วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งข้อสังเกตกรณี กยศ. ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันที่ขาดชำระเพียง 800 บาท จนถึงขั้นยึดที่ดิน พร้อมเสนอให้ทบทวนระบบอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการปลดภาระผู้ค้ำประกัน การให้ผู้กู้ค้ำประกันตนเอง การปรับเกณฑ์ผ่อนผันตามรายได้จริง และการยกเลิกเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป เพื่อป้องกันความเดือดร้อนของครูและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการบังคับคดีที่ไม่เป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นที่ผมจะลงรายละเอียดถึงแนวทางที่ผมนำเสนอในการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ผมอยากจะ เล่าถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง กรณี ๆ หนึ่งนะครับ เป็นเรื่องที่ผู้กู้ กยศ. ติดหนี้ กยศ. และจากนั้น ก็มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย จนสุดท้ายครับศาลก็มีคำพิพากษาให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็น คุณพ่อมาชำระหนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบหมด จนมาถึงกระบวนการสืบทรัพย์ เพื่อบังคับคดี ผู้ค้ำประกันซึ่งก็เป็นคุณพ่อก็นำเงิน ๗๖,๒๗๔ บาทเศษมาชำระหนี้ ขาดไป ๘๐๐ บาท นั่นก็คือค่าทนายความ ๖๐๐ บาท กับค่าธรรมเนียมศาลอีก ๒๐๐ บาท เชื่อไหมครับ ขาดไป ๘๐๐ บาท โดยสามัญสำนึก โดยปกติ ๗๐,๐๐๐ กว่าบาทจ่ายได้ ขาด ๘๐๐ บาท ถ้าทวงถามกันก็ควรจะต้องจ่ายจริงไหมครับ แต่ปรากฏว่าเจ้า ๘๐๐ บาท ที่เป็นปัญหานี้ กยศ. ไปบังคับคดีครับ จะไปเอาโฉนดที่ดินของผู้ค้ำประกันมาขายทอดตลาด ปัญหานี้ผมไม่ได้บอกว่า กยศ. ทำผิด กยศ. ทำถูกทุกอย่าง และ กยศ. ก็ได้ชี้แจงมาด้วย ทำถูก แต่ผมเชื่อว่าการทำถูกมันมีหลายวิธีครับ มีวิธีการทำถูกที่ไม่เกิดผลกระทบในวงกว้าง ไม่เกิดผลกระทบในสังคม เรื่อง ๆ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราต้องมาทบทวนว่าเราควรจะ ปรับแก้อย่างไรเกี่ยวกับ กยศ. หรือไม่ จากผู้ค้ำประกันทั้งหมด ๒,๕๐๐,๐๐๐ ราย เป็นพ่อแม่ อยู่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นญาติพี่น้อง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นบุคคลอื่นกับครูรวมกันอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าคุณครูจะไม่ใช่สัดส่วนที่มากในการมาเป็นผู้ค้ำประกัน แต่จากข่าวที่ ท่านประธานแล้วก็ทุก ๆ ท่านได้ยินจะรู้ว่าครูหลายคนต้องมาแบกรับหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน ในระดับหลายล้านบาท หลายท่านถูกยึดทรัพย์ หลายท่านต้องเอาบำนาญที่ควรต้องใช้เลี้ยง ตัวเองยามแก่เฒ่า ยามชรา ต้องมาจ่ายหนี้ที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนได้รับประโยชน์เลย ดังนั้น เรื่อง กยศ. เป็นเรื่องของการศึกษา ถ้าผมเป็นครูการแก้ปัญหา กยศ. ในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ เพียงแค่ปลายทาง แต่ต้องมีโจทย์ใหญ่เป็นการบ้าน ๔ ข้อ ถ้าทำ ๔ ข้อนี้ไม่เสร็จ การบ้าน ของปัญหา กยศ. จะไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลลงได้แล้วก็จะเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ แก้แล้วเกิด แก้แล้วเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมมาเริ่มการบ้านข้อที่ ๑ กันเลยครับ คือการปลดพันธนาการผู้ค้ำประกัน ข้อนี้เป็นข้อแรกเราต้องเปลี่ยนมุมมอง กยศ. ต้องไม่มองผู้ค้ำประกันเป็นตัวประกันที่จะ ยัดเยียดให้เขารับผิดชอบอะไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้ำประกัน หรือเป็นครูก็ตาม คุณสมบัติของผู้ค้ำประกันไม่มีเรื่องอายุ สมมุติว่าครูท่านหนึ่งค้ำประกัน ลูกศิษย์มาเรื่อย ๆ ทีละลอต (Lot) ทีละลอต (Lot) ทีละลอต (Lot) จนกระทั่งอายุ ๕๙ ปี ก็ค้ำประกันลูกศิษย์ลอต (Lot) สุดท้าย ลูกศิษย์ที่ไปเรียนปริญญาตรี ๔ ปี มีระยะปลอดหนี้ อีก ๒ ปี ชำระหนี้อีก ๑๕ ปี รวมกันแล้ว ๒๑ ปี มาบวกกับอายุของครูตอนค้ำประกัน ๕๙ ปี นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ กว่าครูท่านหนึ่งจะปลดพันธนาการของตัวเองได้ต้องรอจนถึง อายุ ๘๐ ปี แล้วระหว่างนั้นเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาลูกศิษย์ค้างชำระหนี้คุณครูก็ต้องมา รับผิดชอบ ก็ตามที่เป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์บางคนก็บอกว่าก็ครูสมัครใจ ไปค้ำประกันให้ลูกศิษย์ ๓๐ ราย ๔๐ รายเอง เรื่องนี้ผมต้องตั้งคำถามกลับในอีกมุมหนึ่งบ้าง คุณครูมีเงินเดือนเท่าไรพวกเราต่างทราบกันดี กยศ. ก็ทราบกันดี การปล่อยให้ครู ๑ คน ไปค้ำลูกศิษย์ระดับหลายสิบคนจะว่าไปก็ต้องถามกลับ กยศ. เหมือนกันว่าปล่อยให้ ค้ำประกันกันแบบนี้ได้อย่างไร แล้ว กยศ. ก็ควรต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบด้วย ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ได้ต้องการให้ กยศ. ปรับเงื่อนไงของผู้ค้ำประกันให้เข้มข้นขึ้น เพราะอย่าลืมว่าเป้าหมายสำคัญของ กยศ. ก็คือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การเปิดโอกาส ให้ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ยากจนได้เข้ามาศึกษาเรียนต่อ ถ้าเกิดปรับเงื่อนไขผู้ค้ำประกันให้เข้มข้น ขึ้น การจะหาผู้ค้ำประกันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็ยากครับ ถ้าดูข้อมูลผู้กู้ของ กยศ. เอาว่าที่มาจากครอบครัวยากจนจริง ๆ ที่มีรายได้ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี ตกใจมีแค่ ร้อยละ ๑๕-๒๐ เท่านั้น อีกร้อยละ ๘๐ มาจากฐานะปานกลาง ดังนั้นถ้าเราเพิ่มเงื่อนไข ของผู้ค้ำประกัน คนที่ด้อยโอกาส คนที่ยากจนก็จะเข้าถึงการศึกษาได้ยากขึ้น ตีบตันขึ้น เข้าไปอีก วิธีการที่ดีที่สุดคือการปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน และให้ผู้กู้ค้ำประกันตนเอง เราเคยพูดถึงว่า กยศ. ควรเข้าระบบเครดิตบูโร (Credit bureau) แต่วันนี้ก็เหมือนจะล้มเลิก ความคิดนี้ไป การให้ผู้กู้ค้ำประกันตนเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะว่าหากผู้กู้รายใดไม่มีเหตุผลและจงใจที่จะ เบี้ยวหนี้หรือไม่ชำระหนี้เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเขาเองครับ ปัจจุบันปัญหาผู้ค้ำไม่ใช่ เรื่องเล็ก ๆ ผู้ค้ำประกันทั้งประเทศประมาณคร่าว ๆ มีอยู่ประมาณ ๔ ล้านรายต้องเดือดร้อน ถูกดำเนินคดีไปแล้ว อยู่ในระหว่างดำเนินคดี ๑,๕๐๐,๐๐๐ ราย กยศ. ปลดพันธนาการ ผู้ค้ำประกันได้เลย ไม่ต้องอ้างกฎหมายเพราะว่าตามพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา มาตรา ๔๑ วรรคสอง กยศ. ปลดได้ครับ เพราะว่ากฎหมายไม่ได้บังคับว่า การประกันหนี้จะต้องใช้ผู้ค้ำประกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้และปลดความทุกข์ยากของผู้ค้ำประกัน นี่คือการบ้านข้อที่ ๑ คือปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน
การบ้านข้อที่ ๒ ผมว่าสังคมมีมายาคติกับผู้ที่กู้หนี้ กยศ. ผมขอให้ข้อมูล กับท่านประธานอย่างนี้ครับ มีผู้กู้อยู่ระหว่างการชำระหนี้ประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย ทั่วประเทศ คิดเป็นมูลหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เยอะนะครับ ในจำนวนนี้ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย มีผู้ผิดนัดชำระหนี้อยู่ ๒ ล้านราย ๒ ล้านรายจาก ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย ตกใจใช่ไหมครับ เกินครึ่ง เรากำลังจะหมายความว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดีหมดใช่ไหม ไม่ใช่ครับ เราลองมาดู มูลหนี้ที่ค้างอยู่บ้าง จำนวนลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระเกินครึ่ง แต่จำนวนหนี้ที่ค้างชำระอยู่ อยู่ในระดับ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึงครึ่ง ข้อมูลตัวนี้ชี้อะไร จำนวนเกินครึ่งแต่มูลหนี้ ไม่ถึงครึ่ง ชี้อะไรครับ ชี้ว่าจำนวนผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้เขาไม่ต้องการที่จะเบี้ยวหนี้แต่แรก จากสถิติพบว่าการผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออายุหนี้ตั้งแต่ ๙ ปีขึ้นไป ทำไมต้อง ๙ ปี เรียนจบ ๒๒ ปี ปลอดหนี้อีก ๒ ปี เป็น ๒๔ ปี ชำระมาโดยตลอด พอเข้าปีที่ ๙ อายุเท่าไร ๓๓ ปี ๓๔ ปี ๓๕ ปี ๓๐ ปีเศษ ผมว่าหลาย ๆ ท่านเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ช่วงเวลาที่ อายุ ๓๐ ปีเศษเป็นช่วงที่ต้องก่อร่างสร้างตัว ลูกก็ต้องเรียน พ่อแม่ก็แก่เฒ่าเข้าสู่วัยชรา พ่อแม่หลายท่านต้องเจ็บป่วยด้วยโรคชรา โรคเรื้อรัง บางคนเป็นผู้ป่วยติดเตียง ภาระ มันเยอะครับ มันเป็นวิกฤติของคนวัยกลางคน นี่คือปัญหา สุดท้ายเขาก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องผิดนัด ชำระหนี้ เราอย่ามองเขาในฐานะผู้ร้ายทั้งหมด บางคนถามว่าอายุ ๓๐ ปีกว่าทำไมถึงไม่มี ปัญญามาจ่ายหนี้ กยศ. ผมเอาสถิติมาเล่าให้ฟังท่านประธาน จากข้อมูลคนที่จบปริญญาตรี อายุระหว่าง ๓๓-๓๕ ปี รายได้เฉลี่ยขึ้นอยู่กับอาชีพ ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาชีพแต่อยู่ระหว่าง ๑๔,๐๐๐-๒๘,๐๐๐ บาท ตกใจใช่ไหมครับว่าอายุ ๓๐ ปีกว่าคนเงินเดือนเฉลี่ยเท่านี้ ทุกคนอาจไม่เชื่อ แต่นี่คือความจริง และนี่คือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ ท่านเชื่อ ไหมครับว่าถ้าท่านมีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒๓,๐๐๐ บาท ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติ แห่งชาติท่านมีระดับรายได้อยู่ในกลุ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ยอดของพีระมิดแล้ว นี่ยังไม่พูดกลุ่ม ๑ เปอร์เซ็นต์หรือกลุ่ม ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แค่ ๒๓,๐๐๐ กว่าบาท ท่านอยู่ระดับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บนของพีระมิดแล้ว ดังนั้นจึงมีผู้กู้อยู่จำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาที่รายได้เติบโตไม่พอกับ รายจ่าย รายจ่ายครัวเรือนท่านก็ทราบว่ามีประมาณ ๒๑,๐๐๐ กว่าบาท และยังมีหนี้สิน ครัวเรือนที่ครัวเรือนหนึ่งจะมีประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่ครับ คือความกดดันและความบีบคั้นทางสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องผิดนัดชำระหนี้ เขาไม่ใช่ผู้ร้ายครับ เอาอย่างนี้ครับ หลายท่านก็บอกว่าใครผิดนัดชำระหนี้ก็ฟ้องให้หมดเลย เรามาดูว่าการฟ้อง เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ จำนวนผู้ผิดนัดชำระหนี้ กยศ. ๒ ล้านราย เอาว่า ดำเนินคดีไปแล้ว ๑ ล้านรายนี่ไม่ต้องพูดถึง อยู่ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีอีก ๑ ล้านราย เราจะทำ อย่างไรกับเขา สมมุติว่าถ้าฟ้องไปเลยค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อ ๑ กรณีประมาณ ๕,๕๐๐ บาท อันนี้เอาข้อมูลจาก กยศ. เลยนะครับ ดังนั้นหมายความว่าถ้าเราจะฟ้องอีก ๑ ล้านราย เราต้องใช้งบประมาณอีก ๕,๕๐๐ ล้านบาท เราเอา ๕,๕๐๐ ล้านบาทไปทำอย่างอื่นดีหรือไม่ นี่คือคำถาม
โจทย์ข้อที่ ๒ ผมย้ำครับ โจทย์ข้อที่ ๑ คือปลดพันธนาการของผู้ค้ำประกัน โจทย์ข้อที่ ๒ คือการเปลี่ยนมุมมองอย่ามองผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้เป็นผู้ร้าย ตอนนี้ กยศ. มีการลดเบี้ยปรับต่าง ๆ ลงมา แต่ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาคือเกณฑ์ในการผ่อนผัน ที่ให้กับเขาสมเหตุสมผลหรือไม่ ปัจจุบันมีการลดเบี้ยปรับลงมาที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์จริง แต่ผมทราบมาว่าเงื่อนไขคือตลอดระยะเวลา ๙-๑๕ ปีที่ยังต้องชำระหนี้ต่อห้ามผิดนัดชำระ อีกเลย ตั้งคำถามครับจะมีใครตอบได้ครับในยุคนี้ ยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้ ว่าอีก ๙-๑๕ ปี จะไม่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้อีกเลย การทำเงื่อนไขแบบนี้ก็เหมือนกับการฝังระเบิด เป็นกับระเบิดไว้ใต้ดินที่รอว่าสักวันหนึ่งมันจะระเบิดขึ้นมาอีกครับท่านประธาน ดังนั้นการปรับลดการเปลี่ยนของผู้ผิดนัดชำระหนี้ให้กลายมาเป็นผู้ที่มาชำระหนี้ตามปกติ นอกจากลดเบี้ยปรับแล้วต้องให้เกณฑ์ในการผ่อนผันที่สมเหตุสมผลกับเขาด้วย ไม่ใช่ไป กำหนดเกณฑ์ในการชำระที่ตึงเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่และสภาพ เศรษฐกิจที่ตึงเครียดเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน นี่คือการบ้านข้อที่ ๒
การบ้านข้อที่ ๓ เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วถ้าไม่พูดถึงเงื่อนไขการผ่อนชำระ และเกณฑ์ในการผ่อนผันก็คงจะไม่ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ควรจะศึกษากรณีของต่างประเทศเป็นอย่างมากว่าการผ่อนชำระหนี้ กยศ. นั้น ควรจะเอารายได้ของผู้กู้มากำหนดเป็นหลักเกณฑ์หรือไม่ ผมยกตัวอย่างอย่างประเทศ แคนาดาครับ ผู้กู้จะเริ่มผ่อนชำระเมื่อมีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า ๒๕,๐๐๐ เหรียญแคนาดา ประเทศอังกฤษอยู่ที่ ๑๙,๒๕๐ ปอนด์ต่อปี และประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ ๕๔,๘๖๙ เหรียญออสเตรเลียต่อปี ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดนะครับ และถ้าเกิดเราจะปรับแนวคิดนี้ ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกก็คือว่าในแต่ละเกณฑ์ช่วงอายุเกณฑ์รายได้ที่เริ่มที่จะจ่ายชำระหนี้ กยศ. ควรปรับเพิ่มขึ้น ปรับเพดานขึ้นตามความจำเป็นของแต่ละช่วงวัยหรือไม่ ในอีกแง่คิดหนึ่ง ครับท่านประธาน คือการกำหนดสัดส่วนในการชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้กู้ ในหลายประเทศครับท่านประธาน อย่างประเทศสวีเดนผู้กู้มีสิทธิที่จะขอผ่อนชำระในจำนวนเงิน ที่ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ที่ประเทศออสเตรเลียก็พยายามควบคุมเงินที่ต้อง ผ่อนชำระให้อยู่ในกรอบ ๔-๘ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญที่สุดหากผู้กู้ประสบกับปัญหา ความยากจน เกิดความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจหรือรายได้ไม่ได้มากพอที่จะชำระหนี้ หลายประเทศเขามีเรื่อง มีระบบในการยกหนี้ให้ อย่างเช่นที่ประเทศอังกฤษถ้า ๒๕ ปีแล้ว ยังผ่อนไม่ครบเขายกหนี้ให้ อย่างที่ประเทศเยอรมนี ๒๐ ปีหนี้ค้างเท่าไรเขายกหนี้ให้ เหตุผล ก็คือเขาคิดอย่างนี้ครับว่าการที่คน ๆ หนึ่งถูกรัฐจูงใจให้ศึกษาต่อแล้วเข้ามาสู่ระบบแรงงาน แต่ระบบแรงงานนี้กลับให้รายได้เขาอย่างไม่เพียงพอ กลับให้รายได้เขาไม่มากพอที่จะ ชำระหนี้ได้ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารให้เกิดการจ้างงานที่ดีได้จน เขาค้างชำระหนี้ รัฐควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบประหนึ่งว่าไปหลอกเขามาเรียน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด ประเทศไทยเราก็มีครับ กยศ. ใครที่ว่างงานใครที่รายได้น้อยก็ขอผ่อนผันได้ แต่ท่านประธาน ดูเกณฑ์ในการผ่อนผันนะครับ ตอนนี้จะขอผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน ๘,๐๐๘ บาทต่อเดือน และขอผ่อนผันได้ ๒ คราว ๆ ละ ไม่เกิน ๑ ปี ถ้าผมมีรายได้แค่ ๙,๐๐๐ กว่าบาท ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท แทบจะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้กับภาระครอบครัวที่มีอยู่ ๙,๐๐๐ กว่าบาทนี้ อยู่ไม่ได้ผมไม่ได้รับการผ่อนผันนะ ตอนนี้มีโปรโมชัน (Promotion) ใครที่ถือบัตรคนจน รายได้ไม่ถึงแสนบาทต่อปี เฉลี่ยต่อเดือนคือ ๘,๓๓๓ บาท ก็พักหนี้ได้ ๑ ปีแค่นั้นเอง ผมเกิดรายได้ ๘,๕๐๐ บาทขึ้นมาผมพักหนี้ไม่ได้นะ และซ้ำร้ายกว่านั้นมันมีเงื่อนไขถ้าเกิดว่า คนในครอบครัวเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพ มีเงื่อนไขให้ผ่อนผันแต่ไม่ชัด ต้องทำให้ชัด ถ้าเงื่อนไขไม่ชัดใครจะไปกล้าขอผ่อนผัน และถามจริง ๆ คือรู้หรือเปล่าว่ามีเงื่อนไขนี้ก็ยังไม่รู้เลย ผมตั้งคำถามว่าทำไม กยศ. ไม่เอาเงื่อนไขของ กรอ. มาใช้ กรอ. ที่ผมว่าคือกองทุนกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต กองทุนนี้กำหนดให้ผู้กู้จะชำระก็ต่อเมื่อมีรายได้ ไม่ต่ำกว่า ๑๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าต่ำกว่านี้ยังไม่ต้องชำระ นี่เป็นสิ่งที่ กยศ. ควรนำไป ศึกษาทั้งสิ้น และนี่คือโจทย์หรือการบ้านข้อที่ ๓ จาก ๒ ข้อข้างต้น ข้อ ๑ ปลดพันธนาการ ผู้ค้ำ ข้อ ๒ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้กู้ว่าเป็นผู้ร้ายให้เกิดความเข้าใจกับเขาและดึงเขากลับมา ชำระตามปกติให้ได้ และข้อ ๓ การบ้านข้อ ๓ คือปรับเงื่อนไข ปรับเกณฑ์ในการผ่อนปรน ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตแบบที่เราเข้าใจเขา และโจทย์ หรือการบ้านข้อสุดท้ายข้อที่ ๔ เรื่องนี้สำคัญที่สุด ถ้าทำข้อ ๔ ได้ ๓ ข้อแรกได้คะแนนเต็มเลย