึนจะต้องมีผู้ร้องเรียนก่อน อันนี้ก็เสนอมานะครับ

ส่วนในหมวดที่ ๑๒ นั้น ก็มีผู้เสนอมาหลายประเด็นครับ เช่น มาตรา ๒๕๐ อยากจะขอให้ปรับแก้ว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของข้าราชการนั้น อยากให้เริ่มตั้งแต่ระดับ ๖ คือ ซี ๖ ขึ้นไป ส่วนมาตรา ๒๕๒ นั้น การแสดงรายการ ทรัพย์สิน และหนี้สินของข้าราชการนั้น ให้ครอบคลุมถึงองค์กร รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะครับ แล้วก็ในมาตราที่ ๒๖๑ (๑) ให้ตรวจสอบผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้ตรวจเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ด้วย พูดง่าย ๆ คือทุกองค์กรจะต้องมีการตรวจสอบกันทั้งหมดนะครับ

ในหมวดที่ ๑๓ หมวดนี้ ในมาตรา ๒๗๐ มีการขอเสนอว่า ควรให้มีการ ออกประมวลจริยธรรมมาบังคับก่อนที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนด วันเลือกตั้ง ประมวลจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งมีในมาตรา ๒๗๐ อยากให้ออกมาให้ เสร็จก่อน ในส่วนที่บทเฉพาะกาลนะครับ มาตรา ๒๙๙ นั้น ก็มีผู้เสนอว่า ไม่ควรจะ บัญญัติมาตราเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมไว้ อันนี้ก็เปึนความเห็นของประชาชนในส่วนหนึ่ง มีข้อเสนอเพิ่มเติมเล็กน้อยอีกนิดเดียวครับ คือ มีผู้เสนอว่า ควรจะมีการออกกฎหมาย เพื่อห้ามการปฏิวัติ และควรจัดให้มีคณะกรรมการพิเศษในการแก้ปัญหา แล้วก็มีผู้เสนอ คนที่ ๒ เสนอว่า เห็นควรให้มีการจัดตั้งโรงเรียน หรือสถาบันสำหรับฝ๊กอบรมนักการเมือง ก่อนที่นักการเมืองเหล่านั้นจะมาทําหน้าที่บริหารประเทศชาติ และเพิ่มเติมครับ มีคน เสนอว่า นักการเมืองนั้น ควรจะใช้คำพูดว่า มาทำงานการเมือง มากกว่า มาเล่นการเมือง เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เปึนเรื่องต้องทำงานเพื่อชาติ ผมก็ขอสรุปประเด็นทั้งหมด กับท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