กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ขอขอบคุณประธานสภาและสมาชิกที่ร่วมลงชื่อ ๒๒ ท่าน เพื่อเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขปัญหาหนี้ กยศ. โดยชี้ว่าปัญหาหลักคือผู้กู้จำนวนมากไม่มีงานทำจึงชำระคืนไม่ได้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไข รวมถึงหารือประเด็นเงื่อนไขการชำระหนี้ เช่น ระยะเวลผ่อนชำระและดอกเบี้ย พร้อมเสนอให้สถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการหาทางออกโดยรักษาหลักวินัยทางการเงิน
ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ จัดให้มีการประชุมสภาวาระพิเศษในวันนี้ เพื่อให้นำญัตติที่ค้างสภาเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุม ญัตติที่ผมเสนอในวันนี้เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษา ตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เรียกอักษรย่อว่า กยศ. และต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้ร่วมลงชื่อ รวมทั้งหมด ๒๒ ท่านตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสภา ให้ผมได้สามารถยื่นญัตติ เกี่ยวกับหนี้ กยศ.
ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมได้ยื่นญัตติต่อสภาแห่งนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่ากองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา เรามีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงบัดนี้ ผมมีข้อมูลว่ามีนักศึกษาที่ได้รับโอกาส ทางการศึกษาได้รับเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้วประมาณ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าราย และทาง กองทุนได้ให้กู้ยืมไว้แล้วประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผู้กู้ยืมอยู่ระหว่างการชำระหนี้ ๓,๕๖๙,๐๐๐ กว่าคน ชำระหนี้ปกติประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่ในระหว่างการชำระหนี้ ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สำคัญที่สุดก็คือว่ามีลูกหนี้ที่ถูกฟ้องคดีไปแล้วประมาณ ๑ ล้านคน เหตุผลที่ต้องยื่นญัตติ เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาหนี้ กยศ. เพราะมีลูกหนี้ที่ผิดนัดจำนวนมาก ประกอบกับจะทำอย่างไรให้กองทุนมีโอกาสได้รับชำระหนี้ และลูกหนี้ที่ค้างชำระมีโอกาส ที่จะใช้หนี้คืนให้กับกองทุน แต่ต้องขอบคุณว่าในส่วนของลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงินชำระหนี้ ให้กับ กยศ. ไปแล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ราย อันนี้ต้องขอขอบคุณสำหรับลูกหนี้ที่ได้ปฏิบัติ ตามระเบียบของ กยศ. แต่ว่าคณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งเพื่อศึกษากับคนอีก ๓ ล้านกว่าคน ที่มีปัญหา แล้วก็เป็นการศึกษาเพื่อจะไม่ให้กระทบและหาทางออกให้กับบุคลากรของ ประเทศนี้ที่กำลังศึกษาแล้วก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ต้องกู้ยืมเงินจากกองทุน กยศ. มาเป็น ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนในชั้นระดับอุดมศึกษา ด้วยเหตุผลเพราะว่าถ้าหากเราไม่รีบศึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้จะกลายเป็นปัญหาสะสม เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้เพราะตอนนี้ลูกหนี้ ที่ถูกฟ้องจำนวนประมาณ ๑ ล้านราย และอีก ๓ ล้านกว่าคนที่อยู่ในระหว่างการชำระหนี้นี้ แนวโน้มด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่อย่างนี้กองทุนอาจจะได้รับเงินคืนน้อย ปัญหาเหล่านี้ เราต้องศึกษาทั้งปัญหาระยะยาวและปัญหาระยะสั้น ก่อนที่ผมจะไปถึงตรงนั้นผมขอเรียน ท่านประธานครับว่าปัจจุบันนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ มีคณะกรรมการประมาณ ๑๑ ท่าน มีอำนาจ หน้าที่ในการกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์การให้กู้ยืมและการชำระหนี้คืน ก่อนที่ผมจะยื่นญัตติ ต่อสภาแห่งนี้ ผมได้รับการร้องเรียนเพื่อมาสะท้อนปัญหาหลาย ๆ อย่าง ต้องยอมรับว่า คนเราเกิดมามีสถานะทางครอบครัวที่แตกต่างกัน ความโชคดีในการจบการศึกษา หลังจากที่ ศึกษาในชั้นอุดมศึกษาจบมาแล้วบางคนโชคดีมีงานทำสามารถที่จะชำระหนี้ให้กับกองทุนได้ ตามระเบียบที่ กยศ. ได้กำหนดไว้ แต่บางคนจบออกมาแล้วก็ยังไม่มีงานทำ ผ่านไปแล้วหลายปี ก็ยังหางานทำไม่ได้ ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้รัฐเองมีหน้าที่ให้การศึกษาให้กับบุคลากรของ ประเทศให้มีระดับการศึกษาสูงขึ้น เราจะผลักภาระหนี้ที่ใช้สำหรับการศึกษาให้กับบุคลากร ของประเทศนี้เพียงฝ่ายเดียว ผมว่ายังไม่เป็นธรรม สภาแห่งนี้จึงเห็นสมควรที่จะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาหนี้ของ กยศ. ท่านประธานครับ หลาย ๆ เรื่อง ที่ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องที่จบการศึกษาแล้วก็ไม่มีปัญญาชำระหนี้นะครับ ปัญหาสำคัญ ที่สุดก็คือไม่มีงานทำ ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นก็คือว่า หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่าย ๑. ก็คือคณะกรรมการกองทุน นั่นก็คือกองทุน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของกองทุน ๒. ก็คือสถาบันการศึกษา เพราะว่าเขาจะได้รับ ประโยชน์ในเรื่องของการชำระค่าเล่าเรียนในแต่ละเทอม ๓. ก็คือลูกหนี้ ก็คือนักศึกษาที่กู้ยืม เงินของกองทุน ผมเห็นว่าทั้ง ๓ ฝ่ายนี้จะต้องหาทางออกร่วมกัน
ประเด็นแรกก็คือในส่วนของคณะกรรมการ ผมไปดูพระราชบัญญัติกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่มีตัวแทนของสถาบันการศึกษาเป็นคณะกรรมการเลย แต่ว่า เงินกองทุนนี้คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน มีอยู่เคส (Case) หนึ่ง ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนว่าในพื้นที่ของผมเคยมี สถาบันแห่งหนึ่งมีนายหน้าไปหานักศึกษาเข้าเรียน โดยบอกว่าสามารถเรียนโดยใช้ เงินกองทุน กยศ. ปรากฏว่าพอนักศึกษาหลายสิบคนที่สมัครใจจะเข้าเรียนโดยกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาแล้ว พอทำเรื่องกู้เงินเสร็จปรากฏว่าบัตรเอทีเอ็ม (ATM) คนที่เป็นนายหน้า ไม่ได้คืนให้กับเขา เรียนไม่ถึง ๑ ปีอยู่ไม่ได้ครับ แต่ว่าหนี้ที่เขากู้ไปแล้วก็ต้องรับผิด อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรให้สถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ในเรื่องของหนี้ กยศ. ด้วย
ประการต่อมาก็คือในส่วนของระยะเวลาการชำระหนี้ ตามระเบียบของ กยศ. ในเรื่องเงื่อนไขการชำระหนี้คืน ปัจจุบันได้กำหนดระยะเวลา ๒ ปีว่าเมื่อจบการศึกษา ๒ ปีแล้ว หลังจากนั้นต้องชำระหนี้คืน ทำสัญญาผ่อนชำระ ๑๕ ปี ตรงนี้คือปัญหาในภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันนี้ เพราะว่าเงื่อนไขกฎเกณฑ์ ๒ ปีนี้ได้มีการกำหนดมานานแล้ว ผมไปดูรายละเอียดมา การขยายระยะเวลาตรงนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดระยะเวลา โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย แก้ไขพระราชบัญญัติ เป็นไปได้หรือไม่เราจะขยายระยะเวลา ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจเพื่อรองรับบัณฑิตที่กู้ยืมเงินกำลังศึกษาในวันนี้มีโอกาสที่จะ ชำระหนี้ แล้วก็ไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัด ๒. ก็คือระยะเวลาในการผ่อนชำระ ๑๕ ปี เป็นไปได้ หรือไม่เราจะต้องให้มีการยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับสถานะภาวะของแต่ละคนหลังจากจบการศึกษาว่า ผู้ใดที่ไม่มีงานทำอาจจะขยายระยะเวลาให้มากขึ้น สำคัญที่สุดครับท่านประธาน ที่เดือดร้อน กันมากที่สุดก็คือในเรื่องของดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ กองทุนอาจจะอ้างว่าถ้าไม่คิดดอกเบี้ย ไม่คิดเบี้ยปรับอาจจะสร้างลักษณะนิสัยที่ไม่ดีในเรื่องของวินัยทางการเงิน ผมเห็นว่า คณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งนี้ต้องอยู่บนหลักพื้นฐานของการรักษาวินัยทางการเงิน