รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ ห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ๑๐ โมง ๓๕ นาที ครบองค์ประชุม ๒๔๙ ท่าน ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกนะครับ ก่อนที่ผม จะกล่าวเปิดก็อยากจะเรียนว่า ไม่ว่าข่าวคราวของสภาเราจะบวกจะลบอย่างไรก็ตามแต่ อย่าให้หน้าที่เราบกพร่อง ผมอยากเป็นกำลังใจให้กับสมาชิกทุกคนอยากให้ทำหน้าที่ ของเราให้ดี เพราะว่าจริง ๆ แล้วอยากจะเรียนด้วยความยินดีว่าเรื่องที่เราพิจารณากันไป ยังไม่ได้กล่าวเปิดนะครับ แต่ว่าเรื่องที่เราได้พิจารณาไปตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ผ่านไปด้วยดี ซึ่งผมก็ขอบพระคุณท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน เพราะว่าเรื่องวาระสำคัญ ๆ นั้น เช่นญัตติด่วนเหลือเพียง ๖ ญัตติเท่านั้น แต่จะมาหนักอยู่ญัตติที่เราพิจารณาวันนี้ ซึ่งยังค้างอยู่ ๑๑๒ ญัตติ กระทู้ก็เหลือไม่มาก เพราะฉะนั้นจะเป็นปรากฏการณ์ผลงาน ของท่านทั้งหลายที่ไม่ค่อยปรากฏอย่างนี้บ่อยนักในระบบสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อสิ้นสมัยแต่ละครั้งก็มีงานกองเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณ พวกเราทุกคนที่ได้กรุณาร่วมใจกันทำงาน เพื่อให้งานที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ได้รับประโยชน์ไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง
ผมขออนุญาตท่านสมาชิกขอเปิดประชุมนะครับ ขอเชิญสมาชิกเข้ามา เพราะว่าวันนี้เราประชุมเป็นพิเศษ ถ้าเราสามารถผ่านงานของเราได้เร็วผมเข้าใจว่าดี สมาชิกจะได้มีเวลาเดินทางกลับไปภูมิลำเนานะครับ ท่านจุลพันธ์มีอะไร เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธานในกระบวนการประชุมในวันนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เห็นชอบด้วย ที่ท่านประธานได้นัดประชุมเป็นวาระพิเศษ เพื่อที่จะดำเนินการประชุมในเรื่องของญัตติ ที่ค้างคาสภาซึ่งมาก วันนี้เพื่อนสมาชิกบางท่านก็อาจจะติดภารกิจ แต่ว่าที่มากันอยู่ก็เป็น ภาพที่ดี เพราะสภาเราจะได้ทำงานเดินหน้านะครับ แต่อยากจะหารือท่านประธานว่า ในกรณีที่มีการนัดประชุมเป็นวาระพิเศษเช่นวันศุกร์ครั้งนี้เหมือนครั้งที่แล้วที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ต้องเรียนท่านประธานว่า ถ้าท่านประธานจะเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก หารือในช่วงต้น ผมว่าจะเป็นการใช้เวลาสภาให้เกิดประโยชน์ เพราะว่าวันนี้เรามานั่งรอกัน ชั่วโมงหนึ่ง ผมว่าถ้าหารือกันมันจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ เพราะว่าเรื่อง หารือทุกอาทิตย์เราก็ต้องมานั่งรอคิวรอเวลาเพื่อที่จะหาเวลาเอาเรื่องความเดือดร้อน ชาวบ้านมาพูดในสภา ก็เรียนท่านประธานไว้ให้พิจารณาครับ
ก็รับไว้พิจารณานะครับ แล้วก็ในโอกาสต่อไปเมื่อรอองค์ประชุม ผมก็จะรับไว้พิจารณา แต่โดยปกติเรื่องชาวบ้านนั้น เราก็เปิดโอกาสทุกวันพุธวันพฤหัสบดีอยู่แล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดี แต่ว่าโดยส่วนตัว กรณีของปัญหานั้นผมกับท่านประธานกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรหารือกันอยู่ เพราะว่ามีอะไรที่เกี่ยวกับปัญหาของสภาก็ได้ช่วยกันแก้ไขต่อไป สำหรับวันนี้ผมขออนุญาต เรียนเพื่อความเข้าใจว่าได้นัดพิเศษเพื่อพิจารณากรณีของญัตติที่ค้าง วาระปกติที่ค้างอยู่ ประมาณ ๑๑๒ ญัตติ ผมขออนุญาตพิจารณาไปโดยลำดับนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่อง กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ไม่ปรากฏในระเบียบวาระ แต่ว่าได้มีการเสนอจากสำนักองค์การรัฐสภา ระหว่างประเทศ ขอเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบว่าในวันอังคารที่ ๒๔ หลังจากเสร็จสิ้น การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ แล้วจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ของหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา ไอพียู (IPU) สหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชีย และแปซิฟิก เอพีพียู (APPU) และสมัชชารัฐสภาอาเซียน ไอปา (AIPA) ซึ่งไม่อาศัยองค์ประชุม ในอดีตก็มีประชุมกันไม่กี่คน แต่ก็ถือว่าต้องทำให้ครบถ้วนตามกระบวนการ ก็เรียนที่ประชุม ได้รับทราบเผื่อผู้ที่เป็นกรรมการหรือทำงานด้านของไอพียู (IPU) ก็ดี หรือเอพีพียู (APPU) ก็ดี หรือไอปา (AIPA) ก็ดี จะได้รับทราบนะครับ ผมขอเรียนเรื่องเพื่อทราบได้รับทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา
ท่านรองประธานสุชาติได้ขอให้ผมเรียนสมาชิกด้วยว่าเมื่อวานนี้บังเอิญ ท่านได้บอกว่าวันนี้จะมีการพิจารณาญัตติที่ค้างจากเมื่อวาน แต่ความจริงแล้วญัตติที่ค้าง เมื่อวานนี้จะพิจารณาในสัปดาห์หน้านะครับ วันนี้จะพิจารณาเฉพาะญัตติที่ไม่ใช่เรื่องด่วน เมื่อวานนี้เป็นเรื่องด่วน ก็เรียนที่ประชุมได้รับทราบด้วยครับ ส่วนเรื่องที่ค้างพิจารณา ซึ่งจะเสนอในวันนี้ ผมได้เรียนสมาชิกรับทราบว่าเราได้แบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่ม ๆ เมื่อเดือนที่แล้ว ประชุมพิเศษกลุ่มใหญ่เรื่องของน้ำก็ได้ผ่านไปเกือบ ๑๐ กว่าญัตติ เกือบ ๒๐ ญัตติ ในวันนี้กลุ่มแรกคือกลุ่มวาระเรื่องของสภานะครับ
๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ (นายสมคิด เชื้อคง และนายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นผู้เสนอ)
ซึ่งญัตตินี้ก็มีญัตติที่เป็น เรื่องทำนองเดียวกันอยู่ ๑ ญัตติ พอหลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มที่ ๓ ซึ่งประเดี๋ยวผมจะเรียน พวกเราอีกทีว่าจะต้องขอความกรุณาสมาชิกจะเลื่อนญัตติขึ้นมาซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ว่าสำหรับกลุ่มแรกขอท่านสมาชิกแนะนำ เมื่อวานผมได้ยินคุณหมอชลน่านแนะนำ การเสนอญัตติว่าให้อ่านญัตติ ผมก็ย้ำอีกทีว่าวิธีเสนอที่จะเป็นประโยชน์กับพวกเรา เมื่อบันทึกไปแล้วก็จะรู้ว่าท่านทำเรื่องอะไรก็คืออ่านญัตติที่ท่านเสนอ เสร็จแล้วท่านก็ อภิปรายประกอบในญัตติที่ท่านเสนอนั้น
เพราะฉะนั้นญัตติแรก ก็ขอเชิญท่านสมคิด เชื้อคง คุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ผู้เสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยญัตติที่ ๕.๑๑ ของท่านศุภชัย ใจสมุทร และของท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นเรื่องทำนองเดียวกันนะครับ คือขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ล่าช้า เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่ประชุมขอนำญัตติทั้งสองนี้มาพิจารณาพร้อมกันไป ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้อง ๕.๑๑ ก็จะมาร่วมพิจารณากับ ๕.๑
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ที่ประชุมไม่ขัดข้อง ผมขอเชิญ เจ้าของญัตติ ท่านสมคิด เชื้อคง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้กระผมและคณะได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่
เหตุผลประกอบญัตติ การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ย่านเกียกกาย บนถนนทหารแทนรัฐสภาเดิมที่ข้างสวนสัตว์ดุสิตที่เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบัน ซึ่งเดิมต้องให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐๐ วัน หรือภายในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ แต่ปัจจุบันโครงการได้ล่าช้าและเลื่อนออกไปมาก รวมทั้งปัญหาเรื่องงบประมาณและ รายละเอียดของโครงการ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๖๔ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด กระผมก็จะได้ชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร
ถูกต้องแล้วครับ
ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ความจริงผมก็พอทราบเรื่องว่าท่านประธานเองก็ได้เร่งรัดในโครงการนี้อยู่หลาย ๆ เรื่อง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบแล้วก็ได้ร่วมกันตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น กับโครงการก่อสร้างอย่างนี้ สภาของเราความจริงเป็นสภาใหญ่ การก่อสร้างแห่งใหม่นี้ ใช้ชื่อก็เพราะนะครับ สัปปายะสภาสถาน ซึ่งแปลว่าสงบเงียบร่มเย็น แต่ว่าตอนนี้ไม่ค่อยสงบ หรอกครับ เพราะยังสร้างไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมก็จะต้องเอ่ยถึงว่าผู้ที่รับจ้างก็เอ่ยชื่อ ได้ว่าบริษัท ซิโน-ไทย เป็นผู้ได้รับงาน งบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๖ กระทำการ ๙๐๐ วัน แล้วก็เริ่มงานวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖-๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘ อาคารนี้เป็นอาคารพื้นที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตารางเมตร จอดรถได้ ๒,๐๐๐ คัน พื้นที่สีเขียว ๑๑๐,๐๐๐ กว่าตารางเมตร ถ้าสร้างเสร็จจะเป็นสภาที่ใหญ่ อันดับ ๒ ของโลก ไปแทนที่สภาของประเทศโรมาเนีย ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือตึกเพนตากอน ๖๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร อันนี้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตารางเมตร แต่ท่านประธานครับ การที่ใหญ่ อันดับ ๒ ของโลก แต่การก่อสร้างนี้มีข่าวคราวที่ไม่เป็นมงคลมาตลอด ที่ไม่ดีมาตลอด เราก็เลยอยากให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าสภาแห่งนี้เกิดอะไร แล้วทำอย่างไร เซ็นสัญญา ๙๐๐ วัน ล่าสุดขยายเวลาก็ต่อสัญญานั่นละครับ ขยายเวลา ๑ ๒ ๓ ๔ ครั้ง รวมแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าวัน ทำสัญญา ๙๐๐ วัน แต่ขยายไป ๒,๐๐๐ กว่าวัน จะ ๘ ปียังเดินไปไหนไม่ได้เลย ที่ท่านบอกว่า จะไปประชุมห้องสภาผู้แทนราษฎรเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมเรียน ท่านประธานถ้าไม่เรียบร้อยอย่าไปเลยอยู่กันตรงนี้ อาจจะช้าเดือนสองเดือนก็ไม่เป็นอะไร ไปถึงก็ไปนั่งดมกลิ่นสีกันดมตรงนี้ก็พอแล้วอย่าไปดมที่ใหม่ ทีนี้ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ได้มีส่วนรับทราบว่าการต่อสัญญา แต่ทางสภาก็เรียกเท่ ขยายเวลา ก็คือต่อสัญญานั่นล่ะ ขยายไปหลายครั้งด้วยเหตุผลอะไร ครั้งที่ ๑ ผมก็ไปตามดูเรื่องมอบสถานที่ ครั้งที่ ๒ แก้ไขแบบ ครั้งที่ ๓ รื้อบ้านพักข้าราชการ รื้อโรงเรียน แต่ผมเรียนนะครับ ผมสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง ๙๐๐ วัน มันมาอย่างไร อยากรู้ว่าทีโออาร์ (TOR) ที่สภาออกทำไมต้อง ๙๐๐ วัน ทำไมครับ งานเป็นหมื่นล้านมันทำไม่เสร็จอยู่แล้ว การออกแบบเหมือนกัน พอครั้งที่ ๔ บอกว่ารอระบบ ไอที (IT) ตกลงมันแยกกันทำทำไม ทำไมไม่ออกแบบครั้งแรกไปเลยว่าระบบอยู่ตรงไหน ๆ งานก่อสร้างอาคารชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องพิสดารเลย เป็นเรื่องปกติ โครงสร้างปกติไม่มีอะไรแปลกเลย เป็นธรรมดาเท่านั้นเอง ทำโครงสร้างก็มีเข็มมีพื้นปกติ พื้นสภาก็เป็นโพสต์เทนชัน (Post tension) ธรรมดานี่เอง ผนังก็ธรรมดา ผมคงไม่ไปลงในรายละเอียดว่างานออกแบบ เป็นอย่างไร งานออกแบบใครตรวจแบบผมก็จะตามว่าทำไมเป็นอย่างนี้ ดูสิครับ คอร์ริดอร์ (Corridor) ที่เดินในสภาจะชนกันอยู่แล้วมันแคบ ลิฟต์ก็เหมือนกัน ปกติอาคารสาธารณะ บันไดหนีไฟทำไมต้องไปแอบซ่อนอย่างนั้น อายใคร ทำไมไม่เอามาอยู่ข้างลิฟต์แล้วเดินขึ้นลงได้ อันนี้แก้ไขไม่ได้แล้วล่ะ แต่บ่นให้ท่านประธานฟังว่าเห็นไหมล่ะครับ คณะกรรมการที่ทำจะเข้าใจกันตรงไหน อย่างไรไม่รู้ กรณีไอที (IT) บอกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเพิ่มไปอีก ๖,๐๐๐ ล้านบาท เราก็อยากรู้ ที่ผมพูดไม่ได้มองว่า ใครทำผิด ทำโกง ไม่ใช่ แต่อยากให้อธิบายให้ประชาชนได้รับทราบว่าสภาซึ่งเป็นที่ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภามาประชุมมันมีปัญหา เรามีคณะกรรมาธิการ สามัญ ๓๕ คณะ เยอะแยะไปหมด แต่ว่าเราไปตรวจสอบคนอื่น ๓๕ คณะเรียกคนโน้นมา เรียกคนนี้มา เราไปตรวจสอบคนอื่นล่ะครับ บ้านเราเราไม่กวาดหรือครับ เราต้องกวาดบ้าน ตัวเองให้สะอาดให้สดใส แล้วค่อยมาพูดกันว่าไปดูคนอื่น นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ผมอยากจะ เรียนท่านประธานว่าเราควรจะตรวจสอบตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ทำทีโออาร์ (TOR) ตั้งแต่ออกแบบ ผมเห็นรายการหนึ่งว่าแก้ไขแบบใช้เวลาเกือบปีขนาดนั้นเลยหรือบริษัทออกแบบ แบบทุกวันนี้มันง่าย มันเขียนอยู่ในคอมพิวเตอร์ ในออโตแคด (AutoCAD) เขียนเมื่อไร ก็เปลี่ยนได้ งานออกแบบมันง่าย หรือเจตนาที่จะทำแบบให้เป็นปัญหาหรือเปล่า แล้วแก้ไขแบบ เพื่อเป็นความผิดของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างผิดก็ต่อสัญญาได้ โดยที่ผู้รับจ้างไม่ได้เสียหาย เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็บอกไว้ว่าจะต่อสัญญาจะขยายเวลาได้ต้องเป็นความผิด ผู้ว่าจ้าง แล้วทำไมผู้ว่าจ้างผิดบ่อยจัง อยากรู้ว่าผิดบ่อยเพราะอะไร ครั้งที่ ๒ ยิ่งแย่ใหญ่เลย บอกว่าเรื่องเกี่ยวกับถมดิน เกี่ยวกับอะไรนี่ ผมบอกเลยนะครับว่า คนที่เอาแบบซื้อแบบไป สมัยก่อนเขาเรียกอีอ๊อกชัน (e-Auction) คนที่ดูเทคนิคผ่านเข้ามาหลายบริษัทก็รู้อยู่แล้วว่า โครงสร้างนี้อยู่ใต้ดิน ก็ต้องมีที่ทิ้งดินมีที่อะไร มันรู้อยู่แต่ต้น แล้วผมก็สงสัยอีกทำสัญญา ๙๐๐ วัน โดยสถานที่ไม่เสร็จ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ก็รู้อยู่แล้วว่า ๙๐๐ วันไม่เสร็จ ทำสัญญาทำไม ทำทำไมล่ะครับ ผมก็เลยพานคิดเอาเองว่าออกแบบแบบนี้ไม่ให้คู่ต่อสู้ สู้หรือเปล่า รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ คนเขาซื้อแบบ ซื้อโครงการไปหลายท่านก็ไม่ได้ยื่นเสนอ ผ่านทางเทคนิค เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากให้เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้มาช่วยกันดู ท่านประธานช่วยดูอยู่แล้ว พวกเรามาช่วยกันดูต่อว่าโครงการนี้ควรจะเป็นโครงการที่เป็นที่ ชื่นชมของพี่น้องประชาชน เงินภาษีตั้ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงสร้าง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ด้านเทคนิคอีก แล้วอีกอย่างด้านเทคนิค ผมก็เลยสงสัยว่าอย่างกรณีเรื่องการออกแบบ ผมก็บ่นให้ท่านประธานฟังเฉย ๆ เรื่องห้องน้ำอย่างนี้ ท่านประธานก็ไปใส่ดูก็โอเค (OK) ก็มีมาแล้ว แต่ผนังที่ทำห้องน้ำไม่รู้ดีไซน์ (Design) กันอย่างไร มันจะพังกันหมดแล้ว การออกแบบโอเค (OK) รายละเอียดเล็กน้อยไม่ว่ากันเพราะผ่านไปแล้ว แต่เรื่องใหญ่ ๆ เราต้องมาคุยกันทางเทคนิค แล้วผมยิ่งสงสัยใหญ่ว่าติดขัดงานระบบ งานระบบมันก็ต้องไป กับงานโครงสร้างมีไพป์สเปซ (Pipe space) มีท่อมันมีอะไรที่จะต้องทำอยู่แล้ว ไม่ได้ยาก ผมเลยสงสัยบริษัทที่ออกแบบบริษัทเดียวกันหรือเปล่า เอาแบบโครงสร้างไปใส่ตรงงานระบบ รับรองว่าไม่ได้ทำใหม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรื่องออกแบบที่จะเปลี่ยนแปลงห้องเราอยากดูว่า ทำไมต่อเวลาตั้งหลายร้อยวัน เพราะมันง่าย ๆ แบบแก้ไขง่ายครับ ไม่ได้แก้ไขยากเลย ไม่ยากเลยถ้าใครมีความรู้เรื่องนี้ก็แป๊บเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราอยากทำให้ชัดเจน ผมก็เลยยื่นญัตตินี้พร้อมเพื่อนสมาชิก แล้วก็ขอให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยลงมติ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อไปตรวจสอบบ้านของเราให้ครบถ้วน ผมคงไม่ใช้เวลา ท่านประธานสภาในสภาแห่งนี้มากเกินไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมคิด ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตต่อไปนะครับ
๕.๑๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาสอบสวนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า (นายศุภชัย ใจสมุทร และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้เสนอ)
ขอเชิญคุณศุภชัย ใจสมุทร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมได้เสนอ ญัตตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อท่านประธานพร้อมกับท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย โดยผมได้เสนอต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ขอเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนเกี่ยวกับ โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า โดยความในหนังสือของผมระบุว่า ด้วยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้มีความจำเป็นต้องมาใช้สถานที่หอประชุมทีโอที สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะเป็นการชั่วคราว เนื่องจากความล่าช้าในโครงการก่อสร้างรัฐสภา แห่งใหม่ เกียกกาย ที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖-๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน ๙๐๐ วัน ต่อมาได้มีการขยายเวลาอีก ๓ ครั้ง ซึ่งในปัจจุบันการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จส่งผลต่อการใช้งบประมาณ ในการเช่าสถานที่หอประชุมทีโอที สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ และความไม่สะดวก ในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเกิดความสงสัยของประชาชนว่า สาเหตุแห่งความล่าช้าเกิดจากเหตุใด ซึ่งผมได้มีการเสนอต่อท่านประธานและท่านก็ได้บรรจุ ทำให้ต้องมีการพิจารณากันในวันนี้ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน ผมได้เสนอเรื่องนี้มา ตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ตอนนั้นเราอยู่ทีโอทีกัน และนับเป็นความกรุณาและเป็น การตัดสินใจของท่านประธานอย่างดียิ่งที่ตัดสินใจให้เราย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากจะทำให้เรา ไม่ต้องเสียค่าเช่าจำนวนมหาศาลที่นั่นแล้ว ก็ถือว่าเราได้มาเริ่มต้นด้วยกันที่นี่ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพวกเราที่นี่ ทุกคนควรที่จะได้มีโอกาสหันมาดูสิ่งที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสมคิด เชื้อคง ที่ท่านบอกว่า นี่คือบ้านของเรา วันนี้เราต้องมาดูกันว่าบ้านของเราที่มีการเริ่มต้นก่อสร้างกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ วันนี้ยังไม่เสร็จสักที ผมได้มีการพยายามไปค้นหาข้อมูลเท่าที่หาได้ ก็ได้พบว่า สัญญานี้เฉพาะเรื่องของการก่อสร้างมีงบประมาณทั้งสิ้น ๑๒,๒๘๐ ล้านบาท ระยะเวลา ๙๐๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ ซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ แต่ปรากฏว่าได้มีการต่อขยายระยะเวลามาตอนที่ผมได้เสนอญัตติไปคือเป็นครั้งที่ ๓ ซึ่งหมด ในวันที่ ๑๕ ธันวาคมไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วก็ได้มีการอนุมัติให้มีการต่อขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้น อีก ๓๘๒ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม จะไปสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ คือปีหน้า แปลว่าความเดิมที่เราตั้งใจจะให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐๐ วัน ปรากฏว่าเราคาดว่า จะเสร็จภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ปีหน้า จะใช้เวลาทั้งสิ้น ๒,๗๔๗ วัน แน่นอนครับ นานมากพวกเรารอกันและเราก็มั่นใจว่ากว่าจะถึงวันนั้นสภาของพวกเราที่นี่ทุกคนก็คงได้อยู่ ใช้กัน ขอภาวนาเช่นนั้น ท่านประธานครับ ผมได้มีการไปสำรวจย้อนหลังว่าปัญหาที่มี การขยายระยะเวลากันแต่ละครั้งมีปัญหาเรื่องอะไรที่จะต้องมีการขยายกัน ก็พบสาเหตุของ การขยายสัญญา
ครั้งที่ ๑ ที่มีการขยายไปเป็นเวลา ๓๘๗ วัน ก็มีปัญหาเรื่องของการก่อสร้าง เกี่ยวกับระบบฐานรากก็จะต้องมีการขยายไปเรื่อย ๆ มีปัญหาเรื่องของดิน นั่นคือครั้งแรก
ครั้งที่ ๒ ขยายเวลาไป ๔๒๑ วัน จากปัญหาดินขุดชั้นใต้ดินนี่ก็เป็นปัญหา เพราะว่าพอขุดมาแล้วสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องจัดหาพื้นที่สำหรับ การทิ้งดินในรัศมี ๑๐ กิโลเมตรจากพื้นที่ แต่ปรากฏว่าท่านก็ไม่สามารถที่จะหาพื้นที่ที่จะไป ทิ้งดินที่ขุดขึ้นมาได้ ก็เป็นปัญหา
ครั้งที่ ๓ ขยายระยะเวลาไป ๖๗๔ วัน อันนั้นก็คือปัญหาเรื่องของการส่งมอบ พื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ชุมชนทอผ้า และศูนย์สาธารณสุข ๓๘ ของกรุงเทพมหานคร นี่ก็เป็นปัญหาที่เป็นผลทำให้ต้องขยายระยะเวลาไปตั้ง ๖๐๐ กว่าวัน
วันนี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลเป็นประการใด นับจากนี้ไปที่มีการขยายระยะเวลา เป็นครั้งที่ ๔ ผมว่าเป็นเรื่องที่เราก็ต้องอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้การก่อสร้างที่นี่แล้วเสร็จ สมบูรณ์จริง ๆ ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม แต่เหมือนที่ท่านสมาชิก สมคิด เชื้อคง ท่านได้ อภิปรายไปปัญหาสำคัญที่สุดก็คือพวกเราที่นี่ ๕๐๐ ท่าน ส.ว. ๒๕๐ ท่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่มากันทุกเช้ากลับกันดึก ๆ ดื่น ๆ เราก็ไม่ทราบว่าที่นี่ไม่เสร็จจริง ๆ เพราะอะไร มีเหตุผลในการที่จะต้องขยายสัญญาให้จริงหรือไม่ ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรท่านก็ บอกว่าเป็นความผิดของราชการ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการขยายระยะเวลาให้เอกชน แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏว่ามีผู้ที่ร้องเรียนออกทางสื่อเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของเรา ซึ่งท่านก็ห่วงใยเรื่องของการก่อสร้างที่นี่ว่ามันมีเรื่องความไม่ชอบมามาพากลหรือไม่ เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้น และพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีอากรที่นำมาสร้างที่นี่ก็มี การตั้งคำถาม พวกเราที่เป็นสมาชิกกลับไปจังหวัด กลับไปในเขตของตัวเอง กลับไปแล้ว พอชาวบ้านถาม พี่น้องประชาชนถามเราก็ตอบไม่ได้ ผมจึงคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะต้องไปค้นหาสอบสวนความจริง ในการที่จะหาความจริงทั้งหมดว่ามันเกิดขึ้น มันเป็น ความผิดของเอกชนผู้รับเหมาหรือไม่ หรือว่าของราชการ เหตุผลมันเป็นเท่าใด มีการขยาย ระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ และวันนี้งานที่เหลือมันสามารถที่จะทำต่อได้ไหม ผมได้ทราบว่า ตอนนี้ผลงานที่มีจนถึงเวลานี้ก็เข้าใจว่ามันทำได้แค่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ แผนงานความตั้งใจของผู้ก่อสร้างตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำ ณ เวลานี้ก็ควรจะต้องได้ประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในที่สุดแล้วกลายเป็นว่ามันยังเหลืออีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงจะทำให้แล้วเสร็จ งานที่เหลือมันมีอีกหลายอย่าง ซึ่งผมทราบว่านอกจาก งานก่อสร้าง ซึ่งมันสะดุดหยุดลงเพราะมันมีงานอื่นที่เข้ามาแทรกแล้วทำให้การก่อสร้าง เดินต่อไปไม่ได้ เท่าที่ทราบเท่าที่ผมไปสืบค้นมา มันมีงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และสื่อสาร หรือไอซีที (ICT) มีงานระบบสาธารณูปโภคและระบบประกอบอาคาร ซึ่งตรงนี้ มันก็มีเรื่องเครื่องปรับอากาศ เรื่องระบบความปลอดภัย ซีซีทีวี (CCTV) สถานีไฟฟ้า ๖๙ เควี (69 KV) ระบบการรักษาความเสถียรของไอซีที (ICT) ทั้งอาคาร มีระบบไฟร์พัมป์ (Fire pump) ระบบเด็มมิง (Deming) ภายในห้องประชุมทั้ง ส.ส. ส.ว. แล้วรวมถึงงานระบบไฟสัญญาณ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเหล่านี้ถามว่าสมาชิกของเราทราบว่ามีงานประเภทนี้อยู่ ท่านก็ยัง ไม่ทราบ
เรื่องต่อมาที่เป็นงานที่จะต้องดำเนินการให้มันแล้วเสร็จก็คืองานจัดจ้าง ผู้รับจ้างประกอบอาคารด้านสายสัญญาณคือระบบท่อ สาย แล้วก็เต้ารับ งานเหล่านี้มันเป็นงาน จุกจิก ๆ ที่ไม่สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้ มันอาจจะเป็นไปอย่างที่เขาชอบพูดกันว่ายักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มันไม่สมูท (Smooth) แต่ไม่ว่ากรณีอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากกราบเรียน ต่อท่านประธานก็คือเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินของพี่น้องประชาชน พวกเราต้องร่วมกันดูแล และผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เรามีการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบหน่วยงาน นอกสภาเรามากมายด้วยอำนาจที่มีอยู่ วันนี้ถึงเวลาที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ผมอยากจะขอให้สภาแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องนี้ ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ เรื่องเหล่านี้จากการที่พวกเราจะได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อสืบหาข้อเท็จจริง ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่าผมอยากจะเสนอ ญัตตินี้เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาและได้ร่วมกันตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อดำเนินการต่อไป ตามอำนาจหน้าที่เราครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ผู้เสนอญัตติ ทั้ง ๒ ญัตติแล้วนะครับ มีผู้แสดงความจำนงอภิปราย ๔ ท่าน คุณฐิตินันท์ แสงนาค นายไกลก้อง ไวทยการ นายอันวาร์ สาและ นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ขอเชิญคุณฐิตินันท์ครับ
กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมืองครับ ท่านประธานครับ ผมในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้เข้า มาดูแลเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นที่รับตำแหน่งกับคณะกรรมาธิการทั้งหมด ณ วันนี้ เมื่อวันพุธที่แล้วเรา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ๓ หน่วยงาน ผมจะเล่าเบื้องต้นให้ฟังดังนี้นะครับ หน่วยงานแรกก็คือสำนักงานอัยการสูงสุดเข้ามาดูในเรื่องของสัญญา หน่วยงานที่ ๒ ก็คือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานที่ ๓ ก็คือบริษัทที่ปรึกษาโครงการคาม่า หรือซีเอเอ็มเอ (CAMA) ข้อมูลที่ผมได้สอบถามในที่ประชุมสำคัญที่สุดก็คือ ผมถามบริษัท ที่ปรึกษาซีเอเอ็มเอ (CAMA) ซึ่งถามว่าบริษัทนี้เป็นที่ปรึกษาของใคร ก็คือเป็นที่ปรึกษาของ ผู้ว่าจ้างก็คือสภาของเรา แต่ในการต่อสัญญาทั้ง ๔ ครั้งที่เข้าไปดูในรายละเอียด ซึ่งจะมี รายละเอียดประกอบมากมายเลยครับ เอกสารเยอะมาก เพราะผมเรียกท่านเหล่านั้น มาชี้แจง ๓ รอบแล้ว ล่าสุดก็คือเอกสารชิ้นนี้ ผมถามว่าการให้คำปรึกษาทั้ง ๔ ครั้ง เราอ่านรายละเอียด เราสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏว่าผมดูแล้วการปรึกษานี้ จะเป็นคุณกับผู้รับจ้างมากกว่า บริษัทที่ปรึกษาคามาเป็นบริษัทที่ทางสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการ แต่ว่าคำปรึกษาที่ออกมาทั้ง ๔ ครั้ง ผมดูแล้ว เป็นคุณกับผู้รับจ้างมากกว่า ผมก็เลยถามท่านไปตรง ๆ ท่านก็ตอบในวันนั้นว่าก็พยายาม เต็มที่ ก็มีหน่วยงาน มีกฤษฎีกา มีสำนักงานอัยการสูงสุดเข้ามาดูแลหลายหน่วยงาน เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่คณะผมได้ถามไปว่าการก่อสร้างที่ล่าช้าส่วนหนึ่งก็คือการส่งมอบ พื้นที่ล่าช้า อันนี้รับฟังได้ครับ เดี๋ยวท่านต่อไปจะเอาผังมาให้ดูว่าพื้นที่ติดขัดอะไรบ้าง ส่วนที่ยังไม่ได้คำตอบถามไป ๓ ครั้งก็คือการขนดินออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง พื้นที่บริเวณ ก่อสร้างทั้งหมดมีปริมาณดินที่ขุดขึ้นแล้วจะขนไปประมาณ ๑ ล้านคิว ทางผู้รับจ้างบอกว่าให้ ผู้ว่าจ้างเป็นผู้หาสถานที่เก็บดิน ซึ่งทางผู้ว่าจ้างก็คือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็มีนโยบาย ๒ ข้อด้วยกัน ก็คือ
๑. ดินปริมาณมหาศาลก็คือ ๑ ล้านคิวไปบริจาคที่ไหน ๑. ก็คือให้ไปบริจาค กับหน่วยงานราชการเพื่อใช้ประโยชน์ ๒. ก็คือให้จำหน่ายออกไป แต่มีข้อติดขัดที่ว่าบริเวณที่ ขนย้ายไปนั้นต้องไม่เกินรัศมี ๑๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นเป็นข้ออ้างหนึ่งที่ทางผู้รับจ้างเอามา อ้างว่าไม่สามารถขนย้ายดินออกไปได้ เพราะฉะนั้นการก่อสร้างจึงดำเนินการไม่ได้ การนำวัสดุ อุปกรณ์เข้ามาก็ไม่สามารถที่จะเอาเข้ามาวางเพื่อการดำเนินการก่อสร้างได้ ผมได้ถาม ท่านเลขาธิการสภาไปว่าก่อนที่จะเซ็นสัญญาทำทีโออาร์ (TOR) กันนี่ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า ต้องมีดินปริมาณ ๑ ล้านคิวที่จะเอาออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง ท่านก็ต้องเตรียมการไว้แล้วว่า จะเอาไปไว้ที่ไหน ไม่ว่าจะสร้างปีนี้ ปีหน้า หรือปีต่อ ๆ ไป พื้นที่เก็บก็ต้องคงเดิม คำตอบ ณ วันนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรขอเอกสารไปว่าบริจาค ที่ไหน ปริมาณเท่าไร และจำหน่ายนั้นจำหน่ายให้กับใครบ้าง มูลค่าเท่าไร ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้ รับคำตอบ อาทิตย์หน้าจะเรียกมาชี้แจงอีกรอบหนึ่งเรื่องขนดิน เรื่องดินที่ขุดออกมานี่ ถ้าจำได้ เคยมีกรณีมีปัญหาฟ้องร้องกันไปรอบหนึ่งแล้ว นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้รับจ้างเอามาอ้างว่า ที่ล่าช้าก็เพราะว่าเรื่องขนดินออกจากพื้นที่ก่อสร้าง ไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลา
ส่วนพื้นที่ส่งมอบนั้นในระยะเวลาที่กำหนดพื้นที่ส่งมอบ ส่งมอบไป ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นที่โครงสร้างหลัก พื้นที่ที่เหลือ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่รอบนอก บริเวณตกแต่ง สวน หรือรั้ว หรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่อยู่ในโครงการ ซึ่งไม่เกี่ยวกับโครงสร้างหลัก ดังนั้นเหตุผลที่เอามาอ้างว่าการก่อสร้างล่าช้าเพราะว่า ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ทั้งหมดนั้น อันนี้ไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมดครับ เพราะว่าพื้นที่ โครงสร้างหลักได้ส่งมอบไปหมดแล้วนะครับส่วนที่ ๑
ทีนี้ผมมีเรื่องสำคัญที่จะให้ท่านได้รับทราบกันนะครับ เนื่องจากว่า ทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าไปตรวจหน้างาน ได้เข้าไปดูรายละเอียด ในงานว่าเท็จจริงอย่างไร ไปเห็นกับตาเลยนะครับ ผมมีภาพที่ให้ท่านประธานได้ดู ขอภาพที่ ๑ ไม่ทราบว่าทางกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ทันหรือไม่ครับ เป็นภาพที่คณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎรทั้งชุดพร้อมกับสถาปนิกต่าง ๆ วิศวกร ผู้รับจ้าง พาเข้าไปชม สถานที่จริง ซึ่ง ณ วันนั้นรับปากกับคณะของเราว่าภายในเดือนมกราคม ๒๕๖๓ จะสามารถ เข้าไปใช้ห้องสุริยันได้ พร้อมกับห้องประชุมกรรมาธิการบางส่วน และล่าสุดเมื่อประชุมกัน วันพุธที่ผ่านมาก็มีการขยับไปว่าอาจจะแล้วเสร็จประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ อันนี้ไม่ว่ากัน ถ้าท่านเห็นภาพจริงของการก่อสร้างท่านจะรู้ว่าความเป็นไปได้นั้นมีแค่ไหน ขณะที่รอภาพ ผมจะพูดอีกเรื่องหนึ่งให้ฟังนะครับ
มันมีสัญญาอยู่ตัวหนึ่ง เนื่องจากการต่อสัญญาครั้งที่ ๔ ๓๘๒ วัน ยังมีสัญญา อีกตัวหนึ่งในเรื่องของระบบสาธารณูปโภคที่จะเสร็จเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๔ เห็นหรือไม่ สัญญาที่ต่อครั้งที่ ๔ จะเสร็จสิ้นลงที่เดือนธันวาคม ๒๕๖๓ แต่ว่ามีระบบสาธารณูปโภคจะ เสร็จในเดือนมีนาคม ๒๕๖๔ นั่นแสดงว่าอะไรครับท่านประธาน แสดงว่ายังจะต้องมีการต่อสัญญา ครั้งที่ ๕ อีกแน่นอน เรื่องนี้ผมจึงต้องการให้สภาของเราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ตรวจสอบดูแล ในขั้นต้นในการทำงานของคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร เราคิดว่าเราจะเอาอยู่นะครับ คุยกันไว้ เราดูแล้วเราคิดว่าจะเอาอยู่ แต่พอมาดูสัญญา มาดูรายละเอียดแล้วเราคิดว่าเราเอาไม่อยู่ครับท่าน ต้องให้สภาแห่งนี้เข้าไปดูแลตรวจสอบ ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รู้ งบประมาณ ๑๒,๒๘๐ ล้านบาท ถ้าภาพขึ้นทันนะครับ ท่านจะเห็นรายละเอียดเยอะแยะที่ผมถ่ายมาทุกซอกทุกมุมให้ดูว่ามีอะไรบ้าง ท่านเห็นแล้ว ท่านจะตกใจ ผมเดินดูทุกซอกทุกมุมที่มีปัญหานะครับ ถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งหมด เพื่อประกอบการพิจารณาในการต่อสัญญา ไม่ทราบว่ากลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ ภาพทันหรือไม่ครับ ถ้าท่านเห็นภาพแล้วท่านก็จะรู้ว่าสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตข้างหน้า ก็คือการต่อสัญญาครั้งที่ ๕ หรืออาจจะมีครั้งที่ ๖ การต่อสัญญาแต่ละครั้งใครได้ประโยชน์ ท่านประธาน แน่นอน เอาผู้เสียประโยชน์ก่อน สภาของเราเสียประโยชน์แน่นอน ๑. เราต้องไปเช่าพื้นที่อื่น ๆ รอบนอกให้เจ้าหน้าที่สภาทำงาน ข้าราชการทั่วไปต้องมีพื้นที่ เช่น อาคารสุขประพฤติ อาคารทิปโก้ที่เราไปเช่ากันอยู่ แม้แต่ทีโอทีที่ผ่านมานะครับ ๒. ก็คือค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบุคลากรต้องเพิ่มมากขึ้น ๓. ก็คือค่าเสียเวลา แต่ผู้รับ จ้างได้ประโยชน์ครับ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมจะพูดในลำดับต่อไปว่าบริษัทผู้รับจ้าง ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งท่านเห็นแล้วท่านก็จะรีบตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ตรวจสอบดูแล ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านฐิตินันท์ รักษาเวลาครับ ต่อไปท่านไกลก้อง ไวทยการ
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ สภาแห่งนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๑๒,๒๘๐ ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารหลักก็คืออาคารหลังนี้และอาคารประกอบอีก ๑๓ อาคาร รวมเป็น ๑๔ อาคาร ซึ่งวันนี้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วนะครับว่าการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จในทุกอาคารที่ประกอบเป็นโครงการในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้ จะเห็นได้ว่าผมเองทำงานในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวไปคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้ทำงานในการติดตามการก่อสร้าง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่แห่งนี้มาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตามมีการต่อสัญญาครั้งที่ ๔ โดยระหว่างการต่อสัญญาในระหว่างการจบสัญญาครั้งที่ ๓ แล้วมาต่อสัญญาครั้งที่ ๔ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเองก็ได้สอบถามในเรื่องต่าง ๆ เพื่อที่อยากจะทำ ให้เรื่องของการต่อสัญญาในครั้งที่ ๔ มีความรัดกุมแล้วก็สามารถรับประกันได้ว่าโครงการ จะเสร็จในระยะเวลาของการต่อสัญญาในระยะที่ ๔ แต่อย่างไรก็ตามมีการตัดสินใจต่อสัญญา ออกไป ซึ่งเรื่องนี้เราก็เห็นว่าเรื่องการต่อสัญญามีรายละเอียดมากกว่าที่คณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาได้ จึงคิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของสภาใหญ่แห่งนี้ ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรื่องของการต่อสัญญาถึง ๔ ครั้ง มีในเรื่องของรายละเอียด นั่นก็คือเรื่องของการต่อสัญญาและความคืบหน้าในการก่อสร้างในแต่ละสัญญา การต่อสัญญาครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ มีการต่อสัญญา ๓๘๗ วัน ที่จะไปสิ้นสุดวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ ในช่วงนั้นมีการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ การต่อสัญญาครั้งที่ ๒ เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ จะไปสิ้นสุด วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ การต่อสัญญาครั้งนี้มีระยะเวลา ๔๒๑ วัน แต่มีความคืบหน้า ออกไปแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายถึงว่าระหว่างครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ มีความคืบหน้าเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การต่อสัญญาครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ และมีการต่อสัญญาครั้งที่ ๔ ครั้งนี้ก่อสร้างคืบหน้า ไปถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นก็จะเห็นได้ว่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จริง ที่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นในการต่อสัญญาครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒ มีความคืบหน้า เพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นคำกล่าวอ้างของผู้รับจ้างว่ารัฐสภาแห่งนี้ส่งมอบพื้นที่ ล่าช้าและมีปัญหาในการขนย้ายดิน ผมขอแสดงข้อมูลถึงเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ ดังนี้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑ เป็นแผนงานของการส่งมอบพื้นที่ตามสัญญาเดิม จะเห็นได้ว่าตามสัญญาเดิมนั้น จะมีการส่งมอบพื้นที่เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ ซึ่งจะต้องส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดให้ อันนี้เป็นในตามสัญญาเดิม กรอบแดงที่ท่านเห็นนั้นคือพื้นที่ในการก่อสร้างอาคารหลัก ก็คืออาคารรัฐสภาแห่งใหม่แห่งนี้อยู่ในกรอบสีแดง ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ท่านจะเห็นว่านี่คือการส่งมอบพื้นที่จริง ท่านจะเห็นได้ว่าการส่งมอบพื้นที่จริงสิ้นสุด เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ พื้นที่ที่มีปัญหาในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลัก จริง ๆ แล้วท่านจะเห็นพื้นที่ในพื้นที่เล็ก ๆ ทางด้านขวามือด้านล่างของท่านมีพื้นที่เป็นติ่งเล็ก ๆ ๑ งาน นั่นก็คือพื้นที่ที่ขวางการ ก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลักไว้ พื้นที่ที่เราอ้างว่าเป็นปัญหาตลอดคือพื้นที่ของโรงเรียนโยธิน บูรณะที่อยู่มุมขวาล่างนะครับ ตรงนั้นจะเป็นพื้นที่ที่ส่งมอบหลังสุด นั่นก็คือครั้งที่ ๔/๓ ส่งมอบเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ที่ก่อสร้างอาคารหลักเลย ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ครับ ภาพนี้จะเน้นให้เห็นว่าพื้นที่ที่ส่งมอบ หลังสุดครั้งที่ ๔/๓ นั้น ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ ๔/๑ ครั้งที่ ๔/๒ ครั้งที่ ๔/๓ จะส่งมอบในช่วง ปี ๒๕๕๙ และเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างหลักน้อยมาก โครงสร้างของอาคารหลัก อยู่เส้นสีแดง และในส่วนพื้นที่ที่เป็นติ่งที่กระทบต่อโครงสร้างหลักนั้นส่งมอบไปในครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการส่งมอบพื้นที่ ปัญหาต่าง ๆ ของการส่งมอบพื้นที่ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ แล้ว ส่วนการขนย้าย ดิน คำชี้แจงของการขนย้ายดิน การขนย้ายดินได้สิ้นสุดปัญหาสามารถหาที่ทิ้งดิน บริจาคดิน หรือขายทอดตลาดอะไรก็แล้วแต่ในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๙ ซึ่งพอมาดูปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ การขนย้ายดิน สิ้นสุดในระยะเวลาสัญญา ครั้งที่ ๒ ดังนั้นเวลาที่เหลือกว่า ๓๐๐ วัน เอากลม ๆ ๓๐๐ กว่าวัน กว่า ๑ ปีเราได้งานมา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเรื่องที่เราต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น ทำไมอาคารรัฐสภา แห่งนี้ถึงมีความคืบหน้าในการก่อสร้างแม้แต่โครงสร้างแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเหตุผลของการต่อสัญญาครั้งที่ ๔ ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้โครงสร้างเรา เกือบจะแล้วเสร็จแล้ว แต่ในครั้งที่ ๔ เราต่อสัญญา ผู้ว่าจ้างใช้เหตุผลว่ามีงานนอกสัญญา ยังไม่เสร็จ นั่นคือเรื่องของงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ยังไม่เสร็จ ซึ่งปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหลัก ๆ มีประมาณ ๑๐ ระบบด้วยกัน นั่นก็ได้แก่ ระบบเรื่องของการรับสัญญาณดาวเทียม แล้วก็ระบบไอพีทีวี (IPTV) ที่ใช้ถ่ายทอดภาพ ไปทั่วอาคารรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ระบบที่เรียกว่าศูนย์ข้อมูลหลัก หรือดาต้า เซ็นเตอร์ (Data center) นั่นก็คือห้องที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเก็บข้อมูล ฐานข้อมูลต่าง ๆ ของอาคารรัฐสภานะครับ ระบบที่เรียกว่าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางระบบคอมพิวเตอร์ และระบบควบคุมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อันนี้ก็จะอยู่ในสัญญาของไอซีที (ICT) ห้องประชุม ส.ส. ส.ว. ห้องประชุมกรรมาธิการที่เราเห็นก็คือระบบไมโครโฟน ระบบจอภาพ ระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ (Video conference) ระบบโหวต ระบบภาพและเสียงในห้องประชุม ดังนั้นก็จะเป็นระบบที่อยู่ในไอซีที (ICT) ระบบดิจิทัล ไซเนจ (Digital signage) จริง ๆ แล้ว ทุกห้องประชุมหน้าห้องประชุมจะมีจอคอมพิวเตอร์บอกว่าห้องประชุมห้องนี้ใช้ประชุม ในวาระเรื่องอะไรของกรรมาธิการชุดไหน เป็นต้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่าย ระบบงานสื่อสาร ระบบแอปพลิเคชัน (Application) ในการประชุมพัฒนาใหม่หมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบลงชื่อ ระบบโหวต ระบบเสนอญัตติ ระบบจัดการวาระการประชุมต่าง ๆ เหล่านี้พัฒนาใหม่ทั้งหมด แล้วก็ระบบเรื่องของคอมพิวเตอร์ลูกข่ายและการต่อพ่วง ดังนั้นระบบสัญญาณเรื่องของไอซีที (ICT) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนงานวันนี้ต้องอยู่ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทำงานได้จริง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าเหลืออีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องทำตามสัญญาให้หมด ที่สำคัญก็คือระบบคอมพิวเตอร์ เน็ตเวิร์ก (Computer network) ต่าง ๆ จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีเรื่องของท่อร้อยสาย ณ วันนี้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรยังหาผู้รับจ้างวางระบบท่อร้อยสายไม่ได้ อันนี้เป็นสัญญาณที่สำคัญว่า เรามีแนวโน้มสูงที่จะต่อสัญญาครั้งที่ ๕ นะครับ
รักษาเวลาด้วยครับ
ผมขอสรุปนะครับ ยังมีเรื่อง นอกสัญญา ซึ่งในสัญญาหลักเขียนว่าถ้างานนอกสัญญายังทำไม่เสร็จผู้รับจ้างมีสิทธิที่จะต่อ สัญญาได้ ดังนั้นการก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่ล่าช้านี้บอกแล้วในระยะที่ ๒ สมัยนั้นยังอยู่ใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติช่วงนั้นจริงจังแค่ไหน ในการต่อสัญญา ในการแก้ปัญหา เราเองเป็นสภาผู้แทนราษฎร เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสำนึกในเรื่องของการใช้ภาษีประชาชน รวมทั้งอาคารรัฐสภาใหม่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ ๒ ของเรา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการ ลูกจ้าง แม่บ้าน คนทำความสะอาดทั้งหลาย ต้องใช้อาคารหลังนี้ที่สร้างมาจากภาษีประชาชน ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องของการต่อสัญญาและการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่ง ใหม่นี้ที่ล่าช้า ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ ท่านอันวาร์ สาและ ขอ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ สภาก็เหมือนกับบ้าน และที่ทำงานของพวกเราที่จะต้องทำให้ผลผลิตออกมาในสิ่งดี ๆ สู่พี่น้องประชาชนทั่วไป ท่านประธานครับ ในญัตตินี้ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนสนับสนุนให้มีการตั้งญัตติในเรื่องของ การพิจารณาเรื่องการสร้างสภาล่าช้า ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นระยะ เวลานานที่อยู่ในความสนใจของสังคมทั่วไปว่าสภาของเราจะออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ที่ผ่านมานี้สังคมที่เฝ้าดูแล เฝ้าจ้องดูในเรื่องการทำงานของพวกเราได้มีเสียงสะท้อนมา ในหลายรูปแบบครับ ผมคิดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการครั้งนี้ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้าง ความกระจ่างให้กับสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบบซึ่งมีเป็นพัน ๆ หน้า ลึกลับซับซ้อนมาก และถ้าเราดูรูปแบบตอนนี้ผมว่าเราเข้ามาในที่ทำงานในเรื่องของฟังก์ชัน (Function) การทำงานก็ไม่ได้ตอบสนองในเรื่องของการทำงานของสมาชิกทั่วไปและกรรมาธิการด้วย
เรื่องที่ ๒ เวลาการก่อสร้าง ๙๐๐ วัน ทำได้หรือไม่ครับ ลองสอบถาม บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศเราไม่ได้มีบริษัทเดียวมีจำนวนมากมาย แต่บริษัทเหล่านั้นก็ถอยออกไป เพราะอะไรครับ ๙๐๐ วัน อาจจะเป็นข้อจำกัดหรือไม่ที่จะทำให้มีบริษัทบางบริษัทเข้ามาทำ ในขณะที่ความรู้สึกของสังคมทั่วไปว่ามันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้สรุปด้วยความรู้สึกของผมเอง ผมก็มีเพื่อนแล้วก็เป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการก่อสร้างอยู่หลายท่าน แต่ท่านเหล่านั้น บอกว่าใน ๙๐๐ วันนี้ทำสำเร็จได้ยากมาก อันนี้ก็จะเป็นประเด็นเรื่องหนึ่งว่ามันเป็นประเด็น เกิดขึ้นมาว่าในการที่บางบริษัทที่รับในกรณีของ ๙๐๐ วัน หรือมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า ๙๐๐ วันในอนาคตจะมีการต่อ เพราะว่าอะไรครับ การต่อเวลาวันนี้อย่าลืมนะครับ ต่อมากกว่าอายุสัญญาที่ให้ไว้ ๙๐๐ วันไปแล้ว ต่อ ๑,๔๐๐ กว่าวันแล้วครับ แล้วก็มีการขอต่อ เพิ่มอีกในเรื่องของการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ก็มีข่าวว่าในเรื่องของการต่อครั้งนี้ก็มีเสียงคัดค้านจากระเบียบการพัสดุ ซึ่งก็มีเป็นหนังสือ ออกมาว่าไม่เห็นด้วยกับการต่อ แล้วก็อาจจะผิดระเบียบในการต่ออายุครั้งนี้ด้วย แต่ท่านครับ ปรากฏว่าในกระแสที่เป็นอยู่ที่ความสงสัยเหล่านี้ก็มีการต่อสัญญา อย่างในความรู้สึกของคน ทั่วไปว่าเป็นการเร่งรีบในการต่อสัญญา ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นข้อที่เราจะต้องมาศึกษา ในคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อชี้แจงให้กระจ่างชัดว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นหนึ่งหรือไม่ ที่จะทำให้ภาพพจน์ของสภาเองเสียหาย เรื่องราคาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเราดูคุณภาพ ในการก่อสร้างหรือวัตถุดิบในการก่อสร้าง ถ้าไม่ดูในเรื่องของความยาก ในเรื่องของการหา ไซซ์ (Size) ที่ใหญ่กว่าปกติแล้ว วัตถุดิบต่าง ๆ นี้หลายอย่างก็มาจากในประเทศไทยเอง แล้วสิ่งเหล่านั้นราคาไม่ได้สูงอย่างที่กำหนดในส่วนของที่ผู้รับเหมาเอามาชี้แจง ราคาตรงนี้ เกินจริงไปหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง การต่ออายุสัญญาโดยอ้างในเรื่องของการกีดขวาง ของโรงเรียน เมื่อสักครู่นี้ก็มีท่านสมาชิกได้พิสูจน์แล้วก็ได้ขึ้นจอให้เห็นว่าในหลักของโรงเรียน เองก็มีความคำถามว่ามันกีดขวางในเรื่องของการก่อสร้างหรือไม่ หรือจะต้องส่งมอบทุกอย่าง ก่อนถึงจะดำเนินการได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องชี้แจงอีกเรื่องหนึ่ง ต้องทำให้ประจักษ์ ต่อสังคมภายนอก
ในเรื่องของดินขุด ฝ่ายโยธาบอกว่าดินขุดที่เกิดจากการก่อสร้างครั้งนี้ มีจำนวนมากมายมหาศาล ก็เป็นประเด็นของข้อสงสัยอีกว่าที่ทิ้งทิ้งไว้ที่ไหน ในสัญญาที่ระบุ ของผู้รับเหมาบอกว่าที่ทิ้งบางส่วนก็ไปที่บริจาค ก็ต้องเช็ก (Check) ให้ดู ชี้แจงว่าบริจาคไป เท่าไร แล้วส่วนที่เหลือไปที่ไหนบ้าง ท่านประธานครับ ในส่วนของดินขุดมันมีราคาครับ ถ้าเกิดใครแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นผลประโยชน์ที่ก็ต้องชี้แจงว่าเป็นจำนวน มหาศาล นั่นเป็นความเสียหายของเงินภาษีของราษฎรครับ
ในเรื่องที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ผมคิดว่าหลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว ผมคงไม่พูดถึง รายละเอียดในสิ่งเหล่านั้นมากนะครับ ผมก็คิดว่าวันนี้ทางสภาเองต้องใช้มืออาชีพในการขจัด ข้อสงสัยของสังคม สภาเป็นต้นแบบของอำนาจ ๓ หลัก เราตัดสินเองไม่ได้ครับ เพียงแต่ว่า ท่านประธานต้องให้คนนอกหรือคนที่เป็นมืออาชีพยุติข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไว้ว่า ในการดำเนินการต่าง ๆ ทำด้วยความถูกต้องและโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าความโปร่งใส สภานั้นในเมื่อเราเป็นต้นแบบแล้ว เราก็ต้องทำให้โปร่งใสในทุกขั้นตอน เพราะสภาเรา เป็นต้นแบบเราก็ต้องทำทุกอย่างไม่ให้เป็นข้อสงสัยในสังคมตั้งคำถามกับเราได้ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ในเมื่อเราทำไม่ได้ แต่เราควบคุมให้อยู่ในความดูแลของเรา ให้ดำเนินการภายใต้กรอบของความถูกต้องได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านอันวาร์ ท่านรักษาเวลา ต่อไปท่านดอกเตอร์นิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นสนับสนุนญัตติของท่าน ส.ส. ที่เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญตรวจสอบการก่อสร้างอาคารรัฐสภาของท่าน ส.ส. สมคิด เชื้อคง กับท่านนายแพทย์ สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ผมเป็นคนหนึ่งที่ลงชื่อรับรองเป็นคนแรกเลยครับท่านประธาน ผมขอแสดงความคิดเห็นสนับสนุนในฐานะผู้ใช้บริการสภาแห่งนี้ครับ เริ่มต้นจากสภาเก่า มาเป็นสภาใหม่ ก็มีการประชาสัมพันธ์กันอย่างยิ่งใหญ่พอสมควร สมัยท่านประธานชัย ชิดชอบ บอกได้สภาหลังใหม่แล้ว ซึ่งผมเองอยู่สภาเก่าสมัยนั้นยังคิดว่าผมจะมีโอกาสได้เข้ามา สภาใหม่หรือไม่ ตอนนั้นไม่มั่นใจ แต่พอเปิดสมัยประชุมสภาขึ้นมาไปใช้ที่ประชุมสภา ทีโอที ก็คิดว่าไม่มีโอกาสแล้ว ซึ่งตอนนั้นท่านประธานคือท่านประธานชวน ก็บอกว่าย้ายไปเลย สภาใหม่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จ เพราะว่าเสียค่าใช้จ่ายในการไปเช่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยเสร็จ ไม่เสร็จไม่เป็นอะไร เพราะผมคิดว่าจะมีโอกาสและมีวาสนาได้ใช้สภาใหม่ แต่เนื่องจากวันนี้ ผมชักไม่มั่นใจว่าสภาเราจะเสร็จตามกำหนดหรือไม่ เพราะมันเป็นประเด็นแล้ว อยู่มาหลายเดือน แรก ๆ ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็มีคำถามขึ้นในใจว่าการสร้างสภาจะเสร็จไหม หลายคนบอกว่า ๖ เดือนก็เสร็จแล้ว แต่ผมคิดว่าจะเสร็จได้อย่างไร เพราะดูแล้วยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ท่านประธานครับ ที่ผมต้องขอแสดงความเห็นในฐานะสมาชิกของสภาแห่งนี้คนหนึ่งเท่านั้น ส่วนโครงสร้างอะไร ผลประโยชน์ ผมไม่รู้หรอกครับ เพราะผมเป็นแค่ ส.ส. เป็นสมาชิก รัฐสภาคนหนึ่งเท่านั้น จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าจากการที่เริ่มแรกเลย ซึ่งเราอยู่ สภาเก่า ท่านประธานชัยมีดำริที่จะสร้างสภาใหม่ร่วมกับคณะ ส.ส. หลายคนที่เป็นระดับ ผู้บริหารของสภาก็บอกหลายที่ที่จะไปสร้าง คลอง ๕ คลอง ๖ อะไรก็แล้วแต่ แต่สุดท้าย มาลงที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ผมคิดว่าก็ดีอยู่ใกล้สภาเก่า ผมเองบังเอิญไม่ได้ชำนาญในพื้นที่ บางทีก็ขับรถเอง มีคอนโดเช่าอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้ ผมจึงกราบเรียนว่าคนคิดคนแรกโดยเฉพาะ วิศวกรคำนวณพื้นที่ในก่อสร้างใช้เวลาบอกเสร็จ ๙๐๐ วัน ผมคิดว่าก็เสร็จเร็ว ๙๐๐ วัน แต่มาดูการต่อสัญญาหลายครั้งในการสร้างสภาทำไมมันห่างกันเยอะ บอกว่าจะเสร็จ ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ซึ่งจากเดิมบอก ๙๐๐ วัน สุดท้ายมาบอกว่า ๔,๗๔๗ วัน ทำไมมันห่างกันเยอะ เลยเกิดความสงสัยว่าจาก ๙๐๐ วัน มาเป็น ๔,๗๔๗ วัน คืออะไร ทำไมการคิดการก่อสร้างตั้งแต่แรกคนคิดคิดได้อย่างไร ผมคิดว่า ๙๐๐ วันมันจะเสร็จ ได้อย่างไร เริ่มแรกก็สงสัยแล้ว เพราะจากการส่งวิดีโอ (Video) ไปให้ดูในเฟซ (Face) ต่าง ๆ สภาแห่งนี้เป็นสัปปายะสภาสถาน บอกศิวิไลซ์เหลือเกิน จนผมคิดว่าผมจะไม่มีโอกาสเข้ามา สภาแห่งนี้อีกแล้ว ดังนั้นผมจึงเกิดความสงสัยว่าในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่เราพูด ๆ กันว่า จะเสร็จมันเป็นไปได้ขนาดไหน ผมเชื่อในความซื่อตรงของท่าน เพราะตั้งแต่เห็นออกข่าว ท่านมาตรวจสอบว่าจะใช้สภาได้หรือไม่สมัยอยู่ทีโอที ผมภูมิใจมากท่านประธานครับ ว่าท่านนี่สุดยอด แต่พอมาเห็นบอกวันที่ ๓๑ จะเสร็จ ทั้งที่สภาเรายังเดินไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้น เราต้องกลับมาดูว่า โครงสร้างสภาแห่งนี้แค่ราคาโครงสร้าง ๒,๒๘๐ ล้านบาท ไม่ได้ธรรมดา เพราะเงินนี้คือ เงินหลวงทั้งสิ้น ผมถึงเป็นห่วงว่าการที่ต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เงื่อนไขตรงนี้คืออะไร ทำไมพวกเราไม่คิดในฐานะที่เป็นคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ไปดูแลปัญหา พี่น้องประชาชนมากมาย แต่วันนี้ปัญหาของพวกเราเองยังเคลียร์ (Clear) กันไม่จบแล้วจะไป เคลียร์ (Clear) เขาได้อย่างไร อันนี้ผมฝากท่านประธานครับ ผมไม่ใช้เวลามากแต่ว่าขอพูด ในฐานะผู้ใช้เป็นห่วงว่าจะไม่จบ ความจริงผมมีสไลด์ (Slide) ภาพอยู่ที่คณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎรมาตรวจ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มาศึกษาญัตติการก่อสร้างอีก ถ้าปล่อยให้ยืดไปเรื่อย ๆ ต่อไป ๆ รัฐเสียหายหรือไม่ ต้องมีคำถามครับ เห็นบอกว่าต่อมาแล้ว ๓ ครั้ง กับ ๔ ครั้ง ผมเกรงว่ามันจะมีครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ แล้วผมจะไม่เห็นสภาแห่งนี้จบ ผมจะมีชีวิตที่สิ้นสุดก่อน อันนี้ก็เป็นห่วงตัวเอง เหมือนกันเป็นความเห็นแก่ตัวเหมือนกันท่านประธาน ผมจึงกราบเรียนว่าวันนี้ตอนแรก ๆ ที่เราจะสร้างสภาก็มีปัญหากับโรงเรียนโยธินบูรณะว่าเขาไม่อยากไปเป็นการไล่ที่มีนักเรียน ออกมา แต่วันนี้เขายกที่ให้เราหมดแล้วตั้งแต่วันที่ ๓๑ เมษายน ๒๕๕๗ เขายินยอม แต่พอยินยอมทำไมการก่อสร้างสภาเราถึงเดินไม่ถึงไหน มันเดินไปเหมือนเด็กแค่ ๒ ขวบ ท่านประธาน เตาะแตะ ๆ แล้วการกระทำได้ก่อสร้างจริงเท็จแค่ไหน อย่างไร คนก่อสร้าง ท่านประธาน อันนี้เป็นความรู้สึกของผู้ใช้ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างอื่นนะครับ ผมกราบเรียนว่า วันนี้ผมฝากความหวังไว้กับท่านประธาน ซึ่งผมก็ถือว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ผู้ที่อยู่ในวงการ ประชาธิปไตยในรัฐสภาแห่งนี้มานาน จะให้ความเป็นธรรม จะให้ความรู้สึก ให้โอกาสผม ได้เห็นสภาแห่งนี้เสร็จและได้ใช้อย่างสมบูรณ์ เพราะวันนี้ผมก็ยังมาใช้ห้อง ส.ว. อยู่ เมื่อไรเราจะมีโอกาสได้ใช้ห้อง ส.ส. จริง ๆ ไหม อันนี้ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึง คณะกรรมาธิการที่จะตรวจสอบที่จะสอบถามดูว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ จากที่มัน ๙๐๐ วัน มาเป็น ๒,๗๔๗ วัน เพราะอะไร เป็นคำถามขึ้นในใจผมเลย เพราะการกำหนดแต่เริ่มแรกจนวันนี้คนกำหนดคิดไม่เป็นหรืออย่างไร คิดว่า ๙๐๐ วันเสร็จ แล้วต่อไปจะ ๙๐๐ วัน มา ๒,๐๐๐ กว่าวัน มันคืออะไร ทางสภาทางเลขาธิการต้องกลับไป คิดทบทวนในฐานะผู้กำกับดูแลด้วย ช่วยท่านประธานครับ ที่สำคัญต่อแล้วต่ออีก ต่อแล้วต่ออีก มันมีปัญหาอะไร มีการปรับการอะไรกันหรือไม่ ใครได้ใครเสีย ผมอยากให้คณะกรรมการชุดนี้ เข้าไปตรวจสอบ ไปดูแล ผมเกรงว่าจะไม่จบในวันที่ ๓๑ ธันวาคมที่บอกว่าจะเสร็จ ในปี ๒๕๖๓ เพราะจากที่ดูท่านประธานด้วยความเคารพว่า ๒,๒๘๐ ล้านบาท ในโครงสร้าง มันเป็นเงินมากมายมหาศาล เป็นเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเก็บเขามาแล้ว เราทำประโยชน์ให้คุ้มค่าหรือไม่ เรื่องราคาผมไม่ว่า เพียงแต่ผมว่ามันจะไม่สิ้นสุดแค่นี้ ฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ให้ไปตรวจสอบด้วย โดยเฉพาะท่านประธานต้องนั่งเป็นประธาน อย่างจริงจัง ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณดอกเตอร์นิยม มีรายชื่อเสนอเข้ามาเพิ่มเติมนะครับ ผมขอเรียนสมาชิกได้กรุณายึดการอภิปราย ตามข้อบังคับ ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น เพื่อประหยัดเวลานะครับ แล้วท่านขอมาก็จะให้เวลา นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา นายวิรัตน์ วรศสิริน ๒ ท่าน เสนอเข้ามาใหม่ขอท่านละ ๕ นาที ขอเชิญนางสาวนภาพรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เนื่องจากดิฉันมีความรู้สึกแปลก ๆ ขอพูดในมุมมองของผู้ว่าจ้างมากกว่าผู้รับจ้าง ว่าตั้งแต่การกำหนดทีโออาร์ (TOR) ออกมาแล้ว เรื่องปัญหาการจัดการทิ้งดินไม่ได้ถูกกำหนด เรื่องสถานที่ที่ไปทิ้งเอาไว้หรือ จึงเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสัญญาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ซึ่งโครงการมีเนื้อที่ประมาณ ๑๒๓ ไร่ มีการขุดดินลึกลงไป ๙.๓ เมตร ซึ่งจะต้องมีปริมาณที่จะต้องทอยดินออกมาทิ้งโดยประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คิว ทั้งที่จริงข้อกำหนดที่ดิฉันได้อ่านจากผลการสรุปที่สรุปมาเห็นบอกว่ากว่าล้านคิว แต่ดิฉัน คำนวณเองได้ประมาณราว ๆ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คิว ซึ่งในสัญญาว่าจ้าง ข้อ ๑๐ ถูกกำหนดไว้ว่า ดินขุดที่เหลือจากการใช้การก่อสร้างนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ให้ผู้รับจ้าง นำออกไปเก็บไว้นอกโครงการในบริเวณพื้นที่ว่างประมาณ ๑๐ กิโลเมตรจากพื้นที่ก่อสร้าง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกิดขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้างและไม่สามารถนำมาคิด ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้ว่าจ้างได้ ในส่วนตรงนี้ดิฉันรู้สึกคาใจมากเลยว่าทำไมการออกทีโออาร์ (TOR) ตั้งแต่แรกผู้ว่าจ้างไม่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะให้ดินไปทิ้งที่ไหน พอถึงเวลาที่จะต้องใช้ สถานที่ในการทิ้งดิน จริง ๆ แล้วเกิดเลิ่กลั่กหาสถานที่ไม่ได้ ซึ่งการทิ้งดินปริมาณดินมาก ขนาดนี้ จริง ๆ แล้วจะต้องถูกกำหนดเอาไว้ แต่ผู้รับจ้างอ้างว่าทางผู้ว่าจ้างไม่สามารถ หาสถานที่ให้ได้ แล้วมีการแก้ปัญหาจากผู้รับจ้างโดยการให้เอาไปบริจาคแล้วก็จำหน่าย ออกไป ดิฉันอยากจะทราบในปัญหาที่ว่าบริจาคไปที่ไหน บริจาคไปจำนวนเท่าไร และขั้นตอนการจำหน่ายออกไปจำหน่ายไปที่ไหนบ้าง จำนวนกี่คิว ได้งบประมาณนั้น มาเท่าไร เพราะว่าจากข้อกำหนดในสัญญามันเป็นทรัพย์สินของราชการ จำหน่ายได้ไหม จำหน่ายแล้วออกมาเป็นจำนวนเงินเท่าไร จากประสบการณ์ดิฉันเคยทำที่สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส ๒ (Phase2) การทอยดินออกมาแล้วไม่สามารถนำไปไหนได้ ไปขอซื้อก็ไม่ขาย ตรงนี้เป็นจุดสงสัยที่ดิฉันอยากให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อการตรวจสอบสิ่งนี้ ไม่ใช่ว่าจะบอก เหตุผล ปัญหาว่าไม่มีที่ทิ้ง การกำหนดออกมาแล้วมันจะต้องมีที่ไปแล้ว ดังนั้นดิฉันจึงขอให้ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึง ความจริงที่จะปรากฏขึ้น กราบเรียนท่านประธานเท่านี้ค่ะ
ขอบคุณนะครับ คุณนภาพร รักษาเวลาครับ ต่อไปคุณวิรัตน์ วรศสิริน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธาน ผมขออนุญาต พูดถึงปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้นำสู่คณะกรรมาธิการที่จะได้ตั้งขึ้นจะได้นำ ไปพิจารณานะครับท่านประธาน เกี่ยวกับปัญหาและการก่อสร้างนั้น ก่อนอื่นผมใคร่ จะขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงเป็นอันดับแรก เพราะว่าผมเองเคยขอ หารือท่านประธานถึงเรื่องสายฉีดชำระ แล้วก็ได้รับความกรุณาจากท่านประธานเป็นอย่างสูง จนได้สิ่งนั้นมาแล้ว ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการใช้ แม้ว่า ส.ว. บางท่าน ท่านบอกว่า ท่านก็ไม่ได้ใช้ ก็ขอความกรุณาว่าท่านก็อย่าไปใช้ อย่าไปจับมัน ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ที่บ้านถ้ามีก็ควรจะถอดออกจะได้เหมือนฝรั่งเขา แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน สายชำระ ที่ติดตั้งนั้นก็เป็นชนิดทั่ว ๆ ไป เป็นพลาสติกชุบโครเมียม ซึ่งผมเรียนท่านประธานว่า ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องใช้ของแพง ๆ แต่ทุกอย่างจะต้องเหมาะกับราคา กับการก่อสร้าง มูลค่าโครงการเหมาะสมซึ่งกันและกัน เรียนท่านประธานทำไมผมถึงพูด เรื่องห้องน้ำ เพราะว่าห้องน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใช้วันละหลายครั้งในการมาประชุมนี้ แล้วยังมีปัญหาอีกครับท่านประธาน เช้านี้ผมถือตลับเมตรมาวัด เพราะผมสงสัยว่าทำไม ห้องน้ำถึงสกปรกเลอะเทอะ น้ำกระเด็นเต็มไปหมด ผมวัดแล้วแต่ละห้องความสูงไม่เท่ากัน ไม่ได้มาตรฐาน คือส่วนใหญ่จะต่ำไปน้ำจึงกระเด็น และพื้นเป็นพื้นหยาบ ซึ่งจริง ๆ ห้องน้ำ สาธารณะควรจะเป็นพื้นขัดมันเพื่อจะไม่ซึมน้ำ แต่การออกแบบอาจจะไม่ถูกต้องทำให้ดู ไม่สะอาด การแก้ปัญหาด้วยการเช็ดถูนั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหา ที่ต้นเหตุ ในส่วนตัวผมผมคิดว่าหากมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเกี่ยวกับโครงสร้างการก่อสร้าง ควรต้องทำทันทีในระหว่างก่อสร้างนี้ ถ้าปล่อยไปแล้วไปแก้ทีหลังจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก ในอนาคต แล้วอีกอย่างท่านประธาน สุขภัณฑ์ชนิดนั่ง เมื่อเช้านี้ผมก็ไปวัดเหมือนกันสูงต่ำ ไม่เท่ากัน บางห้องก็สูงมาก สูงมากจนผมก็เกรงว่าคนขาสั้นอาจจะขาลอยน่าเป็นห่วง สุดท้าย ท่านประธาน ไม่รบกวนเวลาสภา รัฐสภาเกียกกายเราตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งสวยงาม เรียนท่านประธานตามตรงว่าก็จะเป็นอุปสรรคกับผู้สัญจรถนนสามเสนซึ่งถนนแคบ จึงอยาก จะให้ท่านประธานขยายทางเข้าให้บรรเทาการจราจรให้เข้ามาได้เร็วที่สุด เพื่อมีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุด กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณท่านวิรัตน์ ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ผมจะตอบ แต่เรียนว่าผมก็ไปดูห้องน้ำด้วยตัวเอง ผมเข้าใจดีเรื่องนี้ว่า จำนวนก็ไม่มากนัก สมาชิกเราก็มากยิ่งตอนพิจารณางบประมาณนี่ล้นเลยครับ ไปดูแล้ว ก็เป็นความจริงที่คุณวิรัตน์พูดก็คือวัสดุที่ใช้ไม่ค่อยเหมาะ สงสารเจ้าหน้าที่ที่เขาทำเหมือนกัน ผมก็ไปดูว่ากวาดหรือยัง เช็ดหรือยัง ปรากฏว่าวัสดุไม่ค่อยเหมาะก็เลยทำให้ทำความสะอาดแล้ว ก็ดูเหมือนไม่สะอาด ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่านนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอโอกาสท่านประธานเพื่ออภิปรายสนับสนุนญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า จากเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ญัตติ ก็คือ ญัตติแรก ท่านสมคิด เชื้อคง และท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ และญัตติที่ ๒ ท่านศุภชัย ใจสมุทร และท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอนำเรียนว่า ผลของการก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่ล่าช้านั้นส่งผลกระทบต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ส่งผลกระทบในเชิงลบต่องบประมาณของทางราชการ อย่างแรก ก็คือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรนี้ ก็ไม่มีคำตอบที่จะให้กับพี่น้องประชาชนว่าเหตุใดอาคารรัฐสภาจึงก่อสร้างเสร็จได้ล่าช้า เกินกว่ากำหนดระยะเวลา เดิมทีเดียวกำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๘ แล้วก็มีการขยายระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จมาถึงเดือนธันวาคมปีนี้ แต่ว่ามองดูแล้ว ยังเหลืออีกจำนวนมากเหลือเกิน อันนี้ก็คือเรื่องของความชัดเจน ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะตอบพี่น้องประชาชนแทนหน่วยงานของเราและหน่วยงานของราชการ ก็อยากที่จะให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา แล้วก็หาข้อเท็จจริงโดย ละเอียดนำมาศึกษาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ นำมารายงานสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะได้ตอบพี่น้องประชาชนได้ ผลกระทบในเรื่องของการขาดแคลนห้องประชุมนะครับ ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี ส.ส. จำนวน ๕๐๐ ท่าน ปัจจุบันเราต้องมาอาศัย ห้องประชุม ส.ว. ซึ่งจุสมาชิกได้เพียง ๒๕๐ ท่าน แล้วถ้าเกิดมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ต้องใช้ที่นั่งถึง ๗๕๐ ที่นั่ง ก็ต้องใช้ห้องประชุมแห่งนี้ เป็นผลกระทบทางตรงต่อการปฏิบัติ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากห้องประชุม เกิดความคับแคบ นอกจากนั้นผลกระทบในเรื่องของการขาดแคลนห้องประชุมของ คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประชุมทุกสัปดาห์ หรืออาจจะมีอนุกรรมาธิการ ปัจจุบันห้องประชุมกรรมาธิการนั้นขาดแคลนไม่เพียงพอ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการนั้นลดน้อยถอยลงไป
เรื่องระบบเสียงในการถ่ายทอดการประชุมทั่วบริเวณอาคารรัฐสภา ปัจจุบัน ไม่มีระบบเสียงนี้ในการถ่ายทอดก็ทำให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเวลาไปรับประทาน อาหาร หรืออยู่นอกห้องประชุมก็ไม่ได้ยินเสียงการถ่ายทอดทำให้มีผลกระทบต่อการ มาลงมติในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันก็ได้ประยุกต์ใช้ วิทยุธานินทร์ไปเสียบปลั๊กไว้ตามห้องน้ำ ตามทางเดินต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ผมว่านี่คือ ผลกระทบทางตรงจากการก่อสร้างอาคารรัฐสภาล่าช้า
สำหรับที่จอดรถอย่าว่าแต่ที่จอดรถของผู้มาชี้แจงเลย ที่จอดรถของเจ้าหน้าที่ สภาก็ยังไม่มี โดยเฉพาะวันที่มีการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ หรือมีการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาที่จอดรถก็เป็นปัญหาที่ได้รับผลกระทบอย่างมากสำหรับ ส.ส. ก็ดี ผู้ชี้แจงก็ดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร
เรื่องของการสิ้นเปลืองค่าเช่าอาคารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังคงต้องเช่าสถานที่จากภายนอกอยู่ ผลของการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง การแล้วเสร็จ ของสภาล่าช้านั้นส่งผลต่อภาระงบประมาณของทางราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องต่อไปก็คือ ในระหว่างที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จมลภาวะเรื่องของฝุ่น จากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นที่มาในบริเวณอาคารรัฐสภาภายในก็ดี บริเวณที่จอดรถ ล้วนแต่เป็นฝุ่นที่กระทบต่อสุขภาพของท่านสมาชิกแล้วก็เจ้าหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร และผู้มาติดต่อสภาแห่งนี้ เป็นผลกระทบที่อยากจะนำเรียนท่านประธาน สมควรอย่างยิ่ง ที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาโดยละเอียดว่า เหตุใดจึงไม่สามารถ ดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งนี้ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่มีการตกลงกันไว้ แล้วก็ขยายระยะเวลามานานเกินความสมควรไปแล้ว ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะฝาก คณะกรรมาธิการวิสามัญช่วยไปดูในเรื่องของสัญญา และเหตุผลความจำเป็นในการต่อสัญญา แต่ละครั้ง และที่จะต้องต่อสัญญาต่อไปอีกว่าเหตุผลความจำเป็นนั้นมีความสมควรหรือไม่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และรักษาผลประโยชน์ ของหน่วยงานรัฐสภาของเราว่ามันสมควรหรือไม่ เป็นความผิดพลาดของทางราชการ หรือเป็นความผิดพลาดของผู้รับจ้างที่จะต้องดูแลให้เกิดความเป็นธรรมและมีความโปร่งใส อย่าให้ทางราชการได้เสียเปรียบ ต้องดูเรื่องของการก่อสร้างว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเข้าใจว่านาทีนี้คงจะแล้วเสร็จไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ฐานราก เรื่องของเสา เรื่องของพื้น ก็คงเหลือเรื่องของงานตกแต่งภายในซึ่งจากการสังเกต รวมทั้งเพื่อนสมาชิกก็สังเกตว่างานนั้นยังไม่ประณีตสมกับที่เป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ เป็นอันดับ ๒ ของโลก ต้องดูแลให้มีการก่อสร้างตกแต่งภายในที่มีความประณีตสมกับที่ จะเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าที่จะอยู่คู่ประเทศไทยอวดชาวโลกไปนับร้อยปีนะครับ ก็ฝากข้อสังเกตในบางเรื่องนั้นให้แก่ท่านกรรมาธิการนำไปศึกษา เรื่องความเหมาะสม ของการใช้สอยอาคาร
เรื่องที่ ๑ การขาดแคลนบันได ผมได้เคยหารือในที่ประชุมสภาแห่งนี้ว่า เราอยากจะมีบันไดไว้เดินออกกำลังกายเพราะ ๔ ชั้นนี้ไม่ได้สูง แล้วก็ยังรู้สึกถึงความปลอดภัย เวลามีอัคคีภัยเราก็จะได้มีบันได
เรื่องของลิฟต์ขนส่งผู้โดยสารที่ล่าช้าทำให้เรามาลงมติไม่ทันด้วยนะครับ ลิฟต์นี้ช้ามาก ท่านลองเปรียบเทียบกับลิฟต์ของคอนโดเร็วมากนะครับ ลิฟต์ของสภานั้นช้ามาก แล้วก็กระจกช่องแสงก็ไม่ทราบว่าสถาปนิกออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานขนาดหนัก ทำให้พวกเรารู้สึกอึดอัด เดินไปไม่เห็นวิวทิวทัศน์ พวกเราก็อยู่ในห้องที่อึดอัดแล้วหน้าต่าง ประตูก็มีน้อย สำหรับบางท่านที่ไม่สามารถอยู่ในที่แคบได้ก็มีความอึดอัดมากครับ ไม่มีประตูหน้าต่าง แสงไฟที่สลัวเกินไปทำให้ไม่ปลอดภัยนะครับ เก้าอี้สมาชิกพนักพิงนั้น สูงเกินไปทำให้บังไม่เห็นท่านประธาน ไม่เห็นเพื่อนสมาชิก เรื่องฝุ่นการก่อสร้างจะทำอย่างไร ที่จะดูแลในเรื่องนี้ การที่จะให้การก่อสร้างในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเสร็จสิ้นในเวลา อันรวดเร็ว มีความเรียบร้อย มีความประณีตสวยงามนั้น ก็อยากจะฝากท่านประธานถึง เพื่อนสมาชิกได้โปรดสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ โดยละเอียดและนำมารายงานต่อสภาในโอกาสอันใกล้นี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณนายแพทย์บัญญัติ เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ผมเรียนไว้เหลือ ๒ ท่าน หลังจากนั้นจบแล้วก็จะมีเจ้าของญัตติ มีสิทธิสรุปนะครับ ที่เรียนไว้อย่างนี้เพราะว่าเผื่อพวกเราที่ไปรับประทานอาหารที่ไหนจะได้ เตรียมตัวตอนลงมตินะครับ ท่านต่อไป นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ขอไว้ ๑๕ นาที คุณหมอ ขอเท่ากับคนอื่นเถอะครับไม่เกิน ๑๐ นาที ได้ขอต่อรองคนที่ ๑๕ นาที เหลือมา ๑๐ นาที ทุกคนครับ แล้วก็ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๗ นาที ขอเชิญคุณหมอ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขอท่านประธาน ๑๕ ท่าน กรุณา ๑๐ นาที ก็กราบขอบพระคุณครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สนับสนุนอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ แล้วผมก็ มั่นใจครับว่าพวกเราฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนตั้งใจจะ สนับสนุนญัตตินี้ เพราะดูจากหลักการและเหตุผลที่เพื่อนสมาชิก เจ้าของญัตติ ๒ ญัตติ ได้เสนอมา มีหลักการและเหตุผลที่มีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาเพื่อมาพิจารณา มาตรวจสอบ มาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ของพวกเรา ท่านประธานครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการสามัญประจำสภาชุด กิจการสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการชุดนี้ก็นำเรื่องนี้มาติดตามตรวจสอบ สอบข้อเท็จจริง อยู่ตลอด เป็นวาระประจำทุกสัปดาห์ ท่านประธานอนันต์ ผลอำนวย และพวกเรา กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พวกเราพูดคุยกันครับว่า สิ่งที่พวกเราทำมีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน เข้ามาช่วยงาน เมื่อมีเพื่อนสมาชิกเสนอญัตติเข้ามาก็เป็นโอกาสครับ เราจะรับช่วงต่อจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพครับ การก่อสร้างอาคารรัฐสภาของเราเพื่อนสมาชิกได้พูดไปเยอะ สัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ กำหนด ๙๐๐ วัน จะเสร็จสิ้นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ขณะนี้ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการที่เคารพว่าควรจะพิจารณาตรวจสอบศึกษา หรือสอบ ข้อเท็จจริงในเรื่องดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ การเลือกแบบ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมอยากจะให้กรรมาธิการ ไปตรวจสอบว่าวิธีการ กระบวนการของการเลือกแบบการก่อสร้างเป็นอย่างไร มีผลต่อการ ต่อสัญญา ขยายสัญญาหรือไม่ เพราะผมเองทราบว่ามีการปรับแบบ แก้แบบเป็นปี ท่านประธานครับ นั่นเป็นประการที่ ๑
เรื่องที่ ๒ การกำหนดเขาเรียกว่าขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์ (TOR) เทอม ออฟ เรฟเฟอเรนซ์ (Term of Reference) ท่านประธานครับ อันนี้ต้องไปเจาะลึก ดูในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง งานทุกงานที่ออกมาก่อนที่จะไปทำสัญญา เป็นอย่างไร สอดคล้องเหมาะสมหรือไม่ ทำไมทีโออาร์ (TOR) กำหนดมาว่า ๙๐๐ วัน ทำไมท่านประธาน งานขนาดนี้ งานขนาดที่แบบเขาเขียนมาใช้เม็ดเงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท พอมาทำทีโออาร์ (TOR) ปรับเม็ดเงินเหลือ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาตัวเลขกลม ๆ นะครับ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ทำไม และที่หายไป ๖,๐๐๐ ล้านบาท หายไปไหน ไปลดอะไรครับ ไปลดโครงสร้างหรือลดระบบภายใน แต่ชัด ๆ ที่ผมทราบมาตัวที่กระทบมากที่สุดคือระบบ สารสนเทศ หรือระบบไอซีที (ICT) ของสภาเราถูกปรับลดไปเยอะ เหลือเม็ดเงินอยู่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้ต้องเข้าไปดู โดยละเอียดเลย ทำไมกำหนด ๙๐๐ วัน เพื่ออะไรครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ว่าเป็นงานระดับ หมื่นล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กำหนดไว้ ๙๐๐ วันจะเสร็จหรือไม่ ท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องดูต่อไป เหตุผลการต่อสัญญา ผมในฐานะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเราได้ เชิญตัวแทนของอัยการในฐานะที่เป็นผู้ตรวจร่างสัญญา สภามีที่ปรึกษาในการทำร่างสัญญา ทำทีโออาร์ (TOR) อัยการตรวจสอบ อัยการบอกชัดเจนครับ เขามีข้อสังเกตฝากไว้ให้กับสภา เพื่อไประวังในการดำเนินการ สัญญาเขาเขียนมาชัดเจนว่ามีสัญญาย่อยอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าสัญญา กำหนด ๙๐๐ วัน ให้เลือกทำสัญญาใดสัญญาหนึ่งก็ได้ที่สามารถทำเสร็จ แล้วก็ส่งมอบและเป็นงวดงาน งวดเงินไป อันนั้นคือในสัญญา อัยการเขาเขียนมาครับ ผมเองสงสัย ก็เลยมีข้อซักถามไปเยอะ เพราะสิ่งที่ผมเห็นประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ การทำสัญญาที่ไม่ชอบมันเป็นบ่อเกิดแห่งการเกิดค่าโง่ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้สภาเรา ตกเป็นที่กล่าวหาว่ามีค่าโง่ในการทำสัญญา ในการทำร่างทีโออาร์ (TOR) ทำไมต้องมาต่อ สัญญาถึง ๔ ครั้ง เพื่ออะไร เพราะอะไรครับ อันนี้ต้องตอบให้ชัดเจนในการศึกษาครั้งนี้ โดยเฉพาะครั้งที่ ๔ ท่านประธานครับ ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ต่อชัดเจน อ้างเหตุผลบอกว่า ส่งมอบพื้นที่ไม่ทัน ขนดินไปไม่ได้ก็ต้องขยาย ๓ ครั้ง ๑,๔๘๒ วัน ครั้งที่ ๔ ๓๘๒ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ไปจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ นี่เกิดจากการต่อรอง เรียบร้อยนะครับ เดิมผู้รับเหมาขอ ๕๐๒ วัน ไปสิ้นสุดเดือนเมษายน ๒๕๖๔ แต่ที่ปรึกษา ผู้ควบคุมงานเขามาดูแล้วสามารถทำให้เสร็จภายใน ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ได้ ก็ลดเหลือมา ๓๘๒ วัน เหตุผลเพราะอะไรครับ เหตุผลเพราะว่าสัญญานอกสัญญาหลักไม่สามารถ ดำเนินการ ให้สอดคล้องกับสัญญาหลักได้ เขาอ้างได้ครับท่านประธาน เขาอ้างได้ ระบบสาธารณูปโภค เป็น ๑ สัญญา ระบบไอซีที (ICT) อีก ๑ สัญญาที่ไม่สามารถทำสอดคล้องกับเขาได้ ต้องทำสอดคล้องครับ การฝังท่อฝังอะไรต่าง ๆ ในระบบมันต้องไปด้วยกัน เมื่อเราทำไม่ทัน เขาอ้างได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจผมฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ไปตามว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะเสร็จ แต่ทำไม ครม. อนุมัติเงินเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ผมแปลกใจมากการอนุมัติเงินล่าช้านี่ละครับ เป็นเหตุให้ก่อหนี้ผูกพันล่าช้า มาก่อหนี้ผูกพันในปี ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ไอซีที (ICT) เสร็จเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๓ สาธารณูปโภคเสร็จ ๕ มีนาคม ๒๕๖๓ ท่านประธาน เขาอ้างได้ครับ และที่สำคัญท่านประธานครับ ผมยังมีความมั่นใจว่าวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ จะไม่เสร็จจะต้องมีครั้งที่ ๕ ผมฝากท่านประธานช่วยไปดูเลย ผมกิจการสภาผู้แทนราษฎรก็ดู เพราะอะไรครับ เพราะผลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มติ ครม. เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถ ต่อขยายสัญญาได้โดยไม่มีข้อแม้เลย ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิไปทักท้วงเพราะเป็นผลจากการขึ้นค่าแรง ขั้นต่ำขยายได้อีก ๑๕๐ วัน อันนี้คือสิ่งที่เหมือนจะเป็นการเตรียมไว้เรียบร้อยในการที่จะ ต่อสัญญา ท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้ไม่ได้จะเอาผิดใคร แต่สิ่งที่กรรมาธิการต้องไปดูว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมามีช่องโหว่ ร่องรอย หรือมีลายแทงเพื่อนำไปสู่ค่าโง่หรือไม่ คลองด่าน ครับท่านประธาน ก่อนหน้าปี ๒๕๔๙ ไม่มีตัวค่าโง่ แต่หลังปี ๒๕๔๙ ปุ๊บเราพบลายแทงเลย มีการขยายมีการต่อ ค่าโง่ซ่อนอยู่เพียบ มีเงินทอนครับท่านประธาน ไม่ใช่เงินทอนวัด อันนี้เงินทอนหมื่นล้าน ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นแบบนั้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการชุดนี้ต้องไป ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสภา ปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของคนที่ทำงานด้วยใจบริสุทธิ์ที่เขาตกไปเป็นเหยื่อ บางครั้งเขาตกเป็นเหยื่อโดยที่เขา ไม่รู้ตัวเพราะระบบวางไว้หมดแล้ว สตง. ก็ตรวจสอบไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจ ของท่านกรรมาธิการที่จะต้องไปตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเหลือเวลา ๑ นาที ขออนุญาตสรุปความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจริง ๆ เอาผู้มีความรู้ ความสามารถ เอาหลากหลายฝ่ายเข้ามาช่วยกันดู โดยเฉพาะคนที่เห็นต่างอย่าได้ปฏิเสธเขา เพราะเขาจะได้มาดูรายละเอียดว่าขนาดการทำสัญญานอกสัญญาหลักนี่ไม่มีบริษัท ที่ปรึกษามาเป็นผู้ตรวจรับนะครับท่านประธาน ระบบไอซีที (ICT) ของเรา เพราะอะไรครับ เพราะอะไรผมก็ยังงงอยู่ สิ่งที่จำเป็นต้องสรุปเป็นเรื่องที่ ๒ คือปิดกั้นค่าโง่ทุกอย่าง ปิดกั้น ค่าโง่ทุกอย่างเอามาเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้ตรวจสอบได้เพื่อปกป้องคนที่เขามีเจตนาบริสุทธิ์ ที่จะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง
เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน ยังไม่มีใครพูด แต่ผมเป็นห่วงเพราะเรา ขออนุญาตมาใช้สถานที่เขาก่อนรับมอบงานนะครับ สิ่งที่เขาต้องเก็บเขาต้องซ่อมแซม และจะเรียกค่าเสียหายจากเราหลังจากส่งมอบเป็นเท่าไรต้องเตรียมไว้นะครับ ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ผมฝากท่านประธานได้พิจารณา ๓ เรื่องนี้ เห็นสมควรอย่างยิ่งนะครับ ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วผมหวังว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำให้งานของเรา งานของประเทศชาติบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอครับ ท่านพิเชษฐ์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่าสัญญา ๙๐๐ วัน มา ๒,๐๐๐ กว่าวัน ถ้าเป็นสถานที่อื่นผมก็ไม่ได้ติดใจ แต่นี่เป็นหน้าตาของประเทศ เป็นสิ่งที่เป็นที่พึ่งที่หวัง ของพี่น้องประชาชน การขยายเวลานี้ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเห็น ความล่าช้าอันนี้ตอนนี้ ใครรับผิดชอบไปแล้วบ้างครับ ต้องมีคนรับผิดชอบว่าทำให้เกิดการล่าช้ามาก ไม่มีใคร รับผิดชอบไม่ได้ ท่านประธานต้องหาคนรับผิดชอบในความล่าช้าอันนี้ แล้วจะต้องเสร็จ ภายในสมัยนี้ที่ท่านประธานเป็นประธาน ผมก็ขอให้กำลังใจท่านประธานนะครับ ที่สภาแห่งนี้เป็นประวัติศาสตร์ของท่าน ท่านก็มานั่งเป็นคนแรกแล้วก็จะบันทึกจารึกเป็น ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต่อไป ขอแตะนิดหนึ่งในเรื่องของงบประมาณ เรื่องของ รถประจำตำแหน่งของท่าน ถ้าท่านประยุทธ์ใช้รถราคาเท่าไรท่านต้องใช้เท่านั้น คือท่านเป็นผู้นำของฝ่ายนิติบัญญัติ จำเป็นจะต้องเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมขอให้กำลังใจท่านครับ ทีนี้ว่ามีวิศวกร เข้ามาประชุมกรรมาธิการหลายท่าน ก็มาบอกว่าการก่อสร้างสภาของเราขาดมาตรฐาน วิศวกรรมอย่างแรงนะครับ ไม่ได้มาตรฐานสักอย่างเลย ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาบอกว่า อันนี้ส่งงานได้อย่างไร รับงานกันได้อย่างไร ผมดีใจที่การก่อสร้างไปได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์อันนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเรา ท่านประธาน จะต้องตั้งวิศวกรส่วนตัวหลาย ๆ ด้าน ๓-๔ ด้านที่เกี่ยวข้อง ท่านต้องตั้งขึ้นมาแล้วตรวจสอบ ติดตามเอาคุณภาพคืนมา เอาประสิทธิภาพ คุณภาพและความสวยงามกลับคืนมานะครับ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นหน้าต่างของประเทศนะครับ เดินเข้ามาแล้วใหญ่โตมโหฬาร แต่ปรากฏว่าเข้ามาใกล้ ๆ แล้วคุณภาพไม่มีนะครับ ฝากท่านประธานว่าจากนั้นท่านก็ต้องดู เรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของอาหารปลอดภัยได้มาตรฐาน การจราจรภายใน วันนี้ผมก็ไม่ได้ตำหนิ แต่ต่อไปจะต้องเป็นระบบ ระเบียบ ได้มาตรฐานสภาผู้แทนราษฎร ของประเทศนะครับ แล้วก็การต้อนรับพี่น้องประชาชน มีที่สำหรับให้เขาอยู่ ให้เขาดื่มน้ำ สำหรับช่วงรอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นไปยืนอยู่ข้างหน้า ยืนออเต็มไปหมด สงสารเขาครับ นี่เป็นที่สำหรับของประชาชนนะครับ แล้วก็ระบบของความปลอดภัย สภาผู้แทนราษฎรต้องมีความปลอดภัยขั้นสูงสุดนะครับ อย่างไรก็ฝากท่านประธานว่า อันนี้เราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จะได้ช่วยติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัดให้การก่อสร้างได้แล้วเสร็จสวยงามสมกับสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย เป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ครับ เจ้าของญัตติมีสิทธิที่จะสรุปนะครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด เชื้อคง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เท่าที่ได้รับฟังรับรู้จากเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายสนับสนุนในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการก่อสร้าง รัฐสภาล่าช้าก็ดูเหมือนเป็นในทิศทางเดียวกัน ในฐานะผู้เสนอญัตติร่วมกับนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ถ้าจะลงมติครั้งหน้าก็ต้องกราบขอบพระคุณล่วงหน้าด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านศุภชัย เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร ผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ลุกขึ้นอภิปราย และฟังดูแล้ว ทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่าควรที่จะได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจะศึกษา สอบสวนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นผมก็ขอให้ทุกท่านมีโอกาสได้เข้าไปร่วมทำงาน ด้วยกันครับ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนเจ้าของเงินภาษีอากรสำหรับการก่อสร้างอาคาร ของพวกเราที่จะให้พวกเราได้ทำงาน ได้รับทราบข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเหตุใดถึงมี ความล่าช้าและจะแก้ปัญหากันอย่างไร ก็ขอขอบพระคุณและอยากจะสนับสนุนให้การ ทำงานของพวกเราต่อไปในอนาคตเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านศุภชัยนะครับ เราก็พิจารณาญัตติทั้ง ๒ นี้จบนะครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องการขอมติที่ประชุมว่าจะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาหรือไม่นะครับ ขอใช้เวลาเรียกพวกเรานะครับ
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
สมาชิกที่เข้ามาแล้ว กรุณาแสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
อยู่ในระหว่างแสดงตน ขอเวลาให้สมาชิกที่อยู่ในห้องกรรมาธิการได้มานะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม มานัส อ่อนอ้าย ๒๘๔ ขอแสดงตนครับ
เจ้าหน้าที่จดทันไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ หมายเลข ๑๓๘ ขออนุญาตแสดงตนครับ
ยังมีเวลานะครับ สมาชิก เข้ามาใหม่ก็กดบัตรแสดงตนนะครับ
ท่านประธานครับ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๒๗๓ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ผม นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง อันดับที่ ๑๐๐ ขอแสดงตนครับ
ท่านสมาชิกกรณีที่บัตร มีปัญหาก็ค่อยประกาศ แต่ว่าถ้าบัตรใช้ได้อย่าไปกด ๒ ครั้งนะครับ
ท่านประธานคะ ๒๔๒ พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ แสดงตนค่ะ
เจ้าหน้าที่จดด้วยครับ
เรียนท่านประธาน ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง ๐๕๐ ขอแสดงตนครับ
เรียนท่านประธานคะ ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ๓๖๕ ขอแสดงตนค่ะ
เชิญนะครับ ท่านที่ยังไม่ได้ แสดงตนมีหรือไม่ครับ ผมขออนุญาตปิดการแสดงตนนะครับ ขณะนี้จำนวนผู้ที่แสดงตน เข้าประชุม ๓๔๒ ท่าน ก็ครบองค์ประชุม เมื่อสักครู่นี้ขอบวกผู้ที่แสดงตนโดยประกาศตัวเลข ของรายชื่อของท่านรวม ๗ ท่าน มี ๓๔๙ ท่านครับ
ผมขออนุญาตขอมติ ที่ประชุมนะครับ ท่านใดเห็นควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นว่าไม่ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติได้ครับ
ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๑๓๘ นายทวีศักดิ์ ทักษิณ เห็นด้วยครับ
ขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าบัตรใช้ได้ท่านอย่าประกาศชื่ออีกครั้งจะซ้ำ เดี๋ยวจะมีปัญหากับท่านครับ ระวังนะครับ มันจะบันทึกอยู่แล้วจะเสียประวัติเรา ต้องระวังครับ ถ้าบัตรใช้ไม่ได้ค่อยประกาศชื่อนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม มานัส อ่อนอ้าย ๒๘๔ เห็นชอบครับ
เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกไว้นะครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ๓๖๕ เห็นด้วยค่ะ
ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง อันดับที่ ๑๐๐ เห็นด้วยครับ
ยังมีท่านสมาชิกที่ยังไม่ลง มติมีหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีผมขออนุญาตปิดการลงมตินะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๐ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมลงมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขออภัยประกาศเพิ่มอีก ๓๕๐ ท่าน รายชื่อเพิ่ม ๔ ท่าน เป็น ๓๕๔ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ตกลงที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ
ดังนั้นกระบวนการต่อไป ก็ต้องขอที่ประชุมได้เสนอว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญจำนวนเท่าไรเชิญนะครับ
ขออนุญาตค่ะ กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอจำนวน กรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ จำนวน ๔๙ ท่าน ขอผู้รับรอง ด้วยค่ะ
๔๙ ท่าน ที่ประชุมรับรอง ท่านเลขาธิการขอจำนวนนะครับ คณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๒ คน พรรคเพื่อไทย ๑๐ คน พรรคพลังประชารัฐ ๙ คน พรรคอนาคตใหม่ ๖ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๔ คน พรรคภูมิใจไทย ๔ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน พรรคประชาชาติ ๑ คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ คน ความจริงรายชื่ออยู่ที่ผมนะครับ แต่ขออนุญาตให้แต่ละฝ่าย ได้เสนอครับ เพื่อเป็นเกียรติแก่แต่ละท่าน เชิญคณะรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ประธานที่เคารพครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๒ ท่าน ๑. นายสุชาติ โรจน์ทองคำ ๒. นายพินิจ พูลเกิด ๓. นายพงศ์กิตติ์ อรุณภักดีสกุล ๔. นางปัณณิตา สท้านไตรภพ ๕. นายสมศักดิ์ ภู่สกุล ๖. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๗. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ๘.นายพิเชษฐ สถิรชวาล ๙. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๑๐ นายพุทธิสัตย์ นามเดช ๑๑. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๑๒. นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองครับ ๑๒ ท่านถูกต้อง ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๑๐ ท่าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ คน ดังนี้ ๑. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ๒. นายชุมสาย ศรียาภัย ๓. นายอัมภัส ปิ่นวนิชย์กุล ๔. นายสมคิด เชื้อคง ๕. นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ๖. นายศักดา คงเพชร ๗. นายพัฒนา สัพโส ๘. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๙. นายองอาจ วงษ์ประยูร ๑๐. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่าน ๑. นายอนันต์ ผลอำนวย ๒. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๓. นายสายัณห์ ยุติธรรม ๔. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ๕. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๖. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๗. ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ๘. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๙. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปขอเชิญพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๖ ท่านครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอรายชื่อตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายไกลก้อง ไวทยการ ๒. นายฐิตินันท์ แสงนาค ๓. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ๔. นายเป็นหนึ่ง วานิชชัย ๕. นายต่อตระกูล ยมนาค และ ๖. นายวิชากร เฮงษฎีกุล ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๔ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด กระบี่ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา โควตาพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๔ ท่าน ๑. นายอันวาร์ สาและ ๒. นายเดชอิศม์ ขาวทอง ๓. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๔. ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่าน ๑. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๓. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๔. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่านครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ถูกต้องนะครับ ต่อไปครับ พรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย คือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปครับ พรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน คือ นายซูการ์โน มะทา ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน ๑ ท่านครับ
ผม นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเสนอสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ นายสมชาติ ธรรมศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ
ท่านประธานครับ ทางพรรคพลังประชารัฐ ขอเปลี่ยนครับ
คุณวีระกร เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ขอเปลี่ยนแปลง รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างรัฐสภา ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ออกนะครับ แล้วก็ขอเปลี่ยนเป็น นายดิสทัต คำประกอบ ขอผู้รับรองครับ
ดิสทัตนะครับ
ดิสทัต คำประกอบ ครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการ ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ๑. นายสุชาติ โรจน์ทองคำ ๒. นายพินิจ พูลเกิด ๓. นายพงศ์กิตติ์ อรุณภักดีสกุล ๔. นางปัณณิตา สท้านไตรภพ ๕. นายสมศักดิ์ ภู่สกุล ๖. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๗. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ๘. นายพิเชษฐ สถิรชวาล ๙. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๑๐. นายพุทธิสัตย์ นามเดช ๑๑. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๑๒. นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ๑๓. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ๑๔. นายชุมสาย ศรียาภัย ๑๕ นายอัมภัส ปิ่นวนิชย์กุล ๑๖.นายสมคิด เชื้อคง ๑๗. นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ๑๘. นายศักดา คงเพชร ๑๙. นายพัฒนา สัพโส ๒๐. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๒๑. นายองอาจ วงษ์ประยูร ๒๒. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๒๓. นายอนันต์ ผลอำนวย ๒๔. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๒๕. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ๒๖. นายสายัณห์ ยุติธรรม ๒๗. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๒๘. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๒๙. ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ๓๐. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๓๑. นายดิสทัต คำประกอบ ๓๒. นายไกลก้อง ไวทยการ ๓๓. นายฐิตินันท์ แสงนาค ๓๔. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ๓๕. นายเป็นหนึ่ง วานิชชัย ๓๖. นายต่อตระกูล ยมนาค ๓๗. นายวิชากร เฮงษฎีกุล ๓๘. นายอันวาร์ สาและ ๓๙. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๔๐. นายเดชอิศม์ ขาวทอง ๔๑. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๔๒. นายศุภชัย ใจสมุทร ๔๓. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๔๔. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๔๕. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๔๖. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๔๗. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ๔๘. นายซูการ์โน มะทา ๔๙. นายสมชาติ ธรรมศิริ
รายชื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต่อไปขอให้เสนอระยะเวลาในการพิจารณา เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลาในการพิจารณา ๖๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
๖๐ วัน ที่ประชุมรับรอง สมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ที่ประชุมก็มีความเห็น ให้พิจารณาใน ๖๐ วัน ก็จบเรื่องนี้ ขอเรียนท่านสมาชิกด้วยว่าที่จริงแล้วผมได้ขอให้เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้ศึกษาเตรียมการสำหรับใช้สภาใหม่ด้วย คือนอกเหนือจากการก่อสร้างแล้ว ต้องเตรียมล่วงหน้าว่าสภาแห่งนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วกระบวนการใช้สภาจะดำเนินการอย่างไร ใครใช้ได้บ้าง อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการไว้ให้เหมาะสมกับสภาพของสภาต่อไป ในอนาคต อันนี้ก็เป็นเรื่องอนาคต ก็เรียนให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ วาระต่อไป
๕.๒ จะเป็นญัตติของท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการจัดตั้งกระทรวงการข้าว โดยที่ได้ ขออนุญาตท่านว่าเราจะขอนำวาระที่ ๕.๓ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (กยศ.) มาพิจารณา เพราะมีญัตตินี้อยู่ทั้งหมด ๑๐ ญัตติ เดิมมี ๙ ญัตติ แต่ว่าเสนอเข้ามาใหม่อีก ๑ ญัตติ ก็เป็น ๑๐ ญัตติ ซึ่งท่านอุบลศักดิ์กรุณาให้ความเห็นชอบ ไม่ขัดข้อง ท่านอยู่ไหมครับ ผมขออนุญาตท่านแล้ว เชิญครับ
ท่านเรียกอุบลศักดิ์ หรือกมลศักดิ์ครับ
ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้องขออนุญาตเปลี่ยนจากวาระที่ ๕.๒ มาเป็นวาระที่ ๕.๓ พิจารณาก่อน เชิญท่านอุบลศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม พรรคเพื่อไทยจังหวัดลพบุรี ไม่ปฏิเสธยินดีตามท่านประธาน แต่ศุกร์หน้าหรือศุกร์ต่อไปขอความกรุณาบรรจุญัตติเร่งด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการจัดตั้งกระทรวงข้าว เพื่อแก้ไขปัญหา พี่น้องชาวนาทั้งระบบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านอุบลศักดิ์ครับ และขออนุญาตที่ประชุมว่าขอเลื่อนระเบียบวาระที่ ๕.๓ ขึ้นมาก่อนระเบียบวาระที่ ๕.๒ โดยมีระเบียบวาระเป็นเรื่องทำนองเดียวกันในวาระนี้ทั้งหมดอีก ๙ เรื่อง ดังต่อไปนี้
วาระที่ ๕.๘ ของคุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๕.๙ ของคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ๕.๑๔ ของนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ๕.๑๘ ของนายสรชัด สุจิตต์ ๕.๓๒ ของนายรุ่งโรจน์ ทองศรี ๕.๔๔ ของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ๕.๑๐๐ ของนายประกอบ รัตนพันธ์ ๕.๑๐๖ ของนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ และที่ยังไม่ได้บรรจุเพิ่งเข้ามาใหม่ของนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่ประชุมว่า ขอนำทั้ง ๑๐ เรื่องนี้เข้ามาพิจารณาพร้อมกันไป โดยญัตติแรกก็เป็นญัตติของท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
๕.๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นผู้เสนอ)
ขอเชิญท่านกมลศักดิ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นต้องขอ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านกมลศักดิ์ ขออภัยครับ ขออนุญาตที่ประชุมแจกเอกสารของคุณธีรรัตน์เพิ่งเสนอเข้ามา เชิญท่านกมลศักดิ์ต่อครับ
ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ จัดให้มีการประชุมสภาวาระพิเศษในวันนี้ เพื่อให้นำญัตติที่ค้างสภาเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม ญัตติที่ผมเสนอในวันนี้เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษา ตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เรียกอักษรย่อว่า กยศ. และต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้ร่วมลงชื่อ รวมทั้งหมด ๒๒ ท่านตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสภา ให้ผมได้สามารถยื่นญัตติ เกี่ยวกับหนี้ กยศ.
ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมได้ยื่นญัตติต่อสภาแห่งนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่ากองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา เรามีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงบัดนี้ ผมมีข้อมูลว่ามีนักศึกษาที่ได้รับโอกาส ทางการศึกษาได้รับเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้วประมาณ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าราย และทาง กองทุนได้ให้กู้ยืมไว้แล้วประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผู้กู้ยืมอยู่ระหว่างการชำระหนี้ ๓,๕๖๙,๐๐๐ กว่าคน ชำระหนี้ปกติประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่ในระหว่างการชำระหนี้ ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สำคัญที่สุดก็คือว่ามีลูกหนี้ที่ถูกฟ้องคดีไปแล้วประมาณ ๑ ล้านคน เหตุผลที่ต้องยื่นญัตติ เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาหนี้ กยศ. เพราะมีลูกหนี้ที่ผิดนัดจำนวนมาก ประกอบกับจะทำอย่างไรให้กองทุนมีโอกาสได้รับชำระหนี้ และลูกหนี้ที่ค้างชำระมีโอกาส ที่จะใช้หนี้คืนให้กับกองทุน แต่ต้องขอบคุณว่าในส่วนของลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงินชำระหนี้ ให้กับ กยศ. ไปแล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ราย อันนี้ต้องขอขอบคุณสำหรับลูกหนี้ที่ได้ปฏิบัติ ตามระเบียบของ กยศ. แต่ว่าคณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งเพื่อศึกษากับคนอีก ๓ ล้านกว่าคน ที่มีปัญหา แล้วก็เป็นการศึกษาเพื่อจะไม่ให้กระทบและหาทางออกให้กับบุคลากรของ ประเทศนี้ที่กำลังศึกษาแล้วก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ต้องกู้ยืมเงินจากกองทุน กยศ. มาเป็น ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนในชั้นระดับอุดมศึกษา ด้วยเหตุผลเพราะว่าถ้าหากเราไม่รีบศึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้จะกลายเป็นปัญหาสะสม เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้เพราะตอนนี้ลูกหนี้ ที่ถูกฟ้องจำนวนประมาณ ๑ ล้านราย และอีก ๓ ล้านกว่าคนที่อยู่ในระหว่างการชำระหนี้นี้ แนวโน้มด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่อย่างนี้กองทุนอาจจะได้รับเงินคืนน้อย ปัญหาเหล่านี้ เราต้องศึกษาทั้งปัญหาระยะยาวและปัญหาระยะสั้น ก่อนที่ผมจะไปถึงตรงนั้นผมขอเรียน ท่านประธานครับว่าปัจจุบันนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ มีคณะกรรมการประมาณ ๑๑ ท่าน มีอำนาจ หน้าที่ในการกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์การให้กู้ยืมและการชำระหนี้คืน ก่อนที่ผมจะยื่นญัตติ ต่อสภาแห่งนี้ ผมได้รับการร้องเรียนเพื่อมาสะท้อนปัญหาหลาย ๆ อย่าง ต้องยอมรับว่า คนเราเกิดมามีสถานะทางครอบครัวที่แตกต่างกัน ความโชคดีในการจบการศึกษา หลังจากที่ ศึกษาในชั้นอุดมศึกษาจบมาแล้วบางคนโชคดีมีงานทำสามารถที่จะชำระหนี้ให้กับกองทุนได้ ตามระเบียบที่ กยศ. ได้กำหนดไว้ แต่บางคนจบออกมาแล้วก็ยังไม่มีงานทำ ผ่านไปแล้วหลายปี ก็ยังหางานทำไม่ได้ ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้รัฐเองมีหน้าที่ให้การศึกษาให้กับบุคลากรของ ประเทศให้มีระดับการศึกษาสูงขึ้น เราจะผลักภาระหนี้ที่ใช้สำหรับการศึกษาให้กับบุคลากร ของประเทศนี้เพียงฝ่ายเดียว ผมว่ายังไม่เป็นธรรม สภาแห่งนี้จึงเห็นสมควรที่จะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาหนี้ของ กยศ. ท่านประธานครับ หลาย ๆ เรื่อง ที่ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่จบการศึกษาแล้วก็ไม่มีปัญญาชำระหนี้นะครับ ปัญหาสำคัญ ที่สุดก็คือไม่มีงานทำ ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นก็คือว่า หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่าย ๑. ก็คือคณะกรรมการกองทุน นั่นก็คือกองทุน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของกองทุน ๒. ก็คือสถาบันการศึกษา เพราะว่าเขาจะได้รับ ประโยชน์ในเรื่องของการชำระค่าเล่าเรียนในแต่ละเทอม ๓. ก็คือลูกหนี้ ก็คือนักศึกษาที่กู้ยืม เงินของกองทุน ผมเห็นว่าทั้ง ๓ ฝ่ายนี้จะต้องหาทางออกร่วมกัน
ประเด็นแรกก็คือในส่วนของคณะกรรมการ ผมไปดูพระราชบัญญัติกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่มีตัวแทนของสถาบันการศึกษาเป็นคณะกรรมการเลย แต่ว่า เงินกองทุนนี้คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน มีอยู่เคส (Case) หนึ่ง ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนว่าในพื้นที่ของผมเคยมี สถาบันแห่งหนึ่งมีนายหน้าไปหานักศึกษาเข้าเรียน โดยบอกว่าสามารถเรียนโดยใช้ เงินกองทุน กยศ. ปรากฏว่าพอนักศึกษาหลายสิบคนที่สมัครใจจะเข้าเรียนโดยกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาแล้ว พอทำเรื่องกู้เงินเสร็จปรากฏว่าบัตรเอทีเอ็ม (ATM) คนที่เป็นนายหน้า ไม่ได้คืนให้กับเขา เรียนไม่ถึง ๑ ปีอยู่ไม่ได้ครับ แต่ว่าหนี้ที่เขากู้ไปแล้วก็ต้องรับผิด อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรให้สถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ในเรื่องของหนี้ กยศ. ด้วย
ประการต่อมาก็คือในส่วนของระยะเวลาการชำระหนี้ ตามระเบียบของ กยศ. ในเรื่องเงื่อนไขการชำระหนี้คืน ปัจจุบันได้กำหนดระยะเวลา ๒ ปีว่าเมื่อจบการศึกษา ๒ ปีแล้ว หลังจากนั้นต้องชำระหนี้คืน ทำสัญญาผ่อนชำระ ๑๕ ปี ตรงนี้คือปัญหาในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันนี้ เพราะว่าเงื่อนไขกฎเกณฑ์ ๒ ปีนี้ได้มีการกำหนดมานานแล้ว ผมไปดูรายละเอียดมา การขยายระยะเวลาตรงนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดระยะเวลา โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย แก้ไขพระราชบัญญัติ เป็นไปได้หรือไม่เราจะขยายระยะเวลา ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจเพื่อรองรับบัณฑิตที่กู้ยืมเงินกำลังศึกษาในวันนี้มีโอกาสที่จะ ชำระหนี้ แล้วก็ไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัด ๒. ก็คือระยะเวลาในการผ่อนชำระ ๑๕ ปี เป็นไปได้ หรือไม่เราจะต้องให้มีการยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับสถานะภาวะของแต่ละคนหลังจากจบการศึกษาว่า ผู้ใดที่ไม่มีงานทำอาจจะขยายระยะเวลาให้มากขึ้น สำคัญที่สุดครับท่านประธาน ที่เดือดร้อน กันมากที่สุดก็คือในเรื่องของดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ กองทุนอาจจะอ้างว่าถ้าไม่คิดดอกเบี้ย ไม่คิดเบี้ยปรับอาจจะสร้างลักษณะนิสัยที่ไม่ดีในเรื่องของวินัยทางการเงิน ผมเห็นว่า คณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งนี้ต้องอยู่บนหลักพื้นฐานของการรักษาวินัยทางการเงิน แต่ว่า กองทุนต้องไม่ทำตัวเป็นสถาบันการเงินเสียเอง ปัจจุบันนี้ดอกเบี้ยคิดร้อยละ ๑ ก็ถือว่าไม่มาก แต่ผมดูเหมือนกับว่ากองทุนกำลังเลี่ยงกฎหมาย ก็คือห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โดยใช้คำ ว่า เบี้ยปรับแทนดอกเบี้ย ตรงนี้คือหนักสำหรับคนที่ไม่มีงานทำ หรือมีงานทำภายหลังจากจบ การศึกษาหลายปีแล้วยังต้องผ่อนชำระแบกดอกเบี้ย เบี้ยปรับ บางคนท่วมเงินต้น ผมเคยเห็น หมายศาลที่เขามาหาผมที่กองทุนเขาฟ้อง กู้เงินต้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ปรากฏว่า คิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ วงเงินที่ใช้เป็นจำนวนทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท ด้วยเหตุผลที่ระเบียบของ กยศ. ตอนนี้ก็คือว่า ถ้าค้างดอกเบี้ยไม่เกิน ๑ ปี คิดเบี้ยปรับร้อยละ ๑๒ แต่ถ้าเกิน ๑ ปีคิดร้อยละ ๑๘ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะไม่มีการคิด เบี้ยปรับ ตรงนี้ก็ต้องมาศึกษากันว่าหากกองทุนไม่คิดเบี้ยปรับ ลดเบี้ยปรับ หรือว่าไม่คิดเลย ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ กองทุนจะนำเงินหมุนเวียนมาจากไหน
ประการต่อมาก็คือว่าผู้ค้ำประกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นมาก ท่านประธาน อย่าลืมว่า ๑ ล้านรายที่ถูกฟ้องคดีนั่นคือลูกหนี้ ถ้าบวกผู้ค้ำประกันอีก ๑ คนต่อ ๑ คดี เท่ากับว่าคนที่ได้รับผลกระทบตกเป็นจำเลยประมาณ ๒ ล้านราย กลายเป็นปัญหาสังคม ตอนนี้ เพราะว่าตามระเบียบ กยศ. ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมากำหนดให้นักศึกษาที่ต้องการกู้ยืมเงิน ต้องหาผู้ค้ำประกัน ส่วนใหญ่ผู้ค้ำประกันก็คือเป็นญาติหรือเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ตอนนั้น เซ็นค้ำประกันเพราะเห็นใจลูกศิษย์หรือเห็นใจเพราะเป็นญาติกัน แต่ปรากฏว่าพอเรียนจบ ไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะไม่มีงานทำ ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นญาติก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๒ ก็ไปกดดันลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน บางทีก็อยู่ข้างบ้านหรือเป็นญาติกัน ฝ่ายลูกหนี้ที่กู้ก็ไม่มีเงิน ที่จะคืน สุดท้ายลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินก็ไปยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน ทะเลาะกันมีปัญหากัน ไม่พูดคุยกันกลายเป็นปัญหาสังคม ซึ่งผมมองว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะมีทางออก สำคัญที่สุด ก็คืออย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นว่า ในเรื่องของดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ได้รับการร้องเรียนมากที่สุดว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่คิดเบี้ยปรับ หลาย ๆ ท่านมาหาผมเขาบอกว่าเขายินดีที่จะจ่าย แต่ว่า หมดกำลังใจท้อเมื่อเห็นเบี้ยปรับจ่ายเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ๒-๓ วันที่แล้วผมได้รับการร้องเรียน จากคนที่มีอาชีพเป็นครูแล้วก็ผ่อนชำระ กยศ. มาแล้ว หลังจากที่เขาทราบว่าจะมีการยื่นญัตติ อภิปรายเกี่ยวกับ กยศ. เขาฝากบอกว่าเขาผ่อนมา ๑๕ ปีแล้วก็ยังไม่หมด อยากฝากให้มี การศึกษาว่าจะทำอย่างไรในเรื่องของระยะเวลา ในการขยายระยะเวลาการชำระ ผมเห็นว่า ในส่วนของลูกหนี้ที่ถูกฟ้องคดีอยู่ที่ศาลแล้วก็ถูกยึดทรัพย์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้อง หารือแก้ปัญหาในระยะสั้น ผมจึงเห็นว่าสภาแห่งนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อให้บุคลากรของประเทศนี้เรียนออกมาแล้วไม่ได้ตกเป็นจำเลย และแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ค้ำประกัน ถึงเวลาหรือยังที่ กยศ. จะไม่ต้องมี การค้ำประกันเหมือนเช่นต่างประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านกมลศักดิ์ ญัตติต่อไปเป็นของคุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
๕.๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา สอบสวนปัญหาระบบการตรวจสอบการชำระหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ เป็นผู้เสนอ)
ผมแนะนำอีกครั้งหนึ่ง เหมือนครั้งที่แล้วก็คือญัตติท่านอ่านได้เลยนะครับ และใช้เหตุผลประกอบหลังจากอ่านญัตติ ก็จะใช้เวลาไม่มาก ก็ขอเรียนว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ เนื่องจากญัตตินี้เป็นทำนองเดียวกัน ก็คงจะมีการซ้ำกับผู้อื่นบ้างซึ่งก็อนุโลม แต่ว่าพยายามประหยัดเวลานะครับ เพื่อเราจะได้ ญัตติที่ได้รับการยอมรับ และดำเนินการให้เป็นประโยชน์กับนักเรียน นักศึกษาต่อไป ขอเชิญ ท่านเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผม ขอเสนอญัตติที่เกี่ยวกับการศึกษา กยศ. กับขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาสอบสวนปัญหาระบบการตรวจสอบการชำระหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
ปัญหาการให้กู้ยืมเงิน กยศ. มีปัญหาทั่วประเทศ และมีผลกระทบต่อคน ที่กู้ยืมทั่วประเทศที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกู้ยืมไปแล้ว และการใช้เงินคืนบางครั้งอาจจะเป็นไป ได้ยาก ซึ่งแต่ละคนมีความไม่พร้อม ความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินกองทุน เพื่อการศึกษานี้ประมาณ ๕,๗๐๐,๐๐๐ รายที่กู้ยืมไป และชำระไปแล้วก็หลายราย ที่ยังค้างอยู่ คือ ๓ ล้านกว่ารายนี้ เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายให้กับกองทุน ซึ่งการใช้จ่ายนี้บางรายอาจจะทราบดีว่าบุคคลเหล่านั้นไม่มีความพร้อม คนที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายนี่คือ ยังไม่มีงานทำ ที่ไม่มีงานทำบางครั้งจำเป็นต้องหาทางศึกษาข้อนี้ให้ดีว่าทำอย่างไรเขาจะหาเงิน มาชำระใช้จ่ายให้กับ กยศ. ส่วนนี้ เพราะว่าการใช้จ่ายในเมื่อตัวเองยังไม่มีงานทำไม่สามารถ ที่จะหาเงินมาใช้จ่ายได้ ก็ต้องเห็นใจเขา และทางรัฐบาลต้องหาทางออกให้เขา เพราะบุคคล กลุ่มนี้เขาไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาใช้ได้ จึงขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดูรายละเอียด เรื่องนี้ สาเหตุการชำระหนี้คือความยากจน ขาดวินัยทางการเงิน และขาดจิตสำนึก ในการชำระหนี้ ความยากจนเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีติดตัวมาเพื่อเป็นการต่อรอง แต่มีมา โดยการเลือกเกิดไม่ได้ และสิ่งนี้อยากจะให้รัฐเข้ามาแก้ไขโดยการหาบุคคลกลุ่มนี้เพื่อที่จะให้ เขามีโอกาสได้ชำระเงินให้กับ กยศ. ได้ โดยทางภาครัฐที่ต้องการทำงานส่วนต่าง ๆ ที่ภาครัฐ ต้องการจะจ้างงานอยากจะให้เน้นบุคคลกลุ่มนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะให้บุคคลกลุ่มนี้มีรายได้ ขึ้นมา และจะได้เอาเงินก้อนนี้มาชดใช้กับหนี้สินที่เขากู้ยืมไป และเพื่อให้เขาได้มีโอกาส ทำงานจะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเขาเป็นหนี้ กยศ. แล้วไม่ได้ชดใช้ แล้วมีอีกสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐ ต้องเข้าไปดูแลคือการอบรม การจะปล่อยกู้ ไม่ใช่ว่าต้องการปล่อยกู้ไปแล้วต้องการให้ตัวเลข ขึ้นมา ให้ กยศ. มีตัวเลขขึ้นมาว่าโอเค (OK) ปีนี้รัฐสามารถปล่อยกู้ไปได้เท่าไรแล้ว ความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ หรือที่ท่านกมลศักดิ์ที่เมื่อสักครู่อภิปรายไปว่ามีบางที่เขาไม่ได้ต้องการกู้โดยเจตนา มีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปในสถานศึกษาเพื่อต้องการทำยอดรายได้การกู้ให้กับ กยศ. ส่วนนี้ต้องปรับความเข้าใจให้กับทางคนที่กู้ว่าเราจะกู้เพื่ออะไร แล้ววินัยการกู้ การชำระเงิน จะจ่ายอย่างไรถึงจะได้ ถ้าเขาจบมาแล้วไม่มีงานทำภาครัฐจะต้องเพ่งเล็งจุดนี้ให้เป็นพิเศษ เพราะว่าจุดนี้ที่เขาอยู่ถ้าเกิดเขาไม่มีงานทำเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะมาใช้จ่ายเงินได้ ภาครัฐที่ลงทุน ในการแจกเงิน อะไรต่ออะไรให้กับประชาชนทั่วไป อยากจะให้เน้นบุคคลกลุ่มนี้เป็นสำคัญครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ และต้องการ ให้พิจารณาเป็นพิเศษคือกลุ่มบุคคลที่ไปค้ำประกัน อย่างเช่น ครูที่ไปค้ำประกันให้ลูกศิษย์ ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ที่ไปค้ำประกันให้กับลูกศิษย์ อันนี้มีปัญหามาก เพราะว่าบุคคลกลุ่มนี้เขาจะมีปัญหาคือโดนสังคมต่อว่า โดนญาติพี่น้องที่บอกว่าทำไมคุณครู ต้องไปค้ำประกันให้เขาจนถูกฟ้อง ตอนนี้มีหลายรายที่มาขอความเห็นใจ ขอความเป็นธรรม ว่าเขาไปค้ำประกันให้ลูกศิษย์ จากการค้ำประกันให้ลูกศิษย์นี้บางครั้งครูที่เขาไปค้ำประกัน ให้ลูกศิษย์ ๑๐ ราย ตอนนี้ถูกฟ้องประมาณ ๖ ราย ๗ ราย มีอยู่ ๒-๓ รายที่เขามีงานทำ ที่เขาไม่ถูกฟ้อง ๖-๗ รายนี้เป็นภาระให้กับทางคนที่ค้ำประกัน คนที่ค้ำประกันถ้าเป็นพ่อเป็นแม่ อาจจะไม่มีปัญหาอะไร เป็นญาติพี่น้องก็คงมีปัญหาน้อย แต่คนที่เป็นครูที่เขาเกษียณมาแล้ว ยังต้องรับภาระส่วนนี้มา ซึ่งส่วนนี้อยากจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อตัด การค้ำประกันของบุคคลกลุ่มนี้ออกไปโดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบ และการรับผิดชอบส่วนนี้ อยากจะให้ทางญาติพี่น้องหรือว่าผู้ปกครองบิดามารดาเป็นผู้รับผิดชอบ กระผมจึงขอให้ ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อการศึกษาปลดภาระผู้ค้ำประกันที่ไม่ใช่คนในครอบครัว แก้ปัญหาคนค้ำประกันเดือดร้อนจากการมารับใช้หนี้แทนผู้กู้ครับ และเสนอปลดภาระ ผู้ค้ำประกันที่มิใช่บิดามารดาหรือญาติ ซึ่งมีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน ที่คิดว่าปัจจุบันนี้ติดตามหนี้กับผู้กู้ยืม ซึ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นทาง กยศ. ก็สามารถ ติดตามได้โดยง่ายนะครับ และไม่ทำให้บุคคลภายนอกที่มิใช่คนในครอบครัวเดือดร้อน สาเหตุส่วนใหญ่ ๓ ประการหลัก ก็คือความยากจน ขาดวินัยทางการเงิน ขาดจิตสำนึก ๓ อย่างนี้ถ้ามีการอบรม มีการปรับความเข้าใจในการกู้ยืมเงินก็คงจะเป็นผลดีกับทางรัฐบาล ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านเกียรติมาก ฉบับที่ ๓ เป็นของท่าน สฤษดิ์ บุตรเนียร อยู่ในเรื่องค้างพิจารณา ๕.๙
๕.๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรับลดดอกเบี้ย และวิธีการชำระหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (กยศ.) (นายสฤษดิ์ บุตรเนียร เป็นผู้เสนอ)
(เรื่องตามระเบียบวาระหมายเลข ๕.๔-๕.๙ ค้างมาจากการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒)
เชิญท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี สังกัดพรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมจะขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรับลดดอกเบี้ย และวิธีการ ชำระหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางที่เหมาะสม ในการที่จะเยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุน
ด้วยในขณะนี้การกำหนดหลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือ กยศ. นั้น ต้องชำระหนี้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าลูกหนี้ หลายรายไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่สูงเกินไป จะชำระหนี้ได้ ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้มีความต้องการที่จะชำระหนี้ แต่ด้วยปัญหาสภาวะปัจจุบันนั้น เนื่องจากรายได้หรือภาระหนี้สินที่มีอยู่แล้วนอกระบบ หรือสิ่งต่าง ๆ หรือภาระครอบครัว จึงทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ครับ ผมในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตามนโยบายของ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้พยายามที่จะโน้มให้เห็นถึงความเดือดร้อน ของประชาชนในเรื่องของกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะนโยบายของกองทุนนั้นอยู่แล้วนะครับ เราต้องยึดหลักว่าด้วยหลักการเหตุผลนั้น การช่วยเหลือทางด้านกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษานั้นเป็นบริการทางสาธารณะทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าถึง แหล่งทุน เพื่อความเสมอภาค เพื่อความเท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาคน และคนเป็นเครื่องมือ ของการพัฒนาประเทศ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นไปในเรื่องของปากท้อง เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องปัญหา ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ซึ่งผมจะให้เห็นตัวเลข
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ซึ่งก็ได้กล่าวกันโดยทั่ว ๆ ไปแล้วครับ เหมือน ๆ กันกับผู้อภิปราย ผมเชื่อว่าตัวเลขนี้คงจะเป็นตัวเลขที่ชัดเจนที่จะสะท้อนให้เห็น ถึงว่า ๑. หนี้ที่ปล่อยไปแล้วประมาณ ๖ ล้านราย ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ตัวเลข ที่เป็นหนี้ค้างที่มีปัญหาอีกตั้ง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้ที่สามารถผ่อนชำระได้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกนะครับ ถ้าเราเป็นคุณครูเราออกข้อสอบเด็กตกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องทบทวนข้อสอบว่าออกกันอย่างไร กฎเกณฑ์เป็นอย่างไรคนถึงติดหนี้ ปัญหาก็เหมือนกับครับ กองทุนก็พูดถึงปัญหาไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาหรือเรื่องของกรอบเวลา เรื่องของไม่มีวินัย ส่วนใหญ่ก็จะพูดเหมือนกัน แต่ทางฝั่งของเด็กก็เช่นเดียวกันว่าปัญหา จะเกิดขึ้นจากเขาไม่มีวินัยหรือสิ่งต่าง ๆ นั้น พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เราไปเดินหาเสียงกันมา ได้รับความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาที่เป็นกำลังแรงงานของประเทศชาติ ผมอยากให้ท่านประธานสภาที่เคารพได้โปรดมองดูนะครับว่า วันนี้เด็กอายุ ๒๐-๔๐ ปี ต้องเป็นหนี้สิน มีความเดือดร้อน และวัยนี้เป็นวัยกำลังสร้างประเทศชาติ เรากำลังจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัย ประชากร ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัย แล้วเด็กในวันนี้เป็นคนที่กำลังจะสร้าง ชาติกลับเป็นหนี้สิน สุขภาพร่างกายก็แล้ว เศรษฐกิจอีกจะต้องหารายได้ เป็นกำลังทรัพยากร ของประเทศชาติ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ดูสิครับว่าหนี้ผิดปกติถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่าตกใจครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ วันนี้ในนามของพรรคภูมิใจไทยถึงพยายาม จะเสนอนโยบายของพรรคว่า ๑. ปลดภาระผู้ค้ำประกันเสีย ผู้ค้ำประกันส่วนใหญ่ก็เป็นคน ในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เสีย ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีอยู่บ้างนิดหน่อยครับ นอกจากนั้นก็จะเป็นคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง หรือครูบาอาจารย์ ๒. ไม่มีดอกเบี้ย อย่างที่เราบอกว่าการนี้เป็นเรื่องบริการสาธารณะ จริง ๆ แล้วเราคิดว่าควรไหมที่จะมาเก็บ ดอกเบี้ย และในวันนี้กองทุนก็แข็งแรงเท่าที่ทราบนะครับ กองทุนสามารถที่จะพัฒนาขึ้นมา ปีนี้สามารถมีหนี้ผ่อนเขาเก็บมาได้ถึง ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันที่ปล่อยเป็นเพียง ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น และมีการพัฒนาองค์กรจากการที่เราได้พูดคุยปรึกษากัน รับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๒ ไปนั้น พรรคภูมิใจไทยได้จัดรับฟังความคิดเห็น จากทุกภาคส่วน ทั้ง กยศ. ทั้งผู้ที่เดือดร้อน ผู้ค้ำประกัน ลูกหนี้ ซึ่งจะเห็นเลยว่าผู้ค้ำประกัน ทุกคนมีแต่น้ำตามาทั้งนั้นเลยครับ ด้วยความเดือดร้อนของทุก ๆ ฝ่าย เดือดร้อนใหญ่ที่สุด ก็คือเรื่องเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ไม่ค่อยเดือดร้อนกัน ผมว่าจริง ๆ ถูกเสียด้วยซ้ำไป ดี เหมาะสม แต่ถ้าไม่มีได้ก็ยิ่งดี เพราะเป็นการให้ยืม และโดยเฉพาะวันนี้เราจะนำเสนอ แนวทางแก้ไข ฉะนั้นเบี้ยปรับเป็นเรื่องที่เดือดร้อน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ก็แล้ว ขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์หลังจากผิดนัดชำระหนี้ ๑ ปี แต่ขณะนี้ก็ลดลงมาเหลือแค่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เดือดร้อนมาก บางคนบอกว่าเป็นหนี้อยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เบี้ยปรับไปถึงเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไม่ตรงจุดก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนการผ่อนชำระ ๑๐-๑๕ ปีนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือที่บอกกันว่าระยะนี้นักศึกษาที่จบมาพักชำระหนี้ เพียง ๒ ปีนั้น ก็ไม่เพียงพอครับ ส่วนในมุมหนึ่งที่เป็นหลักคิดของพรรคภูมิใจไทยก็คือ ให้ทุนเลยครับ เพราะการให้ทุนนั้นก็เหมือนกับให้คนเรียนดี เรียนเก่งที่จะให้ทุนการศึกษา ส่วนที่ ๒ ให้ยืม ให้ยืมโดยไม่ต้องคิดดอกเบี้ย ก็เป็นการคืนเฉพาะเงินต้น ส่วนที่ ๓ คือให้กู้ยืม ซึ่งเรากำลังใช้ในปัจจุบันนี้ครับ ก็ควรที่จะเลือกได้หลายวิธีการ มีช่องทางหลาย ๆ อย่าง เป็นเรื่องที่ กยศ. ได้ดำเนินการไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดเบี้ยปรับในอัตราที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าใครมาชำระก่อน หรือชำระทั้งหมดก็ลดให้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ ๒ ลดแล้วอีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์สามารถที่จะปรับเข้าสู่ระบบได้แล้วก็ทำให้หนี้ในสถานการณ์ปกติ พักชำระหนี้ ๑ ปี หรือปรับอัตราดอกเบี้ยลงมาจาก ๑๒-๑๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ลดเบี้ยปรับหรือลดหย่อนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าทาง กยศ. ก็ได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะเรียกลูกหนี้หรือลดหย่อนให้แล้ว แต่ประเด็นหลักก็ยังไม่สามารถที่จะช่วยแก้ไขได้ เพราะเราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จากปัญหาที่ พูดคุยกับทาง กยศ. ก็บอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ กยศ. นั้นเป็นหน่วยงานนิติบุคคลที่อยู่ ในการกำกับดูแลของภาครัฐหรือกระทรวงการคลังไม่สามารถจะยืดหยุ่นได้ โดยเฉพาะหนี้วันนี้ ท่านครับ คนเป็นหนี้ที่ถูกฟ้องแล้วถึง ๑,๖๐๐,๐๐๐ ราย น่าตกใจครับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นแบงก์ธรรมดาก็คงแย่แล้ว
อีกอันหนึ่งลูกหนี้ที่กำลังถูกยึดทรัพย์ตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นไปได้อย่างไรครับ แล้วกฎหมายก็กำหนดอีกว่าต้องยึดทรัพย์ให้เสร็จภายใน ๑๐ ปี ไม่อย่างนั้นก็ขาดอายุความ กยศ. ทำอะไรไม่ได้ ขอขึ้นสไลด์ (Slide) อีกนิดหนึ่งครับ คือนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ท่านคลิก (Click) ตาราง ๓ แผ่นนะครับ เห็นไหมครับ ประเด็นหลักที่พรรคภูมิใจไทย พยายามที่จะเสนอแนวทางการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา อาจจะแก้ไขเพิ่มเติม เราต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถ้าพูดกันไปเพราะเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีเดียวก็คือถ้าจะแก้ก็ต้องแปลงหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็บอกว่าเราจะได้เอาจำนวน หนี้ที่มีอยู่ของกองทุนการศึกษาอีกประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้าน เราทำไมไม่คิดว่า อย่างมาตรา ๕ เรากำหนดบอกว่า โดยให้ผู้กู้ยืมเลือกที่จะทำงานมาชำระหนี้แทนการชำระหนี้ ซึ่งผมเชื่อว่า ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้ลูกหนี้ดี ๆ อยากจะเข้ามาทำงานหรือชดใช้ด้วยวิธีการอะไรก็ตาม อาจจะเป็นเงื่อนไขที่กำหนดตามวิธีการของหลาย ๆ ภาคส่วนมาพูดคุยกัน
อีกส่วนหนึ่งคือมาตรา ๖ กำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่มีผลการเรียน อันนี้ก็เป็นทุนการศึกษา คนที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ ๑ หรือจะร่นมาอีก เกียรตินิยมอันดับ ๒ ที่มีผลการเรียนดีก็แปลงหนี้หรือปรับให้เป็นทุนการศึกษา หรือหมดชำระหนี้ไปในตัว ยิ่งตอนนี้ประเทศชาติกำลังต้องการสาขาขาดแคลนก็ควรจะมี ระบบระเบียบให้ใครก็ตามที่เรียนในสาขาที่ขาดแคลนใน ๑๐ สาขาที่อีอีซี (EEC) ต้องการ หรือ ๓ สาขาที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สิ่งเหล่านี้เราสามารถจะแปลงหนี้ เพื่อที่จะให้มีการชำระหนี้แทนก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เราอยากจะเอาลูกหนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คนที่ผ่านมาทั้งหมดในรอบ ๑๐ ปีที่ถูกดำเนินคดี หรือลูกหนี้ที่กำลังจะถูกยึด ทรัพย์ขายทอดตลาดใน ๑๐ ปีนี้ เป็นเรื่องที่เร่งด่วน ท่านประธานสภาที่เคารพ เป็นเรื่องที่เรา ต้องรีบแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนในเรื่องของกฎหมายเพื่อให้ กยศ. นั้นสามารถที่จะ ดำเนินการช่วยเหลือหรือเยียวยาได้ ดังนั้นในวันนี้กระผมเห็นว่าสมควรแล้วเป็นเรื่องด่วน เพื่อที่จะให้สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้ทุกคนลดความเหลื่อมล้ำ ลดปัญหาหนี้สิน หนี้สินครัวเรือน หรือหนี้สินต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป หรือเพื่อให้เยาวชนที่เป็นกำลังของ ประเทศชาติในวันนี้มีโอกาส ถึงเวลาแล้วครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพได้โปรดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรับลด ดอกเบี้ย ทั้งค่าปรับ ระยะเวลา หรือต่าง ๆ เพื่อให้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการที่จะ เยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุนต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านสฤษดิ์นะครับ ต่อไปครับ
๕.๑๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาสอบสวนปัญหาการคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา เป็นผู้เสนอ)
เชิญคุณเพชรดาวครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันได้ยื่นเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาสอบสวนปัญหาการคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่ต้องชำระหนี้พร้อมทั้ง จ่ายดอกเบี้ยและเบี้ยปรับตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากปัญหาลูกหนี้เหล่านี้ต้องประสบ ปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว การคิดดอกเบี้ยยังผิดหลักการของศาสนาอิสลามอีกด้วย ค่ะ นอกจากนี้การกำหนดมาตรการบังคับชำระหนี้ดังกล่าวยังส่งผลกระทบกับผู้ค้ำประกัน ที่ต้องได้รับความเดือดร้อน
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันให้ความสนใจในเรื่องนี้ตั้งแต่รับราชการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ ๑๒ กรมสุขภาพจิตที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งดิฉันมีเจ้าหน้าที่ อยู่ประมาณ ๔๐ คน เกือบครึ่งหนึ่งได้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ดิฉันทราบเรื่องนี้ก็เพราะว่า เจ้าหน้าที่ขอลางาน ๑ วันเพื่อไปขึ้นศาล เมื่อถามรายละเอียด ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ฐานะทางบ้านที่ไม่ดี มีพี่น้องหลายคน อยากจะแบ่งเบาภาระของครอบครัวจึงต้องกู้ยืมเงิน มาเรียน และเมื่อเรียนจบแล้วกว่าจะหางานทำได้ก็ใช้เวลาพอสมควร เมื่อมีงานทำแล้วก็ แต่งงานมีครอบครัว ก็มีภาระหนี้สินอื่น ๆ อีก ซึ่งเขาคิดว่าสำคัญกว่า ทำให้ไม่สามารถ จ่ายหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดได้ กู้ไปประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่ถูกฟ้องใช้หนี้มากถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมดอกเบี้ยและค่าปรับด้วย
ช่วงหาเสียงเลือกตั้งดิฉันเชื่อว่าในทุกพื้นที่ตามที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้นำเสนอไปแล้วก็มีการร้องเรียนเรื่องการจ่ายหนี้ กยศ. ทั้งนั้น ทางพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของเรา แนวคิดของพรรคภูมิใจไทย การศึกษา ไม่ใช่การค้า เป็นเงินยืม ไม่ใช่กู้ยืมที่จะคิดดอกเบี้ย คิดค่าปรับเหมือนธนาคาร ในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามแล้วนั้นเรื่องดอกเบี้ยเป็นเรื่องต้องห้าม ฉะนั้นหลักคิดของพรรคภูมิใจไทยเลยตรงใจกับคนที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้นะครับ คือเป็นการให้ทุน ให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย รวมทั้งไม่มีค่าปรับ ปลดผู้ค้ำประกัน ปลอดหนี้ ๕ ปี และผ่อนคืนเงินต้น ๑๐ ปี การชำระก็ไม่จำเป็นต้องชำระ ด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว อาจทำงานสาธารณประโยชน์ ทำงานพิเศษที่กำหนดไว้ก็สามารถ ที่จะหักหนี้ได้
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับ พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือประเทศมาเลเซียค่ะ ดิฉันเรียนจบคณะแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย เนชันนัล ยูนิเวอร์ซิตี ออฟ มาเลเซีย (National University of Malaysia) มาประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว เพื่อนร่วมชั้นของดิฉัน มีทั้งหมด ๑๕๐ คน มีต่างชาติเพียง ๒ คน คือดิฉันที่มาจากประเทศไทยและมีเพื่อนที่มาจาก ประเทศพม่า ที่เหลือเป็นคนมาเลเซียจากทุกเชื้อชาติ และทุกคนได้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจาก ๒ หน่วยงานหลักของรัฐบาลส่วนกลาง เช่น มารา (MARA) คือ มัจลิส อะมานะฮ์ รักยัต (Majlis Amanah Rakyat) เป็นภาษามลายู ภาษาอังกฤษคือพีเพิล ทรัสต์ เคาน์ซิล (People’s Trust Council) ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ เงื่อนไขคือถ้าทำงานใช้ทุนใน โรงพยาบาลภาครัฐเป็นเวลา ๑๐ ปีก็ไม่ต้องจ่ายคืน อีกหน่วยงานหนึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เช่นกัน พับลิก เซอร์วิส ดีพาร์ตเมนต์ (Public Service Department) หรือเจพีเอ (JPA) จะบะตัน เพอฮิดมาตัน อะวัม (Jabatan Perkhidmatan Awam) ถ้าเรียนแพทย์จบ ตามกำหนดเวลา ๖ ปีก็ไม่ต้องจ่ายเงินคืน แล้วเขายังมีกองทุนศึกษาของแต่ละรัฐบาลท้องถิ่น ที่เอื้อต่อการสร้างคนคุณภาพของรัฐนั้น ๆ เช่น รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อได้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาแล้วก็ดูที่ผลการเรียน เขาบอกว่าถ้าผลการเรียนเกรดเฉลี่ย ๓.๗๕ ขึ้นไปถือว่า ผลการเรียนดี เปลี่ยนจากเงินยืมเป็นทุนการศึกษา ไม่ต้องจ่ายเงินคืนเลย ถ้าเกรดเฉลี่ย ๓.๕ ก็จ่ายเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าน้อยกว่า ๓.๕ ต้องจ่ายคืนเต็มจำนวน หรือหลังเรียนแล้ว ถ้าทำงานแล้วรายได้ต่อเดือนไม่เกิน ๔,๐๐๐ ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ ๒๘,๐๐๐ บาท ไทย ก็ยังไม่ต้องจ่ายคืนกองทุนนี้ แล้วประเทศมาเลเซียยังมีกองทุนการศึกษาอุดมศึกษา แห่งชาติซึ่งตั้งขึ้นมาใกล้เคียงกับ กยศ. ของเรานะคะ เราตั้งขึ้นในปี ๒๕๓๙ ของเขาตั้ง เนชันนัล ไฮเยอร์ เอดูเคชัน ฟันด์ โคออเพอร์เรชัน (National Higher Education Fund Cooperation) ในปี ๒๕๔๐ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกู้ยืมแก่นักเรียนที่จะเรียนต่อ ในอุดมศึกษาในประเทศมาเลเซีย มอบทุนทรัพย์เรียนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ถึงแม้ว่าประเทศมาเลเซียจะมีการตั้งกองทุนเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ก็ยังประสบปัญหา คล้าย ๆ กัน คือเรียนจบแล้วนักศึกษาก็ไม่จ่ายเงินคืน เขาทำอย่างไรบ้าง ประเทศมาเลเซีย ได้มีวิธีคิดการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการบริหารจัดการหนี้ ร่วมกับสำนักงานรับรองคุณสมบัติของมาเลเซีย หรือเขาเรียกว่าเอ็มคิวเอ (MQA) มาเลเซียน ควอลิฟิเคชัน เอเจนซี (Malaysian Qualification Agency) จะเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร ด้านการบริหารการเงินสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในการชำระหนี้ หรือผู้ที่บริหาร จัดการเงินไม่เป็น นอกจากนี้มีการออกนโยบายเพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าใครไม่ยอมจ่ายเงิน จะทำการบล็อกพาสปอร์ต (Passport) ทำให้ไม่สามารถที่จะเดินทางออกนอกประเทศได้ และยังไม่สามารถต่ออายุพาสปอร์ต (Passport) ได้ นักศึกษาที่ได้ทำกู้ยืมนั้นต้องทำข้อตกลง ว่าจะเลือกวิธีการจ่ายเงินแบบไหน ผ่อนจ่ายเป็นระยะเวลานานเท่าไร แล้วก็เลือกชำระเงิน เป็นจำนวนเงินเท่าใดในแต่ละครั้ง พร้อมทั้งข้อมูลเหล่านี้ยังถูกเก็บบันทึกไว้ในเครดิตบูโร (Credit bureau) อีกด้วยนะคะ ซึ่งถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่มาใช้แก้ปัญหา การที่นักศึกษาไม่ยอมจ่ายเงินคืน โดยที่ไม่ต้องมีภาระกับผู้ค้ำประกัน ท่านประธานที่เคารพ คะ ดิฉันถือว่าเด็กที่เรียนจนจบเป็นต้นทุนของประเทศถือว่าเป็นกำไรของประเทศชาติค่ะ เมื่อเด็กอยากเรียนหนังสือเข้าถึงแหล่งเงินแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นจากต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การคัดเลือก การคัดกรองของสถาบันการศึกษาบางแห่งเป็นเชิงพาณิชย์มากเกินไป ไม่เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ทัศนคติของผู้กู้ จนมาถึงสาขาวิชาที่เรียนทำให้ไม่มีงานทำ รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์การชำระหนี้ต่าง ๆ ที่ใช้กันมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา ๒๓ ปี ควรได้รับการทบทวน ตรวจสอบ และเห็นด้วยที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไข ปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ คุณหมอเพชรดาว ต่อไปครับ
๕.๑๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษากรณีการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (นายสรชัด สุจิตต์ เป็นผู้เสนอ)
ท่านสรชัด ได้มอบหมายให้ท่านนิกร จำนง เป็นผู้เสนอญัตติแทน เชิญท่านนิกร จำนง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับมอบหมายจากนายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา กรณีการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการก็เหมือนกับท่านสมาชิกในญัตตินี้ได้เสนอ กันมาแล้ว ก็คือว่ากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นโครงการที่ดีและมี ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นกองทุนที่ให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ กู้ยืมไปใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ค่าครองชีพ ตั้งแต่มัธยมปลาย จนถึงสายอาชีพ อาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างนั้น แต่ต้องชำระเงินคืน หลังจากจบการศึกษาแล้ว ๒ ปี แต่ในขณะเดียวกันกองทุนนี้เป็นการเพิ่มโอกาส ทางการศึกษาให้กับประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องการบุคคลที่มี การศึกษาที่ดี เป็นการแบ่งเบาภาระการเงินแก่ผู้ปกครอง แล้วก็เป็นการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ที่สำคัญของประเทศไทย ทุกเรื่องจะมีอีกด้านหนึ่งของปัญหาเสมอ ในกรณีนี้ขณะนี้ ปัญหาที่มีก็คือว่าการจ่ายเงินคืนมีปัญหาอยู่บ้างในหลายมิติ ส่วนใหญ่ในขณะนี้จะมีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจด้วย แล้วก็เรื่องงานการที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือว่าสายงานเปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ที่เรียนมาบางทีอาชีพนั้นกลายเป็นหายไปไม่มีแล้ว ดังนั้นผู้ที่กู้มาก็มีปัญหาในเรื่องการจ่ายคืนเป็นจำนวนมาก และในข้อกำหนดนั้นถ้าหากว่า ผู้กู้ยืมชำระเงินช้าจะต้องเสียค่าปรับในกรณีผิดนัดชำระในอัตราที่ค่อนข้างสูง ๑๒-๑๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมทั้งจะต้องชำระหนี้ ไม่อย่างนั้นก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตาม กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เคร่งครัดเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อให้ลูกหนี้สามารถจะชำระหนี้ได้ การบริหารจัดการอาจจะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบเป็นการศึกษาเพื่อปรับปรุงสิ่งที่ดีตรงนี้ ให้ต่อเนื่องไป เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ กองทุนเงินให้กู้ยืมต่อเนื่องไปสามารถรับเงิน คืนมาและให้โอกาสแก่บุคคลอื่น ๆ ที่จะใช้ต่อไป ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งจากลูกหนี้ ก็คืออดีตนักเรียน นักศึกษาที่กู้เงินไป และเจ้าหนี้จริง ๆ แล้วก็คือรัฐ ก็คือเป็นเงินของ ประชาชนทั้งนั้นนะครับ ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติเพื่อจะแก้ปัญหาดังกล่าว เสนอญัตติให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการบริหารจัดการกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาร่วมกับคณะอื่น ๆ ต่อไป จึงนำเรียนมาเพื่อโปรดทราบ เพื่อโปรด พิจารณาในที่ประชุมนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่าน นิกร จำนง ต่อไปครับ
๕.๓๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากการกู้ยืมของกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยขอให้งดเบี้ยปรับและพักการชำระหนี้ ๕ ปี (นายรุ่งโรจน์ ทองศรี เป็นผู้เสนอ)
ได้รับการ ประสานงานว่าคุณรุ่งโรจน์ ทองศรี ได้มอบหมายให้ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้เสนอ ญัตติแทน เชิญท่านณัฏฐ์ชนนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อญัตติ เกี่ยวกับ กยศ. เข้าสู่สภาแห่งนี้ผมเชื่อมั่นว่าวันนี้นอกจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ยื่นญัตติ วันนี้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศ เด็กนักศึกษาทั้งประเทศกำลังฟังการอภิปรายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมได้รับมอบหมายจากท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี ในเรื่องของ การเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนว ทางการแก้ไขปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากการกู้ยืมของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือว่า กยศ. โดยขอให้งดเบี้ยปรับและพักการชำระหนี้ ๕ ปี โดยภาพรวมแล้วญัตติที่เสนอไป ของท่านรุ่งโรจน์ ก็คือ ๑. งดเบี้ยปรับ ๒. พักชำระหนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคภูมิใจไทยในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เป็น ๑ ในนโยบาย ๑๒ ด้าน ก็คือการพักชำระหนี้ กยศ. หลังจากเลือกตั้งเสร็จมีพี่น้อง จากหลายพื้นที่สอบถามว่าจะพักเมื่อไร วันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ โดยจะเชิญผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการเงิน ผู้ที่มีความรู้ในเรื่อง ของกฎหมาย ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการศึกษา เพื่อพิจารณาให้กับสภาแห่งนี้เขาเรียกว่า เป็นรูปแบบที่เหมาะสม ท่านประธานสภาที่เคารพครับ วันนี้เขาบอกว่าคนที่เบี้ยวหนี้ คนที่ไม่จ่ายหนี้ ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน เยอะไหมครับ ผมยกตัวอย่างให้มองเห็นชัด ๆ ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดสงขลาผม ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดปัตตานี ๗๐๐,๐๐๐ คน นี่คือประชากรนะครับ จังหวัดยะลาประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดนราธิวาส ๘๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานนึกภาพดูสิครับจังหวัดสงขลาจนไปถึงสุดชายแดน นี่คือ ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ที่คนไทยติดหนี้อยู่ จะมองเห็นภาพชัดเจนเลยครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในพื้นที่ท่านรู้ไหมครับว่าวันนี้คนที่จบการศึกษาและเป็นหนี้ กยศ. มีความลำบากขนาดไหน ปรากฏว่าที่อำเภอนาทวีบ้านผมรับสมัคร อส. รักษาดินแดน ๒๐ ตำแหน่ง มีคนมาสมัคร ๕๐๐ คน มีการสมัครลูกจ้าง อบต. ลูกจ้างปีต่อปี มีคนมาสมัคร ๑๐๐ คน เราจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้นักศึกษาที่เรียนจบไประดับปริญญาตรีไม่มีงานทำนะครับ มันก็เลยส่งผลต่อกองทุน กยศ. ก็คือเงินเบี้ยปรับและเงินต้นไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ สิ่งที่เราต้องมาทบทวนในเรื่องของหนี้ กยศ. หรือว่ากองทุน กยศ. ๑. ก็คือคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการพิจารณากู้ยืม ปรากฏว่ามีการพิจารณากู้ยืมให้กับ นักเรียนที่มีฐานะทางการเงิน พ่อแม่เป็นข้าราชการ แต่เด็กที่มีฐานะยากจนไม่สามารถจะ กู้ยืมได้จำนวนมาก เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีคนค้ำประกันให้ เขาเกิดมาเขาไม่มีสิทธิ เพราะเขาจนอยู่แล้ว ถ้าเกิดเขามีฐานะ มีเงิน เขาไม่กู้หรอกครับ แต่ส่วนใหญ่คนที่ไม่มีฐานะ คนจนเมื่อกู้แล้วส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเบี้ยวหนี้ ดังนั้นนโยบายที่บอกว่าให้พักชำระหนี้ ๒ ปี ผมว่าน้อยไป เพราะว่าต้องมีการประเมินว่าหลังจากที่จบการศึกษาแล้วเขามีงานทำหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี ได้นำเสนอ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ต้องพิจารณา โดยเฉพาะในขั้นกรรมาธิการวิสามัญนะครับ สุดท้ายจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ตรวจสอบและหา แนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยให้งดเบี้ยปรับ และพักชำระหนี้ ๕ ปี ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ ส่วนเหตุผลอย่างอื่นผมคิดว่าเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการไปเรียบร้อยแล้ว ผมเองก็คงจะไปให้ ถ้อยคำในกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านณัฏฐ์ชนนนะครับ ต่อไปเป็น
๕.๔๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมกับหาแนวทางในการปรับปรุงระบบ และเงื่อนไขการชำระหนี้ที่มีประสิทธิภาพ (นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นที่ผมจะลงรายละเอียดถึงแนวทางที่ผมนำเสนอในการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ผมอยากจะ เล่าถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง กรณี ๆ หนึ่งนะครับ เป็นเรื่องที่ผู้กู้ กยศ. ติดหนี้ กยศ. และจากนั้น ก็มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย จนสุดท้ายครับศาลก็มีคำพิพากษาให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็น คุณพ่อมาชำระหนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบหมด จนมาถึงกระบวนการสืบทรัพย์ เพื่อบังคับคดี ผู้ค้ำประกันซึ่งก็เป็นคุณพ่อก็นำเงิน ๗๖,๒๗๔ บาทเศษมาชำระหนี้ ขาดไป ๘๐๐ บาท นั่นก็คือค่าทนายความ ๖๐๐ บาท กับค่าธรรมเนียมศาลอีก ๒๐๐ บาท เชื่อไหมครับ ขาดไป ๘๐๐ บาท โดยสามัญสำนึก โดยปกติ ๗๐,๐๐๐ กว่าบาทจ่ายได้ ขาด ๘๐๐ บาท ถ้าทวงถามกันก็ควรจะต้องจ่ายจริงไหมครับ แต่ปรากฏว่าเจ้า ๘๐๐ บาท ที่เป็นปัญหานี้ กยศ. ไปบังคับคดีครับ จะไปเอาโฉนดที่ดินของผู้ค้ำประกันมาขายทอดตลาด ปัญหานี้ผมไม่ได้บอกว่า กยศ. ทำผิด กยศ. ทำถูกทุกอย่าง และ กยศ. ก็ได้ชี้แจงมาด้วย ทำถูก แต่ผมเชื่อว่าการทำถูกมันมีหลายวิธีครับ มีวิธีการทำถูกที่ไม่เกิดผลกระทบในวงกว้าง ไม่เกิดผลกระทบในสังคม เรื่อง ๆ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราต้องมาทบทวนว่าเราควรจะ ปรับแก้อย่างไรเกี่ยวกับ กยศ. หรือไม่ จากผู้ค้ำประกันทั้งหมด ๒,๕๐๐,๐๐๐ ราย เป็นพ่อแม่ อยู่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นญาติพี่น้อง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นบุคคลอื่นกับครูรวมกันอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าคุณครูจะไม่ใช่สัดส่วนที่มากในการมาเป็นผู้ค้ำประกัน แต่จากข่าวที่ ท่านประธานแล้วก็ทุก ๆ ท่านได้ยินจะรู้ว่าครูหลายคนต้องมาแบกรับหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน ในระดับหลายล้านบาท หลายท่านถูกยึดทรัพย์ หลายท่านต้องเอาบำนาญที่ควรต้องใช้เลี้ยง ตัวเองยามแก่เฒ่า ยามชรา ต้องมาจ่ายหนี้ที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนได้รับประโยชน์เลย ดังนั้น เรื่อง กยศ. เป็นเรื่องของการศึกษา ถ้าผมเป็นครูการแก้ปัญหา กยศ. ในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ เพียงแค่ปลายทาง แต่ต้องมีโจทย์ใหญ่เป็นการบ้าน ๔ ข้อ ถ้าทำ ๔ ข้อนี้ไม่เสร็จ การบ้าน ของปัญหา กยศ. จะไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลลงได้แล้วก็จะเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ แก้แล้วเกิด แก้แล้วเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมมาเริ่มการบ้านข้อที่ ๑ กันเลยครับ คือการปลดพันธนาการผู้ค้ำประกัน ข้อนี้เป็นข้อแรกเราต้องเปลี่ยนมุมมอง กยศ. ต้องไม่มองผู้ค้ำประกันเป็นตัวประกันที่จะ ยัดเยียดให้เขารับผิดชอบอะไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้ำประกัน หรือเป็นครูก็ตาม คุณสมบัติของผู้ค้ำประกันไม่มีเรื่องอายุ สมมุติว่าครูท่านหนึ่งค้ำประกัน ลูกศิษย์มาเรื่อย ๆ ทีละลอต (Lot) ทีละลอต (Lot) ทีละลอต (Lot) จนกระทั่งอายุ ๕๙ ปี ก็ค้ำประกันลูกศิษย์ลอต (Lot) สุดท้าย ลูกศิษย์ที่ไปเรียนปริญญาตรี ๔ ปี มีระยะปลอดหนี้ อีก ๒ ปี ชำระหนี้อีก ๑๕ ปี รวมกันแล้ว ๒๑ ปี มาบวกกับอายุของครูตอนค้ำประกัน ๕๙ ปี นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ กว่าครูท่านหนึ่งจะปลดพันธนาการของตัวเองได้ต้องรอจนถึง อายุ ๘๐ ปี แล้วระหว่างนั้นเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาลูกศิษย์ค้างชำระหนี้คุณครูก็ต้องมา รับผิดชอบ ก็ตามที่เป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์บางคนก็บอกว่าก็ครูสมัครใจ ไปค้ำประกันให้ลูกศิษย์ ๓๐ ราย ๔๐ รายเอง เรื่องนี้ผมต้องตั้งคำถามกลับในอีกมุมหนึ่งบ้าง คุณครูมีเงินเดือนเท่าไรพวกเราต่างทราบกันดี กยศ. ก็ทราบกันดี การปล่อยให้ครู ๑ คน ไปค้ำลูกศิษย์ระดับหลายสิบคนจะว่าไปก็ต้องถามกลับ กยศ. เหมือนกันว่าปล่อยให้ ค้ำประกันกันแบบนี้ได้อย่างไร แล้ว กยศ. ก็ควรต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบด้วย ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ได้ต้องการให้ กยศ. ปรับเงื่อนไงของผู้ค้ำประกันให้เข้มข้นขึ้น เพราะอย่าลืมว่าเป้าหมายสำคัญของ กยศ. ก็คือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การเปิดโอกาส ให้ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ยากจนได้เข้ามาศึกษาเรียนต่อ ถ้าเกิดปรับเงื่อนไขผู้ค้ำประกันให้เข้มข้น ขึ้น การจะหาผู้ค้ำประกันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็ยากครับ ถ้าดูข้อมูลผู้กู้ของ กยศ. เอาว่าที่มาจากครอบครัวยากจนจริง ๆ ที่มีรายได้ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี ตกใจมีแค่ ร้อยละ ๑๕-๒๐ เท่านั้น อีกร้อยละ ๘๐ มาจากฐานะปานกลาง ดังนั้นถ้าเราเพิ่มเงื่อนไข ของผู้ค้ำประกัน คนที่ด้อยโอกาส คนที่ยากจนก็จะเข้าถึงการศึกษาได้ยากขึ้น ตีบตันขึ้น เข้าไปอีก วิธีการที่ดีที่สุดคือการปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน และให้ผู้กู้ค้ำประกันตนเอง เราเคยพูดถึงว่า กยศ. ควรเข้าระบบเครดิตบูโร (Credit bureau) แต่วันนี้ก็เหมือนจะล้มเลิก ความคิดนี้ไป การให้ผู้กู้ค้ำประกันตนเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะว่าหากผู้กู้รายใดไม่มีเหตุผลและจงใจที่จะ เบี้ยวหนี้หรือไม่ชำระหนี้เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเขาเองครับ ปัจจุบันปัญหาผู้ค้ำไม่ใช่ เรื่องเล็ก ๆ ผู้ค้ำประกันทั้งประเทศประมาณคร่าว ๆ มีอยู่ประมาณ ๔ ล้านรายต้องเดือดร้อน ถูกดำเนินคดีไปแล้ว อยู่ในระหว่างดำเนินคดี ๑,๕๐๐,๐๐๐ ราย กยศ. ปลดพันธนาการ ผู้ค้ำประกันได้เลย ไม่ต้องอ้างกฎหมายเพราะว่าตามพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา มาตรา ๔๑ วรรคสอง กยศ. ปลดได้ครับ เพราะว่ากฎหมายไม่ได้บังคับว่า การประกันหนี้จะต้องใช้ผู้ค้ำประกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้และปลดความทุกข์ยากของผู้ค้ำประกัน นี่คือการบ้านข้อที่ ๑ คือปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน
การบ้านข้อที่ ๒ ผมว่าสังคมมีมายาคติกับผู้ที่กู้หนี้ กยศ. ผมขอให้ข้อมูล กับท่านประธานอย่างนี้ครับ มีผู้กู้อยู่ระหว่างการชำระหนี้ประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย ทั่วประเทศ คิดเป็นมูลหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เยอะนะครับ ในจำนวนนี้ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย มีผู้ผิดนัดชำระหนี้อยู่ ๒ ล้านราย ๒ ล้านรายจาก ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย ตกใจใช่ไหมครับ เกินครึ่ง เรากำลังจะหมายความว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดีหมดใช่ไหม ไม่ใช่ครับ เราลองมาดู มูลหนี้ที่ค้างอยู่บ้าง จำนวนลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระเกินครึ่ง แต่จำนวนหนี้ที่ค้างชำระอยู่ อยู่ในระดับ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึงครึ่ง ข้อมูลตัวนี้ชี้อะไร จำนวนเกินครึ่งแต่มูลหนี้ ไม่ถึงครึ่ง ชี้อะไรครับ ชี้ว่าจำนวนผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้เขาไม่ต้องการที่จะเบี้ยวหนี้แต่แรก จากสถิติพบว่าการผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออายุหนี้ตั้งแต่ ๙ ปีขึ้นไป ทำไมต้อง ๙ ปี เรียนจบ ๒๒ ปี ปลอดหนี้อีก ๒ ปี เป็น ๒๔ ปี ชำระมาโดยตลอด พอเข้าปีที่ ๙ อายุเท่าไร ๓๓ ปี ๓๔ ปี ๓๕ ปี ๓๐ ปีเศษ ผมว่าหลาย ๆ ท่านเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ช่วงเวลาที่ อายุ ๓๐ ปีเศษเป็นช่วงที่ต้องก่อร่างสร้างตัว ลูกก็ต้องเรียน พ่อแม่ก็แก่เฒ่าเข้าสู่วัยชรา พ่อแม่หลายท่านต้องเจ็บป่วยด้วยโรคชรา โรคเรื้อรัง บางคนเป็นผู้ป่วยติดเตียง ภาระ มันเยอะครับ มันเป็นวิกฤติของคนวัยกลางคน นี่คือปัญหา สุดท้ายเขาก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องผิดนัด ชำระหนี้ เราอย่ามองเขาในฐานะผู้ร้ายทั้งหมด บางคนถามว่าอายุ ๓๐ ปีกว่าทำไมถึงไม่มี ปัญญามาจ่ายหนี้ กยศ. ผมเอาสถิติมาเล่าให้ฟังท่านประธาน จากข้อมูลคนที่จบปริญญาตรี อายุระหว่าง ๓๓-๓๕ ปี รายได้เฉลี่ยขึ้นอยู่กับอาชีพ ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาชีพแต่อยู่ระหว่าง ๑๔,๐๐๐-๒๘,๐๐๐ บาท ตกใจใช่ไหมครับว่าอายุ ๓๐ ปีกว่าคนเงินเดือนเฉลี่ยเท่านี้ ทุกคนอาจไม่เชื่อ แต่นี่คือความจริง และนี่คือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ ท่านเชื่อ ไหมครับว่าถ้าท่านมีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒๓,๐๐๐ บาท ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติ แห่งชาติท่านมีระดับรายได้อยู่ในกลุ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ยอดของพีระมิดแล้ว นี่ยังไม่พูดกลุ่ม ๑ เปอร์เซ็นต์หรือกลุ่ม ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แค่ ๒๓,๐๐๐ กว่าบาท ท่านอยู่ระดับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บนของพีระมิดแล้ว ดังนั้นจึงมีผู้กู้อยู่จำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาที่รายได้เติบโตไม่พอกับ รายจ่าย รายจ่ายครัวเรือนท่านก็ทราบว่ามีประมาณ ๒๑,๐๐๐ กว่าบาท และยังมีหนี้สิน ครัวเรือนที่ครัวเรือนหนึ่งจะมีประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่ครับ คือความกดดันและความบีบคั้นทางสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องผิดนัดชำระหนี้ เขาไม่ใช่ผู้ร้ายครับ เอาอย่างนี้ครับ หลายท่านก็บอกว่าใครผิดนัดชำระหนี้ก็ฟ้องให้หมดเลย เรามาดูว่าการฟ้อง เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ จำนวนผู้ผิดนัดชำระหนี้ กยศ. ๒ ล้านราย เอาว่า ดำเนินคดีไปแล้ว ๑ ล้านรายนี่ไม่ต้องพูดถึง อยู่ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีอีก ๑ ล้านราย เราจะทำ อย่างไรกับเขา สมมุติว่าถ้าฟ้องไปเลยค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อ ๑ กรณีประมาณ ๕,๕๐๐ บาท อันนี้เอาข้อมูลจาก กยศ. เลยนะครับ ดังนั้นหมายความว่าถ้าเราจะฟ้องอีก ๑ ล้านราย เราต้องใช้งบประมาณอีก ๕,๕๐๐ ล้านบาท เราเอา ๕,๕๐๐ ล้านบาทไปทำอย่างอื่นดีหรือไม่ นี่คือคำถาม
โจทย์ข้อที่ ๒ ผมย้ำครับ โจทย์ข้อที่ ๑ คือปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน โจทย์ข้อที่ ๒ คือการเปลี่ยนมุมมองอย่ามองผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้เป็นผู้ร้าย ตอนนี้ กยศ. มีการลดเบี้ยปรับต่าง ๆ ลงมา แต่ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาคือเกณฑ์ในการผ่อนผัน ที่ให้กับเขาสมเหตุสมผลหรือไม่ ปัจจุบันมีการลดเบี้ยปรับลงมาที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์จริง แต่ผมทราบมาว่าเงื่อนไขคือตลอดระยะเวลา ๙-๑๕ ปีที่ยังต้องชำระหนี้ต่อห้ามผิดนัดชำระ อีกเลย ตั้งคำถามครับจะมีใครตอบได้ครับในยุคนี้ ยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้ ว่าอีก ๙-๑๕ ปี จะไม่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้อีกเลย การทำเงื่อนไขแบบนี้ก็เหมือนกับการฝังระเบิด เป็นกับระเบิดไว้ใต้ดินที่รอว่าสักวันหนึ่งมันจะระเบิดขึ้นมาอีกครับท่านประธาน ดังนั้นการปรับลดการเปลี่ยนของผู้ผิดนัดชำระหนี้ให้กลายมาเป็นผู้ที่มาชำระหนี้ตามปกติ นอกจากลดเบี้ยปรับแล้วต้องให้เกณฑ์ในการผ่อนผันที่สมเหตุสมผลกับเขาด้วย ไม่ใช่ไป กำหนดเกณฑ์ในการชำระที่ตึงเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่และสภาพ เศรษฐกิจที่ตึงเครียดเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน นี่คือการบ้านข้อที่ ๒
การบ้านข้อที่ ๓ เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วถ้าไม่พูดถึงเงื่อนไขการผ่อนชำระ และเกณฑ์ในการผ่อนผันก็คงจะไม่ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ควรจะศึกษากรณีของต่างประเทศเป็นอย่างมากว่าการผ่อนชำระหนี้ กยศ. นั้น ควรจะเอารายได้ของผู้กู้มากำหนดเป็นหลักเกณฑ์หรือไม่ ผมยกตัวอย่างอย่างประเทศ แคนาดาครับ ผู้กู้จะเริ่มผ่อนชำระเมื่อมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า ๒๕,๐๐๐ เหรียญแคนาดา ประเทศอังกฤษอยู่ที่ ๑๙,๒๕๐ ปอนด์ต่อปี และประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ ๕๔,๘๖๙ เหรียญออสเตรเลียต่อปี ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดนะครับ และถ้าเกิดเราจะปรับแนวคิดนี้ ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกก็คือว่าในแต่ละเกณฑ์ช่วงอายุเกณฑ์รายได้ที่เริ่มที่จะจ่ายชำระหนี้ กยศ. ควรปรับเพิ่มขึ้น ปรับเพดานขึ้นตามความจำเป็นของแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ในอีกแง่คิดหนึ่ง ครับท่านประธาน คือการกำหนดสัดส่วนในการชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้กู้ ในหลายประเทศครับท่านประธาน อย่างประเทศสวีเดนผู้กู้มีสิทธิที่จะขอผ่อนชำระในจำนวนเงิน ที่ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ที่ประเทศออสเตรเลียก็พยายามควบคุมเงินที่ต้อง ผ่อนชำระให้อยู่ในกรอบ ๔-๘ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญที่สุดหากผู้กู้ประสบกับปัญหา ความยากจน เกิดความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจหรือรายได้ไม่ได้มากพอที่จะชำระหนี้ หลายประเทศเขามีเรื่อง มีระบบในการยกหนี้ให้ อย่างเช่นที่ประเทศอังกฤษถ้า ๒๕ ปีแล้ว ยังผ่อนไม่ครบเขายกหนี้ให้ อย่างที่ประเทศเยอรมนี ๒๐ ปีหนี้ค้างเท่าไรเขายกหนี้ให้ เหตุผล ก็คือเขาคิดอย่างนี้ครับว่าการที่คน ๆ หนึ่งถูกรัฐจูงใจให้ศึกษาต่อแล้วเข้ามาสู่ระบบแรงงาน แต่ระบบแรงงานนี้กลับให้รายได้เขาอย่างไม่เพียงพอ กลับให้รายได้เขาไม่มากพอที่จะ ชำระหนี้ได้ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารให้เกิดการจ้างงานที่ดีได้จน เขาค้างชำระหนี้ รัฐควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบประหนึ่งว่าไปหลอกเขามาเรียน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด ประเทศไทยเราก็มีครับ กยศ. ใครที่ว่างงานใครที่รายได้น้อยก็ขอผ่อนผันได้ แต่ท่านประธาน ดูเกณฑ์ในการผ่อนผันนะครับ ตอนนี้จะขอผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน ๘,๐๐๘ บาทต่อเดือน และขอผ่อนผันได้ ๒ คราว ๆ ละ ไม่เกิน ๑ ปี ถ้าผมมีรายได้แค่ ๙,๐๐๐ กว่าบาท ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท แทบจะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้กับภาระครอบครัวที่มีอยู่ ๙,๐๐๐ กว่าบาทนี้ อยู่ไม่ได้ผมไม่ได้รับการผ่อนผันนะ ตอนนี้มีโปรโมชัน (Promotion) ใครที่ถือบัตรคนจน รายได้ไม่ถึงแสนบาทต่อปี เฉลี่ยต่อเดือนคือ ๘,๓๓๓ บาท ก็พักหนี้ได้ ๑ ปีแค่นั้นเอง ผมเกิดรายได้ ๘,๕๐๐ บาทขึ้นมาผมพักหนี้ไม่ได้นะ และซ้ำร้ายกว่านั้นมันมีเงื่อนไขถ้าเกิดว่า คนในครอบครัวเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพ มีเงื่อนไขให้ผ่อนผันแต่ไม่ชัด ต้องทำให้ชัด ถ้าเงื่อนไขไม่ชัดใครจะไปกล้าขอผ่อนผัน และถามจริง ๆ คือรู้หรือเปล่าว่ามีเงื่อนไขนี้ก็ยังไม่รู้เลย ผมตั้งคำถามว่าทำไม กยศ. ไม่เอาเงื่อนไขของ กรอ. มาใช้ กรอ. ที่ผมว่าคือกองทุนกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต กองทุนนี้กำหนดให้ผู้กู้จะชำระก็ต่อเมื่อมีรายได้ ไม่ต่ำกว่า ๑๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าต่ำกว่านี้ยังไม่ต้องชำระ นี่เป็นสิ่งที่ กยศ. ควรนำไป ศึกษาทั้งสิ้น และนี่คือโจทย์หรือการบ้านข้อที่ ๓ จาก ๒ ข้อข้างต้น ข้อ ๑ ปลดพันธนาการ ผู้ค้ำ ข้อ ๒ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้กู้ว่าเป็นผู้ร้ายให้เกิดความเข้าใจกับเขาและดึงเขากลับมา ชำระตามปกติให้ได้ และข้อ ๓ การบ้านข้อ ๓ คือปรับเงื่อนไข ปรับเกณฑ์ในการผ่อนปรน ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตแบบที่เราเข้าใจเขา และโจทย์ หรือการบ้านข้อสุดท้ายข้อที่ ๔ เรื่องนี้สำคัญที่สุด ถ้าทำข้อ ๔ ได้ ๓ ข้อแรกได้คะแนนเต็มเลย
ท่านวิโรจน์ กรุณาสรุปด้วยนะครับ
จะสรุปแล้วนะครับ ท่านประธาน
เพราะท่านใช้ เวลาเกือบ ๒๐ นาทีแล้ว
ผมขอไว้ ๒๕ นาทีครับ
เชิญครับ สรุปหน่อยแล้วกัน เพราะยังมีอีกหลายท่านครับ
ไม่เกิน ๕ นาที ผมขอไว้ ๒๕ นาทีและข้อนี้สำคัญมากครับ คือผมต้องตั้งคำถามว่า กยศ. นี้วัตถุประสงค์ของเขาคืออะไร วัตถุประสงค์การดำรงอยู่และการก่อตั้งคืออะไร ไม่ใช่การทวงหนี้นะครับ ผมยอมรับว่า การทวงหนี้เป็นหน้าที่หนึ่งของ กยศ. แต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก ไม่ใช่ภารกิจหลัก แห่งการดำรงอยู่ขององค์กรนี้ องค์กรนี้ภารกิจหลักคืออะไร คือการสร้างโอกาสทาง การศึกษาเพื่อให้ประชาชน ให้เยาวชนของชาติได้พัฒนาตนเองให้กลายเป็นประชากรที่มี คุณภาพและไปพัฒนาประเทศต่อไป ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ดังนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องพูดว่าการศึกษาเป็นสิทธิ ไม่ใช่เป็นการบริการภาครัฐหรือเป็นเพียงการสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น ตั้งคำถามครับ ผมว่าการทำงานของ กยศ. ในทุกวันนี้เป็นพยาธิสภาพในตัวเขาเอง ยิ่งเขาขยันเขายิ่งสร้าง ผลกระทบในทางลบ ยิ่งเขาขยันยิ่งเขาตั้งใจทำงานเด็กที่จบออกมายิ่งแบกหนี้ก้อนโต เข้าไปใหญ่ ผมว่าถึงเวลาที่ กยศ. ต้องทบทวน อย่างค่าเทอม ค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม การศึกษามีใครพูดบ้างหรือไม่ครับ ทุกวันนี้เวลาผมตามข่าวเคยได้ยินข่าวหรือไม่ครับที่บอกว่า ผู้กู้เฮ กยศ. เพิ่มวงเงินกู้ จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีถ้าเราควบคุมค่าเทอม ค่าเล่าเรียนได้ วงเงินกู้ไม่ต้องเพิ่ม แต่นี่คือพอเพิ่มวงเงินนั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ผู้กู้จบออกมาก็ต้อง เป็นหนี้หัวโตมากขึ้น ถูกหรือไม่ถูกครับ ครั้นบอกว่าอย่างนั้น กยศ. ไม่ต้องเพิ่มวงเงินกู้ก็ไม่ได้อีก เพราะนักศึกษา นักเรียนจะไปเอาเงินที่ไหน ก็ต้องไปกู้นอกระบบ ไปกู้แหล่งอื่นที่ดอกเบี้ยแพง จบออกมาก็หนี้หัวโตมากกว่าเดิมเข้าไปอีก ถึงเวลาสำหรับการบ้านข้อสุดท้ายหรือข้อที่ ๔ ต้องมาช่วย เปลี่ยนให้ กยศ. จากกองทุนกู้ยืม เป็นกองทุนอุดหนุนทางการศึกษา กยศ. อย่าอ้างว่าทำไม่ได้ หลายคนคิดว่า กยศ. ขาดทุน จริง ๆ ไม่ขาดทุน กยศ. ไม่ได้ของบประมาณมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ แล้ว และปัจจุบันด้วยการหัก ชำระเงินผ่านเงินเดือนจากหน่วยงานราชการและเอกชน ทำให้ กยศ. มีเงินชำระหนี้เข้ามา เพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วทั้งปีมีระดับการชำระหนี้ อยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐-๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมตั้งคำถามและเป็นประโยคท้าย ๆ แล้วครับ ท่านประธาน เราต้องยอมรับนะครับว่าหลายคนที่กู้เงินมาเรียนนี้เป็นเพราะครอบครัวเขามี ปัญหาความยากจน และมีปัญหาหนี้สินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเขากู้มาเรียนพอจบออกมา เขาก็ต้องแบกหนี้ที่เขากู้มา มาสำทับกับหนี้ครัวเรือนที่บ้านเขาประสบอยู่ พอจบออกมา ทำงาน ทำงานไปทำงานมารายได้เริ่มเติบโตไม่พอกับค่าใช้จ่ายก็ต้องกู้มาเพิ่ม สุดท้ายก็อยู่ใน วังวนแบบนี้ครับ เราตั้งคำถามครับ เราจะไปคาดหวังความคิดสร้างสรรค์อะไรกับเด็กที่จบ ออกมาแล้วต้องแบกภาระเป็นหนี้ก้อนมหาศาล เขาจะกล้าหรือครับที่จะคิดสร้างสรรค์ เขาจะกล้าออกไปค้นหาตัวเองหรือครับ เขาจะกล้าออกไปทำนวัตกรรมหรือครับ เขาไม่กล้าครับ เขาต้องหางานอะไรทำก็ได้เพื่อมาชำระหนี้ และนี่ละครับคือตัวขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ ของเยาวชน ที่สำคัญที่สุดที่ต้องปลดล็อกให้ได้ ทำอย่างไรครับ นี่คือโจทย์ที่เปลี่ยนจาก กยศ. เป็นกองทุนอุดหนุนที่ปลดพันธนาการให้กับผู้กู้ ให้เขาจบออกมาโดยที่เขารู้สึกว่าเขายังกล้า คิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะมีรัฐยืนเคียงข้างกับเขาที่ช่วยให้เขากล้าที่จะค้นหาตัวเอง กล้าที่จะ พัฒนานวัตกรรม และใช้นวัตกรรมนั้นสร้างคุณูปการกับประเทศชาติ เมื่อล้มเมื่อไรรัฐพร้อม เข้าไปโอบอุ้มขอให้คุณกล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดนี้ กับการบ้าน ๔ ข้อ ข้อที่ ๔ สำคัญที่สุด เปลี่ยนจากกู้ยืมเป็นอุดหนุน อย่าสร้างพันธนาการให้กับคนที่จบออกมา ให้คนที่จบออกมามีความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะบุก กล้าที่จะทำอะไรเพื่อประเทศชาติ ถ้าเราคิดแค่การลดหนี้เดี๋ยวก็มีปัญหาใหม่ เราต้องแก้ที่โครงสร้าง แก้ที่โครงสร้างของ กยศ. ผมจึงสนับสนุนกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและวางโครงสร้างของ กยศ. เสียใหม่ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป
๕.๑๐๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและแนวทางการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด (นายประกอบ รัตนพันธ์ เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านประกอบ รัตนพันธ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นญัตติเพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผลสูงสุด ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะมีแนวในความคิดเห็นอีกมิติหนึ่ง อาจจะไม่ตรงกับญัตติที่ผ่านมา แต่ก่อนที่กระผมจะพูดเรื่องนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมต้องกราบขอบพระคุณ ท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันประธานรัฐสภา ที่นอกจากท่านเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ ให้เงินเลี้ยงชีพผู้สูงอายุเป็นรายเดือน ท่านยังเล็งเห็นความสำคัญของเยาวชนของชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่มาจากครอบครัว ไม่เคยยากไร้ แต่เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างขัดสนทางการศึกษา ทางการเงิน ให้โอกาสบุตรหลาน ของเราที่มาจากครอบครัวเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาทั้งระดับมัธยม อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งผมกราบเรียนว่าเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของลูกหลานคนไทยทั้งชาติ นั่นก็คือสิ่งที่เราลืมไม่ได้ กับบุคคลที่เริ่มคิดเรื่องนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผมอยากให้ สภาแห่งนี้มองข้อเท็จจริง ผมไม่อยากจะหาเสียงกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่แล้วนี่ทำให้กองทุนนี้ต้องล้มเหลว กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาวันนี้เราเริ่มได้ ประมาณ ๒๓ ปี คือปี ๒๕๓๙-๒๕๖๑ ผู้กู้ที่ได้ใช้โอกาสนี้มาแล้วเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ให้เงินกู้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าคนกู้เฉลี่ย ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี นี่คือค่าเฉลี่ย แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ มีทั้งไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาทก็มี แต่ที่ผมกราบเรียนท่านประธานบอกว่าก็เป็นเรื่อง ที่น่าบริหารจัดการให้มีคุณภาพ นี่ก็เป็นข้อเท็จจริง คนที่กู้ยืมในขณะที่เรียนยังไม่ต้องใช้ดอก จบมา ๒ ปี ระยะเวลาในการใช้หนี้ ๑๐-๑๕ ปี นั่นหมายความว่าถ้าลูกหลานของเราจบ การศึกษาระดับปริญญาตรีก็ประมาณ ๒๓ ปี กว่าจะมีงานทำได้ก็คิดว่าอีก ๒ ปี เป็น ๒๕ ปี ใช้ทุนอีก ๑๕ ปี ก็ ๔๐ ปี ผมคิดว่าคนที่คิดเรื่องนี้ครั้งแรกเขาคิดอย่างมีระบบ และบน พื้นฐานข้อเท็จจริง และไม่โหดร้ายกับลูกหลานของเราอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าสร้างวินัยให้ ลูกหลานของเราที่กู้เงินนั้นเป็นคนดี เป็นคนมีวินัยรับผิดชอบต่อตัวเองและประเทศชาติ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ดีที่สุด ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมอยากให้สภาแห่งนี้ดูตัวเลขง่าย ๆ ว่ามันโหดไปไหมกับกองทุนที่ทางรัฐได้มีกติกาให้กับผู้ยืม ถ้าสมมุติว่าลูกหลานของเรากู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๑๕ ปี ท่านลองดูปีหนึ่งก็ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ถ้าเราคิดรายเดือน ๕๕๕ บาท บวกดอกเบี้ยก็อีก ๘๓ บาทต่อเดือน ถ้ากู้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ปีหนึ่งก็ ๑๓,๓๓๓ บาท ต่อเดือนก็ ๑,๑๑๑ บาท ผมขอยกตัวอย่าง ๕ ขั้น เพื่อให้เห็น ถ้ากู้ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปีก็ ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือนก็ ๑,๖๖๖ บาท ถ้ากู้ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปีก็ ๒๖,๐๐๐ บาทเศษ ต่อเดือนก็ ๒,๒๒๒ บาท สูงสุดถ้ากู้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปีก็ใช้เงินต้น ๓๓,๓๓๓ บาท ถ้าคิดต่อเดือนก็ ๒,๗๗๗ บาทต่อเดือน บวกดอกเบี้ยก็ประมาณ ๔๑๕ บาท ไม่มากครับ ถ้าเกิดว่าลูกหลาน ของเรามีวินัยผมกราบเรียนว่าไม่โหดร้าย ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ วันที่ผมเป็นผู้อำนวยการ วิทยาลัยผมเซ็นค้ำประกันให้ลูกศิษย์ของผมนับร้อยคน และขณะนี้ไม่เคยมีปัญหาสักคนหนึ่ง แต่ผมใส่ใจที่จะพูดกับลูกหลาน กับลูกศิษย์ของเราที่มากู้ยืมคือให้เขารับผิดชอบ ให้เขามีวินัย สิ่งเหล่านี้สำคัญที่สุด ผมไม่อยากเห็นว่าถ้าเกิดว่าเด็กกู้ไปแล้วไม่มีโอกาสใช้คืน ยกหนี้ ถ้าอย่างนี้เหมือนเราทำลายวินัยของคนไทย ผมต้องกราบขอบพระคุณกองทุนนี้ที่ให้โอกาส กับผู้ปกครอง ถ้าผู้กู้ตายยกหนี้ ถ้าพิการยกหนี้ นี่สิ่งสุดยอด และผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะว่า กองทุนนี้ให้ผู้กู้ค้ำประกันตัวเองได้ เพราะอะไร เพราะว่าตราบใด ที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ถ้าเกิดเขาเสียชีวิต เขาพิการไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบเพราะกองทุนไม่รับเงินคืนอยู่แล้ว ตรงนี้ไม่จำเป็นต่อไปที่จะหาผู้ค้ำประกันให้ผู้กู้นี้ละครับค้ำประกันตัวเองรัฐไม่เสียหาย ไม่เหมือนกับธนาคาร ธนาคารถ้าผู้กู้ตายคนรับผิดชอบมีหรือไม่ก็ต้องผู้ค้ำประกันถูกหรือไม่ครับ เพราะธนาคารไม่มีหนี้สูญ แต่ของกองทุนยอมให้มีหนี้สูญได้ถึง ๒ กรณี นี่เป็นเรื่องที่มี ประโยชน์มากที่สุด ท่านประธานครับ ญัตติของผมนั้นค่อนข้างจะไม่เหมือนของท่านอื่น ผมเน้นในเรื่องของการศึกษาข้อเท็จจริงและบริหารจัดการเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด นั่นหมายความว่าเจตนารมณ์ของผมนั้นไม่ได้ให้ผู้กู้ เบี้ยวหนี้ ไม่ส่งเสริมให้คนเบี้ยวหนี้ ไม่ส่งเสริมให้คนเหนียวหนี้ แต่ส่งเสริมให้คนมีวินัยและ กองทุนต้องดูแลข้อเท็จจริงเพื่อไม่ทำลายจิตใจของลูกหลานของเราที่กู้เงินถ้าตราบใดที่เขายัง ไม่มีความพร้อม ผมขออนุญาตเสนอแนวทาง ๓ แนวทางในเรื่องของการบริหารจัดการ กองทุนที่ดีและส่งเสริมให้กองทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อนึ่งต้องสร้างวินัยให้กับลูกหลาน ของเราที่ไปกู้เงิน สร้างวินัยอย่างไรครับ เช่น เราบอกว่าพร้อมใช้หนี้เพื่อชีวิตที่ดีของน้อง ปลูกสำนึกเลยว่าเงินทุนก้อนนี้เป็นเงินทุนที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสที่จะเข้าถึงทางการศึกษา ปลูกจิตสำนึกตั้งแต่วันกู้เลยแล้วเขียนที่ใบกู้เลยว่าพร้อมใช้หนี้เพื่อชีวิตที่ดีของน้อง ถ้าพี่ไม่ใช้ น้องจะไม่มีกู้นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด หรือบอกว่าไม่มี ไม่หนี ไม่เบี้ยว ไม่ใช่ไม่จ่าย ไม่มี ไม่หนี ไม่เบี้ยว สักวันหนึ่ง ๑๕ ปีเราใช้คืนได้ ถ้า ๑๕ ปีใช้คืนไม่ได้ผมก็คิดว่าไม่รู้จะเป็นคนไทย ได้อย่างไร มันไม่ได้หรอกมันต้องสร้างวินัยให้คน
ประการที่ ๒ ใช้แรงจูงใจ ใช้มาตรการจูงใจให้ลูกหลานของเราที่ยืมเงิน เพื่อการศึกษา เช่นอะไรครับ คนที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุนทุกประการจะทำอย่างไร ส่งเสริมเช่นลดดอกเบี้ยให้หรือว่าคืนเงินสักก้อนหนึ่งอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการที่จะแต่งตั้งช่วยกันคิดครับว่าเรามีมาตรการจูงใจอย่างไร
อีกข้อหนึ่งเป็นเรื่องของการเสริมสร้างแรงจูงใจ เสริมสร้างเกียรติยศนอกจาก การสร้างวินัยให้กับผู้กู้ สร้างแรงจูงใจให้คนคืนหนี้ แล้วก็สร้างเกียรติภูมิให้กับผู้กู้ที่มีวินัย ผู้กู้ที่ใช้เงินกู้ตามระเบียบของกองทุน ผมคิดว่าเราต้องยกย่องให้เป็นบุคคลที่ดีที่ใช้ได้ เป็นเด็กดี ของประเทศชาติ เป็นคนดีของชาติ ผมเรียนว่าถ้าเราหาวิธีในการเสริมสร้างจัดการที่ดี ใช้เสริมสร้างวินัยของผู้กู้ เสริมสร้างแรงจูงใจของคนที่พร้อมที่จะจ่ายและสร้างเกียรติภูมิ ให้กับคนที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุน ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าในการบริหารจัดการ กองทุนนี้ไม่น่ามีปัญหา และโอกาสคนที่จะไม่ใช้ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นแทบไม่มีเพราะยอด ที่ใช้คืนกับยอดที่กู้นั้นมันไม่มากถ้าเราดูข้อเท็จจริง แต่ถ้าเรามองโลกสวยจนเกินไปผมคิดว่า ในที่สุดประเทศชาตินี้ไม่มีคนมีวินัยและในที่สุดก็ล่มสลาย ให้ดูตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเขามี วินัยประเทศชาติเขาเจริญ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ประกอบนะครับ ต่อไป
๕.๑๐๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการเยียวยาช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (กยศ.) และนโยบายส่งเสริมการดำเนินการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ (นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เป็นผู้เสนอ)
เชิญดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นเลยผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสผม อภิปรายชี้แจงหลักการและเหตุผลที่ผมเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นะครับ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการเยียวยาช่วยเหลือ ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือที่เรียนสั้น ๆ ว่า กยศ. และพิจารณาศึกษา นโยบายส่งเสริมการดำเนินการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลา ของสภาแห่งนี้ไม่มาก เพราะคาดหวังว่าสภาแห่งนี้จะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น แล้วจะได้ไปพูดคุยถกแถลงกันในชั้นกรรมาธิการนะครับ ผมเองมีโอกาสได้สอนหนังสือ ในสถาบันอุดมศึกษาหลาย ๆ แห่ง ก็ต้องบอกว่ามีนักเรียน นักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ได้รับ ประโยชน์จากเงินในกองทุนดังกล่าว แต่คำว่าไม่น้อยของผมคงเทียบไม่ได้เลยกับนักเรียน นักศึกษาทั้งประเทศที่มีมากถึง ๕๖๐,๐๐๐ กว่าคน จนถึงปัจจุบันนี้ที่ได้รับประโยชน์จากเงิน ในกองทุนนี้ ก็ต้องขอบคุณในวิสัยทัศน์และคุณูปการของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่เป็นผู้ริเริ่มกองทุนนี้โดยให้มีมติ ครม. ในปี ๒๕๓๘ อันนำไปสู่การตั้งงบประมาณครั้งแรกในปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ จนถึงวันนี้ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน เกือบ ๑ ใน ๑๐ ของประชากรทั้งประเทศ ก็ต้องขอชื่นชมผู้ริเริ่ม แต่เป็นธรรมดาครับวันนี้เราอยู่กับคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหมู่มากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะ มีปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดบ้างซึ่งเราก็ต้องแก้กันไป ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อที่จะให้ เข้าใจถึงปัญหาและภาวการณ์ของ กยศ. ได้ชัดเจน ผมต้องขออนุญาตหยิบยกเจตนารมณ์ ของการก่อตั้งกองทุนดังกล่าวนี้ขึ้นมา กองทุนดังกล่าวนี้ก่อตั้งขึ้นมาโดยเจตนารมณ์หลัก ๆ ๒ ข้อ
ข้อที่ ๑ นั่นก็คือ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ท่านได้ขยายสถาบันอุดมศึกษาไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งหมด ๑๑ แห่ง เพื่อที่จะให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสที่จะเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนาของตน แต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยท่านประธานที่จะมีมหาวิทยาลัย ที่อยู่ใกล้บ้าน ที่จะอยู่ตรงข้ามฝั่งถนน แต่ผู้ปกครองหรือนักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นไม่มีเงินที่ จะชำระค่าเทอม จึงเป็นที่มาของกองทุนดังกล่าว นั่นคือเจตนารมณ์ที่ ๑
เจตนารมณ์ที่ ๒ คืออะไรครับ อันที่จริงก็เป็นหลักการบริหารรัฐกิจที่มี ประสิทธิภาพทั่ว ๆ ไป เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่ผมเชื่อว่าทุกท่านเคยเรียนมาแล้ว นั่นก็คือจะทำอย่างไรให้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด กองทุนนี้จึงเป็นกองทุนที่ไม่ได้ให้เปล่า แต่เป็นกองทุนที่เมื่อผู้เรียนเรียนจบ มีความรู้ มีงานทำ เลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัวได้จะต้องค่อย ๆ ทยอยคืนเงินดังกล่าว กลับมาเพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะให้กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้ไม่เป็นภาระของ งบประมาณของรัฐ และจะได้นำเงินงบประมาณของรัฐที่เรากำลังอภิปราย ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่ในสภาแห่งนี้ไปใช้ในส่วนอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น นี่คือที่มาที่ไปของโครงการ ของวิธีคิดดังกล่าว แน่นอนที่สุดครับเป็นเป้าหมาย เป็นเป้าประสงค์สูงสุดของพวกเรา ที่อยากจะให้มีวิธีง่าย ๆ ที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แต่ท่านประธานครับ คำว่า วิธีง่าย ๆ กับคำว่า มักง่าย มีแค่เส้นแบ่งบาง ๆ ที่กั้นอยู่นะครับ ดังนั้นเราต้องมั่นใจให้ได้ว่าวันนี้เราจะไม่มาพูดกัน แค่ว่ายกหนี้ไปโดยไม่คำนึงถึงว่าเจตนารมณ์ของโครงการหรือของกองทุนนี้มีขึ้นเพื่ออะไร ท่านประธานครับ ปัญหาที่เป็นปัญหาหลักของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. นี้ นั่นก็คือการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นปัญหาทั้งต่อกองทุนเองและต่อสังคม รวมทั้งผู้ผิดนัดชำระหนี้ ที่ผมพูดอย่างนี้นั่นก็เพราะว่าความเห็นของผมเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้เมื่อตั้งขึ้นจะต้องไป พิจารณาในการที่จะแบ่ง ไม่เหมารวม แบ่งคนออกเป็น ๒ กลุ่มให้ชัด แยกน้ำขุ่นออกจาก น้ำใสให้ได้ แยกน้ำมันออกจากน้ำให้ได้ว่าเราประกอบด้วยคน ๒ กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ นั่นก็คือกลุ่มที่มีเจตนาที่ดีมีความตั้งใจที่ดีที่อยากชำระหนี้ แต่ติดขัด อุปสรรคปัญหาข้อจำกัดบางประการ กลุ่มนี้รัฐจะต้องรีบดำเนินการเยียวยาแก้ไขให้เขา ซึ่งอันที่จริงรัฐปัจจุบันก็ได้มีแนวทาง รวมทั้งเอกชนใหญ่ ๆ อีกหลายที่ก็ได้มีวิธีการ ในการแก้ไขให้เขา อย่างเช่นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมก็ได้รับทราบว่า เราได้อนุญาตให้ผู้ที่ค้างชำระหนี้ กยศ. เป็น ๑ ในคุณสมบัติที่สามารถที่จะกู้ยืมเงินจาก กองทุนเงินทุนหมุนเวียนในอัตราที่ต่ำมากเพื่อเอามาชำระหนี้ กยศ. ดังกล่าว หรือใน บริษัทเอกชนหลาย ๆ แห่งก็ทำแบบนี้ แต่วิธีการนี้ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้า ดังนั้นกรรมาธิการชุดนี้ควรจะศึกษาให้ลงไปถึงรากหรือต้นตอของปัญหา ผมคิดเร็ว ๆ ว่า รากหรือต้นตอของปัญหานั่นก็คือกองทุน กยศ. อาจจะต้องพิจารณาแทนที่จะให้กู้ยืมเงินได้ ทุกหลักสูตร ทุกสาขาวิชา แต่กองทุนจะต้องประเมิน วิเคราะห์ว่าสาขาวิชาอะไรบ้างที่ใน ๑ ปีข้างหน้า ใน ๔ ปีข้างหน้าเป็นที่ต้องการของตลาดและให้กู้ยืมเรียนเฉพาะสาขาวิชานั้น การทำแบบนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าผู้กู้ยืมจะลดความเสี่ยงในการตกงานและเมื่อเขาไม่ตกงาน มีงานทำเขาก็มีความสามารถที่จะชำระหนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้นกองทุนดังกล่าวก็จะเป็น กุศโลบายที่ดีที่จะทำให้สร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ อันนี้ก็คือ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มที่เจตนาดีแต่ติดขัดที่จะชำระหนี้ ต้องไปแก้ปัญหาให้ลึกทั้งระบบ
ในกลุ่มที่ ๒ ตรงกันข้ามกันเลยครับ คือมีเงิน มีความสามารถที่จะจ่าย แต่ตั้งใจไม่จ่ายครับ กลุ่มนี้สร้างให้เกิดปัญหาอย่างไรครับ รัฐจะต้องบังคับอย่างจริงจัง ซึ่งในปัจจุบันก็มีการหักเงินตรงทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร เราเองท่านประธานรัฐสภาในฐานะที่เป็นประธาน ก.ร. ก็ได้กำหนดนโยบายว่าผู้ที่ตั้งใจ ไม่ชำระหนี้ไม่มีสิทธิเข้ารับราชการเป็นข้าราชการรัฐสภา หรือแม้แต่ที่สถาบันพระปกเกล้า ที่ท่านประธานได้กำหนดว่าผู้ตั้งใจไม่ชำระหนี้จะต้องเป็นผู้ไม่มีสิทธิให้เข้าเรียนในหลักสูตร ต่าง ๆ ของสถาบัน แต่คนเหล่านี้ก็เป็นคนเพียงแค่ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คน เมื่อเทียบกับจำนวน ผู้ผิดนัดชำระหนี้ที่มีอยู่ ๒ ล้านกว่าคน ผมลองคำนวณเล่น ๆ ขออนุญาตโชว์แผนภาพนะครับ ปัจจุบันมีคนที่ไม่ชำระหนี้ กยศ. อยู่ประมาณ ๒ ล้านคน ข้อมูลสถิติบอกว่ามีคนทั้งประเทศ ว่างงานอยู่ ๓๗๐,๐๐๐ คน ต่อให้ผมอนุมานว่า ๓๗๐,๐๐๐ กว่าคนที่ว่างงานนี้กู้ยืมจาก กยศ. นั่นแปลว่าใน ๒ ล้านคนนี้ยังมีคนอีกตั้งเกือบ ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนที่ไม่ได้ตกงาน แต่ไม่ชำระหนี้ คืออะไรครับ ผมได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งก็บอกนักเรียน นักศึกษาว่ากู้ไปเถอะ ไม่ต้องจ่ายคืนหรอก ปัญหาตรงนี้สำคัญอย่างไร สำคัญตรงที่ว่าเราอย่าเป็นเครื่องมือในการที่ จะสร้างให้คนโกงจบปริญญาตรี อย่าทำให้คนโกงมีการศึกษาที่สูง เพราะต้นตอของปัญหา ในสังคมไทยวันนี้ไม่ใช่เกิดจากคนไม่มีการศึกษา แต่เกิดจากคนที่มีการศึกษาแล้วโกง คนที่เรียนน้อยเขาโกงทีหนึ่งเขาก็โกง ๑๐ บาท ๒๐ บาท แต่วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากคน ที่เรียนสูงแล้วโกงทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับทัศนคติตรงนี้ให้ชัดแล้วอย่า เหมารวม แยกคน ๒ กลุ่มออกจากกันให้ได้แล้วจัดการกับคน ๒ กลุ่มนี้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน กลุ่มที่ตั้งใจดีก็ต้องช่วยเหลือ แต่ช่วยเหลือแบบลงไปดูในโครงสร้างในระบบ กลุ่มที่เจตนา ไม่ชำระก็อย่าทำแบบพ่อแม่รังแกฉัน อย่าใช้นโยบายประชานิยมในการที่จะใช้แค่คำง่าย ๆ ว่ายกหนี้ให้หมด อันนี้คือที่มาที่ไปของสาเหตุที่ผมเสนอญัตตินี้ นอกจากนั้นนะครับ ท่านประธาน การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้ทบทวนว่ามีอะไรบ้าง ที่กองทุนจะได้ปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ผมเองในตอนที่ไปลงพื้นที่มีครอบครัวที่ทำ การประมงคนหนึ่งได้เดินมาพบผมแล้วบอกว่าลูกของเขากู้ยืมเงิน กยศ. แต่ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตไปหลายปีแล้วเขาก็ยังคงชำระหนี้ต่อโดยที่เขาไม่ทราบว่าเขามีหน้าที่และสิทธิ อะไรบ้าง ผมใช้คำว่า หน้าที่และสิทธิ ผมใช้คำว่า หน้าที่ก่อน เพราะหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำก่อนก่อนที่จะไปเรียกร้องสิทธิ แต่ที่พูดมานี้ก็กำลังจะบอกว่า ในประเทศไทยยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทราบว่าสิทธิของผู้กู้ยืม กยศ. มีอะไรบ้าง เขาไม่ทราบ ว่ามาตรา ๔๙ ของพระราชบัญญัติ กยศ. บอกไว้ว่า ถ้าผู้กู้เสียชีวิตสภาพหนี้ก็เป็นอันระงับไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่กองทุนจะต้องสร้างเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และสิทธิ อย่างแท้จริง นอกจากนั้นผมได้ยินว่ามีสมาชิกบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าในต่างประเทศมีวิธีการที่มี ประสิทธิภาพ รายงานของธนาคารโลกก็ได้รายงานออกมาชัดว่ามีประเทศไหนบ้างที่ทำการ ให้กู้ยืมตั้งกองทุนนี้แล้วมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ จะได้ศึกษาว่าแต่ละประเทศเขามีวิธีการอย่างไรที่เขาประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศสหราชอาณาจักร ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสวีเดน ก็อาจจะนำข้อดี ๆ ของเขา มาพิจารณาปรับปรุง กยศ. ของเราให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลที่มากขึ้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านอิสระนะครับ ต่อไปเป็น
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการเยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) (นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้เสนอ)
เชิญคุณธีรรัตน์ครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุญัตติของดิฉัน ร่วมกับคณะ โดยมีท่าน ส.ส. นพ ชีวานันท์ ท่าน ส.ส. กฤษดา ตันเทอดทิตย์ ท่าน ส.ส. สยาม หัตถสงเคราะห์ ท่าน ส.ส. จตุพร เจริญเชื้อ และท่าน ส.ส. โกศล ปัทมะ ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการเยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา โดยมีเหตุผลดังนี้
