สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีอัตราค้างชำระสูงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยการยกเลิกภาระผู้ค้ำประกัน ลดหรือไม่คิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ปรับโครงสร้างการชำระหนี้ให้ยืดหยุ่น และเสนอให้เปลี่ยนการกู้ยืมเป็นทุนการศึกษาสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาขาดแคลน รวมถึงผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการปรับลดดอกเบี้ยและแนวทางชำระหนี้ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยร่วมพิจารณาการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาระทางการเงินและสังคมอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี สังกัดพรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมจะขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรับลดดอกเบี้ย และวิธีการ ชำระหนี้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางที่เหมาะสม ในการที่จะเยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุน
ด้วยในขณะนี้การกำหนดหลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือ กยศ. นั้น ต้องชำระหนี้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าลูกหนี้ หลายรายไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่สูงเกินไป จะชำระหนี้ได้ ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้มีความต้องการที่จะชำระหนี้ แต่ด้วยปัญหาสภาวะปัจจุบันนั้น เนื่องจากรายได้หรือภาระหนี้สินที่มีอยู่แล้วนอกระบบ หรือสิ่งต่าง ๆ หรือภาระครอบครัว จึงทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ครับ ผมในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตามนโยบายของ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้พยายามที่จะโน้มให้เห็นถึงความเดือดร้อน ของประชาชนในเรื่องของกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะนโยบายของกองทุนนั้นอยู่แล้วนะครับ เราต้องยึดหลักว่าด้วยหลักการเหตุผลนั้น การช่วยเหลือทางด้านกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษานั้นเป็นบริการทางสาธารณะทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าถึง แหล่งทุน เพื่อความเสมอภาค เพื่อความเท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาคน และคนเป็นเครื่องมือ ของการพัฒนาประเทศ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นไปในเรื่องของปากท้อง เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องปัญหา ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ซึ่งผมจะให้เห็นตัวเลข
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ซึ่งก็ได้กล่าวกันโดยทั่ว ๆ ไปแล้วครับ เหมือน ๆ กันกับผู้อภิปราย ผมเชื่อว่าตัวเลขนี้คงจะเป็นตัวเลขที่ชัดเจนที่จะสะท้อนให้เห็น ถึงว่า ๑. หนี้ที่ปล่อยไปแล้วประมาณ ๖ ล้านราย ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ตัวเลข ที่เป็นหนี้ค้างที่มีปัญหาอีกตั้ง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้ที่สามารถผ่อนชำระได้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกนะครับ ถ้าเราเป็นคุณครูเราออกข้อสอบเด็กตกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องทบทวนข้อสอบว่าออกกันอย่างไร กฎเกณฑ์เป็นอย่างไรคนถึงติดหนี้ ปัญหาก็เหมือนกับครับ กองทุนก็พูดถึงปัญหาไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาหรือเรื่องของกรอบเวลา เรื่องของไม่มีวินัย ส่วนใหญ่ก็จะพูดเหมือนกัน แต่ทางฝั่งของเด็กก็เช่นเดียวกันว่าปัญหา จะเกิดขึ้นจากเขาไม่มีวินัยหรือสิ่งต่าง ๆ นั้น พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เราไปเดินหาเสียงกันมา ได้รับความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาที่เป็นกำลังแรงงานของประเทศชาติ ผมอยากให้ท่านประธานสภาที่เคารพได้โปรดมองดูนะครับว่า วันนี้เด็กอายุ ๒๐-๔๐ ปี ต้องเป็นหนี้สิน มีความเดือดร้อน และวัยนี้เป็นวัยกำลังสร้างประเทศชาติ เรากำลังจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัย ประชากร ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัย แล้วเด็กในวันนี้เป็นคนที่กำลังจะสร้าง ชาติกลับเป็นหนี้สิน สุขภาพร่างกายก็แล้ว เศรษฐกิจอีกจะต้องหารายได้ เป็นกำลังทรัพยากร ของประเทศชาติ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ดูสิครับว่าหนี้ผิดปกติถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่าตกใจครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ วันนี้ในนามของพรรคภูมิใจไทยถึงพยายาม จะเสนอนโยบายของพรรคว่า ๑. ปลดภาระผู้ค้ำประกันเสีย ผู้ค้ำประกันส่วนใหญ่ก็เป็นคน ในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เสีย ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีอยู่บ้างนิดหน่อยครับ นอกจากนั้นก็จะเป็นคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง หรือครูบาอาจารย์ ๒. ไม่มีดอกเบี้ย อย่างที่เราบอกว่าการนี้เป็นเรื่องบริการสาธารณะ จริง ๆ แล้วเราคิดว่าควรไหมที่จะมาเก็บ ดอกเบี้ย และในวันนี้กองทุนก็แข็งแรงเท่าที่ทราบนะครับ กองทุนสามารถที่จะพัฒนาขึ้นมา ปีนี้สามารถมีหนี้ผ่อนเขาเก็บมาได้ถึง ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันที่ปล่อยเป็นเพียง ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น และมีการพัฒนาองค์กรจากการที่เราได้พูดคุยปรึกษากัน รับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๒ ไปนั้น พรรคภูมิใจไทยได้จัดรับฟังความคิดเห็น จากทุกภาคส่วน ทั้ง กยศ. ทั้งผู้ที่เดือดร้อน ผู้ค้ำประกัน ลูกหนี้ ซึ่งจะเห็นเลยว่าผู้ค้ำประกัน ทุกคนมีแต่น้ำตามาทั้งนั้นเลยครับ ด้วยความเดือดร้อนของทุก ๆ ฝ่าย เดือดร้อนใหญ่ที่สุด ก็คือเรื่องเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ไม่ค่อยเดือดร้อนกัน ผมว่าจริง ๆ ถูกเสียด้วยซ้ำไป ดี เหมาะสม แต่ถ้าไม่มีได้ก็ยิ่งดี เพราะเป็นการให้ยืม และโดยเฉพาะวันนี้เราจะนำเสนอ แนวทางแก้ไข ฉะนั้นเบี้ยปรับเป็นเรื่องที่เดือดร้อน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ก็แล้ว ขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์หลังจากผิดนัดชำระหนี้ ๑ ปี แต่ขณะนี้ก็ลดลงมาเหลือแค่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เดือดร้อนมาก บางคนบอกว่าเป็นหนี้อยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เบี้ยปรับไปถึงเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไม่ตรงจุดก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนการผ่อนชำระ ๑๐-๑๕ ปีนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือที่บอกกันว่าระยะนี้นักศึกษาที่จบมาพักชำระหนี้ เพียง ๒ ปีนั้น ก็ไม่เพียงพอครับ ส่วนในมุมหนึ่งที่เป็นหลักคิดของพรรคภูมิใจไทยก็คือ ให้ทุนเลยครับ เพราะการให้ทุนนั้นก็เหมือนกับให้คนเรียนดี เรียนเก่งที่จะให้ทุนการศึกษา ส่วนที่ ๒ ให้ยืม ให้ยืมโดยไม่ต้องคิดดอกเบี้ย ก็เป็นการคืนเฉพาะเงินต้น ส่วนที่ ๓ คือให้กู้ยืม ซึ่งเรากำลังใช้ในปัจจุบันนี้ครับ ก็ควรที่จะเลือกได้หลายวิธีการ มีช่องทางหลาย ๆ อย่าง เป็นเรื่องที่ กยศ. ได้ดำเนินการไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดเบี้ยปรับในอัตราที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าใครมาชำระก่อน หรือชำระทั้งหมดก็ลดให้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ ๒ ลดแล้วอีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์สามารถที่จะปรับเข้าสู่ระบบได้แล้วก็ทำให้หนี้ในสถานการณ์ปกติ พักชำระหนี้ ๑ ปี หรือปรับอัตราดอกเบี้ยลงมาจาก ๑๒-๑๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ลดเบี้ยปรับหรือลดหย่อนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าทาง