ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาหนี้ กยศ. โดยแบ่งกระบวนการกองทุนเป็นสามช่วง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการกู้ยืม พร้อมตั้งข้อสังเกตจากประสบการณ์ส่วนตัวถึงความยากลำบากในการพิสูจน์ความจนและการต้องใช้แรงงานแลกทุน ซึ่งก่อให้เกิดภาระและความเหลื่อมล้ำ จึงเรียกร้องให้ทบทวนกระบวนการใช้คืนหนี้อย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวิกฤตสังคม พร้อมเสนอแนวทางจากต่างประเทศเพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้กู้
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ จากชาวบางขุนเทียนนะครับ วันนี้ขออนุญาต อภิปรายในญัตติสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของหนี้ กยศ. นะครับ เนื่องจาก ผมก็คือ ๑ ในลูกค้าของกองทุนแห่งนี้และผมก็คือผลผลิต ผลพวงจากกองทุนแห่งนี้ที่จบ การศึกษามานะครับ ผมขออธิบาย ๓ ขั้นตอนง่าย ๆ ของกองทุนนี้นะครับ ก็คือก่อนที่จะเข้า รับกองทุนคุณสมบัติเป็นอย่างไร แล้วก็ช่วงที่ได้รับกองทุนแล้วขั้นตอนต่อไปในปีถัดไป ของปีการศึกษา แล้วก็ช่วงที่ ๓ ก็คือช่วงหลังจากกู้ยืมเสร็จแล้วก็คือช่วงใช้จ่าย
ขั้นแรกก่อนเข้าถึงกองทุนแห่งนี้คุณสมบัติต่าง ๆ ของผู้กู้มีขั้นตอน มีคุณสมบัติต่าง ๆ มากมาย นั่นก็คือคุณสมบัติของความจน ผมไม่ได้กู้ตลอดรอดฝั่งเนื่องจาก ช่วงแรกเป็นเด็กจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนศึกษาในกรุงเทพมหานคร ช่วงแรกไม่รู้จัก ข้าราชการท่านใดที่จะมาเซ็นรับรองให้ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนเซ็นค้ำแต่ก็ยังคุณสมบัติไม่ครบ ต้องมีข้าราชการเซ็นรับรองความจน ความจนของผมยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดกับ สถาบันการศึกษายังกู้ไม่ได้ในช่วงแรก ความลำบากยากจนครั้งนั้นทำให้เก็บความรู้สึก มาตลอดว่าความจนของเราในบ้านนี้เมืองนี้ในประเทศของเรา การที่จะเข้าถึงการศึกษา ความจนต้องประจานตนเองเพื่อรับสิทธิใช่หรือไม่ ในขณะนั้นไม่มีข้าราชการที่รู้จักก็ไม่สามารถ กู้ได้ในช่วงแรกก็ต้องไปทำงานแลกเงินเพื่อที่จะแลกการศึกษาเข้ามา หลังจากนั้นก็พยายาม เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครหาคนรู้จักครูบาอาจารย์ ปีที่ ๒ ก็มีคนเซ็นค้ำประกันความจนให้ ถึงได้กู้ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขขั้นตอนของกองทุนแห่งนี้ยังมีตกหล่นอย่างไร ประการใด กรรมาธิการนี้ควรศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมแล้วก็คิดถึงคนที่อยู่ในประเทศนี้ การที่จะเข้าถึงระบบ การศึกษาไม่ควรที่จะมีขั้นตอนกระบวนการเยอะแยะมากมายอย่างนั้น คนที่จะมาพิจารณาว่า ใครจน ใครรวย ใครเข้าข่าย ใครไม่เข้าข่าย เขามีคุณสมบัติอย่างไร และเมื่อท่านได้เข้าสู่ กระบวนการได้ผ่านการพิจารณาให้กู้ยืมทางการศึกษาแล้วก็จะมีช่วงเวลาของระหว่าง การกู้ยืม จะมีเงินช่วยเหลือในขณะนั้นที่ผมได้รับอยู่ก็คือเดือนละ ๒,๒๐๐ บาทในปีแรก แต่ปีถัดไปก็จะต้องมีขั้นตอน หลาย ๆ มหาวิทยาลัยหรือหลาย ๆ วิทยาลัย หลาย ๆ โรงเรียน มีกระบวนการขั้นตอนแตกต่างกัน กระบวนการขั้นตอนเหล่านั้นก็คือจะต้องไปทำคุณงาม ความดี จะต้องไปกวาดลานวัด จะต้องไปเก็บหนังสือโน่นนี่นั่น เก็บชั่วโมงมา ๕๐ ชั่วโมง ต่อเทอม โน่นนี่นั่นต่อเทอม ขอโทษนะครับผมไม่ได้ว่าว่ากิจกรรมต่าง ๆ ไม่ดี แต่กองทุนนี้คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฟังช้า ๆ ชัด ๆ นะครับ เงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาค ทำไมเราต้องมี ขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ มากมาย จะต้องไปกวาดลานวัดกี่วัดถึงจะเข้าข่าย ปีถัดไปถึงจะ ได้รับโอกาส จะต้องไปเก็บกวาดโน่นนี่นั่นเบียดเบียนเวลาเรียนเท่าไรเพื่อที่จะได้รับโอกาส กู้ยืม แต่กลับกันครับเพื่อนคนอื่นที่เขามีทุนมากกว่าผมไม่ต้องกู้ยืมเขาก็สามารถใช้เวลาว่าง ตรงนั้นไปอ่านหนังสือ ไปเรียนพิเศษ ไปหาความรู้เพิ่มเติม นี่คือการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ของกระบวนการใช่หรือไม่ เหตุใดการกู้ยืมคือการเอาเงินของเราในอนาคตมาพยายามผลักดัน ให้เรามีความรู้ มีความสามารถ มีการศึกษาที่สูงขึ้น จะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ขณะนั้นกระบวนการน่าสนใจนะครับ และผมอยากให้กรรมาธิการนี้วิเคราะห์เชิงลึกว่ากระบวนการระหว่างที่กู้ยืมการศึกษา สถาบันการศึกษาควรตั้งกฎกติกาเองกันหรือไม่ ควรที่จะกระทำอย่างนี้หรือเปล่า น่าสนใจนะครับ ตรงนี้ เพราะว่าผมคือผู้ประสบจริง ๆ เวลาเรียนเงิน ๒,๒๐๐ บาทในขณะนั้นก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากผมจะต้องเช่าห้องอยู่ เช่าห้องอยู่เดือนละ ๑,๒๐๐ บาทเข้าไปแล้ว ที่เหลือก็ต้อง เอาไปทำงานพาร์ตไทม์ (Part time) ในร้านสะดวกซื้อ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลา พาร์ตไทม์ (Part time) และยังต้องเอาเวลาไปทำคุณงามความดีอะไรของที่แต่ละ สถาบันการศึกษาเขากำหนดขึ้นมาอีก ทำให้เราเสียโอกาสตรงนั้นไป นี่ฝากไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ หลังจากกู้ยืมเสร็จจะต้องใช้หนี้คืน เนื่องจากว่าเราเอาเงิน ในอนาคตของเรามาใช้ก่อนเพื่อการศึกษาในการอยู่ในประเทศนี้ การใช้หนี้คืนครับ ปลอดหนี้ ๒ ปี ผมจบการศึกษาเมื่อปี ๒๕๕๔ แล้วก็ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ทำไปได้แค่เพียง ๑ ปี ก็ต้องเข้ารับราชการทหารในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ จับสลากได้ใบแดงไปเป็นทหารอยู่ ๑ ปี แล้วก็ปลดประจำการออกมาในปี ๒๕๕๖ ระยะเวลาปลอดหนี้แทบจะหมดไปแล้ว ปี ๒๕๕๗ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเหมือนเดิม กะว่าทำ โอที (OT) มากขึ้นจะได้ใช้หนี้ที่เราเอาเงินในอนาคตมาใช้ แต่ระบบเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ปี ๒๕๕๗ มีการปฏิวัติรัฐประหารเศรษฐกิจฝืดเคือง การทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ปกติทำได้ วันจันทร์-วันศุกร์ เลิกงาน ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม แต่ละองค์กรแต่ละบริษัทต้องรัดเข็มขัดเนื่องจาก เศรษฐกิจไม่นิ่ง ทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ได้แค่วันเว้นวันลดค่าใช้จ่าย บีบโอเวอร์ไทม์ (Overtime) เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้ทำ ฐานเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ค่าใช้จ่ายมากมาย อยู่ในครอบครัวคุณแม่ ๑ คน พี่สาว ๑ คน และตัวผม นี่คือชีวิตของผมบางส่วนที่นำมา ถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนว่าหากมีคนที่มีกระบวนการเฉกเช่นอย่างนี้เขาไม่ได้ตั้งใจ เจตนาที่จะเบี้ยวหนี้ แต่กระบวนการแต่ละกระบวนการสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สอดคล้องกับรัฐบาล สอดคล้องกับเหตุการณ์การเมือง ผมไม่ได้โทษสถาบันการเมือง ผมไม่ได้โทษเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามา ผมพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็มีการทยอยใช้หนี้มาเรื่อย ๆ แต่ผมอยากให้กระบวนการที่ ๓ ตรงนี้ ก็คือกระบวนการหลังจากกู้ยืมเสร็จมีการพิจารณา จากองค์ประกอบอื่น ๆ ผมยกตัวอย่าง ประเทศบรูไน เขาบอกว่าการชดใช้คืนกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาเป็นไปตามรัฐกำหนดและมีข้อยกเว้น ดังนี้ ๑ ๒ ๓ แต่ข้อที่น่าสนใจคือข้อ ๓ เมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจให้เลื่อนการจ่ายชั่วคราวไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ รัฐเป็นเจ้าของถือสถานะเป็นเจ้าหนี้สูงสุด เป็นนายใหญ่สูงสุดของ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นนายใหญ่สูงสุดของเจ้าหนี้ ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น รัฐบาลก็คือผู้ควบคุมสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ สถานะของประชาชนในประเทศ ทั้ง ๒ อย่าง ทั้งเจ้าหนี้และผู้ที่กำหนดทิศทางก็คือรัฐบาลเหมือนกัน ควรที่จะคิดคำนึงถึงว่า ประชาชน ผมยกตัวอย่างตัวเลขประชาชนที่ยังมีหนี้เสียอยู่ปัจจุบัน ๒,๒๖๔,๒๙๘ ราย ที่ผิดนัดชำระหนี้ ท่านประธานครับ เราอย่าไปมองว่าคนที่ผิดนัดชำระหนี้เขาเลวอย่างนั้น เขาเลวอย่างนี้ ไม่ใช่ เรามามองดี ๆ ว่า ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนจำนวนมากมายขนาดนี้ เราควรที่จะลงไปดูว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นที่เขาไม่อยากใช้หนี้ ความรู้สึกนึกคิดของความเป็นคน ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากโกงคน เกิดคลอดออกมาแล้วตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาที่จะโกงเขาเลย ไม่มี แต่วันนี้การใช้ชีวิตของประชาชนยากลำบาก นี่ผมยกเหตุการณ์ตัวอย่างเมื่อสักครู่คือของผม แต่มีอีกหลาย ๆ คนที่เผชิญปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแล้วก็ไม่ ประสบความสำเร็จ ขายของแล้วขายไม่ดี ขายของแล้วเจ๊งไม่ได้ทำธุรกิจในห้างร้านบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้ทำโอเวอร์ไทม์ (Overtime) อาจจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้บริหารองค์กร บอกว่าไม่ให้ขายมัดมือมัดเท้าไม่ให้ขาย เคยเปิดร้านขายลูกชิ้นก็บอกว่าจะต้องใช้ ความสะอาด