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งสร้างโอกาส ทางการศึกษาโดยสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและค่าครองชีพ แก่นักเรียน นักศึกษาที่มีความจำเป็นตั้งแต่ระดับมัธยมปลาย อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา โดยไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ศึกษาอยู่ และจะต้องชำระเงินคืนหลังจากจบการศึกษาแล้ว ๒ ปี โดยกองทุนจะคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระคืนทั้งสิ้นไม่เกิน ๑๕ ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้มีนักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้วกว่า ๕.๖ ล้านคน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่สำคัญในการให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ในการศึกษาเพื่อผลิตทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศต่อไป แต่ด้วย สภาวการณ์ปัจจุบันของกองทุน กยศ. ในด้านการชำระหนี้คืนของลูกหนี้พบว่ายังคงประสบ ปัญหาการผิดชำระหนี้ในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ ๒๐ ของจำนวนผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ หรือคิดเป็นจำนวนผู้กู้กว่า ๒ ล้านรายที่มีการผิดชำระหนี้ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลทุกสมัยจะมี การกำหนดมาตรการในรูปแบบต่าง ๆ แต่ผู้กู้จากกองทุน กยศ. ส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่มี ความสามารถในการดำเนินการชำระหนี้คืนได้อยู่ดี เพราะตกอยู่ในภาวะยากลำบาก และเผชิญปัญหาการว่างงานจากสภาวการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ งบประมาณแผ่นดินมากมาย แต่งบประมาณเหล่านั้นมิได้ช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษา ของประเทศเลย ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการเยียวยาช่วยเหลือลูกหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อไป ซึ่งเดิมทีดิฉันได้ยื่นญัตติตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๕ แต่ดิฉันเห็นว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ยื่นญัตติ เรื่องทำนอง เดียวกันนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ ถ้าท่านประธานสภาและที่ประชุมไม่ขัดข้อง ดิฉันขอเสนอ ญัตตินี้ร่วมกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอก่อนหน้านี้ด้วยค่ะ และสุดท้ายนี้ดิฉันขอเสนอให้ประธาน ตั้งคณะกรรมาธิการในการที่จะศึกษาการช่วยเหลือและเยียวยาการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้ กองทุน กยศ. ต่อไป ซึ่งเหตุผลและรายละเอียดจะมีเพื่อนสมาชิกอภิปรายในสภาต่อไปค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณ ท่านธีรรัตน์นะครับ ท่านสมาชิกครับ ผู้เสนอญัตติก็ได้นำเสนอหลักการและเหตุผลไปจนครบ แล้วนะครับ ต่อไปผมจะเชิญท่านสมาชิกผู้ที่ให้ความสนใจในการที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหา สาระของญัตตินี้ ขออนุญาตแจ้งล่วงหน้าคราวละ ๔ ท่าน ท่านแรก นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๒. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ๓. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๔. ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมนั่งฟัง เจ้าของญัตติได้อภิปรายเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทาง ในการเยียวยาช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุนเพื่อให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. หลายท่าน ทุก ๆ ท่านส่วนใหญ่แล้วก็เป็นประโยชน์ ทุกคนเห็นความจำเป็นของอนาคตเด็ก ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบขอบพระคุณอดีตท่านนายกรัฐมนตรีและวันนี้ท่านนั่งเป็นประธานรัฐสภาคือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ที่ท่านมีวิสัยทัศน์ตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกองทุน เรื่องของนมเด็กดื่มก็ดี เรื่องอาหารกลางวันก็ดี เพราะท่านก็เป็นผู้แทนมาจากชนบท ถ้าไปศึกษาประวัติของท่านน่าสนใจทีเดียวกว่าท่านจะได้มานั่งเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย แล้วก็เป็นประธานรัฐสภา อันนี้อดที่จะชื่นชมท่านไม่ได้ แล้วก็กุศลจากการที่ท่านคิดอย่างนี้ แล้วก็แต่งตั้งอย่างนี้ จนวันนี้ถือว่าเป็นบุญที่นำพาท่านในหลาย ๆ เรื่อง ท่านประธานครับ กองทุนให้กู้ยืมคือกองทุนที่ให้กับคนที่ยากจน ถ้าคนไม่ยากจน ผมเชื่อแน่ว่ายากนัก ที่ครอบครัวจะไปกล้ายืมให้เขานะครับ เพราะว่ามันต้องมีประวัติที่ทางโรงเรียนรับรอง สถาบันการศึกษารับรอง แล้วก็ต้องมีคนเซ็นค้ำ เราเป็นผู้แทนบ้านนอกเรารู้ดีโดยเฉพาะผม เป็นครูบาอาจารย์ จริง ๆ ผมก็ถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาในวันนี้ก็คงจะไม่ลุกขึ้นมา เพราะว่าเป้าหมายหลักในการเป็นผู้แทนราษฎรคิดอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือ ปัญหาเรื่องของการจัดการศึกษาที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ ที่ยังไม่มี ความสมบูรณ์เกิดขึ้นในประเทศนี้
เรื่องที่ ๒ คือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่ระบาดจนกระทั่งว่าวันนี้เป็นปัญหา ของชาติ เป็นปัญหาที่ทำลายความมั่นคง ทำลายเศรษฐกิจ
เรื่องที่ ๓ ก็คือปัญหาความยากจนของพี่น้อง ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของ แผ่นดิน เพราะประเทศนี้รวยกระจุกจนกระจาย เรายอมรับข้อเท็จจริงกันเรื่องนี้ ฉะนั้นวันนี้ เพื่อการศึกษาในเรื่องของการกู้เงินหลายคนที่ลุกขึ้นมาอภิปรายส่วนใหญ่ก็บอกว่าให้ปรับ โครงสร้างหนี้บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะไปพูดถึงวินัยการเงินการคลังบ้าง จริง ๆ ก็มีส่วนหนึ่งครับ เรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่คนที่มันจนจริง ๆ ไม่มีเงินที่จะกิน จะให้มีวินัยอย่างไรละครับ มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครอยากจะเบี้ยว ผมถามเด็กหลายคนว่าหนูจ๋าเป็นหนี้ กยศ. เขาทวงมา อยากจะเบี้ยว ไม่หรอกค่ะ บางคนไปเป็นครูบาอาจารย์แล้วในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นครูชนบทมาก่อน ท่านเชื่อหรือไม่ครับ เราเป็นครูครั้งแรกสิ่งที่เราจะต้องมีก็คือ ยานพาหนะก็คือรถมอเตอร์ไซค์ เราต้องกู้เราต้องจ่าย แล้วครอบครัวที่มาจากความยากจน อีกต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเป็นพี่คนโตมีวัฒนธรรมในการดูแลน้อง ๆ เพื่อให้เขาได้รับ โอกาสเหมือนกับพี่ สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าคนชื่อ ชวน หลีกภัย ได้คิดสะระตะจึงให้มีกองทุน เพื่อการกู้ยืมมา น้อยคนที่คิดจะเบี้ยว ผมอยากฝากไปถึงคณะกรรมการที่บริหารโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบและดูแลกองทุนเหล่านี้ ท่านต้องคิดสิครับว่าเรื่องการศึกษาถือว่า เป็นการให้ทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนไทยที่เขาไม่สามารถเลือกเกิดได้ ไม่มีใครหรอกครับถ้า เลือกเกิดได้แล้วจะเลือกเกิดมาเป็นลูกคนจน อย่างผมก็ไม่ต่างกับท่านประธานหรอกครับ กว่าเราจะจบปริญญาตรีได้เรียนต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กันมา ต้องออก ต้องเข้า ต้องออก ต้องเข้า เราไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นโรงเรียนดี ๆ ผมจบจากวิทยาลัยครูปริญญาตรี แต่วันนี้ก็มี ความภูมิใจ ถ้าเราเลือกเกิดได้เราต้องเลือกเกิดเป็นลูกคนรวย ไปเรียนออกซฟอร์ด เรียนฮาร์วาร์ด แต่เราเลือกไม่ได้จริง ๆ ก็ได้กองทุนเหล่านี้ ผมบอกว่าคณะกรรมการวันนี้ ต้องคิด ถ้าเป็นไปได้ผมเสนอเรื่องเดียวนะครับ เพราะหลายคนบอกให้ปรับโครงสร้างหนี้บ้าง ปรับดอกเบี้ยที่ไม่ส่งจากร้อยละ ๑๘ เหลือเท่าไรก็ไม่ว่า ประจำปีร้อยละ ๑๒ ผมบอกว่า ยกเลิกเลย เป็นกองทุนที่ให้กู้ยืมตั้งคุณสมบัติให้กับครอบครัวที่จน หรือดับเบิล (Double) จน แต่ลูกอยากเรียน อยากมีความก้าวหน้า ให้เรียนฟรีสิครับ ค่าหน่วยกิตไม่ต้องเก็บ และทางสถาบันก็พยายามหาทุนการศึกษาเอาจากคนรวยมาช่วยคนจน ถ้าไปเปรียบเทียบ ระหว่างคนรวย คนจน ชาตินี้ก็ไม่มีประสบผลสำเร็จหรอกครับ วันนี้ไม่ว่าจะเป็น ยุคประชารัฐ หรือยุคประชานิยม เราสูญเสียเงินไปกับเรื่องต่าง ๆ นี้มากมาย แต่พอเรื่อง การศึกษาเป็นการให้ทรัพย์อย่างถาวร คนเหล่านี้เรียนจบแล้วตายไปก็ยังมีประโยชน์ครับ เขาเรียกว่าทรัพย์อันถาวร เราไปเสียดายอะไรละครับ วันนี้ต้องเปิดให้เรียนระดับมัธยมจนถึง ปริญญาตรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียน ลองทดลองเป็นรัฐที่ส่งเสริมสนับสนุน การศึกษาดู ไม่ใช่เราไปสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ มากมาย แต่ถามว่าประเทศเราวันนี้ที่ พัฒนาไปไม่ได้ ผมอภิปรายหลายครั้งแล้วไม่ว่าในเรื่องของต่าง ๆ เพราะคนในประเทศเรานั้น ขาดการศึกษา ประเทศมันจะมั่นคงไม่ได้หรอกถ้าคนในประเทศไม่มีความรู้ คนจนจะ เสียเปรียบคนรวยตลอด คนรวยที่เขารวยได้เพราะเขามีการศึกษาที่สูงกว่า คนยิ่งเรียนสูง ยิ่งเอาเปรียบคนจน เพราะคนจนไม่มีความรู้ ยิ่งวันนี้สำนักงานกองทุนยื่นฟ้อง คนที่รวย คือทนาย และพอโดนฟ้องมาก ๆ วันนี้หาคนค้ำประกันไม่ได้ พอหาคนค้ำประกันไม่ได้โอกาส ที่เขาจะเรียนต่อไม่มี ก็ผลักไสไล่ส่งให้เขากลายเป็นคนโง่ โดยธรรมชาติเพราะเขาเกิดมาจน คนจนเสียงพูดก็ไม่ดัง ทำอะไรก็ไม่ถูก แต่ท่านประธานต้อง ยอมรับนะครับว่าการศึกษาสร้างคน สร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจ สร้างได้ทุกเรื่องถ้าเขา มีความรู้ เพราะความรู้คือพลัง ยิ่งวันนี้ถ้าผมไม่พูดเรื่องนี้ท่านประธาน ผมขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง แต่ก็อยู่ในเรื่องของการศึกษา ผมไม่สบายใจที่รัฐบาลชุดนี้กำลังออกนโยบายที่จะยุบ ควบ รวมโรงเรียน เรื่องเดียวกันก็คือการศึกษาเหมือนกันละครับ นั่นก็คือการผลักเด็กออกไป ให้เป็นคนโง่ ยิ่งยุบมากเด็กไม่ได้เรียนมาก ขนาดโรงเรียนอยู่ใกล้บ้านยังไม่เรียนเลย ท่านประธาน และยิ่งไปไกลอีกวันนี้ โดยเฉพาะบ้านเราท่านประธานก็รู้ปัญหาเรื่องสังคม ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ผมอยู่จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานอยู่จังหวัดนครพนม เรารู้ปัญหาเรื่อง นี้ดี เช่นกันกับ กยศ. คิดจะฟ้อง ฟ้อง ฟ้อง คนรวยคือทนาย คนติดตามหนี้ จนหวาดผวากัน ไปหมด เอาละครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้ท่านประธานเตือน เพราะจริง ๆ ในเนื้อหา สาระก็หลายท่านที่เป็นเจ้าของญัตติ ไม่ว่าท่านประกอบ รัตนพันธ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมภาวนาให้ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสักทีจะได้ไปต่อรองกับ กระทรวงการคลัง เพราะว่าเป็นผู้รู้ทางการศึกษา แล้วก็หลาย ๆ คน เพื่อนผมหลายคน คุณากร ปรีชาชนะชัย ก็จะอภิปราย บอกไม่ต้องแล้วน้อง เอาพี่คนเดียวก็พอแล้วสุรินทร์ ธีรรัตน์เมื่อสักครู่แสดงวิสัยทัศน์ไปแล้ว และคณะกรรมาธิการก็เก่ง ๆ จากทุกพรรคทั้งนั้น ที่จะไปทำเรื่องนี้ ท่านครับอย่าไปพูดถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง อย่าไปพูดปัญหามาก ท่านให้เขาพยายามเรียนฟรีเถอะครับ การให้ทรัพย์ทางความรู้ถือว่าเป็นการให้ทรัพย์ อันยิ่งใหญ่ ไม่มีหายไปไหนหรอกครับ ให้ทรัพย์เป็นดิน ให้ทรัพย์เป็นทองวันหนึ่งมันก็จำนำวันหนึ่งมันต้องขาย แต่ถ้าให้ทรัพย์สิน ทางความรู้อยู่จนถึงวันตาย ผมอยากกราบแล้วก็วิงวอนให้ท่านไปคุยกับคณะกรรมการ คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สร้างการเรียนรู้ให้เด็ก มากเท่าไร ประชาชนเรียนรู้มากเท่าไร ความรู้เท่าทันกันครับ รวยจะไม่ได้กระจุก จนจะไม่ได้ กระจาย เพราะรู้เท่าทันกัน วันนี้ทุกอย่างที่ประเทศเราไม่แข็งแกร่งไปสู้กับนานา อารยประเทศไม่ได้ก็เพราะคนขาดวิสัยทัศน์ นั่นก็คือคนขาดเรื่องด้านความรู้ ท้ายที่สุด ผมกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการที่เคารพทั้งหลาย ผมได้ยินชื่อก็ชื่นใจแล้วแต่ละพรรค ที่ส่งมาถือว่าเป็นบุคคลที่ให้ความรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในด้านความรู้ทั้งซีก ฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ซีกฝ่ายค้าน ขอวิงวอนท่านให้คำนึงถึงว่าประเทศนี้คนจนยังมีอีกมาก การพัฒนาประเทศนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ คนเรียนรู้มากเท่าไร รู้เท่าทันมากเท่าไร ประเทศมั่นคง ประเทศแข็งแกร่ง ทุกเรื่องคุยกันได้ง่าย ทุกวันที่คุยกันได้ยากเพราะชนชั้น ระหว่างชนชั้นต่างกันมากเกินไป ต่างกันจริงๆ ผมขอฝากไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ขอให้จัดการศึกษา ฟรีเถอะครับ เป็นรัฐที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ค่อยว่ากัน ท่านนายก ทักษิณยังทำโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคได้ วันนี้เราทำเรื่องการศึกษา ๓๐ บาท ทุกระดับชั้นก็ยังได้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านครูมานิตย์นะครับ ต่อไปท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ให้ผมได้มีโอกาสมาอภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ญัตติ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เราเรียกว่า กยศ. ซึ่งเป็นกองทุนสำคัญอีกกองทุนหนึ่งที่มีเงินหลายแสนล้านบาท ในปัจจุบันซึ่งเป็นกองทุน ที่ผมคิดว่ามันมีความจำเป็น แล้วก็เป็นกองทุนหนึ่งที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาได้ ซึ่งผมเองก็คงจะไม่อภิปรายถึงตัวเลขทางสถิติของกองทุนต่าง ๆ อย่างเช่น จำนวนหนี้ หนี้ค้างชำระ จำนวนผู้กู้ แล้วก็ผู้ที่ค้างกู้เงินกองทุน เพราะว่าเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายให้ท่านประธานสภาแห่งนี้ได้ทราบไปแล้ว แต่ผมจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ ของเงินกองทุน แล้วก็สิ่งที่ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้ได้รับไป พิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และรายละเอียดในการให้กู้ยืมเงินกองทุนให้กับ เยาวชนของชาติต่อไป อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานครับว่าความเหลื่อมล้ำทางการ ศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากจะให้สภาแห่งนี้ แล้วก็รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการแก้ไข ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ ทางฐานะ การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม ล้วนแล้วที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วย จุดเริ่มต้นจากการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถ้าเยาวชนของเราได้รับการศึกษาที่ดี จะเป็นสิ่งชี้วัดว่าเขานั้นก็จะมีอาชีพที่ดี มีรายได้ที่ดีในอนาคต ก็สามารถที่จะดูแล ครอบครัว ดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูมา อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ผมคิดว่ากองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. นั้นเป็นกองทุนหนึ่งที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ เหมือนกับกองทุนเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา หรือที่เราเรียกว่า กสศ. ซึ่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีการอภิปรายถึงกองทุน กสศ. นี้ไป วันนี้เรามาพิจารณาถึง ญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้าง ชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่วันนี้เราจะเห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เกิดจากการที่ ผู้กู้ก็คือบัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้วไม่สามารถที่จะคืนเงินกู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว หรือปัญหาจากสภาพทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ผมเองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีโอกาสได้พบกับพี่น้องในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องของการคืนเงิน ให้กับกองทุน ซึ่งผมก็ได้อธิบายไปว่าเงินกองทุนตรงนี้เป็นเงินกองทุนที่สำคัญที่ผู้กู้นั้น ควรจะต้องกู้ ที่กู้ไปแล้วควรจะต้องคืนเงินกู้ให้กับกองทุน เพราะว่าเงินตรงนี้จะต้องส่งผ่านต่อ ให้กับเยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งถ้ากองทุนตรงนี้ไม่มีเงินแล้วเยาวชนที่จะมากู้ก็ไม่มีเงินที่จะให้กู้ ต่อไป ซึ่งก็กระทบกับน้อง ๆ รุ่นต่อไป ผมก็พยายามอธิบายให้ฟังถึงความสำคัญในการที่ จะต้องคืนเงินกู้ ซึ่งผมคิดว่าพี่น้องที่มีปัญหาในตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกัน หรือเยาวชนที่จบการศึกษาไปแล้ว แล้วมีงานทำก็พยายามที่จะคืนเงินกู้ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถคืนได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องเข้ามาดูว่า เนื่องจากปัญหาสภาพทางเศรษฐกิจหรือปัญหาส่วนตัว ที่วันนี้ผมได้ทราบว่ามีการปรับ ในเรื่องของการชำระเงินล่าช้า ตอนนี้ก็มีการจัดคล้าย ๆ กับช่วงของโปรโมชัน (Promotion) ลดค่าปรับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเป็นไปได้ใน สภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้เรื่องของการลดค่าปรับ ก็อยากฝากคณะกรรมาธิการชุดใหม่ผ่านไป ทางท่านประธานสภาว่าเป็นไปได้ไหมที่จะคืนเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินต้น เพราะว่าวันนี้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจแล้วเบี้ยปรับนั้นก็ถือว่าเป็นเงินที่เยอะ ถ้าผู้คืนเงินต้นมีพฤติกรรม ที่จะไม่เบี้ยวหนี้ ผมคิดว่าก็อยากจะฝากกรรมาธิการได้ไปศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ การชำระเงินคืนนั้นชำระเฉพาะเงินต้น แล้วผมเองก็มีข้อเสนอไปถึงท่านประธานสภาไปถึง กรรมาธิการว่าการให้ผู้กู้ยืมเงินเปลี่ยนเป็นทุนการศึกษา อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากเสนอ เพราะว่าถ้าผู้ที่กู้แล้วตั้งใจเรียนได้เกียรตินิยมอันดับ ๑ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญ เหมือนกับที่ ท่านเพื่อนสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ท่านอภิปรายว่าการศึกษานั้น เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมก็คิดว่าตรงนี้ถ้าเรายังไม่มีความพร้อมถึงขนาดเรียนฟรีทั้งหมด แต่ว่าเยาวชนคนไหนที่มีความตั้งใจในการเรียน อย่างเช่นได้เกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นไปได้ไหม ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนเงินกู้ยืมนั้นเป็นทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนดีได้มีทุนในการศึกษา เล่าเรียน เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนเพื่อลดภาระของผู้ปกครอง อันนี้คือสิ่งที่ผม อยากเสนอท่านประธานนะครับ
ส่วนที่ ๒ ผมได้เป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านการศึกษา แล้วก็ ทุนหมุนเวียนเพื่อการศึกษา ก็ได้พิจารณางบประมาณของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึง ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ก็ได้พบว่าวันนี้หลาย ๆ หลักสูตรในเมืองไทยของเรา ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ วันนี้ตัวเลขชี้วัดชัดเจน มีบัณฑิตหลาย ๆ สาขาที่จบ มาแล้วไม่มีงานทำ แต่วันนี้เรายังขาดแผนยุทธศาสตร์ในการที่จะทำอย่างไรที่จะทำให้บัณฑิต ที่จบมาแล้วมีงานทำให้ตรงกับตลาดแรงงาน ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการที่เราให้แรงจูงใจ ผ่านกองทุน กยศ. ว่าถ้าศึกษาในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่คณะกรรมการกองทุน กำหนดแล้ว เราสามารถที่จะให้เป็นทุนในการศึกษาหรือเป็นสัดส่วนได้ กู้ยืม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเป็นทุนการศึกษา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในบางสาขา หรือบางสาขาอาจจะให้ทุนไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็ได้ เพื่อที่จะสามารถผลักดันให้เด็กนั้น หรือเยาวชนของเราเข้าไปเรียน ในสาขาที่ตลาดแรงงานนั้นต้องการ เพื่อลดปัญหาการตกงาน ปัญหาการว่างงานที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต แล้ววันนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าหลักสูตรต่าง ๆ ยังไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยน ไปสู่ตลาดแรงงานได้ในอนาคต อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ถ้าเรายังปล่อยอย่างนี้ไปบัณฑิต ของเราก็จะตกงานมากขึ้น ๆ แล้วก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหาสังคม เป็นปัญหา ของประเทศชาติต่อไป ฉะนั้นผมคิดว่าการผลักดันในเรื่องของตรงนี้ผ่านกองทุน กยศ. นั้น ถือเป็นอีกเครื่องไม้เครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลที่สามารถจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้
ส่วนที่ ๓ ก็คือ ปัจจุบันนั้นที่มีการปรับล่าช้า อย่างที่ผมได้อภิปรายในขั้นต้นแล้ว ถ้าเจตนาของผู้ที่กู้ยืมเงินนั้นไม่มีเจตนาที่จะเบี้ยวหนี้ก็ขอให้ทางคณะกรรมการกองทุน ได้พิจารณาตัดภาระตรงนี้ออกไป เมื่อเขานั้นกลับมาชำระหนี้แล้ว แล้วมีพฤติกรรมการชำระ ที่ตรงกำหนด ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวชี้วัดในการที่จะยกเว้นค่าปรับตรงนี้
ส่วนที่ ๔ ที่สำคัญก็คือ วันนี้เราเห็นความเดือดร้อนของผู้ค้ำประกัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนว่าวันนี้พอมีข่าวเรื่องของผู้ค้ำประกันได้ถูกฟ้อง เราจะเห็น ว่าวันนี้เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนหรือมีรายได้น้อยถ้าเรากำหนดตรงนี้ก็จะหา ผู้ค้ำประกันยากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นก็จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กนั้นหรือผู้ปกครองนั้นออกไปกู้ เงินนอกระบบซึ่งไปเป็นภาระของผู้ปกครอง ฉะนั้นสิ่งตรงนี้ผมอยากจะให้ดึงเด็ก และผู้ปกครองเข้ามาในระบบของการกู้ยืม กยศ. เป็นไปได้ไหมที่เราจะตัดคนค้ำประกัน ออกไป เพราะการศึกษาผมคิดว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ถึงแม้ว่าจะขาดทุนแต่การลงทุน ทางด้านการศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญสามารถที่จะกลับคืนมาให้กับประเทศชาติในโอกาส ข้างหน้าได้ในหลาย ๆ อย่าง การที่เด็กของเรามีการศึกษาที่ดีขึ้นก็สามารถที่จะลดปัญหา ทางสังคม ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ แม้วันนี้เราจะขาดทุนแต่เราอาจจะได้กำไรในอนาคต ฉะนั้นก็ขอฝากข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อนี้ไปถึงกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ขออภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อแก้ไข ปัญหากองทุน กยศ. ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ ท่านอัครเดชนะครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมขอใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกองทุน กยศ. ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี ๒๕๔๒ กองทุน กยศ. เกิดขึ้นในปี ๒๕๓๙ ครอบครัวของผม ประสบภาวะเศรษฐกิจในวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งทำให้ผมสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ ทำให้ผมมีโอกาสที่ดีจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นชัดเจนว่า กองทุน กยศ. เป็นกองทุนที่มีความสำคัญในการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา แต่ในเมื่อเราใช้ กองทุน กยศ. มากว่า ๒๐ ปีแล้ว และเกิดสภาวะหนี้มากมายขนาดนี้ผมคิดว่าถึงเวลา ที่ต้องทบทวนว่ากองทุน กยศ. ของเรายังตอบโจทย์การศึกษาในปัจจุบันนี้และเป็นการผลิตคน ที่มีคุณภาพให้กับประเทศนี้ได้จริงหรือเปล่า และผมเข้าใจหัวอกของผู้กู้ ผู้ค้ำประกัน แล้วก็คนที่ได้รับผลกระทบจาก กยศ. ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาของ กยศ. เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง เพราะจริง ๆ แล้วการที่ผู้คนในประเทศนี้ประสบภาวะ หนี้สินมากมายขนาดนี้เป็นผลผลิตจากโครงสร้างระบบการศึกษาที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาความรุนแรงของการว่างงาน ถ้าเราถอย ออกมาในมุมมองที่กว้างขึ้น คำถามที่สำคัญกว่าว่าเราจะเก็บหนี้อย่างไร เราควรจะถามว่า การศึกษาและสวัสดิการสังคมของประเทศนี้เป็นอย่างไรที่ทำให้เกิดลูกหนี้สะสม ๕,๖๐๐,๐๐๐ คน มูลค่าเงินกู้กว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และร้อยละ ๖๑.๖ เป็นการผิดชำระหนี้ เราลองคิดง่าย ๆ ถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างง่ายที่สุด เราก็แค่เปลี่ยนนิยามของเงินกู้ กยศ. ให้เป็นเงินบริจาคก็ได้ และปัญหาหนี้ก็จะหายไปหมดเลย ถ้า กยศ. ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลอง ปรึกษา กกต. ดูนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ โดยเน้นถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการเข้าถึงโดยมุมของผู้กู้เป็นหลัก ผู้กู้ไม่สมควรจะต้อง ถูกมองว่าเป็นจำเลยในเรื่องนี้ การที่นักเรียนคนหนึ่งเข้าสู่การหาแหล่งเงินทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาควรจะเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจว่าเขาสามารถรับผิดชอบการเรียนของเขาเองได้ แต่ท่านประธานครับ การเข้าไปสู่กระบวนการกู้ยืมนี้ผมเข้าไปด้วยตัวเองพบว่าผู้กู้จะต้อง พิสูจน์ความยากจน จะต้องหาผู้ค้ำประกันที่เป็นข้าราชการด้วยซ้ำไป รวมถึงการเข้าสู่สัญญา เงินกู้ตอนอายุ ๑๘ ปีที่ตัวเองไม่มีความรู้ที่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะต้องมีการผ่อนชำระเมื่อไร อย่างไร มีอัตราดอกเบี้ยเท่าไร แน่นอนมีสัญญา แต่ถ้าท่านนึกถึงนักเรียนอายุ ๑๘ ปีที่ต้องทำ สัญญาเงินกู้เป็นฉบับแรกในชีวิตของเขา ผมคิดว่าเรื่องนี้เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบการรับรู้ ของผู้กู้ด้วย ท่านประธานครับ นักเรียนหลายคนไม่ได้มีปัญหาแค่ความยากจนเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของครอบครัวด้วย หลายคนตอนนี้บริบทของปีนี้เทียบกับ ๒๐ ปีก่อน เราพบว่ามีนักเรียนที่อยู่กับครอบครัวที่เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้นหรือว่าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มากขึ้น ภาวะของค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับค่าแรงขั้นต่ำ ภาวะว่างงานและภาวะตกงาน เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถใช้โจทย์ของการเก็บหนี้ กยศ. ๒๐ ปีเหมือนแบบเดิมได้นะครับ เราจำเป็นต้องปฏิรูปทั้งระบบ และแน่นอนว่าต้องไปถึงระบบของสิทธิในการศึกษาด้วย ลักษณะของผู้กู้ผมอยากจะขอนำเสนอเรื่องของลักษณะต้องห้ามบางประการที่ทำให้ผู้กู้ จะต้องพิสูจน์ตัวเองไม่ใช่แค่ว่าตัวเองจนพอที่จะกู้หรือเปล่านะครับ แต่ต้องเป็นคนดีพอที่จะกู้ ด้วยหรือเปล่า ผมไม่ได้ปฏิเสธความดีนะครับ แต่มันหมายความว่าเรากำลังสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ มองว่าการศึกษาเป็นสิทธิที่รัฐจะต้องพยายามให้ประชาชนทุกคนเข้าถึง แต่ประชาชนจะต้อง ใช้ความพยายามเข้าถึงการศึกษาโดยพึ่งพาการพิจารณาจากรัฐเป็นหลักนะครับ คุณสมบัติ ของตัวผู้กู้มีหลายอย่างที่ต้องทบทวน เช่นจะต้องเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ ในช่วงที่ปีการศึกษาก่อนหน้าที่จะกู้จะต้องมีหลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมโครงการที่เป็น ประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะที่น่าเชื่อถือ มีจำนวนชั่วโมงกำหนดเพื่อให้ผู้ขอรับ ทุนการศึกษาใช้คืนได้ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งแน่นอนครับนิยามในการที่เราจะให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะนักเรียนมีจิตสาธารณะ มีจิตอาสาเป็นเรื่องดีนะครับ แต่สิ่งนี้ไม่ควรจะมาเป็น เงื่อนไขนะครับ ถ้านักเรียนคนนั้นไม่สามารถจัดสรรเวลาได้ ถ้านักเรียนเหล่านั้นต้องช่วย พ่อแม่ทำงาน เขาไม่มีเวลาว่างที่จะมาเก็บชั่วโมงอาสาเหล่านี้ นี่ไม่ควรจะเป็นข้ออ้างในการที่ ทำให้เขาไม่สามารถกู้เงินได้นะครับ ท่านประธานครับ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขที่เรา จำเป็นต้องพิจารณาก็คือรายได้ครอบครัวที่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปีนะครับ ตัวเลขนี้ มีการปรับลดลงเนื่องจาก กยศ. อ้างว่ามีจำนวนเงินกองทุนลดลง แต่ถ้าเราดูตัวเลขนี้ดี ๆ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัวต่อปี ถ้ามีพ่อแม่ทำงานทั้งคู่จะตกอยู่ที่คนหนึ่งมีเงินเดือนแค่ ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ท่านลองจินตนาการดูนะครับว่าครอบครัวที่มีรายได้ของพ่อและแม่ เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท จะมีสถานะในการใช้ชีวิตอย่างไร และท่านประธานครับ พวกเราทุกคน รู้ดีว่าทุกวันนี้แม้แต่พ่อแม่ที่มีเงินเดือนถึง ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่สามารถส่งลูกเรียน ในมหาวิทยาลัยที่มีค่าเล่าเรียนแพงขึ้นทุกปีได้ เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์พวกนี้ควรจะต้องมี การทบทวนใหม่ทั้งหมดเพื่อการเข้าถึงสิทธิของนักเรียนจะต้องได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันครับ
อีกอันหนึ่งที่เป็นคำถามสำคัญ อาจจะเป็นเรื่องของความดีก็ได้ ก็คือผู้กู้ที่จะ เข้ากู้แล้วก็เข้าเรียนในสถานศึกษาได้จะต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ที่ได้รับโทษจำคุกนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบเพราะผู้ที่เคยจำคุกนั้น มีจำนวนมากที่สมควรได้รับโอกาสในอาชีพ แล้วก็การกู้ยืมในระบบการศึกษาอาจจะเป็น ลู่ทางหนึ่งในการที่ทำให้เขาสามารถกลับตัวและสร้างอาชีพได้ การที่เราบอกว่าผู้ที่เคยถูก รับโทษจำคุกและเรายังตัดสิทธิในการศึกษาเขา ยังตัดสิทธิในการเช่นทำใบประกอบใบขับขี่ สาธารณะแบบนี้ทำให้หลายคนที่อาจจะผิดพลาดในอดีตไม่สามารถจะมีต้นทุนในการที่เขาจะ สามารถกลับมายืนหยัดแล้วก็ทำอาชีพอย่างสุจริตได้ แน่นอนครับเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณา ข้อกฎหมายนะครับ มิติทางสังคมแล้วก็มิติทางความยุติธรรมให้รอบคอบ แต่ผมเห็นว่า เราจำเป็นต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้ ท่านประธานครับ สำหรับผู้ที่ผิดชำระหนี้ผมเห็นด้วยกับ ผู้อภิปรายหลายท่านว่าเราไม่ควรจะตกใจว่า ๒.๒ ล้านคนเป็นคนไม่ดีทั้งหมด เราจำเป็นต้อง ทำข้อมูลให้ละเอียดว่า ๒.๒ ล้านคนที่ผิดชำระหนี้นั้นมีกลุ่มใดบ้าง ยกตัวอย่างถ้าบัณฑิต คนหนึ่งจบมาแล้วก็อยากจะเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ปรากฏว่าเขาไปทำเกษตรในพื้นที่ที่รัฐ ละเลยผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำ และผลผลิตในปีนั้นที่เขาลงทุนทั้งหมดนั้นหายไปกับ สายน้ำ คำถามคือเขาจะเอาที่ไหนมาใช้หนี้ ลำพังแค่เงินชดเชยของรัฐบาลที่ให้เขาในเรื่อง ของความผิดพลาดของรัฐเองยังไม่สามารถชดเชยผลผลิตที่เขาเสียไปกับการบริหารจัดการน้ำ ที่ผิดพลาดได้เลย และเขาจะเอาที่ไหนมาใช้หนี้ นี่เป็นกลุ่มใหญ่นะครับ แล้วก็เมื่อเราไปรวม กับหนี้ของ ธ.ก.ส. ของพ่อแม่ด้วย ลูกก็ติดหนี้ กยศ. สภาพที่เกษตรกรรุ่นใหม่จะเกิดขึ้น ในประเทศนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ ทำให้จะต้องเกิดการที่เขาจะต้องสู่ระบบแรงงาน ที่มีคุณภาพต่ำเพื่อจะได้เงินรายวัน เพื่อจะได้ชำระหนี้ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ฉุดรั้งประเทศไทย ของเราจากการพัฒนานะครับ ถ้าเราบอกว่าเราจะมีประเทศไทย ๔.๐ แต่บัณฑิตของเรา จบออกมาด้วยหนี้ก้อนโต ไม่มีใครกล้าลงทุนกล้าเสี่ยงครับ ไม่มีใครคิดจะทำสตาร์ตอัป (Startup) ที่พร้อมจะไม่ประสบความสำเร็จได้ตลอดเวลา เพราะทุกคนอยู่ในกับดักของเรื่องนี้ ท่านประธานครับ เรื่องช่วงอายุของผู้กู้กับภาระในชีวิต ก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกของผม ดอกเตอร์วิโรจน์ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า ช่วงเวลาที่มีการผิดชำระมากที่สุดอยู่ในปีที่ ๙ ปีที่ ๙ ก็คือช่วงอายุประมาณ ๓๐ ปี ที่มีการสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างอาชีพที่มั่นคง แล้วก็มีการแต่งงาน มีบุตร รวมถึงการดูแล พ่อแม่ที่สูงอายุด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะให้ กยศ. เป็นกองทุนที่มีความสามารถ เชี่ยวชาญในการเก็บหนี้ แต่ควรจะเป็น กยศ. ที่มีความสามารถเชี่ยวชาญในการพัฒนาคน และมองคนให้ครบทุกมิติไปด้วยกัน ท่านประธานครับ ความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ในปีนี้จึงเป็นบริบทที่เร่งด่วนที่ทำให้เราต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญในปีนี้ เราไม่สามารถ จัดการหนี้ กยศ. ในบริบทที่อยู่ในรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่เรากำลังจะมีการจัดการหนี้ กยศ. ในรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจ ท่านลองคิดดูนะครับ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความล้มเหลวของเศรษฐกิจในประเทศนี้ ถ้าคนจบออกมา เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งในจังหวัดพิษณุโลกหาแทบไม่ได้เลยนะครับ ตอนนี้คนที่จบ ปริญญาตรีมาในจังหวัดพิษณุโลกนี้อาจจะมีเงินเดือนแค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง พวกเขาต้องมีค่าเดินทาง มีค่าเช่าบ้าน พวกเขาจะต้องมีค่าอาหาร จะต้องดูแลพ่อแม่อยู่ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้นั้นผู้กู้จะสามารถ ชำระเงินกู้ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอโดยไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้นคำว่า เซฟตีเนตส์ (Safety nets) หรือว่าการที่เรามีมาตรการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน การว่างงานหรือ แม้แต่มาตรการของรัฐที่ผิดพลาด เราไม่ควรจะผลักภาระนี้ให้เป็นหน้าที่ของประชาชน ในการชำระหนี้และถูกมองว่าเป็นตัวร้ายที่ทำให้เงินทุนของ กยศ. นั้นมีปัญหาได้ ท่านประธานครับ สรุปตอนนี้คนไม่มีงานทำ ไม่มีเงินออม ไม่มีเงินชำระหนี้ เพราะฉะนั้นเรา อย่าคิดเลยนะครับว่าประชาชนในประเทศไทยจะมีเงินเพื่อลงทุนในเรื่องที่จะทำให้เขา มีคุณค่ามากขึ้น จะมีเงินซื้อ จะมีเงินท่องเที่ยวในต่างประเทศที่มีคุณภาพดี จะมีเงิน ในการลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะมันมีหนี้สูง ค่าครองชีพสูง ตอนนี้วิธีคิดของคนในประเทศนี้ ก็คือเป็นเหมือนหนูที่วิ่งอยู่ในลู่ ทำงานหนัก วิ่งไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้แล้วก็ รอการเลี้ยงดูจากรัฐ ถ้าเราเป็นไปอย่างนี้ผมว่าการศึกษาหนี้ กยศ. จะทำให้เราเข้าใจระบบ โครงสร้างของประเทศนี้ที่ซับซ้อนและเป็นระบบโครงสร้างที่ผลิตหนี้มหาศาลนะครับ ผมยังไม่ได้พูดถึงหนี้ของครูนะครับ ซึ่งครูก็ต้องไปค้ำประกันสิทธิอีกนะครับ เพราะฉะนั้น มันซับซ้อนมาก หนี้ ธ.ก.ส. หนี้นอกระบบที่มีอีกมากกว่าเท่าตัว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ จากเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าการที่เราจะต้องนำเสนอมาตรการแก้ไข ผมนำเสนอว่ากรรมาธิการ ชุดนี้ไม่ควรจะศึกษาแค่เรื่องของการชำระหนี้ แต่ควรจะต้องนำเสนอมาตรการที่ก้าวหน้า ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่ท้องถิ่นต่าง ๆ ที่จะสามารถจัดการ ปัญหานี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจึงเห็นควรอย่างยิ่งที่เราจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. นี้และขยายผล ควรจะต้องทำให้เราเห็นว่าเราจะ สามารถจัดการการศึกษาของประเทศนี้อย่างเท่าเทียมกันได้อย่างไร จนกว่าเราจะมี การศึกษาที่คุณภาพและเป็นสิทธิโดยที่ไม่ต้องมีเยาวชนของประเทศไทยจะต้องบากหน้า เป็นคนยากจนที่จะต้องไปขอกู้ยืมอีกต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านปดิพัทธ์นะครับ ต่อไปเชิญท่าน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้กระผมขอถือโอกาสได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงในการหาแนวทาง การบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เรียกย่อว่า กยศ. ผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายหลายประเด็นที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการบริหารจัดการกองทุนก็ดี การพูดถึงการเยียวยาช่วยเหลือชำระหนี้ หรือบ้างก็เสนอ ให้มีการพักหนี้แล้วก็เงินกู้ที่กู้ไปไม่มีดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งปรับวิธีการของกองทุนให้เป็นเงินอุดหนุน หรือเงินให้กับนักเรียนที่ยากจน ที่เรียนดี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าถ้าเราไปดูในวัตถุประสงค์ของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินกู้ให้ยืม เพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์สำคัญว่าให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียน นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ย้ำนะครับ การขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการศึกษาครองชีพระหว่างการศึกษา อันนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักที่ผมจะกล่าวไว้เพื่อ จะได้อภิปรายให้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ แต่การเปลี่ยนแปลงกองทุนเป็นอย่างอื่น อาจจะต้องพิจารณาว่าจะต้องทำเป็นพระราชบัญญัติหรือจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. นี้หรือไม่ อย่างไร ตามที่สมาชิกหลายท่านได้กล่าวถึง ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน มหาวิทยาลัยก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วได้รับรู้ถึงปัญหาของนักศึกษา เป็นอย่างดี แล้วก็มีส่วนที่จะเซ็นค้ำประกันให้ผู้กู้ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ก็มากราย แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าการที่นักศึกษาได้มากู้เงินแล้วก็ มีส่วนที่อาจารย์หรือในมหาวิทยาลัยได้พิจารณาว่าคนนี้ขาดแคลนทุนทรัพย์มันเป็นประเด็น เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าประเด็นขาดแคลนทุนทรัพย์ก็เป็นประเด็นในการให้กู้เหมือนกัน
ในส่วนที่ ๒ ผมว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้น่าสนใจก็คือว่าหากเขาได้ทำงาน เมื่อจบการศึกษาก็จะไม่เป็นประเด็นในการติดหนี้ กยศ. แต่ผมคิดว่าประเทศเรายังมีปัญหา การศึกษาที่ไม่สามารถทำให้คนมีงานทำได้ การศึกษาเพื่อการมีงานทำจึงเป็นโจทย์ที่อาจจะ แก้เรื่องของ กยศ. ได้ แต่การตกงานของผู้ที่จบการศึกษาก็เป็นประเด็นใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาควบคู่กันไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดและถ่องแท้ แล้วก็ให้ตรงจุดตรงประเด็นว่า เราจะดำเนินการอย่างไรเพื่อจัดการกับกองทุนเพื่อให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แล้วได้เงินนี้ ไปเยียวยา ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราคาดหวังในการใช้เงินเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ให้มากที่สุด ผมมีสัก ๓-๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าถ้าเรามาตีโจทย์ว่าการบริหารกองทุนมันเป็นปัญหา ปัญหามันอยู่ตรงไหน ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งการให้กู้ผมเคยถามเด็กว่าเขาเข้าใจ หรือไม่ว่ากู้จะต้องใช้หนี้ ผมว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เข้าใจว่ากู้แล้วต้องใช้หนี้ เขานึกว่า เงินที่ได้ไปจะเป็นเงินให้เปล่าด้วยซ้ำไป นี่คือเป็นประเด็น เมื่อคิดว่าไม่ใช้หนี้เขาก็ละเลย แต่อย่างไรก็ตามยังมีโจทย์อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าผมอยากจะเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยแล้วก็ วิทยาลัยหรือโรงเรียนก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการทำข้อมูลเกี่ยวกับเด็กยากจน เด็กขาดแคลน ทุนทรัพย์ พิจารณากันยากมากว่าใครขาดแคลนทุนทรัพย์ เพราะว่าเด็กที่มากู้ส่วนใหญ่ก็บอกว่า ขาดแคลนทั้งนั้น แล้วก็มาแจกแจงดู บางทีเราไปดูในทะเบียนแล้วพ่อแม่ก็มีงานทำ พ่อแม่ก็มีเงินเยอะอยู่แต่ยังกู้ แบบนี้ก็ต้องพิจารณาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ ของการให้กู้ถ้าขาดแคลนทุนทรัพย์มหาวิทยาลัยจะต้องทำทะเบียนหรือข้อมูลนักศึกษาไว้ เป็นทะเบียนเลยว่า อย่างไรคือขาดแคลนทุนทรัพย์ เพราะว่านักศึกษาปัจจุบันก็มีหลายประเภท บางทีเขาอยู่ กับยาย บางทีเขาไม่มีผู้ที่ส่งเสียให้เล่าเรียน โดยเฉพาะผู้ปกครองอาจจะแยกกันอยู่เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบทุกอย่างเพื่อจะทำให้การปล่อยเงินกู้หรือการให้เงิน ตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์ที่เขาขาดแคลนทุนทรัพย์จริง ๆ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนนะครับ นี่เป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ผมอยากจะเรียนว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องประชาสัมพันธ์ ที่ผมบอกว่าบางทีต้องให้ความเป็นธรรมกับนักศึกษาด้วยว่าเขาอาจจะไม่เข้าใจแล้วก็ต้อง สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นให้มากว่า เมื่อกู้เงินไปแล้วจะต้องผูกพันอย่างไรบ้าง นี่คือประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะฝากไว้
อย่างไรก็ตามเรื่องการมีงานทำที่ผมพูดถึงก็เป็นประเด็น รัฐบาลเองจะต้อง ไม่ละเลยในการวางเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ แล้วนี่ละมันจะเป็นส่วนช่วย ที่สำคัญที่ทำให้ผู้ที่กู้ยืมเงินนี้ไปจะได้มีโอกาสใช้หนี้ต่อไป ผมคิดว่าประเด็นหลายประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดสิ่งที่สมาชิกได้เสนอ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นมาจะต้องเก็บเกี่ยวประเด็นที่ผมได้พยายามสรุปแล้วว่ามันมีหลายประเด็นที่จะต้อง คุยกัน ผู้ที่เป็นกรรมาธิการจะต้องเก็บเกี่ยวข้อมูลทั้งหลาย มีประเด็นตั้งแต่ว่ากองทุนนี้จะต้อง เปลี่ยนแปลงไปสู่การให้นักศึกษาเป็นการให้นักเรียนที่ยากจนแล้วเรียนดีเป็นต้น หรือจัดการ เปลี่ยนชื่อกองทุนใหม่เป็นกองทุนอุดหนุนการศึกษาเป็นต้น นี่เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนไปข้างหน้าให้มี ประสิทธิภาพถ้าไม่มีการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำอย่างไรกับการให้กู้ต่อไป ผมเสนอ ให้ทำข้อมูลทั้ง กยศ. เองก็จะต้องมีข้อมูล โดยเฉพาะการนำข้อมูลจากโรงเรียน จากวิทยาลัย มหาวิทยาลัยให้ชัดเจน แล้วก็ทำข้อมูลคนที่ยากจนอาจจะตามเกณฑ์ที่ว่า แต่การมาเสนอนี่ สำคัญต้องฝากไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งจะต้องทำทะเบียนข้อมูลให้ชัดเจน ผมเข้าใจว่า ทะเบียนนักศึกษาที่มีอยู่นั้นไม่สามารถที่จะทำให้ครอบคลุมได้ แต่ละคณะต้องไปทำว่า เด็กแต่ละประเภทมันมีปัญหาต่างกัน แต่ละปัญหาต้องแยกแยะแจกแจงให้ชัดเจน เพื่อทำให้ การบริหารกองทุนนั้นไปตอบโจทย์อย่างที่ผมกล่าวแล้ว สิ่งที่ผมพูดมาผมอยากจะกราบเรียนว่า ต่อไปนี้กรรมาธิการจะต้องไปพิจารณาเพื่อนำข้อมูลส่วนหนึ่งที่ผมได้เสนอไป กับอีกส่วนหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอเพื่อจะทำให้เปิดความคิดที่กว้างขวาง เพราะมันเป็นปัญหาใหญ่ แล้วละในการเยียวยาให้ทุนการศึกษากับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แล้วเราจะรู้ข้อมูลว่า การขาดแคลนทุนทรัพย์ของนักศึกษาในปัจจุบันมีเท่าไร อย่างไร นี่คือข้อมูลที่ผมได้เสนอ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์นะครับ ต่อไปเชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ข้อมูลของดิฉันนั้น แตกต่างจากสมาชิกท่านอื่นค่ะ เพราะว่าอีสานบ้านดิฉันนั้นยากจนอย่างแสนสาหัส เมื่อครั้ง ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ลูกศิษย์มาถามว่าเมื่อจบ ม. ๖ แล้วทำอย่างไรถึงจะได้เรียนระดับ ปริญญาตรี ในขณะนั้นดิฉันตอบลูกศิษย์ไปว่าเหมือนพระมาโปรด เพราะว่าตอนนี้นั้นเรามีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แล้วครูคนนี้จะทำเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยในโรงเรียนของเรา นั่นคือความยากจนในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด สกลนครหรือว่าจังหวัดนครพนมของท่านก็ได้พึ่งใบบุญ ต้องบอกว่าได้พึ่งใบบุญเงิน กยศ. นี้ ซึ่งดิฉันสอนลูกศิษย์อยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อใช้เงินนี้เรียนแล้วเมื่อได้พ้นทุกข์พ้นยากจาก ความยากจนแล้ว เมื่อได้รับการศึกษาที่ดีแล้วนั้นขอให้ได้ดีแล้วอย่าลืมตัว อย่าเป็นคางคกขึ้นวอ แมงปอใส่ตุ้งติ้ง ดิฉันสอนดังนั้น แล้วลูกศิษย์ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ดิฉันก็มีหลายคน ที่เป็นนิติกรอยู่ที่นี่จากอีสานบ้านเรา ท่านประธานที่เคารพคะ กยศ. ให้โอกาส ให้อนาคต กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา นักเรียน นักศึกษาได้กู้ยืมตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ถึงปัจจุบันนี้รวมระยะเวลาทั้งหมด ๒๓ ปีด้วยกัน นักเรียนนักศึกษากู้เงินกองทุนไปแล้ว จำนวนถึง ๕,๗๓๗,๓๘๗ คน คนที่กู้เงินไปแล้วนั้นเกือบเท่าประเทศ ๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านเรา เลยนะคะสำหรับคนที่กู้ ดิฉันคิดว่าคนเหล่านี้ที่พยายามพึ่งพาตัวเองโดยการดิ้นรนให้ความรู้ สำหรับใส่เข้าไปในการพัฒนาด้านการศึกษาของตัวเองนั้นถือว่าสุดยอดในวิธีคิด แต่ว่าในตอน ปลายนั้นก็ต้องมีการช่วยกันแก้ปัญหาระดับประเทศที่เกิดขึ้นมา แล้วก็เงินจำนวนที่กู้ไปนี้ จำนวนถึง ๖๑๑,๗๘๔ ล้านบาทเลยทีเดียว กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าระยะเวลา ๒๓ ปี กับคนเกือบ ๖ ล้านคน มากคนมากความ แต่ว่าผู้บริหารกองทุนไม่ควรจะเบื่อหน่าย กับคนไทยลูกหลานที่ใช้บัตรประชาชน ๑๓ หลักว่าเป็นภาระของสังคมที่เกิดมาจาก ความยากจน เราจะต้องช่วยกันให้ลูกหลานที่เกิดมาจากความยากจนเหล่านั้นพ้นจากความ ยากจนด้วยการศึกษา อย่าผลักเขาเข้าไปอยู่ในซ่องโสเภณีเลย อย่าผลักเขาเข้าไปอยู่ใน ไซต์ (Site) งาน ให้คนที่เขาไม่ได้รับการศึกษาที่เขาแสวงหาเฉพาะเงินตราในการหล่อเลี้ยงชีวิต ดิฉันไม่ระบุว่าใครจากประเทศชาติไหน คนที่ดิ้นรนเพื่อที่จะนำพาตัวเองสู่การศึกษา แล้วพัฒนาตัวเองให้หลุดพ้นถือว่าเป็นสุดยอดของนักเรียน นักศึกษาที่มีคุณภาพคนหนึ่ง พัฒนาคนต้องพัฒนาที่การศึกษาเพื่อให้ประชากรมีคุณภาพ นำเรียนสถิติ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพต่อไปว่าผู้ที่กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้นั้นต้องบอกว่า ๓,๖๒๖,๓๗๘ รายที่อยู่นะคะ ที่ชำระหนี้ปกติ ๓๘ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่เคยกู้ ๑,๓๖๒,๐๘๐ ราย ผิดนัดการชำระหนี้ จำนวนถึง ๒,๒๖๔,๒๙๘ ราย ๒,๒๐๐,๐๐๐ เกือบ ๒,๓๐๐,๐๐๐ รายที่ผิดชำระหนี้ ทีนี้ต้องมองไปดูว่าที่เขาผิดชำระหนี้ เพราะอะไรนะครับ พระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อเป็น พ.ร.บ. ออกมา วงจรการชำระหนี้ หนี้ตัวนี้จะต้องมาแก้ปัญหาร่วมกันในการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพคะ แล้วทีนี้ดิฉันร้องขอไปที่คณะกรรมการ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ประกอบไปด้วย ๑. ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ๒. กรรมการโดย ตำแหน่ง จำนวน ๕ คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดี กรมสรรพากร และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก จำนวน ๕ คน คนที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ควบคุมดูแลกิจการของกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ๑๐ คนนี้ค่ะ ท่านประธาน ไม่เคยเป็นหนี้แม้แต่บาทเดียว บางคนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แล้วก็สั่ง การไปว่าเงินแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาทนี่จะอะไรหนักหนา ก็เลยเอาเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มาทวงหนี้ กลายเป็นหนี้เหมือนหมวกกันน็อกและหนี้นอกระบบเลย ตามไปถึง ไร่ถึงนา ถึงเรือนชานทุกครอบครัว เพื่อที่จะให้นักเรียน นักศึกษาคนนั้นที่ผิดชำระหนี้ มาใช้หนี้ มันร้ายแรงตรงนี้ และมัน ๒ ล้านกว่าคนที่เกิดปัญหากระจายอยู่ทั่วทุกอณูพื้นที่ ของประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการร้องเรียน จึงเป็นที่มาของวันนี้ว่าได้สะท้อนปัญหาให้กับ นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้น ดิฉันฝากถามกรรมาธิการวิสามัญ กยศ. แล้วก็ฝากให้ดำเนินการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อที่จะช่วยเหลือคนที่เป็นหนี้เหล่านั้น ถึงกับยึดทรัพย์ ผืนแผ่นดินเดียวที่มีอยู่ของครอบครัว ลูกกู้เงิน กยศ. แล้วยึดทรัพย์พ่อหรือแม่ที่ค้ำประกัน ผืนแผ่นดินเดียวที่มีอยู่ ต้องบอกว่าแผ่นดินผืนเดียวเท่ากระแบะฝ่ามือต้องถูกขายทอดตลาด และบ้านที่อยู่บนผืนแผ่นดินที่ถูกยึดนั้นร้อนเป็นไฟเลยทีเดียว แล้วก็หลายคนที่เป็นอย่างนี้ เรือนแสน เรือนล้าน และจะไม่ช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร ฝากให้เพิ่มในเรื่องของการกู้เงิน ปัจจุบันนี้ท่านให้ระดับมัธยมศึกษาค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ บาท อาชีวศึกษา กับอุดมศึกษานั้นค่าครองชีพ ๓,๐๐๐ บาทนั้น ดิฉันว่าผัดกระเพราไข่ดาวราดข้าวราคาต่ำสุด เดี๋ยวนี้อยู่ที่ ๔๐ บาท แล้วนี่พออยู่พอกินกันไหม ให้พิจารณาตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยนะคะว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วถ้าสถานศึกษาเรียนฟรีจริงเหมือนกระทรวงศึกษาธิการ เด็กจะไม่ได้กู้ค่าเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เรื่องนี้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและกรรมาธิการ วิสามัญเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ด้วยนะคะว่าถ้าไม่มีค่าเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาจำนวนมาก เด็กที่กู้เงิน กยศ. จะเป็นหนี้น้อยลงค่ะ
เรื่องสุดท้ายค่ะ การติดตามหนี้ของผู้กู้ผิดนัดชำระ ๒,๒๖๔,๒๙๘ ราย แล้วก็เป็นเงินทั้งหมดเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันไม่ต้องการให้มีความโหดร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับผู้กู้ที่พัฒนาตัวเองจากความยากจนเป็นคนที่ได้รับการศึกษา ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ
ขอบคุณ ท่านอนุรักษ์นะครับ ต่อไปเชิญท่านจีรเดช ศรีวิราช เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา หาทางออกของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีปัญหากับลูกหลานเยาวชนคนไทย ทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. บ้านนอก เป็นลูกชาวบ้าน หลานชาวนา เป็นตัวแทนของความยากจน โดยเฉพาะประชาชนคนพะเยาบ้านเกิดของผมนั้น ก็ไม่ต่างจากเมืองในชนบททั่วไปของประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคของการเกษตรที่มีฐานะ ยากจน มีปัญหามากมาย นอกจากปัญหาการทำมาหากินแล้วก็ยังมีปัญหาหนี้สินแทบทุก ครัวเรือน ในอดีตนั้นหากต้องการให้ลูกหลานได้รับการศึกษาก็ต้องอาศัยวัดวาเพื่อที่จะให้ ลูกหลานได้มีโอกาสได้บวชเรียน ท่านประธานครับ ในโลกนี้หากมีใครเลือกเกิดได้คงไม่มีใคร ปรารถนาที่จะเกิดมาในฐานะที่ยากจนหรอกครับ ในประเทศเราก็เช่นเดียวกันมีคนจำนวนมาก ที่เกิดมาในสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถส่งเสียเลี้ยงดูลูกหลานให้ได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพได้ เมื่อประเทศใดมีบุคลากรของประเทศไร้การศึกษาก็คงไม่ต้องไปหวังว่าประเทศนั้น จะสามารถพัฒนาและก้าวหน้าไปได้ ท่านประธานครับ เรายังโชคดีว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา เรามีกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือเด็ก ๆ เยาวชนของเราได้เข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้นคือให้มี การจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึง ๒๓ ปี เป็น ๒๓ ปี ที่สามารถทำให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการศึกษา เพื่อให้เด็ก ๆ เยาวชนได้เป็น บุคลากรคนดีมีคุณภาพของประเทศ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนับจนถึงวันนี้ ๒๓ ปี มีคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการศึกษาแล้วถึง ๕,๖๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งนับว่าได้สร้างสรรค์ บุคลากรเป็นจำนวนมากในการบริหารและพัฒนาประเทศนี้ วันนี้มีคนที่ชำระหนี้แล้วก็อยู่ ในระหว่างที่กำลังดำเนินการชำระหนี้อยู่ ๓,๙๐๐,๐๐๐ คน แต่ที่สำคัญครับท่านประธาน ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถคืนเงินให้กับกองทุนในวันนี้ได้และกำลังจะถูกดำเนินคดี กว่า ๒ ล้านราย เป็น ๒ ล้านรายที่ผมอยากให้กรรมาธิการได้พิจารณาหาแนวทางในการ แก้ไขปัญหาให้ความช่วยเหลือปลดทุกข์ให้กับคนเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาส ลงพื้นที่เพื่อไปพบปะพูดคุยปัญหาเหล่านี้กับผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และผู้ค้ำประกันทั้งหลายที่อยู่ในภาวะที่ต้อง ชำระหนี้ซึ่งส่วนหนึ่งก็ให้ความเห็นมาหลากหลายแนวทางครับ ซึ่งผมเห็นว่าจะทำให้ ปัญหาที่หมักหมมและสร้างความเดือดร้อน ซึ่งลำพังแทบทุกครอบครัวก็มีปัญหาหนี้สินอยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่มีมากอยู่ขณะนี้ เราก็ยังมีปัญหาหนี้ กยศ. เข้าไป ซ้ำเติมพวกเขาเหล่านี้อีกเขาจะอยู่ได้อย่างไรกัน ชีวิตคนเรานั้นเกิดมาต้นทุนไม่เท่ากันครับ ท่านประธาน ความแตกต่างระหว่างฐานะของครอบครัวในแต่ละคนก็ห่างกัน วันนี้เรายังมี โอกาสได้ใช้เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเหล่านี้ไปลดช่องว่างในเรื่องของโอกาส ทางการศึกษาให้คนในชาติของเรา ซึ่งวันนี้ ๒๓ ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จ เป็นอย่างมาก สามารถสร้างคนเข้าสู่แหล่งงาน สามารถเข้าสู่ในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ สามารถสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศชาติได้ไม่น้อย วันนี้ยังมีบุคลากรของประเทศ ที่ยังมีปัญหาก็ประมาณ ๒ ล้านกว่าคนเท่านั้นที่ยังรอรับการแก้ไขอยู่ในขณะนี้ หากเป็นไปได้ ผมก็ขอเสนอให้มีการแก้ไขอย่างน้อยสัก ๓ ประการครับ
ประการแรก ขอให้พักชำระหนี้ให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ไปก่อน อย่างน้อย สัก ๓ ปี หรือ ๕ ปี เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสได้หางานทำ สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัวของเขาให้เข้มแข็งแล้วค่อยมาชำระ และค่อยทยอยการชำระหนี้ ก็จะเป็นการดีมากครับ
ประการที่ ๒ หากเป็นไปได้ก็ให้ปลอดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ลำพังเงินต้น ท่านประธานครับ ยังไม่ค่อยจะมีปัญญาจ่าย แล้ววันนี้เรามาเพิ่มทั้งเบี้ยปรับ เพิ่มดอกเบี้ย เข้าไปอีก บางคนเป็นหนี้แค่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้ต้องถูกปรับซึ่งมีอัตราที่สูง ก็ขึ้นมาเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง สร้างภาระซ้ำเติมเข้าไปอีก เขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย เท่ากับสร้างปัญหาเพิ่มเข้าไปอีกครับ ท่านประธาน คนเรานั้น หากท้องมันหิว หน้ามันมืด มันก็ทำอะไรได้หลายอย่างครับ ปัญหาอาชญากร อาชญากรรม อะไรที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายที่สร้างปัญหาให้สังคมไทยไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้นต้อง ช่วยกันหาแนวทางครับ ในการที่จะช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ให้สามารถที่จะลืมตาอ้าปาก ให้สามารถที่จะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุขให้ได้ นี่คือความปรารถนาของพวกเราที่มาอยู่ ในที่นี้ทั้งหมด
ประการที่ ๓ ขอให้ยกเลิกให้มีผู้ค้ำประกัน คนที่เดือดร้อนในวันนี้ครับ ท่านประธาน นอกจากผู้กู้แล้วสำคัญที่สุดก็คือผู้ค้ำประกัน ครูบาอาจารย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ หลายท่านลูกศิษย์ลูกหา ลูกหลานเข้ามาขอพึ่งบารมีอาศัยนะครับ ความกรุณา ปราณีเมตตาเหล่านี้วันนี้กลายเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล หลายท่านกำลังจะถูกยึดทรัพย์สิน ขายทอดตลาด หลายท่านขึ้นโรงขึ้นศาลกำลังจะถูกดำเนินคดี นี่คือการตอบแทนของ ความเมตตาปราณีของพวกเขาเหล่านี้ ผมจึงอยากให้ท่านประธานนะครับ ในเมื่อเราจะมี การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแล้วก็ขอให้ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจังนะครับ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา ดังนั้นวันนี้ผมเชื่อว่ามีจำนวนมากที่เขามีวินัยในการชำระหนี้ มีวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งสามารถชำระหนี้ไปแล้วกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ราย พวกเขาเหล่านี้ ก็สามารถที่จะช่วยเหลือน้อง ๆ ในรุ่นต่อ ๆ ไปได้สนับสนุนนะครับ ไม่สนับสนุนให้มีการ ยกเลิกหรอกครับ สนับสนุนให้มีการชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับคนที่ยังมีปัญหาอยู่ ในขณะนี้ก็ขอให้ศึกษาหาแนวทางในการช่วยเหลือให้การแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้ให้ได้รับ การแก้ปัญหาคลี่คลายได้อย่างเร่งด่วน เพราะวันนี้หลายท่านกำลังมีปัญหา และผมเชื่อว่า วันนี้มีคนสนใจโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาและมีผู้ที่เกี่ยวข้องรอฟังอยู่ในขณะนี้ทั่วประเทศ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านจีรเดช นะครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทองนะครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาการค้างชำระหนี้กองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือที่เราเรียกกันว่า กยศ. พร้อมแนวทางในการปรับปรุงระบบและ เงื่อนไขการชำระหนี้ที่มีประสิทธิภาพที่เสนอโดย ดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้วก็สนับสนุนในญัตติของท่านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของคุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา รวมถึง ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นทุก ๆ ประเด็นที่มีความสำคัญครับ
ท่านประธานครับ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ทุกคนที่ขึ้นอภิปรายในวันนี้ต่างล้วน มีความเกี่ยวข้องกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา บางท่านเป็นลูกหนี้โดยตรง บางท่านได้รับผลประโยชน์จากการที่กองทุนนี้ทำให้เขาเข้าถึงสิทธิ ผมเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับนี้ครับ แต่ผมไม่ใช่ลูกหนี้ เพียงแต่ว่า ในฐานะที่ผมมีครอบครัว มีภรรยา ภรรยาเป็นคนบ้านเดียวกับท่าน ส.ส. ก่อนหน้านี้ที่เพิ่ง อภิปรายไปครับ เป็นคนมาจากต่างจังหวัด อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา มีความยากลำบาก ความยากจนครับ เป็นธรรมดาของพี่น้องประชาชน แต่เมื่อภรรยากู้หนี้มาเป็นนักศึกษาเรียนจนจบรับราชการ พอต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน มีสื่อมวลชนบางสำนักไปบอกว่าผมมีทรัพย์สินอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ทำไมไม่ชำระหนี้ กยศ. ทั้ง ๆ ที่ผมมีการชำระ ครอบครัวผมชำระมาโดยตลอด ท่านเห็นหรือไม่ครับว่าการที่ใคร คนใดคนหนึ่งตกเป็นหนี้ กยศ. ทั้งที่เขามีความรับผิดชอบในการชำระ กลับพยายามทำให้ สังคมมองเห็นว่าเขากลายเป็นผู้ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ผมคิดว่านี่คือความไม่เป็นธรรม ของระบบที่เราเรียกว่าการใช้หนี้เงินกู้ กยศ. ซึ่งมิใช่ความผิดของ กยศ. แต่เป็นความผิด ของคนบางคนหรือสื่อบางสำนักที่พยายามจะทำลายความน่าเชื่อถือหรือน้ำหนักของพวกเรา ที่เข้ามาอาสารับใช้พี่น้องประชาชนและเป็นปากเสียงแทนคนยากคนจนที่แท้จริงครับ ท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามญัตติที่ท่านอาจารย์วิโรจน์เสนอนั้นผมคิดว่ามีนัยที่แตกต่าง จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นอย่างน้อยที่สุด ๒ ประการด้วยกัน
ประการแรก สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่เสนอคือการปรับปรุงเรื่องของระบบ การกู้ยืมทั้งระบบครับ และเอาเข้าจริง ๆ เราพูดถึงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบ ของคำว่า การกู้ยืม แต่มันควรเป็นสิทธิ ควรเป็นกองทุนที่สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษา ถึงแม้วันนี้เราจะมีกองทุนอีกกองทุนหนึ่งที่เรียกว่ากองทุนเพื่อโอกาสและความเสมอภาค ทางการศึกษาก็แล้วแต่
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่อาจารย์ดอกเตอร์วิโรจน์เสนอคือเงื่อนไขการชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่มีอยู่นั้นจำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลงไปครับ แม้ว่าวันนี้สถานะของการ ชำระหนี้ของเขาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตามต้องขออนุญาตที่จะขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภา ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ที่ท่านได้ก่อกำเนิดโครงการนี้ ในปี ๒๕๓๘ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เป็นหนึ่งในคุณูปการที่ท่านได้วางรากฐานให้กับสังคมไทย ไม่ว่าเรื่องอื่น ๆ นั้นเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ผมจำเป็นต้องพูดถึง การปรับปรุงระบบและเงื่อนไขของการชำระหนี้ผมมีอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่จะต้อง เท้าความและชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาเป็นไป ชี้ให้เห็นถึงการปรับปรุงเงื่อนไขและนำไปสู่ การเสนอในกรณีที่อาจจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการในอนาคตต่อไปครับ
ในประการที่ ๑ ผมจบมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นศิษย์เก่าโครงการ ช้างเผือก โครงการนี้เกิดขึ้นโดยดำริของท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเขียนบทความไว้บทความหนึ่งเป็นบทความสั้น ๆ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกจำนวนมากก็เคย ได้อ่าน เรียกว่าคุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ผมคิดว่า นี่คือบทสังเคราะห์สังคมไทยสั้น ๆ เป็นบทสังเคราะห์ให้เห็นว่าสำหรับชีวิตใครคนใดคนหนึ่งนั้น เราไม่ได้ต้องการโอกาส เราไม่ได้ต้องการโอกาสของการแสวงอำนาจ เราไม่ได้ต้องการโอกาส ของการมีเกียรติยศ แต่มันคือโอกาสของการใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดา ท่านอาจารย์ป๋วยเขียนไว้ ตอนหนึ่งครับบอกว่า ใครเกิดมามีน้อย กฎหมายบ้านเมืองควรให้เขามาก ท่านเขียนบทความนี้ไว้ ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๑๒ และบทความนี้ยังใช้ต่อเนื่องกันมาอย่างน้อยที่สุดก่อนปี ๒๕๑๙ ในกรณีที่เราพบว่านักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนมากมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นคนมาจากชนบทครับ ความยากจนมันแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทุกทาง ในสังคมไทย พี่น้องที่มาจากภาคอีสานโอกาสที่เขาเรียนน้อยมาก พี่น้องมาจากภาคเหนือวันนั้น มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดยังมีไม่มากพอ สิ่งโครงการเหล่านี้ที่อาจารย์ป๋วยริเริ่มนำไปสู่ของ การมีโครงการที่เรียกว่า โครงการนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจนในชนบทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปทำตาม มีโครงการจุฬาชนบทมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีครับ วันนี้หลายมหาวิทยาลัยมีไปหมดเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผ่านไปทั้งหมดนั้นเกือบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ยูเนสโก (UNESCO) เพิ่งมีการรายงานเมื่อปี ๒๕๖๐ พบว่าความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยในเรื่องการศึกษายังมีอยู่ครับ ครอบครัวของคนรวยร้อยเปอร์เซ็นต์เรียนจบ การศึกษาระดับประถมศึกษา แต่มีครอบครัวของคนจนเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีโอกาสเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึงในระดับมหาวิทยาลัย ยูเนสโก (UNESCO) รายงานชัดเจนครับว่าในประเทศไทย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ยากจน ที่สุดในประเทศไทยมีแค่เพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีโอกาสเรียนจนจบสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษา นั่นคือความสูญเสียอย่างน้อยที่สุดนะครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ฉะนั้นไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาอย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้โอกาสหรือการเข้าไม่ถึงทางการศึกษานั้น ยังมีอยู่จริงครับ ผมมีโอกาสเป็นกรรมการสัมภาษณ์ทุนให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รายหนึ่งครับ น้องผู้หญิงคนนี้เรียนอยู่ชั้นปี ๑ ขาดโอกาสทางการศึกษาจำเป็นต้องมีเงินทุนที่มาใช้ในการ ดำรงชีวิตในแต่ละวัน มันมีภาษีสังคม มันมีโอกาสของการดำรงชีวิตตามสมควรแก่ฐานานุรูป ซึ่งกองทุนอาจจะไม่ตอบโจทย์ น้องคนนี้มาขอทุนบนพื้นฐานที่ผมสังเกตเห็นว่าทำไมนิ้วเขา ขาดไป ๒ นิ้ว ท่านทราบหรือไม่ว่าเด็กคนนี้นิ้วขาดเพราะปิดเทอมต้องไปหารายได้ ปิดเทอม ต้องไปทำงานในโรงงาน แล้วปรากฏว่าไปโดนเครื่องมืออุปกรณ์ในโรงงานบดนิ้วขาดไป ๒ นิ้ว ท่านเห็นหรือไม่ครับว่านั่นคือโอกาสหรือการเข้าไม่ถึงซึ่งดำรงอยู่ในปัจจุบัน
ถ้าพูดถึงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในปัจจุบันนี้ครับท่านประธาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดต่อ กองทุนนี้มีคนเข้าถึงสิทธิไปทั้งหมด ๕,๗๐๐,๐๐๐ คน ในวงเงิน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ แน่นอนครับวันนี้เรามีตัวเลขของคนที่ไม่ใช้หนี้ หรือผิดนัดชำระหนี้ ถ้าเราจะยังใช้คำนั้นอยู่นะครับ ถึง ๖๑ เปอร์เซ็นต์ เรามีคนที่เข้าไม่ถึง เรื่องของการติดตามการชำระหนี้อีกไม่น้อยกว่าหลายแสนคนหรืออาจจะถึงล้านคน ผมคิดว่า ในประเด็นระยะสั้นเราจำเป็นต้องมากรองว่าคนที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ใช่คนที่ไม่ดีทั้งหมด เพราะคนที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะทำลายโอกาสของนักศึกษาในรุ่นถัดไป แต่เงื่อนไข ของคนไม่เหมือนกัน ท่านอาจารย์ดอกเตอร์วิโรจน์ท่านพูดชัดนะครับว่าบางรายชำระ ต่อเนื่องมา ๙ ปีกว่าตั้งแต่จบมัธยม จบมหาวิทยาลัยตอนอายุ ๒๒ ปี และเริ่มชำระตอนอายุ ๒๔ ปี แต่พอ ๓๐ ปีปุ๊บเงื่อนไขชีวิตเขาเปลี่ยน แต่งงานมีครอบครัว บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ พ่อแม่ก็ต้องดูแล ก็ต้องมาคัดกรองกันว่ากลุ่มนี้จะให้เขาชำระหนี้โดยแบบใด หลายคนมีเงินก้อน แต่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนในภาระเรื่องอื่น ๆ หลายคนติดขัดเรื่องค่าปรับที่มีการส่งให้อยู่ทุกวัน เราต้องมีการแยกกลุ่มครับ เราไม่อาจรวมระบบเหล่านี้ทั้งหมดได้ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ จะเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการอาจจะมีการตั้งขึ้นนำไปศึกษาในเชิงรายละเอียด นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าการมีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นยังมีความจำเป็นอยู่ใน อนาคตครับ และขณะนี้ประเด็นสำคัญที่สุดคือเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดหรือมายด์เซต (Mindset) ในสังคมไทย ผมเคยอภิปรายนโยบายรัฐบาล และผมยกตัวอย่างบทเพลงบทเพลงหนึ่ง เขาบอกว่า ถ้าเราไม่เคยลำบากจนยากไร้ เราไม่ควรจะเอาปากที่เข้าใจคนยากจน ไม่ควรจะใช้คำพูด ที่ดูสวยหรู แต่ดูเสมือนว่าท่านเข้าใจว่าความยากจนนั้นคืออะไร เพราะท่านไม่เข้าใจหรอกครับว่า วิธีคิดหรือมายด์เซต (Mindset) หรือมายาคติดั้งเดิมที่เขามองว่าการเป็นหนี้นั้นเป็นสิ่งที่ จำเป็นต้องชำระ ใช้ไม่ได้กับเรื่องการศึกษาครับ เพราะการศึกษาไม่ใช่มายาคติเรื่องของ การชำระหนี้หรือการเป็นหนี้ แต่การศึกษาคือโอกาสของการเข้าถึงสิทธิที่วันนี้ท่านประธาน อาจจะไม่ทราบนะครับ ในโลกโซเชียล (Social) มีคนติดตามการถ่ายทอดสดการประชุม ในญัตติเรื่อง กยศ. ไม่น้อยไปกว่าการติดตามญัตติของ คสช. การติดตามการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่เขาฝากมาคำถามหนึ่งผมก็ไม่กล้าที่จะตอบ เขาบอกว่า ทำไมวันนี้เพื่อน สมาชิก ส.ส. อยู่ในสภาน้อยจัง เขาถามผมต่อด้วยนะครับว่าเย็นนี้ผมจะไปงานเลี้ยงที่ไหน หรือเปล่า ผมบอกผมไม่ได้ไป ฉะนั้นวันนี้ผมอยู่ได้เต็มที่ครับ แต่ผมไม่มั่นใจว่าเพื่อนสมาชิก ท่านอื่นท่านมีงานเลี้ยงใด ๆ ในตอนเย็นวันนี้หรือเปล่าคนถึงดูโหรงเหรงนะครับท่านประธาน ประเด็นเรื่องการเข้าถึงสิทธิในเรื่องของ
ขออนุญาต ครับ ผมกลัวพี่น้องที่ฟังอยู่ทางบ้านจะเกิดความเข้าใจผิด คุณจีรเดชใช่หรือไม่ครับ ผมอยากจะขออนุญาตทำความเข้าใจว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราเข้าประชุมครบองค์ ประชุม และตอนนี้ส่วนหนึ่งอาจจะประชุมกรรมาธิการอยู่ข้างนอก ๒. อยู่ห้องอาหาร อยู่ห้องกาแฟ ฉะนั้นถ้าพี่น้องที่อยู่ทางบ้านชมแล้วบอกว่าโหรงเหรงก็ขอให้ช่วยกันอธิบาย อย่างนี้ เพราะเวลาลงมติท่าน ส.ส. เข้ามาเต็มห้องเต็มที่นั่งอยู่ดี ก็กลัวจะเกิดความเข้าใจผิด เชิญอธิบายต่อครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมคิดว่าเป็นความกรุณาที่ท่านได้อธิบายให้พี่น้องประชาชนทางบ้านทั้งหมดเข้าใจนะครับ และผมยังมั่นใจว่าวันหน้าจะมีการลงมติที่องค์ประชุมของเราครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็นญัตติ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับปากท้องของพี่น้องประชาชน อย่างที่ผมได้นำเรียนท่านประธานว่า วันนี้การเข้าถึงการศึกษานั้นเป็นสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่เขียนไว้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ที่บอกว่าให้คำนึงถึงสิทธิประโยชน์หรือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ หรือไม่ ควรมีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมครับ แต่อย่างไรก็ตามเราจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ท่านอาจารย์วิโรจน์ได้นำเสนอไปแล้วครับท่านประธาน ซึ่งผมไม่ นำเสนอซ้ำ แต่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนว่ากองทุนนี้จะเป็นกองทุนในเชิงสนับสนุนได้อย่างไร ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้คนเข้าถึงสิทธิได้ดีขึ้น ผมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่งเวลาที่เราบอกว่า คนที่เคยต้องโทษจำคุกจะไม่สามารถใช้สิทธิในการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหรือพูด ภาษาบ้าน ๆ กู้ยืมเงินจากกองทุนนี้ได้ นี่ละครับที่ทำไมเราถึงมีคนที่กระทำความผิดซ้ำ ทำไมเราถึงได้มีผู้ต้องขังล้นคุกไปหมด เพราะคนที่ต้องโทษ ไม่ว่าจะเน้นการต้องโทษในเรื่องใด ก็แล้วแต่ หลายคนไม่ใช่อาชญากรรมโดยกำเนิด หลายคนเป็นอาชญากรรมเชิงเทคนิค และไม่ว่าเขาจะกระทำความผิดอย่างไรก็แล้วแต่ เขาควรที่จะมีโอกาสในการใช้ชีวิตหรือ มีชีวิตในการศึกษาไม่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีเงื่อนไขอีกหลายประการในสิ่งเหล่านี้ซึ่งผมคิดว่า จำเป็นต้องพูดถึง เช่น โอกาสที่ทำให้คนที่อยู่ในแวดวงอาชีวศึกษาได้มีโอกาสเข้าถึงกองทุนนี้ ที่มากขึ้น โอกาสที่จะทำให้มหาวิทยาลัยมิใช่ตอบสนองแต่เพียงเรื่องของกองทุนที่ทำให้เขาได้ เงินกู้เท่านั้น แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าในมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีผู้ให้คำปรึกษาที่เรียกว่า เคาน์เซลเลอร์ (Counselor) ทำหน้าที่ในการเคาน์เซลลิง (Counseling) คำว่า เคาน์เซลลิง (Counseling) แตกต่างจากคำว่า มอนิเตอร์ (Monitor) เพราะคนที่ทำหน้าที่มอนิเตอร์ (Monitor) คือการติดตามว่าวันนี้คนที่รับเงินไปแล้วเอาไปใช้อย่างไร คนที่รับเงินไปแล้วมี แนวโน้มที่จะชำระได้หรือไม่ คนที่รับเงินไปแล้วเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ที่ขอหรือไม่ แต่ผู้ให้คำปรึกษาจำเป็นที่จะต้องแนะนำเขาว่าวันนี้เขาดำเนินชีวิต อย่างไร ถ้ากองทุนกู้ยืมไม่พอตรงไหน คืองานที่เขาสามารถทำได้ ตรงไหนคือการเข้าถึง กองทุนอื่น ๆ ตรงไหนคือการเข้าถึงเงินทุนอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การที่ทำให้เขามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะให้ภาพรวม โดยสรุปว่า การมาพูดในวันนี้ของผมเป็นการสนับสนุนญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาเรื่องกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อศึกษาบนพื้นฐานที่ว่าจะต้องมีแนวทางการปรับระบบ และเงื่อนไขการชำระหนี้ที่มีประสิทธิภาพ แน่นอนครับผมเสียดายที่ประเทศไทยยังไม่อาจ เข้าถึงคำที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการ เพราะถ้าเราเข้าถึงรัฐสวัสดิการได้จริง วันหนึ่งเราอาจจะไม่ จำเป็นต้องมีการกู้ยืม คนทุกคนอาจจะสามารถที่จะเข้าเรียนได้ ถ้าเขามีความพร้อม ที่อยากจะเรียน มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งส่งเป็นภาษาบาลีสันสกฤตให้ผม ผมไม่มีความรู้ แต่เขาบอกว่าถ้าผมไม่อ่านประโยคนี้เขาจะเสียดาย เขาบอกแบบนี้ครับ ทะฬิททิยัง ทุกขังโลเก ความจนเป็นทุกข์ในโลก อินาทานังทุกขังโลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก ทุกขังอะนาโถวิหะระติ คนไม่มีที่พึง อยู่เป็นทุกข์ ฉะนั้นในภาพรวมทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ในวันนี้ ผมเห็นท่านประธานท่านเป็นนักเคลื่อนไหวเก่า ผมนึกถึงผญ๋าของภาคอีสาน ผมไม่ใช่ คนอีสาน ถ้าออกเสียงผิดต้องขอประทานอภัย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทำให้เรา เข้าสู่หรือเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า คันเจ้าได้ขี่ช้าง กั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า อย่างไรก็ตามการจะเข้าถึงการเป็นคนโดยสมบูรณ์ได้ การศึกษาเป็นคำตอบหนึ่งและผม เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการตั้งในอนาคตให้คำนึงถึงมิติทุก ๆ มิติที่จะไม่มี ใครหลุดรอดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา แม้กระทั่งคนที่ไม่มีสถานะบุคคลหรือมี เลขประจำตัวที่ขึ้นด้วยเลข ๐ ต้องไม่มีใครหลุดรอดจากระบบการคัดกรอง ไม่ว่าเขาจะอยู่ใน ส่วนใดของประเทศไทยก็แล้วแต่ ซึ่งอาจจะรวมถึงลูกหลานหรือแรงงานข้ามชาติที่มาอยู่ใน ประเทศไทย และเมื่อเขาเป็นหนี้แล้ว หนี้ต้องไม่ใช่การจำกัดที่ทำให้เขาไม่สามารถดำรง ความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ได้ เสียงผมมีเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ ท่านณัฐวุฒินะครับ และขอบคุณที่ได้นำเอาภาษา เอาผญ๋าอีสานมาสื่อสารให้กับพี่น้อง ประชาชนที่รับฟังอยู่ได้ทราบด้วย แต่ว่าอาจจะเพี้ยนไปนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นอะไรนะครับ ผมขอสื่อเป็นต้นฉบับให้ท่านฟังแล้วกัน ต้นฉบับจริง ๆ เขาจะบอกว่า คันเจ้าได้ขี่ช้าง กั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า นี่ต้นฉบับ ขอบคุณท่านณัฐวุฒิครับ ต่อไปท่านกนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนสภาให้ตั้งคณะกรรมาธิการในญัตติการแก้ไขปัญหากองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงเรื่องของหัวใจและจิตวิญญาณ ของ กยศ. เพราะเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงปัญหาในรายละเอียดทั้งในทางหลักการ แล้วก็วิธี ปฏิบัติอยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญมากที่สุดของ กยศ. คือหัวใจและจิตวิญญาณ ของ กยศ.
ในเรื่องที่ ๑ หัวใจและจิตวิญญาณของการจัดตั้ง กยศ. เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๘ คณะรัฐมนตรีของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย มีมติให้ตั้งกองทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อให้ โอกาสกับคนยากคนจนที่จะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ารัฐบาลชวน ๑ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ทันทีที่ท่านชวน หลีกภัย กลับมา เป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งที่เรียกว่ารัฐบาลชวน ๒ ในปี ๒๕๔๐ ท่านก็ได้ออกพระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ขึ้น เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่ากองทุนนี้ จะเป็นนิติบุคคลที่จะยั่งยืนตลอดไป เพื่อที่จะช่วยให้คนยากคนจนได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ในระดับมหาวิทยาลัยครับ ถ้าเราไปดูชีวิตแล้วก็จิตวิญญาณของ พ.ร.บ. นี้จะเห็นชัดเจนว่า พ.ร.บ. นี้บอกว่าให้กู้ยืมแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อ ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน เรื่องที่ ๒ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพราะในมหาวิทยาลัย เขาจะมีค่าธรรมเนียม ค่ากิจกรรม อะไรต่าง ๆ มากมาย และเรื่องที่ ๓ คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ต่อการครองชีพระหว่างการศึกษาครับ ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องนี้เป็นค่าใช้จ่ายของคนยากคนจน โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ และพ่อแม่จะต้องรับผิดชอบ มีค่าเล่าเรียน ไม่มีข้าวกินก็ต้องไปอาศัยวัดแล้วก็ไปอยู่ที่วัด พระให้เงินเพื่อที่จะไปจ่ายค่าธรรมเนียมใน มหาวิทยาลัยแล้วก็ให้สามารถเรียนได้ กลับมาก็นอนไม่มีเงินค่าหอก็มาอาศัยกุฏิวัด เป็นต้น ท่านประธานครับ ชีวิตนี้ที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. ที่ผมได้กล่าว คือ พ.ร.บ. กยศ. นี้เป็นชีวิตจริง ของคนชื่อ นายชวน หลีกภัย นี่คือความงดงามของระบอบประชาธิปไตย ที่คนยากคนจน สามารถที่จะขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีของประเทศ และนำวิถีชีวิตของเขา ที่เห็นอุปสรรค เห็นปัญหา และนำมาออกเป็นกฎหมายเพื่อให้โอกาสกับคนในประเทศของเขา สามารถที่จะมีศักดิ์มีศรีและมีเกียรติในการที่จะเป็นคนผ่านระบบการศึกษาของประเทศของเรา เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. กยศ. จึงเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของคนยากคนจนที่ผมคิดว่าเราควร ที่จะต้องตระหนักและไม่ลืม หลักการ กยศ. ที่สำคัญ ๒ เรื่อง ก็คือ เรื่องที่ ๑ ทำให้คนจนมี โอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย และได้รับความเป็นธรรมจากสังคมที่เขาอาศัยอยู่ เรื่องที่ ๒ ให้เกิดกองทุนหมุนเวียน คือหมายความว่าเมื่อกู้แล้วจะต้องชำระคืน เพราะการชำระคืนนี้ เป็นความรับผิดชอบของผู้กู้ที่เราเรียกกันในภาษาสมัยใหม่ว่าวินัยทางการเงิน ถ้าเรียกเป็น ภาษาทั่วไปทางสังคมเรียกว่าเป็นจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะฉะนั้น กองทุนนี้เราต้องการที่จะสร้างให้คนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม สำหรับการคืน เงินกู้นั้นคือการเพิ่มโอกาสให้กับคนยากคนจนในรุ่นต่อไปที่จะได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับที่เราเคยได้รับมาครับ จากหลักการและจิตวิญญาณนี้เอง กยศ. จึงเป็นบริการ สาธารณะที่เรียกกันภาษาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นพับบลิก กูดส์ (Public goods) เพื่อที่จะสร้าง โอกาสทางการศึกษาให้กับคนยากคนจน และมาตรการนี้เป็นมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศที่สำคัญมาก ปรากฏว่า ๒๐ ปีถัดมาคนที่ได้รับรางวัลโนเบลไพรซ์ (Nobel Prize) ในปีนี้เขาทำเรื่องนี้ แล้วพิสูจน์สิ่งที่ท่านชวนทำเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วว่าการให้โอกาสกับคนยากคนจนเรียน หนังสือคือการพัฒนาประเทศที่ให้ประโยชน์สูงสุดนี่คือหลักการที่สำคัญ เพราะฉะนั้น กยศ. จึงไม่ใช่เรื่องของการหากำไร กยศ. ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ขาดทุนไม่ได้ กยศ. ไม่ใช่เรื่องของการที่จะ เสี่ยงต่อการไม่ชำระเงินของผู้กู้ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ความสำเร็จของ กยศ. คือการทำให้คนจนได้ เรียนหนังสือได้เรียนมหาวิทยาลัย มีงานทำ มีรายได้ ไม่ใช่การชำระเงินกู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ทำให้ผู้กู้เป็นจำเลยในศาลแล้วก็ต้องเสียประวัติของตนเอง นั่นไม่ใช่ความสำเร็จของ กยศ. นี่คือจิตวิญญาณของ กยศ. ที่ผมต้องการให้รักษาไว้ถ้าเราจะต้องมีการศึกษาเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ในส่วนตัวผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมต่อสู้เพื่อโอกาสในการศึกษาของนักเรียน ที่ยากจนมาตลอด และการอภิปรายในสภาของผมนี้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ผมพูดเรื่องนี้มาโดยตลอด เรื่องอื่นผมไม่ได้พูดเลยครับ เพราะผมต้องการที่จะรักษาหลักการและจิตวิญญาณที่จะให้ โอกาสกับคนยากคนจนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่ผมอยากให้ที่ประชุมแห่งนี้ ได้บันทึกไว้และตระหนักถึงความสำคัญของมัน
ประการที่ ๒ ปัญหาของ กยศ. ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมากมาย แต่ผมอยากจะชี้ประเด็นในเชิงการบริหารที่สำคัญครับ กยศ. ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ กระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลังจึงกำกับ กยศ. ด้วย พ.ร.บ. บริหารราชการ แผ่นดินและกฎระเบียบของทางราชการ และจากกฎระเบียบของทางราชการนี้เองทำให้ กองทุน กยศ. ต้องฟ้องร้องต้องเรียกเงินคืนจากผู้กู้ทั้งหลาย และในที่สุดก็บังคับให้ กยศ. ต้องฟ้องศาล สิ่งเหล่านี้เกิดปัญหาตามมามากมายที่เพื่อนสมาชิกได้พยายามอภิปรายและหา มาตรการในการแก้ไข แต่ผมคิดว่าการแก้ไขมาตรการเหล่านั้นเป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุของมัน ก็คือการปฏิบัติตามระบบราชการ ตามระเบียบราชการที่กระทรวงการคลังไม่มีทางเลือก เพราะเราได้วางโครงสร้างของกองทุนนี้ให้อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และระบบราชการกฎระเบียบของกระทรวงการคลังนี้เองที่เป็นตัวสำคัญในการทำลาย จิตวิญญาณและชีวิตของบริการสาธารณะหรือพับบลิก กูดส์ (Public goods) ของกองทุน กยศ. นี้เอง เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของ กยศ. เราจะต้องแยกกองทุนนี้ออกจากระบบ ราชการแล้วก็รักษาหลักการและจิตวิญญาณที่ผมได้กล่าวไว้แล้วเพื่อให้โอกาสกับคนยากคนจน ทั้งประเทศสามารถที่จะเรียนมหาวิทยาลัย มีงานทำและมีรายได้ได้ครับ การไม่สามารถชำระ กองทุน กยศ. นี้อีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวทางด้านการศึกษาของเรา ก็คือ การศึกษาของเราไม่สามารถที่จะปลูกฝังศีลธรรม จริยธรรม สำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง และส่วนรวมให้กับนักศึกษาได้ การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัยด้วย เช่นเดียวกันและโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้นความสำเร็จของ กยศ. ผมขออนุญาตย้ำว่า ความสำเร็จของ กยศ. คือการช่วยให้คนยากคนจนได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย มีงานทำ มีรายได้ ไม่ใช่การไล่จับฟ้องร้องเพื่อให้บังคับชำระหนี้โดยใช้อำนาจของศาล ด้วยเหตุผล ดังกล่าวนี้เองผมคิดว่าประเด็นที่เราจะต้องรักษาไว้ให้ชัดเจนในคณะกรรมาธิการที่เราจะ จัดตั้งขึ้นก็คือชีวิตและจิตวิญญาณของกองทุน กยศ. ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว และสิ่งที่เราจะต้อง ศึกษาเพื่อการแก้ไขให้ชัดเจนก็คือการแยกการกำกับกองทุน กยศ. ออกจากระบบราชการ เพื่อที่จะให้กองทุน กยศ. นี้ไม่ตกภายใต้ข้อบังคับของระเบียบราชการที่จะต้องฟ้องร้อง เพราะถ้าไม่ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็จะต้องเป็นผู้รับผิดเอง เมื่อเจตนารมณ์ที่ดี การเกิดของกองทุน กยศ. เกิดด้วยตัวอย่างของคนยากคนจนที่ได้มีโอกาส เป็นนายกรัฐมนตรี เช่น นายชวน หลีกภัย ดังนี้ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผมคิดว่าตรงนั้นคือหัวใจของมันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฝากว่า เราจะต้องแก้เรื่องนี้แต่รักษาจิตวิญญาณที่นายชวน หลีกภัย ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นครับ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านสมาชิกอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กับท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญท่านณัฐชาครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ จากชาวบางขุนเทียนนะครับ วันนี้ขออนุญาต อภิปรายในญัตติสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของหนี้ กยศ. นะครับ เนื่องจาก ผมก็คือ ๑ ในลูกค้าของกองทุนแห่งนี้และผมก็คือผลผลิต ผลพวงจากกองทุนแห่งนี้ที่จบ การศึกษามานะครับ ผมขออธิบาย ๓ ขั้นตอนง่าย ๆ ของกองทุนนี้นะครับ ก็คือก่อนที่จะเข้า รับกองทุนคุณสมบัติเป็นอย่างไร แล้วก็ช่วงที่ได้รับกองทุนแล้วขั้นตอนต่อไปในปีถัดไป ของปีการศึกษา แล้วก็ช่วงที่ ๓ ก็คือช่วงหลังจากกู้ยืมเสร็จแล้วก็คือช่วงใช้จ่าย
ขั้นแรกก่อนเข้าถึงกองทุนแห่งนี้คุณสมบัติต่าง ๆ ของผู้กู้มีขั้นตอน มีคุณสมบัติต่าง ๆ มากมาย นั่นก็คือคุณสมบัติของความจน ผมไม่ได้กู้ตลอดรอดฝั่งเนื่องจาก ช่วงแรกเป็นเด็กจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนศึกษาในกรุงเทพมหานคร ช่วงแรกไม่รู้จัก ข้าราชการท่านใดที่จะมาเซ็นรับรองให้ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนเซ็นค้ำแต่ก็ยังคุณสมบัติไม่ครบ ต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองความจน ความจนของผมยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดกับ สถาบันการศึกษายังกู้ไม่ได้ในช่วงแรก ความลำบากยากจนครั้งนั้นทำให้เก็บความรู้สึก มาตลอดว่าความจนของเราในบ้านนี้เมืองนี้ในประเทศของเรา การที่จะเข้าถึงการศึกษา ความจนต้องประจานตนเองเพื่อรับสิทธิใช่หรือไม่ ในขณะนั้นไม่มีข้าราชการที่รู้จักก็ไม่สามารถ กู้ได้ในช่วงแรกก็ต้องไปทำงานแลกเงินเพื่อที่จะแลกการศึกษาเข้ามา หลังจากนั้นก็พยายาม เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครหาคนรู้จักครูบาอาจารย์ ปีที่ ๒ ก็มีคนเซ็นค้ำประกันความจนให้ ถึงได้กู้ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขขั้นตอนของกองทุนแห่งนี้ยังมีตกหล่นอย่างไร ประการใด กรรมาธิการนี้ควรศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมแล้วก็คิดถึงคนที่อยู่ในประเทศนี้ การที่จะเข้าถึงระบบ การศึกษาไม่ควรที่จะมีขั้นตอนกระบวนการเยอะแยะมากมายอย่างนั้น คนที่จะมาพิจารณาว่า ใครจน ใครรวย ใครเข้าข่าย ใครไม่เข้าข่าย เขามีคุณสมบัติอย่างไร และเมื่อท่านได้เข้าสู่ กระบวนการได้ผ่านการพิจารณาให้กู้ยืมทางการศึกษาแล้วก็จะมีช่วงเวลาของระหว่าง การกู้ยืม จะมีเงินช่วยเหลือในขณะนั้นที่ผมได้รับอยู่ก็คือเดือนละ ๒,๒๐๐ บาทในปีแรก แต่ปีถัดไปก็จะต้องมีขั้นตอน หลาย ๆ มหาวิทยาลัยหรือหลาย ๆ วิทยาลัย หลาย ๆ โรงเรียน มีกระบวนการขั้นตอนแตกต่างกัน กระบวนการขั้นตอนเหล่านั้นก็คือจะต้องไปทำคุณงาม ความดี จะต้องไปกวาดลานวัด จะต้องไปเก็บหนังสือโน่นนี่นั่น เก็บชั่วโมงมา ๕๐ ชั่วโมง ต่อเทอม โน่นนี่นั่นต่อเทอม ขอโทษนะครับผมไม่ได้ว่าว่ากิจกรรมต่าง ๆ ไม่ดี แต่กองทุนนี้คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฟังช้า ๆ ชัด ๆ นะครับ เงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาค ทำไมเราต้องมี ขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ มากมาย จะต้องไปกวาดลานวัดกี่วัดถึงจะเข้าข่าย ปีถัดไปถึงจะ ได้รับโอกาส จะต้องไปเก็บกวาดโน่นนี่นั่นเบียดเบียนเวลาเรียนเท่าไรเพื่อที่จะได้รับโอกาส กู้ยืม แต่กลับกันครับเพื่อนคนอื่นที่เขามีทุนมากกว่าผมไม่ต้องกู้ยืมเขาก็สามารถใช้เวลาว่าง ตรงนั้นไปอ่านหนังสือ ไปเรียนพิเศษ ไปหาความรู้เพิ่มเติม นี่คือการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ของกระบวนการใช่หรือไม่ เหตุใดการกู้ยืมคือการเอาเงินของเราในอนาคตมาพยายามผลักดัน ให้เรามีความรู้ มีความสามารถ มีการศึกษาที่สูงขึ้น จะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ขณะนั้นกระบวนการน่าสนใจนะครับ และผมอยากให้กรรมาธิการนี้วิเคราะห์เชิงลึกว่ากระบวนการระหว่างที่กู้ยืมการศึกษา สถาบันการศึกษาควรตั้งกฎกติกาเองกันหรือไม่ ควรที่จะกระทำอย่างนี้หรือเปล่า น่าสนใจนะครับ ตรงนี้ เพราะว่าผมคือผู้ประสบจริง ๆ เวลาเรียนเงิน ๒,๒๐๐ บาทในขณะนั้นก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากผมจะต้องเช่าห้องอยู่ เช่าห้องอยู่เดือนละ ๑,๒๐๐ บาทเข้าไปแล้ว ที่เหลือก็ต้อง เอาไปทำงานพาร์ตไทม์ (Part time) ในร้านสะดวกซื้อ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลา พาร์ตไทม์ (Part time) และยังต้องเอาเวลาไปทำคุณงามความดีอะไรของที่แต่ละ สถาบันการศึกษาเขากำหนดขึ้นมาอีก ทำให้เราเสียโอกาสตรงนั้นไป นี่ฝากไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ หลังจากกู้ยืมเสร็จจะต้องใช้หนี้คืน เนื่องจากว่าเราเอาเงิน ในอนาคตของเรามาใช้ก่อนเพื่อการศึกษาในการอยู่ในประเทศนี้ การใช้หนี้คืนครับ ปลอดหนี้ ๒ ปี ผมจบการศึกษาเมื่อปี ๒๕๕๔ แล้วก็ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ทำไปได้แค่เพียง ๑ ปี ก็ต้องเข้ารับราชการทหารในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ จับสลากได้ใบแดงไปเป็นทหารอยู่ ๑ ปี แล้วก็ปลดประจำการออกมาในปี ๒๕๕๖ ระยะเวลาปลอดหนี้แทบจะหมดไปแล้ว ปี ๒๕๕๗ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเหมือนเดิม กะว่าทำ โอที (OT) มากขึ้นจะได้ใช้หนี้ที่เราเอาเงินในอนาคตมาใช้ แต่ระบบเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ปี ๒๕๕๗ มีการปฏิวัติรัฐประหารเศรษฐกิจฝืดเคือง การทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ปกติทำได้ วันจันทร์-วันศุกร์ เลิกงาน ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม แต่ละองค์กรแต่ละบริษัทต้องรัดเข็มขัดเนื่องจาก เศรษฐกิจไม่นิ่ง ทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ได้แค่วันเว้นวันลดค่าใช้จ่าย บีบโอเวอร์ไทม์ (Overtime) เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้ทำ ฐานเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ค่าใช้จ่ายมากมาย อยู่ในครอบครัวคุณแม่ ๑ คน พี่สาว ๑ คน และตัวผม นี่คือชีวิตของผมบางส่วนที่นำมา ถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนว่าหากมีคนที่มีกระบวนการเฉกเช่นอย่างนี้เขาไม่ได้ตั้งใจ เจตนาที่จะเบี้ยวหนี้ แต่กระบวนการแต่ละกระบวนการสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สอดคล้องกับรัฐบาล สอดคล้องกับเหตุการณ์การเมือง ผมไม่ได้โทษสถาบันการเมือง ผมไม่ได้โทษเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามา ผมพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็มีการทยอยใช้หนี้มาเรื่อย ๆ แต่ผมอยากให้กระบวนการที่ ๓ ตรงนี้ ก็คือกระบวนการหลังจากกู้ยืมเสร็จมีการพิจารณา จากองค์ประกอบอื่น ๆ ผมยกตัวอย่าง ประเทศบรูไน เขาบอกว่าการชดใช้คืนกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาเป็นไปตามรัฐกำหนดและมีข้อยกเว้น ดังนี้ ๑ ๒ ๓ แต่ข้อที่น่าสนใจคือข้อ ๓ เมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจให้เลื่อนการจ่ายชั่วคราวไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ รัฐเป็นเจ้าของถือสถานะเป็นเจ้าหนี้สูงสุด เป็นนายใหญ่สูงสุดของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นนายใหญ่สูงสุดของเจ้าหนี้ ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น รัฐบาลก็คือผู้ควบคุมสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ สถานะของประชาชนในประเทศ ทั้ง ๒ อย่าง ทั้งเจ้าหนี้และผู้ที่กำหนดทิศทางก็คือรัฐบาลเหมือนกัน ควรที่จะคิดคำนึงถึงว่า ประชาชน ผมยกตัวอย่างตัวเลขประชาชนที่ยังมีหนี้เสียอยู่ปัจจุบัน ๒,๒๖๔,๒๙๘ ราย ที่ผิดนัดชำระหนี้ ท่านประธานครับ เราอย่าไปมองว่าคนที่ผิดนัดชำระหนี้เขาเลวอย่างนั้น เขาเลวอย่างนี้ ไม่ใช่ เรามามองดี ๆ ว่า ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนจำนวนมากมายขนาดนี้ เราควรที่จะลงไปดูว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นที่เขาไม่อยากใช้หนี้ ความรู้สึกนึกคิดของความเป็นคน ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากโกงคน เกิดคลอดออกมาแล้วตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาที่จะโกงเขาเลย ไม่มี แต่วันนี้การใช้ชีวิตของประชาชนยากลำบาก นี่ผมยกเหตุการณ์ตัวอย่างเมื่อสักครู่คือของผม แต่มีอีกหลาย ๆ คนที่เผชิญปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแล้วก็ไม่ ประสบความสำเร็จ ขายของแล้วขายไม่ดี ขายของแล้วเจ๊งไม่ได้ทำธุรกิจในห้างร้านบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้ทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) อาจจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้บริหารองค์กร บอกว่าไม่ให้ขายมัดมือมัดเท้าไม่ให้ขาย เคยเปิดร้านขายลูกชิ้นก็บอกว่าจะต้องใช้ ความสะอาด ไม่ให้ขายขึ้นมาเขาก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร ค่าใช้จ่ายประจำวันก็มากพอแล้ว แต่ยังต้องมีหนี้ก้อนนี้อยู่ เขาจบการศึกษามาภายใต้พื้นฐานที่ติดลบไม่ได้เป็นศูนย์เหมือนคนอื่น ทำงานได้เงินมาเท่าไรต้องใช้หนี้ย้อนหลังก่อน เนื่องจากเอาเงินในอนาคตออกมาใช้ ไม่ได้ ตีเส้นอยู่ที่ศูนย์เสมอกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ผมอยากให้คิดพิจารณา ให้สอดคล้องกันไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่ผมกล่าวมาข้างต้นก็คือว่าก่อนเข้ากองทุน ระหว่าง กองทุน และหลังจากจบกองทุนไปแล้ว กรรมาธิการนี้อยากให้ศึกษาประเด็นเรื่องนี้ครับ จึงเป็นที่มาถึงการอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา ผมในฐานะลูกค้าของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและในขณะนี้ชำระหนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วนะครับ ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของหลาย ๆ ประเทศ ประเทศออสเตรเลียเขาบอกว่าผู้ที่กู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้วมีผลผูกพันกับมาตรการทางภาษี หากท่านทำงานมีรายได้ที่ดีมีเกณฑ์ที่สามารถชำระหนี้ได้ก็ไปผูกพันกับภาษี หากท่านทำงาน แล้วรายได้มันแสดงต่อประเทศอยู่ว่าร่อแร่ ๆ หาเช้ากินค่ำปากกัดตีนถีบ ท่านยังจะไปบีบรั้ง เอาเป็นเอาตายกับคนกลุ่มนี้หรือ ปัจจุบันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผมไม่ทราบว่า ท่านตั้งเป้าประสงค์อะไรที่จะไปจ้างบริษัทเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เพื่อจะโทรเช้าเย็น ชีวิตเขาลำบากมากพอแล้วครับ ที่ประเทศนิวซีแลนด์เช่นกัน ให้นายจ้างหักเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาได้ตามอัตราคงที่ของเงินกู้ยืมเหล่านี้ รวบรวมจากหน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษี ของทางภาครัฐและมีเกณฑ์รายได้ที่ผู้กู้เขาสามารถใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวัน ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน จะต้องมีรายได้ ๙๐๐,๐๐๐ ตีเป็นเงินไทย ๙๗๒,๑๘๔ บาทต่อปี ถึงจะเข้าข่ายผู้ที่มีภาวะเศรษฐกิจเขาดี ก็คือต้องมีรายได้ขั้นต่ำ ถึงประมาณนี้ถึงจะใช้เข้าเกณฑ์ชำระหนี้ กยศ. และหนี้อีกหลาย ๆ ประเทศที่เป็นตัวอย่าง ให้พวกเรานำมาใช้ วันนี้โลกเปลี่ยนไปหลาย ๆ ประเทศมีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มีกองทุนอุดหนุนเพื่อการศึกษา มีการสนับสนุนเปิดช่องทางให้การศึกษา เพราะเขาเห็นว่า การศึกษาคือขั้นแรกของการลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเกิดคนเรามีวิชาความรู้มีความสามารถ มีช่องทางที่จะทำมาหากินในช่องทางที่ดีขึ้นย่อมเป็นโอกาสของเขาที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้การศึกษาคือขั้นแรกของการลดความเหลื่อมล้ำและผมอยากที่จะ สนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการนี้เพื่อพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ที่อภิปรายมาข้างต้นครับ ขอบพระคุณมากครับ
เหลืออีก ๓ ท่านสุดท้าย คือ คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านผ่องศรี แซ่จึง และท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญคุณหมอบัญญัติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอโอกาสท่านประธานและท่านสมาชิก อภิปรายสนับสนุนญัตติของท่านสมาชิกที่ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแก้ไขปัญหาหนี้สินจากกองทุน กยศ. ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขออนุญาต เท้าความเพื่อกราบขอบพระคุณท่านอดีตนายกชวน หลีกภัย ซึ่งสมัยท่านนายกชวน ๑ ได้ออกนโยบายตั้งกองทุน กยศ. ขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๙ ซึ่งมีคุณูปการต่อนักเรียน นักศึกษามาจนถึงปัจจุบันนี้กว่า ๒๐ ปี แต่อย่างไรก็ตามในระยะเวลา ที่ผ่านไป ๒๐ กว่าปีนั้นก็มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ก็คือว่ามีผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลังจากที่ ได้รับทุนการศึกษาจาก กยศ. แล้ว ผิดชำระหนี้ถึงประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน คิดเป็น นักเรียน นักศึกษากว่า ๒ ล้านคน แล้วก็ในส่วนนี้มีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นพ่อแม่และญาติถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ได้รับความเดือดร้อนเป็นคดีความในการฟ้องร้องประมาณ ๑ ล้านคน ดังนั้น ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบทั้งต่อกองทุน ต่อผู้กู้ และผู้ค้ำประกัน และเป็นภาระ ทางด้านคดีความจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนน่าจะมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินกิจการของ กยศ. แล้วก็ทำให้นักเรียน นักศึกษาที่จะต้องมารับทุน กยศ. นั้นขาดโอกาสไป จึงสมควร อย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาศึกษาและสอบ หาข้อเท็จจริง พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อนำมาขยายความให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสภาของ เราแห่งนี้ได้ช่วยกันหาทางออก เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลในการปรับปรุงกิจการการบริหารของ กยศ. และปรับปรุงวินัยในการชำระหนี้ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่รับทุนจาก กยศ. ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะโทษว่าดอกเบี้ยสูงก็ไม่ใช่ เพราะว่า กยศ. คิดดอกเบี้ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยถึง ๒ ปีหลังจาก จบการศึกษา แล้วก็มีระยะผ่อนชำระถึง ๑๕ ปีด้วยกัน ผมมีข้อเสนอแนะที่จะฝาก ท่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนั้นว่าอยากจะให้ลงไปดูว่าสาขาที่นักเรียน นักศึกษากู้เงิน ไปเรียนแล้วจบมามีรายได้ไม่เพียงพอในการจ่ายชำระหนี้นั้นคือสาขาใดบ้าง เพื่อที่จะได้ส่ง สัญญาณให้กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับหลักสูตรแนะแนวให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียน ในสาขาที่จบแล้วมีงานทำ ผมไม่เชื่อว่านักเรียน นักศึกษานั้นจะไม่ชำระหนี้ ผมเชื่อว่ารายได้ อาจจะไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ แต่ในส่วนของนักเรียน นักศึกษาที่มีเงินรายได้เพียงพอ แล้วไม่ชำระหนี้เข้ากองทุนอาจจะด้วยเหตุว่าละเลยหรือลืมในการชำระหนี้ อันนี้ผมคิดว่า กยศ. นั้นจะต้องไปใช้การวิจัยหรือศึกษาว่าทำอย่างไร ธ.ก.ส. ซึ่งมีหนี้สินจำนวนมากกว่านี้ แต่ไม่มีการผิดชำระหนี้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งนั้นคือการจัดกลุ่มเพื่อให้ลูกหนี้นั้นมีกลุ่ม แล้วก็ใช้ มาตรการกลุ่มในการที่จะส่งข่าวแล้วก็ชักชวนกัน แล้วก็ช่วยกันชำระหนี้เพื่อสร้างมาตรฐาน ของกลุ่มให้สูงขึ้น
อีกข้อหนึ่งควรที่จะมีการปฐมนิเทศนักเรียน นักศึกษาที่มีการกู้ยืมเงินจาก กองทุน ปัจจุบันการกู้ยืมเงินเพียงเซ็นชื่อยามที่คุณครูหรือผู้ปกครองขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้แก่นักเรียนนั้นก็จะช่วยกันค้ำประกัน ช่วยกันเซ็นชื่อ อาจจะขาดความตระหนักในการเป็น ลูกหนี้ และขาดการอบรมปฐมนิเทศให้เป็นลูกหนี้ที่ดี การเป็นลูกหนี้ที่ดีนั้นถือเป็นวินัย ในการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการสื่อสารระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้นั้นอาจจะ ต้องมีการพัฒนาในส่วนนี้ ซึ่งในส่วนนี้นั้นก็อยากที่จะให้ผู้ที่มีปัญหาจริง ๆ ในการชำระหนี้นั้น ได้ชะลอการชำระหนี้โดย กยศ. ส่วนลูกหนี้ที่มีภาระสามารถจ่ายได้นั้นให้เร่งดำเนินการชำระหนี้ ต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน ผ่องศรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันลุกขึ้นมานี้เพื่อจะ อภิปรายสนับสนุนญัตติทั้ง ๑๐ ญัตตินี้ ในเรื่องของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหมคะ ขาดทุน คือกำไร ขาดทุนคือกำไร คำนี้เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระองค์ท่านทรงพระอัจฉริยภาพเป็นอย่างยิ่งในเรื่องทุกด้านและโดยเฉพาะในด้าน เศรษฐกิจ วันนี้เรากำลังพูดถึงกองทุนกองทุนหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนยากจนได้เข้าถึง การศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในความเป็นอยู่ในชีวิต ของคนในประเทศไทย ซึ่งช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยห่างขึ้นทุกที ๆ เจตนารมณ์ของ กองทุนนี้คือช่วยคนยากจนให้มีโอกาสได้เรียน ท่านเชื่อหรือไม่คะว่าผู้ปกครองที่อยู่ตาม ชนบทเมื่ออดีตที่ผ่านมาไม่มีมหาวิทยาลัยในชนบท มีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และลูกศิษย์ลูกหา ก็ต้องไปสอบเพื่อขอโควตา ผู้ปกครองไม่มีโอกาสหรอกค่ะ ดิฉันเป็นครูแนะแนวต้องหาโอกาส ให้เด็ก หาเงินค่ารถให้ และมาเรียนหนังสือต้องไปแนะแนว หาเสื้อผ้า หาหนังสือหนังหาให้ ผู้ปกครองจะคิดว่าอยากให้ลูกเรียนหนังสือเพื่อเขาจะได้มีงานมีการ จะได้เรียนเพื่อให้เป็น เจ้าคนนายคน จะไม่ได้ยากลำบากเหมือนพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร เป็นลูกชาวไร่ชาวนา เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตเขาเติมเต็ม เพราะฉะนั้น กองทุนนี้เจตนารมณ์ชัดเจน ดิฉันขอชื่นชมท่านผู้ตั้งกองทุนนี้ และเรากำลังพูดถึงเรื่องของผู้กู้ เรื่องของการใช้หนี้ คนค้ำประกัน หลักเกณฑ์ในการใช้คืน มาตรการกับผู้ที่ผิดชำระ เมื่อสักครู่ ดิฉันบอกไปแล้ว พูดไปแล้ว ขาดทุนคือกำไร เราไม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อได้กำไร การลงทุน กับคนนั้นไม่จำเป็นจะต้องได้คืนมาเป็นกำไร เป็นตัวเงิน แต่การที่เราได้กำไรอาจจะเป็น ความอยู่ดีมีสุข การทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ มีความรู้ที่จะประกอบอาชีพได้ ทำให้เขา ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้ อันนั้นเป็นกำไร เพราะฉะนั้นก็อยากฝากกรรมาธิการทุกท่านว่า ให้ท่านคิดให้ดี คิดให้รอบคอบ คิดถึงเจตนารมณ์ของกองทุนนี้ว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร และจุดประสงค์ทุกจุดประสงค์ที่จะดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้กู้ ผู้ยืม การใช้คืน หลักเกณฑ์ แล้วก็มาตรการในการกระทำกับผู้ที่ผิดชำระหนี้ จะต้องเป็นมาตรการ หรือเป็นหลักเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นให้คนที่ไม่มีสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ และใช้ช่องทางนี้ในการทำให้ ลูกเต้าของเขาได้เรียนหนังสือเพื่อเขาจะได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างที่ดิฉันกล่าวไป สิ่งที่จะต้อง เกี่ยวพันนั้นก็คือเมื่อเรียนจบแล้วเขาไม่มีงานทำ ตกงาน วันนี้ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยค่ะ มาตรการในปี ๒๕๖๓ นี้คณะกรรมาธิการต้องคิดแล้ว เพราะว่าจะเป็นปีที่เผาจริงของ เศรษฐกิจ ต้องคิดเลยว่าท่านจะช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร การลงโทษโดยการยึดทรัพย์สิน ที่เขามี ถ้าเขาไม่มีล่ะคะ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะฆ่าเขาได้หรือไม่คะ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีช่องทาง มีความยืดหยุ่นที่จะทำให้คนกลุ่มใหญ่ของสังคมที่เป็นคน ในชนบทที่เป็นลูกหลานของชาวไร่ชาวนาได้มีช่องทาง เพราะกองทุนนี้ในอดีตเป็นแสงสว่าง เป็นความหวัง เป็นสิ่งที่มาเติมเต็มให้คนบ้านนอกอย่างพวกเราได้ให้ลูกหลานเขามีโอกาส ได้เหยียบย่างเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงสนับสนุนญัตตินี้ เป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขอความกรุณาว่าขอให้ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้โปรดพิจารณาให้รอบคอบ และขอชื่นชมเจ้าของญัตติและผู้อภิปรายทุกท่านที่อภิปรายได้อย่างดียิ่ง มีข้อมูลเกือบ ครบถ้วนแล้วนะคะ ดิฉันคิดว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็หวังว่าเมื่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ พิจารณาเสร็จแล้วนำเข้ารายงานในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เราจะได้เห็นมาตรการ และวิธีการบริหารจัดการกองทุนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผลกับพี่น้องประชาชน ผู้ยากไร้ต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นประโยชน์สำหรับคนที่เป็นกำลัง สำคัญของชาติในการสร้างชาติ ๒๓ ปีที่ผ่านมาก็สร้างโอกาสให้กับคนจนแล้วก็คนอยากเรียน คนอยากเรียนไม่ใช่ว่าเป็นคนจน บางทีคนจนก็ไม่อยากเรียนท่านประธานครับ วันนี้ ฟ้องร้องทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ ผมคิดว่าเราน่าจะเอาอย่างประเทศที่เขาเจริญแล้วหลายประเทศ เขาให้เรียนฟรีมีปัญญาเรียนเรียนไป มีสมองก็เรียนไปเรียนฟรีครับ อันนี้คืออนาคตของชาติ วันนี้งบประมาณของประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาท หนี้การศึกษาทั้งหมดสำหรับเด็กเยาวชนแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้แก้ปัญหาให้เขาสิครับ ผมคิดว่าน่าจะยกเลิก ดอกเบี้ยเป็นการให้ยืมเพื่อการศึกษา ให้ยืมไม่ต้องมีดอกเบี้ยแล้วไม่ต้องมีการค้ำประกัน อย่างที่หลายท่านได้พูดไว้ ไม่ต้องค้ำประกัน ค้ำประกันตัวเองนะครับ ถ้าเด็กมีความดี ความชอบทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติเป็นที่ประจักษ์ เช่น ได้รับเหรียญซีเกมส์ ได้รับ เหรียญโอลิมปิก หรือชนะนางสาวไทย ยกหนี้กองทุนให้เขาไปเลยครับ คือคนเหล่านี้ มีความสามารถและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ท่านประธานครับ ใครไม่จ่ายไม่ต้องทวงครับ ใครไม่จ่ายเป็นมรดกให้เป็นหนี้มรดกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ลูกหลานมีเงินค่อยจ่าย การศึกษา ต้องเบาอย่าไปกดดันเขา วันนี้เศรษฐกิจก็ไม่ดีไม่ต้องมีดอกเบี้ยและไม่ต้องจ่ายถ้าไม่มี แต่เป็นมรดกหนี้ให้ลูกหลานต่อไป ผมอยากให้โครงการนี้การใช้หนี้รัฐบาลของหาระบบสิ การใช้หนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ คุณว่างจากการงานคุณมาดูในอินเทอร์เน็ตคุณมาเข้าเขาเรียกว่า เข้าโครงการใช้หนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ ใช้แรงงานวันละ ๕๐๐ บาท ดูว่าในอินเทอร์เน็ต ในท้องถิ่นรัฐบาลให้มีงานที่ไหนบ้าง ตำบลอะไร อำเภออะไร ก็ไปใช้งานกัน ไปใช้หนี้กัน วันละ ๕๐๐ บาท ๕๐๐ บาท คนอยากใช้หนี้ก็จะได้หมดหนี้ ลองคิดดูว่าวิธีการที่จะ ทำให้เขาใช้หนี้โดยใช้แรงงานจากการว่างงานเป็นงานอดิเรก ฝากท่านประธานว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นเป็นประโยชน์สำหรับประเทศเรา ๒๐ ปีที่ผ่านมา แม้แต่ผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภานี้ก็เป็นลูกหนี้ กยศ. หลายท่าน จนประสบผลสำเร็จ ในชีวิตเป็นผู้แทนราษฎร สมัยผมไม่มีละครับ สมัยผมต้องไปทำงานแลกกับการศึกษา ดังนั้น ฝากท่านประธานบอกต่อ ๆ ไปถึงรัฐบาลว่าเงินงบประมาณปีนี้ ๓.๓ ล้านล้านบาท หนี้เขาแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องยกหนี้ครับ ไม่ต้องยกหนี้แต่ว่าหนี้เป็นมรดกหนี้ไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน ถ้าคุณไม่ใช้ คุณมีเงินก็ใช้นะครับ อย่างไรก็ฝากท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านพิเชษฐ์ครับ
สำหรับท่านสมาชิกที่ยื่นความจำนงขออภิปรายก็หมดแล้ว ทีนี้ก็อยากจะเรียน ถามว่าเจ้าของญัตติยังมีท่านใดที่มีความประสงค์ที่จะอภิปรายสรุปบ้างหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ก็จะได้ดำเนินการในกระบวนการต่อไป ผมคิดว่าก็คงจะละเอียดแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอสรุป สั้น ๆ ๒ นาทีครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมขอสรุปสั้น ๆ ไม่เกิน ๒ นาที ผมคิดว่าการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. การลดหนี้ การพักชำระหนี้เป็นการแก้ปัญหาเพียงแค่ ระยะสั้นเท่านั้น ถ้าคิดแค่นี้ปัญหาก็จะวนกลับมาอยู่ที่เดิมอีกสักระยะเวลาหนึ่ง การแก้ปัญหานี้ ต้องแก้ที่โครงสร้าง ต้องแก้ที่ปัจจัยพื้นฐานของมัน ต้องไม่ให้ กยศ. ทำหน้าที่โดยเป็นพยาธิ สภาพในตัวเอง ไม่ใช่ว่า กยศ. ยิ่งทำหน้าที่ไปก็ยิ่งทำให้เยาวชนไทยแบกหนี้ก้อนโตมากยิ่งขึ้น การบ้าน ๔ ข้อที่ผมขออนุญาตฝากคณะกรรมาธิการหากมีการตั้ง ผมย้ำตรงนี้ครับ
ข้อ ๑ ผมยืนยันว่าการบ้านข้อแรกเราจำเป็นอย่างยิ่งในการปลดพันธนาการ ของผู้ค้ำประกัน
การบ้านข้อ ๒ เราต้องทำความเข้าใจใหม่อย่ามองว่าผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ เป็นผู้ร้าย ต้องดึงเขากลับมาชำระหนี้ในระบบปกติให้ได้และให้เงื่อนไข ให้การผ่อนปรน ที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตกับสภาพเศรษฐกิจ
การบ้านข้อ ๓ ที่ผมขอแจกให้ก็คือการทบทวนเงื่อนไขทั้งการผ่อนชำระ และการผ่อนผันให้สมเหตุสมผล ไม่ให้การมีหนี้ กยศ. เป็นพันธนาการของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จบการศึกษา
การบ้านข้อสุดท้าย ข้อ ๔ และเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุด วันนี้การศึกษาควรเป็น สิทธิได้แล้ว ไม่ควรเป็นเพียงการบริการหรือการสนับสนุนจากภาครัฐ หากการศึกษาเป็นสิทธิ หากสภาเชื่อจริงว่าการศึกษาเป็นกลไกเดียวที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้ การศึกษาต้องเป็นสิทธิครับ ดังนั้นกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาต้องเปลี่ยนจากการกู้ เป็นการอุดหนุน ทบทวนทั้งหมดให้การชำระหนี้คำนึงถึงรายได้และรายจ่ายของผู้กู้ด้วย พิจารณาความจำเป็นในแต่ละช่วงอายุด้วย และในท้ายที่สุดหากเขาประสบกับปัญหามีรายได้ ที่ไม่เพียงพอ หรือเหตุใดก็แล้วแต่รัฐต้องเข้าไปโอบอุ้มทำให้คนที่เป็นหนี้ กยศ. อย่ามีพันธนาการ ให้เขากล้าที่จะคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะลองผิดลองถูก กล้าที่จะใช้ความรู้ความสามารถ ในการสร้างนวัตกรรม ผมเชื่อว่าความคิดของเขาหากไม่มีหนี้ที่เขาต้องทำงานอะไรก็ได้ เพื่อนำมาชำระจะเกิดคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่สำหรับประเทศนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากญัตติตามตารางจัดกลุ่มที่พวกเราอภิปรายกันมาทั้งวันนี่ถือว่า เป็นกลุ่มที่ ๓ ลำดับที่ ๑-๙ เป็นญัตติที่เสนอมาเพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ
ท่านมีอะไร ไหมครับ จะสรุป
ไม่ค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ญัตติของดิฉันอยู่ ในลำดับที่ ๑๐ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการเยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
ผมกำลัง ดำเนินการได้ทราบเจตนารมณ์เป็นเบื้องต้นแล้ว
โอเค (OK) ค่ะ ท่านประธานรับทราบแล้วนะคะ ทีนี้จะขออนุญาตใช้ตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๔๙ ในการเสนอเรื่องรวมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ก็ได้ทราบ เจตนารมณ์ของท่านสมาชิกแล้วตั้งแต่ตอนท่านอภิปราย ท่านได้ยื่นความจำนงไว้แล้วนะครับ ลำดับที่ ๑-๙ เป็นญัตติที่เสนอมาเพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนญัตติตามตารางจัดกลุ่มญัตติ กลุ่มที่ ๓ ลำดับที่ ๑๐ เป็นญัตติที่เสนอมาเพื่อส่งให้รัฐบาล ไปพิจารณาดำเนินการ แต่เนื่องจากท่านสมาชิกผู้เสนอญัตติตามตารางจัดกลุ่มญัตติ กลุ่มที่ ๓ ลำดับที่ ๑๐ คือ ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้แถลงเหตุผล วัตถุประสงค์จะขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติดังกล่าวด้วย ดังนั้นเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาผมเห็นสมควรให้ส่งญัตติตามตารางจัดกลุ่มญัตติที่ ๓ ลำดับที่ ๑๐ ไปให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งกำลังจะตั้งขึ้นไปพิจารณาในคราวเดียวกัน คิดว่าที่ประชุมคงไม่มี ใครเห็นเป็นอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าที่ประชุม ไม่มีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมก็ขอดำเนินการต่อเลยนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจาก ที่ประชุมว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติทั้ง ๑๐ ฉบับหรือไม่ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
ท่านประธานครับ
ท่านจุลพันธ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมรับฟังการอภิปรายมาตั้งแต่ช่วงบ่ายในเรื่องญัตติการศึกษาการแก้ไขหนี้ กยศ. นะครับ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเสียงของสภาค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ในการให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการนะครับ ผมเสนอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘๘ ตั้งได้เลยครับ ถ้าเกิดว่าไม่มีผู้ใดเห็นค้านครับ
ท่านจุลพันธ์ เสนอให้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านผู้ใด เสนอเป็นอื่น ก็ขอดำเนินการต่อเลยนะครับ ถ้าไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอื่นก็ขอให้ท่านสมาชิก กำหนดคณะกรรมาธิการนะครับ ทางวิป (Whip) เพราะตอนนี้ไม่มีความเห็นเป็นอื่นแล้วนะครับ ก็ให้ทางตัวแทนวิป (Whip) รัฐบาลเสนอจำนวนกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอ จำนวนกรรมาธิการ ๔๙ คน ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ สัดส่วนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ หารือนิดเดียวครับ
เชิญท่านวิโรจน์
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ มีการเสนอญัตติเป็นข้อ ๘๘ นี่ถือว่าเป็นญัตติหรือไม่ครับ
เป็นการเสนอ ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘
เป็นญัตติไหมครับ
ไม่ได้เป็น ญัตติครับ
เพราะไม่เช่นนั้นต้องมี ผู้รับรองนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะตั้งไม่ถูกต้องนะครับ ผมรบกวนท่านปรึกษาหารือครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ
ท่านจุลพันธ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ผมไม่ได้เสนอ เป็นญัตติครับ ผมเป็นการเสนอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘๘ ในการดำเนินการ ประชุมต่อครับ มิได้เป็นญัตติที่จะต้องมีการรับรองครับ
ผมก็ยืนยัน ไปแล้วนะครับว่าไม่ได้เสนอเป็นญัตติ แต่ว่าเสนอให้ประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพราะว่า ที่ประชุมมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมดแล้ว ดำเนินการต่อนะครับ คณะรัฐมนตรีจะตั้ง กรรมาธิการในสัดส่วนของรัฐมนตรีหรือไม่ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการบริหาร จัดการการชำระหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ
ท่านรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตแจ้งจำนวนสัดส่วนของกรรมาธิการให้ทราบก่อนนะครับ ที่ประชุม กำหนดให้มีกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๔๙ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๒ ท่าน ขอแจ้งสัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมืองให้ท่านได้ทราบนะครับ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่าน พรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๖ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๔ ท่าน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน พรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน ๑ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๒ ท่าน ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒. นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ๓. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๔. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ๕. ศาสตราจารย์สัมพันธ์ ฤทธิเดช ๖. นางสาวนุชนภา รื่นอบเชย ๗. นายภพ เอครพานิช ๘. นางภัทรพร วรทรัพย์ ๙. นายวรัชญ์ เพชรร่วง ๑๐. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๑๑. นายศันสนะ สุริยะโยธิน ๑๒. นายอำนวย ยุติธรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ
ต่อไปสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน ดังนี้ ๑. นายบุญฐิน ประทุมลี ๒. นางสมหญิง บัวบุตร ๓. นายเกษม อุประ ๔. นายธนกร ไชยกุล ๕. นางสาวจิราพร สินธุไพร ๖. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๗. นายประเสริฐ บุญเรือง ๘. นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ๙. นายสุรสาล ผาสุข ๑๐. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางเจริญ เรี่ยวแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน ๙ ท่าน ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ๑. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ๒. นายศิริพงษ์ รัสมี ๓. นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ๔. นายจีรเดช ศรีวิราช ๕. นายพรชัย อินทร์สุข ๖. นายนัทธี ถิ่นสาคู ๗. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๘. นางสาวเพชรชมพู กิจบูรณะ ๙. นายพจน์ เจริญสันเทียะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เชิญพรรคอนาคตใหม่ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหา การชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๒. นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ๓. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๔. นายภาคภูมิ แสงกนกกุล ๕. นายยอดพล เทพสิทธา ๖. นายณัฐพงษ์ พานิชศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๒. ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๓. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ๔. นายกิตติศักดิ์ พ้นภัย ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเป็นสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่านครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบ และ หาทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน ท่านแรก นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๒. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ๓. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ๔. ดอกเตอร์พะโยม ชิณวงศ์ ขอผู้รับรองค่ะ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอชื่อนายเสน่ห์ ขาวโต ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เชิญพรรคเสรีรวมไทยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา และตรวจสอบหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน ๑ ท่าน ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย คือ นายพิทักษ์ สันติวงศ์สกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เชิญพรรคประชาชาติครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในสัดส่วนของ พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน คือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคเศรษฐกิจใหม่ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน ๑ ท่านครับ คือ นายสุริยันต์ สุริยะโชติกุล ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปขอเชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง ในการบริหารจัดการการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน ๔๙ คน ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒. นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ๓. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๔. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ๕. ศาสตราจารย์สัมพันธ์ ฤทธิเดช ๖. นางสาวนุชนภา รื่นอบเชย ๗. นายภพ เอครพานิช ๘. นางภัทรพร วรทรัพย์ ๙. นายวรัชญ์ เพชรร่วง ๑๐. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๑๑. นายศันสนะ สุริยะโยธิน ๑๒. นายอำนวย ยุติธรรม ๑๓. นายบุญฐิน ประทุมลี ๑๔. นางสมหญิง บัวบุตร ๑๕. นายเกษม อุประ ๑๖. นายธนกร ไชยกุล ๑๗. นางสาวจิราพร สินธุไพร ๑๘. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๑๙. นายประเสริฐ บุญเรือง ๒๐. นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ๒๑. นายสุรสาล ผาสุข ๒๒. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ๒๓. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ๒๔. นายศิริพงษ์ รัสมี ๒๕. นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ๒๖. นายจีรเดช ศรีวิราช ๒๗. นายพรชัย อินทร์สุข ๒๘. นายนัทธี ถิ่นสาคู ๒๙. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๓๐. นางสาวเพชรชมพู กิจบูรณะ ๓๑. นายพจน์ เจริญสันเทียะ ๓๒. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๓๓. นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ๓๔. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๓๕. นายภาคภูมิ แสงกนกกุล ๓๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดพล เทพสิทธา ๓๗. นายณัฐพงษ์ พานิชศิริ ๓๘. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๓๙. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๔๐. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๔๑. นายกิตติศักดิ์ พ้นภัย ๔๒. นายพะโยม ชิณวงศ์ ๔๓. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ๔๔. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ๔๕. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๔๖. นายเสน่ห์ ขาวโต ๔๗. นายพิทักษ์ สันติวงศ์สกุล ๔๘. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ๔๙. นายสุริยันต์ สุริยะโชติกุล ค่ะ
ขอบคุณ ท่านเลขาธิการครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลา ในการพิจารณาทั้งหมด ๖๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรอง ถูกต้อง มีท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าท่านสมาชิก ไม่มีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็แสดงว่าการพิจารณาในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ท่านสมาชิกครับ เราได้ประชุมกันมายาวนานติดต่อกันสัปดาห์นี้ ๓ วันเต็ม ๆ และวันนี้ก็ได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อลูกหลานเยาวชนของชาติ ของประเทศเรา ผมในนามสภาผู้แทนราษฎร ในนามประธานสภา ขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ได้เวลาอันสมควรขอปิดการประชุมครับ