กยศ. ก็ได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะเรียกลูกหนี้หรือลดหย่อนให้แล้ว แต่ประเด็นหลักก็ยังไม่สามารถที่จะช่วยแก้ไขได้ เพราะเราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จากปัญหาที่ พูดคุยกับทาง กยศ. ก็บอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ กยศ. นั้นเป็นหน่วยงานนิติบุคคลที่อยู่ ในการกำกับดูแลของภาครัฐหรือกระทรวงการคลังไม่สามารถจะยืดหยุ่นได้ โดยเฉพาะหนี้วันนี้ ท่านครับ คนเป็นหนี้ที่ถูกฟ้องแล้วถึง ๑,๖๐๐,๐๐๐ ราย น่าตกใจครับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นแบงก์ธรรมดาก็คงแย่แล้ว
อีกอันหนึ่งลูกหนี้ที่กำลังถูกยึดทรัพย์ตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นไปได้อย่างไรครับ แล้วกฎหมายก็กำหนดอีกว่าต้องยึดทรัพย์ให้เสร็จภายใน ๑๐ ปี ไม่อย่างนั้นก็ขาดอายุความ กยศ. ทำอะไรไม่ได้ ขอขึ้นสไลด์ (Slide) อีกนิดหนึ่งครับ คือนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ท่านคลิก (Click) ตาราง ๓ แผ่นนะครับ เห็นไหมครับ ประเด็นหลักที่พรรคภูมิใจไทย พยายามที่จะเสนอแนวทางการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา อาจจะแก้ไขเพิ่มเติม เราต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถ้าพูดกันไปเพราะเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีเดียวก็คือถ้าจะแก้ก็ต้องแปลงหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็บอกว่าเราจะได้เอาจำนวน หนี้ที่มีอยู่ของกองทุนการศึกษาอีกประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้าน เราทำไมไม่คิดว่า อย่างมาตรา ๕ เรากำหนดบอกว่า โดยให้ผู้กู้ยืมเลือกที่จะทำงานมาชำระหนี้แทนการชำระหนี้ ซึ่งผมเชื่อว่า ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้ลูกหนี้ดี ๆ อยากจะเข้ามาทำงานหรือชดใช้ด้วยวิธีการอะไรก็ตาม อาจจะเป็นเงื่อนไขที่กำหนดตามวิธีการของหลาย ๆ ภาคส่วนมาพูดคุยกัน
อีกส่วนหนึ่งคือมาตรา ๖ กำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่มีผลการเรียน อันนี้ก็เป็นทุนการศึกษา คนที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ ๑ หรือจะร่นมาอีก เกียรตินิยมอันดับ ๒ ที่มีผลการเรียนดีก็แปลงหนี้หรือปรับให้เป็นทุนการศึกษา หรือหมดชำระหนี้ไปในตัว ยิ่งตอนนี้ประเทศชาติกำลังต้องการสาขาขาดแคลนก็ควรจะมี ระบบระเบียบให้ใครก็ตามที่เรียนในสาขาที่ขาดแคลนใน ๑๐ สาขาที่อีอีซี (EEC) ต้องการ หรือ ๓ สาขาที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สิ่งเหล่านี้เราสามารถจะแปลงหนี้ เพื่อที่จะให้มีการชำระหนี้แทนก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เราอยากจะเอาลูกหนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คนที่ผ่านมาทั้งหมดในรอบ ๑๐ ปีที่ถูกดำเนินคดี หรือลูกหนี้ที่กำลังจะถูกยึด ทรัพย์ขายทอดตลาดใน ๑๐ ปีนี้ เป็นเรื่องที่เร่งด่วน ท่านประธานสภาที่เคารพ เป็นเรื่องที่เรา ต้องรีบแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนในเรื่องของกฎหมายเพื่อให้ กยศ. นั้นสามารถที่จะ ดำเนินการช่วยเหลือหรือเยียวยาได้ ดังนั้นในวันนี้กระผมเห็นว่าสมควรแล้วเป็นเรื่องด่วน เพื่อที่จะให้สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้ทุกคนลดความเหลื่อมล้ำ ลดปัญหาหนี้สิน หนี้สินครัวเรือน หรือหนี้สินต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป หรือเพื่อให้เยาวชนที่เป็นกำลังของ ประเทศชาติในวันนี้มีโอกาส ถึงเวลาแล้วครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพได้โปรดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรับลด ดอกเบี้ย ทั้งค่าปรับ ระยะเวลา หรือต่าง ๆ เพื่อให้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการที่จะ เยียวยาและช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุนต่อไป ขอบพระคุณมากครับ