ไม่ให้ขายขึ้นมาเขาก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร ค่าใช้จ่ายประจำวันก็มากพอแล้ว แต่ยังต้องมีหนี้ก้อนนี้อยู่ เขาจบการศึกษามาภายใต้พื้นฐานที่ติดลบไม่ได้เป็นศูนย์เหมือนคนอื่น ทำงานได้เงินมาเท่าไรต้องใช้หนี้ย้อนหลังก่อน เนื่องจากเอาเงินในอนาคตออกมาใช้ ไม่ได้ ตีเส้นอยู่ที่ศูนย์เสมอกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ผมอยากให้คิดพิจารณา ให้สอดคล้องกันไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่ผมกล่าวมาข้างต้นก็คือว่าก่อนเข้ากองทุน ระหว่าง กองทุน และหลังจากจบกองทุนไปแล้ว กรรมาธิการนี้อยากให้ศึกษาประเด็นเรื่องนี้ครับ จึงเป็นที่มาถึงการอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา ผมในฐานะลูกค้าของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและในขณะนี้ชำระหนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วนะครับ ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของหลาย ๆ ประเทศ ประเทศออสเตรเลียเขาบอกว่าผู้ที่กู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้วมีผลผูกพันกับมาตรการทางภาษี หากท่านทำงานมีรายได้ที่ดีมีเกณฑ์ที่สามารถชำระหนี้ได้ก็ไปผูกพันกับภาษี หากท่านทำงาน แล้วรายได้มันแสดงต่อประเทศอยู่ว่าร่อแร่ ๆ หาเช้ากินค่ำปากกัดตีนถีบ ท่านยังจะไปบีบรั้ง เอาเป็นเอาตายกับคนกลุ่มนี้หรือ ปัจจุบันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผมไม่ทราบว่า ท่านตั้งเป้าประสงค์อะไรที่จะไปจ้างบริษัทเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เพื่อจะโทรเช้าเย็น ชีวิตเขาลำบากมากพอแล้วครับ ที่ประเทศนิวซีแลนด์เช่นกัน ให้นายจ้างหักเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาได้ตามอัตราคงที่ของเงินกู้ยืมเหล่านี้ รวบรวมจากหน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษี ของทางภาครัฐและมีเกณฑ์รายได้ที่ผู้กู้เขาสามารถใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวัน ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน จะต้องมีรายได้ ๙๐๐,๐๐๐ ตีเป็นเงินไทย ๙๗๒,๑๘๔ บาทต่อปี ถึงจะเข้าข่ายผู้ที่มีภาวะเศรษฐกิจเขาดี ก็คือต้องมีรายได้ขั้นต่ำ ถึงประมาณนี้ถึงจะใช้เข้าเกณฑ์ชำระหนี้ กยศ. และหนี้อีกหลาย ๆ ประเทศที่เป็นตัวอย่าง ให้พวกเรานำมาใช้ วันนี้โลกเปลี่ยนไปหลาย ๆ ประเทศมีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มีกองทุนอุดหนุนเพื่อการศึกษา มีการสนับสนุนเปิดช่องทางให้การศึกษา เพราะเขาเห็นว่า การศึกษาคือขั้นแรกของการลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเกิดคนเรามีวิชาความรู้มีความสามารถ มีช่องทางที่จะทำมาหากินในช่องทางที่ดีขึ้นย่อมเป็นโอกาสของเขาที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้การศึกษาคือขั้นแรกของการลดความเหลื่อมล้ำและผมอยากที่จะ สนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการนี้เพื่อพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ที่อภิปรายมาข้างต้นครับ ขอบพระคุณมากครับ