แต่ว่า กองทุนต้องไม่ทำตัวเป็นสถาบันการเงินเสียเอง ปัจจุบันนี้ดอกเบี้ยคิดร้อยละ ๑ ก็ถือว่าไม่มาก แต่ผมดูเหมือนกับว่ากองทุนกำลังเลี่ยงกฎหมาย ก็คือห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โดยใช้คำ ว่า เบี้ยปรับแทนดอกเบี้ย ตรงนี้คือหนักสำหรับคนที่ไม่มีงานทำ หรือมีงานทำภายหลังจากจบ การศึกษาหลายปีแล้วยังต้องผ่อนชำระแบกดอกเบี้ย เบี้ยปรับ บางคนท่วมเงินต้น ผมเคยเห็น หมายศาลที่เขามาหาผมที่กองทุนเขาฟ้อง กู้เงินต้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ปรากฏว่า คิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ วงเงินที่ใช้เป็นจำนวนทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท ด้วยเหตุผลที่ระเบียบของ กยศ. ตอนนี้ก็คือว่า ถ้าค้างดอกเบี้ยไม่เกิน ๑ ปี คิดเบี้ยปรับร้อยละ ๑๒ แต่ถ้าเกิน ๑ ปีคิดร้อยละ ๑๘ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะไม่มีการคิด เบี้ยปรับ ตรงนี้ก็ต้องมาศึกษากันว่าหากกองทุนไม่คิดเบี้ยปรับ ลดเบี้ยปรับ หรือว่าไม่คิดเลย ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ กองทุนจะนำเงินหมุนเวียนมาจากไหน
ประการต่อมาก็คือว่าผู้ค้ำประกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นมาก ท่านประธาน อย่าลืมว่า ๑ ล้านรายที่ถูกฟ้องคดีนั่นคือลูกหนี้ ถ้าบวกผู้ค้ำประกันอีก ๑ คนต่อ ๑ คดี เท่ากับว่าคนที่ได้รับผลกระทบตกเป็นจำเลยประมาณ ๒ ล้านราย กลายเป็นปัญหาสังคม ตอนนี้ เพราะว่าตามระเบียบ กยศ. ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมากำหนดให้นักศึกษาที่ต้องการกู้ยืมเงิน ต้องหาผู้ค้ำประกัน ส่วนใหญ่ผู้ค้ำประกันก็คือเป็นญาติหรือเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ตอนนั้น เซ็นค้ำประกันเพราะเห็นใจลูกศิษย์หรือเห็นใจเพราะเป็นญาติกัน แต่ปรากฏว่าพอเรียนจบ ไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะไม่มีงานทำ ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นญาติก็ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๒ ก็ไปกดดันลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน บางทีก็อยู่ข้างบ้านหรือเป็นญาติกัน ฝ่ายลูกหนี้ที่กู้ก็ไม่มีเงิน ที่จะคืน สุดท้ายลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินก็ไปยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน ทะเลาะกันมีปัญหากัน ไม่พูดคุยกันกลายเป็นปัญหาสังคม ซึ่งผมมองว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะมีทางออก สำคัญที่สุด ก็คืออย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นว่า ในเรื่องของดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ได้รับการร้องเรียนมากที่สุดว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่คิดเบี้ยปรับ หลาย ๆ ท่านมาหาผมเขาบอกว่าเขายินดีที่จะจ่าย แต่ว่า หมดกำลังใจท้อเมื่อเห็นเบี้ยปรับจ่ายเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ๒-๓ วันที่แล้วผมได้รับการร้องเรียน จากคนที่มีอาชีพเป็นครูแล้วก็ผ่อนชำระ กยศ. มาแล้ว หลังจากที่เขาทราบว่าจะมีการยื่นญัตติ อภิปรายเกี่ยวกับ กยศ. เขาฝากบอกว่าเขาผ่อนมา ๑๕ ปีแล้วก็ยังไม่หมด อยากฝากให้มี การศึกษาว่าจะทำอย่างไรในเรื่องของระยะเวลา ในการขยายระยะเวลาการชำระ ผมเห็นว่า ในส่วนของลูกหนี้ที่ถูกฟ้องคดีอยู่ที่ศาลแล้วก็ถูกยึดทรัพย์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้อง หารือแก้ปัญหาในระยะสั้น ผมจึงเห็นว่าสภาแห่งนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อให้บุคลากรของประเทศนี้เรียนออกมาแล้วไม่ได้ตกเป็นจำเลย และแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ค้ำประกัน ถึงเวลาหรือยังที่ กยศ. จะไม่ต้องมี การค้ำประกันเหมือนเช่นต่างประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานครับ