สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๗๔ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีท่านสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ” โดยคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา

ขอเชิญคณะกรรมการเข้าประจำที่

(คณะกรรมการเข้าประจำที่)

ด้วยประธานกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ได้มีหนังสือขออนุญาต ให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งพิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ได้แก่ ๑. ท่านอุทิศ ขาวเธียร กรรมการ ๒. พันเอก ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ กรรมการ ๓. ท่านพรชัย แสงอังศุมาลี อนุกรรมการ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุม สำหรับรายชื่อผู้ที่นำเสนอและชี้แจงมีดังนี้ ๑. ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ท่านเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ท่านเป็น อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ๒. ท่านนิกร จำนง ประธานอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา กรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ๓. พลเอก นคร สุขประเสริฐ ประธานอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชา เป็นกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๔. ท่านอุทิศ ขาวเธียร กรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ท่านเป็นกรรมการ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ๕. ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ประธานอนุกรรมการ ศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการเพื่อดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชาและจัดทำหนังสือ ท่านเป็นกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรม เซลล์แสงอาทิตย์ไทย ๖. พันเอก ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ กรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา ท่านเป็นนายทหารปฏิบัติการประจำส่วนรักษาความมั่นคงภายใน ฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ๗. ท่านพรชัย แสงอังศุมาลี ผู้แทน กรมชลประทาน ท่านเป็นอนุกรรมการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชา ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิศวกรรมโยธาธิการด้านวางแผนและโครงการ ขอเรียนเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ในนามของประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ขอขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูงที่ได้อนุญาตให้คณะกรรมการสืบสาน ศาสตร์พระราชาเสนอรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูป ประเทศ ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้ ตามที่ท่านประธาน สปท. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เนื่องด้วยสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงพระราชทานความรู้ด้านต่าง ๆ ให้กับพสกนิกรเพื่อนำมา ประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งยังทรงแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ ของประเทศผ่านโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงเห็นสมควรที่จะนำองค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้น้อมนำไปประพฤติและปฏิบัติตามแนว พระราชดำริ เพื่อสืบสานงานตามพระราชปณิธานของพระองค์นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้กล่าว ในรายงานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ โดยรัฐบาลได้ น้อมนำศาสตร์พระราชามาบริหารประเทศเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยประชาชนทุกคน ร่วมกันสืบสานต่อพระราชปณิธานว่าศาสตร์พระราชาของพระองค์ได้แก่พระราชดำริ คือ แนวคิด ปรัชญา และพระราชทานพระราชดำรัส คือ คำสั่งสอน ตักเตือน ให้สติ พระราชกรณียกิจ คือหลักการทรงงาน รวมทั้งพระราชจริยวัตรของพระองค์คือการปฏิบัติองค์เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ปวงชนชาวไทยทั้งปวงซึ่งจะยังคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ได้ในทุกระดับตั้งแต่การประกอบกิจวัตรประจำวัน และสัมมาชีพของแต่ละบุคคล ไปจนถึง การบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อสร้างความพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางให้กับทางรัฐบาล และข้าราชการทุกคน ทั้งนี้ ศาสตร์พระราชายังได้รับการยกย่องในเวทีระดับโลก และสอดคล้องกับวาระของโลก คือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในอีก ๑๕ ปี ได้แก่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมากว่า ๔๐ ปี ซึ่งได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การ สหประชาชาติ โดยนายโคฟี แอนนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดทางด้านการพัฒนามนุษย์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นปรัชญาที่สามารถ สร้างภูมิคุ้มกันในตนเองสู่ชุมชน สู่สังคมในวงที่กว้างขึ้นในที่สุด โดยองค์การสหประชาชาติ ได้สนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกทั่วโลกได้ยึดถือเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน อีกทั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้น้อมนำและส่งเสริมให้ ประชาชนได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ รูปแบบ เช่น การจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว ซึ่งเป็นสังคมที่เล็กที่สุดและเป็นสถาบันที่มีความสำคัญ เพราะเป็นหน่วยสังคมแรกที่เลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และหล่อหลอมชีวิตของคนในครอบครัว เป็นแหล่งในการที่จะผลิตคนเข้าสู่ สังคมต่อไป ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนสืบสานตามแนวพระราชดำริ และสืบสาน พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๙ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการได้ดำเนินการมาแล้วช่วงเวลา ๕-๖ เดือน ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑. ดำเนินการศึกษาปรัชญาศาสตร์พระราชา แนวทางการขับเคลื่อน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่เรียกว่าแอเรีย เบส แอปโพรช (Area based Approach) และกำหนดกลไกการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม

๒. มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงาน ตามหน้าที่ตามความจำเป็น

๓. เชิญบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล หรือขอข้อมูล มาประกอบในการดำเนินงานตามข้อบังคับของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

๔. ได้เดินทางไปศึกษาดูงานใน ๔ ภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้ การดำเนินงานพิจารณาศึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชามีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด คณะกรรมการจึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น ๔ คณะ ได้แก่

คณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ คณะอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์ พระราชา ซึ่งมีนายนิกร จำนง เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อศึกษาภาพรวมองค์ความรู้ ของปรัชญา และทฤษฎีศาสตร์พระราชาให้มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มีผลการศึกษา ดังนี้

๑. นิยามศาสตร์พระราชา ความหมายว่า บรรดาองค์ความรู้ และภูมิปัญญา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทาน ผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุข แก่เหล่าพสกนิกร และส่งผลถึงมนุษยชาติทั้งปวงให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน

๒. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาใน ๕ มิติ ได้แก่ ๑. มิติการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ๒. มิติภูมิสังคม ๓. มิติหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ ๔. มิติการสร้างคน ด้วยการศึกษาและการเรียนรู้ และ ๕. มิติ ๓ ป. ได้แก่หลักของปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

๓. หัวใจของศาสตร์พระราชาซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของศาสตร์พระราชา ประกอบไปด้วย ๑. ศาสตร์แห่งการพัฒนา ๒. ศาสตร์แห่งความประพฤติและครองตน ๓. ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน

๔. ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ ในการจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ประกอบด้วยศาสตร์พระราชทาน ด้านการจัดการน้ำ ด้านสหกรณ์ ด้านการจัดการดิน ด้านการจัดการป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ด้านนวัตกรรม เกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๕. ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชา เป็นการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์ในการใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น ผลสัมฤทธิ์ในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการเทิดพระเกียรติ และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากนานาชาติ

คณะอนุกรรมการชุดที่ ๒ คณะอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชา ซึ่งมีพลเอก นคร สุขประเสริฐ เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อศึกษาโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ที่มีการพัฒนาเชิงพื้นที่หรือที่เรียกว่า แอเรีย เบส แอปโพรช (Area based Approach) ให้ขับเคลื่อนต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมใน ๔ ภูมิภาค มีผลการศึกษาคือ การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ใน ๔ ภูมิภาค โดยมีการศึกษาและสนับสนุนงบประมาณโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้ขับเคลื่อน ต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย ๑. โครงการเกษตรรวมใจอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก ๒. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓. โครงการการพัฒนาโนนดินแดงอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ๔. โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ คณะอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมสืบสาน ศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน มีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อดำเนินการศึกษาและกำหนดกลไกการมีส่วนร่วมการสืบสานศาสตร์พระราชา อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม และพัฒนาไปสู่การขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีผลการศึกษาคือการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา มีการศึกษาวิเคราะห์เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาแบบที่จะสามารถสานพลัง ทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายและมีทิศทางเดียวกันใน ๓ ระดับ ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด พื้นที่ และชุมชน แต่ละระดับมีกลไก ๕ กลไกหลัก ได้แก่ กลไก ประสานงานภาคเครือข่าย กลไกการจัดทำแผนแบบบูรณาการ กลไกการกำกับ ติดตาม ประเมินผล กลไกการจัดการความรู้ และกลไกการสื่อสารสังคม ทำหน้าที่เชื่อมร้อย การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของ ๗ ภาคีภาคส่วน ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาครัฐ ภายใต้จุดแข็ง และทรัพยากรของแต่ละภาคี โดยมีศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ ได้มีการเสนอให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานภาคเครือข่ายขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชา โดยมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา

คณะอนุกรรมการชุดที่ ๔ คณะอนุกรรมการศึกษาและวิเคราะห์การบริหาร เพื่อดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชาและการจัดทำหนังสือ มีศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ ความก้าวหน้า สภาพปัญหา แผนงาน และการบริหารงบประมาณโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ผ่านมา เพื่อจัดทำ ข้อเสนอแนะในการสืบสานศาสตร์พระราชาให้ดำเนินการอย่างยั่งยืน และการจัดทำหนังสือ เนื่องด้วยศาสตร์พระราชา มีผลการศึกษาคือ การศึกษาวิเคราะห์ การบริหารโครงการ ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผลการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อดำเนินการ สืบสานศาสตร์พระราชา เช่น สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้คณะอนุกรรมการ ได้มีการจัดทำหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์พระราชา จำนวน ๒ เล่ม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่าง การดำเนินการ เมื่อคณะกรรมการได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

๑. ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาทรัพยากรของชาติเพื่อความยั่งยืนตาม ศาสตร์พระราชา

๒. ข้อเสนอแนะเพื่อถ่ายทอด เผยแพร่องค์ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

๓. ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการ สืบสานศาสตร์พระราชา

กระผมในนามของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ขอขอบคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ และให้การสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ และสมาชิกสภา สปท. ที่กรุณาให้ความคิดเห็นเมื่อครั้งที่เราเสนอโครงการ ต่าง ๆ เพื่อให้ทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ตลอดจนคณะกรรมาธิการทุกคณะที่ได้ ให้ข้อเสนอแนะมา ซึ่งเราได้บรรจุอยู่ในเอกสารนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการหวังเป็น อย่างยิ่งว่า เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะเห็นชอบด้วยที่จะส่งรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ พร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการ ต่อไป และเสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำ หนังสือศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ และทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือนี้ต่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอื่น ๆ กระผมขออนุญาตท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอนุญาตให้ประธานอนุกรรมการทั้ง ๔ คณะ ได้สรุปผล การดำเนินงานต่อสมาชิกในที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นลำดับต่อไป ขออนุญาตครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านนิกร จำนง ประธานอนุกรรมการศึกษาปรัชญาและทฤษฎี แห่งศาสตร์พระราชา กรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ทั้งหลาย ผม นิกร จำนง ในฐานะประธานอนุกรรมการศึกษาปรัชญาและทฤษฎีแห่งศาสตร์ พระราชา ก็อยากจะนำเรียนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ ซึ่งอำนาจหน้าที่ก็คือได้รับคำสั่งให้ไปศึกษาเรื่องปรัชญาและทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา วิธีการศึกษาของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ เราได้มีการดำเนินการหลัก ๆ ก็คือรวบรวมจาก เอกสารต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารานุกรมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรอบ ๖๐ ปี ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้มี การจัดทำขึ้นตอนครบ ๖๐ ปีครองราชย์ เป็นหนังสือที่มีรายละเอียดอยู่ค่อนข้างมาก จัดทำโดยกรรมการครบทุกภาคส่วนที่สำคัญในเชิงหลักการ เรายึดถือหนังสือที่ใหม่สุดก็คือ ซัฟฟิเชียนซี ทิงกิง ไทยแลนดส์ กิฟต์ ทู แอน อันซัสเทเนเบิล เวิลด์ (Sufficiency Thinking : Thailand’s Gift to an Unsustainable World) เป็นหนังสือที่ทำโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งเป็นหนังสือใหม่เป็นภาษาอังกฤษ อันนั้นจะเป็นใหม่มาก นอกจากนั้นก็เชิญข้าราชการ ที่เคยทำงานอยู่กับพระองค์มาเป็นอนุกรรมการหลายท่าน ภาคเอกชนเป็นอนุกรรมการ เชิญผู้บริหารสำนักงาน ก.พ.ร. มาเป็นอนุกรรมการ แล้วก็ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชนมาชี้แจง ที่สำคัญก็คือเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องการเรียนรู้ ศัพท์ใหม่ที่เรากำหนดขึ้นมาก็คือศาสตร์พระราชาว่าเป็นอย่างไร อันนี้ต้องหานิยามให้ชัดเจน ก็ได้ไปร่วมปาฐกถาพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งจัดโดยสถาบัน พระปกเกล้า โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ตอนนั้นก็ได้ข้อมูลมาตามสมควร แล้วที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าเราได้เข้าไปศึกษาพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ในวันที่ ๔ ธันวาคม ประมาณ ๔๒ ปีที่ท่านได้พระราชทาน เพราะในนั้นพระองค์จะรวบรวม แล้วก็มีพระราชดำรัสต่อประชาชน มีรายละเอียดเรื่องศาสตร์พระราชาเยอะมากอยู่ในนั้น โดยละเอียดในหลาย ๆ ปี ก็ศึกษาจากตรงนั้นด้วย เนื้อหาโดยสรุปทั้งหมดก็ได้จากคำนิยาม ที่ท่านประธานได้กล่าวแล้ว ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องคำนิยามใช้กันหลายแบบ หลายอย่าง ดังนั้นเราก็เลยต้องมากำหนด

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในคำนิยามดังกล่าว ที่มาก็คือได้จากส่วนของ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ได้กล่าวคำนิยามไว้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ คำว่า องค์ความรู้คำแรก แล้วก็ได้จากการรวบรวมของอาจารย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ซึ่งได้ให้ไว้ เป็นโครงการตามพระราชดำริ นั่นความหมายของท่าน แล้วที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีนี่ละ ตอนช่วงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ได้มีการเปลี่ยนรายการพบประชาชนมาเป็น รายการศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการกล่าวถึง เรื่องศาสตร์พระราชาไว้ละเอียดมาก ในรายงานจะมีอยู่ว่ากล่าวถึงอะไรบ้าง ครอบคลุมอะไรบ้าง มีหลักการอย่างไรบ้าง กล่าวไว้ละเอียด ถือว่าเป็นคอมมิตเมนต์ (Commitment) เป็นหลักการจากผู้นำประเทศในคราวนั้นซึ่งดำรงอยู่ นอกจากนั้นศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม ที่ผมได้กล่าวแล้วในรายละเอียด เราก็ศึกษาจากความเป็นมาของการครองราชย์ แล้วก็ศึกษาจากการทรงงานที่ว่าการทรงงานของพระองค์ท่านก็คือการสอนหรือการชี้แนะ โดยพระบรมราโชวาท การเข้ามาแก้ปัญหาของพระองค์ท่าน การให้ความยั่งยืนที่ได้ พระราชทานไว้ จากการประมวลดังกล่าวผมจะขอย้ำอีกครั้งว่าศาสตร์พระราชาก็ได้นิยามว่า บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะพัฒนา ป้องกัน หรือแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์สุขแก่เหล่าพสกนิกร และส่งผลถึงมนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน ตรงนี้จากที่เราเอาเข้าสภาเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ถ้าท่านจำได้ เดิมเราใช้คำว่า สร้างวิถีชีวิตสังคมที่มีความปกติสุขให้ และผมขออนุญาต ที่ประชุมกลับไปพิจารณากัน เราจะใช้คำว่า ประโยชน์สุข ซึ่งเป็นปฐมบรมราชโองการมาแทน แล้วขณะนี้กรรมการเราใช้คำนั้นแทนแล้ว ก็สรุปว่าเป็นอย่างนี้ แนวทางการเรียนรู้ ประเด็นที่ ๒ ของศาสตร์พระราชา เราพยายามจะมีการพินิจพิเคราะห์ ก็เลยมีการสอบถามว่า ศาสตร์พระราชาคืออะไรกันแน่ ก็ได้ความว่าจากการศึกษารายละเอียดจากสารานุกรม เราจะเป็น วัน เวลา ที่มีการรวบรวมว่า ๖๐ ปีตั้งแต่ท่านเริ่มรับเป็นกษัตริย์ แล้วตลอดเวลา มีกิจกรรมมากมาย ทีนี้เราก็พยายามจะทำเป็นกาลานุกรม ได้เอากาลานุกรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ซึ่งพิมพ์ยาวในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ท่านคงเคยเห็นเล่มนั้น แต่ว่าจะเป็นกระดาษพับแล้วยืดออกมายาวซึ่งเห็นว่าไม่เหมาะ หลังจากนั้นก็คิดกัน มีการพูดคุยในคณะกรรมการชุดใหญ่ ก็มีกรรมการบอกว่าศาสตร์พระราชาก็เหมือนที่ประชาชน มองมายังพระองค์ ผมก็นึกถึงการมองต้นไม้ที่พระองค์สร้างให้ ก็นึกถึงเพลงต้นไม้ของพ่อเลย พยายามเขียนขึ้นมาเป็นรูปต้นไม้เพื่อเป็นกาลานุกรม โดยการเรียงด้านขวา ภาพที่ท่านเห็น ด้านขวาก็เป็นเหมือนโรงงาน เหมือนห้องทดลองของพระองค์ท่านที่อยู่ในสวนจิตรลดา ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เลี้ยงปลานิล ปลูกข้าว ทำโรงสี เราจะแยกเป็นปี ๆ ไปถึง ๗๐ ปีที่ครองราชย์ ตั้งแต่ราก แล้วรากมาจากอะไร ก็เขียนขึ้นมาเป็นเบื้องต้นก่อนแล้วก็อธิบาย แล้วแต่ละกิ่ง จะมีคำอธิบายอยู่ในรายงานว่ากิ่งหมายถึงอะไร รากหมายถึงอะไร ใบหมายถึงอะไร อย่างไร แล้วก็มีการเรียงตัวอย่างไร เดิมผมเขียนขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วก็ได้มาจากแรงบันดาลใจตรงนี้ ท่านรองประธาน คนที่สอง ของเราถามว่าเขียนได้อย่างไร ผมตอบท่านไปว่าเกิดจากความจงรักภักดี ทีนี้ด้วยความเกรงใจก็เอาไปให้ทางศิลปากร เขาช่วยดู ให้เขาช่วยเขียน ปรากฏว่าเขาเขียนไม่ได้ เหตุผลเพราะว่ากิ่งที่ขึ้นไป ถ้าท่านเรียง จะงอกตามปีที่ทรงงาน เริ่มตั้งแต่น้ำปี ๒๕๐๔ แล้วกิ่งทางขวาจะเป็นปี ๒๕๐๗ เป็นเรื่องดิน จะเรียงตามนี้ไปหมด เขาก็คืนมาแล้วบอกว่าเขาเขียนให้ไม่ได้เพราะว่าเป็นกาลานุกรม ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา กรรมการก็ยืนยัน ผมเองก็รู้สึกเกรงใจอยู่เหมือนกันแต่ว่าไม่รู้จะทำเป็น กาลานุกรมแบบวิธีไหน ก็พยายามหาทุกทางแล้ว นั่นเลยเป็นคำอธิบาย ซึ่งส่วนนี้ มีหลาย ๆ ท่านมาขอไปอธิบายเด็กบ้าง อธิบายในการประชุมบ้าง ซึ่งก็บอกว่าง่ายต่อการเข้าใจ เกี่ยวกับการทรงงาน เห็นภาพรวมทั้งหมด ด้านขวาเป็นเรื่องราวในการเข้าใจ เพื่อเข้าใจ ด้านซ้ายเป็นการเข้าถึง เพราะว่าเป็นเรื่องการพบปะประชาชน และกิ่งแต่ละกิ่งเป็นงาน ตั้งแต่เริ่ม แล้ว ๓ กิ่งข้างบนจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสูงขึ้นไปสุดแล้วกำลังจะ งอกงามต่อไปในอนาคต คือเลยปีที่ ๗๐ ของพระองค์ท่านไป นั่นเป็นส่วนนั้น แนวทาง การเรียนรู้ของพระองค์เป็นประเด็นต่อมาที่เราได้มีการนำเสนอ หลักการโดยมิติความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มีอยู่ในรายงาน มีการใช้มิติภูมิสังคม ซึ่งตรงนี้ ๖ แห่งของศูนย์เรียนรู้ของพระองค์ มีอยู่ทางอีสานที่ภูพาน ทางใต้ที่นราธิวาส แล้วก็มีอยู่ครบ ตรงนี้จะเป็นจุดที่สำคัญวางอยู่ทั่วไป ดังนั้นในจุดต่าง ๆ ตรงนั้นจะสัมพันธ์กับภูมิสังคม ที่สำคัญก็คือแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน เราดูว่าเหมือนกันที่จริงแล้วไม่ แล้วเราเอาหลักการเรียนรู้โดยศาสตร์พระราชา โดยหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ ซึ่งมีคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน กปร. ได้ทำไว้ ๒๓ ข้อ ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้โดยทั่วไปตรงนี้เอามารวม แล้วสุดท้ายก็คือการสร้างคนโดยการเรียนรู้ ของพระองค์ แล้วก็หลักมิติ ๓ ป. ๓ ป. อาจจะมีการแย้งว่าจริง ๆ แล้วลำดับเป็น เรื่องทางศาสนา เริ่มด้วยการปฏิเวธ เราเอาตรงนี้มาจากท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ท่านพูดถึงการปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ ๓ ป. เหตุผลเพราะว่าพระองค์ท่านจะปฏิบัติให้เราดู เช่น การใช้ยาสีฟันจนกระทั่งหมด หรือการคืนซองที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุช่วงนั้น เป็นเลขาธิการ ครม. ส่งไป ท่านก็คืนกลับมาให้ใช้อีก คือท่านอาจารย์วิษณุบอกว่าเป็นการปฏิบัติ ให้พวกเราเห็นกัน นี่คือการสั่งสอนของพระองค์ หัวใจของศาสตร์พระราชาที่ได้มีการสรุปไว้ในนี้ ก็คือเป็นเรื่องของศาสตร์แห่งการพัฒนา นี่ก็ได้มาจากท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ที่ได้ไปบรรยายไว้ ซึ่งเราเห็นว่ามีความเหมาะสม คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ศาสตร์แห่งการครองตน แล้วก็ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ๓ ศาสตร์ ซึ่งอันแรกก็คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ก็เป็นการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับ ตรงนี้กรรมการใส่เติมเข้าไป ก็คือด้านระหว่างประเทศ ด้านงานสาธารณสุข ซึ่งท่านเริ่มตั้งแต่เริ่มครองราชย์แรก ๆ การอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรม ซึ่งพระองค์ท่านจะทรงเน้นเรื่องนี้มากเหลือเกิน เรื่องการพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เรื่องพระราชทานที่สำคัญคือเศรษฐกิจพอเพียง เป็นภูมิคุ้มกัน ศาสตร์แห่งการประพฤติและการครองตนก็คือเป็นต้นแบบเรื่องการศึกษาที่ทรงสอนกับพสกนิกร พระราชดำรัสตรงนี้จะอยู่ในวันที่ ๔ อยู่มากหลาย ๆ ปี ถ้าเราจะไปอ่านตรงนั้น เราถึงเสนอ จัดพิมพ์ตรงนี้ให้เป็นหลักการประชาชนจะได้เรียนรู้ต่อไป เรื่องการศึกษา พื้นฐาน การประพฤติ การสัมมาชีพ ซึ่งทรงเน้นอยู่มาก แล้วก็ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ตรงนี้เป็น ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและสงบสุข เราจะมีพระราชดำรัส มีการได้กล่าวไว้ ในโอกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เรื่องความรู้รักสามัคคีที่เราก็ทราบกันอยู่ นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้ง เราจะเห็นว่า ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา ๖ ตุลา ช่วงพฤษภาทมิฬ อะไรพวกนี้ ท่านจะมีพระราชดำรัสเพื่อมาแก้ไขปัญหา ลดความขัดแย้งในสังคมมาโดยตลอด แล้วก็มีรายละเอียดตรงนี้อยู่ในรานงานแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์พระราชาที่ว่าด้วย การพัฒนาแบบยั่งยืน ที่สำคัญก็คือว่าด้วยเรื่องน้ำ ทางคณะกรรมการได้ปรับปรุงรายละเอียด คราวเดิมที่หลายท่านได้ทักไปโดยท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้ทักว่ามีอยู่น้อย คราวเดิมที่ส่งมาตรงนั้นไม่เรียบร้อย เรามีอยู่ ๖ หน้าครับท่านประธาน แต่เราเติมเข้าไป ตอนนี้ครบตั้งแต่ฝายเลย คือท่านเริ่มด้วยฝายตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ก่อนผมเกิด ๑ เดือน พฤศจิกายน ๒๔๙๘ ไปที่แถวทางอีสาน แล้วก็มีพระราชดำริเกี่ยวกับว่าต้องมีน้ำทำฝายก่อน ควรจะมีฝาย ก็ไล่ตลอดมา เรื่องตรงนี้ท่านดูตั้งแต่หน้า ๕๑-๖๘ เป็น ๑๗ หน้า ว่าด้วย เรื่องน้ำล้วน ๆ ไล่มาตั้งแต่น้ำที่ฝายอันแรก แล้วก็มาเขื่อน มาอ้างเก็บน้ำ มาเขาเต่า รองลงมาก็คือปี ๒๕๐๔ แล้วก็ตามลงมาจนกระทั่งถึงขั้นจัดการกับน้ำเสีย คือว่าด้วยเรื่องน้ำ ทั้งกิ่ง ทั้งยาว ด้านซ้ายทั้งหมดเป็นเรื่องน้ำ ตรงนี้เพิ่มมาแล้วเป็น ๑๗ หน้า มีอ่างเก็บน้ำ เขาเต่า โครงการฝนหลวง เราอยู่ ๒ แห่ง เป็นนวัตกรรมด้วย เป็นเรื่องน้ำด้วย เขื่อนแควน้อย บำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล แล้วต่อจากนั้นก็เป็นการจัดการน้ำ ลักษณะพิเศษซึ่งไม่เคยมีใครทำได้ก็คืออย่างอ่างพวง เป็นศาสตร์พระราชาที่สำคัญ โครงการมูโนะและบางนรา แก้ปัญหาดินเปรี้ยว และต่อมาก็กลายมาเป็นต้นแบบของการทำ ประตูระบายอุทกวิภาชประสิทธิ ก็คือที่ปากพนัง แล้วก็แก้มลิงที่มาแก้ปัญหาน้ำท่วม คลองลัดโพธิ์ แล้วก็การแก้ปัญหาน้ำเสีย

ส่วนที่ ๒ ก็คือศาสตร์พระราชาว่าด้วยสหกรณ์ ผมเองผิดพลาดในการทำ ตอนนั้น ก็คือเข้าใจว่าท่านจากเรื่องน้ำแล้วไปเรื่องดิน ที่จริงแล้วไม่ใช่ ที่ท่านไปเรื่องดิน ที่หุบกะพง ไปจัดการเรื่องให้ประชาชนมีที่ดินทำกินมาก่อน ก็คือเอาหลักการสหกรณ์ไปใช้ ที่นั่น จนบัดนี้เป็นแห่งแรก ปี ๒๕๐๗ ไปทำที่หุบกะพง ดินที่หุบกะพงไม่ดี ก็เลยมีการพัฒนา เรื่องดิน ทีนี้ยาวไปเลย ท่านทำเรื่องดิน ท่านมีศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องดิน เรื่องแกล้งดิน เริ่มตั้งแต่ที่พรุก่อน แล้วตอนหลังไปที่นราธิวาส การห่มดิน การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดิน การปลูกถั่วบำรุงดิน การพัฒนาที่ดิน ก็คือการจัดการที่ดินให้กับประชาชน และการพัฒนา ทรัพยากรดินในภาคเหนือ มีลักษณะลาดชันและขาดสารอาหาร ภาคกลางเป็นดินเสื่อมโทรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีดินทรายและแร่ธาตุน้อย ภาคตะวันออกดินขาดความสมบูรณ์ และภาคใต้ดินเปรี้ยว ท่านจะเห็นว่าเป็นภูมิสังคม คือแต่ละแห่งไม่เหมือนกันเลย แต่พระองค์ท่านก็หมายความว่าแก้ปัญหาในทุกแบบในทุกมิติแห่งดิน ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่มากคือเรื่องดิน ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านทรงให้ใช้วิธีการโดยการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คือการสร้างความเข้าใจในสรรพสิ่ง การปลูกป่าในใจคน นี่เป็นหลักการของพระองค์ท่าน เราจะเห็นว่ามีป่าในสวนจิตรลดาเสียด้วยซ้ำ เป็นป่าทดลองให้ดู การจัดการปลูกป่า โดยการปลูกป่าทดแทน คือปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ตรงนี้ก็เป็นหลักการ เป็นศาสตร์ พระราชาที่สำคัญ การปลูกป่าถาวร การให้คนอยู่ร่วมกับป่าธรรมชาติ ช่วยธรรมชาติ และปลูกป่าทดแทน การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่อยู่ในป่า แล้วนอกจากนั้นก็เป็น การจัดการมลพิษโดยการใช้อธรรมปราบอธรรม ก็คือใช้ผักตบชวาจัดการกับน้ำเสีย เสร็จแล้วพอดูดซับไปก็เอาไปเปลี่ยน ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ นอกจากนั้นก็เครื่องกรอง ธรรมชาติก็คือกังหันชัยพัฒนาที่เราทราบกันอยู่ การเติมอากาศชีวบำบัด การผสมผสาน กังหันชัยพัฒนา แล้วก็การใช้ประโยชน์จากขยะ การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยให้ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยา

ศาสตร์พระราชาเรื่องนวัตกรรม ประกอบด้วย ที่เรามารวบรวมไว้มีฝนหลวง หญ้าแฝกก็เป็นนวัตกรรมที่มีชีวิตที่พระองค์ได้หาพันธุ์ต่าง ๆ แล้วมาช่วยป้องกันดินพังทลาย โครงการแกล้งดินถือว่าเป็นนวัตกรรม น้ำมันปาล์มดีเซลเริ่มที่ทางใต้จังหวัดนราธิวาส พิกุลทอง แล้วก็นำมาใช้ ในสวนจิตรลดาเองมีโรงงานทำน้ำมันปาล์มดีเซล ทำน้ำมันปาล์ม เพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์ ๒ จังหวะ ระบบโครงสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรียกว่าอุทกพลวัต กังหันน้ำชัยพัฒนา อันนี้ก็เป็นนวัตกรรม เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำก็ใช่ อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ ภาชนะรองรับของเสีย ที่ขับออกจากร่างกาย เหล่านี้เป็นนวัตกรรมแห่งศาสตร์พระราชาทั้งสิ้น อยู่ในรายงาน หมดแล้ว

ต่อมาก็เป็นศาสตร์พระราชาว่าด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้มีรายละเอียด อยู่เยอะในรายงาน แต่ผมจะสรุปสั้น ๆ ว่าที่เราทำกันอยู่จะสับสน เรื่องนี้เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ว่าด้วยเรื่องพื้นที่ ของเกษตรกร มี ๓ ขั้นที่พระองค์ท่านทรงอธิบายไว้ละเอียดมาก ในรายงานเราเอามาให้แล้ว ขั้นที่ ๑ คือการแบ่งพื้นที่เป็น ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๑๐ ขั้นที่ ๑ หมายถึงว่าเป็นสเตต ๒(State 2) ระยะที่ ๒ คือการดำเนินการรวมเป็นสหกรณ์ ก็คืออันแรกตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ที่ว่าท่านก็เอามาใช้ เพราะว่าเกษตรกรยากจน ถ้าไม่รวมกันอยู่ไม่ได้ ลำดับ ๓ พัฒนาขึ้นไปอีกก็คือการดำเนิน การร่วมมือกับแหล่งทุน สร้างบริการที่จำเป็นเช่น โรงสี ส่วนการใช้นำหลักอ่างพวงมาใช้ คือไม่ต้องมาเติมด้วย เพราะว่าท่านได้ทรงพระราชดำรัสไว้ว่าไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง ต้องมีน้ำด้วย แล้วก็ขอให้กรมชลประทาน หน่วยราชการไปช่วยเขา แล้วก็เติมน้ำให้เขาจะได้อยู่ได้ทั้งปี ต่อไปศาสตร์พระราชาสุดท้ายที่กิ่งบนสุดก็คือว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งส่วนนี้ ในตอนนั้นที่เข้ามาครั้งแรกเรายังทำไม่สมบูรณ์ แต่คราวนี้สมบูรณ์แล้ว ก็เนื่องจากว่าตรงนี้ มีความเข้าใจกันไม่ค่อยถูกเยอะ พระองค์ท่านเองหลังจากให้ไว้เมื่อปี ๒๕๔๐ ตอนที่มีเหตุ เศรษฐกิจแคลช (Clash) ทรงอธิบายตามหลังมาอีก ๔ ปีเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องนี้ หมายถึง อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็เลยต้องลงเข้าไปลึกเพื่อศึกษาตรงนี้ เพื่อนำมาเสนอ ก็มีการทำการศึกษาโดยนำบทนำในรายงานนี้ พระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เราเอามาไว้ ในรายงานทั้งหมด ท่านสามารถจะดูได้เพื่อจะได้เข้าใจเอง คือต้องเอาจากต้นทาง ก็คือพระองค์ท่าน ต่อจากนั้นที่เป็นทางการที่สุดก็คือจากการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สศช. ได้นำมารวมไว้ มีคำอธิบายไว้ ตรงนี้เป็นทางการที่สุด มีในรายงาน คำอธิบายโดยดอกเตอร์สุเมธ ตันติเวชกุล เมื่อเมษายนปีนี้เองที่สำนักงบประมาณได้อธิบายไว้ ในนั้นก็มีว่าคืออะไร แล้วเราได้เชิญดอกเตอร์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิตทาง เศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์ให้เราฟังมาคุยกับเรา ที่ท่านดอกเตอร์วิชิตวงศ์เขียนให้เรามาลงไว้ ในรายงานแล้ว ก็ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าเป็นหลักยอมรับใกล้เคียงกับพุทธศาสนา ไม่ได้ขัดแย้งเศรษฐกิจกระแสหลักเลย แต่เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังสนอง ความต้องการด้านเดียวแล้วก็มาประกอบ เป้าหมายไปที่เกษตรกรเป็นส่วนมาก อาจารย์วิชิตวงศ์ เน้นไปที่เกษตรกร กลุ่มแรกใช้เศรษฐกิจพอเพียงช่วยได้เพราะเขามีที่ดิน แต่กลุ่มที่ ๒ ไม่มีที่ดินเลย เป็นเช่าที่ ต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปช่วยอย่างเดียว กลุ่มแรกยังพอประคองไหว แต่กลุ่มที่ ๒ ต้องใช้ตรงนี้ อาจารย์วิชิตวงศ์เน้นตรงนี้ ดอกเตอร์อภิชัย พันธเสน มาเป็น กรรมการด้วย ท่านศึกษาเรื่องนี้ให้กับ กปร. อยู่นาน สภาวิจัยนะครับ เป็นหลักว่าเศรษฐกิจ พอเพียงสามารถจะใช้กับการลงทุนขนาดใหญ่ก็ได้ด้วย มีรายละเอียดตรงนี้ แล้วก็มีสัมพันธ์ กันว่าไปโยงกับสหประชาชาติอย่างไร ในนั้นจะมีโมเดล (Model) เป็นลักษณะของเชิงระบบ ว่าอินพุต (Input) คืออะไร เอาต์พุต (Output) คืออะไร ออกมาแล้วฟีดแบ็ก (Feedback) กลับไปอย่างไรโดยครบถ้วน ของอาจารย์อภิชัย พันธเสน นอกจากนั้นเราก็ศึกษากัน เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องธุรกิจ ก็ได้เชิญรองศาสตราจารย์สุขสันต์ กันตะบุตร มา ท่านเคยศึกษาวิจัยให้กับทาง กปร. เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงว่าเอามาใช้ได้อย่างไร ก็มีรายละเอียดมาก แล้วเราก็ลงไว้ในรายงานหมดแล้ว ท่านลองศึกษาดูว่าสามารถที่จะใช้กับ ธุรกิจได้จริง ๆ มีการไปศึกษาบริษัทประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ บริษัท แต่ว่าบริษัทเหล่านั้น ได้บริหาร บริษัทที่บริหารด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงรอด ที่ผ่านขั้นตอนของเศรษฐกิจ แบบทรุดตัวลงได้ดี ชัดเจน ตรงนี้เรายืนยันได้ สุดท้ายท่านประธานครับ ผลสัมฤทธิ์ ในการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชา คราวที่แล้วเราเสนอเป็นระดับชุมชนซึ่งไม่ชัด ตอนนี้เปลี่ยนเป็นระดับพื้นที่ ระดับพื้นที่หลัก ๆ ก็คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ชัดเจน เมืองชุมพรก็เคลียร์ (Clear) ไปตามศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องน้ำ การฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม ราชบุรี ตรงนี้มีคนมาถวายที่ดินให้ แล้วที่ดินใช้ไม่ได้ ทางราชการบอกอย่ารับไว้เลย ท่านก็บอกว่าเราต้องไปรีเคลม (Reclaim) หมายถึงไปพัฒนา ดินตรงนี้ ก็ไปทำที่เขาชะงุ้ม จนกระทั่งจากที่โล้นเป็นที่ลูกรังตักไปขายหมดแล้ว ท่านก็ฟื้นฟู จนกระทั่งกลับมาใช้ได้อีกในปัจจุบัน เรื่องการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา นี่พื้นที่ระดับชาติ จริง ๆ มีเยอะกว่านี้ นี่เป็นแค่ ตัวอย่าง ระดับชาติก็คือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งสามารถจะแก้ปัญหา เรื่องให้เกษตรกรมีน้ำไปใช้ทางเกษตรด้วย แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ด้วย และที่สำคัญ แก้ปัญหาน้ำท่วมที่ กทม. ก็คือชะลอน้ำไว้ตรงนั้น นี่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การแก้ปัญหา ดินเปรี้ยวหรือแกล้งดินเป็นระดับชาติใช้ทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยสหกรณ์แล้วก็โครงการหลวงบนที่สูง ตรงนี้เป็นระดับชาติแก้ปัญหาในหลายมิติ นอกจากนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระดับนานาชาติ ท่านประธานครับ เราไม่รู้จะสรุปอย่างไร เราก็เอารางวัลที่พระองค์ได้รับเวลาถวายคือรางวัลความสำเร็จ ด้านการพัฒนามนุษย์ ไลฟ์ไทม์อะวอร์ด (Lifetime Award) แล้วก็รางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็รางวัลพระมหากษัตริย์นักอนุรักษ์ดินและน้ำ ดีเด่นของโลก และรางวัลโกลด์ มีดัล วิท เมนชัน (Gold medal with mention) ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องนวัตกรรมของท่าน รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม ที่สำคัญก็คือมีการ กำหนดให้วันประสูติของพระองค์ท่านคือวันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันดินโลก รายละเอียดเรื่องนี้ ในรายงานเราลงไว้ละเอียดมากว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการนำเสนออย่างไร ในวันนั้น มีใครเสด็จไป พระองค์ทรงประชวรอยู่ แต่ว่ามีจากพระราชสำนักได้ไปที่ยูเอ็น (UN) เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายหลังจากพระองค์สวรรคตแล้วสมัชชาสหประชาชาติแสดงความอาลัย และสดุดีแก่พระองค์ท่าน เราบันทึกไว้ในนี้แล้วซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชัด ๆ ว่าเขารู้สึกอย่างไร นี่คือความสัมฤทธิผล สุดท้ายเป็นข้อเสนอแนะสั้น ๆ มีรายละเอียดของคณะที่ ๑ ก็คือ เรื่องการจัดการน้ำ กรณีของพระองค์ท่านจะมีน้ำมากกับน้ำน้อยเป็นหลัก กรณีน้ำมาก ก็เสนอว่าให้นำแนวพระราชดำริไปใช้ โดยเฉพาะปัญหาที่นครศรีธรรมราชขณะนี้น้ำท่วม เมืองนครศรีธรรมราช ทีนี้มีโครงการพระราชดำริอยู่แล้ว ถ้าทำตรงนี้เสร็จนครศรีธรรมราช จะรอดจากน้ำท่วมเหมือนหาดใหญ่และจันทบุรี จันทบุรีเองน้ำท่วมเมือง ปรากฏว่ามีการทำ โครงการตามพระราชดำริ ยังไม่ทันเสร็จเลยปัญหาน้ำท่วมก็หายไปหมดแล้ว ทีนี้เราอยากให้ เอาหลักการตัวนี้มาใช้กับที่เหลืออื่น ๆ บางสะพานที่เพิ่งท่วมรัฐบาลสั่งการไปให้ดำเนินการ ตรงนี้ก็มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่อยากให้เอาตรงนี้มาทำ อันที่ ๒ คือเรื่องภัยแล้ง สถานการณ์ขณะนี้ก็คือว่าเราทำเขื่อนแบบเดิมไม่ค่อยได้แล้วเพราะว่ามีปัญหาการคัดค้าน เรื่องเขื่อน ดังนั้นศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านที่ว่าด้วยเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็ก พวกอ่างพวง การกระจายตัว ต้องเอาตรงนี้มาใช้ในระหว่างนี้ เดิมผมคิดว่าขนาดใหญ่ไปไม่ได้ แต่กรมชลประทานบอกว่าให้เอาขนาดใหญ่ไว้เผื่อว่าเรามีโอกาสคุยกับประชาชนจะได้เชื่อถือ เพราะว่านี่เป็นทางออกเรื่องน้ำ เราเอาไปไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านสหกรณ์ ท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะมีแค่ ๗ ข้อ ส่งเสริมให้สหกรณ์แข็งแรง ขอให้บรรจุ ยุทธศาสตร์ชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคสาม ในเอกสาร หน้า ๑๖๗ ข้อ ๒ บรรทัดที่ ๔ ให้บรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญมีอยู่แล้วแต่อยากให้ยืนว่าตรงนี้ จะได้ช่วยเกษตรกรที่เขายากจนมาก ๆ เพราะประเทศไทยถ้าไม่มีสหกรณ์อยู่ไม่ได้ ที่เรามีอยู่ ขณะนี้อาจจะไม่ดีต้องปรับปรุงให้ดี เรื่องดิน ข้อเสนอแนะด้านการจัดการดิน ก็คือให้กำหนด นโยบายและแผนยุทธศาสตร์การทำหลักสูตรฝึกอบรม ที่สำคัญก็คือพระองค์ท่านจะมีแผนที่ ซึ่งท่านอภิชาตจะได้อธิบายทีหลัง ตอนนี้กรมพัฒนาที่ดินมีแผนที่ชุดดินอยู่แล้วว่าชุดดิน ที่ไหนเป็นอย่างไร แต่เราต้องการแผนที่ว่าดินที่เสื่อมโทรมอยู่ที่ไหนบ้าง คือแผนที่ดินเสื่อมโทรม ที่เราเสนอ จะได้ช่วยกันแก้ให้หมดไปจากประเทศไทยเสียที ตลอดพระชนมายุพระองค์ จัดการกับเรื่องนี้มาตลอด และชื่อภูมิพลก็หมายความว่าดินอยู่แล้ว เรื่องป่าไม้ให้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เพราะพระองค์ท่าน ทำเรื่องป่าไม้มาตั้งแต่ต้นตั้งแต่อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มา สร้างเครือข่ายประชารัฐ ดูแล ฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๕๗ ที่มีอยู่แล้ว ให้เป็นรูปธรรม ข้อเสนอที่ ๕ ด้านนวัตกรรม กำหนดให้ใช้หญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ตรงนี้ใช้ได้จริงแล้วก็มีการพัฒนามายาวนาน ส่งเสริมใช้พันธุ์หญ้าแฝกให้เหมาะสม แล้วก็ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินและน้ำไปใช้ เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้มีการกำหนดนโยบาย และแผนยุทธศาสตร์เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่อย่างนั้นเข้าใจสับสนกันมากเกษตรทฤษฎีใหม่ คือทฤษฎีที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง คนจะเข้าใจไขว้ไปไขว้มา ตรงนี้ต้องเคลียร์ (Clear) ให้ชัดนะครับ นำมาตรการส่งเสริมเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิต การตลาด เกษตรที่มีที่ดินน้อยจะได้ช่วยเขา แล้วทำเป้าหมายของเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้พระองค์ท่าน ก็บอกว่าไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง และมี ๓ ระดับ ชี้ให้ชัดว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่เราไปทำเฉย ๆ เพราะว่าถ้าเกิดล้มเหลวขึ้นมามันไม่เหมาะ ไม่มีน้ำ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าศาสตร์พระราชาตรงนี้ ไม่เป็นผล ที่จริงแล้วเรามาใช้ผิดที่เอง

สุดท้าย ก็คือข้อเสนอแนะด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขอเสนอแนะว่า ๑. ควรบรรจุปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ปรับปรุงแผนพัฒนา ฉบับที่ ๑๒ เพราะในนั้นมีเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้น้อยมาก ไม่มีแผนปฏิบัติเลย คือตอนนี้ เพิ่งออกไป ดังนั้นก็ขอให้ใช้ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติเข้าไปแก้ไขตรงนั้น คือทำแผนใหม่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคแรก ๒. ภาคธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมจากรัฐ คือเหมือนเอสเอ็มแอล (SML) นั่นเอง คือขอเงินรัฐ รัฐควรจะกำหนดให้ไปใช้ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมันช่วย ๑. ให้งานสำเร็จ ๒. เป็นการป้องกันการสูญเสียของรัฐ เหมือนกับเป็นเซฟตีวาล์ว (Safety Valve) ก็คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล แล้วสุดท้ายก็คือการมีภูมิคุ้มกัน ให้มาใช้ตรงนี้ แล้วข้อที่ยังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ที่ไม่ค่อยเชื่อกัน ก็คือว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมารองรับธุรกิจทั่วไป ซึ่งตรงนี้มีการเข้าใจไขว้เขวกันอยู่มากว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการกลับไปปลูกพืชหรือ ไม่ใช่ ที่จริงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะนี้ มีการทดสอบไป ๔๐๐ กว่าแห่ง สิ่งที่เราต้องการก็คือว่าให้รัฐบาลกำหนดเป็นอินเดกซ์ (Index) ถ้าใครทำก็ควรจะลดภาษีให้เขา ควรจะมีอินเซนทิฟ (Incentive) มีแรงจูงใจให้กับบริษัทเหล่านั้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของเราไปได้ดีในบริษัทตั้งแต่ข้างล่างจนถึงข้างบน ก็เป็นข้อเสนอสุดท้าย กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรนะครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขอต้อนรับ คณะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ และคณะครู จากโรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ ขณะนี้ กำลังพิจารณารายงานสืบสานศาสตร์พระราชา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเรียน และคณาจารย์ที่มาฟังการประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต่อไปขอเชิญ ท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ ประธานอนุกรรมการดำเนินการศาสตร์พระราชา กรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ ประธานอนุกรรมการ ดำเนินการตามศาสตร์พระราชา ขออนุญาตเรียนผลการดำเนินการเพื่อกรุณาทราบดังนี้ สำหรับคณะอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชานี้ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ในการดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการให้มีการจัดตั้งด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ในเชิงพื้นที่ ให้มีการขับเคลื่อนต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำแนวทางในการปฏิบัติ ตามพระราชดำรินั้นมาพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค ให้มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งพื้นที่ทั้ง ๔ ภูมิภาค ที่ทางคณะอนุกรรมการได้ดำเนินการ ก็จะมีรูปแบบในลักษณะของศาสตร์พระราชาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาเป็นข้อมูล นำมาประมวลเพื่อทำเป็นข้อเสนอให้การสนับสนุนเพื่อให้โครงการ ดังกล่าวเหล่านั้นมีการขับเคลื่อนต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความสำเร็จตามแนวทาง พระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้มอบเอาไว้ให้

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ซึ่งในพื้นที่ทั้ง ๔ ภาคก็ได้ยกเอา โครงการที่กองทัพบกได้ดูแลอยู่ในเบื้องต้น เพื่อความสะดวกในการเข้าเก็บข้อมูลและศึกษา โครงการ สำหรับในพื้นที่ภาคกลางเราก็เลือกโครงการเกษตรรวมใจอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จังหวัดนครนายก ซึ่งโครงการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านเคยเสด็จในพื้นที่ แล้วก็มีแนวพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งพระองค์เสด็จในพื้นที่หลายครั้ง ติดตามการปฏิบัติงาน ซึ่งในทุกครั้งที่พระองค์เสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง แล้วโครงการนี้ในปัจจุบันก็สืบสานพระราชปณิธานโดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในพื้นที่นั้นก็มีศาสตร์พระราชา อยู่ในหลายรูปแบบ ที่สำคัญก็เช่นระบบอ่างพวง ที่ท่านนิกรได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่าเป็นการเอาน้ำมาเติมในอ่างต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่า ความสำคัญของประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมถือว่าเป็นรากฐานของประเทศ ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นพระองค์ก็จะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ สำหรับโครงการเกษตรรวมใจแห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จตรวจเยี่ยมโครงการเป็นประจำทุกปี แล้วก็ได้รับทราบจากกองทัพบกในเบื้องต้นว่าในปีนี้ ในวันที่ ๙ สิงหาคมที่จะถึง ก็มีกำหนดการ ที่จะเสด็จตรวจเยี่ยมในโครงการนี้ ฉะนั้นทางคณะกรรมการก็ได้พิจารณาว่าเราจะทำโครงการนี้ ให้เป็นโครงการต้นแบบที่เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าโครงการในพื้นที่อื่น เหตุผลก็เนื่องด้วย แสดงให้เห็นชัดว่าโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้ามีการสืบสานโดยต่อเนื่อง ก็จะก่อให้เกิดผลสำเร็จและเกิดผลประโยชน์อย่างแท้จริง ฉะนั้นโครงการอื่น ๆ ใน ๔ ภูมิภาค ก็จะมีน้ำหนักในการให้การสนับสนุนและในการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลเหมือนกับโครงการนี้ แต่ว่าเราจะนำเสนอในการสนับสนุน เพราะว่าในการสนับสนุนรูปแบบต่าง ๆ นั้นจะต้อง มีการบูรณาการกันในทุกภาคส่วน ภาคราชการก็จะให้แต่ในเบื้องต้น หลังจากนั้นแล้ว โครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องดำรงอยู่โดยการสนับสนุนจากภาคเอกชน ภาคประชาชน แล้วก็ภาคประชาสังคมในพื้นที่ ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็จะทำโครงการที่จังหวัดนครนายก คือโครงการเกษตรรวมใจให้เป็นโครงการแม่แบบเพื่อที่จะเอาไปขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ที่สำคัญก็คือสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านทรงเล็งเห็นว่านอกจาก ที่ท่านจะสืบสานพระราชปณิธานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๙ แล้ว ท่านก็ยังเห็นความสำคัญ เนื่องจากท่านทรงเป็นพระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อย ซึ่งโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าก็อยู่ข้าง ๆ โครงการนี้ ท่านก็ทรงมีพระราชดำริเพิ่มเติม ให้ทางโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจัดทำหลักสูตร นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ ๑ ชั้นปีที่ ๒ จะต้องมีชั่วโมงเข้ามาฝึกอบรมในโครงการนี้ หลังจากนั้นแล้วก่อนที่จะจบการศึกษาชั้นปีที่ ๕ ก็เข้ามาอีกครั้งหนึ่งเพื่อมาเรียนรู้มาเข้าใจว่าเมื่อตนเองออกไปรับราชการในพื้นที่ทั่วประเทศ แล้วก็สามารถที่จะนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปเผยแพร่ ลำดับแรก ก็คือให้กับกำลังพล ในหน่วยของตัวเอง เพราะว่าทหารก็จะหมุนเวียนเข้ามาทุกปี ปีละจำนวนมาก ๆ ก็ให้เขา ได้ซึมซับในพระราชกรณียกิจแล้วก็ซึมซับสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการที่เอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิต การดำรงอาชีพของเขาในอนาคต ลำดับที่ ๒ ก็คือเป็นการขยายผลในชุมชนข้างเคียง ฉะนั้นอันนี้ก็ทรงเป็นพระราชดำริเพิ่มเติมของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สำหรับโครงการที่เราเข้าไปดูก็จะเป็นโครงการที่เป็นฟู้ดแบงก์ (Food Bank) ในอีกประการหนึ่ง คือที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจะอยู่ในพื้นที่สูง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็จะมีพระราชดำริให้เป็นฟู้ดแบงก์ (Food Bank) ของคน และของสัตว์ที่ประสบอุทกภัยด้วย น้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ โรงเรียนการสัตว์ทหารบกซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้สามารถจัดหญ้าแห้ง เข้าไปสนับสนุนสัตว์เลี้ยงที่เกิดความเดือดร้อนจากอุทกภัยในปีนั้นได้ และปีที่ผ่านมา ก็ส่งลงไปสนับสนุนในภาคใต้เป็นต้น สำหรับการบูรณาการในการช่วยเหลือ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าในลำดับแรกเราก็จะมุ่งเน้นให้โครงการดำรงอยู่ได้ แต่ว่าการดำรงอยู่ได้ เขาจะต้องมีความพร้อมในภาคส่วนต่าง ๆ สำหรับในโครงการเกษตรรวมใจเราก็ได้ให้ การสนับสนุนในเบื้องต้นโดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจได้เข้าไปให้การสนับสนุน เช่น อุปกรณ์พ่วงเครื่องแทรกเตอร์ โดยชมรมนักเรียนเก่าสวนกุหลาบ รุ่นที่ ๙๗ มีการเปลี่ยน ระบบการประหยัดไฟ เปลี่ยนหลอดประหยัดไฟฟ้าทั้งโครงการ แล้วก็ผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แล้วก็สนับสนุนรถกระบะขนาดกลางเทท้าย โดยบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ระบบไฟฟ้าและระบบสูบน้ำ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สำนักนโยบายและแผนพลังงาน กรมพัฒนาทดแทนและส่งเสริมพลังงาน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วก็การก่อสร้างระบบอ่างพวงอย่างที่ได้เรียนไปตอนต้นแล้ว ก็ได้ประสานกับ กรมชลประทานและจัดทำแผนโดยต่อเนื่องเพื่อให้ระบบอ่างพวงในพื้นที่ของโครงการนั้น มีความสมบูรณ์ แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศก็คือองค์กรสโมสร ไลออนส์นาโกยา นาคามูระ จากประเทศญี่ปุ่น และมูลนิธิวงษ์เจริญสิน ได้ร่วมกันสร้าง อาคารโรงสีข้าวและลานพื้นแข็ง แล้วก็มีอาคารอบรม ๔ อาคาร และห้องสุขา ๒ ชุด ของชายและหญิง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยผ่านมาทางจังหวัดนครนายก แล้วก็กิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็ได้บูรณาการกันลงไป อันนี้ก็เป็นโครงการที่เรา จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม และในวันที่ ๑๕ ก็จะมีการแถลงข่าวในการดำเนินกิจกรรมโครงการนี้ โดยเบื้องต้นก็ได้เรียนเชิญท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันที่ ๑๕ ก็ได้มีการมอบเกียรติบัตรแล้วก็โล่ให้แก่ผู้ให้การสนับสนุน อันนี้ก็เป็นโครงการแรก ที่อยากจะเรียนให้ทราบ ก็จะมีรายละเอียดมากกว่าในโครงการอื่น ๆ สำหรับโครงการ ในพื้นที่ภาคเหนือก็คือโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๕ หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในเบื้องแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านได้เล็งเห็นปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ เป็นพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง เป็นยาม คอยส่งข่าว คอยแจ้งเตือนในเรื่องความมั่นคง ปัญหายาเสพติด ปัญหาคนหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงในอดีตที่ผ่านมา พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง หมู่บ้านยามชายแดนขึ้น และโครงการนี้ก็ได้มีการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พระองค์ก็ได้เสด็จ ได้ตรวจงาน ได้ให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดตากเป็นพื้นที่แรก ซึ่งคณะกรรมการ ก็ได้ไปดูงานก็คือบ้านมะโอโค๊ะ ในพื้นที่อีก ๔ หมู่บ้านก็จะเป็นพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน คือบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า บ้านอาโจ้ อำเภอปางมะผ้า บ้านส่วยอู อำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน แล้วก็บ้านดอยผักกูด อำเภอปาย อันนี้ก็เป็นหมู่บ้านที่เราทำเป็นหมู่บ้านเครือข่าย พร้อมกันทั้ง ๕ หมู่บ้าน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศาสตร์พระราชาในอีกมุมมองหนึ่งที่ พระองค์ท่านได้มีพระมหากรุณาธิคุณได้ริเริ่มเอาไว้ ถึงแม้ปัจจุบันนี้สภาพแวดล้อม และสภาพสังคมได้เปลี่ยนไป ภัยคุกคามเปลี่ยนไปเรื่อย แต่ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ทำอย่างไรที่จะให้ชาวเขากลับมาเป็นชาวเราได้ในลักษณะคำพูดง่าย ๆ ที่ท่านทรงเคยมี พระราชดำรัสเอาไว้ วัตถุประสงค์ต่าง ๆ เหล่านี้เราก็จะจัดตั้งหมู่บ้าน ก็จะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปร่วมให้การสนับสนุนให้เขาอยู่ได้ เพาะปลูกเรื่องปลูกข้าวไม่ได้ก็ปลูกให้พอกิน แต่ก็ต้องไปส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ที่จะมีปลูกกาแฟ ปลูกพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าแล้วก็สร้างรายได้ ให้กับชาวบ้าน ซึ่งในพื้นที่นี้เราก็ได้เข้าไปดูแล้วก็ให้การสนับสนุนของคณะกรรมการ เราก็ประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในเรื่องการวางสายพาดเสาเข้าไป โดยประสานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ซึ่งจะมีประเด็นปัญหา เราก็จะดูเรื่องการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ และเนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล ขณะนี้ระบบสาธารณูปโภคยังเข้าไปไม่พร้อม เราก็จะดูเรื่องระบบไฟฟ้าในเรื่องฟาร์มเซลล์แสงอาทิตย์ แล้วก็ดูเรื่องภารกิจด้านป่าไม้ ที่มีปัญหา อย่างเช่นการจัดตั้งหมู่บ้านในเขตอนุรักษ์ต่าง ๆ ซึ่งใน ๕ หมู่บ้านมีหมู่บ้าน ที่จัดตั้งเรียบร้อยแล้วเพียงแค่ ๒ หมู่บ้าน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็เลือก ศูนย์การพัฒนาโนนดินแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งโครงการนี้ก็ริเริ่ม โดยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เช่นเดียวกัน เป็นโครงการเพื่อความมั่นคง ในเบื้องต้นก็เป็นการสร้างเขื่อนลำนางรอง สร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณนั้น ทำไมพระองค์ท่าน ถึงไปเลือกในพื้นที่ที่กันดารแล้วก็ยากลำบาก เพราะว่าในเบื้องแรกก็คือปัญหาในด้านความมั่นคง หลังจากนั้นแล้วเมื่อมีการพัฒนา ภัยคุกคามดังกล่าวน้อยลงแล้วก็หมดไปในที่สุด ปัญหา ระหว่างเขตแดนเพื่อนบ้านก็ได้รับการแก้ไข สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะนำมาสู่การส่งเสริม ในเรื่องการพัฒนาอาชีพให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ ในพื้นที่นี้เราก็จะเห็นว่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ท่านก็จะมีแนวทางเป็นพื้นที่เกษตรกรรมโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก น้ำขาดแคลนก็เก็บเอาไว้ใช้ ในการผลิตพืชเกษตรอื่น ๆ ในช่วงหน้าแล้ง ในพื้นที่ก็จะเห็นว่ามีโครงการหลวงดอยคำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ที่นั่นด้วย เป็นการสร้างโรงงาน สร้างอาหาร ผลิตอาหาร กระป๋องต่าง ๆ อย่างเช่น หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ น้ำเสาวรส ที่เราไปดู ซึ่งจะเห็นว่าในพื้นที่ โครงการก็มีการจัดระเบียบ จัดตั้งหมู่บ้านอยู่ในกลุ่มหนึ่ง แต่การสร้างโรงงานนั้น เป็นการขยายผลไปยังพื้นที่ข้างเคียงเพื่อให้เกษตรกรที่อยู่นอกโครงการได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ในสิ่งเหล่านี้ด้วย สำหรับการสนับสนุนของโครงการที่คณะกรรมการเข้าไปเราก็จะให้ การสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาอาชีพในด้านต่าง ๆ ในคณะอนุกรรมการเราก็จะมีผู้แทนกรม ทุกกรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาอยู่ในนี้ ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงสัตว์เพิ่มเติมโดย กรมปศุสัตว์ เป็นต้น เพราะว่าในพื้นที่ไม่ค่อยมีระบบชลประทานที่สมบูรณ์เท่าไรนัก แล้วก็ส่งเสริมเพิ่มเติมด้วยระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ของอาคาร ศูนย์ต่าง ๆ ในโครงการ อันนี้ก็เป็นงานที่เราได้เข้าไป สำหรับพื้นที่ภาคใต้เราก็เลือกโครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ถ้าท่านสมาชิกได้ติดตามพระราชกรณียกิจ เพราะว่าปัญหาที่สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ก็คือปัญหาดินคือดินเปรี้ยว พระองค์ท่าน ก็ได้มีแนวพระราชดำริจะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จนเกิดการพัฒนาในทฤษฎี แกล้งดินขึ้นมา ที่ท่านอดีตอธิบดีอภิชาตได้กรุณาอธิบายความอย่างละเอียดแล้วในการนำเสนอ คราวที่แล้ว ฉะนั้นถ้าเกิดมีประเด็นสงสัยท่านสอบถาม เดี๋ยวท่านอภิชาตก็จะได้ชี้แจงเพิ่มเติม ในโอกาสต่อไป ซึ่งอันนี้ท่านก็มีการขุดคลอง ในเบื้องต้นขุดคลองเอาน้ำจากแม่น้ำโกลก เพื่อเข้ามาทำเกษตร แต่ว่าน้ำจากพรุโต๊ะแดงก็ยังซึมเข้ามาในคลองนั้นอยู่ก็ยังทำให้คลองใช้ไม่ได้ พระองค์ท่านก็ทรงให้ขุดคลองดักน้ำเปรี้ยวไว้อีกอันหนึ่งไปออกต่างหาก แล้วก็ให้จัดตั้ง หมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะขึ้นเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน เนื่องจากว่าในพื้นที่ทำเกษตรไม่ได้ในเบื้องต้น หมู่บ้านนี้เรียกว่าหมู่บ้านปศุสัตว์ พระองค์ท่าน ก็ทำให้มีการทำปศุสัตว์ในเบื้องต้นก่อนเพื่อให้ราษฎรมีอาชีพ แล้วก็มีความเป็นอยู่ มีรายได้ มีการสร้างแปลงรวม มีการสร้างคอกรวม มีการสร้างระบบต่าง ๆ เกี่ยวกับปศุสัตว์ ระหว่างนั้น ก็มีการพัฒนาที่ดินอย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าทฤษฎีแกล้งดินเกิดจากที่นี่ แล้วดินก็จะมี คุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ก็สามารถนำมาใช้ในการเกษตรกรรมได้ และโครงการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงตรวจเยี่ยมโครงการบ่อยครั้ง แล้วหลังสุดนี้ก็โดยการตรวจเยี่ยมของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันนี้ก็คือโครงการที่เราเลือกมาในพื้นที่ ๔ พื้นที่ หลังจากที่เราไปดูมาแล้ว ก่อนที่เราจะสรุปประเด็นของโครงการต่าง ๆ ว่าควรจะมีการดำเนินการ มีการส่งเสริม มีการสนับสนุนอย่างไร เพื่อที่จะทำให้โครงการต่าง ๆ เหล่านั้นมีความยั่งยืนแล้วก็ขับเคลื่อน สืบสานต่อไปได้อย่างยั่งยืนแล้วก็มั่นคง เราก็ได้ไปดูงานโครงการที่ประสบผลสำเร็จ อีก ๓ โครงการเพื่อเอามาเปรียบเทียบ

โครงการแรก ก็คือศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอันนี้ก็เป็นศูนย์ต้นแบบในการพัฒนาดิน พัฒนาน้ำ ทำอย่างไรที่จะให้ ประชาชนในพื้นที่สามารถทำเกษตรกรรมได้ อย่างที่ผมได้นำเรียนไปแล้วว่าพระองค์ ได้เพ่งเล็งเกษตรกรเป็นหลัก เพราะถ้าพื้นฐานเรามั่นคงแล้วข้างบนเราก็จะมีความมั่งคั่ง ประเทศชาติก็จะยืนยาวต่อไปได้

สำหรับโครงการที่ ๒ เป็นโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดินนี้จะเป็นดินที่ไม่มีคุณภาพที่ชาวบ้านพระราชทานให้ พระองค์ท่าน ก็เสด็จไปพื้นที่นี้ มีการปลูกหญ้าแฝก มีการพัฒนาดิน มีการอะไร ซึ่งท่านอธิบดีอภิชาต ท่านก็ได้กรุณาชี้แจงให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบในคราวที่แล้วโดยละเอียดไปแล้ว ถ้าสมาชิกท่านใด จะขอข้อมูลเพิ่มก็กรุณาสอบถามในที่ประชุมได้ครับ

สำหรับโครงการสุดท้ายที่เราไปดูก็คือโครงการของกองทัพเรือ ศูนย์การเรียนรู้ ทฤษฎีใหม่ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จังหวัดชลบุรี โครงการนี้เป็นการเอา ศาสตร์พระราชาในทุกด้านเข้ามาใช้ แล้วก็สอดรับกับแนวทางพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพราะว่าของทหารเรือ ศูนย์ทหารใหม่ เขาเอามาฝึกรวมกันทีเดียวแล้วค่อยแยกออกไป แต่ของทหารบกเนื่องจากปริมาณทหารที่เรา คัดเลือกเข้ามาเยอะก็ต้องแยกหลาย ๆ พื้นที่ ทหารเรือก็ยังมีปีหนึ่ง ๒ รุ่น รุ่นละ ๔,๐๐๐ กว่าคน ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ก็จะเข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้ แล้วก็กระจายออกไปยังหน่วยต่าง ๆ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ของทหารเรือก็เป็นศูนย์ที่ประสบผลสำเร็จ ทำให้สามารถนำ ศาสตร์พระราชาในแขนงต่าง ๆ ไปขยายผลได้ ฉะนั้นที่คณะอนุกรรมการชุดที่ ๒ คณะอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชาได้ไปดูงานใน ๔ ภูมิภาค แล้วก็เอามา วิเคราะห์เปรียบเทียบกับศูนย์ที่สำเร็จ ๓ ศูนย์ เราก็สามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะได้ดังนี้

๑. สนับสนุนให้มีการศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีลักษณะหรือกิจกรรมใกล้เคียงกัน เพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้ในโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเกิดความสำเร็จอย่างสมบูรณ์และยั่งยืนสืบไป

๒. สร้างเสริมการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อร่วมกันดำเนินงานอย่างเข้มแข็งรอบด้าน เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด ทั้งลดความซ้ำซ้อนภายในโครงการ

๓. ผลักดันด้านงบประมาณอย่างสอดคล้อง เพียงพอ และต่อเนื่อง ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน นอกเหนือจากการกำกับดูแลของหน่วยงานประสาน ที่ดูแลแทน ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในการขอตั้งงบประมาณในการดูแลโครงการนั้น ๆ

๔. สร้างเสริมแผนการพัฒนาบุคลากรในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการฝึกอบรม ทบทวนวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้เกิด ความเชี่ยวชาญและทันสมัยตลอดเวลา

๕. สร้างเสริมช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ ความมุ่งหมาย ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างถูกต้องแพร่หลาย ทั้งแก่ประชาชนในพื้นที่และประชาชนทั่วไป

๖. สนับสนุนการจัดตั้งระบบพลังงานทดแทนและการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามความจำเป็น และเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

๗. สร้างเสริมและพัฒนาช่องทางการติดต่อสื่อสารและโทรคมนาคม อย่างมีความเหมาะสมและจำเป็นในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

๘. ผลักดันและพัฒนาด้านการชลประทานในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริทุกโครงการให้ครอบคลุมและทั่วถึง

๙. พัฒนาแนวทางอาชีพและขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิก และผลิตภัณฑ์ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเชิงรุกและหลากหลาย เพื่อเพิ่มพูนรายได้และช่องทางประชาสัมพันธ์

ซึ่งข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ทางคณะกรรมการก็ได้ไปประมวลเพื่อนำเสนอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณานำไปใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล เพราะว่าในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ความสำคัญเรื่องศาสตร์พระราชา ในเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้กำหนดเอาไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้าเราได้ร่วมมือร่วมใจกันก็จะทำให้ศาสตร์พระราชานี้มีความมั่นคงและยั่งยืนอยู่ตลอดไป ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านอุทิศ ขาวเธียร อนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมสืบสาน ศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ขอเชิญครับ

นายอุทิศ ขาวเธียร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมการ 🔗

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม ดอกเตอร์อุทิศ ขาวเธียร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านยุทธศาสตร์ สำนักงาน ป.ป.ช. ในปัจจุบัน คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ที่มีท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธาน ที่รู้จักกันดีว่าอาจารย์ยักษ์ เราก็ได้รับโจทย์ ที่สำคัญมากทีเดียว โจทย์ก็คือว่าศาสตร์พระราชาที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลนี้จะดำรงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและมนุษยชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร กลไกอะไรที่จะช่วย สร้างความยั่งยืนอันนี้ เพราะว่าแน่นอนที่สุดไม่มีใครอยากจะให้สิ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ สูญหายไป อยากจะให้อยู่คงประโยชน์ตราบนานเท่านาน เมื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ได้รับโจทย์อันนี้ก็ได้มีแนวทางการดำเนินงาน นอกจากว่าเราจะมีการระดมสมองกัน ในคณะอนุกรรมการทั้งทางด้านทฤษฎีแล้วก็ประสบการณ์การปฏิบัติ คือเราโชคดีที่มีกรรมการ หลายท่านเลยที่มีประสบการณ์ได้ใช้ศาสตร์พระราชา แล้วก็ได้ใกล้ชิดกับพระองค์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แนะนำให้เข้าใจแก่นแท้ขององค์ความรู้ นอกจากการระดมสมองดังกล่าวแล้ว เราก็ยังได้ออกพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

จะมีสไลด์ (Slide) ฉายให้เห็นว่าคณะอนุกรรมการได้ออกพื้นที่ ๒ พื้นที่ด้วยกัน ทั้งที่อุบลราชธานีและชลบุรี ที่เราออกพื้นที่เพื่อจะดูของจริง แล้วก็ดูว่ากลไกการมีส่วนร่วมที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น มีลักษณะอย่างไร มีอะไรที่ยังขาดในแง่ของการที่จะผลักดันความยั่งยืนของศาสตร์พระราชา ให้คงอยู่ บทบาท นอกจาก ๒ พื้นที่แล้วเราก็มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ ๒ ครั้งด้วยกัน การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ก็เพื่อให้เข้าใจ ให้รู้ว่าภาคีใดควรจะประยุกต์ใช้อย่างไร ตั้งแต่ภาคี ที่สำคัญคือประชาชน จนกระทั่งภาคีที่เป็นสื่อ เพราะฉะนั้นเราก็มีการดำเนินการเหล่านี้เพื่อจะ กรององค์ความรู้ที่มีอยู่ว่าจะออกมาเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืนมีกลไก อย่างไร ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาตรายงานสาระสำคัญที่ได้จากการศึกษาตามแนวทางที่ผม กราบเรียนแล้ว

สาระสำคัญประการแรก สไลด์ (Slide) แรกที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญ เป็นเรื่องของสถานการณ์ปัญหา เป็นชาร์ต (Chart) สถานการณ์ปัญหา จากการระดมสมอง ของเราพบว่า มีสถานการณ์ปัญหาการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอยู่ เนื่องจากองค์กรหลัก ๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ก็มีบทบาทที่สำคัญด้วยกันทั้งนั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ความไม่ครบ การเข้าไม่ถึงแก่น การยังไม่มีกลไกเชื่อม องค์กรภาครัฐเองซึ่งมีความตั้งอกตั้งใจอย่างมาก มีอำนาจ มีการสั่งการ มีการอนุมัติงบประมาณเพื่อการดำเนินการ แต่ที่เราสังเกตเห็นก็คือต่างคนต่างทำ ที่เราสังเกตเห็นก็คือเป็นเรื่องการทำตามคำสั่ง มีความแข็งตัวอยู่ระดับหนึ่งขององค์กรภาครัฐ ไม่อ่อนตัวพอที่จะปรับให้สอดรับกับภูมิสังคมที่เผชิญอยู่ ในแง่ภาคประชาชน ภาคประชาชน แน่นอนครับ มีความตั้งใจ มีศรัทธา แต่เมื่อดูให้ชัดแล้วก็จะพบว่าภาคประชาชนยังเข้าไม่ถึง แหล่งทุน แหล่งทุนมันชิฟต์ (Shift) ไปภาครัฐเสียก่อน แล้วที่เหลือหรือว่าลงมาถึงภาคประชาชน ก็อาจจะเป็นรูปของแผนงานโครงการ ซึ่งก็เป็นลักษณะระเบียบของราชการเรา ที่สำคัญคือ ภาคประชาชนยังไม่เข้าถึงความรู้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการบอกเล่าต่อกันมาจากภาครัฐ แล้วก็ขาดการหนุนเสริมคือโครงการไม่ต่อเนื่อง การหนุนเสริมความต่อเนื่องไม่เกิด ภาควิชาการเองก็มองทางวิชาการมากไป ไม่ได้ต่อยอด ไม่ได้มีการต่อยอดศาสตร์พระราชา มาสู่การปฏิบัติเท่าที่ควร เน้นการสอนทฤษฎีแล้วก็เน้นการวิจัย แต่วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง วิจัยแล้วไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ นี่เป็นประเด็นที่เราพบ ที่เราออกไปสนาม ที่เราหารือกัน ภาคสื่อมวลชนนี่เอง อันนี้จากสื่อมวลชนเลยก็ตำหนิว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ต่อการที่จะทำหน้าที่กระจายองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชา ภาคสื่อมวลชนยังไม่ได้รับ การสนับสนุนเท่าที่ควร อันนี้สื่อมวลชนเองเป็นคนพูด เราก็หันมาดูหลักการขับเคลื่อน ถ้าปัญหาอยู่หลักการขับเคลื่อนควรจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งหลักการขับเคลื่อนมีอยู่ พระองค์ชี้แนะอยู่ในศาสตร์พระราชาเลย เราจึงสามารถนำศาสตร์พระราชามาบอกว่า หลักการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนนั้นต้องเป็นอย่างไร ประการแรกเลย ขอเปลี่ยนสไลด์ (Slide) ไปสไลด์ (Slide) หลักการขับเคลื่อนที่มีรูปใจสีแดง ๆ หลักการขับเคลื่อนอันแรกที่เราอาศัย ศาสตร์พระราชาคือขับเคลื่อนอย่างรู้รักสามัคคี การขับเคลื่อนต้องใช้พลัง แล้วพลังที่สำคัญ คือพลังทางจิตใจ ต้องขับเคลื่อนกันอย่างรู้รักสามัคคี คือต้องเป็นเครือข่ายที่มีความรู้รักสามัคคี ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มีการขับเคลื่อนก็เกือบจะไม่เกิด เมื่อขับเคลื่อนไปก็จะมีหลักการขยายผล ซึ่งแน่นอนจะต้องเป็นการขยายผลจากเครือข่ายที่รู้รักสามัคคี การขยายผลนี้พระองค์ก็ได้ ทรงพระราชทานศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญ ๆ ๖ แห่ง ได้พระราชทานโครงการตัวอย่าง ทั้งหมดประมาณ ๔,๐๐๐ โครงการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ โครงการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ๑๐ โครงการ แต่ตลอดชีวิตของพระองค์พระราชทาน ๔,๐๐๐ โครงการไว้ และหวังจะให้เกิดการขยายผลไปสู่ความสุขสมบูรณ์ของประชากร ตามพระราชดำริ ก็คือการน้อมนำสู่การปฏิบัติจริง ศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติแล้วถึงมาคุยกัน ซึ่งในการปฏิบัติพระองค์บอกว่าไม่ต้องรอ ทำแบบคนจนภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด แต่ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจากง่ายไปหายาก ทำเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและนวัตกรรม ก็จะเกิด นี่ก็เป็นหลักการขับเคลื่อนที่พระองค์ให้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไก และการใช้องค์ความรู้อย่างเหมาะสมกับภูมิสังคมที่จะให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้ สไลด์ (Slide) ถัดไป เมื่อเราพิจารณาว่าการขับเคลื่อนเหล่านี้เครือข่ายและโครงการ อยู่ที่ใดบ้าง เราก็พบว่ามีกระจายอยู่ทั่วทุกภาค อย่างที่ประธานอนุกรรมการอีก ๒ ท่าน ได้กรุณาชี้แจงแล้วคือในทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีศูนย์การเรียนรู้ มีโครงการ ที่เป็นตัวอย่างอยู่กว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ผมจะไม่ขอลงลึกเพราะว่าท่านประธานอนุกรรมการ ๒ ท่านได้กรุณาชี้แจงแล้ว นอกจากองค์ความรู้ที่มีกระจายอยู่แล้วเราก็พิจารณาว่าเครือข่าย ที่จะขับเคลื่อนกระจายเต็มตัวหรือเปล่า ปรากฏว่าก็กระจายตัวทั่วประเทศ เมื่อศึกษา พิจารณาให้ดี มีเครือข่ายทั้งทางด้านวิชาการ เครือข่ายทั้งทางด้านประชาชนที่เป็นเป้าหมาย ของการพัฒนาภาคประชาสังคม พลังพลเมือง ภาคศาสนา สื่อมวลชน ภาครัฐ มีแอ็กเตอร์ (Actor) ผู้เล่นบทบาทอยู่ครบหมด เพราะฉะนั้นปัญหาของเราไม่ใช่ไปสร้างผู้เล่น แต่ทำอย่างไรที่จะประสานให้เกิดพลังการมีส่วนร่วมเหล่านั้นได้ สไลด์ (Slide) ถัดไป ดังนั้น คณะอนุกรรมการจึงได้ศึกษาทำความเข้าใจว่าถ้าอย่างนั้นแนวคิดหลักการขับเคลื่อน ควรจะเป็นอย่างไรในการที่จะทำให้ศาสตร์พระราชายังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนเราดูออกเป็น ๒ แนวคิดหลัก แนวคิดหลักอันแรกเป็นแกนเลย เป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุด คือการใช้ศาสตร์พระราชาจะต้องเป็นการปฏิบัติการขับเคลื่อน อย่างไม่ยึดติดตายตัว พระองค์แสดงตัวอย่างให้เห็นตลอดเวลาว่าเป็นเรื่องของความคิดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสอดรับกับภูมิสังคม และที่สำคัญพระองค์บอกว่าอย่ายึดติดตำรา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แนวคิด หลักการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยแนวคิดหลักการที่เรียกว่า เป็นอินฟอร์มัลแอปโพรช (Informal Approach) คืออาศัยความคล่องตัว ไม่ได้อาศัยกฎเกณฑ์ หลักการตายตัว ซึ่งอินฟอร์มัลแอปโพรช (Informal Approach) ภาคีที่จะทำได้ดีที่สุด และทำอยู่ก็คือภาคีภาคประชาชน เพราะฉะนั้นภาคีภาคประชาชนจะต้องเป็นแกน แล้วภาคีอื่นเข้ามาสนับสนุน อาศัยแกนที่มีความคล่องตัว ภาคีอื่น ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน ก็สามารถจะเข้ามาสนับสนุนในลักษณะของแนวคิด หลักการสนับสนุนตัวอย่างเช่นภาคีภาครัฐ ซึ่งเป็นฟอร์มัลเซกเตอร์ (Formal Sector) ซึ่งภาครัฐก็จะให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ ให้การสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องอินฟอร์มัล (Informal) กับฟอร์มัลแอปโพรช (Formal Approach) ควบคู่กันไปในแนวความคิด การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา คือเราแยกออกมาได้ว่ามีอยู่ ๒ แอปโพรช (Approach) หลัก ๆ แล้วทั้ง ๒ แอปโพรช (Approach) นี้ที่เป็นแกนคืออินฟอร์มัล (Informal) ที่เป็นตัวสนับสนุนคือฟอร์มัล (Formal) และต้องไปด้วยกัน มีความสำคัญด้วยกัน ทั้ง ๒ ลักษณะ เป็นบริบทหลัก บริบทรอง ของสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ การมีส่วนร่วมต้องมีฐานพลัง เพราะฉะนั้นจากแนวคิดหลักการขับเคลื่อนฐานพลังก็คือ ภาคีทั้งหมดที่มีส่วนขับเคลื่อนที่ได้กราบเรียนไว้แล้ว ภาคีทั้งหมดที่มีประชาชนเป็นแกนนำ ภาคีอีก ๖ ภาคี อีกสักครู่ผมจะอธิบายรายละเอียดว่าทั้ง ๗ ภาคีรวมทั้งประชาชนจะมีอะไร ในขณะเดียวกันการขยายผลอย่างต่อเนื่องจะเกิดขึ้นได้ก็คือภาคีประชาชนจะต้องได้รับ การอบรม ความจริงประชาชนต้องได้รับการอบรมร่วมกันทุกภาคี ที่เราย้ำประชาชน เพราะว่าขณะนี้ประชาชนเป็นภาคีที่รับรู้น้อยที่สุดอย่างที่ผมได้กราบเรียนไว้ ถ้าหาก ภาคีประชาชนได้การรับรู้น้อยที่สุดแล้วรับรู้โดยการกระซิบกระซาบกันมา พูดต่อ ๆ กันมา อาจจะคลาดเคลื่อนได้ เพราะฉะนั้นการอบรมทุกภาคีจำเป็น แล้วก็ต้องบอกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคีภาคประชาชน การขยายผลอีกด้านหนึ่งนอกจากการอบรมแล้ว ก็คือการรวมตัวของเครือข่าย เราพบว่าขณะนี้เครือข่ายแอ็กทิฟ (Active) ครับ แต่กระจัดกระจาย อย่างที่ผมกราบเรียนมันกระจายอยู่ทั่วประเทศก็จริง แต่ไม่ได้ มาจับมือกัน ไม่ได้ใช้ความถนัด เพราะว่ามีเครือข่ายที่เป็นประชาชน เครือข่ายที่เป็น เกษตรกร เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายวิชาการ อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว เครือข่ายเหล่านี้ ถ้าได้จับมือกันมันเป็นพลังทั้งในแง่ของการขยายผล และในแง่ของการสร้างความยั่งยืน แน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราได้วิเคราะห์และเห็นว่าเรายังขาด จากประเด็นที่เรา วิเคราะห์ คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็มีข้อเสนอว่าเพื่อการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์ พระราชาอย่างยั่งยืนต้องการกลไก ๒ ตัวด้วยกัน ๑. กลไกหลัก ๒. กลไกเสริม กลไกหลัก ขอบอกสรุปไว้ก่อนว่ากลไกหลัก ๓ ระดับ ต้องมีทั้งชาติ จังหวัด พื้นที่ชุมชน เพราะว่า แต่เดิมมีกลไกหลักระดับชาติ จังหวัดก็อาศัยจังหวัด หน่วยราชการผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีภารกิจมากมาย ไม่ปฏิเสธหรอกครับ รับ แต่นี่คือปัญหา มันโอเวอร์เวล์ม (Overwhelm) ด้วยภารกิจทางราชการอยู่แล้ว การจะมาร่วมกันประกอบภารกิจ สร้างบูรณาการ ที่มีความคล่องตัวนี้ยากมาก เพราะฉะนั้นก็ขาดจังหวัดแล้วก็ระดับพื้นที่ที่เราจะต้องอบรม ให้เกิดการนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้อย่างมีทิศทาง อย่างมีความเข้าอกเข้าใจ อย่างแท้จริง กลไกทั้ง ๓ ระดับนั้นก็จะมีภารกิจหลัก ๆ อยู่ ๕ แนวทางด้วยกันที่จะต้องทำ ภารกิจในการประสานงาน ภารกิจในการวางแผน ในการติดตามประเมินผล ตลอดจนกระทั่ง ภารกิจในการเป็นสื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยกลไก ๕ ประเภทด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาต กราบเรียนขยายความภายหลัง แล้วก็แน่นอนครับ สุดท้ายกลไกหลักหนีไม่พ้นภาคีหลัก ทั้ง ๗ ภาคีที่จะต้องประสานกันเป็นพลังการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ที่มีภาคีประชาชนเป็นแกน นอกจากนั้นกลไกหลักเหล่านี้เราก็คิดว่าไม่พอ จะเรียกว่า มาตรการก็ได้ จะเรียกว่ากลไกก็ได้ สิ่งที่จะต้องเป็นกลไกเสริม มาตรการเสริมก็คือ ประการแรก ต้องมีปัจจัยกองทุนการขับเคลื่อน ซึ่งกองทุนการขับเคลื่อนไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินงบประมาณ เป็นเงินบริจาคก็ได้ ซึ่งจริง ๆ ปรากฏอยู่แล้ว ภายใต้โครงการศาสตร์พระราชาในหลาย ๆ พื้นที่ ภาคีเอกชนระดมทุนกัน เข้ามา ประชาชนเองก็ลงทุนเข้ามา ทั้งในแง่ของตัวเงินถึงแม้จะไม่มาก แต่ที่สำคัญคือ ระดมทุนทางด้านปัจจัยพื้นที่ แรงงานเข้ามาช่วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัย เป็นกองทุน ในเรื่องของปัจจัยการขับเคลื่อนทั้งนั้น อันนี้เป็นสิ่งเสริมสำคัญที่เราต้องมี นอกจากนั้น เราก็คิดว่าในอนาคตต้องมีวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นวิสาหกิจที่จะนำศาสตร์พระราชาไปใช้ ในการบริหารและสร้างผลกำไร แล้วเอาผลกำไรนั้นย้อนกลับมาสนับสนุนการขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชาอีกระลอกหนึ่ง อีกเซอร์เคิล (Circle) หนึ่ง ผมจะกลับมาที่พลัง ๓ ระดับ ที่สำคัญมาก ก็คือ ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่นชุมชน ๓ ระดับนี้เราจะตั้งเป็น คณะกรรมการประสานงานภาคีเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนก็ได้ หรือจะตั้งให้เป็น ทาสก์ฟอร์ซ (Task Force) หลวม ๆ หน่วยปฏิบัติการหลวม ๆ ในระดับชุมชนหรืออะไรก็ได้ แต่ต้องมี ต้องเกิดกลไกการประสานงานในทุก ๆ ระดับ แล้วก็ต่อเนื่องกันไปสู่ทุก ๆ พื้นที่ ทุก ๆ ชุมชน เพื่อเป็นพลังช่วยกันนำไปสู่เจตนารมณ์ของศาสตร์พระราชาให้สำเร็จให้ได้ ระดับชาติก็รัฐบาล องค์กรกลาง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ กลไกระดับนี้คณะกรรมการ ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบนี้ ทั้งของรัฐบาล ของกระทรวง ทบวง กรม ขององค์กรกลาง ทั้งหลาย กรรมการที่เกิดขึ้นในระดับชาตินี้ก็จะทำหน้าที่นโยบาย แน่นอน ให้นโยบาย ชี้ทิศทาง ทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านงบประมาณถ้าจำเป็น ผมขอย้ำนะครับ งบประมาณ ถ้าจำเป็น ไม่ใช่เอางบประมาณเป็นตัวตั้ง หลาย ๆ ครั้งเราจะเข้าใจว่าศาสตร์พระราชา ไม่สามารถแปลงสู่ปฏิบัติได้ หรือไม่สามารถประยุกต์ได้ถ้าหากไม่มีงบประมาณเพียงพอ แต่จริง ๆ ท่านย้ำว่าให้ทำแบบคนจน เริ่มต้นเป็นขั้นเป็นตอนไป มีเท่าไรเอาเท่านั้นภายใต้ ข้อจำกัดทางทรัพยากรที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นองค์กรระดับชาติมีหน้าที่ที่จะต้องประสานงาน องค์กรระดับจังหวัด ซึ่งถ้าพูดอย่างหลวม ๆ บางจังหวัดก็อาจจะอาศัยกลไกระดับจังหวัด ที่มีอยู่แล้ว บางจังหวัดก็อาจจะมีองค์กรระดับจังหวัดตั้งขึ้นมาเพิ่มเติมสนับสนุน จังหวัดก็คง จะทำหน้าที่ทางด้านการบูรณาการ ในจังหวัดก็จะทำหน้าที่กับภาคีทางด้านวิชาการด้วย ในแง่การวิจัยเพื่อให้การปฏิบัติการสอดรับกับภูมิสังคมด้วย ในระดับจังหวัด ซึ่งมีหน่วยราชการ จังหวัดต่าง ๆ อยู่พรั่งพร้อมพอสมควรก็จะช่วยกันลงไป หลังจากทำความเข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้ว ก็ลงไปสนับสนุนการขับเคลื่อนในระดับชุมชนและท้องถิ่น ในระดับท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมี การวางแผนงานโครงการ อันนี้เป็นข้อเสนอในระดับท้องถิ่นต้องมีการวางแผนงานโครงการ ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือในระดับท้องถิ่นจะต้องมีการติดตามประเมินผล แล้วก็ฟีดแบ็ก (Feedback) ขึ้นมาสู่ระดับชาติให้มีการจูน (Tune) ประยุกต์ แก้ไขปัญหา จะเป็นปัญหาทางด้านงบประมาณ ปัญหาทางด้านการประสานงานอย่างไรก็แล้วแต่ให้มีผล ในการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือบทบาทของ ๓ ระดับ ส่วนการมีส่วนร่วม ๕ แนวทาง ๕ กลไก กระผมขอไปเร็ว ๆ เอาตามสไลด์ (Slide) เลยว่าจะมีแนวทางกลไก การประสานงานภาคีเครือข่าย อย่างที่ผมกราบเรียนว่าเยอะแต่ยังไม่ได้จับมือกัน กลไก การทำแผนงานยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเอางบประมาณมาบูรณาการ จะมีทั้งความช่วยเหลือจากภาครัฐ ความช่วยเหลือจากภาคเอกชน ทำไมไม่บูรณาการ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงกว่า กลไกการติดตามประเมินผล กลไกการจัดความรู้ของ ภาคีวิชาการ กลไกสื่อสารการประชาสัมพันธ์ นั่นเป็น ๕ กลไก ๕ แนวทางที่จะช่วยกัน ประสานขับเคลื่อน ๕ แนวทาง ยังมีพลัง ๗ ภาคี สไลด์ (Slide) ต่อไป พลังความรู้ พลังคุณธรรมที่จะมีอยู่ของ ๗ ภาคี ขออนุญาตย้ำว่าตั้งแต่ภาคีประชาสังคม พลเมือง ศาสนา ประชาชน เอกชน รัฐ วิชาการ สื่อมวลชน ทั้ง ๗ ภาคีที่จะต้องสานพลังให้ศรัทธาต่อ ศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ ๙ ยังคงอยู่ ประสานให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง มีแรง ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็อนุญาต นอกจากทั้งหมดแล้ว ก็จะมีเรื่องของกองทุนแล้วก็เรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างที่ผมกราบเรียน ทั้งหมดนี้ก็จะเป็น ข้อเสนอที่ขออนุญาตกราบเรียนเสนอสภาเพื่อโปรดพิจารณาแล้วก็จะรับความคิดเห็นของท่าน ไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำเสนอตามขั้นตอนต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณดอกเตอร์อุทิศ ขาวเธียร นะครับ ต่อไปเป็นอนุกรรมการชุดที่ ๔ ขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ประธานอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์ การบริหารโครงการเพื่อดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชาและจัดทำหนังสือ ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม จะขอทำหน้าที่รายงานผลการศึกษา และวิเคราะห์การบริหารโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการจัดทำหนังสือข้อเสนอ แนวทางการขับเคลื่อนการสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งภารกิจในการจัดทำหนังสือของ กิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) เพื่อประกอบการบรรยายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

สไลด์ (Slide) หน้าที่ ๑ ในประเทศไทย บัดนี้เราได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แล้ว ถ้าเราเปิดดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าเราจะต้องมีการน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินการในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน โดยที่หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๕ ก็ได้กำหนดไว้ว่า รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชน มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี่คือแนวนโยบาย แห่งรัฐ ยังมีอีกหมวดหนึ่งคือหมวด ๑๖ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๗ กำหนดไว้ว่า การปฏิรูปประเทศต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เพราะฉะนั้นกล่าวสั้น ๆ ได้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามในการดำเนินการจัดทำ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็ดี หรือว่าจะปฏิรูปประเทศในระยะยาวก็ดี เราก็จะน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น ๑ ในหัวข้อศาสตร์พระราชาที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในวันนี้ ขออนุญาตนำสไลด์ (Slide) ถัดไป สไลด์ (Slide) นี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่อธิบายให้เห็นภารกิจของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาในภาพรวมว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงนี้ก็คือการรวบรวม นำข้อมูล ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายใน สปท. และภายนอก นำมาศึกษา วิเคราะห์ กลั่นกรอง แล้วก็เสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต่าง ๆ ในการรวบรวมนั้นก็เป็นหน้าที่ที่คณะของกระผม ทำหน้าที่รวบรวมอยู่ มีแนวทางในการดำเนินการทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกัน ข้อ ๑ ก็คือ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ ว่าด้วยการศึกษาปรัชญาทฤษฎี แห่งศาสตร์พระราชา ซึ่งท่านนิกรก็ได้นำเสนอไปแล้ว ข้อ ๒ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากคณะที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๔ ภูมิภาค ซึ่งท่านประธานอนุกรรมการ ท่านนครได้นำเสนอไปแล้ว และศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ เรื่องกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งท่านอุทิศได้นำเสนอไปแล้ว และเรายังได้มี การเชิญผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ๑๓ หน่วยงาน มาให้ข้อมูลว่า แต่ละหน่วยงานนั้นเขาได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่อจากนั้นเราก็ได้มีหนังสือเรียนเชิญให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกคณะ ที่อยู่ในสภา สปท. เรา ๑๑ ด้าน ช่วยกันให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะส่งมาที่คณะกรรมการของเรา รวมทั้งข้อ ๖ รับฟังข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิก สปท. ทุก ๆ ท่าน ซึ่งเราได้ชี้แจงไปแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม และวันนี้เราก็จะขอรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง การนำเอา ข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลกันนั้นเป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๔ ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ได้ดำเนินการมาเสร็จสิ้นแล้ว และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือว่าการดำเนินการทั้งหมดนั้น ต้องขอกราบขอบพระคุณฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ไปยังนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ได้พร้อมใจกันดำเนินการ สืบสานศาสตร์พระราชามาอย่างดียิ่งแล้ว ในส่วนบทบาทของ สปท. เรานั้นก็ถือว่าเป็นอีก ๑ กลไก ที่เรากำลังจะสร้างแรงผลักดันอีกด้านหนึ่งเพื่อให้การดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชานั้น ได้มีความยั่งยืนสืบต่อไปเท่านั้นเอง ขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ถัดไป ในการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ข้อมูลนั้นเนื่องจากเวลาจำกัด ประเทศไทยเรามี ๒๐ กระทรวง ประมาณ ๑๖๐ กรม คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเชิญมาหมด เราก็ใช้วิธีคัดเลือกบางหน่วยงาน ซึ่งผมก็ได้นำรายชื่อ เสนออยู่บนสไลด์ (Slide) นี้แล้ว รายละเอียดของการนำข้อมูลต่าง ๆ จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เราเชิญมานั้นปรากฏอยู่ในเอกสารรายงานฉบับนี้ อยู่ในหน้า ๒๒๘ ในส่วนข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เราก็ได้รวบรวมอยู่ใน รายงานนี้แล้ว อยู่ในหน้า ๓๐๘ ท่านก็สามารถที่จะดูจากรายงานนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ขอกราบเรียนว่าในวันนี้ความตั้งใจของคณะกรรมการของเราก็ยังสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไข รายงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเล่มนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่ท่านจะได้นำเสนอต่อไป อย่าลืมว่าหัวข้อการทำงานของคณะกรรมการ ในครั้งนี้คือการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ เรากำลังจะช่วยกันคิด ช่วยกันทำว่าเราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน ๑๑ ด้านที่เรารับหน้าที่ภารกิจดูแลอยู่นั้นมีอะไรบ้าง ก็จะได้นำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน หน้าถัดไป ตัวอย่างข้อมูลที่เราได้รับมาจากผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ก็ทราบมาว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้นมีระยะเวลายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ มีทั้งสิ้น ๔,๖๘๕ โครงการ สามารถที่จะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ ๘ ประเภท ซึ่งผู้แทนของคณะกรรมการได้รายงานไปแล้วผมจึงไม่ขออนุญาตเอ่ยซ้ำ ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ถัดไป สไลด์ (Slide) ถัดไปนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ (Highlight) สำคัญ อันหนึ่งของการดำเนินภารกิจในครั้งนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าเราได้รวบรวมข้อมูลจากความพยายาม ของท่านกรรมาธิการมาครบถ้วนทั้ง ๑๑ คณะ โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชามาแล้วก็ มากลั่นกรองดูกันว่าเราจะนำไปสู่การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง ผมขออนุญาตเปิด รายงานฉบับนี้ซึ่งมีเอกสารตั้งแต่หน้า ๓๐๘ เป็นต้นไป ซึ่งได้ตีพิมพ์ข้อเสนอ จากคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะอ่านไปทั้งหมด ๑๑ ด้านผมคิดว่า อ่านทั้งวันก็ไม่จบ ผมจึงขออนุญาตไฮไลต์ (Highlight) ขีดเส้นใต้เป็นประเด็นสำคัญ ๆ เท่าที่ พอจะจับใจความได้

เริ่มต้นจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ต้องกราบเรียนว่าทุกคณะได้มีความเข้าใจเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมจะได้สรุปไปนี้ อาจจะไม่ครบถ้วน เดี๋ยวขอรับฟังเพิ่มเติมจากแต่ละคณะกรรมาธิการได้ ในส่วนของ ด้านการเมืองนั้นได้ย้ำว่าการจะเป็นแนวทางในการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การปฏิรูประบบพรรคการเมือง และการปฏิรูปการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยคณะกรรมาธิการของท่านได้น้อมนำพระราชดำรัสมาว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครอง บ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” ซึ่งพระราชดำรัส ของพระองค์นี้หลาย ๆ ท่านรวมทั้งพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศก็ได้ตระหนัก และเข้าใจดีอยู่แล้ว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองยังได้เน้นว่า จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาเพื่อการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมในการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองโดยระบอบประชาธิปไตย เมื่อวานนี้สด ๆ ร้อน ๆ สภา สปท. ของเราก็เพิ่งให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการของเรานั้นได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเข้าไปอยู่ในการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การสร้างความปรองดอง ในการสร้างให้ประเทศชาติมีความสงบสามัคคี รู้รักสามัคคี ปรองดองกัน เป็นต้น และที่ สำคัญก็คือจะพยายามสร้างจิตสำนึก จะเรียกว่าจิตใต้สำนึกก็ได้ ให้เยาวชนไทย ให้ประชาชน ชาวไทยได้น้อมนำศาสตร์พระราชาไปประพฤติปฏิบัติ

ลำดับที่ ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านก็ได้ไฮไลต์ (Highlight) ไว้ว่าจะน้อมนำหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม แบบนี้เป็นต้น และจะเน้นเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการ บริหารงานเป็นกลุ่มจังหวัด โดยอาศัยกลไกแผนของจังหวัด แผนอำเภอ แผนท้องถิ่น แผนชุมชน ก็คือการรู้รักสามัคคีนั่นเองใช่ไหมครับ มีการเสนอให้มีการใช้บริการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) พูดถึงเรื่องวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) นั้น ต้องขอชมเชยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าท่านได้กล่าวถึงเรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีชีวิต ลิฟวิงยูนิเวอร์ซิตี (Living University) หรือลิฟวิงมิวเซียม (Living Museum) เป็นศูนย์การศึกษาพัฒนาที่ให้บริการแบบบูรณาการแบบจุดเดียวคือวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service)

ถัดไปในเรื่องของการปฏิรูปด้านกฎหมายและยุติธรรม พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ท่านก็ถือว่าได้พระราชทานองค์ความรู้ แนวปฏิบัติในด้านการกฎหมายและยุติธรรมมาเป็นจำนวนมากมาย

ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านกรรมาธิการก็ได้เน้นเรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และท่านแจ้งว่าได้ยกร่างพระราชบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ หรือว่าในระหว่าง การดำเนินการอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ร่างกฎหมายระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ร่างกฎหมาย บริหารราชการเมืองพัทยา ร่างกฎหมายระเบียบการบริหารงานส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ โดยยึดประโยชน์ส่วนรวม แล้วมีศัพท์ก็คือระเบิดจากข้างในมาเป็นจุดเด่นในการเสนอ

ในการปฏิรูปด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกันที่จะสาน ๓ พลัง คือให้มี คณะกรรมการประสานงานภาคีขับเคลื่อนเครือข่ายสืบสานศาสตร์พระราชา ทั้งระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับชาติ สานพลัง ๗ สามัคคี ๗ สามัคคีนั้นมีอะไรบ้าง มีภาคประชาชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาครัฐ

ในด้านเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ผมจำได้ชัดเจนเลยว่าครั้งล่าสุดท่านมีการเสนอการปฏิรูป เรื่อง เศรษฐกิจกระแสใหม่ มีการปฏิรูป เรื่อง ระบบข้าวอย่างครบวงจร ท่านก็ได้ระบุชัดเจนแล้วว่าท่านได้น้อมนำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเสนอ เรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่หรือว่าในเรื่องของการปฏิรูปข้าวทั้งระบบ ผมจำได้ดีท่านก็กำหนด ชัดเจน

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ท่านได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชาและพระราชกรณียกิจหลายเรื่องของพระองค์ท่าน ที่ถือว่าเป็นพระราชบิดา เรื่องพลังงานของประเทศไทยก็อาจจะไม่ผิด ทุกวันนี้ที่เราเติมน้ำมันในรถยนต์ ไม่ว่าเราจะใช้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือว่าเราจะใช้น้ำมันเบนซินที่ผสมกับน้ำมันพืชที่เรียกว่า ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็เป็นพระราชดำริของพระองค์ท่าน ท่านมีห้องปฏิบัติการทดลอง อยู่ในโครงการส่วนพระองค์ที่กรุงเทพมหานครนี้ ทำให้เราสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิงน้ำมัน จากต่างประเทศได้มหาศาล และจากการที่ใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ก็ดี หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็คือเป็นการใช้พืชคือวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทย นี่ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีภูมิคุ้มกัน และยังส่งเสริมให้เกษตรกร ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการประหยัด การประหยัดนั้นเราก็นำมาประยุกต์ใช้กับ การอนุรักษ์พลังงาน

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านเขียนมาเยอะมาก แต่จับเป็นประเด็นใจความได้ว่าประเทศไทยเราจะต้องจัดการเรื่องป่าไม้ ตามแนวศาสตร์พระราชา จัดการเรื่องน้ำ จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญก็คือจัดการ เรื่องการมีภูมิคุ้มกันที่จะมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และการสร้าง แนวทางไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านสาธารณสุข ซึ่งพระองค์ท่าน ได้พระราชทานหน่วยการแพทย์เคลื่อนที่มาเป็นเวลาหลายสิบปีในการพัฒนาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน

ด้านสื่อมวลชน ไป ๆ มา ๆ แล้วผมอ่านข้อเสนอจากกรรมาธิการทุกคณะ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนท่านเขียนมาได้ดีมาก เขียนมาจนกระทั่งผมนึกว่าข้อเสนอของสื่อมวลชนเกือบจะเป็นหัวใจหลักที่ประเทศไทยเรา จะต้องน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำริ พระราชดำรัส เรื่องบทบาทของสื่อมวลชนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ และ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้น คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชนได้เขียนไว้ พระองค์ท่านตรัสว่า “สื่อมวลชนจะต้อง ลงพิมพ์ในหนังสือโดยความรวดเร็ว กว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เนืองนิตย์” ขีดเส้นใต้นะครับ ด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เนืองนิตย์ นี่ละครับ ถ้าไม่มีความรับผิดชอบ อยู่เนืองนิตย์แล้วก็ทำให้มีปัญหา สมัยปี ๒๕๑๐ ปี ๒๕๑๔ นั้นเราไม่รู้จักโซเชียลออนไลน์ (Social online) ศัพท์สมัยนั้นก็ยังไม่มี ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) โลกก็ยังไม่รู้จัก แล้วทางสื่อมวลชนท่านก็ได้น้อมนำพระปรีชาสามารถด้านการสื่อสารวิทยุมาด้วย การรับวิทยุก็ดี การส่งวิทยุก็ดี ถ้าไม่มีสายอากาศหรือสายอากาศไม่ดี จะใช้เครื่องส่งกำลังสูงเพียงใด เครื่องรับจะดีเพียงใดก็ไม่สามารถช่วยให้การสื่อสารทางวิทยุมีประสิทธิภาพสูงได้ นี่ก็ถือว่า เป็นพระอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีอีกด้านหนึ่ง ด้านสื่อมวลชนท่านยังย้ำนะครับ สรุปแล้ว ท่านบอกว่าจะต้องส่งเสริมและยกมาตรฐานจริยธรรมของสื่อมวลชนให้ปฏิบัติตาม สปท. หลักการจรรยาอันสูงในอาชีพสื่อมวลชน ท่านเสนอว่าจะต้องส่งเสริมและพัฒนาบทบาท ด้านสื่อสารมวลชนเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ทางการเมือง การสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ฟังดูแล้วประเทศชาติเราจะสามัคคีกัน จะขัดแย้งกันหรือจะมีอะไรก็แล้วแต่ ผมว่าสื่อมวลชนถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็ฝากไว้ด้วย ทางด้านสังคมก็มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในทุกมิติ เศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนเป็นฐานรากของชีวิต

แล้วท่านก็ได้พูดถึงเรื่องการพึ่งพาตนเอง และการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ผมขอจับประเด็นเฉพาะ เรื่องกีฬาแล้วกัน ท่านได้เคยเสนอปฏิรูปไปแล้วเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ กีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นพระราชดำรัสนะครับ “กีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง กีฬาก็สร้าง ความสามัคคีในครอบครัวได้ สร้างคุณธรรม สร้างวัฒนธรรมอันดีในครอบครัวเราได้” เมื่อเร็ว ๆ นี้หลายท่านก็คงจะทราบว่าประเทศไทยเรามีความภูมิใจที่ได้นักกอล์ฟหญิงมืออาชีพ เป็นมือวางอันดับ ๑ ของโลก คือคุณเอรียา จุฑานุกาล ไม่จบแต่เพียงเท่านั้นครับ เมื่อวานก็มี สปท. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านชูชาติ อินสว่าง ก็ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่น ของคุณพ่อของน้องเอรียา คอยเฝ้าคอยดูแล อดข้าวอดน้ำ อดอาหาร เพื่อให้น้องได้สามารถ เข้าสู่การแข่งขันได้ เสียสละแม้แต่กระทั่งขายบ้าน ขายที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้ลูกอันเป็นที่รัก ตรงนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทย ผมขออนุญาตสรุปภารกิจของเรา ในครั้งนี้ว่าเราได้จัดรวบรวมเป็นข้อเสนอแนะกลับมาสู่สไลด์ (Slide) ไปยังคณะรัฐมนตรี ข้อเสนอนั้นมีด้วยกันทั้งหมด ๑๒ ข้อ ข้อ ๑ เสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เรื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมการชุดที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ที่เราได้กล่าวรายงานมาแล้ว ขออนุญาตไปเร็ว ๆ นะครับ ข้อ ๒ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ช่วยไปดำเนินการบรรจุเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีความสำคัญยิ่ง อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการขับเคลื่อนประเทศ ข้อ ๓ เสนอให้คณะกรรมการ กปร. ขยายวงภารกิจออกไปให้กว้างในการที่จะน้อมนำ สืบสานศาสตร์พระราชาในทุก ๆ มิติ และที่สำคัญ ให้ กปร. ช่วยจัดทำแผนแม่บทของ การสืบสานศาสตร์พระราชา แผนแม่บทนั้นก็คือเป็นแผนที่จะรวบรวมทั้งเนื้อหาสาระ งบประมาณ แผนกำลังคน ระยะเวลาดำเนินการต่าง ๆ เมื่อมีแผนแม่บทหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะได้น้อมนำไปสู่เป็นแผนปฏิบัติได้ แล้วก็จะมีการเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เสนอไปยัง กระทรวงต่าง ๆ ทุกกระทรวง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ขออนุญาตหยุดที่ข้อ ๙ ก่อน เสนอให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานงานเชิญชวนสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมกันเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนระดับชาติหรือว่าระดับท้องถิ่น ข้อ ๑๐ ส่งเสริมให้ ภาคเอกชน บริษัททั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่ขึ้นทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น ร่วมใจกันน้อมนำศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการจัดทำแผนธุรกิจ และสร้างรูปแบบตัวอย่างที่ดีของการทำธุรกิจ ข้อ ๑๑ เสนอให้สำนักงาน กปร. อันนี้ เป็นส่วนที่คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ได้รายงานไปแล้ว ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ประสานงานภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาที่บอกว่าอยากจะให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทสูงขึ้น เราก็อยากจะเห็นคณะกรรมการภาคีเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และข้อ ๑๒ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมา อาจจะเรียกว่ากองทุน เพื่อการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน หรือถ้ากองทุนนั้นต้องใช้เวลา ต้องมีอะไรต่าง ๆ ก็อาจจะจัดตั้งเป็นมูลนิธิสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งให้ส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) เพื่อดำเนินการตาม ศาสตร์พระราชาต่อไป นั่นก็คือเป็นเนื้อหาสาระของการขับเคลื่อน ขออนุญาตใช้เวลา อีก ๑-๒ นาทีครับท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือ ขอภาพสไลด์ (Slide) หน้าปกหนังสือ นี่ครับ สรุปแล้วในการดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชานั้น คณะกรรมการเราก็จะเสนอให้ จัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ มีชื่อหนังสือว่าศาสตร์พระราชา ภาพหรือหน้าปก ที่ท่านเห็นอยู่นี้เป็นร่างเบื้องต้นเท่านั้น จะต้องมีการปรับปรุงอาร์ตเวิร์ก (Artwork) อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย หนังสือศาสตร์พระราชานี้จะเป็นเหมือนกับร้อยเรียงผลงานของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของเราว่าด้วยเรื่องศาสตร์พระราชา จะมีความหนาประมาณ ๒๕๐ หน้า ๔ สี ตลอดทั้งเล่ม จะจัดพิมพ์ประมาณ ๓,๐๐๐ เล่ม และจะมีรายชื่อของสมาชิก สปท. ครบทุกท่าน ๒๐๐ ท่าน ด้านหน้าก็จะมีสารจาก ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี สารจาก ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สารจากประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็จะได้นำหนังสือนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและแจกไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เล่มที่ ๒ ก็จะเป็นเล่มที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งอีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่จะรวบรวมพระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทาน พระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๕๖ รวมทั้งหมด ๔๕ ปี ขอกราบเรียนว่า เท่าที่เราตรวจสอบเช็ก (Check) มาในประเทศไทยยังไม่ได้มีหน่วยงานใดที่ได้ตีพิมพ์ หนังสือรวบรวมพระราชดำรัสที่ได้ตรัสไว้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๔๕ ปี ยังไม่มีนะครับ ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ๑๐ ปีแรก ๑๐ ปีหลัง ๑๐ ปีตรงกลาง หรือว่าเฉพาะ ถ้าหน่วยงานเรื่องป่าไม้เขาก็จะคัดพระราชดำรัสเรื่องป่าไม้ออกไป ถ้าเรื่องน้ำก็มีแต่เรื่องน้ำ แต่ของเรานั้นจะน้อมเกล้าอัญเชิญให้ครบหมด ๔๕ ปี แล้วเราถือว่าถ้าประชาชนคนไทย ได้อ่านพระราชดำรัสในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะมีความหนาประมาณ ๘๐๐ หน้ากระดาษ ก็จะ เท่ากับเป็นการเข้าถึงแล้วก็เข้าใจพระราชดำรัส พระราชดำริของท่าน จะเข้าใจศาสตร์ พระราชาอย่างแท้จริง เพราะท่านได้ตรัสกับพี่น้องประชาชนด้วยสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมี ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะพระราชทานให้กับเราอยู่แล้ว ในการจัดพิมพ์หนังสือนี้เราจะ จัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนทั้ง ๒ เล่ม โดยจะมีขั้นตอน เช่น จะมีการจัดทำ ต้นฉบับ ซึ่งทำโดยคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชาของ สปท. แล้วก็จะมีการจัดตั้ง คณะจัดทำหนังสือขึ้นมาดูแลจนกระทั่งหนังสือเล่มนี้แล้วเสร็จ ไม่ว่า สปท. จะหมดอายุ ไปแล้วหรือไม่ก็ตาม จะต้องมีการขอพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชดำรัสต่าง ๆ ตรวจสอบความถูกต้อง และส่งเข้าโรงพิมพ์ เข้าใจว่าจะเข้าโรงพิมพ์ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หนังสือนี้ก็คงจะสามารถนำเผยแพร่ทั้ง ๒ เล่มได้ เล่มละ ๓,๐๐๐ เล่มในเดือนกันยายน จึงขอกราบเรียนมาตามนี้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ความสำคัญสูงสุด ต่อคณะกรรมการในการศึกษาจัดทำการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูป ประเทศ แล้วก็มีการเสนออย่างเต็มที่ของ ๔ คณะอนุกรรมการ เพราะเห็นว่าศาสตร์พระราชา คือแก่นของยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็แก่นของการปฏิรูปประเทศในอดีตจนกระทั่งจากนี้ไป เพราะฉะนั้นก็จะเป็นหลักการสำคัญของประเทศ จึงได้ให้เวลาต่อคณะกรรมการ ในการนำเสนออย่างเต็มที่ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรก ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ และขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ท่านสุรินทร์ ท่านอดีต รองปลัดกระทรวงแรงงานด้วย ที่อนุญาตให้ผมพูดก่อนด้วยเหตุผลที่ว่าเดี๋ยวผมต้องรีบไปที่ศาล มีนัด ผมขอลาประชุมหลังจากนี้ด้วยท่านประธานครับ

ประเด็นแรก ขอแสดงความชื่นชมคณะอนุกรรมการที่ได้รวบรวมประมวล แล้วก็ได้ออกพื้นที่ เราก็ได้รับองค์ความรู้ต่าง ๆ มากมายรวมทั้งประเด็นปัญหา ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ

อันแรก ให้แยกเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวข้อต่างหากจาก ศาสตร์พระราชาต่าง ๆ ที่เหลือ ผมคิดว่าอันนี้มีความสำคัญไม่สามารถที่จะให้เรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงสอดอยู่ในศาสตร์ต่าง ๆ แล้วก็เป็นข้อสุดท้ายที่ปรากฏในเอกสาร เพราะว่า หลักการสำคัญที่เป็นที่ไปที่มาของการที่ประเทศไทยจะต่อสู้กับความท้าทายของโลก ยุคโลกาภิวัตน์ภายหลังโลกสงครามเย็นก็คือปรัชญาว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงว่าประเทศไทย และคนไทยนั้นจะต่อสู้กับความท้าทายของโลกที่ได้เปลี่ยนไปเมื่อเกือบ ๒๐ ปี เกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วต้องเป็นหัวข้อต่างหาก ทีนี้ถามว่าเมื่อตั้งเป็นหัวข้อต่างหากแล้ว และทราบประเด็นปัญหาที่ท่านอนุกรรมการโดยเฉพาะดอกเตอร์อุทิศได้พูดไว้ ก็จะถามว่า จะนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและตามสาขาอาชีพได้อย่างไร ที่ท่านดอกเตอร์อุทิศได้พูดไว้ดูจะเน้นไปที่ภาคประชาชนรากหญ้า ตามความเข้าใจของผม ที่ได้ฟังมาคือจะเป็นภาคเกษตรเป็นสำคัญ แต่ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะต้องนำไป ในทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะภาควิชาชีพ ผมก็ขอเสนอว่าน่าจะมีคู่มือได้ไหมครับ สำหรับ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสถาปนิกในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคม อาหารแช่เยือกแข็งไทย ไปยังหน่วยราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน ว่าในแต่ละสาขาอาชีพนั้น จะมีคู่มือการทำงานและดำรงชีพโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแม่บทและเป็นแนวทาง ได้หรือไม่ ผมก็คิดว่างานที่เราควรจะต้องทำ หรือจะร่วมกันทำ หรือจะมอบให้รัฐบาล คือจะต้องมีคู่มือสำหรับแต่ละสาขาอาชีพ โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวตั้ง เป็นข้อเสนอที่ ๑

อันที่ ๒ ศาสตร์อื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติ ก็มีคำถามว่าจะเป็นทฤษฎี ใหม่หรืออื่น ๆ นั้น แล้วทำไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ถึงไม่ได้นำเอาทฤษฎีหรือว่าแนวคิด ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. แล้วก็ อ.ต.ก. มีประเด็นปัญหาอะไรในช่วง ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมา ที่ไม่ได้ทำงาน อย่างใกล้ชิดกับศูนย์พัฒนา ๖๐ แล้วก็โครงการในพระราชดำริทดลองทั้งหลายอีก ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ แล้วทำไมในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา น้ำยังไปไม่ทั่วประเทศ ระบบชลประทาน การรักษาสิ่งแวดล้อมยังมีความอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบนภูเขา ลำน้ำ แล้วก็ขอบชายทะเล และทำไมเรายังใช้เคมีภัณฑ์ในการเพาะปลูก ใช้ปุ๋ยเคมีมาก ยารักษาแมลง รวมทั้งเคมีภัณฑ์ ๔๐-๕๐ ชนิดที่โลกเขาห้ามก็ยังใช้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งการปฏิบัติเหล่านี้ค่อนข้างจะสวนทางกับ ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็ทฤษฎีว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกันได้ ระหว่างมนุษย์ ชุมชน กับสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าการศึกษาต้องบอกเสียก่อน วิเคราะห์เสียก่อนว่า นอกจากประเด็นที่ดอกเตอร์อุทิศได้พูดบูรณาการว่าได้มีการประสานงานอะไรต่าง ๆ แล้ว ทำไมหน่วยงานต่าง ๆ ถึงไม่ได้นำเอาทั้งปรัชญาแล้วก็ศาสตร์พระราชาไปใช้อย่างจริงจัง ผมว่าเราต้องวิเคราะห์ตรงนี้เสียก่อน ถ้าเราจะแก้ไขก็ต้องมีข้อเสนอต่อรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ว่าต่อไปนี้ ๑๐ กระทรวง ทบวง กรม จะต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ พร้อมกับมีคู่มือที่จะไปช่วยกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ให้เขาทำงานแล้วก็ดำรงชีวิตไปได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมขอเสนอไว้เป็นข้อ ๒

อันที่ ๓ ช่วงปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเวียนให้มาเป็นประธาน กลุ่ม ๗๗ ของสหประชาชาติ หรือประธานของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในถ้อยแถลง รับตำแหน่งนี้จะเป็นของท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ดี ได้มีสัญญากับประชาคมโลกว่า จะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นหลักปฏิบัติในการร่วมมือพัฒนาที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ดีเวลอปเมนต์โคโอเปอเรชัน (Development Cooperation) ในเอกสารนี้ไม่ได้มีการพูดถึง ผมคิดว่าต้องมีการทบทวนว่าเราได้ทำอะไรในช่วงปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมากับมิตรประเทศทั่วโลก แล้วก็ไม่ได้มีการประมวลว่าเราได้นำบางโครงการของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ นั้นไปดำเนินการ ร่วมมือกับประเทศในอาเซียน (ASEAN) แล้วก็หลายประเทศในแอฟริกาต้องมีการประมวล เพราะนั่นเราได้เอาผลงานของพระองค์ท่านไปแพร่หลายทั่วโลกเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และจะได้มีความต่อเนื่อง ทีนี้ก็มีคำถามว่าแล้วทำไมเราไม่ทุ่มแรงทุ่มใจในการที่จะกระชับ ความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากไปกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทางกระทรวงร่วมมือระหว่าง ประเทศไทกาที่กระทรวงการต่างประเทศว่าจะมีหนทางในการที่จะเพิ่มงบประมาณ เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้หรือศาสตร์พระราชาไปทั่วโลกให้เป็นกิจจะลักษณะมากกว่านี้ แล้วก็ให้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน ซัสเทเนบิลิตี ดีเวลอปเมนต์ มิลเลนเนียม (Sustainability Development Millennium) ของสหประชาชาติที่เรา ก็เป็นภาคีอยู่ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

อันที่ ๔ กลับมาที่ประเทศไทยนิดหนึ่ง ผมคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชาทั้งหมดนั้นไม่ใช่แค่ลงไปที่ภาคเกษตรคนยากคนจน แต่ผมคิดว่าต้องไป ที่การจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย หรือลดความยากจน ผมว่าน่าจะเป็นเป้าหมาย อันสำคัญที่ศาสตร์พระราชาทั้งหมดนั้นจะต้องนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แล้วก็ไปเพิ่มผลผลิต แล้วก็อยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ อย่างยั่งยืน ควรจะต้องเป็นเป้าหมาย และผมก็ได้เคยพูดในสภานี้ว่าควรจะเป็นเป้าหมายหลัก อันแรกของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ในประเด็นอื่น ๆ ผมก็ได้พูดในสภานี้ว่า ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้านำเอาเศรษฐกิจพอเพียงกับศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางของการพัฒนาหรือเป็น แผนยุทธศาสตร์ของประเทศผมก็คิดว่าน่าจะไปด้วยกันได้ และผมก็พร้อมที่จะยินดีร่วมมือ ช่วยคิดอะไรต่าง ๆ เท่าที่จะกระทำได้ในอนาคต นั่นผมได้พูดไว้แล้วในการประชุม สปท. เมื่อไม่นานมานี้ เพราะฉะนั้นศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องนำไปสู่ ความทัดเทียมในสังคมไทยเป็นสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำคู่ขนานกันไป เรามีพันธกรณี ระหว่างประเทศและต่อตนเอง ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทำเป็นตัวอย่างมาแล้วคือการรักษา สิ่งแวดล้อม การบูรณะฟื้นฟูต้นน้ำลำธารต่าง ๆ และการฟื้นฟูป่า การรักษาป่าที่มีอยู่ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องไปในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประเทศไทยเขียวชอุ่มเป็นประเทศที่น่าอยู่ และไม่ต้องผจญกับน้ำมาก น้ำแล้งไม่จบไม่สิ้นเสียที เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญ

อันที่ ๕ เราจะให้ประชาชนรู้อย่างไร ก็ต้องมาถามว่าแล้วกรมประชาสัมพันธ์ กสทช. วิทยุในหน่วยราชการทั้งหมด ๓๐๐-๔๐๐ สถานีวิทยุ แล้วก็โทรทัศน์อีก ๕-๗ แห่ง แล้วก็โซเชียลมีเดีย (Social Media) ของภาครัฐ เราสามารถที่จะเสนอต่อรัฐบาลให้มีการให้ ความรู้ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกวันได้หรือไม่ เพิ่มความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มทักษะ บวกกับเราจะมีสมุดคู่มือการอธิบายความต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งประเทศก็จะได้เคลื่อนกันไปได้ในทิศทางเดียว แล้วก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง จากทฤษฎีใหม่ จากศาสตร์พระราชาทั้งหมดต้องทำอย่างกว้างขวาง แล้วเราจะวางเป็นหลักสูตรในโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำกันอย่างกว้างขวาง ก็มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกันว่าแล้วเราจะสร้าง วิทยากรภายใน ๓ ปีข้างหน้าให้ได้สัก ๒,๐๐๐ คน ๓,๐๐๐ คนหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เขาเหล่านี้จะได้ไปอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี เกี่ยวกับศาสตร์

อันที่ ๖ ก็ต้องมีที่เขาเรียกว่าเป็นนักส่งเสริมการเกษตรหรือส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่จะนำเอาศาสตร์พระราชา หลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไปแนะนำกับผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ รวมทั้งการที่จะแนะนำพวกองค์กรภาคชุมชน และภาคประชาสังคม เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ กันแล้วต้องทำอะไรที่จะจับต้องได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ต้องไปที่คนนะครับ เราต้อง มาขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมการว่าทบทวนการจัดลำดับความสำคัญ เสียใหม่ ผมไม่อยากจะให้มีการทำอะไรที่ค่อนข้างผิวเผิน แล้วก็ทำงานกันแบบง่าย ๆ ถ้าเผื่อเราจะรักล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ จริงจังกันแล้วเราต้องอุทิศสติปัญญา กำลังกาย แล้วก็ทำ กันให้เหงื่อออก อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ทำอย่างจริงจังไม่ใช่ปล่อยปละละเลยกันมาในช่วง ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่โครงการ ๔,๐๐๐ โครงการก็อยู่ตรงนี้ อยู่ต่อหน้าพวกเรา ทั้งหมด แต่ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้รับเอาไปดำเนินการอย่างจริงจัง อันนี้เป็นประเด็นปัญหา และเป็นเรื่องที่น่าละอาย แต่ว่าไม่สายเกินไปในการที่จะมาแก้ปัญหา ขอกราบขอบคุณ มากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิตครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปราย ซึ่งประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขอบคุณท่านประธาน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และพี่ ๆ สปท. ทุกท่าน ผมขอขอบคุณท่านประธาน สปท. ท่านศาสตราจารย์ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ที่กรุณา ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการที่ทำเรื่องศาสตร์พระราชานี้ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ ท่านครับ เพียงประมาณ ๕ เดือนครึ่ง นี่นับรวมถึงวันหยุดด้วย ท่านกรรมการ ท่านอนุกรรมการ ท่านคณะทำงาน ต้องใช้คำว่ามุ่งมั่นทำจนเป็นรูปธรรม ผมดูมาตั้งแต่เช้า เปิดทุกหน้าวางไม่ลง ๓๔๓ หน้ามีสาระมากมาย จึงต้องขอขอบคุณไว้แล้วก็ถือว่าเป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ยอดเยี่ยม ของสมาชิก สปท. เรา อย่างไรก็ตามผมขอนำท่านไปสู่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint)

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ภาพแรกครับ ผมจะอยู่ที่นี่ได้ต้องมีชาติครับ ท่านดูแผนที่ประเทศไทยครับ นี่คือประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ เราก็เรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว จากแผนที่ประเทศไทยแล้วก็จะต้องมีธงชาติไทย นี่คือธงชาติไทย เรียกว่าธงไตรรงค์ เป็นสัญลักษณ์ของ ๓ สถาบัน คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านครับ ผมอาจจะมีความคิดเพิ่มเติมจากท่านกรรมการที่สมบูรณ์แล้วสักเล็กน้อย ท่านไปดูเนื้อร้อง เพลงชาติไทยซึ่งแต่งโดยพระเจนดุริยางค์ คำร้องของ พันเอก หลวงสารานุประพันธ์ และฟังสัก ๔๕ วินาทีเท่านั้น ฟังเพลงชาติไทยท่านอาจจะฟังไม่ได้จบมานานแล้ว ฟังแล้วท่านทำจิตให้สงบแล้วท่านจะรู้ว่าประเทศไทยเราน่าอยู่ น่ารักษาเพียงไร แล้วต้องนึกถึง บรรพบุรุษไทยในอดีตเลยว่าได้รักษาแผ่นดินไทย สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ให้ พวกเรา ขอเชิญรับฟัง รวมทั้งประชาชนที่อยู่ที่บ้านจะร้องตามไปก็ได้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย”

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อทำความเคารพเพลงชาติไทย)

กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก่อนที่ท่านสุรินทร์จะอภิปรายต่อ ขอชี้แจงเล็กน้อยว่าประธานไม่สามารถยืนได้ เพราะว่าถ้ายืนการประชุมจะสิ้นสุดทันทีก็เลยขอชี้แจง เพราะเดี๋ยวจะไม่เข้าใจว่าเมื่อมีเพลงชาติ แล้วทำไมประธานจึงไม่ลุกขึ้นยืน ต้องแก้ข้อบังคับ ต่อไปภายหน้าของทุกสภาในอนาคตว่า ในกรณีมีเพลงชาติ มีข้อยกเว้นประการหนึ่งไว้ว่า ทางสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือสภาขับเคลื่อนอะไรก็แล้วแต่ มีข้อยกเว้นคือกรณีเดียวเมื่อยืนแล้วไม่ถือเป็นการปิด การประชุมก็คือการยืนเคารพธงชาติครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบขอบคุณท่านประธานมากครับ เหตุที่มา ก็คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันเสาร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ตอนเช้าผมฟังวิทยุเอฟเอ็ม ๙๒ (FM 92) เป็นวิทยุการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีท่านอาจารย์ท่านพูดถึงเรื่องภาษาไทยนะครับ ผมก็ออกกำลังกาย เดินแล้วก็ฟังไปด้วย พอฟังเสร็จก็ไปจดหลังจากวิ่งเสร็จ ก็ทราบว่า เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ผมเพิ่งเกิดตัวเปี๊ยก ๆ เลย ยังอยู่ชั้นมัธยมเลยนุ่งกางเกงขาสั้นกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงร่วมการประชุม ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายท่านอาจจะยังไม่เกิด ถ้าอายุต่ำกว่า ๕๐ ปีก็ยังไม่เกิด เพราะบัดนี้มัน ๕๐ กว่าปี นี่ครับ ผมขอกราบอัญเชิญน้อมนำ ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตที่ผมไปดูแล้วต้องใช้คำว่าปลาบปลื้มแล้วก็ขนลุก เป็นภาพขาวดำสมัยก่อนนี้สียังไม่มี มีนิสิตนักศึกษา รวมทั้งศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ในสมัยนั้นถวายการต้อนรับ ท่านตรัสในที่ประชุม ท่านอ่านสิครับ อ่านแล้วท่านจะมีความรู้สึกว่า ๕๐ กว่าปี ๕๕ ปี พระองค์ตรัสไว้ลึกล้ำมากเลย แล้วผมคิดว่า ก็เป็นศาสตร์พระราชาประการหนึ่ง หรือเรียกว่า ขอประทานโทษเป็นความคิดผมส่วนตัวว่า เป็นต้นศาสตร์ที่ทำให้ความรู้ต่าง ๆ ไปถึงประชาชน แล้วท่านก็ทรงนำมาตลอดในเรื่องเหล่านี้ ภาพต่อไปครับ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ท่านฟังอีกนิดหนึ่ง ท่านตรัสว่า “เราโชคดีที่มีภาษาของตนเอง แต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่ง ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน อีกประการหนึ่ง ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้” หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบ ประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่ ๓ คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรา นึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็น ในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรที่จะมี ควรที่จะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก อย่างไรครับ ๓ ข้อของท่าน อ่านเล่มนี้ของท่านแล้วก็ใช้ ศัพท์ที่อ่านง่าย สอดคล้องนะครับที่ผมนำเสนอ ผมยกตัวอย่าง ท่านเคยไปงานศพใช่ไหมครับ ปกติเราก็จะนำดอกไม้พวงหรีดไปวางเคารพศพ ผมก็เพิ่งทราบว่าคำว่าหรีดมาจากภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ของไทย มาจากภาษาอังกฤษออกเสียงว่าหรีด (Wreath) แต่ไทยเราแปลว่าเอาดอกไม้ มาร้อยเรียงกันเป็นช่อ เป็นพวง แต่ไทยเติมเข้าไปเป็น พวงหรีด เห็นไหมสละสลวย อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเดี๋ยวนี้เรามีโทรศัพท์มือถือ ท่านประธานครับ เราก็ใช้โทรศัพท์มือถือไลน์ (Line) กัน ส่งข้อความกัน แล้วภาษาก็วิบัติไปเยอะ เวลาพูดก็เหมือนกัน สำเนียงออกไป ต่าง ๆ นานา ทำให้ภาษาวิบัติ เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่กี่ปีนี้เอง แต่พระองค์ตรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ซาบซึ้งไหมครับ ต่อจากนั้นอีกหลายปีในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ ถ้าท่านไปดู ราชกิจจานุเบกษา หน้า ๑๒ เล่มที่ ๑๑๖ ตอนที่ ๖๗ ง ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วันภาษาไทยแห่งชาติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงเจริญ พระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ครม. ก็มีมติและประกาศว่าใช้วันที่ ๒๙ ที่ท่านเสด็จไปประชุม วิชาการเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ผมขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังกรรมการ ขอเสนอ เพิ่มเติมจากเรื่องที่ท่านทำดีสุด ๆ เลยอีกสักเรื่องได้ไหม เรื่องภาษาไทยก็ถือเป็นมงคลมาก แล้วทุกคนก็คิดว่าถ้าเราไม่มีภาษาไทย ไม่มีพื้นที่ ไม่มีประชากร ไม่มีอำนาจอธิปไตย ไม่มีรัฐบาล ไม่มีภาษาไทย เราก็คงเป็นประเทศไทยยากลำบากมาก หรือเป็นไม่ได้ มีภาษาไทย ก็พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทย ผมขอเสนออย่างนี้ว่า ขอเพิ่มเรื่องภาษาไทย อันนั้นอาจจะพิมพ์คลาดเคลื่อนบ้าง ผมใช้ความอย่างนี้นะครับ ขอเพิ่มเรื่องภาษาไทยเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวไทย ตระหนักในความสำคัญ ของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง รักษาภาษาไทยให้งดงาม ยั่งยืน ในรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอีกสักเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ ท่านกรรมการจะเมตตาพิจารณา แล้วผมขอพูดไปอีกเรื่องหนึ่งว่าเมื่อท่านรับฟังความคิดเห็น ของพวกเรา สปท. แล้วท่านก็ต้องไปทำเล่ม ผมอยากเห็นท่านทำเล่มให้สวยงาม แต่ไม่จำเป็น ต้องปกแข็งมันอ่านลำบาก ให้สวยงามและพิสูจน์อักษรให้ดี ใช้ตัวให้อ่านออกพอสมควร แล้วก็น่าจะแจกพวกเราสักคนละเล่มก่อน เพราะถ้าผ่านไปแล้วก็ไม่ค่อยจะได้กลับมาอีกว่า หน้าตาเป็นอย่างไร แจกพวกเราสักคนละเล่มไปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และรวมทั้งห้องสมุดรัฐสภา และห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษาหรือสถานศึกษาอื่น ๆ ที่สมควร เพราะอันนี้จะเป็นตำรา ที่ดีที่สุด ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและยั่งยืนแน่นอน ผมกราบขอบคุณท่านประธาน ที่ใช้เวลาเกินไปเพียงเล็กน้อย กราบขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสุรินทร์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ขอหารือท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ ท่านคุรุจิตรอก่อนนะครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานที่ขึ้นมา คั่นจังหวะการนำเสนอแล้วก็การอภิปราย ขออนุญาตหารือท่านประธาน ท่านประธานครับ ขณะนี้เรากำลังประชุมกันตอบสนองสิ่งที่ทางกรรมการท่านได้ไปศึกษาทำมาคือ เรื่องศาสตร์พระราชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวด แล้วผมแทบจะกล่าวได้ว่า เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่ทุกเรื่องที่เราเคยทำมาด้วยซ้ำไป เท่าที่ผมนับขณะนี้ในห้องประชุมแห่งนี้ มีสมาชิกประชุมอยู่ทั้งหมด ๑๓ ท่าน จากจำนวนประมาณ ๒๐๐ ท่าน ขณะนี้เวลาประมาณเที่ยง ผมคิดว่าเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติอันสูงส่ง ซึ่งที่เราอุตส่าห์ทำมา ศึกษากันมา รายงานกันมา ผมขออนุญาตเสนอท่านประธานว่าให้มีการพักการประชุมสักประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อระดม สมาชิกเข้ามาฟังในสิ่งที่สมาชิกจะพูดต่อไปนี้ได้มากกว่านี้เพื่อจะเป็นการเทิดพระเกียรติ อย่างสูงส่ง ขอเรียนปรึกษาท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเฉลิมชัยนะครับ เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงเศษ สมาชิกออกไป รับประทานอาหารบ้าง ประชุมในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เนื่องจากว่าเป็นรายงาน ที่มีความสำคัญ ก็ขอสมาชิกช่วยกรุณารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็เข้ามาในห้องประชุม ความจริงเรามีการถ่ายทอดสดภายในสถานที่ของรัฐสภาเรา ทั้งในห้องรับประทานอาหารก็ดี ทั้งในห้องโถง ห้องรับรอง ทั้งชั้นต่าง ๆ สมาชิกก็ได้ติดตามการนำเสนอรายงาน การอภิปราย แสดงความเห็นของสมาชิกตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ว่าเพื่อที่จะให้ข้อแนะนำของ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ได้รับการพิจารณาแล้วก็นำสู่การปฏิบัติก็ขอความร่วมมือจาก ท่านสมาชิกได้เข้ามาเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว หรือว่าเสร็จภารกิจก็ขอเชิญเข้ามา เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมการที่ทำเรื่องสืบสานศาสตร์พระราชาทำมาได้อย่างดีเยี่ยม ทีเดียว ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นกระผมก็ต้องขอแสดง ความขอบพระคุณ แล้วก็ชื่นชมคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาที่นำโดย ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ แล้วก็ประธานอนุกรรมการอีก ๔ ท่านที่ได้นำเสนอรายงานนี้คือ ท่านนิกร จำนง ท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร และท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ในเวลาเพียงประมาณ ๕ เดือนเท่านั้น ท่านก็ผลิตรายงานที่แสดงให้เห็น ถึงความทุ่มเทและอุทิศแรงกายแรงปัญญาอย่างยิ่งที่ผลิตรายงานออกมา ๒ ชิ้น ผมก็พร้อม จะสนับสนุนรายงานของท่านทั้ง ๒ ชิ้น เพียงแต่ว่าตามที่ได้แสดงความเห็นไว้ในที่ประชุม กรรมการวิป (Whip) สปท. ก็เป็นอยู่เรื่องเดียวว่าอายุการทำงานของสภาเราอาจจะสิ้นสุดลง ในเร็ว ๆ นี้ ก็เกรงว่าหนังสือที่ท่านกำลังทำอยู่นี้จะเสร็จทันก่อนที่เราจะสิ้นอายุหรือไม่ ก็อยากจะให้ท่านนำหารือท่านประธานสภาว่าจะมีกระบวนการที่จะสานต่อเพื่อให้หนังสือ ที่ท่านผลิตอย่างมีคุณค่านี้ได้สัมฤทธิผลสมดังความตั้งใจของพวกเราทุกคนได้อย่างไร สำหรับรายงานของท่านทั้ง ๒ เรื่อง คือ เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูปประเทศ และโครงการจัดทำหนังสือเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผมเองก็อยากจะขออนุญาตฝากข้อมูลเพิ่มเพื่อเสริมรายงานของท่าน ซึ่งก็แล้วแต่ท่านกรรมการ จะนำไปประยุกต์ จะเพิ่มเติมได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งอาจจะอยู่ในหมวด ๕.๔ หน้า ๕๑ เรื่องสืบสานศาสตร์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรืออาจจะอยู่ในภาคผนวก หน้า ๓๒๒ ซึ่งสิ่งที่กระผมจะนำเสนอต่อไปก็จะเป็นเรื่องของ พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในเรื่องของการพัฒนาพลังงาน ท่านประธานที่เคารพ ตลอดระยะเวลาการครองราชย์กว่า ๗๐ ปีของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของพสกนิกรชาวไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยม ราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ ทรงอุทิศพระวรกาย ประกอบพระราชกรณียกิจ ในทุกด้านที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุข เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ราษฎรและประเทศชาติ พระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านการปกครอง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการศึกษา การพัฒนาพลังงาน การชลประทาน การพัฒนาทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ป่าไม้ รวมทั้งด้านศิลปวิทยาและการดนตรี ล้วนเป็นแรงบันดาลใจต่อประชาชน คนไทยทุกหมู่เหล่าในการดำเนินชีวิต พัฒนาตนเอง พัฒนาชาติและสังคมโดยส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาพลังงานนั้น ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ อันกว้างไกล ศาสตร์พระราชาได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาพลังงานอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าและเกษตรกรรม การพัฒนาพลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อทดแทนน้ำมัน และลดการนำเข้าพลังงาน จากต่างประเทศ การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน นอกจากนั้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นแนวทางอันทรงคุณค่าในการพัฒนาพลังงานของชาติด้วยความมีเหตุผล รู้จักพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน กระผมขออันเชิญพระราชดำรัสที่ได้ทรงตรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ตอนหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเรา สามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมือง ได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญ เราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเท ใช้สิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัด รอบคอบ ประกอบด้วยความคิด พิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล ความถูกต้อง และเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงในหลวงกับการพัฒนาพลังงานไทย และโครงการตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับกิจการพลังงาน สิ่งแรกที่ฉายภาพเข้ามาอยู่ในจิตใจ ของกระผมก็คือในหลวงกับพลังงานน้ำ เขื่อนภูมิพลเปิดศักราชแห่งการพัฒนาพลังงานไทย พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกและตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ในการพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อการชลประทานและผลิตพลังงาน โครงการเขื่อนน้อยใหญ่ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการฝนหลวง ทรงสนพระทัย ค้นคว้าและติดตามความคืบหน้าของโครงการนั้น ๆ อย่างจริงจัง และทุกโครงการบังเกิดประโยชน์ แก่คนไทยอย่างแท้จริง พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนาเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า จากพลังน้ำนั้นมีอย่างล้นเหลือเป็นที่ประจักษ์ ทรงพระราชทานนามของพระองค์ท่าน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส และพระราชธิดา ให้เป็นชื่อของเขื่อนต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเสด็จไปทอดพระเนตรกิจการของเขื่อน เหล่านั้นหลายครั้งมาก ได้แก่ เขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่น เขื่อนวชิราลงกรณที่จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร ที่จังหวัดอุบลราชธานี และเขื่อนจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชัยภูมิ นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานชื่อ ให้กับเขื่อนต่าง ๆ อีกหลายเขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และพระราชทานชื่อ ให้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานพลังน้ำแบบสูบกลับที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ว่าโรงไฟฟ้า ลำตะคองชลภาวัฒนา ณ เขื่อนลำตะคองของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำหรับ โครงการพระราชดำริเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี ก็เป็นโครงการ ที่นอกจากจะยังประโยชน์ด้านชลประทานให้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นโครงการที่ประจักษ์ชัดว่า มีประโยชน์ด้านการป้องกันน้ำท่วมได้อย่างชัดเจนด้วย การพัฒนาพลังงานไทยของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่กระผมอยากจะนำมาเรียนเล่าให้ฟังเป็นเรื่องต่อไป ก็คือเรื่องของการพัฒนา เชื้อเพลิงชีวภาพไบโอฟูเอล (Biofuel) อันได้แก่ เอทานอล (Ethanol) ที่นำไปผสมเป็นน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและ น้ำมันดีเซลที่เราเติมเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงที่ไม่ได้ผลิตมาจากน้ำมันดิบที่มาจากฟอสซิล (Fossil) แต่เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตมาจากพืชพลังงาน อันได้แก่อ้อยและ มันสำปะหลังนำไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) และปาล์มน้ำมันนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) ถ้าใครเคยมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ต่าง ๆ ในพระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน หรือที่เรียกว่าโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เราจะได้เห็นและตระหนัก ซาบซึ้งในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากที่ทรงมีสายพระเนตร อันยาวไกลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ๑ ในนั้นก็คือเรื่องพลังงาน อย่างเรื่องเอทานอล (Ethanol) นี้ ก็ทรงค้นคว้าทดลองมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๕๒๘ ก่อนที่เราจะรู้จักคำว่าวิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากน้ำมันแพงนั้นเสียอีก สมัยก่อนเอทานอล (Ethanol) ที่ผลิตขึ้นมาแล้วเอาไปใช้ ทดแทนน้ำมันเบนซินที่ใช้ในรถเก๋งมันไม่คุ้มเพราะเอทานอล (Ethanol) มีราคาแพงกว่าน้ำมัน แต่ว่าน้ำมันนั้นจำเป็นต้องใส่สารตะกั่วเพื่อเพิ่มค่าออกเทน (Octane) ต่อมาเรายกเลิก สารตะกั่วแล้วหันไปเติมสารเอ็มทีบีอี (MTBE) ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเทียบราคา เอทานอล (Ethanol) กับราคาเอ็มทีบีอี (MTBE) ก็ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ใช้เอทานอล (Ethanol) มาผสมเพื่อเพิ่มค่าออกเทน (Octane) ได้ ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกสัก ๕ นาที โครงการผลิตเอทานอล (Ethanol) จากพืชพลังงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นทั้ง ปตท. และบางจากก็สนองพระราชดำริ ร่วมกันรับซื้อและนำเอทานอล (Ehtanol) มาผสมเป็นน้ำมันเบนซิน เป็นแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) จำหน่าย แล้วกระทรวงพลังงานก็ได้กำหนดมาตรฐานหรือสเปก (Spec) ของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทำการรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้รถยนต์มั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพ ของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) จนปัจจุบันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ได้รับการยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดโรงงานผลิตเอทานอล (Ethanol) เป็นเชื้อเพลิงขึ้น หลายแห่งในประเทศ โรงงานเหล่านี้ใช้กากน้ำตาลที่มาจากอ้อย หรือมันสำปะหลังมากลั่น เป็นเอทานอล (Ethanol) สร้างผลต่อเนื่องทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกร ได้รับจากราคาอ้อยและมันสำปะหลังดีขึ้นด้วย ทุกวันนี้เรามีการใช้เอทานอล (Ethanol) เพื่อผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) มากกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวันในประเทศ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้อย่างแพร่หลาย ประเทศไทยของเรา เป็นผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริมพลังงานทดแทนจากเอทานอล (Ethanol) นี้ ในส่วนไบโอดีเซล (Biodiesel) นั้นก็ผลิตมาจากพืชน้ำมันปาล์ม ในปี ๒๕๔๓ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริให้กองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการวิจัยและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาใช้กับ เครื่องยนต์ดีเซล เพราะว่าช่วงนั้นน้ำมันปาล์มล้นตลาด ราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน แต่จริง ๆ แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริเรื่องไบโอดีเซล (Biodiesel) มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ แล้ว ทรงโปรดให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และยังได้ทรงพระกรุณาให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม บริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดนราธิวาสอีกด้วย จากการทดลองและทดสอบอย่างต่อเนื่องของพระองค์ท่าน น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์สามารถมาใช้ทดแทนน้ำมันในเครื่องยนต์ดีเซลได้ ผสมได้ตั้งแต่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ จากความสำเร็จของการทดลองของพระองค์ท่าน ดังกล่าว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีในขณะนั้นคือ นายอำพล เสนาณรงค์ เป็นผู้แทน พระองค์ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรการใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ ดีเซล ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติยังได้อันเชิญผลงานของพระองค์ท่าน ในเรื่องน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ บรัสเซลส์ ยูเรกา ๒๐๐๑ ที่ประเทศเบลเยียม และได้รับรางวัลเหรียญทองประกาศสดุดี พระเกียรติคุณอีกด้วย ปัจจุบันรัฐบาลก็ได้สนองพระราชดำริและนำไบโอดีเซล บี ๑๐๐ (Biodiesel B100) มาผสมใช้ในน้ำมันดีเซลในสัดส่วน ๕-๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ยอมรับกัน อย่างแพร่หลาย ส่งผลดีต่อการส่งเสริมพลังงานทดแทนในไทยให้เป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ในเรื่องนี้ รวมทั้งช่วยพยุงราคาพืชผลปาล์มน้ำมันให้เกิดแก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มอีกด้วย ท่านประธานครับ ที่กระผมกล่าวมาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ ของศาสตร์พระราชาที่มีต่อการพัฒนาพลังงานในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นอกจากจะทรงสนพระทัยในเรื่องกิจการไฟฟ้าจากพลังน้ำ และการผลิต พลังงานทดแทนคือเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการพลังงานทุกสาขาของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า นอกจากจะเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำหลายแห่งดังที่ได้กล่าวไว้ ข้างต้นแล้ว พระองค์ท่านยังเสด็จไปทรงเปิดโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงแรกของประเทศ ที่จังหวัดระยองที่ดำเนินการโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ และทรงเสด็จไปเปิดโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซธรรมชาติโรงแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ เสด็จไปเปิดและเยี่ยมเหมืองแม่เมาะ และเปิดโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะ หน่วยที่ ๗ และ ๘ ที่จังหวัดลำปาง ทรงทอดพระเนตร โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณต่อวงการพลังงานของชาติอย่างหาที่สุดมิได้ สมกับที่พระองค์ท่าน ได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมนำมากล่าวเสริมนี้ก็เป็นข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากจะฝากคณะกรรมการว่า ท่านสามารถจะไปเพิ่มเติมเพื่อทำให้หนังสือมีความสมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวกับพลังงาน ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคุรุจิตนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร ขอเชิญครับ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ขออนุญาตอภิปรายใน ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ

ประเด็นแรก ประเด็นเกี่ยวกับชื่อเรื่อง คำนิยาม และคำนำ ชื่อเรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ถ้าอ่านแล้วก็จะมีความรู้สึกว่าภาพใหญ่ของบูรพกษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยคือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือตั้งแต่สมัยอยุธยาคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แล้วก็สมัยกรุงธนบุรีคือสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช แล้วก็สมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถ้าอ่านนะครับ แต่ก็ต้องขอชื่นชมกรรมการที่ได้เขียนในคำนิยามและคำนำ ซึ่งเหมือนกรณีศึกษา ลงมาโดยเขียนคำนิยามในหน้า ๙ ศาสตร์พระราชา หมายถึง บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทาน ผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะพัฒนา ป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุข แก่พสกนิกร และส่งผลต่อมนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน แล้วคำนำก็กล่าวเช่นกันในภาคผนวก ค อันนี้ก็ขอชื่นชมในการเขียนว่าขยายความ เพื่อป้องกันผู้อ่านและประชาชนสับสน

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของกล้อง ดินสอ และแผนที่ ถ้าพวกเราทุกคนเปิดเอกสารดู ในหน้า ๑๕๔ หน้า ๑๗๐ หน้า ๑๘๕ หน้า ๑๙๑ หน้า ๑๙๒ จะเห็นว่าพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระองค์ท่านทุกรูปจะทรงถือแผนที่ ดินสอ แล้วก็คล้องกล้องในขณะที่ทรงงาน พระราชดำเนินทุกสถานที่ทุกเวลา แล้วประชาชนทั่วไปก็คงจะเห็นเหมือนกับผมเหมือนกัน ทั้งทางทีวี (TV) และหนังสือพิมพ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกโครงการที่กรรมการกล่าวถึง ทั้ง ๔,๐๐๐ โครงการนั่นคือปลายแล้ว แต่สารตั้งต้นจริง ๆ คือพระองค์ท่านทรงศึกษาข้อมูลก่อน อย่างเป็นระบบจากแผนที่ภูมิสังคม โดยในกรอบของปรัชญาทฤษฎีและแนวพระราชดำริ แล้วก็ไปเปรียบเทียบกับความจริงโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แผนที่ แล้วก็วิธีการใช้แผนที่ ภูมิสังคม คน พื้นที่ ป่า สิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เป็นกระบวนการศึกษา ผมขออนุญาต อยากจะเสนอแนะกรรมการว่าที่ท่านกล่าวมาคือปลายโครงการทั้ง ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ แต่เริ่มต้นความเป็นอัจฉริยะของพระองค์ท่านควรที่จะขยายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหน้า ๒๕ เรื่องหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ (๑) ให้มากกว่านี้ หรือจะขยายความเป็นภาคผนวกข้างหลังก็ได้ หรืออะไรเพิ่มเติม เพื่อเอกสารที่สมบูรณ์ ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าควรจะเพิ่มเติมขยายความ ในหน้า ๒๕ เรื่องหลักการ ๒๓ ข้อ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไป ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญครับ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ท่านกรรมการทุกท่าน ผมขอแสดงความยินดีแล้วก็ขอบคุณท่านกรรมการชุดนี้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากได้มีการรวบรวมข้อมูลการทรงงานและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มาอย่างครบถ้วนเป็นรูปแบบที่น่าจะมีการดำเนินการมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสิ่งที่เรียกว่ากาลานุกรม รูปต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา ซึ่งคุณนิกรเป็นคนทำด้วยตัวเอง ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านในที่นี้ ผมมีข้อเสนอแนะที่จะทำให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้นเพียง ๑ ประเด็นเท่านั้นเอง แต่ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่ออนาคตของการนำศาสตร์พระราชาไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ผมเห็นว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดในขณะนี้ซึ่งเรามักจะกล่าวอ้างกันอยู่ตลอดเวลา ก็คือการน้อมนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าทางคณะจะได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ มีการวิเคราะห์เพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งจำเป็นจะต้องแปลความจากสิ่งซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจนและมีความยั่งยืน กล่าวคือจะต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเพิ่งประกาศไป ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าแผนจะไม่ถูก แต่ว่าสภาวการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ การที่เราจะต่อสู้กับโลกโลกาภิวัตน์ ต่อสู้กับโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รักษาตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นไปได้ เป็นเรื่องที่จะต้องน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประยุกต์ในเรื่องของแผนให้ได้ นอกจากนั้น กลไกในรัฐธรรมนูญอีก ๒ กลไก ก็คือกลไกเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ก็ยังเป็นกลไก ที่สำคัญอีก ๒ ประการ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องมีขึ้นเพื่อจะนำพาชาติ ของเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง กระผมเห็นว่าที่ทางคณะกรรมการได้พูดถึงเรื่องนี้ ได้มีการสร้าง ไดอะแกรม (Diagram) หรือว่ารูปแบบที่ชัดเจนอยู่แล้ว อธิบายถ้อยคำว่า พอประมาณคืออะไร มีเหตุผลคืออะไร ภูมิคุ้มกันมีอะไร แต่ผมอยากจะเรียนว่าในการวิเคราะห์แต่ละเรื่อง เราควรจะทำอะไรต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องของกลไกซึ่งหลายท่านได้พูดถึง เช่นเดียวกับ เรื่องของการลงทุน การดำเนินการของภาครัฐซึ่งหลายท่านได้พูดถึงแล้วในเชิงเศรษฐกิจ มีอะไรบ้างที่เราควรจะเติมเต็ม เพื่อแนวทางเรื่องนี้จะได้เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน แล้วก็เป็นจริง เช่นยกตัวอย่างคำว่า พอประมาณ ถามว่านโยบายกระตุ้นการบริโภคที่เป็นมา จากดั้งเดิมและเป็นมาอยู่ปัจจุบันจะไปไกลแค่ไหนถึงจะเป็นเรื่องที่เรียกว่าพอประมาณ ถ้าเรายังใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคทั้งทางภาคเอกชน ทั้งภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรเครดิต ซึ่งให้ใครก็ได้ หรือกรณีที่เป็นเรื่องของการค้าขายทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เหล่านี้ เราจะดำเนินไปสักแค่ไหน อย่างไร ควรจะเป็นอย่างไรถึงจะเรียกว่าพอเพียง คำว่า พอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ให้คำนิยามไว้ในหนังสือนี้เองว่า พอเพียงของคนส่วนใหญ่ ในประเทศ ซึ่งหลักที่เราถือกันมาแต่โบราณก็มีเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย แล้วก็สุขภาพ คือยา เดี๋ยวนี้ไปถึงไหนแล้ว จะต้องเติมอะไรเข้าไปอีกหรือเปล่าในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้าว่า ความพอเพียงของคน จริงอยู่ต่างฐานะย่อมมีความพอเพียงไม่เหมือนกัน ต่างการศึกษา ย่อมมีความพอเพียงไม่เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้โลกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้าน อินเทอร์เน็ต (Internet) ทำให้ความพอเพียงของคนไม่เหมือนกัน ขยับขึ้นมาจาก ๔ ประการ ที่พูดไว้ตั้งแต่สมัยตอนพวกเราเด็ก ๆ มากขึ้นอีกแล้ว แล้วเราจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง เหล่านี้อย่างไรไม่ให้เป็นอันตรายกับประเทศชาติ ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อ คำว่าพอประมาณ

นโยบายการลงทุน บริษัทใหญ่สตาร์ตอัป (Startup) คนเล็ก ๆ ที่อาศัย อินเทอร์เน็ต (Internet) ค้าขายเรามีนโยบายอย่างไร ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ข้างล่าง เกิดได้ในทางการค้าขายหรือในทางเศรษฐกิจ ความพอเพียงก็จะไม่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น เพราะรายได้มีน้อย ความแตกต่างระหว่างรายได้ก็จะเกิดขึ้นมากมาย การสะสมทุน ที่ดิน หลักทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในตลาดทุนและตลาดอื่น ๆ เราจะมีการจัดการอย่างไรให้คนเล็ก ๆ สามารถที่จะเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างพอเพียงตามฐานานุรูปของเขา

เรื่องของความมีเหตุผลก็เช่นเดียวกัน ก็มีหลายเรื่องที่เราควรจะต้องดู เรามองเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เรามองทางด้านอุปทานอย่างเดียว สร้างน้ำให้ สร้างดินให้ ถามว่าความประหยัดของคนที่ใช้น้ำ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราสร้างให้เขา เริ่มประหยัดได้บ้างหรือเปล่า เซกเตอร์ (Sector) เกษตรเองที่ผมดูแลมาใช้น้ำเยอะมาก ทำอย่างไรถึงจะมีเหตุผลในการใช้น้ำ

เรื่องของการใช้ของภายในประเทศ ก็ดีใจที่มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่แล้วมา ถ้าให้เลือกระหว่างของที่ผลิตภายในประเทศ กับต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเอาของต่างประเทศ การซื้อตรงขายตรงระหว่างรัฐบาลกับผู้ผลิต เข้าใจว่ามีน้อยมาก อย่างนี้มีเหตุผลไหม ควรจะแก้ไหม ควรจะแก้อย่างไร การผลิตผู้คน ในขณะนี้เราต้องการบุคคลในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่สถาบันการศึกษาก็ยังเปิดให้กับ ทางด้านสังคมศาสตร์มากกว่าไปทางด้านวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลไหม เพราะว่าในภายภาคหน้า เศรษฐกิจต้องการคนทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น จากความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ทั้งทางด้านดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) และทางด้านของ การสร้างสรรค์อื่น ๆ

เรื่องภูมิคุ้มกัน กองทุนการออมซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อจะให้คนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีโอกาสจะออมเพื่ออนาคต ปรากฏว่าเปิดมา ๓ ปีแล้วมีเงินออม ๑,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งต่ำมาก เราจะทำอย่างไรให้เกิดการออมในประเทศ ให้คนของเรามีภูมิคุ้มกันทั้งในแง่ ของครัวเรือนและของประเทศให้มากยิ่งขึ้นได้

เรื่องสุขภาวะ เรื่องสุขภาพ ใช้เงินปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีก ๔ ปีมีคนโปรเจกต์ (Project) ว่าจะใช้เงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การออม เป็นทางเดียว หรือเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้มีความมั่นคงได้ เราได้รับการเชิดชูจาก หลายประเทศว่าระบบสุขภาพเราดีมาก แต่ประเด็นของความมั่นคงหรือภูมิคุ้มกันอยู่ที่ สิ่งเรียกว่าซัสเทเนบิลิตี (Sustainability) หรือความยั่งยืน

ภาคการเกษตร เราทำได้ดีพอสมควร มีการส่งออก มีการดูแลคนของเรา พอสมควร แต่คำถามขณะนี้ก็อยู่ที่ว่าคนที่ผลิตจะอยู่ไหวไหม ท่านประธานครับ ดูง่าย ๆ ในภาคกลาง ในภาคกลางชาวนามีที่ดินเป็นของตัวเองแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่อื่น เหล่านี้จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่เป็นภูมิคุ้มกันของประเทศได้หรือไม่ ผมอยากจะฝากคณะกรรมการไปว่า ถ้าสามารถสอดแทรกการวิเคราะห์ไปบ้างในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สามารถชี้แนะให้กับรัฐบาลหรือใครก็ตามที่จะต้องไปอ่านเรื่องเหล่านี้ว่า เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งอาจจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผลประโยชน์ในทางการเมือง เพราะว่าที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน นี่เป็นศาสตร์พระราชา เพราะฉะนั้นขอเพียงว่าให้คนที่มีหน้าที่ หรือความรับผิดชอบได้ดำเนินการในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง และสร้าง แนวทางให้เป็นไปตามศาสตร์พระราชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ให้ได้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เรียนเชิญค่ะ

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม บางประการ ก็ขอกราบเรียนว่ารายงานชิ้นนี้ของคณะกรรมการ หลายท่านได้กล่าวมาแล้ว เป็นรายงานที่ขอแสดงความชื่นชมที่ได้รวบรวมศาสตร์พระราชาทุกด้านมาอยู่ในเล่มเดียวกัน ในส่วนของผมขอนำเสนอเพื่อคณะกรรมการพิจารณาว่าอาจจะเหมาะสมนำไปเพิ่มเติม ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นหรือไม่ ประการใด ผมได้ดูในรายงานฉบับนี้จะพูดถึงกระทรวงกลาโหม อยู่ในหน้า ๒๓๒ ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นจะเรียนว่าได้มีเพิ่มเติม จากเอกสารในรายงานฉบับนี้ ได้มีอีกอันหนึ่งคือโครงการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา ด้านนิติศาสตร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมโดยกรมพระธรรมนูญ อันนี้ความเป็นมา รัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จัดกิจกรรมถวายพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่าน้อมนำไปปฏิบัติ และนายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญ กระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระราชทานแก่คณะรัฐมนตรีในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ก่อนเข้ารับ ตำแหน่งใหม่ สรุปใจความสำคัญได้ว่า ให้น้อมนำศาสตร์พระราชาแห่งพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และยึดถือ เป็นแบบอย่างในกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งให้ศึกษาปัญหาและแก้ไขอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ แก่ประเทศและเป็นกุศลแก่ตัวเอง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมโดยท่านปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ได้กรุณาอนุมัติให้กรมพระธรรมนูญจัดทำโครงการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ขึ้น โดยจัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึง ความจงรักภักดี และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้มีการจัดการบรรยายพิเศษศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผมขออนุญาตนำบางส่วนเท่านั้น จริง ๆ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่จะนำเฉพาะเท่าที่ เวลาจะอำนวย ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ท่านได้บรรยาย อันนี้สรุปถอดจาก เทป (Tape) ตอนหนึ่งว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดงานนิทรรศการเย็นศิระเพราะพระบริบาล ซึ่งรัฐบาลจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ระหว่างที่ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการ มาถึงห้องจัดแสดงที่เรียกว่าศาสตร์พระราชา ทรงรับสั่งกับท่านนายกรัฐมนตรีว่า ที่จริงจะเรียกว่าศาสตร์พระราชาหรือไม่นั้นคงไม่ใช่เรื่อง สำคัญนัก แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเขามีความรู้ ความเข้าใจว่าองค์ความรู้อย่างนี้นำมาใช้ได้จริง อย่าไปถือว่าเป็นของสูง อย่าไปถือว่าเป็นของพระราชทาน อย่าไปถือว่าเป็นของในหลวง แล้วก็เลยวางอยู่บนหิ้งไม่เอามาปรับใช้ต่อ การจะปรับใช้ต่อก็ต้องทำให้เขารู้ว่าจะต้องใช้อย่างไร คนยากคนจน คนสวนคนไร่ ชาวนา คนมีที่นาผืนเล็กนิดเดียว คนไม่มีบ้าน ชาวประมง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองสามารถนำมาใช้ได้อย่างไร ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับพระราชกระแสรับสั่งนี้ แล้วต่อมาก็มีการดำเนินการโครงการเรื่อง ศาสตร์พระราชา เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุยังได้กล่าวต่อไปว่า คำว่า องค์ความรู้ ด้านนิติศาสตร์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นมีอยู่จริง ซึ่งศาสตร์พระราชาคือ องค์ความรู้หรือภูมิปัญญาหรือหลักการที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิด ทรงทำ ทรงสอน และทรงพระราชทาน เพื่อให้คนนำไปใช้แก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหา หรือพัฒนาประเทศ สร้างความเป็นธรรม ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นพระราชปณิธานสูงสุดของพระองค์ นอกจากนั้นก็ได้กล่าวว่า การที่พระองค์มีศาสตร์พระราชานั้นมาจาก

๑. การเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ทอดพระเนตรสิ่งต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีในการครองราชย์

๒. การได้รับถวายฎีกาจากราษฎร ทั้งฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือฎีกา ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม

๓. ได้รับรายงานจากรัฐบาลหรือจากนายกรัฐมนตรี

๔. จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ

แล้วก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้กล่าวว่า พระองค์ทรงนึกถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่นครั้งหนึ่งพระราชทานรับสั่ง เมื่อรัฐบาลถวายข้อเสนอให้งดพระราชทานปริญญาบัตรเพราะมีมหาวิทยาลัยจำนวน เป็น ๑๐๐ แห่ง เพื่อลดพระราชภาระ ท่านทรงรับสั่งว่าการให้ปริญญาบัตรมองว่าเป็นภาระไหม ก็เป็นจริง ๆ แต่คนเราจะเอาภาระเป็นตัวตั้งแล้วจะไม่ทำอย่างอื่น ผลักภาระนั้นไม่ได้ ต้องเปรียบเทียบกับประโยชน์อื่นด้วย สิ่งที่พอพระทัยมากในการพระราชทานปริญญาบัตร คือเป็นช่องทางเดียวที่พระองค์จะได้ติดต่อกับพสกนิกรของพระองค์ ซึ่งเป็นพระปณิธาน เมื่อเวลาที่มือฉันหยิบใบปริญญาส่ง ฉันยื่นมือข้างหนึ่ง เขายื่นมือมารับ เขาหยิบอีกข้างหนึ่ง กระแสจิตของฉันส่งผ่านใบปริญญาบัตรนั้นทุกครั้งไปถึงเขาด้วยความยินดี และปรารถนาดีกับเขา เวลาที่ต้องทำอะไรก็ต้องตั้งใจ ต้องทำสมาธิเพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์และความตั้งใจของฉัน ผ่านมือฉันไปถึงกระดาษแผ่นนั้นไปถึงมือเขาแล้วก็รับ ถือเป็นความใกล้ชิดที่พระเจ้าแผ่นดิน จะสามารถใกล้ชิดกับชาวบ้านใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือศาสตร์พระราชา นี่คือน้ำพระทัย พระมหากรุณาธิคุณ แล้วก็มีต่ออีกว่า บ่อยครั้งที่เราได้ยินพระองค์รับสั่งว่า นักกฎหมาย ผู้พิพากษาทำงานกับกฎหมายนาน ๆ ก็จะชินกับกฎหมาย จนกระทั่งนึกว่ากฎหมายเป็นวิธี ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทาง ขอให้รำลึกไว้ว่าการจะไปสู่จุดหมายปลายทางคือความยุติธรรมนั้น อาจมีหลายวิธี กฎหมายเป็นเพียงวิธีหนึ่งซึ่งอาจจะดีที่สุด แต่บางครั้งการใช้วิธีที่ดีที่สุด อาจจะไม่ถูก อาจจะไม่เป็นธรรมแล้วคนเดือดร้อน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรจะคิดเลือกวิธีอื่นไว้บ้าง ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกับบรรลุความยุติธรรม ในประเด็นสุดท้ายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้กรุณาบรรยายก็บอกไว้ว่า อีกคราวที่เคยรับสั่ง ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว แต่ขอให้เข้าใจว่าความเป็นจริงยังมีคนไม่รู้กฎหมายอีกมาก กฎหมายออกแล้วมีผลบังคับใช้แต่ยังไม่ถึงมือชาวบ้าน คนทำผิดไปแล้วโดยไม่รู้กฎหมาย และจะบอกว่าความไม่รู้กฎหมายห้ามแก้ตัวได้อย่างไร นักกฎหมายต้องคิดว่าในความเป็นจริง มีคนไม่รู้กฎหมายอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปดูว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประเทศ ส่วนวิทยากรอีกท่าน ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้กรุณาบรรยาย มีตอนหนึ่งที่น่าสนใจ รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระบรมราโชวาทความตอนหนึ่งว่า “นักกฎหมายทั้งหลายจะต้องบังคับใช้ กฎหมายเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม อย่าเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นตัวหนังสือในกฎหมายนั้นจะต้อง ยุติธรรมเสมอ และอย่าบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบข้าง การบังคับใช้กฎหมายนั้นจะต้องมีความระมัดระวัง รอบคอบ และจะต้องมีความเฉลียวอีกด้วย” และทรงเน้นย้ำว่าเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายทุกคนที่จะต้องนำความรู้ด้านกฎหมาย ไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบ อันนี้ผมนำเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจมา แล้วผมก็พร้อม จะมอบเอกสารที่ถอดคำบรรยายของวิทยากรให้กับคณะกรรมการ กระผมขอจบการนำเสนอ เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ การปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน เชิญค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณที่ได้มีโอกาสร่วมอภิปรายในวันสำคัญ เรื่องสำคัญ และรายงานสำคัญอย่างมาก ในวันนี้ รายงานการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กระผมได้ รับรู้ ติดตาม รับทราบ และได้เรียนรู้จากสิ่งที่คณะกรรมการได้ศึกษาไว้อย่างปีติสุขอย่างยิ่งครับ ผมมีความรู้สึกว่าวันนี้ได้มีโอกาสร่วมอภิปรายก็เป็นการเพิ่มความปีติสุขในสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ โชคดีครับที่เราได้เกิดมาเป็นคนไทยร่วมสมัยในยุคที่ได้มีโอกาสอยู่ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ วันนี้เรามาถึงจุดที่ได้มีโอกาสมองย้อนกลับไป ด้วยความสุข ด้วยสายตาของพวกเราทุกคนที่พยายามเรียนรู้เพื่อจะสืบสานปณิธานของ พระองค์ท่านไปวันข้างหน้า ในฐานะที่ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่โชคดีร่วมกับท่านทั้งหลาย แล้วก็ได้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองมา ๔๐ ปีเศษ หลายเรื่องหลายราวก็ได้เรียนรู้ ได้นำไปปรับใช้ ได้เรียนเพิ่ม ได้รู้เพิ่ม แล้วก็ได้พยายามที่จะเดินตามรอยพระองค์ท่าน ซึ่งก็แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยประสบการณ์เหล่านั้นกระผมขออนุญาตอภิปราย เพื่อจะเป็นการเพิ่มเติม ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัย แล้วสิ่งใดที่เป็นประโยชน์คิดว่า คณะกรรมการก็คงจะได้นำไปประกอบในการพิจารณา หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิก หรือประชาชน คนไทยทั้งหลายทั้งปวง เพราะเรื่องของศาสตร์พระราชาเป็นของเราทุกคน ขณะนี้คณะกรรมการ ท่านได้ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมศึกษา แต่เรื่องนี้ใหญ่โตมหึมามาก เป็นของคนไทยทุกคน จริง ๆ แล้วเป็นของพลโลกทั้งโลกด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่งดงามอย่างยิ่ง กระผมจะขออนุญาต ท่านประธานพูดถึง ๔ ประเด็น โดยที่ใช้รายงานของคณะกรรมการเป็นตัวตั้งซึ่งท่านทำได้ดี เหลือเกินครับ

เรื่องที่ ๑ ผมก็เริ่มอ่านตั้งแต่สรุปผู้บริหารคือสรุปย่อ ท่านสรุปได้ดีจริง ๆ เขียนได้กระชับ สมมุติว่าคนมีเวลาน้อย คนที่อยากจะรู้รวบยอด อ่านแล้วได้ประเด็น สาระสำคัญชัดเจน แต่เมื่ออ่านแล้วก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจที่จะต้องเข้าไปดูในเนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตแตะเป็นบางประเด็น ทั้งหมดนี้ดีหมดเลย ผมชอบใจในข้อ ๗ หน้า ข ท่านพูดถึง การสืบสานศาสตร์พระราชาให้มีความคล่องตัว มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อันนี้คือหัวใจเลย เพราะผมเรียนแล้วว่าศาสตร์พระราชาซึ่งรวมความเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในนั้นด้วย เป็นของคนไทยทุกคน เป็นสิ่งที่เราจะได้นำสมบัติหรือสิ่งที่มีค่านี้ต่อยอดต่อไป ท่านได้เสนอ กรรมการไว้ทั้งหมด ๓ ระดับ ๕ กลไก ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ สิ่งที่งดงามแล้ว ผมอยากจะชื่นชมแล้วดีใจมาก คือท่านเรียงกรรมการจากระดับท้องถิ่น ชุมชน หรือที่เราเรียกว่า ชุมชน ท้องถิ่น ระดับจังหวัด แล้วระดับชาติ ผมไม่ค่อยเห็นการเขียนรายงานหรือการมองแบบนี้ ในรายงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่เวลาเราคิดจะคิดจากข้างบนก่อนเราจะไม่ค่อยเริ่มจากข้างล่าง ท่านเขียนสรุปไว้ดีมากเลย ท่านเน้นที่กรรมการหรือผมอาจจะเรียกว่าเครือข่าย ภาคีอะไรก็แล้วแต่ เป็นประชารัฐ ชุมชน ท้องถิ่น เพราะผมคิดว่าหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงกระทำมาตลอดชีวิตอยู่ที่ฐานของสังคม แล้วก็มาถึงกลางของเจดีย์ แล้วก็ยอดของเจดีย์ เพราะฉะนั้นท่านเน้นอันนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็น จุดเล็ก ๆ บางท่านอาจจะไม่ทันสังเกตว่าเป็นแบบนี้ แต่ท่านให้ความสำคัญกับฐานของสังคม ซึ่งอันนี้เป็นการเขียนและเป็นการมองที่ตรงจุด อันนี้ก็คือศาสตร์พระราชา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตลอดชีวิต พระองค์ท่าน มุ่งสู่ชุมชน ท้องถิ่น ฐานของสังคมตลอด น้อยมากที่พระองค์จะจับอยู่ข้างบน ข้างบนก็เป็น หน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของคนที่อยู่ข้างบนปฏิบัติกันไป ท่านมุ่งสู่ฐาน มุ่งสู่ราก เรียนรู้ ทำงาน ทำความเข้าใจ ที่เรารู้จักกันดี เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา เพราะฉะนั้นผมอยากจะย้ำครับ ผมมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของศาสตร์พระราชาในการมองความสำคัญที่ฐานของสังคม สังคมของเราจะอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันฐานสังคมต้องอยู่อย่างเป็นสุข เข้มแข็ง มั่นคง ท่านเขียนตรงนี้ ผมจับประเด็นจากที่ท่านเขียน ท่านสังเคราะห์ แล้วอยากจะให้ท่านย้ำว่า นี่ก็คือศาสตร์พระราชา การพัฒนาต้องอยู่ข้างล่าง อยู่ที่ฐานของชุมชนท้องถิ่น เรื่องที่ ๑ นะครับ ท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์เท่าที่ผมมี ถ้าท่านเห็นว่าใช่ ท่านอาจจะไปเน้นก็ได้ครับ

เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตไปในหน้า ๑๑ ผมเห็นตั้งแต่รายงานคราวที่แล้ว เมื่อเช้าผมก็ขออนุญาตท่านนิกร จำนง ว่าผมขอเอาไปใช้งาน แล้วผมก็ใช้ไปแล้ว ตอนนี้ ไม่ได้ขอท่านผมก็เอาไปใช้แล้ว ในสิ่งที่ท่านเขียนกาลานุกรมรูปต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา ต้องชื่นชม ผมชื่นชมด้วยหัวใจ ท่านเขียนด้วยมือของท่านสวยมาก วันนั้นผมยังไปถามท่านว่า ใครเขียนให้ ท่านบอกว่าท่านเขียนเอง แล้วลองไล่เลียงดูสิ่งที่เป็นพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านทรงดำเนินการไปเรื่อย ๆ ถ้าเราจับ สาระสำคัญได้ตรงนี้เราจะเห็นว่าศาสตร์พระราชาที่ยิ่งใหญ่อีกอันหนึ่งคือการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ พระองค์ท่านได้ทำให้เราเห็นแล้ว ผมดีใจและชื่นชอบตรงนี้มาก ผมเรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านี้ พระองค์ท่านไม่ได้ทอดทิ้งหรือไม่ได้ปฏิเสธองค์ความรู้ วิชาการสากล หรือความรู้วิชาการที่ตายตัว แต่พระองค์ท่านไม่ได้นำความรู้วิชาการสากล และตายตัวเหล่านั้นมาทำงานแบบเสื้อโหล คิดความรู้ได้ก็ทำกันทั้งประเทศ ซึ่งในฝ่ายรัฐ ต้องยอมรับว่าเราทำอย่างนั้นมาช้านาน พระองค์ท่านก็ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่พระองค์ท่านทำให้เห็นว่าทุกเรื่องต้องใช้ความรู้ แต่ความรู้นั้นไม่ใช่สูตรสำเร็จ พระองค์ท่านนำมาทดลองปฏิบัติจริงแล้วก็เรียนรู้ ปรับใช้ พัฒนาต่อยอดไม่เคยสิ้นสุด เป็นพลวัตตลอด ๖ กรณีศึกษาที่ท่านกรรมการได้กรุณาไปเรียนรู้แล้วก็เอามาถ่ายทอดไว้ในเอกสารเห็นชัดเจน ทุกเรื่องไม่มีสูตรสำเร็จเลยครับ พระองค์ท่านไปใช้การเรียนรู้ที่ฐานปฏิบัติ แล้วใช้วิชาการ สังเกต เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงมาตลอด ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงที่ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งใกล้มากถ้าใครไปเห็น พระองค์ท่านก็ไปใช้เป็น พื้นที่ทดลองแล้วก็ได้อธิบายทฤษฎีต่าง ๆ ออกมาจากการปฏิบัติ ทฤษฎีของพระองค์ท่านไม่ได้ เขียนออกมาจากข้างบน แต่ท่านเอาความรู้และปฏิบัติแล้วก็ได้ออกมาเป็นเรื่องที่ต่อยอด ผมคิดว่านี่คือศาสตร์พระราชาที่พระองค์ท่านสอนคนไทยทั้งประเทศ ที่เราจะผิดพลาด ก็คือเราไปเอาความรู้ตายตัวแล้วลงไปปฏิบัติและคิดว่ามันจะใช่ การทำเขื่อนก็ดี พนังกั้นน้ำก็ดี ทำอะไรต่าง ๆ ผมแตะเรื่องเหล่านี้นิดเดียวว่าบางครั้งเราทำตายตัวและคิดว่าเหมือนกันหมด แต่พระองค์ท่านเห็นชัดเจนว่าความรู้จำเป็นแต่ต้องมาปรับใช้และมาทดลอง ที่สำคัญคือทดลอง และจัดการความรู้ให้สอดคล้องกับภูมินิเวศ ภูมิสังคม ซึ่งท่านเขียนไว้แล้ว ภูมิวัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันเลย ประเทศไทยเราจริง ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทุกพื้นที่มีไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นใช้ความรู้เดียว วัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ไม่ได้เลย พระองค์ท่าน ก็สาธิตและชี้ให้เราเห็นจากการปฏิบัติ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้ากรรมการเห็นว่าจุดนี้เป็น ๑ ของศาสตร์พระราชาที่สำคัญคงจะต้องเรียนและเน้นครับ เมื่อสักครู่หนึ่งผมได้ยินเพื่อน สมาชิกได้กล่าวถึงพระบรมฉายาลักษณ์ที่เราใส่ไว้แล้วก็จะมีเข็มทิศ แผนที่ กล้อง นั่นละครับ คือเครื่องมือของพระองค์ ท่านสอนเราว่าคนเราต้องเป็นคนเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่ท่องหนังสือมา มีความรู้แล้วก็เอาไปใช้เลย แต่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาแล้วก็ปรับ ถ้าจะตรงกับภาษาอังกฤษ อันหนึ่ง ภาษาไทยจะเรียกว่าพระองค์ท่านใช้วิธีเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ อินเตอร์แอ็กทิฟ เลิร์นนิง ทู แอ็กชัน (Interactive Learning to Action) พระองค์ท่านสาธิตมาตลอดชีวิต ของพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านเรียนรู้จากทุกเรื่องที่ทำ เรียนรู้จากทุกคน ชาวไร่ ชาวนา พระองค์ท่านก็ไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ไม่ใช่มีแต่ความรู้แล้วไปสอนหรือไปสั่ง แต่เรียนรู้ ร่วมกันแล้วทำให้เกิดความรู้ เกิดการปฏิบัติที่เป็นเรื่องใหม่ ๆ และดี ๆ ต่อยอดได้ ผมขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อนี้เป็นข้อหนึ่งที่พูดยาวนิดหนึ่ง เพื่อจะบอกว่าอันนี้คือ ศาสตร์พระราชา ถ้าเราขับเน้นมาจะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนไทยทั้งสังคมได้ไหมว่า เราเคยไปเชื่อว่าเรียนความรู้มาแล้วจะไปทำอะไรให้สำเร็จ ของพระองค์ท่านชี้ใหม่ว่า เรียนความรู้ความสำคัญแต่ต้องเอาความรู้ลงไปปฏิบัติ แล้วต้องเรียนจากการปฏิบัติกับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลาในภาวะสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วรับในสิ่งที่เรียนรู้นั้น ทดลอง ต่อยอด และพัฒนาต่อ ผมคิดว่านี่คือหัวใจที่ผมเห็นครับ

เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญแล้วดีเหลือเกิน ผมขอไปหน้าหลัง ๆ หน้า ๒๖๓ ถึงหน้า ๒๖๗ อันนี้ก็หัวใจ ที่ท่านขมวดเอาไว้เรื่องข้อเสนอแนะ ข้อ ๖.๑ ถึงข้อ ๖.๓ ท่านเขียนไว้ดีครับ ผมลงที่ข้อ ๖.๑ นิดหนึ่ง ท่านสรุปออกมาได้เรื่องการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ ผมก็คิดว่าสำคัญมาก ๆ เรื่องนี้เป็นของทุกคน เราผิดพลาดมาตลอด ถ้าเราพัฒนาโดยละเลยเรื่องนี้แผ่นดินก็จะล่มสลาย ถ้าเราพัฒนาถูกทางก็จะเจริญรุ่งเรือง พระองค์ท่านชี้ทางที่เจริญรุ่งเรือง ท่านมาใส่ไว้ ดิน น้ำ ป่า หญ้าแฝก สหกรณ์ ทฤษฎีใหม่ ผมคิดว่าเรื่องสหกรณ์มีการพูดเยอะชัดเจนมาก ผมไม่พูดเรื่องอะไรที่ดีอยู่แล้ว ผมต่อ บางอันเท่านั้นเอง เรื่องป่าครับท่านกรรมการ ผมอยากจะให้ท่านมองไปไกลถึงเรื่องต้นไม้ เราได้เคยขับเคลื่อนมตินี้ในสภา เรื่องป่าจะทำให้คนไปติดเรื่องป่า ซึ่งมันไปอยู่ในป่า แต่จริง ๆ แล้วเรื่องที่พระองค์ท่านขับเคลื่อน ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และสิ่งที่ พระองค์ชี้แนะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ต้นไม้ เราคงจะต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต้นไม้ เพื่อแผ่นดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา ซึ่งเราขับเคลื่อนกันอยู่ในขณะนี้ มีเครือข่าย ในสังคมหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนอยู่ ผมอยากจะแตะนิดเดียวว่าอยากจะให้ท่านขยับขยาย คำว่าป่าไม้ให้ไปไกลถึงยุทธศาสตร์ต้นไม้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในโทรศัพท์มือถือของผม ผมมีเครือข่ายต้นไม้ในประเทศคนละเล็กคนละน้อยกำลังขับเคลื่อนปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา ตามที่ต่าง ๆ เยอะมากเลย ไม่ใช่เรื่องป่า เขากำลังเดินตามรอยศาสตร์พระราชา สร้างความเจริญรุ่งเรืองในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ต้นไม้ แผ่นดินของเราพระองค์ท่าน ชี้ชัดเจน ถ้าดูดิน น้ำ ป่า คำว่าป่าคือต้นไม้ เราขยายทำทั้งคนในเมือง คนในชนบท ทุกที่ทุกทางไม่ใช่แค่ในป่า เราจะมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความมั่งคั่ง มีความยั่งยืนในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ ขออนุญาตแตะประเด็นนี้ อาจจะเล็ก แต่จริง ๆ แล้วผมพูดเพื่อจะให้มี ความชัดเจนตรงนี้ คราวนี้ต่ออีกนิดเดียวครับท่านประธาน เรื่องทฤษฎีใหม่ เรื่องทฤษฎีใหม่ เราก็เรียกกันมาช้านาน ผมก็อ่านดูและเรียนรู้ ผมอยากจะเรียกว่าทฤษฎีของพ่อ อันนี้คือ ศาสตร์แห่งความเจริญรุ่งเรือง ผมแตะแค่นี้เวลาไม่อำนวยแล้วใช้เวลาของเพื่อนสมาชิก มากเกินไป ท่านประธานผมขออีกข้อเดียวครับ

เรื่องที่ ๔ ฝากท่านกรรมการนิดหนึ่ง ผมพยายามอ่านข้อ ๖.๑ ข้อ ๖.๒ ข้อ ๖.๓ โดยละเอียดและโดยความกระหายใคร่รู้ สิ่งที่ท่านได้ใส่ไว้ซึ่งดี ๆ ทั้งสิ้นเลย ผมอยากจะขอเสนอ ท่านกรรมการได้ลองส่องดูนิดหนึ่ง จะพบว่าข้อ ๖.๑ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชัดแล้วผมแตะไปบางประเด็น พอไปข้อ ๖.๒ ท่านเสนอแนะเรื่องการถ่ายทอดความรู้ เผยแพร่ ความรู้ แรงบันดาลใจ ขยายโครงการ ถ้าไปดูในเนื้อ วิธีการคือจะให้คนอื่นทำเพื่อจะให้สังคม ได้เรียนรู้และขยับ เหมือนว่ายังไม่ใช่ศาสตร์พระราชา ยังไม่ใช่ของสังคม ผมขอแตะตรงนี้นิดหนึ่ง แล้วพอไปดูในข้อ ๖.๓ ท่านเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐ ท่านอาจารย์ดุสิต ได้เล่าถึงเมื่อสักครู่นี้ผมได้ตามที่ท่านเสนอ (๑๐) ท่านพูดเรื่องให้ไปส่งเสริมเอสเอ็มอี (SMEs) บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ไปพูดให้รัฐเป็นคนไปส่งเสริม เพราะฉะนั้นจุดที่ผมจะมาตรงนี้ ผมอยากจะขออนุญาตให้ท่านศึกษาดูว่ามีข้อ ๖.๔ ได้ไหม ข้อ ๖.๔ คืออะไร ข้อ ๖.๔ คือการเน้นว่าศาสตร์พระราชาเป็นของคนไทยทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเป็นข้อเสนอ ต่อคนไทยทั้งแผ่นดินได้ไหม ไม่ต้องไปผ่านรัฐ ท่านเสนอรัฐก็เสนอ สื่อมวลชนก็เสนอ กระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก็เสนอไป แต่เป็นข้อเสนอต่อสังคมไทยหรือคนไทยทั้งแผ่นดิน ได้ไหมครับ เพื่อจะน้อมนำศาสตร์พระราชาไปเรียนรู้ ปรับใช้กับการดำเนินชีวิต และการทำงานทุกเรื่อง ถ้าเขียนแบบนี้ศาสตร์พระราชาจะเป็นของคนไทยทุกคน แล้วก็เป็นเจ้าของ ท่านประธานที่เคารพครับ คนไทยทั้งแผ่นดินรักในหลวงรัชกาลที่ ๙ เรารักในหลวง ขออนุญาตท่านประธาน ขออภัย ที่ติดเนกไท (Necktie) ของผมคืออันนี้ครับ ใช้มาช้านานตั้งแต่ใครให้มาผมก็จำไม่ได้นานมากแล้ว เรารักในหลวง คนไทยรักในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีข้อเสนอไปที่เขาเลย ไปที่คนไทยทั้งแผ่นดิน ที่รักในหลวง ศาสตร์พระราชาคือทรัพย์สินทางปัญญาของแผ่นดินไทยและของโลก ภาษาอังกฤษผมใช้เล่น ๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก พับบลิก อินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี (Public Intellectual Property) ถ้าให้คนไทยรู้สึกเป็นเจ้าของศาสตร์พระราชา เป็นเจ้าภาพ เป็นเจ้ามือ เป็นผู้นำไปเรียนรู้ และเป็นผู้ปฏิบัติให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองจะได้ไหมครับ ถ้ามีข้อเสนอข้อนี้จะไปสู่คนทุกภาคส่วน ไม่ใช่ไปรอผ่านรัฐ หรือฝ่ายใครเป็นคนรู้ มากกว่าจะไปสอนให้เขาได้เรียนรู้ ตาสีตาสา ชาวไร่ชาวนา ผมคิดว่าเขาเข้าถึงศาสตร์พระราชาได้ แล้วบางครั้งเข้าถึงได้ง่ายกว่าเราเพราะมันอยู่ในชีวิตของเขาถ้าเขาเข้าใจ และบางทีเขาปฏิบัติ ไปแล้วด้วย เราเสียอีกที่มีความรู้เยอะ ๆ บางทีกว่าเราจะรู้และเข้าใจใช้เวลานาน ก็เสนอว่า ควรจะเป็นลักษณะเสนอต่อประชาชน แล้วให้เขาไปสร้างภาคีเครือข่ายประชารัฐ ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาทุกภาคส่วนให้กว้างขวาง ไม่ใช่ไปรอผ่านคณะกรรมการ ๓ ระดับ ไม่ใช่รอผ่าน ๔ มติ เราผ่านไปเลยให้เขาเป็นภาคีประชารัฐเครือข่ายเยอะ ๆ ให้เกิดขึ้น เต็มแผ่นดินก็ลงเป็นเรื่องที่ ๔ ที่ผมขออนุญาตฝากไว้ ขอประทานโทษท่านประธานจริง ๆ ที่ใช้เวลาเยอะ สรุปสุดท้ายผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเราโชคดี เราได้อยู่ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เราได้เรียนรู้สิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติ สิ่งที่พระองค์ท่านสอนเรื่องเหล่านี้ไม่มีวันตายครับ ศาสตร์เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ ระดับสากลแล้ว แล้วก็จะต่อยอดไปเรื่อย ๆ ถ้าคนไทยเราเห็นว่านี่คือสมบัติ คือสิ่งที่มีค่า เราไปช่วยกันต่อยอดครับ ในฐานะที่ผมเองเป็นข้าของแผ่นดิน เป็นข้าของพระราชา วันนี้ก็เข้าสู่วัยที่สูงวัยแล้ว แต่ผม ก็คิดว่ายังมีเวลาที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเรียนรู้ต่อ และไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตและการทำงาน ผมจะมุ่งสู่ชุมชนท้องถิ่น จะลงไปทำงาน กับชุมชนท้องถิ่นเท่าที่เราจะทำได้ ไปสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ให้เต็มกำลังเท่าที่จะทำได้ ผมอยากจะเสนอว่าถ้าเราได้ทำเรื่องนี้แล้วไปผลักดันให้ทุกฝ่าย รับเป็นเจ้าภาพ เป็นเจ้าของเรื่อง แล้วไปทำ ไปเรียนรู้ เรื่องนี้จะต่อยอดเจริญรุ่งเรือง เป็นการสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ในเรื่องการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ในส่วนตัวของกระผมก็คงคิดเหมือนกับเพื่อน ๆ ที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดที่พวกเราในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มีโอกาสร่วมกันดำเนินการ ร่วมกันนำเสนอ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ผมเองในฐานะที่เคยรับราชการอยู่ในกองทุน ได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชองครักษ์ประจำอยู่ ประมาณ ๒๕ ปี ได้มีโอกาสทำงานในกองทัพบก ในฐานะเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก ร่วมกับทางสำนักงานประสานงานโครงการพระราชดำริ อย่างเช่นท่านปานเทพ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ได้ทำงานร่วมกันอยู่หลายปีในการที่จะขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ซึ่งได้ทรงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นเวลาร่วม ๗๐ ปี จึงมีความรู้สึกซาบซึ้ง และรู้สึกขอบพระคุณในความพยายามในการทุ่มเทเสียสละของคณะกรรมการคณะนี้ เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเวลาเพียง ๔-๕ เดือนที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้เห็นชอบในการให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น ท่านประธานก็ได้ไป จัดตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสัมฤทธิผล เกินกว่าที่พวกเราคาดว่าท่านจะสามารถทำได้ เนื้อหาของรายงานการปฏิรูปฉบับนี้ ก็มีความสมบูรณ์ค่อนข้างจะมากมายเพียงพอสำหรับเนื้อหาที่จะสามารถบรรจุลงได้ ในเอกสาร ๒๐๐ กว่าหน้า หรือ ๓๐๐ หน้านี้ และรวมถึงการเตรียมทำหนังสือสืบสาน ศาสตร์พระราชาประมาณ ๒๕๐ หน้า ก็คงจะเข้าใจได้ว่าไม่สามารถที่จะบรรจุทุกเรื่อง หรือพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทุกประเด็น ทุกแนวคิดของพระองค์ท่านและทุกโครงการซึ่งมีกว่า ๔,๖๐๐ โครงการ กระผมเองก็อยากจะเพียงแค่แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ หากกรรมการจะสามารถนำไปพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ของหนังสือ เท่าที่โครงการ ที่ผมเองได้มีโอกาสร่วมดำเนินการกับทาง กปร. ในการถวายงานให้กับพระองค์ท่าน เมื่อสมัยรับราชการอยู่ ในเรื่องของการศึกษาซึ่งท่านสรุปไว้ในหน้า ๒๗-๒๙ ท่านได้แบ่ง พระราชภารกิจหรือโครงการพระราชดำริไว้เป็น ๒ กลุ่ม คือการศึกษาในระบบโรงเรียน และการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย ซึ่งก็ครอบคลุม เรื่องราวต่าง ๆ ที่คนอาจจะไม่รู้จัก อย่างเช่นโรงเรียนพระดาบสซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปเพียง ๒-๓ กิโลเมตร ก็เป็นศูนย์การศึกษาแห่งหนึ่งที่จะเรียกว่านอกระบบก็ได้ แต่ได้ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่คนกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่มีพื้นฐานความรู้ สามารถมีอาชีพไปยังชีพ ไปประกอบ อาชีพได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าการเรียนรู้ทางด้านช่าง ด้านการซ่อมเครื่องยนต์ต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ ผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่งเลยของพระองค์ ถ้าจะเรียกว่าเป็นความสำคัญที่สุดที่พระองค์ ได้ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน และนักเรียน นักศึกษา คือโครงการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งได้จัดตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๘ จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาประมาณ ๒๑-๒๒ ปี พระองค์ได้พระราชทานทุนทรัพย์ ๕๐ ล้านบาท ให้ไปก่อตั้งโครงการนี้ขึ้น หลักการง่าย ๆ ก็คือไม่ว่าเราจะเรียนอยู่ที่ไหนเราก็สามารถ เปิดโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดการเรียนการสอนที่อัดจากพระราชวังไกลกังวล โดยได้เอาครู จากกรมสามัญศึกษา ซึ่งสมัยนั้นเรียกกรมสามัญศึกษาไปอัดเทป (Tape) ในสิ่งที่ครูเหล่านั้น สอนให้กับโรงเรียนดี ๆ ที่เรารู้จักกันในกรุงเทพฯ ก็ไปอัดเทป (Tape) ที่พระราชวังไกลกังวล แล้วก็เผยแพร่ผ่านช่องโทรทัศน์ไปสู่โรงเรียนต่าง ๆ ทุกวันนี้ก็ได้ให้อุปกรณ์รับสัญญาณ ถ่ายทอดไปถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน โรงเรียนของ สพฐ. ทั้งหมด จนเราเรียกว่าเป็นครูตู้ แต่ครูตู้มีความหมายมาก เพราะว่าเขาเป็นครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนดี ๆ ก็สรุปว่าเด็ก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของประเทศไทยก็สามารถได้รับการศึกษาจากครูคนเดียวกัน ครูที่มีคุณภาพ แล้วทุกวันนี้ก็มีระบบอีเลิร์นนิง (e-Learning) มีแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่จะสามารถเข้าไปดาวน์โหลด (Download) แล้วก็นำไปใช้ประโยชน์ การสอนภาษา มีทุกภาษาเลยนะครับ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น จึงฝากว่าอันนี้เป็นพระราชกรณียกิจที่ผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่ง แล้วก็ทรงมีพระเนตรที่ยาวไกล ที่คิดว่าการศึกษาเป็นหัวใจของการสร้างคน ของการสร้างประเทศ

อีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องการศึกษาคือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ท่านได้ เขียนไว้แล้ว แต่อาจจะยังสั้นไปนิดหนึ่ง จริง ๆ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ท่านเขียนว่า ๔๔ โรงเรียนก็ถูกต้อง แต่โรงเรียนที่มีความสำคัญยิ่งคือโรงเรียนที่ ๓๕-๓๙ ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ นี้เอง หลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทรงพระราชทานให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ไปสร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๓๕ จังหวัดพังงา แล้วก็โรงเรียนในแถบนั้นอีก ๔ จังหวัด คือจังหวัดภูเก็ต จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล ก็ถือว่าเป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้เด็กที่กำพร้าพ่อแม่ที่สูญเสียชีวิต จากมหาภัยคลื่นยักษ์ได้เข้ามาเรียน แล้วโรงเรียนราชประชานุเคราะห์จะมีความแตกต่าง จากโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการโดยทั่วไป คือเรียนฟรี อยู่ฟรี กินฟรี เด็กไม่ต้องเสียสตางค์เลย ก็ฝากเพิ่มเติมไว้ในส่วนของโรงเรียนที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการจัดการน้ำลักษณะพิเศษ เข้าใจว่าท่านนิกร รับผิดชอบอยู่ ท่านก็ไปดำเนินการเพิ่มเติมที่ผมอภิปรายเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งอยู่ใน หน้า ๕๗-๖๘ มีอยู่ ๖ เรื่องหลัก ๆ ที่คิดว่าเป็นโครงการที่ได้ทรงพระราชทานด้วยพระเนตร อันยาวไกลในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ โครงการที่ ๓ ท่านเขียนว่าประตูระบายน้ำ อุทกวิภาชประสิทธิ ผมคิดว่าชื่อเรื่องอาจจะแคบไป ควรจะเขียนว่าเป็นโครงการพัฒนา พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพราะตัวประตูระบายน้ำนั้นเป็นแค่ ส่วนหนึ่งเท่านั้นของตัวโครงการใหญ่ เป็นแค่ประตูกั้นน้ำเพื่อที่ว่าหน้าน้ำก็ให้น้ำไหลออกไปได้ หน้าแล้งก็กันน้ำไว้ไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องเขียนเป็นตัวชื่อโครงการ จะทำให้ดูครอบคลุมมากกว่า แล้วในหน้า ๖๓ ท่านก็เขียนไว้ ๒ พารากราฟ (Paragraph) สั้น ๆ ๒ ย่อหน้าสั้น ๆ ถ้าจะเพิ่มอีกสักย่อหน้าหนึ่งให้เห็นถึงว่าเมื่อสร้างประตูระบายน้ำนี้แล้ว กับสร้างประตูตามพื้นที่ต่าง ๆ สร้างระบบชลประทานพื้นฐานแล้วประโยชน์ที่เกิดขึ้นคืออะไร เกิดประโยชน์ในการที่ประชาชนที่ละทิ้งถิ่นฐานได้กลับมาทำมาหากิน แยกนากุ้ง น้ำกร่อย ออกไปอยู่ชายทะเล สามารถทำนาข้าวอะไรได้ ถ้าเพิ่มอีกสักหนึ่งย่อหน้าก็จะทำให้มี ความสมบูรณ์ขึ้นว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้ทำอะไรให้เกิดขึ้นกับประชาชน ในพื้นที่กว่า ๑๐ อำเภอใน ๓ จังหวัดภาคใต้

อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของภาพต้นไม้ที่หลายท่านได้กล่าวถึง ซึ่งผมก็ชื่นชม ในความสามารถของท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะท่านเป็นจิตรกรด้วย ก็เป็นภาพที่สื่อความหมายได้ชัดเจนในหน้าเดียว เพียงแต่ผมพยายามอ่านแล้วก็อ่านยากมากเลย จะเป็นด้วยว่าต้องใส่แว่นอ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ประเด็นหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของสี ถ้าให้สี ที่ดีกว่านี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันง่ายท่านใส่สีเข้าไปแล้วก็สามารถเปลี่ยนสีได้ แล้วด้วยตัวหนังสือก็เป็น ตัวเขียน พอเขียนติด ๆ กันก็เลยทำให้อ่านยาก เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะปรับให้อ่านง่ายขึ้น แล้วก็ให้มีคนตรวจสอบว่าถูกต้อง สอดคล้องกับแนวทางจริง ๆ ก็จะทำให้ภาพนี้มีประโยชน์ ยิ่งขึ้น

ประเด็นสุดท้าย คือผมต้องไปที่อาจารย์ดุสิตนะ ท่านเป็นคนชี้แจงคนสุดท้าย ท่านทำโครงการจัดทำหนังสือของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา หน้าสุดท้ายท่านอาจารย์ครับ หน้าสุดท้ายของท่านคือขอขอบพระคุณสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เมื่อสัก ๑ เดือนที่แล้วนี้เอง ตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งส่วนราชการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เปลี่ยนชื่อ เป็น กรมราชเลขานุการในพระองค์ จากสำนักราชเลขาธิการ เปลี่ยนเป็น กรมราชเลขานุการ ในพระองค์ ในร่างหนังสือก็คงมีเพียงแค่นั้น กับประเด็นสุดท้ายอยากจะฝากท่านอาจารย์ดุสิตไว้ว่า ถ้าเราจะมีดัชนีค้นหาคำน่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เป็นแค่ดัชนีว่าหน้าไหนมีอะไร ดัชนีค้นหาคำ เช่นถ้าเราเขียนว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมันอยู่หน้าไหนบ้าง อย่างนี้ ถ้าทำได้ถึงขนาดนั้นเพราะอาจารย์ดุสิตก็ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็จะทำให้การค้นหา คำง่าย เพราะว่าในเล่มนี้มีความยาวเกือบ ๓๐๐ หน้า จะช่วยทำให้เราสามารถอ่านหนังสือได้เกิด ประโยชน์ยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณ แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านปานเทพ และกรรมการทุกคน ทั้งที่ไม่ได้นั่งอยู่ข้างบนอีกหลายสิบท่านที่ได้ทำผลงานที่ถือว่าเป็นชิ้นโบแดงของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่พวกเราได้อยู่กันมาปีเศษ ๆ นี้ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ๑ ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับ ๑๙๗ เป็นผู้อภิปรายลำดับที่ ๙ หมายเลข ๙ เป็นเลขมงคล เรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันนี้ต้องกราบขอบพระคุณกรรมการ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของสภานี้ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา มีคำพูดชัด ๆ ว่าในหลวงทรงประทับอยู่กลางใจคนไทย ชั่วนิจนิรันดร์ คำพูดนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราคนไทยทุกคนจะได้น้อมนำโครงการพระราชดำริ จะได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้วขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม แล้วพระองค์ท่านจะประทับอยู่กลางใจคนไทยทุกคนไปชั่วนิจนิรันดร์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงไม่อภิปรายในเรื่องศาสตร์พระราชาคืออะไร ศาสตร์พระราชามีอะไรบ้าง ในเอกสารการศึกษาของคณะกรรมการลงรายละเอียดไว้หมดแล้ว เชื่อว่าคนไทยทุกคน คงจะรับทราบ และกรรมการก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ค่อนข้างชัดเจน ช่วงที่พระองค์ท่าน เสด็จสวรรคตใหม่ ๆ กระผมเองได้มีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบในการบริหารพื้นที่ท้องสนามหลวง โดยรอบพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สวยงาม สง่างาม สมพระเกียรติกับการที่ประชาชนจะไปร่วมถวายสักการะ นับเป็นเกียรติประวัติกับวงศ์ตระกูล ของกระผม ครั้งหนึ่งครับ ผมขออนุญาตนำตรงนี้มาฉายให้เห็นสั้น ๆ นิดเดียว อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเป็นพิธีกร ท่านพูดความไว้ตอนหนึ่งว่า พระองค์ท่าน เป็นเทพ เป็นเทวดา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าคนธรรมดาจะไม่สามารถเรียกฟ้าเรียกฝนได้ โครงการฝนเทียม คนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถห้ามน้ำ หยุดน้ำได้ โครงการแก้มลิง ดังนั้น พระองค์ท่านเป็นเทพซึ่งคอยปกป้องคุ้มครองคนไทยทั้งประเทศ โครงการศาสตร์พระราชา ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้อย่างน้อย ๔,๐๐๐ โครงการ ทุกโครงการเป็นมรดกของ คนไทยทั้งชาติ ทุกโครงการแก้ปัญหาได้ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาอย่างถาวร ผมขออนุญาตน้อมนำสักนิดหนึ่งให้เห็นถึงการแก้ปัญหา เมื่อเราคิดอะไรไม่ได้ เราเผชิญกับ ปัญหาซึ่งหน้าเรานำศาสตร์พระราชามาใช้ น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ แต่อย่าเพิ่งถามผมว่า แล้วน้ำท่วมกรุงเทพฯ ล่ะ น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ เกิดจาก ๓ น้ำครับ น้ำเหนือหลาก ฝนตก น้ำทะเลหนุน บ้านผมอยู่บางกรวยครับ ผมเป็นประธานหมู่บ้าน ถ้าผมทิ้งบ้านเท่ากับ กัปตันทิ้งเรือ ดังนั้นผมต้องอยู่ น้ำที่บางกรวยท่วมก่อนแล้วแห้งทีหลัง ปัญหามีอยู่ว่า ขณะที่น้ำจะท่วมบ้าน ผมมองไปเห็นพระบรมรูปพระองค์ท่านแตะบ่าผมในพิธีพระราชทาน ยศนายพล ผมเลยคิดโครงการศาสตร์พระราชาแก้มลิง กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าน้ำจะขึ้น วันนี้บ่ายสองโมง ๒ ชั่วโมงจะถึงบ้านผม ผมทำแก้มลิงครับ ขุดสนามหญ้าทำเป็นหลุมไว้ ๒ หลุม เป็น ๒ แก้ม เอาไดโว่ใส่ไปในแก้มลิงแก้มละ ๓ ตัว พอน้ำขึ้น ๒ ชั่วโมงถึงบ้านผม ผมเอาไดโว่ดูดออก น้ำที่เข้ามาจะลงไปแก้มลิง แต่ผมดูดออกด้วยไดโว่ ๓ ตัวต่อหลุม ๒ หลุม ๖ ตัว มันก็วนระหว่างแก้มลิงกับรั้วบ้านผม มันไม่เข้าบ้าน พอ ๓ ชั่วโมงให้หลังน้ำลด ผมก็ดับเครื่องนอนรอไปอีก ๘ ชั่วโมงจะมาใหม่ วันหนึ่งทำ ๒ รอบ ผมทำรอบแรก คนขับรถ ทำรอบ ๒ น้ำไม่ท่วมบ้าน นี่ตัวอย่างเล็ก ๆ ศาสตร์พระราชาใช้แก้ปัญหากับทุกเรื่อง ในประเทศนี้ได้ทั้งหมด ที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ไม่ใช่อภิปรายเรื่องศาสตร์พระราชา แต่จะขออภิปรายเติมเรื่องการขับเคลื่อน ทำอย่างไรที่เราจะขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ท่านมีคณะกรรมการประสานงานระดับท้องถิ่น คณะกรรมการประสานงานระดับจังหวัด คณะกรรมการประสานงานระดับประเทศ การที่จะนำศาสตร์พระราชาไปใส่เกล้าใส่กระหม่อม ของคนไทย เพื่อที่จะนำไปขับเคลื่อนต่อนั้นก็คือการให้ความรู้ ขณะนี้กรุงเทพมหานครทำแล้วครับ แล้วผมก็อยากให้ทำทั่วกันทั้งประเทศ หอสมุด ห้องสมุด ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล จะต้องมีมุมศาสตร์พระราชา กรุงเทพมหานครนำร่องที่หอสมุดเมือง เปิดไปเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ที่ตั้งคือ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ตรงแยกคอกวัวเลยครับ อาคารค่อนข้าง มีความสง่างามกว้างขวางมาก ชั้น ๓ ทั้งชั้นเป็นเรื่องของศาสตร์พระราชา ถ้าทุกหอสมุด ทุกห้องสมุดทั่วประเทศไทย รวมทั้งห้องสมุดของโรงเรียนด้วยมีศาสตร์พระราชา มีคนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องศาสตร์พระราชาคอยชี้แจงทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดไหน มีปัญหาเรื่องอะไรโฟกัสไปที่ศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น จังหวัดนั้นมีปัญหาเรื่องดินเปรี้ยว ดินเค็ม ศาสตร์พระราชาเรื่องนี้เอาไปเลยครับ ไปโฟกัส ให้จังหวัดนั้น เพื่อให้ประชาชนนำไปแก้ปัญหา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพียงเรื่องเดียว แก้ปัญหาได้ทั้งประเทศแล้วครับ เราจะดำรงชีพอยู่ด้วยความไม่ประมาท ท่านเคยมีพระราชดำรัสไว้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ อันนี้ผมเพิ่งได้รับฝากมาจากท่านพะจุณณ์เมื่อสักครู่ ช่วยพูดหน่อย แต่เราต้องไม่ให้คนเลวมามีอำนาจ คนไม่ดีมามีอำนาจ เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็เป็นหลักของการบริหารงานบุคคลแล้ว เพราะฉะนั้นศาสตร์พระราชาทั้งหมดจะต้อง ถูกน้อมนำมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อให้คนไทยทุกคนจะได้สำนึกถึงเรื่องมรดกของชาติไทย ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานไว้ ลูกหลานไทยทุกคนจะต้องนำศาสตร์พระราชามาขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาประเทศอย่างถาวร ยั่งยืน นั่นละครับ พระองค์ท่านก็จะประทับอยู่กลางใจ ของคนไทยทุกคนชั่วนิจนิรันดร์

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ขณะนี้มีผู้ขออภิปรายจำนวนทั้งหมด ๑๖ ท่าน อภิปรายไปแล้ว ๙ ท่าน ก็เหลืออีก ๗ ท่าน เพราะฉะนั้นขอให้ท่านต่อ ๆ ไปกรุณารักษาเวลา ๑๐ นาทีด้วยค่ะ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉันอยากจะเรียน ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมการที่ดำเนินการในเรื่องของการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูปประเทศ ดิฉันคิดว่าเอกสารชุดนี้เป็นเอกสารที่มีคุณค่ามาก แล้วก็เป็นบันทึก ทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์ยิ่ง ซึ่งสมควรที่จะได้เผยแพร่ไปในวงกว้างที่สุด ก็คือประชาชน คนไทยทุกหมู่เหล่าควรจะได้รับทราบในเรื่องศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะหนังสือ เอกสารฉบับนี้ ดิฉันคิดว่าเขียนอย่างชัดเจน ก็เข้าใจง่าย แล้วก็ครอบคลุมได้มากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนของชาติควรที่จะได้รับทราบในเรื่องนี้เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต อย่างมีคุณค่า แล้วก็อย่างมีภูมิคุ้มกันต่อไป เพื่อที่จะให้เอกสารนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดิฉันมีข้อเสนอแนะอยู่นิดเดียว ดิฉันคิดว่ารูปชาร์ต (Chart) อันนี้ของท่านนิกรที่ท่านบอกว่า เป็นกาลานุกรม ดิฉันก็เพิ่งได้ยินศัพท์คำนี้ ต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา ดิฉันคิดว่าครอบคลุมมากเลย เป็นแผนภูมิที่คิดว่าชัดเจนมาก แต่ว่ารูปที่ท่านวาดนี้คือท่านอาจจะมีศิลปะมาก โดยเฉพาะตัวอักษรสวยแต่ไม่ชัด เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะขยายสักหน่อยหนึ่ง เพราะว่าทุกตัวอักษรที่ประกอบกับรูปภาพมีความสำคัญทั้งสิ้น เพราะมันเป็นเหมือนจุดสรุปรวมทั้งหมดของเรื่องนี้เลย เป็นจุดเริ่มต้นที่มีประโยชน์มาก เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าท่านควรจะต้องกรุณาทำให้ชัด เพราะหลายประโยคที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เนื่องจากเขียนสวยเกินไป เพราะฉะนั้นขอความกรุณาที่จะทำให้ชัด บางตัวก็ซ้อนกัน บางบรรทัดซ้อนกัน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนปรึกษาดูในความคิดเห็นของดิฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปฐมบรมราชโองการ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์พระราชา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นศาสตร์พระราชาที่ตามมาอันเนื่องมาจากปฐมบรมราชโองการที่ทรงประกาศ เมื่อวันราชาภิเษก ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นประโยคที่สั้นมาก และท่านก็กรุณากล่าวไว้ในหน้า ๘ แต่ดิฉันคิดว่าประโยคที่สำคัญ ความสำคัญเช่นนั้นน่าจะทำให้ปรากฏชัดแล้วก็เชื่อมโยงกับ แผนภูมิและรูปภาพอันนี้ด้วย ความจริงแล้วก็สั้นทีเดียวที่พระปฐมบรมราชโองการ ที่ประกาศว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ดิฉันคิดว่า เป็นเรื่องมหัศจรรย์ซึ่งน่าจะทำให้ปรากฏชัดกว่าเพียงแค่ ๒ บรรทัดในหน้า ๘ เพราะเป็นประกาศ ซึ่งผู้ประกาศในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง ๒๑ พรรษา แล้วที่แปลกหรือมหัศจรรย์ก็คือ บุคคลผู้นั้น หรือพระองค์ผู้นั้นได้รักษาคำพูดของพระองค์มาจนกระทั่ง ๗๐ ปีอย่างต่อเนื่อง พระองค์ได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขต่อมหาชนชาวสยามโดยการกระทำต่าง ๆ โดยนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเรามารวบรวมกันเป็นศาสตร์ของพระราชา จุดเริ่มต้นอันนั้นก็คือ คำมั่นสัญญาที่พระองค์ให้กับประชาชน และพระองค์ได้รักษาสัญญาที่พระองค์ประกาศไว้ มาตลอดเวลา ๗๐ ปีอย่างมุ่งมั่น อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ไม่ทำให้ทรงย่อท้อแม้แต่นิดเดียว จะเห็นได้ว่า ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อปฐมบรมราชโองการมาอย่างต่อเนื่อง อย่างขยันขันแข็ง ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่เคยเห็นใครที่รักษาคำพูดของตัวเองและกระทำตามคำพูด ได้อย่างมั่นคงแน่วแน่และเกิดผลประโยชน์อย่างชัดเจนเหมือนอย่างการกระทำของพระองค์ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านได้ใส่ในเรื่องพระปฐมบรมราชโองการในชาร์ต (Chart) รูปภาพสวย ๆ ของท่านแต่อ่านไม่ชัดเลย มีช่วงไหนบ้างไหม เพราะดิฉันคิดว่าอันนั้นคือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเอกสารเล่มนี้ ก็ขอร้องเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านพรพันธุ์มากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ๒ วาระ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตคณบดีคณะบริหาร มหาวิทยาลัยเอเชียน อดีตคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และอดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตคณบดีเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรียนเชิญค่ะ ท่านไม่อยู่ในห้องประชุม ใช่ไหมคะ ถ้าไม่อยู่ดิฉันจะขอเรียกท่านถัดไปเลย และเดี๋ยวค่อยเชิญท่านธรรมศักดิ์ กลับมาต่อภายหลัง ท่านชาญวิทย์อยู่ไหมคะ ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตโค้ช (Coach) ฟุตบอล ทีมชาติไทย เรียนเชิญค่ะ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาด้วยความจริงใจ แล้วก็ด้วยความเคารพที่ท่านได้รวบรวมและทำงานกัน อย่างหนักเพื่อที่จะนำศาสตร์พระราชานั้นไปขับเคลื่อนแล้วก็ปฏิรูปประเทศ เมื่อวานนี้ ต้องขอบคุณท่านชูชาติ อินสว่าง ในฐานะคนกีฬาที่ท่านชื่นชมน้องเมหรือโปรเมนะครับ ผมเองในฐานะกรรมาธิการด้านกีฬาเองจริง ๆ แล้ววันนี้ตั้งใจที่จะมาพูดถึงเรื่องนี้ แต่ท่านชูชาติ ได้นำเสนอก่อน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ต้องขอบคุณท่านอย่างมากเลยนะครับ โดยเฉพาะ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ฝากขอบคุณมาด้วยในฐานะท่านเป็นประธานกรรมาธิการ ด้านกีฬา จากความสำเร็จของน้องเม เราจะเห็นเลยว่าศาสตร์หนึ่งซึ่งน้องเมเอาไปใช้ ผมจะขออนุญาตที่ประชุมสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้มีคอมเมนต์ (Comment) นิดหน่อย ข้อคิดจากโปรเม เอรียา จุฑานุกาล เดี๋ยวผมจะบอกว่าไปเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา ได้อย่างไร น้องเมบอกว่า อันดับ ๑ ไม่สำคัญเท่ากับความสุขของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นอันดับ ๑ ของเขาไม่ได้มีความหมายเลย แต่ความหมายของเขาคือความสุข ของคนทั้งประเทศ ก็จะตรงกับหลักการทรงงานของพระองค์ท่านข้อหนึ่ง ท่านบอกว่า ต้องทำงานอย่างมีความสุข และให้ทุกคนมีความสุขร่วมกันไปด้วย นี่คือสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมบอกได้เลยว่าศาสตร์พระราชาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของกีฬา ศิลปะ ดนตรี ที่พระองค์ท่าน เป็นอัจฉริยภาพพระองค์หนึ่งซึ่งดูแลศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้มาตลอด กลุ่มนักกีฬาเอง กลุ่มของนักศิลปินเอง แม้กระทั่งกลุ่มของนักดนตรีเอง ได้นำศาสตร์พระราชามาใช้ก่อน ที่เราจะรวบรวมเพื่อเผยแพร่ เพื่อจะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต อดีตที่ผ่านมาผมเชื่อว่า ทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ได้นำศาสตร์พระราชาไปใช้ ปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่ แล้วในอนาคต ตัวผมเองเช่นเดียวกัน สัญญาเลยว่าจะนำศาสตร์พระราชานั้นไปใช้แล้วก็ขับเคลื่อน ด้วยตัวเอง ครอบครัว สังคม ชุมชน ขยายไปถึงผลในระดับประเทศต่อไปในอนาคต นี่คือ ส่วนหนึ่งซึ่งผมอยากจะชื่นชมคณะกรรมการชุดนี้ที่รวบรวมและพยายามที่จะผลักดัน แล้วก็ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติที่แท้จริงในอนาคต เพราะนี่คือส่วนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยกันปฏิรูปประเทศได้อย่างครบเครื่องแล้วก็สมบูรณ์แบบที่สุด

ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะให้เห็นข้อคิดจากการนำเสนอตรงนี้ พระองค์ได้ใช้ หลักการทางด้านวิชาการ พระองค์ได้ใช้หลักการทางด้านประสบการณ์ ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงใช้หลักการทางด้านการทรงงาน สิ่งที่อยากจะเห็นที่สุดอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า ได้นำไปใช้ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ และในอนาคตอยากเห็นหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ ถ้าเราสามารถเผยแผ่ได้ไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชนอย่างที่ท่านว่า ระดับสูง ขึ้นมาระดับจังหวัด ระดับอำเภอ แม้กระทั่งระดับประเทศ หลักการทรงงานถ้าสามารถอยู่ได้ แทนที่ ผมใช้คำว่า แทนที่ ในการโฆษณาตามสี่แยก ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ ทุกวันนี้มีแต่เรื่องของการโฆษณา แต่ถ้าเราเอาหลักการทรงงานติดไว้ทั้งหมด ๗๖ จังหวัด บวกกับกรุงเทพมหานครด้วย ผมเชื่อว่าโรงเรียนต่าง ๆ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนนั้น หลักการทรงงานนั้นถือว่าเป็นแนวปฏิบัติเลย จะด้านวิชาการ จะด้านประสบการณ์ จะด้านอะไรก็แล้วแต่ แต่หลักหนึ่งหลักคิดที่ผมคิดว่า ผมนำไปปฏิบัติตลอดคือหลักการทรงงาน เพราะฉะนั้นจุดหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าเป็นหัวใจ สำคัญของรายงานอันนี้ก็คือเรื่องของหลักการทรงงานในการนำไปปฏิบัติ ฉะนั้นฝากข้อคิด สำหรับกรรมการชุดนี้ด้วยว่าทำอย่างไรที่เราจะผลักดันหลักการทรงงานทั้ง ๒๓ ข้อ ของพระองค์ท่านให้เป็นผลสำเร็จภายใน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือนนี้ อันนี้ต่างหากครับ ที่อยากจะเห็นที่เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะมิฉะนั้นแล้วเปเปอร์ (Paper) ที่เราทำไปจะเห็นเลยว่า มีเยอะมาก แล้วก็เป็นจุดสำคัญ เป็นเรื่องที่สำคัญ ๆ ทั้งนั้นเลย แต่สิ่งที่เราจะแยกแยะ ออกมาได้คือนำไปปฏิบัติจริง ๆ คือหลักการทรงงานทั้ง ๒๓ ข้อ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านธรรมศักดิ์มาแล้วนะคะ เรียนเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เรียนเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูงครับ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิกเลขที่ ๖๙ ผมขอขอบคุณคณะกรรมการที่แจกเอกสารมาให้ ผมคิดว่าหลายท่าน ได้อ่านแล้วคงจะต้องเก็บไว้เป็นสมบัติในห้องสมุดส่วนตัว แล้วนำไปเผยแพร่ต่อในที่อื่น ๆ หลายท่านอาจจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา หรือว่าความคิด แนวคิด ปรัชญา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นส่วนตัวอยู่มากมาย แต่เล่มนี้เป็นเล่มที่รวมรวมอย่างกว้างขวางก็ถือว่าเป็นเอกสารที่ดี อยากจะกราบเรียน ท่านประธานกรรมการซึ่งหลายท่านผมก็รู้จักท่านดีเป็นการส่วนตัวแล้วก็เคยแลกเปลี่ยน ข้อมูลกันในเรื่องศาสตร์พระราชามาตลอดเวลา ก็ชื่นชมว่าเอกสารที่เตรียมมาผมก็พยายาม พลิกอย่างเร็ว ๆ ทุกหน้า ผมจะขออนุญาตเอ่ยถึงบางหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะ ก่อนอื่น ก็อยากจะเรียนว่าในหน้า ๙ ซึ่งเป็นการพูดถึงศาสตร์พระราชา ให้คำจำกัดความของ ศาสตร์พระราชาไว้ชัดเจนมากอยู่ในบล็อกสี่เหลี่ยมข้างล่าง ถือเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ ในเชิงวิชาการ ศาสตร์ตัวนี้ในภาษาอังกฤษก็คงจะเป็นคล้าย ๆ กับเป็นวิสดอม (Wisdom) ตัวหนึ่ง เป็นฟิโลโซฟี (Philosophy) แต่ฟิโลโซฟี (Philosophy) อาจจะแปลว่าเป็นความลับ ในวิชาการ ก็เป็นวิสดอม (Wisdom) ที่สูงสุดของประเทศไทย ผมอยากจะเรียนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ของ ครม. หรือจะผ่านสภานี้ไปในช่วงไหน ผมไม่ทราบนะครับ ศาสตร์ของพระราชาน่าจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้องยอมรับความจริงว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงครองราชย์มา ตั้ง ๗๐ ปียาวที่สุดในโลก การตกผลึกของความคิดความอ่านกับภูมิประเทศซึ่งมีขนาดเท่า ๆ ประเทศฝรั่งเศส หรือเท่ารัฐเท็กซัส ทั้งเหนือถึงใต้ แผ่นดินไทยทั้งหมดพระองค์ท่านเสด็จ ผมเองคงไม่ได้รับใช้พระองค์ท่านใกล้ชิดขนาดนั้น แต่ก็ได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เยอะมาก เมื่อหนังสือเล่มนี้ทำขึ้นมาก็อยากจะเรียนว่ามีข้อเสนอแนะดีมากเลย ยกตัวอย่าง ในหน้า ๒๕๕ เป็นคำเสนอแนะต่อกรม กองต่าง ๆ ผมไม่ขัดข้องในการเสนอแนะให้กระทรวง ตั้งแต่สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการโดยหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง แล้วก็กระทรวงดิจิทัล นี่ดีมากเลยครับ เพียงแต่ต้องการจะนำเสนอ ในเชิงรายละเอียดที่การขับเคลื่อนให้ประเทศไทย สมมุติว่าผ่านไป ๒๐ ปีในปี ๒๕๘๐ ผมหรือพวกเราบางท่านอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประเทศไทย ๗๐ ปีของพระองค์ท่านจะสืบสานต่อไปได้ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องที่ผมอยากจะนำเสนอ คือเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ศาสตร์หรือความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นศาสตร์ที่ต่อยอดจากเนื้อหา วิชาการเรียน ซึ่งมีอยู่ในหลักสูตรในช่วงชั้นต่าง ๆ อยู่แล้ว ผมทำไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ซึ่งนำเสนอ ผ่านสภานี้ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคมนี้ หลักสูตรเกี่ยวกับไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมกุมารี พระองค์ท่านก็ทำไว้เรียบร้อย มีหลักสูตรกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับ ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) อยู่แล้ว แต่พอมาถึงหลักสูตรศาสตร์พระราชา การนำเสนอ ในภาพกว้าง ๆ ว่าให้กระทรวงนั้นทำอย่างนี้ กระทรวงนี้ทำอย่างนั้นค่อนข้างจะกว้าง ผมจึงอยากจะนำเสนอในเชิงลึกสักนิดหนึ่งว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าไม่ทำให้เป็นระบบ เราขับเคลื่อน ช่วงนี้ดีครับ เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โหมกระพือให้ทุกคนรับทราบว่านี่ศาสตร์พระราชา แต่ในเชิงการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นตัวอย่างของประเทศชั้นนำที่มีข้อดีมากมายตามที่ ผมได้เคยกล่าวไปแล้ว ให้ต่างประเทศได้เห็น ได้รู้ว่าเรามีศาสตร์ที่พระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงดำริและทรงพัฒนาทรงสร้างขึ้นมาไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเย็นเกินไป แต่อยู่บนฐานของ วิชาการที่ท็อปอัป (Top up) ต่อยอดให้สูงขึ้น ๆ ได้ดีขึ้น ทุกแขนงวิชามีศาสตร์ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในมาตรฐานของการศึกษา อินเตอร์เนชันนัล สแตนดาร์ด คลาสซิฟิเคชัน ออฟ เอดูเคชัน (International Standard Classification of Education) หรือไอเซด (ISCED) อีสเซด (ISCED) อะไรก็แล้วแต่ที่เรียกกัน เป็นเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ที่ทั่วประเทศใช้กัน หลักสูตรปริญญาตรี ๑๒๐ หน่วยกิต แบ่งเป็นจะกี่ภาค กี่เทอมก็แล้วแต่ ปีหนึ่ง ๆ ก็ประมาณ ๓๐ หน่วยกิต ๑๒๐ หน่วยกิตเท่านั้นเอง ถามว่าการทำเป็นหลักสูตร จะดีไหม ดีสิครับ ผมเชื่อว่าดีแน่นอนเพราะผมอยู่การศึกษามาตลอด เราทุกท่านในห้องนี้ จบปริญญาตรีมา เรียนปี ๑ ก็เป็นวิชาทั่ว ๆ ไป ในภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่าลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) คือทำคนให้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ชนอย่างที่ผมแปลไปเมื่อวาน สักแต่ว่าเกิด คือปี ๑ ต้องเรียนความเป็นมนุษย์ มีพลศึกษา มีดนตรี มีโน่นมีนี่ เป็นลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) ตามฝรั่ง พอปี ๒ ปี ๓ เป็นพื้นฐานของการที่จะศึกษาต่อไปว่าคนนี้จะแยกชั้นไปทางไหน จะเห็นว่าปี ๓ ปี ๔ จะมีพื้นฐานทางสังคมศาสตร์ถ้าอยากเป็นทางด้านรัฐศาสตร์ พื้นฐาน ทางด้านวิทยาศาสตร์สำหรับคนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่เกี่ยวกับพลาสมา (Plasma) ฟิสิกส์ หรือทางด้านพืช สัตว์อะไรทำนองนี้ ดังนั้นจะเห็นว่าวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชา ที่นำเสนอในวันนี้สุดยอดมากเลย มีครอบคลุมทั้งหมด เรามักจะพูดกันว่าเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิชาทางเศรษฐศาสตร์ วุฒิปริญญาตรงนี้คือวิทยาศาสตรบัณฑิต ทางด้านเศรษฐศาสตร์ อยากจะเรียนว่าเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ สหกรณ์ พระองค์ท่านก็ดำริ ความพอเพียง หลักพอเพียง จนได้รับรางวัลนานาชาติเป็นที่ยอมรับ ของยูเอ็น (UN) ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง ความพอเพียงตรงนี้เป็นเนื้อหา มีบทปฏิบัติการมากมาย มีแล็บ (Lab) มีศูนย์ศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศเต็มไปหมด เรามีแล็บ (Lab) เยอะแยะ ดังนั้นการเรียนในระดับปริญญาตรี ยกตัวอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เพียงแต่จัดวิชาการต่าง ๆ ขึ้นมาสัก ๒-๓ วิชาเพื่อเป็นวิชาเอก ก็จบวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าวิชาเอกคือเศรษฐกิจพอเพียง สมมุตินะครับ หรือสมมุติว่า วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการเกษตรยั่งยืน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อะไรทั้งหลายพวกนี้ สามารถทำได้ ทำไมผมพูดอย่างนี้ เนื่องจากว่าทุกท่านจบปริญญาตรีมาแล้วใช้วุฒิปริญญาตรี ความรู้ปริญญาตรีที่เราเรียนมา มาทำงาน บรรจุราชการในสถานที่ต่าง ๆ ถ้าเราไม่ขับเคลื่อน ให้ความรู้ศาสตร์พระราชาเป็นเนื้อหาในวิชาหลักสูตรขั้นสูงคนก็จะลืม ผมยืนยันได้เลยครับ ต้องลืมว่าศาสตร์พระราชานั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากว่ามีผู้จบปริญญาตรีแล้วก็ทำงานในภาครัฐ คนกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกลึกซึ้งในปรัชญาของศาสตร์พระราชาทุกแขนง ไม่ว่าจะเรื่องดนตรี เรื่องภาพเขียน เรื่องการวาดภาพ เรื่องช่าง เรื่องการสถาปนิก หรือวิศวกรรมศาสตร์ หรือแม้แต่เรื่องระบบของพลังงานทุกคนก็เห็น แต่ทราบได้ว่าการที่พระองค์ท่าน นำความร้อนไปเป็นความเย็นด้วยลิเทียมโบรไมด์ (Lithium Bromide) ที่สวนจิตรลดา ๓๐ ปีมาแล้วมีใครทราบไหม ทราบครับ อาจจะทราบ แต่ทำต่อไหม อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะชี้ว่าเราควรจะต้องทำเป็นหลักสูตร เพราะถ้าคณะกรรมการได้เสนอเอง ในข้อเสนอแนะของเรื่องนี้ต่อ ครม. ในหน้า ๒๖๕ คณะกรรมการมีข้อเสนอดีมากเลย หน้า ๒๖๕ ใน (๕) ให้มีการพัฒนาและวิจัยเรื่องนี้ให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น คือพัฒนามากขึ้น อันนี้ก็ตรงกับการศึกษาขั้นสูงเช่นเดียวกัน คือบัณฑิตวิทยาลัย บัณฑิตศึกษาก็ต้องทำเรื่องนี้ คือทำให้มีหลักสูตรว่าปริญญาโท ปริญญาเอกด้วย เป็นการพัฒนาความคิด ความอ่าน เชิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพาะเลี้ยงพืช สัตว์ ประมง อะไรทั้งหลายทั้งระบบของศาสตร์พระราชาให้มีการก้าวหน้ามากขึ้น ๆ เพราะปริญญาโท ปริญญาเอกเขาเรียนและมีการวิจัยและพัฒนา เราไม่ต้องการให้ศาสตร์พระราชานิ่งอยู่กับที่ แต่ต้องการให้ศาสตร์พระราชาซาบซึ้ง ลึกซึ้งอยู่ในชีวิตของคนไทยทั้งหมด ทั้งประเทศ ขับเคลื่อนโดยศาสตร์พระราชาในระบบของการศึกษาที่มีหลักสูตรรองรับ มีวิธีการก็คือว่า รัฐบาล เพราะมีข้อเสนออยู่แล้วว่าให้เสนอให้สำนักงบประมาณบ้าง สำนักนายกรัฐมนตรีบ้าง อะไรบ้าง ทำเรื่องนี้เป็นระบบ ผมอยากเสนอว่า ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งว่า เรื่องค่อนข้างสำคัญสำหรับผม อยากจะขออนุญาตพูดต่ออีกนิดนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ คือผู้จบปริญญาหรือจบช่วงไหนก็แล้วแต่จะมีความรู้ศาสตร์พระราชาอย่างลึกซึ้งแล้ว ควรจะต้องมีทุนการศึกษาให้เขามาเรียน หรือกำหนดตำแหน่งในหน้าที่การงานในระบบ ราชการทุกกระทรวงเพื่อให้คนกลุ่มนี้บรรจุเป็นข้าราชการ เช่น เป็นรัฐศาสตร์การเมือง การแก้ปัญหาคอนฟลิกต์ (Conflict) ต่าง ๆ มีศาสตร์พระราชาหลายบริบท หลายตัวอย่าง มากมาย คนกลุ่มนี้จะได้เดินในแนวทางที่พระองค์ท่านดำริหรือทรงคิดไว้ ดังนั้นการให้ทุน ระดับต่าง ๆ แล้วก็การกำหนดให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานในกระทรวงของรัฐทั้งหมด คนจะได้มาเรียน ชี้ชวนให้คนเข้ามาเรียน มาศึกษา จบแล้วก็ไปทำงาน ปริญญาโท ปริญญาเอก เช่นเดียวกัน ก็พัฒนาให้งานของศาสตร์พระราชาก้าวไกลมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่ผมชอบ ก็คือว่าให้มีการแลกเปลี่ยนกับนานาชาติ อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ท่านทราบไหมว่า การพัฒนาวิชาการต่าง ๆ ทั้งหลายเราต้องมีการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เราต้องมี แอสซิสแทนต์โพรเฟสเซอร์ (Assistant Professor) ให้มีการแลกเปลี่ยนเข้าออก เราก็ทราบดีว่า ต่างประเทศเขามาสนใจศาสตร์พระราชาเยอะมากเลย ทำไมเปลี่ยนฝิ่นได้ ทำไมเปลี่ยนเป็น กาแฟได้ มีแนวคิดอยู่ทั้งหมดเลย ปรัชญาเหล่านี้เป็นวิสดอม (Wisdom) เป็นความรู้ที่ ประเทศไทยมี ประเทศไทยจะแตกต่างครับ ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยรับรองได้ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ต้องมีความรู้สึกภาคภูมิใจว่าได้ทำสำเร็จ โดยท่านปานเทพ และทีมงานในวันนี้ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทยผ่านกระบวนการคิดเป็นหลักสูตร ถัดมา คือกระทรวงดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลต้องคิดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือฮับ (Hub) ของประเทศไทย เราเพิ่งจัดงานไปที่ไบเทค เราพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับ (Hub) เป็นเซ็นเตอร์ (Center) ของดาต้า (Data) ทั้งหมด ท่านก็ทราบดีว่าอะคาเดมี (Academy) เปิดมาเกือบ ๓๐ ปี คนติด คนเข้าไปดูเยอะแยะ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เรียกว่า มูกซ์ (MOOC) แมสซิฟ โอเพน ออนไลน์ คอร์ส (Massive Open Online Courses) ก็มี เป็นหลักสูตรที่ใช้กันอยู่เยอะแยะ ผมคิดว่าหลักสูตรนี้ ผมก็ต้องฝากท่านดอกเตอร์อุทิศ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านจบเคมบริดจ์มา ท่านน่าจะรู้ดีว่าหลักสูตรเหล่านี้ทำเป็นมูกซ์ (MOOC) ได้ สามารถผลักดันให้ชาวบ้านเข้าถึง ดูคลิป (Clip) ดูอะไรที่เกี่ยวกับหลักสูตร พระราชาต่าง ๆ ทำได้หมด ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าข้อเสนอแนะของคณะกรรมการชุดนี้ ดีมาก สุดยอด ผมชื่นชม ในหน้า ๒๕๕ จนถึงหน้า ๒๖๕ จนกระทั่งจบเล่มนี้ เป็นข้อเสนอ ที่ค่อนข้างจะเป็นหลัก ๆ เพียงแต่ผมเสนอแนะว่าควรจะมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเพื่อประกอบ ให้คนได้เข้าใจ แล้วการขับเคลื่อนจะได้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายก็คือว่าเมื่อประเทศไทย ผ่านการพัฒนาไป ๒๐ ปีตามแผนที่เราคิดกัน หรือหลาย ๆ ท่านพยายามอยู่ เราก็ควรจะมี เคพีไอ (KPI) วัดว่าการทำศาสตร์พระราชาช่วงนี้กับ ๒๐ ปีข้างหน้าที่จะทำต่อไปจะวัด กันอย่างไรถึงความสำเร็จว่าเราสำเร็จเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างไร หลักสูตรที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ในปริญญาตรีด้านต่าง ๆ เช่นอาจจะมีเพลงในแนวของรัชกาลที่ ๙ ในรูปแบบใหม่ ๆ ก็ได้ หรืออะไรทำนองนี้ ก็อยากจะขอขอบพระคุณท่านประธานที่ขออนุญาตพูดเลยเวลาไปมาก ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตที่จะชื่นชมแล้วก็ให้คำยกย่อง ชื่นชมอย่างสูงกับคณะกรรมการที่ได้จัดทำเอกสารเล่มนี้มา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเอกสาร ที่ดีที่สุดที่พูดได้ ก่อนหน้านี้ผมเองก็อยากจะทำความเข้าใจในคำว่าศาสตร์พระราชามา ให้ชัดเจน พอดีมีเอกสารเล่มนี้ของคณะกรรมการได้แจกมาก่อนหน้านั้นที่เป็นชีต (Sheet) ผมก็ได้อ่านทั้งหมด ก็คิดว่าทำให้เรามีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นว่าคำว่าศาสตร์พระราชา จริง ๆ แล้วคืออะไรอย่างเป็นระบบทั้งหมด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าในสัปดาห์ที่แล้วท่านเพื่อน ๆ สมาชิกซึ่งเราก็จะเห็นไลน์ (Line) อยู่ใน กลุ่มของพวกเราได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนระดับความเหลื่อมล้ำ ของประเทศเราจะเป็นระดับ ๒ หรือระดับ ๓ ก็ตาม ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญ อยู่ตรงที่ว่าที่จริงเรามีความเหลื่อมล้ำกันจริง ๆ ระหว่างคนที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในด้านต่าง ๆ เมื่อวานเราก็พูดในประเด็นถึงเรื่องของการเมืองว่า ทำประชาธิปไตย เราก็มีข้อกังวลถึงสภาพการณ์บ้านเมืองของเราจะกลับไปแบบเดิม หรือไม่ต่าง ๆ มีความมั่นใจหรือเปล่า ที่จริงแล้วคำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ เมื่อใดก็ตามที่สังคมหรือประเทศของเรายังมีความแตกต่างกันของคนในชาติ ของความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ โอกาสที่จะขยายไปสู่ความขัดแย้งต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะ จุดประเด็นอะไรต่าง ๆ มากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอะไร สะท้อนว่าจริง ๆ แล้วคนไทยของเราเองยังไม่ได้ซึมซับในเรื่องของศาสตร์พระราชา มาใช้อย่างมากเท่าที่ควร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จริงถ้าเราซึมซับและใช้กันอย่างมากมาย ผมคิดว่าป่านนี้ประเทศของเราหรือบ้านเมืองของเราคงไม่อยู่ในสภาพที่น่าวิตกกังวลถึงขนาดนี้ ในเรื่องทฤษฎีก็ดี เรื่องเอกสารตำราก็ดี ที่กรรมการได้พูดไว้ผมคิดว่าไม่มีข้อสงสัยประการใด แต่สิ่งที่อยากจะเสนอเป็นข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

อันที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการขับเคลื่อนจะทำอย่างไรบ้างที่ทำให้เรื่องของ ศาสตร์พระราชาสามารถที่จะเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน หรือคนไทยส่วนใหญ่มีความตระหนัก มีความเรียนรู้ มีการซึมซับ สามารถใส่ไปในวิถีชีวิตของพวกเราได้ สามารถเข้าใจได้อย่างดี เอาไปใช้ได้ ถ้าเราทำได้ขนาดนี้

อันที่ ๒ ทำอย่างไรที่ทำให้ศาสตร์พระราชาเป็นเข็มทิศนำพาประเทศ ให้ก้าวไปสู่ความเจริญพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าถ้าเราวางเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไว้ ตรงนี้กระบวนการขับเคลื่อนเราก็จะไปกันอย่างชัดเจนมากขึ้น ผมคิดว่าเรื่องของศาสตร์พระราชา ไกลกว่าที่เราจะมาเรียนรู้เป็นศูนย์เรียนรู้หรือเป็นศูนย์ต่าง ๆ แต่ควรจะเป็นทิศทางในการ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ถ้าเอายุทธศาสตร์ ๒๐ ปีใส่ตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าใส่ แต่การใส่ขึ้นมาแล้วมีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด หลายเรื่องที่ใส่ลงไปในแผน แต่การขับเคลื่อนไม่มีความแรงพอก็ไม่สามารถจะพัฒนาประเทศ เราต่อไปได้ ผมคงมีข้อเสนออยู่ ๕-๖ ข้อที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

เรื่องแรก ผมคิดว่าเรื่องของการสร้างให้คนไทยได้รับรู้หรือตระหนักแล้วก็ สามารถนำไปใช้ได้ ผมคิดว่าอยากจะให้การขับเคลื่อนของคนเรา การเคลื่อนไหวทุกอย่าง เริ่มแรกจะอยู่ที่การสร้างความรับรู้ก่อน การสร้างความรับรู้เพื่อเข้าใจ เพื่อให้เกิดตระหนัก แล้วก็มีพลังพอในการขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการสร้างความรับรู้ที่เข้าใจเป็นเรื่องที่ ใหญ่มาก คณะกรรมการชุดนี้ได้ประมวลสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทำมาทั้งหมดอยู่ในรูปเล่มนี้ ผมถือว่าเป็นเอกสารรวบยอดทางความคิด การสร้างความขับเคลื่อนหรือการสร้างความรับรู้ ผมว่ามีอยู่ ๔-๕ อย่างที่ผมเสนอ อันแรกก็คงต้องมีการใช้สื่อ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถใช้สื่อได้ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสื่อเป็นเรื่องสำคัญ เราได้เห็นในพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เป็นโครงการไปแล้วจากทีวี (TV) หรือจากต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สื่อรวบยอดความคิดในเรื่องของศาสตร์พระราชา โดยเอาเอกสารนี้มาเป็นตัวนำ เรายังไม่เห็นตรงนี้ได้เท่าไร ผมคิดว่าสื่ออันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญในการสร้างความรับรู้ อันที่ ๒ คือจัดส่งไปที่ไหนบ้าง เมื่อสักครู่ผมเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้เสนอ การใส่ลงไปในสถานศึกษาจะเป็นหลักสูตรบังคับหรือหลักสูตรทางเลือก หรือหลักสูตรอะไร ก็แล้วแต่ให้มีความเข้าใจ จริง ๆ แล้วเรื่องศาสตร์พระราชา ถ้าทำให้ดีเป็นวิถีชีวิต เพราะพูดถึง เรื่องการพัฒนา การครองตน การสามัคคี เรื่องของความยั่งยืน เรื่องของหลักการทรงงาน ๒๓ อย่าง ที่จริงถ้าทำตรงนี้ได้อย่างชัดเจนเป็นหลักคิด เป็นวิถีคิดของคน ถ้าสามารถเดินไป ตามนี้จะเป็นไปได้ อันที่ ๓ คือในเรื่องของการใส่ไปยังองค์กรการอบรมภาควิชาการต่าง ๆ แล้วก็ให้ความรู้ต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมอยากเสนอ

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการเรียนรู้แนวราบ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญอย่างมาก เพราะจริง ๆ การเรียนรู้ของภาคประชาชน ถ้าเดินแนวตั้งผมคิดว่า จะเป็นแข็งตัวไป แนวราบในเรื่องของการเรียนรู้ ดูงาน ศึกษาซึ่งกันและกัน สามารถไปดู พื้นที่ที่ดีกว่า ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นไปได้ มีกระบวนการจัดการอย่างไรที่ทำให้ประชาชน สามารถเรียนรู้กันเอง ในภาคอีสานก่อนหน้านี้ ปัจจุบันนี้ผมไม่แน่ใจมีปราชญ์ชาวบ้านอยู่ ที่ดำเนินการในเรื่องแบบนี้ แล้วปราชญ์ชาวบ้านเองก็ได้นำศาสตร์พระราชาเข้ามาใช้ ในการเรียนรู้ ประชุมกันของประชาชนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มีประชาชนมาเรียนรู้ต่าง ๆ ถ้าเขาได้เห็นจากสิ่งที่ดีแล้วนำไปใช้ ตรงนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง การเรียนรู้ของภาคประชาชน แนวราบจะดีกว่าการเรียนรู้ทางแนวตั้ง ผมคิดว่าถ้าเราส่งเสริมให้เกิดกระบวนการตรงนี้ได้ โดยภาคประชาชน ซึ่งเมื่อสักครู่คุณหมออำพลได้พูดไปแล้ว การจัดการตรงนี้ถ้าทำได้จะเกิด การเรียนรู้แนวราบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

เรื่องที่ ๓ คือการขับเคลื่อนของภาคราชการ ในหนังสือเล่มนี้มีมากมายที่ให้ ราชการ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากคือเอกภาพและบูรณาการ เสนอให้แต่ละจังหวัดมีพื้นที่ ในเรื่องของการทำตรงนี้ เพราะที่จริงหลักการทรงงานของพระองค์ท่านมี ๑ เรื่อง คือให้สร้าง เบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ไว้เพื่อจะเป็นศูนย์เรียนรู้ ถ้าเราทำให้ทุกจังหวัดหรือทุกอำเภอ มีศูนย์เรียนรู้ได้ เอาสิ่งที่พระองค์ท่านทำออกมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่าแต่ละกระทรวง ก็ไปคนละที่ ๒ ที่ เพราะที่จริงศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่หมายความถึงทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม การดำรงชีพ ถ้าเราสามารถให้ทุกจังหวัดได้มีแนวทางตรงนี้ได้ จัดงบประมาณลงไป เราจะมีศูนย์เรียนรู้ ในระดับจังหวัดหรืออำเภอให้เป็นที่เรียนรู้แนวราบของประชาชน ถ้าทำได้ขนาดนี้ผมคิดว่า การเคลื่อนตัวทั้งประเทศจะสามารถเป็นไปได้อย่างชัดเจน

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือเรื่องของการใช้สื่อ สื่อที่เป็นแมสมีเดีย (Mass Media) ที่ออกให้ถึงประชาชนทั้งประเทศอย่างชัดเจน มีความถี่ในเรื่องของหลักคิด หลักการทรงงาน รวมทั้งความคิดรวบยอด ถ้าออกไปได้อย่างชัดเจน ผมว่าจะเป็น การเสริมความรับรู้แนวกว้างของประชาชนได้มาก ทำให้แนวราบเดินไปทางลึก ส่วนแนวกว้าง ของสื่อเดินไปทั้งประเทศ ถ้า ๒ อย่างนี้สอดคล้องกัน ราชการสนับสนุนแนวตั้ง ผมคิดว่า ในเรื่องศาสตร์พระราชาจะขยายตัวกันอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำกัน อยู่ในทุกวันนี้

อีกอันหนึ่งที่อยากเสนอ จริง ๆ แล้วการขยายตัวของศาสตร์พระราชา จริง ๆ ไม่ใช่การขยายตัวแบบภาคราชการอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับว่าภาคราชการ ของเราบางทีมีการมีงานบ้าง การขับเคลื่อนบางทีเป็นไปโดยหน้าที่ แต่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ผมคิดว่าระยะหลังเราค่อนข้างชัดเจนว่าการขับเคลื่อนอะไรก็ตามแต่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นพลังของจิตอาสา จริง ๆ ถ้าท่านเห็นตอนที่สนามหลวงก่อนหน้านี้เรามีจิตอาสา จำนวนมาก เราทำให้พลังจิตอาสาเหล่านี้มีแนวคิดในเรื่องของศาสตร์พระราชาและไปขับเคลื่อน ในทางราบจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพอย่างสูง ผมคิดว่าการขับเคลื่อน พลังจิตอาสาเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องของศาสตร์พระราชาปลุกพลังจิตอาสา ไม่ได้ยาก เพราะเป็นเรื่องของภักดีกับเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ได้เลย

สุดท้าย ผมขอเสนอนิดหนึ่งว่า จริง ๆ เมื่อปี ๒๕๕๘ ยูเอ็น (UN) ๑๙๓ ประเทศ เขาได้คุยกันว่าทิศทางของการพัฒนาประเทศข้างหน้า เขาใช้คำว่า เอสดีจี (SDGs) ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) เป็นทิศทางว่าจากนี้ไป ๑๕ ปีข้างหน้าคือปี ๒๐๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ประเทศทุกประเทศ ขอให้มีความเจริญหรือให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗ อย่าง ที่จริงเราเอา ๑๗ อย่างมาดู เป็นศาสตร์พระราชาอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในเรื่องของการแก้ปัญหาฝิ่นด้วยการพัฒนา ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลมีการขับเคลื่อนอย่างดี มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เอาศาสตร์พระราชาเข้าไปเสนอ เป็นการขับเคลื่อนเอสดีจี (SDGs) อย่างเป็นรูปธรรม เราจะได้รับการยกย่องจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกว่าจริง ๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้ที่ได้ทรงริเริ่มในเรื่องของ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีความชัดเจนมากกว่าเอสดีจี (SDGs) เสียอีก ถ้าเราสามารถ นำตรงนี้เข้าไปได้โลกทั้งโลกจะยอมรับในเรื่องของศาสตร์พระราชา ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เท่านั้น ก็ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลนี้เพื่อไปเปรียบเทียบให้กับคณะกรรมการ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ที่ถืออยู่ในมือผมนี้คือเอกสารซึ่ง ณ วันนี้ และต่อไปในอนาคตอีกนับไม่ถ้วนจะถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ เป็นเอกสารแห่งแผ่นดิน ก็ว่าได้ เป็นเอกสารที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณกันมาทุกท่านแล้ว ผมก็ถือโอกาสนี้ ขอบคุณคณะกรรมการที่ได้สู้อุตส่าห์มานะบากบั่นทำจนสำเร็จมา สิ่งที่เรากำลังทำอยู่วันนี้ ก็จะเป็นประวัติศาสตร์อีกเช่นเดียวกัน อีกหน้าหนึ่งคือการมาพูดกันถึงเรื่องศาสตร์พระราชา ถ้าจำกันได้วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ นั้น ต้องบอกว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกเช่นเดียวกัน เป็นวันที่น้ำตาแทบจะนองแผ่นดิน นับแต่ที่สำนักพระราชวังได้มีประกาศว่า พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ท่านได้เสด็จสวรรคต วันนั้นคนไทยเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก เป็นวันที่ เราต้องสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณูปการ ทรงพระเมตตา ทรงพระมหากรุณาธิคุณ ต่อคนไทยอย่างมากล้น วันนี้จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ที่เรามาพูดถึงสิ่งที่ท่านได้ทิ้งเอาไว้ให้กับ คนไทยทั้งแผ่นดิน ท่านไม่ได้ทิ้งเอาไว้ให้กับคนไทยเพียงเท่านั้น ต้องบอกว่าวันนี้สิ่งที่เป็น ศาสตร์พระราชาได้ปกแผ่กว้างใหญ่ไพศาล พระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณนั้น ได้กว้างใหญ่ไพศาลไปสู่ประเทศอื่นเกือบจะทั่วโลกก็ว่าได้ สหประชาชาติมีความสำนึก มีความอาลัยในการสูญเสียครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ถึงได้มีการจัดประชุมพิเศษว่าด้วยเรื่องนี้ โดยเฉพาะเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน และได้ยกสิ่งที่ทรงคิด สิ่งที่ทรงทำนั้นไว้ เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาของสหัสวรรษ หรือมิลเลนเนียม ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Millennium Development Goals) ซึ่งประกาศตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้วก็ต้องการที่จะให้ สำเร็จในปี ๒๕๕๘ ๑๕ ปีนับจากนั้น ผมดูเอกสารแล้วผมจะไม่พูดในเนื้อหาทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าต้องการที่จะให้เอกสารนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนบริบูรณ์แทบจะ ไม่มีที่ติ ได้พลิกอ่านดูเร็ว ๆ แล้วก็พยายามหาว่ามีสิ่งใดที่จะมีโอกาสได้เติมเต็มให้เอกสารนี้ มีความสมบูรณ์บ้าง ผมพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่อยากขอความกรุณาทางคณะกรรมการท่านช่วยกรุณา ไปเพิ่มเติมเป็นเนื้อความอาจจะไม่มากนัก ๒-๓ หน้า จะทำให้เอกสารนี้มีความสมบูรณ์ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในวันนี้นั้นคือเรากำลังพูดถึงพระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณ พระจริยวัตร พระราชกรณียกิจขององค์ธรรมิกราชาพระองค์หนึ่ง ธรรมิกราชาพระองค์นั้นคือ ธรรมะ บวก ราชา คือกษัตริย์ผู้ทรงปฏิบัติธรรม ผู้ทรงธรรม อันสูงส่ง ธรรม นั้นคือทศพิธราชธรรม ผมได้หาอ่านในเอกสารนี้อย่างเร็ว ๆ กลับปรากฏว่า ไม่มีคำว่า ทศพิธราชธรรม อยู่ในเอกสารฉบับนี้แม้แต่คำเดียว ถ้าทางกรรมการท่านพลิกดู ตอนนี้ถ้าท่านบอกว่าปรากฏอยู่ในเอกสารหน้าไหนช่วยกรุณาบอกด้วยผมก็จะขอถอนแล้วก็ ขออภัย สิ่งนี้คือสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะนี้คือธรรมะของพระราชาคือราชธรรม ๑๐ ประการ ณ ขณะนี้เรายอมรับว่าธรรมะ ๑๐ ประการนี้มีความสำคัญไม่เฉพาะ องค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ได้เป็นธรรมะที่ถูกยกย่องว่าเป็นธรรมะของผู้ปกครอง ธรรมะของ นักปกครอง ธรรมะของนักบริหาร ๑๐ ประการนั้น เร็ว ๆ สั้น ๆ กระชับ ๆ คือ ทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ คือความซื่อตรง มัททวะ คือความอ่อนโยน ตบะ คือความเพียร อักโกธะ คือความไม่โกรธ อวิหิงสา คือความไม่เบียดเบียน ขันติ คือความอดทน อวิโรธนะ คือความเที่ยงธรรม ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ และไม่ทราบในเรื่องของทศพิธราชธรรมนี้อีกมาก ต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชาที่ท่านนิกรใช้มันสมองของท่านวาดเขียนขึ้นมานั้น ผมขอบคุณ แล้วก็ชื่นชมท่าน แต่ผมอยากจะบอกว่ารากแก้วแห่งต้นไม้ต้นนี้ รากแก้วแห่งการพัฒนาประเทศ รากแก้วแห่งการปฏิรูปประเทศ คือธรรมะข้อนี้ คือทศพิธราชธรรม เป็นธรรมะที่ผมเชื่อว่า ท่านท่องไว้ในใจ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านคงท่องไว้อย่างขึ้นใจ ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์จึงมิได้บิดพลิ้ว มิได้มีข้อใดที่แตกต่างไปจากธรรมะ ๑๐ ประการนี้เลย ผมจึงขอให้ทางกรรมการท่านช่วยกรุณาไปเพิ่มเติมเพื่อให้เทิดพระเกียรติองค์ธรรมิกราชา พระองค์นี้ แทบจะกล่าวได้ว่าในทางพุทธศาสนานั้นบอกว่ามงคลมี ๓๘ ประการ ผู้ปฏิบัตินั้น จะเป็นผู้ที่มีความเจริญ ผมอยากจะเพิ่มประการที่ ๓๙ แต่คงทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่คิดไว้ในใจ จะเปิดความในใจว่ามงคลประการที่ ๓๙ ของผมนั้น คือการที่ได้มีโอกาสเกิดในแผ่นดิน รัชกาลที่ ๙ มีผู้ถามว่าศาสตร์พระราชานั้นคืออะไร ในเอกสารนี้ก็เขียนว่า ศาสตร์พระราชา คือสิ่งที่ทรงคิด กิจที่ทรงทำ ผมอยากจะเพิ่มว่า คำที่ทรงสอน พรที่ทรงให้ ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็บอกว่า สิ่งที่พ่อคิด กิจที่พ่อทำ คำที่พ่อสอน พรที่พ่อให้ ทำไมถึงเป็นพรที่พ่อให้ ผมได้ไป ทบทวนที่ทรงพระราชทานพรประมาณปีใหม่ย้อนหลัง เต็มไปด้วยปรัชญา เต็มไปด้วยคำสอน เต็มไปด้วยหลักคิด เต็มไปด้วยวิธีปฏิบัติ ทุกอย่างนั้นคือศาสตร์ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะกระชับง่าย ๆ ก็คงจะเป็นวลี ๔ วลีที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ณ ขณะนี้ ศาสตร์พระราชานั้นกว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ผมได้กล่าวแล้ว ไปสู่ดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่น ๆ อีกมากหลายประเทศ สหประชาชาติยกย่องพระองค์ท่าน ให้รางวัล พระองค์ท่านไว้หลายรางวัล ขอขอบคุณมูลนิธิปิดทองหลังพระได้คิดคำคำหนึ่งขึ้นมา ที่ผมเห็นว่ามีความไพเราะ เหมาะเจาะ และคล้องจองกับสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่ในเวลานี้ คือนอกจากจะมีคำว่า ศาสตร์พระราชา แล้วยังมีสิ่งที่เรียกว่า พระราชดำริไร้พรมแดน เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ แนวพระราชดำริสิ่งที่ทรงคิดนั้นปกแผ่ไปสู่ประเทศอื่นอีกหลายประเทศ กว่า ๓๐ ประเทศที่ค้นคว้ามาเร็ว ๆ เช่น ประเทศจอร์แดน มีการคิดค้นประดิษฐ์ฝนหลวง เพื่อไปใช้แก้ความแห้งแล้ง ประเทศกัมพูชากับการแก้ปัญหาโรคจากยุง ไข้เลือดออก มาลาเรีย และโรงเรียนฝึกอาชีพ ประเทศติมอร์-เลสเต กับศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๑๗ แห่ง ประเทศศรีลังกากับการพัฒนาสินค้าเกษตรให้กับประชาชน เมียนมาในบางชุมชนนั้น มีการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ชาวบ้านต้องเดินถึง ๘ ชั่วโมงเพื่อไปตักน้ำ เหล่านี้เป็นต้น ตลอด ๗๐ ปีที่ทรงครองราชย์นั้นนอกจากเรื่องของศาสตร์พระราชาแล้ว ต้องบอกว่าทรงเป็นต้นแบบของการคิด ทรงเป็นต้นแบบของการทำ ทรงเป็นต้นแบบของ การสอน ทรงเป็นต้นแบบของความรัก ความกตัญญู ทรงเป็นต้นแบบของการครองตน ครองคน และครองงาน ทรงเป็นต้นแบบของการยึดมั่นในธรรม ทรงเป็นธรรมิกราชา ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์โดยหลักทศพิศราชธรรมอย่างตั้งมั่นไม่เคยท้อถอย ไม่ทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นต้นแบบของครูของแผ่นดิน ทรงเป็นต้นแบบของความเพียร ความมุ่งมั่นที่จะนำความสุขความร่มเย็นผาสุกมาให้ปวงชนชาวไทย ทรงเป็นกษัตริย์ ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทรงเป็นนักคิด ทรงเป็นต้นแบบของความรัก ความห่วงใย และความเสียสละ ทรงเป็นต้นแบบของความเพียงพอ ความพอดี เหล่านี้และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทรงเป็นต้นแบบไม่สามารถกล่าวได้หมดในเวลาอันสั้นนี้ ประชาชนชาวไทยทั้งปวงสมควรที่จะ ก้มลงกราบพระบาทและน้อมรับคำสอนพระราชจริยวัตรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และท้ายที่สุด ร่วมกันน้อมถวายพระพรให้พระองค์ทรงสถิตย์ ณ สรวงสวรรค์ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่รักทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๑ ขออนุญาต นำเรียนถึงโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่ผมเคยปฏิบัติหน้าที่มา เนื่องจากว่าผมเคยปฏิบัติหน้าที่ ที่จังหวัดสระแก้วเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี ก็ได้ซึมซับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากมายตลอดระยะเวลา ๑๑ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ อย่างมหาศาลต่อประเทศชาติก็ได้ อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบถึงความเป็นมาซึ่งอาจจะ ไม่อยู่ในรายงานนี้แต่ผมว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเลย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ พื้นที่ราบ เชิงเขาบรรทัดซึ่งเป็นแนวเขตเชื่อมโยงในภาคอีสานตอนใต้แล้วเชื่อมโยงถึงประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ เมื่อก่อนยังเป็นจังหวัดปราจีนบุรี อยู่ในเขตของอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอวัฒนานคร อำเภอเมืองสระแก้ว และอำเภอตาพระยา ตอนหลัง แยกจังหวัดออกไปก็จะเป็นจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดปราจีนบุรี และเชื่อมโยงกับพื้นที่ของ ๔ จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดบุรีรัมย์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นดินแดนที่มีความสำคัญ ในช่วงแรกก็ต้องยอมรับว่าเนื่องจากแผ่นดินแถบนี้ เป็นแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ก็มีประชากรอพยพต่าง ๆ มามากมาย ก็มาบุกรุกแผ้วถางป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาย จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ดินก็ถูกทำลายลงไป ก็ถือว่าเป็นแผ่นดินที่ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญจุดนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทางฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ประกาศจะแยกแผ่นดินนี้เป็นรัฐอินโดจีนโดยใช้เทือกเขาบรรทัด เป็นแนวแบ่งแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทือกเขาบรรทัดติดกับประเทศกัมพูชาด้วย อันนี้เป็น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ประชาชนก็มีความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐต่าง ๆ เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนแรกทางกองทัพภาคที่ ๑ ไปดำเนินการก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่ประสบความสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบเรื่องนี้ก็มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนา พื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อก่อนเป็นจังหวัดปราจีนบุรีขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ ก็คือพัฒนาด้านจิตใจของราษฎร เพราะว่าช่วงนั้นราษฎรอยู่ในความหวาดกลัว กลัวภัยต่าง ๆ จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่สีแดงก็ว่าได้เลยนะครับ และจริง ๆ ในแง่ ทางยุทธศาสตร์ถือว่าสำคัญที่สุด ทางหน่วยทหารทราบดีว่าจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อก่อนนี้ เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศที่สำคัญ เพราะว่าห่างจากชายแดน ถึงกรุงเทพฯ ประมาณไม่ถึง ๔๐๐ กิโลเมตร ถ้าผ่านจังหวัดปราจีนบุรีมาได้ก็ยึดกรุงเทพฯ ได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่นี้ พระองค์ก็เลย อันที่ ๑ ต้องพัฒนาจิตใจ ของราษฎร อันที่ ๒ ก็คือพัฒนาด้านความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพ เพราะถ้าคน ไม่ประกอบอาชีพก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไรได้ อันที่ ๓ คือจัดสรรที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย พระองค์ได้มองทั้งระบบอันนี้ และสิ่งที่ดำเนินการก็คือ

อันที่ ๑ ในด้านการพัฒนาจิตใจของราษฎรให้รู้จักขยันช่วยตนเอง ที่ผ่านมา ความคิดของราษฎรก็คือรอหลวงแจก รอหลวงเอามาให้อะไรต่าง ๆ จะไม่ช่วยเหลือตนเอง แล้วก็ให้มีความสามัคคีกัน เอาความคิดอันนี้ใส่เข้าไปเพื่อพัฒนาหมู่บ้านป้องกันตนเองด้วย และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดี เพราะว่ามาจากหลายพื้นที่กันมาก อย่างเช่นเกิดโครงการ ทสปช. ขึ้นมา ไทยอาสาป้องกันชาติ หมู่บ้านต่าง ๆ พระองค์ก็จัดตั้ง ให้มีการสื่อสารกันได้ อย่างเช่น หมู่บ้านภักดีแผ่นดิน หมู่บ้านร่มเกล้า หมู่บ้านแผ่นดินเย็น อันนี้เพื่อให้เกิดความสามัคคีแก่ประชาชน เกิดความเป็นพวกเดียวกัน นี่คือกุศโลบายที่มี ความล้ำลึกอย่างมาก

อันที่ ๒ พระองค์มองแล้วว่าการพัฒนาอาชีพที่สำคัญด้านการเกษตร ด้านอะไร ต่าง ๆ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำช่วยประชาชนไม่ได้ โดยเฉพาะด้านการเกษตร พระองค์ก็จัดวางระบบ เรื่องอ่างเก็บน้ำ ฝาย ห้วย หนอง คลองอะไรต่าง ๆ คลองเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายในพื้นที่ เพื่อให้มีแหล่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่คืออ่างเก็บน้ำพระปรง ซึ่งสามารถ จัดเก็บน้ำได้ถึงเกือบ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร พระราชทานให้เมื่อปี ๒๕๒๑ มีพระราชดำริชัดเจน เลยว่าก่อนที่จะพัฒนาอาชีพอะไรให้พัฒนาอ่างเก็บน้ำพระปรงเป็นอันดับแรกก่อน อีกอ่างเก็บน้ำหนึ่งคืออ่างเก็บน้ำที่ห้วยโสมงอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีก็พร้อมกันเลย ในปี ๒๕๒๑ พระราชทานพร้อมกัน ๒ แห่ง แต่ปรากฏว่าที่จังหวัดสระแก้วเสร็จไปประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้ว จังหวัดปราจีนบุรียังไม่ได้ดำเนินการสำเร็จเลย อันนี้ต้องขออ้างอิงนะครับ พอดีโชคดีท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี คือท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้ไปอยู่ที่นั่น ก็ได้สานต่อจนกระทั่งเสร็จเมื่อปีที่แล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่สร้างเสร็จในรัชกาลที่ ๙ ก็ว่าได้ อันนี้รายละเอียดท่านธวัชชัยอาจจะได้ให้ข้อมูลท่าน เพิ่มเติมต่อไปได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พระองค์ได้มองการณ์ไกลแล้วช่วยในการป้องกัน ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนมีน้ำในการทำด้านเกษตร แต่ป้องกันน้ำเค็มทะลักเข้ามาที่ จังหวัดฉะเชิงเทราได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๒ อ่างเก็บน้ำเลยนะครับ ทำให้จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี สามารถดันน้ำทะเลแล้วก็ป้องกันน้ำท่วมอย่างที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรีน้ำท่วมตลอด แต่ปีที่ผ่านมาน้ำไม่ท่วมเลย ก็คือพระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญ นอกจากเป็นอาชีพแล้วยังสามารถในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ป้องกันน้ำท่วมอะไรได้เป็นอย่างดี นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในการใช้น้ำ เรื่องบริโภค เรื่องการเกษตร อย่างทั่วถึง และป้องกันน้ำท่วม

อันที่ ๓ เป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายป่า และฟื้นฟูสภาพป่าให้เป็น ต้นน้ำลำธาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลังก็จะมีอุทยานแห่งชาติปางสีดาขึ้นมา แล้วตอนหลัง ก็เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นมรดกโลก นี่คือสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้ โดยมองทั้งระบบ

อันที่ ๔ พัฒนาความรู้ในด้านวิชาการของประชาชนโดยใช้เกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้นำระบบสหกรณ์มาใช้ เกิดสหกรณ์ขึ้นในจังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี มากมายหลายแห่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ประชาชนรู้จักรวมกลุ่มกัน เป็นระบบสหกรณ์เกิดขึ้นมา แล้วก็มีการดำเนินการขยายออกไปยังที่อื่นอีกมากมาย นอกจากในโครงการหมู่บ้านที่ราบเชิงเขาแล้ว ก็จะเป็นตัวอย่างจากหมู่บ้านอื่น ๆ ต่อไป ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี กับจังหวัดสระแก้ว และที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือเร่งรัดพัฒนาในเรื่อง ของการตลาด สิ่งสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่การดำเนินชีวิต เช่นจัดสรรที่ดินให้ประชาชน ท่านเชื่อไหมว่ารัชกาลที่ ๙ ท่านมองการณ์ไกลว่าถ้าจะให้ประชาชนเขาไม่บุกรุกทำลายป่า เราก็ต้องหาที่ทำกินให้เขา ก็ให้ที่ดินปลูกบ้านรายละ ๑ ไร่ ที่ทำกินอีก ๑๕ ไร่ แต่ห้ามขาย แต่ตกทอดเป็นมรดกได้ ประชาชนก็มีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีโรงสีพระราชทานเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ อาจจะเป็น ยุคแรก ๆ ของประเทศไทยก็ได้ มีโรงสีพระราชทานซึ่งเป็นโรงสีขนาดเล็ก ๆ ให้ประชาชน ดูแลกันในรูปของสหกรณ์ เกิดธนาคารโค-กระบือขึ้นมา ซึ่งธนาคารโค-กระบือนี้ตอนหลัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านรับขยายผลต่อ ตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ที่จังหวัดสระแก้ว ชื่อเพราะมากเลยครับ แล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งชื่อเอง กำหนดหลักสูตรเอง ก็คือโรงเรียนสอนควายกับคนให้ไถนาเป็น ใครยังไม่เคยเห็น ก็ไปดูได้ที่จังหวัดสระแก้วนะครับ และอีกอันหนึ่งซึ่งผมว่ามีความล้ำลึกมาก พระองค์ได้ตั้ง โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ซึ่งไปซ่อนอยู่ที่ที่ราบเชิงเขา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นแห่งแรก ในทวีปเอเชียก็ได้ ซึ่งตอนนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดูแลอยู่ แล้วก็ผลิตไฟฟ้า ให้ประชาชนใช้บ้านละ ๑ ดวง นี่คือก่อให้เกิดความสุข ความพร้อมเพรียง คนก็จะรักแผ่นดิน ไม่ทิ้งไป แล้วก็ทำให้สามารถที่จะรักษาแผ่นดินไว้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ผมก็เรียนให้ท่านทราบ ท่านเสด็จถึง ๗ ครั้งให้ความสำคัญมาก ขณะนั้นเป็นพื้นที่สีแดง แล้วที่สำคัญในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๔ เสด็จไป เว้นวันหนึ่งวันรุ่งขึ้นในวันที่ ๔ กรกฎาคม เสด็จอีก พาประธานาธิบดีเกาหลี ช็อน ดู-ฮวัน ไปดูงานโครงการพระราชดำริที่พระองค์ พระราชทานไว้ให้ นี่คือพระองค์ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรต่าง ๆ ขนาดเป็นพื้นที่สีแดงก็ยังพาแขก ของพระองค์ ประธานาธิบดีเกาหลีไปดูที่ราบเชิงเขานี้

สุดท้าย ผมก็อยากจะเรียนว่าจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจากอดีตถึงปัจจุบันเกือบ ๔๐ ปีแล้ว พระองค์ทรงพลิกแผ่นดินจาก ความไม่มั่นคงที่เคยถูกเรียกขานว่าเป็นพื้นที่สีแดงของกลุ่ม ผกค. ขาดความอุดมสมบูรณ์ของ แหล่งธรรมชาติสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ประชาชนอยู่กันด้วยความรัก ความสามัคคี เข้มแข็ง ไร้ความหวาดกลัว เป็นต้นแบบของการสร้างความสมดุล ซึ่งเริ่มต้นจากการปฏิบัติจริง แล้วขยายผลสำเร็จไปสู่ชุมชนพื้นที่อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างยิ่งซึ่งเราชาวไทยคงลืมไม่ได้ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีผู้ขออภิปรายเพิ่มอีก ๓ ท่าน รวมเป็นทั้งหมด ๑๙ ท่าน ขณะนี้ยังคงเหลืออีก ๔ ท่าน เชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย

นายชูชาติ อินสว่าง

ท่านประธานครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง ลำดับที่ ๔๑ ผมขอ ๓ นาทีสั้น ๆ ครับ

เรื่องแรก ต้องขออนุญาตท่านประธานกล่าวถึงท่านกรรมการ กราบขอบพระคุณ อย่างสูงที่ทำหนังสือเล่มนี้มาให้เกี่ยวกับเรื่องศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนิกร จำนง และท่านดุสิต เครืองาม ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสด้วยบ่อย ๆ ท่านมีความมุ่งมั่น ต้นไม้ ของท่านไปอยู่ที่บ้านผมต้นเบ้อเร่อเลย ผมไปขยายกรอบใหญ่เพื่อที่จะนำเอาไปเป็นวิทยากร ทั่วประเทศ

เรื่องที่ ๒ เนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้สามารถทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างรวดเร็วด้วย ถ้าหนังสือเล่มนี้ถูกพี่น้องประชาชนหรือข้าราชการในประเทศไทย นำไปปฏิบัติ แต่ถ้าไม่นำไปปฏิบัติก็จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ วันนี้มีการประเมินจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดชัยนาท ได้เป็นอันดับที่ ๑ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงลำดับที่ ๒ ถึงลำดับที่ ๑๗ ต้องอยู่ในมาตรฐาน ลำดับที่ ๒๘ ไปถึงลำดับที่ ๗๕ ต่ำกว่ามาตรฐานต้องปรับปรุงทุกจังหวัด แต่ถ้านำเรื่องนี้ไปกำหนดเป็น ตัวชี้วัดในกำหนดมาตรฐานของจังหวัด ผมเชื่อแน่ว่าแต่ละจังหวัดจะประสบความสำเร็จ และคนไทยก็จะมีความสุขอย่างแน่นอน ผมใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้เพื่อจะบอกกับท่านประธานว่า ไม่ว่าจะเปิดไปหน้าไหนเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ และความจริงทุกหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การพัฒนา เรื่องของการครองตน เรื่องของการอยู่ร่วมกัน เรื่องของการรักษาไว้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทรงงานของพระองค์ท่านในข้อ ๒ เรื่องการระเบิด จากข้างใน นี่คือกระบวนการสหกรณ์ที่แท้จริง ถ้าสหกรณ์ไม่ได้ระเบิดจากข้างใน ไม่ได้คิด จากคนที่เป็นเกษตรกรคิดรวมตัวกันแล้วจัดตั้งเป็นสหกรณ์เหมือนอย่างความผิดพลาด ที่แล้ว ๆ มา จัดระดมคนมาจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ไม่ได้ระเบิดจากข้างใน ไม่ได้จากหัวใจของ นักสหกรณ์ ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดเพื่อจะสรุปในข้อสุดท้ายว่า หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ ถ้าท่านเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว ท่านเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ท่านกรุณามอบหนังสือนี้ ให้ผมเป็นวิทยาทานเถอะครับ ผมจะไปเผยแพร่ให้นักสหกรณ์ของผมทั่วประเทศได้รับทราบ เพราะถือว่าเป็นของหายากแล้ว เขียนชื่อของท่าน นามสกุลของท่าน เบอร์โทรศัพท์ของท่าน ผมจะนำไปมอบให้ทุกจังหวัดพี่น้องสหกรณ์ของผม เพราะผมเป็นประธานชมรม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เพื่อเขาจะได้ไป ททท. ปฏิบัติทันที ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมรอรับหนังสือของท่านอยู่นะครับ ถ้าท่านให้ความสนใจหรือจะบริจาค ให้กับผมเพื่อจะนำไปเผยแพร่ให้กับพี่น้องสหกรณ์ของผมทั่วทุกจังหวัดยินดีครับ ขอบพระคุณ ล่วงหน้าครับ สวัสดีครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านชูชาติมากค่ะ คณะกรรมการมีโครงการจะจัดทำหนังสืออีก ๓,๐๐๐ เล่มใช่ไหมคะ แล้วใน ๓,๐๐๐ เล่มนั้นท่านสมาชิกก็จะมีสิทธิได้รับแม้ว่าเราจะหมด วาระไปแล้วก็ตาม ประเดี๋ยวสักครู่กรรมการจะชี้แจงให้ทราบ ส่วนท่านจะบรรจุสหกรณ์ เข้าไปไว้หรือไม่ในการแจกจ่ายหนังสือของท่านก็สุดแล้วแต่ ต่อไปขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัด กระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๓ กระผมเช่นเดียวกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านอื่น ขอชื่นชมคณะกรรมการขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชาที่ได้ดำเนินการจัดทำโครงการจัดทำหนังสือศาสตร์พระราชาขึ้นมา ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลาที่จำกัด ขออนุญาตเอ่ยนามชื่นชมผู้นำ ที่ดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ท่านนิกร จำนง ท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ที่เป็น ประธานและประธานอนุกรรมการในแต่ละเรื่องที่ดำเนินการได้จนเสร็จสิ้นในเวลาอันสั้น รวมถึงคณะกรรมาธิการและผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ทุกท่านในโครงการนี้ สิ่งที่ท่านได้รวบรวมมานั้น มีความครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผ่านไปยังท่านประธานว่า ศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นหลักการ สำคัญในการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการกล่าวถึงอย่างมากมายทั้งในห้องนี้ และนอกห้องนี้เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป ขออนุญาตกราบเรียนว่าในการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเศรษฐกิจกระแสใหม่ ได้นำกระแสพระราชดำรัส กระแสพระราชดำริ ตลอดจนพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มาเป็นแสงเทียนส่องนำทางในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจ ชีวภาพคือโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาที่ได้เริ่มดำเนินการในปี ๒๕๐๔ ที่มีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินการเพื่อศึกษา ทดลอง และวิจัย หาวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับงานทางด้านเกษตรต่าง ๆ เช่น การปลูกข้าว การเลี้ยงโคนม การเพาะพันธุ์ปลานิล เมื่อเกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงนมผงขึ้นเพื่อแปรรูปน้ำนมดิบให้เก็บไว้ ได้นาน ยังมีการตั้งศูนย์รวมนมเพื่อรับซื้อนมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกด้วย ยังได้มี การศึกษาเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งเริ่มต้นในปี ๒๕๒๘ จากการที่พระองค์ได้มีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จึงมีพระราชประสงค์ให้นำอ้อยมาผลิตแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยพระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้น ในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมนั้น พระองค์เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ดังเช่น กังหันน้ำชัยพัฒนาที่สร้างขึ้น เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ และทรงได้รับรางวัลเหรียญทองจากเดอะ เบลเยียน แชมเบอร์ ออฟ อินเวนเตอร์ (The Belgian Chamber of Inventor) องค์การทางด้านนวัตกรรมที่ เก่าแก่ของประเทศเบลเยียม ในทางด้านวัฒนธรรมนั้น พระองค์ได้ทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อ ในการเชื่อมความสัมพันธ์กับพสกนิกรผ่านทางสถานีวิทยุ อ.ส. ทรงใช้ดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ กับนิสิตนักศึกษาผ่านวันทรงดนตรี ทรงใช้ดนตรีในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมไทย กับวัฒนธรรมโลก โดยได้ทรงดนตรีในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ดังเช่นเมื่อครั้งเสด็จ พระราชดำเนินประเทศออสเตรีย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ ประธานสถาบันการดนตรีและศิลปะ แห่งกรุงเวียนนาได้ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตรและสมาชิกกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พระปรมาภิไธย “ภูมิพลอดุลยเดช” ปรากฏอยู่บนแผ่นจำหลักหินของสถาบัน ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และเป็นชาวเอเชีย (Asia) เพียงผู้เดียว ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พระองค์ได้ทรงสนับสนุนการค้นคว้า ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ และทรงนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในโครงการพัฒนา ทรงคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการพระราชนิพนธ์และประพันธ์บทเพลง ทรงประดิษฐ์ ส.ค.ส. ด้วยคอมพิวเตอร์ ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงามเพื่อแสดงผล บนจอคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ เช่น แบบจิตรลดา แบบภูพิงค์ เป็นต้น และทรงเป็นผู้นำ ในการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารกับราษฎรซึ่งพระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคมนั้น มีบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าอินทรีย์ ปลอดสารพิษที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันได้ช่วยให้ชาวบ้าน ชาวไร่มีอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผลจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยาก ลำบากของราษฎร จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการพระบรมราชานุเคราะห์ขึ้นมา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งชาวเขาและแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น โดยส่งเสริม ให้ปลูกพืชอื่นทดแทนและนำมาผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นต้น ในด้านเศรษฐกิจผู้สูงวัยนั้น ได้มีพระราชดำริและพระราชกรณียกิจการจัดตั้งหน่วยทันตกรรม พระราชทานเพื่อให้บริการด้านการใส่ฟัน ทั้งฟันเทียม ทั้งการใส่ฟันทั้งปากที่สามารถ ทำในหน่วยเคลื่อนที่ ที่เกิดจากการที่คณาจารย์ประจำหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ได้พัฒนาเทคนิคในการใส่ฟันเทียมให้ได้คุณภาพ พระราชดำรัส พระราชกรณียกิจเหล่านี้ ได้เป็นแสงเทียนส่องทางในการที่คณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจได้ดำเนินการนำเสนอ ต่อสมาชิกสภาแห่งนี้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจกระแสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงเศรษฐกิจเพื่อสังคม กระผมขอเรียน เป็นประโยคสุดท้ายเพื่อเป็นการสนับสนุนงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แม้ว่าแสงเทียนบูชาจะดับพลัน แสงเทียนบูชาดับลับไป จะเป็นคำร้องประโยคสุดท้ายของบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ที่ชื่อว่าแสงเทียน แต่แสงเทียนแห่งศาสตร์พระราชาที่พระองค์ได้จุดไว้ในใจของพสกนิกรทุกคน จะยังคงโชติช่วงอยู่ชั่วนิรันดร์ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดยะลา

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าครั้งแรกที่ผมได้ยิน พระราชดำรัสของในหลวงก็คือตอนที่ผมรับราชการเมื่อปี ๒๕๑๐ เป็นปลัดอำเภอ หลังจาก ที่พระองค์ท่านได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้วหลายปีก็คือปี ๒๔๙๓ ครั้งนั้น วันนี้มาได้ยินสิ่งที่ พวกเรานำเสนอขึ้นมาก็รู้สึกภูมิใจว่าตอนที่ผมเป็นปลัดอำเภอนั้น อธิบดีกรมการปกครอง มาปฐมนิเทศเลยนึกได้ว่าสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยนั้นได้ให้ไว้มันสอดคล้องกับสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่ท่านอธิบดีกรมการปกครองได้ให้ข้อคิดมาปฐมนิเทศบอกว่า ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตอนที่ทรงขึ้นครองราชย์ได้ทรงตรัสไว้ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม แล้วท่านก็บรรยายต่อว่าสาเหตุที่พระองค์ท่านได้ประกาศตรัสอย่างนี้นั้นเพราะอะไร และเราซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณนั้นควรจะสนองตอบ ต่อสิ่งที่พระองค์ท่านได้รับสั่งด้วยความเป็นห่วงว่าทำอย่างไร แล้วก็ในขณะเดียวกันท่านก็ยัง เอาคำขวัญของกระทรวงมหาดไทยมาพูดคุยกับพวกเราซึ่งเป็นปลัดอำเภอ ในฐานะที่เป็น นักปกครองฟังต่อไปว่ากระทรวงมหาดไทยนั้นมีคำขวัญที่ว่า บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งไป สอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ท่านในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงตรัสว่า เราจะปกครองแผ่นดิน โดยธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมรู้สึกภูมิใจ ไม่เพียงแต่ว่ามาได้เห็น ได้ฟังในสิ่งที่บรรดาเพื่อน สมาชิกได้นำเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และท่านกรรมการได้ทำในสิ่งที่เป็นคุณค่าของชาติ บ้านเมือง ซึ่งจะเป็นมรดกเอกสารชิ้นหนึ่งของแผ่นดินในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าพระองค์ท่านรับสั่งมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ เรื่องเราจะปกครอง แผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม แต่พอมาปี ๒๕๑๙ พระองค์ท่าน ก็รับสั่งต่อ บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ซึ่งความจริงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะมีเรื่อง ที่รับสั่งไว้เยอะแยะมากมาย มาปี ๒๕๑๙ ก็รับสั่งต่อไปอีกว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ก็มีอีกอะไรเยอะแยะว่าทำอย่างไรจะทำให้คนดีขึ้นมาปกครองดูแลบ้านเมือง แล้วก็ดูแล อย่าให้คนที่คิดไม่ดีขึ้นมามีอำนาจ อย่างนี้เป็นต้น แล้วต่อมาอีกก็คือปี ๒๕๓๒ พระองค์ท่าน ก็รับสั่งอีกพูดถึงเรื่องการปรองดอง ขณะนี้เราก็พูดถึงเรื่องการปรองดองอีกเช่นกัน แสดงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราอาจจะตามไม่ทัน หรือว่าข้าราชการสมัยนั้นอาจจะตามไม่ทัน หรือว่าทันแต่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งและมีข้อห่วงใย ให้สติ ข้อคิดในแนวพระราชดำริ พระราชดำรัสของพระองค์ต่าง ๆ มากมายจนเป็นเหตุว่า ได้รับสั่งให้สติ ให้ข้อคิดเตือนใจเป็นระยะ ๆ มาวันนี้เราก็มี สปท. หยิบยกเอาเรื่องที่เป็นข้อห่วงใยที่พระองค์ รับสั่งเกี่ยวข้องกับพระราชดำริต่าง ๆ มารวบรวมเย็บเล่มเพื่อนำเสนอ อันนั้นผมยังไม่แน่ใจว่า ถ้าหากว่า สปท. เรามีตั้งแต่สมัยโน้นบ้านเมืองอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ก็ได้ เพราะบรรดา ข้าราชการทั้งหลายก็จะเอาสิ่งที่พวกเรากำลังพูดอยู่ในขณะนี้นำไปเป็นคู่มือกำหนด เป็นแนวทางปฏิบัติ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังคิด กำลังพูด กำลังทำในขณะนี้ ฟังจากบรรดา เพื่อน สปท. ที่นำเสนอไปแล้วต่างก็หวังด้วยความปรารถนาดีบริสุทธิ์ใจว่าถ้าทำอย่างนี้ ไปแล้วบ้านเมืองมีความปกติสุข แต่สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยหลายท่านก็พูดก็เกรงเหมือนกัน อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กลัวป้ายมันขึ้นแต่งานไม่เดินครับท่านประธาน เพราะที่แล้วมา ตัวอย่างอย่างนี้ก็เยอะ ป้ายอะไรต่าง ๆ มักจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะหยิบยก ในบางประเด็นจากที่ได้เห็นในหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นข้อสังเกต ผมจะใช้เวลาไม่มากครับ ท่านประธาน บางองค์กรขณะนี้มีเงื่อนไขหลักที่เป็นปัญหา ๒-๓ องค์กรที่เราหยิบยกขึ้นมาพูด เป็นประจำ เช่นเราพูดถึงบุคลากรทางด้านการเมือง ว่ามีปัญหาหลัก ๆ ในการสร้าง ความวุ่นวาย แต่ขณะเดียวกันแนวทางการแก้ในถ้อยคำบางถ้อยคำนั้น ผมคิดว่าอาจจะ ไม่สอดคล้องหรือสอดคล้องก็สุดแล้วแต่ แต่ผมก็อยากจะให้ข้อเสนอแนะ แล้วในขณะเดียวกัน บางหน่วยงานก็ให้น้ำหนักในการให้ข้อเสนอแนะในเชิงถ้อยคำที่ดูแล้วชัดเจนดี อย่างเช่น บุคลากรทางด้านการเมืองควรจะน้อมนำ ความจริงบุคลากรนี้ในเมื่อมีปัญหาเร่งด่วนสำคัญ ที่เป็นตัวปัญหาต่อบ้านเมืองไม่ควรจะใช้คำว่า ควรจะ ควรจะใช้คำว่า ต้อง เพื่อให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญ จะได้เห็นว่าใช่ต้องทำ ไม่ใช่ควรจะ อย่างนี้เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าไปดู ในการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน ท่านใช้คำว่า ต้องทำ เห็นไหม น้ำหนักจะต่างกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะฝากข้อคิดสั้น ๆ ย่อ ๆ ก็คือว่าบางคำที่ควรจะเน้นหนักให้ความสำคัญ กับสถานการณ์ที่บางองค์กรกระทำต่อชาติบ้านเมืองนั้น ผมคิดว่าต้องเด็ดขาด ต้องชัดเจน อย่างเช่นต้องใช้คำว่า ต้อง เป็นต้น เมื่อสักครู่นี้ผมหยิบยกตัวอย่างเรื่องของบุคลากร ทางด้านการเมือง

ประการที่ ๒ ที่อยากจะเอาเป็นข้อเสนอแนะ เมื่อสักครู่นี้เราก็พูดกัน เยอะแยะมากมายว่าเอกสารชิ้นนี้คงจะไม่ใช่เป็นเอกสารที่เป็นความสำคัญเฉพาะ ภายในประเทศ แขกบ้านแขกเมืองคงจะมากันเยอะแยะ อยากจะมาดู อยากจะมาเห็นว่า เราผลิตเอกสารชิ้นนี้เพื่อจะเป็นคู่มือให้ต่างชาติได้มาศึกษา ได้มาดูเอาไปเลียนแบบ อะไร อย่างไร หรือไม่ ก็อยากจะเป็นข้อเสนอครับ ผมคิดว่าท่านก็คงคิดในใจอยู่แล้วก็คือเรื่องของ การแปล คงจะเป็นอีกชิ้นหนึ่งจะเป็นประโยชน์ แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ใช้เป็นประโยชน์ เวลาแขกบ้านแขกเมืองมาก็จะได้นี่ของประเทศไทย ทุกคนอยากจะรู้อยากจะเห็น ถามหา ก็อยากจะฝากเป็น ๒-๓ ประการครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุม ต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญสมาชิกท่านสุดท้ายที่ได้แสดงความจำนง คือท่าน พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ได้จัดทำรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์ พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ถือว่าเป็นเอกสารรายงานที่สำคัญที่สุดของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแห่งนี้เรื่องหนึ่ง และเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งของประเทศไทย ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และของคนทั้งโลกในอนาคต เพราะปัจจุบันมีรัฐบาลหลายประเทศได้นำเอาแนวทางตามศาสตร์พระราชาไปใช้ในการพัฒนา ในหลายประเทศแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม ได้กล่าวบางส่วนไว้แล้วว่ามีประเทศใดได้นำไปใช้บ้าง ผมจึงขอเสนอให้ทางคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาได้เพิ่มเติมในรายงานศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับ พระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทางด้านวิศวกรรมจราจรและการบริหารการจัดการจราจรอีกด้านหนึ่ง โดยมีผลงาน ผลผลิตเชิงประจักษ์ให้พสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เห็นใน ๙ ประเด็นดังนี้ ขออนุญาตใช้ภาพฉายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

โครงการที่ ๑ พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบาย ในการจัดทำโครงการทางคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรจาก เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าจนถึงแยกสิรินธร ด้วยการเพิ่มพื้นที่ผิวจราจรให้มากขึ้น การเพิ่มพื้นที่ผิวจราจรด้วยการสร้างทางยกระดับขึ้นช่วงหนึ่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการรองรับการจราจรให้ได้มากขึ้นครับ การจราจรในสมัยก่อนนั้นถ้าบอกว่าเชิงสะพาน สมเด็จพระปิ่นเกล้ารถติดแสนสาหัส แต่หลังจากที่มีถนนบรมราชชนนีขึ้นมาก็ทำให้เรานั้น สามารถออกจากใจกลางของกรุงเทพมหานครผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าไปทางเพชรเกษม ไปทางบรมราชชนนีได้อย่างสะดวก อันนั้นเป็นเพราะพระเมตตาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

โครงการที่ ๒ พระองค์ทรงรับสั่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการกับวงแหวน ๓ สาย ล้อมรอบบริเวณที่ดินทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีสะพานเชื่อม ๒ ฝั่งแม่น้ำ ถนนวงแหวน รอบในส่วนมากมีเส้นทางเดิมอยู่แล้ว มีทางเลียบ ๒ ฝั่งแม่น้ำที่สะพานพระพุทธยอดฟ้า กับสะพานที่ปลายถนนสาทร ถนนวงแหวนรอบกลางมีทางเดิมอยู่ ๖-๘ กิโลเมตร มีทางเชื่อม ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีสะพานพระรามหกกับสะพานกรุงเทพ และจะต้องสร้างทางเส้นใหม่ ขึ้นเป็นทางยาวไม่น้อยกว่า ๓๖ กิโลเมตร จึงจะทำให้ถนนครบวง จะช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ได้มาก เป็นการอำนวยความสะดวกจราจรแก่ผู้ที่สัญจรเข้าออกระหว่างใจกลางเมือง กับชุมชนส่วนนอก ตลอดถึงผู้ที่มาจากต่างจังหวัดทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ให้สามารถเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ออกไปได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองที่มี การจราจรคับคั่งอยู่เป็นประจำ โครงการนี้คือโครงการก่อสร้างถนนรัชดาภิเษก และทางยกระดับถนนพหลโยธิน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง-หลักสี่-อนุสรณ์สถานรังสิต

โครงการที่ ๓ พระองค์ทรงมีพระราชดำริโครงการถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก หรือที่เรียกว่า ถนนวงแหวนรอบนอกด้านใต้ จังหวัดสมุทรปราการ ถนนกาญจนาภิเษก สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้เป็น ทางเลี่ยงเมืองกรุงเทพมหานครที่เป็นตัวเชื่อมทางสายหลักเข้าสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ

โครงการที่ ๔ โครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เป็นโครงการถนนวงแหวน รอบเล็กตามแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทาน แนวทางไว้ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๘ เพื่อเป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนส่งและลำเลียง สินค้าจากท่าเรือกรุงเทพต่อเนื่องไปถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในเขตจังหวัดสมุทรปราการ และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้รถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าไปในตัวเมือง อันเป็นสาเหตุ ของการจราจรติดขัดโดยรอบ ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณถนนพระราม ๙ และเชื่อมต่อกับถนนเอกมัย-รามอินทรา ทำให้โครงข่ายจราจรคล่องตัวขึ้น ในอดีตเราคงจะเห็นว่า บริเวณท่าเรือคลองเตยและบริเวณใกล้เคียงนั้น การจราจรติดขัดแสนสาหัส และเมื่อถนนวงแหวน อุตสาหกรรมนี้สร้างเสร็จ รถบรรทุก รถประชาชนที่สัญจรจากภาคตะวันออกที่จะไปภาคใต้ ไม่ต้องผ่านกรุงเทพมหานคร ตรงนี้เป็นเพราะพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

โครงการที่ ๕ โครงการก่อสร้างถนนชุมชนบึงพระราม ๙ เชื่อมระหว่าง ถนนพระราม ๙ กับถนนประชาอุทิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระราชทาน พระราชดำริให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างถนนและปรับปรุงชุมชนพระราม ๙ บริเวณ หน้าศูนย์แพทย์พัฒนาเพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนประชาอุทิศ ตามแนวซอยโรงเรียนไทย-ญี่ปุ่นกับซอยจำเนียรเสริม ทำให้ถนนพระราม ๙ รถไม่ติด หรือว่าช่วยแบ่งเบาการจราจรได้ในทุกวันนี้

โครงการที่ ๖ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนเทียมร่วมมิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำริให้ กรุงเทพมหานครดำเนินการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนเทียมร่วมมิตร เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณถนนรัชดาภิเษกและถนนพระราม ๙ โดยสร้างถนน เพื่อเป็นทางลัดในพื้นที่ ซึ่งเดิมเคยรกร้างว่างเปล่าข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ข้างกรมผังเมืองบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การเดินทางของประชาชนจึงได้รับ ความสะดวกจนถึงทุกวันนี้

โครงการที่ ๗ โครงการก่อสร้างสะพานจตุรทิศตะวันออก ถือว่าเป็นโครงข่าย ที่สำคัญ และเป็นโครงข่ายใหญ่ที่มีการก่อสร้างถนนและสะพานเชื่อมโครงการย่อย ปลายโครงการเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางระหว่างฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด รวมไปถึง ถนนเชื่อมต่อสายอื่น ๆ ได้แก่ ถนนราชดำเนินนอก ถนนศรีอยุธยา ถนนสวรรคโลก ถนนอโศก-ดินแดง ถนนสุขุมวิท ถนนเพชรบุรี และถนนพระราม ๙ เป็นการเริ่มต้นจาก ทิศตะวันตก ก็คือทำให้การเดินทางจากทิศตะวันตกของประเทศไทยผ่านสะพานพระราม ๘ ไปยังตะวันออกของกรุงเทพมหานครโดยที่การจราจรไม่ติดขัดแล้วก็สะดวก แล้วก็ข้าม ทางแยกต่าง ๆ ทั้งหมดดังที่เราได้ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้

โครงการที่ ๘ โครงการก่อสร้างถนนคู่ขนานถนนพระราม ๙ จากแยก วัดอุทัยธารามถึงก่อนขึ้นทางด่วนขั้นที่ ๒ ที่แก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนพระราม ๙ อย่างที่เราใช้บริการทุกวันนี้

โครงการสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงเป็นโครงการที่สำคัญมาก ก็คือโครงการ จราจรตามพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการจราจรติดขัด ในกรุงเทพมหานคร จึงทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาให้ทุเลาโดยการพระราชทาน ทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้กรมตำรวจในสมัยนั้นนำไปซื้อ รถจักรยานยนต์เพื่อเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทำหน้าที่สายตรวจจราจรเพื่อแก้ไขปัญหา การจราจรในด้านต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านการจราจรจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านพระราชทานแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาจราจรมา ๕ ประการ ดังนี้

๑. แสวงหาแนวทางให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจรและมีมารยาทในการ ขับรถ

๒. ให้รถจักรยานยนต์เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว แก้ไขปัญหาจุดที่รถติด เสมือนรถนำขบวน โดยรถจักรยานยนต์จะเข้าไปแก้ไขปัญหาทำให้ขบวนรถของประชาชน เคลื่อนที่ไปได้

๓. ให้รถจักรยานยนต์ของตำรวจดูแลการจราจรบนถนนให้รถเคลื่อนตัวไปได้ เรื่อย ๆ ตามความเหมาะสม

๔. ถนนที่เป็นคอขวดให้รถจักรยานยนต์เข้าไปแก้ไขให้เคลื่อนตัวไปได้เรื่อย ๆ เหมือนเทน้ำออกจากขวด

๕. ให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจราจร ภายใต้แนวทางพระราชดำริ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้น้อมนำแนวทางดังกล่าวไปสู่การบริหาร การจราจรเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน และปัจจุบันนี้ที่เห็นเป็นประจักษ์โครงการนี้ ตำรวจ ตามโครงการพระราชดำริได้ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ได้ช่วยเหลือรถเสีย ได้ช่วยเหลือ ในการทำคลอดฉุกเฉินบนถนนสำหรับหญิงเจ็บท้องที่คลอดบุตรก่อนไปถึงโรงพยาบาล สิ่งที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าสิ่งที่พ่อคิด สิ่งที่พ่อทำนั้น แสดงออกถึงพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๙

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี เห็นว่าได้อภิปรายถึง ๑๙ ท่าน เป็นเวลาอันสมควร แล้วผมขอปิด การอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมการและกรรมการตอบข้อซักถามของสมาชิก

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ทั้ง ๑๙ ท่าน ที่ได้กรุณาให้ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ และโดยที่ศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านมีมากมาย หลายสาขา เพราะฉะนั้นในรายงานของเรา ขอบเขตการรายงานของเราจึงจำกัดตัวลงมา เฉพาะในเรื่องของการพัฒนาเพื่อการปฏิรูปเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องขออภัยที่อาจจะ ไม่ครอบคลุมทุก ๆ เรื่องที่ท่านได้กรุณาให้ความคิดเห็น แต่อย่างไรก็ตามเราจะพยายามไปดู แล้วก็จะสอดแทรกลงไปในส่วนไหนให้ได้มากที่สุด

ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกเป็นรายบุคคลเลย ตั้งแต่ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านให้ ความเห็นเรื่องของการที่ทำให้แยกเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงออกจากรายงาน ให้ชัดเจน ซึ่งตรงนี้เราสามารถจะไปทำได้ เพราะว่ามีท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียงเยอะทีเดียวในเชิงวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ เราทำไว้เยอะทีเดียวแล้ว แต่ว่าในส่วนไหนที่เราจะเพิ่มเติมได้เราก็จะทำ นอกจากนั้นท่านยังได้พูดถึงเรื่องของการทำ คู่มือต่าง ๆ ให้แก่ทุกสาขาอาชีพ อันนี้ก็อาจจะเป็นข้อเสนอแนะไป ส่วนข้อเสนอแนะของท่าน ที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ นำเรื่องของทฤษฎีใหม่ไปใช้ประโยชน์ให้สูงสุด ซึ่งข้อเสนอแนะ เราบอกแล้วว่าในเรื่องศาสตร์พระราชาขอให้ส่วนราชการต่าง ๆ ให้ความสำคัญ แล้วก็น้อมนำ ลงไปให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติให้มากที่สุด ส่วนข้อเสนอแนะของท่านอีกข้อหนึ่งที่ให้ ในเรื่องการเผยแพร่ต่าง ๆ ผ่านทางกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งข้อเสนอแนะอันนี้อยู่ในข้อเสนอแนะ ของเราอยู่แล้ว

ท่านที่ ๒ คือท่านสุรินทร์ ท่านสุรินทร์ได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง ศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับเรื่องภาษา อย่างที่ผมเรียนแล้ว ของเราก็ไม่ได้ครอบคลุมอยู่ทุกเรื่อง แต่เราจะไปดูในหมวดของการศึกษา ถ้ามีอะไร อย่างไร เราอาจจะเพิ่มตรงนั้นได้ ก็จะได้ เพิ่มเติมให้ต่อไป

ท่านที่ ๓ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ขอบคุณมากที่ท่านกรุณาให้กำลังใจ ศาสตร์พระราชาในเรื่องทางด้านพลังงานเราให้ความสำคัญมากทีเดียว แล้วเราก็มีหัวข้อตรงนี้ มากพอสมควร แต่อย่างไรเราก็จะไปเพิ่มเติม รวมทั้งต้องขอบพระคุณท่านรองประธานด้วย ที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ เราจะไปเพิ่มเติมเรื่องของพลังงานทดแทน พลังงานอะไรต่าง ๆ ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ

ท่านที่ ๔ ท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ท่านก็พูดถึงเรื่องเครื่องมือในการทรงงาน ของพระองค์ท่าน กล้องถ่ายรูป ดินสอ แผนที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทรงงานของ พระองค์ท่าน ก็อยู่ในรูปภาพต่าง ๆ เห็นอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องหลักการทรงงาน อันนี้เราเอามา จากสำนักงาน กปร. โครงการพระราชดำริ มีอยู่ ๒๓ ข้อ คงจะไปเพิ่มจำนวนข้อไม่ได้ แต่อาจจะ ขยายความต่าง ๆ อย่างที่ท่านได้แนะนำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ท่านที่ ๕ ท่านรัฐมนตรีปีติพงศ์ ท่านให้ความเห็นเช่นเดียวกัน เรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง ท่านคิดว่าควรจะวิเคราะห์ในเชิงที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมหภาค ในเรื่องของการบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ แล้วก็ดีไฟน์ (Define) คำว่า พอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล ให้เจาะจงไปเลยในเรื่องของการกระตุ้นการลงทุน การบริโภคให้อยู่ใน ความพอเพียง พอประมาณ อันนี้เราจะไปดูให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ท่านที่ ๖ ท่าน พลโท กฤษณะ ต้องขออภัยว่าของเราไม่ได้ครอบคลุมถึงงาน ทางด้านนิติศาสตร์ แต่งานนิติศาสตร์ผมคิดว่ามีศาสตร์พระราชาที่เขาได้มีการขยายความ ทางด้านนี้มากอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันเราจะไปดูว่าเราจะเพิ่มได้ตรงไหนบ้าง ต้องขอบพระคุณ ท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ให้บทความที่มีการปาฐกถากับผมด้วย ขอบคุณครับ

ท่านที่ ๗ ท่านคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ท่านให้ความสำคัญมาก ขอบคุณ ที่ท่านได้กรุณาชมเชย และท่านบอกว่าข้อเสนอเรื่องของศาสตร์พระราชาควรจะเสนอเป็น ศาสตร์พระราชาของคนไทยทั้งประเทศเลย อันนี้เราเห็นด้วยว่าต้องเป็นคนไทยทั้งประเทศ ในการที่เราจะผลักดันเรื่องต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และข้อเสนอแนะของท่านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ เรื่องการทรงงาน ซึ่งเรามีอยู่แล้วหลักการทรงงาน ๓ ป. คือหลักการปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ พระองค์ท่านทรงทำครบหมดทุกด้าน ในเรื่องของความรู้ ในเรื่องของการปฏิบัติ และในการเผยแพร่ต่าง ๆ อันนี้เราก็มีอยู่แล้ว แต่เราจะไปดูพิจารณาเพิ่มเติม

ท่านที่ ๘ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอบคุณครับ ท่านได้กรุณา ให้ความคิดเห็นตั้งแต่ครั้งก่อนโน้น แล้วก็ไปเพิ่มเติม ครั้งนี้ท่านพูดถึงความสำคัญของ เรื่องโรงเรียนต่าง ๆ ในระบบนอกโรงเรียน ท่านบอกว่าโรงเรียนที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการศึกษาในระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ตรงนี้เราอาจจะไปเพิ่มเติม การจัดการน้ำ ในลักษณะพิเศษ ท่านบอกว่าควรจะเป็นลักษณะของเขียนไปว่าเป็นโครงการปากพนังเพิ่มเติม ขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อันนี้เราเห็นด้วย แล้วเราจะไปดูในเรื่องหนังสือของหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่จะให้อัปเดต (Update) จะไปแก้ไขตรงนี้ ต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่งเลย

ท่านที่ ๙ ท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ท่านได้พูดถึงเรื่องการเผยแพร่ ศาสตร์พระราชาออกไปให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น อาจจะในเรื่องของห้องสมุด ในเรื่องของ โรงเรียนขนาดเล็กอะไรพวกนั้น ในห้องสมุดเรามีแนวทางอยู่แล้วว่าในโรงเรียนต่าง ๆ จะมี มุมสักมุมหนึ่งที่เป็นเกี่ยวกับเรื่องศาสตร์พระราชา เช่นเดียวกับของทางด้าน กทม. ซึ่งมี ต้องขอบพระคุณมากเลย มีเรื่องศาสตร์พระราชาเต็มฟลอร์ (Floor) เลย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ มากทีเดียว ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้สนใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว

ท่านที่ ๑๐ คุณหมอพรพันธุ์ ท่านให้ความกรุณาว่าควรจะเผยแพร่ออกไป โดยเฉพาะเยาวชนต่าง ๆ อันนี้เราเห็นด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราอยู่แล้ว แล้วท่าน ก็บอกว่ารูปต้นไม้นั้นสวยงามดี แต่ว่าทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องไปขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น และตัวอักษรต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีท่านสมาชิกได้เสนอแนะเรื่องรูปต้นไม้ มาหลายท่านด้วยกัน เราจะไปขยายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ท่านที่ ๑๑ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ ท่านพูดถึงเรื่องของศาสตร์พระราชา เกี่ยวกับการกีฬา พูดถึงเรื่องของการทำงานอย่างมีความสุข เพื่อที่จะได้ทำงานให้เป็น ประโยชน์ต่อคนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ตรงกับหลักการทรงงานอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เรามีอยู่แล้ว

ท่านที่ ๑๒ ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ ตั้งแต่คราวก่อนแล้วท่านให้ความสำคัญ กับในเรื่องของการศึกษา ซึ่งเราก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าในเรื่องของหลักสูตรอะไรต่าง ๆ ท่านขยายความว่าให้ลงไปให้ชัดเจนเลยในแง่หลักสูตรต่าง ๆ ในทุกระดับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในระดับของปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตามวุฒิการศึกษาต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และท่านพูดถึงเรื่องของควรจะมีทุนการศึกษาด้วย เพื่อที่จะให้ผู้ที่สนใจ ทางด้านนี้ได้มีทุนการศึกษา แล้วก็ออกมาทำงานเฉพาะในเรื่องที่จะสนองศาสตร์พระราชา แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนกับ ทางด้านนานาชาติต่าง ๆ อันนี้เราจะรับไป

ท่านที่ ๑๓ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ขอขอบคุณนะครับ ท่านบอกว่า ศาสตร์พระราชาได้มีความสำคัญมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้คนไทยต่าง ๆ ถ้าสามารถจะนำศาสตร์พระราชาเข้ามาได้ เรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ก็จะได้ลดลงไป แล้วศาสตร์พระราชาจะเป็นเสมือนเข็มทิศในการนำขับเคลื่อนประเทศเลย ซึ่งตรงนี้เราก็ได้เห็นด้วยแล้วเราก็จะดำเนินการ นอกจากนั้นท่านยังบอกว่าคนไทยควรจะได้ รับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งเราก็มีข้อเสนอแนะอยู่แล้ว เช่น ทางด้านสื่อ ทางด้านการศึกษา หลักสูตรต่าง ๆ แล้วก็ทางด้านการเรียนรู้ตามแนวระนาบผ่านปราชญ์ชาวบ้าน ผ่านต่าง ๆ ภาคราชการ แล้วที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งท่านบอกว่าควรจะมีพลังจิตอาสาที่จะทำงานทางด้านนี้ โดยเฉพาะ ซึ่งเราจะไปดูแล้วก็จะเพิ่มเติม นอกจากนั้นท่านยังพูดถึงเรื่องการยกย่องของ นานาชาติ ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ของยูเอ็น (UN) ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็มีอยู่ในรายงานของเราแล้ว

ท่านที่ ๑๔ ท่านคุณหมอเฉลิมชัย ท่านพูดถึงควรจะเพิ่มเติมเรื่อง ทศพิธราชธรรม ซึ่งตอนนั้นเราก็ดูเหมือนกัน ทศพิธราชธรรมเป็นธรรมะของพระราชา รวมทั้งผู้บริหารทั่ว ๆ ไปด้วย เดี๋ยวจะไปดูว่าเราจะเพิ่มเติมลงไปในส่วนไหนได้บ้าง

ท่านที่ ๑๕ ท่านศานิตย์ ท่านกรุณาเล่าประสบการณ์ของท่านตอนสมัย ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว ท่านทำโครงการที่ราบเชิงเขาอยู่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี ผมก็เคยไปตอนที่ผมเป็นเลขาธิการ กปร. เราไม่ได้ไปศึกษาโครงการอันนี้ แต่เราศึกษาโครงการที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน เป็นโครงการพระราชดำริทางด้านความมั่นคง เหมือนกัน คือที่โนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เป็นโครงการลักษณะอย่างนี้ มีเรื่องของ การสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน แล้วก็เป็นทางด้านยุทธศาสตร์ด้วย มีการที่จะอบรม แล้วก็มีโรงสีข้าว จะเป็นคล้าย ๆ กันที่จะเป็นตัวอย่างซึ่งอยู่ในโครงการ โนนดินแดนแล้ว

ท่านที่ ๑๖ ท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านกรุณาให้กำลังใจต่าง ๆ มากมาย และท่านบอกว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์มากทีเดียวถ้าประชาชนโดยเฉพาะบุคคลเป้าหมาย ต่าง ๆ ต้องการจะได้รับทราบความรู้ต่าง ๆ คือในเรื่องศาสตร์พระราชาอันนี้สามารถจะ ดาวน์โหลด (Download) ได้เลย ดาวน์โหลด (Download) ได้ทางเว็บไซต์ (Web Site) ของรัฐสภาซึ่งจะมีอยู่แล้ว แล้วต่อไปเราก็จะทำเป็นหนังสือศาสตร์พระราชา อันนี้ เป็นรายงาน เป็นหนังสือก็จะแจกจ่ายไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ทีเดียว ดาวน์โหลด (Download) ได้เลย

ท่านที่ ๑๗ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ความจริงท่านเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย ท่านได้กรุณาถือว่าศาสตร์พระราชาไปเชื่อมโยงกับทางด้านรายงานของคณะกรรมาธิการ ทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ และท่านได้กรุณาพูดถึงศาสตร์พระราชา นวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก็สอดคล้องกันอยู่แล้ว ต้องขอบพระคุณท่านเป็นอย่างมาก ทีเดียว

ท่านที่ ๑๘ ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา ท่านได้พูดถึงเรื่องของศาสตร์พระราชา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่นทางด้านการเมืองต่าง ๆ ถ้านำศาสตร์พระราชา ไปใช้ก็จะเกิดเรื่องของประโยชน์ แล้วก็ทำให้เป็นประโยชน์กับทางด้านภาคการเมือง รวมทั้ง ท่านเสนอว่าเอกสารฉบับนี้สมควรที่จะมีการแปลเป็นเอกสารนานาชาติ อันนี้เราจะไป พิจารณาดู

ท่านสุดท้าย ท่าน พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ท่านพูดถึงศาสตร์พระราชา ทางด้านวิศวกรรมจราจร อันนี้มีความสำคัญมากซึ่งเรายังไม่ได้มีอยู่ตรงนั้น เราสามารถจะเพิ่มเติมได้เลยในเรื่องของ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ในเรื่องน้ำ ในเรื่องดินต่าง ๆ เราก็จะเพิ่มตรงนี้ให้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานที่เป็นข้อเสนอแนะของท่านกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งทีเดียว เราจะได้รับไป ผมจะขออนุญาตให้อนุกรรมการ บางท่านจะมีเพิ่มเติมขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านนิกร จำนง ครับ

นายนิกร จำนง กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะอนุกรรมการทางด้านปรัชญาและทฤษฎี ท่านประธานได้ตอบประเด็นไป ครบถ้วนแล้ว ผมมีประเด็นที่ต้องขบให้แตกแล้วก็มีการนำไปเปลี่ยนแปลงบางส่วนที่ต้องตอบ ประเด็นสำคัญคือท่านกษิตซึ่งท่านไม่อยู่ แต่ผมเชื่อว่าท่านฟังอยู่ขณะนี้ก็คือว่าประเด็นที่ท่าน พูดถึงและเชื่อมโยงกับต่างชาติ แล้วก็จะตรงกับที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้พูดไว้ว่าขยายตัวออกไป เยอะแล้ว ก็อยากจะเรียนว่าในการทำรายงานเรื่องนี้เราพิจารณาอย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ลงไปถึงราก ก็คือว่าเป็นปฐมบรมราชโองการแต่ต้น แล้วมาระยะหลังเราเช็ก (Check) ความเป็นไปในปัจจุบัน ก็อยากจะเรียนว่าในปัจจุบันนั้นศาสตร์พระราชาขยายออกไปในโลก มากเหลือเกิน เพราะว่าในโลกขณะนี้เอสดีจี (SDGs) หรือซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติที่ใช้อยู่ขณะนี้ เขาชื่นชมว่า ของเราทำได้มากกว่าเพื่อน แล้วรายละเอียดตรงนี้จะเชื่อมโยงกัน ผมก็อยากจะเรียนว่าบางที เราไม่รู้กันเองว่าศาสตร์นี้ขยายออกไปได้อย่างไร ตอนที่มีการพิจารณาผมบังเอิญไปเจอ หนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้อ่านทั้งหมด ได้มาจากมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ในนี้เราได้เห็นความคืบหน้าที่เขาลงว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระก็ดีไปทำเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องศาสตร์พระราชาในทุกมิติ ไปอยู่กันเป็นหลาย ๆ ปี ๒-๓ ปี เกษตรทฤษฎีใหม่บ้าง แล้วก็มีการอธิบาย เอดิเตอร์ (Editor) จะเป็นฝรั่ง ทีนี้หนังสือเล่มนี้มีการเรียงไว้ทั้งหมด ในศาสตร์พระราชาอย่างดีมาก ผมได้เจอท่านจิรายุ อิศรางกูร ก็ได้ขอท่านว่าผมจะเอาเล่มนี้ มาเคลียร์ (Clear) ลงในนี้ ซึ่งเราเคลียร์ (Clear) ลงมาได้เยอะ อยากจะเรียนว่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับ ต่างประเทศเราดูตรงนี้ก็ได้ หนังสือเล่มนี้สรุปโดยฝรั่งสรุป เขาบอกว่าหนังสือคือ ซัฟฟิเชียนซีทิงกิง (Sufficiency Thinking) บอกว่าเป็นไทยแลนดส์ กิฟต์ ทู แอน อันซัสเทเนเบิล เวิลด์ (Thailand’s gift to an unsustainable World) หมายถึงว่าเป็นของขวัญจาก ประเทศไทย ก็คือศาสตร์พระราชานี่ละ ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง เป็นของขวัญให้ชาวโลก โดยเฉพาะในโลกที่กำลังพัฒนาคือประเทศขนาดเล็ก จากตรงนี้เองพอต่อเนื่องมาถึง ของยูเอ็น (UN) เราก็ได้เล่มนี้มา นี่ก็มูลนิธิมั่นพัฒนา เป็นเล่มใหม่ เล่มนี้ออกเมื่อปีที่แล้ว เพิ่งออกมาหมาด ๆ ใหม่ ๆ เลย ผมก็ได้มาจากมูลนิธิมั่นพัฒนาเหมือนกัน หลักการของยูเอ็น (UN) ที่ได้ใช้ก็คือ ๑๗ โกลส์ (Goals) ที่เขาทำไว้ ซึ่งในของเรามี ทั้ง ๑๗ โกลส์ (Goals) ตรงนี้มีการเรียงไว้เสร็จ แล้วอย่างในของประเทศเรามีการเคลียร์ (Clear) ไว้ว่าในนี้ จะมีการเปรียบเทียบประเทศในอาเซียน (ASEAN) ประเทศในโลกที่อยู่ตรงนี้ ของเราเอง เรื่องพรอเพอร์ตี (Property) อาจจะไม่มี คือเหมือนเป็นเขียว ในนี้เขาจะมีเรียง ของเราส่วนบน เกี่ยวกับเรื่องคนจะเป็นเขียว จะมีนัมเบอร์ (Number) อย่างประเทศที่พัฒนามาก ๆ สวีเดนอยู่ลำดับ ๑ ได้ถึง ๘๔.๕ แล้วมีสิงคโปร์ มียูเอสเอ (USA) มีประเทศไทยอยู่ลำดับที่ ๖๑ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมกันแล้ว ในอีกไม่กี่ปีจะครบ ปรากฏว่าสิ่งที่เป็นหลักการที่เคลียร์ (Clear) มากที่สุดในลักษณะของซัสเทเนเบิลดีเวลอปเมนต์ (Sustainable Development) อยู่ที่ประเทศไทยนี่เอง ภูฏานก็เอาไปทำ ซึ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ผมเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่พระองค์ได้รับคำชมมาจากต่างประเทศ ได้รับการยกย่องมา ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย เพียงแต่ว่าเราเองจะต้องรู้ เราจะต้องทราบ แล้วที่ท่านปีติพงศ์ ได้พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ท่านกษิตด้วย แล้วก็ท่านเพิ่มพงษ์ด้วยก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ยากมาก แล้วผมก็เห็นด้วยมากที่ท่านกษิตเสนอ แต่อาจจะเป็นในโอกาสต่อไป อาจจะต้องยกขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เศรษฐกิจพอเพียงที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า ในแผนพัฒนา ๕ ปีของเรา แผนปัจจุบันไม่มี มีแค่คำสองคำเท่านั้นเอง ผมก็ติงมา แต่มันผ่านไปแล้ว เราจะไปรื้อได้ โดยการที่ต้องใช้ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติเข้าไปรื้อ ปรากฏว่ามีแต่คำ แล้วก็มีการพูดว่ามีอยู่แล้ว เรามีเหมือนของไว้บูชาแต่ไม่ได้เอามาใช้งาน ไว้เหนือเกล้าอย่างเดียว ถ้าท่านไว้ในเกล้า ได้คิดบ้าง แต่ไว้เหนือเกล้าคือไม่คิดเลย เพียงแต่ยกย่องบูชาไม่ได้เอามาใช้ ซึ่งตรงนี้เอง อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมาก มีความเข้าใจผิดเป็นอย่างมากเรื่องนี้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันแรกก็คือไปเชื่อมโยงผิดพลาดกับเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็เลยทำให้ เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการกลับไปปลูกพืช ส่วนหนึ่งมีน้ำ ส่วนหนึ่งปลูกข้าวเท่านี้ ผิดพลาดไปหมดเลย แม้แต่ ป.ย.ป. ที่เสนอก็มีการเขียนรวม ผมไปขอให้แยกเพราะคนละเรื่อง เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย ทีนี้ทำให้คนเข้าใจว่าถ้าใช้เศรษฐกิจพอเพียงคือการย้อนกลับไปปลูกพืชกัน กลับไปอยู่ในไร่ในนา ซึ่งไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้มีการเบี่ยงเบนเป็นอย่างมาก เราจะสังเกตได้ว่าพระองค์ท่านได้อธิบายไว้ เมื่อปี ๒๕๑๗-๒๕๑๘ อธิบายเรื่องนี้ ๑๑ ครั้ง ในวันที่ ๔ ธันวาคม ก็มีการอธิบาย แล้วก็อธิบาย เป็นปัญหาอยู่มาก ซึ่งในรายงานฉบับนี้เราก็เลยยกเอาของพระองค์ท่านมาไว้ ข้างหน้า ยกมาหมดทั้ง ๑๑ โครงการเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือให้ท่านสมาชิกหรือในอนาคตรัฐบาลเอง เอาไปดูจะได้ไม่สับสน พอสับสนแล้วมันเดินผิดหมด โดยเฉพาะผู้นำถ้าสับสนกับเรื่องนี้ จะมีปัญหา แต่ในรายงานฉบับนี้ชี้ไว้ชัดต่อเรื่องนี้ และผมเคยสอบถามผู้ใหญ่เกี่ยวกับ การทำเรื่องนี้ ได้เชิญดอกเตอร์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิตทางเศรษฐศาสตร์มา อาจารย์อภิชัยซึ่งทำเรื่องนี้มาเป็นสิบ ๆ ปีมา อาจารย์สุขสันต์ซึ่งไปศึกษาเรื่องบริษัทต่าง ๆ มา ๔๐๐-๕๐๐ บริษัท และวิเคราะห์แล้วว่าบริษัทที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงรอดทั้งนั้น จากการกระทบกระทั่งทางเศรษฐกิจก็คือยั่งยืนมาก สิ่งเหล่านี้ที่เราได้มีการนำเสนอไว้แล้ว คือหลักการนี้เหมือนกับว่าเป็นทุนนิยมแล้วก็สังคมนิยม ของพระองค์ท่านอยู่ตรงกลาง ผมจะเทียบกับพระองค์ท่านเท่ากับคาร์ล มากซ์ ก็ได้ สามารถเทียบได้เลยเพราะว่าของเราอยู่ ตรงกลาง แต่สิ่งเหล่านี้เองสัมพันธ์กับเรื่องทางพุทธเราด้วย ดังนั้นที่อาจารย์เสนอขึ้นมาว่า ให้มีการศึกษาเรื่องศาสตร์ตรงนี้ คือเราต้องศึกษาเอง นี่เรื่องของเราให้ฝรั่งศึกษาจนกระทั่ง แตกฉาน แต่ว่าเราเองในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะต้องศึกษาเรื่องนี้กันอย่างชัดเจนแล้วก็เคลียร์ (Clear) ให้เป็นศาสตร์ที่สำคัญใช้ต่อไปในอนาคตให้ได้ ไม่ใช่สำหรับเรา สำหรับประเทศ ที่กำลังพัฒนา สำหรับประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจจะได้ใช้ด้วย ซึ่งตอนนี้เขาก็ใช้ กันอยู่เยอะแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้คิดว่าอาจจะต้องทำเพิ่มเติมในอนาคต แต่อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ทางมูลนิธิมั่นพัฒนาซึ่งอยู่ในการดูแลของทางนี้ได้ทำล่วงหน้าไว้แล้วเป็นภาษาอังกฤษ มีเป้าหมายอยู่ แล้ว ๒ อันนี้สำคัญไปในฟิวเจอร์เวิลด์ (Future World) มาก ไม่อย่างนั้น เราจะทานไม่อยู่เพราะประเทศเราขนาดเล็ก

ประเด็นต่อมาคือท่านเลิศรัตน์ได้พูดถึง ท่านสนใจเรื่องการศึกษา ก็อยากจะ เรียนว่าเรื่องโรงเรียนที่ท่านพูดไว้คราวที่แล้วเราเติมไปครบ แต่ว่าจะไปลงรายละเอียดเรื่อง ๓๕ กับ ๓๙ เพิ่ม เพราะมีลักษณะเป็นเอกซ์ทราออร์ดินารี (Extraordinary) เหมือนที่ท่านได้ เสนอไว้ คงไม่ได้ลงจริง ๆ เราลงแต่โรงเรียนวังไกลกังวล แต่จริง ๆ แล้วที่ขยายออกไปในช่วง ดิจิทัลดิไวด์ (Digital Divide) ก็คือว่าการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นงานสำคัญของ พระองค์ท่าน เราไม่ได้ลง จะไปลงไว้ต่อจากโรงเรียนวังไกลกังวล เชื่อมไปอีกด้านเป็นการพัฒนา ด้านนั้นไป ส่วนเรื่องต้นไม้ของคุณหมอพรพันธุ์แล้วก็ท่านเลิศรัตน์ ที่จริงเรื่องนี้คุยกันเยอะ ผมก็พยายามจะเคลียร์ (Clear) ก็ขยายแล้วขยายอีก เดิมคือเกรงใจ แล้วท่านสุรินทร์ได้ กรุณามาคุยข้างหลังตรงกับที่ผมไม่สบายใจ คือผมไปเซ็นเอาไว้นิดหนึ่งด้านซ้าย ซึ่งผมคุย กับท่านว่าผมจะเอาออก คือมันเป็นออริจินัล (Original) แต่ว่าไม่เป็นไรเราดูดออกได้ เพราะว่าออริจินัล (Original) ก็ยังอยู่ที่ผม แต่ที่จะมาพิมพ์จะดูดเอาชื่อออก แต่ข้างล่าง เหมือนเป็นการโควต (Quote) ปกติว่าภาพมาจากไหน ๆ มันแทงตาผมตั้งแต่ต้น แต่สมาชิก ในคณะอนุกรรมการบอกว่าใส่ไปเถอะไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวจะเอาออก ก็ด้วยความกรุณา ที่จะ ขยายเนื่องจากว่าผมเขียนกับเอ ๓ (A3) แล้วก็ยุบมาเป็นเอ ๔ (A4) ตัวมันเล็ก ทีนี้พยายาม ไปให้เขาพิมพ์ พอพิมพ์ใส่แล้วมันเละต้องเขียน เดี๋ยวจะดูอาจจะต้องขยายเป็นกาลานุกรม เหมือนท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ก็คือว่าเป็นแผ่นพับ แต่ที่เราส่งรัฐบาลคงทำไม่ทัน เราอาจจะต้อง ขยายและเป็นใบแทรก เพราะว่าถ้าส่งไปที่รัฐบาล ครม. ดู ถ้าเขาดูอยู่เขาคงจะด่าผมเป็นคนแรกก่อนแล้วก็ว่าเลยมาที่นี่เพราะที่ผ่านมาแล้วอ่านไม่ออก ตรงนี้จะมีการแก้ไขให้ดีขึ้น เรื่องภาพต้นไม้ ก็ขอบพระคุณ แล้วผมจะดูดชื่อผมออกไปจากตรงนั้น เรื่องพระปฐมบรมราชโองการ เรื่องนี้จริง ๆ แล้วได้มีอยู่แล้วแต่ว่าเราจะเขียนให้ชัดขึ้น แล้วก็มีการขยายที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ส่วนเรื่องต้นไม้ข้างหลังจะมีบอกวิธีอ่านว่าอ่านอย่างไรด้วย คราวที่แล้วเราไม่ใช้คำนี้ในนิยาม แต่ว่าเรามาแก้คำนี้เพราะเอาพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข เอาคำว่า เพื่อประโยชน์สุข มาใส่ ก็จะไป ขยายขึ้น

ท่านเฉลิมชัย เป็นเรื่องสำคัญ คือไม่อาจจะทำตามที่ท่านร้องขอได้ เพราะว่า กิจที่ทรงทำ เรื่องนี้เราเอามาจากท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม คือโควต (Quote) คำของท่านมา ที่ท่านไปพูดไว้ว่า กิจที่ทรงทำ คำที่ทรงแนะหรือสอน ทีนี้เราจะไปบอกว่าคำที่ทรงแนะ หรือพรที่ทรงให้ จะเป็นการไปเพิ่มจากการโควต (Quote) ซึ่งเราคงคิดเองไม่ได้ เพราะคำตรงนี้เป็นการให้เกียรติท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม เราก็จะไม่ต่อ ท่านพูดว่าอย่างไร ก็โควต (Quote) ตรงนั้นอยู่ในเครื่องหมายคำพูดไป เพราะท่านบอกว่า กล่าวโดยสรุปได้ว่า คือองค์ความรู้สำคัญที่ทรงศึกษา สั่งสม พัฒนา เพื่อการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสงบสุข ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกิจที่ทรงทำ คำที่ทรงแนะหรือสอน ท่านอาจารย์วิษณุพูดไว้อย่างนี้ เราก็โควต (Quote) ตามนี้ ก็เลยไม่สามารถจะไปเพิ่ม พรที่ท่านทรงให้อะไรเข้าไปด้วยได้ ก็ขออภัยครับ

ส่วนเรื่องทศพิธราชธรรม มีการพิจารณากันเรื่องนิยาม ปรากฏว่า ทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมที่ใช้กับกษัตริย์ทุกพระองค์มาตั้งแต่อดีต ก่อนรัชกาลที่ ๑ เสียด้วยซ้ำ เป็นหลักทางพุทธ ทีนี้ถ้าเรามาลงของพระองค์เราทำเรื่องศาสตร์พระราชา ว่าด้วยเรื่องของรัชกาลที่ ๙ อย่างเดียว ทุกพระองค์ของเราตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ มาส่วนใหญ่จะมี ทศพิธราชธรรมเกือบหมดแล้วหนักเบาก็แล้วแต่แต่ละพระองค์ เพราะฉะนั้นก็เลยตัดสินใจว่า ไม่เอามาลง เพราะถ้าลงจะกลายเป็นหลักการไปอีกแบบหนึ่ง คือไม่ใช่เป็นเฉพาะของ พระองค์นี้ เป็นหลักการโดยทั่วไป เป็นคำภาษาบาลี

มีอีกอย่างที่เราคงจะตกไปจริง ๆ ก็คือเรื่องการจราจร ที่ท่านประธาน ได้กรุณาเขียนโน้ตมาว่าเรื่องพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสำคัญจริง ๆ แต่ว่าเราไม่ได้ยก เมื่อสักครู่นี้คุยกันในคณะกรรมการว่าเรื่องการพัฒนาจะเพิ่มเรื่องพลังงานเข้าไปอีกข้อหนึ่ง ที่ท่านคุรุจิตได้กรุณาใส่ไว้จะเพิ่มเข้าไปอีกข้อ ผมเขียนไว้จนถึงเศรษฐกิจพอเพียง เดี๋ยวจะแทรกตรงด้านหน้า

ส่วนเรื่องจราจรมีนัยสำคัญจริง ๆ ผมเองอยู่กับท่านบรรหาร ถนนกาญจนาภิเษก มีรายละเอียดเช่นถนนรูปหยดน้ำ รถติดตรงสะพานผ่านพิภพลีลา แล้วพระองค์ท่าน ตอนงานของสมเด็จพระบรมราชชนนีท่านบรรหารก็ไปเข้าเฝ้า ท่านก็มีพระราชดำรัสว่า แก้ปัญหาตรงนี้ ปรากฏว่าท่านบรรหารกลับไปแล้วคิดไม่ออก พระองค์ท่านบอกว่าขอเวลา ๒ วัน พอกลับมาที่งานสวดพระอภิธรรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนีก็มาบอกท่านบรรหาร เป็นแผนที่ พระองค์ท่านทรงวาดมาให้เอง แล้วปรากฏว่าที่เราเห็นพอออกจากสนามหลวง แล้วตีวนออกไปทางถนนด้านสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ววนกลับมาเขาเรียกว่า เป็นถนนรูปหยดน้ำ ปรากฏว่าไม่ต้องทำอะไรเลย คือเดิมท่านบรรหารไปเสนอว่าขุดอุโมงค์ พระองค์ท่านก็มีพระราชดำรัสว่าแล้วถ้าน้ำท่วมจะทำอย่างไร ท่านบรรหารก็คิดไม่ออก ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองก็คิดอะไรไม่ได้ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสไว้ว่าอย่างนี้ ขอเวลาฉัน ๒ วัน แล้วก็กลับมา มีครบหมด แล้วที่สำคัญ ๒๕ พรรษาในการครองราชย์ ทางรัฐบาลจะทำอนุสาวรีย์ให้พระองค์ท่าน พระองค์ท่านไม่เอา ขอเป็นถนนรัชดาภิเษก เพราะว่า ๒๕ ปี ก็คือพิธีรัชดาภิเษก ขอเป็นถนนสายนั้น ก็คือไปเจาะถนนรัชดาภิเษกวงแหวน รอบใน พอไปเจาะตรงนั้นมีระยะทางไม่เท่าไรกลายเป็นวนได้รอบในวงใน แล้ววงนอกก็คือ สาย ๙ ปัจจุบัน แล้วอีกวงหนึ่งที่ท่านสุวิระได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญของพระองค์ท่าน ซึ่งเราจะต้องมาเขียนไว้เพราะเป็นเรื่องอัปเดต (Update) ที่สำคัญ เดิมเริ่มตั้งแต่เรื่องดิน เรื่องน้ำ ถึงไหนถึงกันพระองค์ท่านพัฒนาไปครบ จะเพิ่มข้อนี้ไปอีกข้อหนึ่ง จริง ๆ ผมอยู่กระทรวงคมนาคมผมเขียนได้อยู่แล้วแต่ว่าอาจจะเป็นขนตาตัวเองมองไม่เห็น ก็เลยมองข้ามตรงนี้ ต้องขออภัย ก็จะเพิ่มตรงนี้ให้

สุดท้ายก่อนที่จะจบลง ผมอยากจะเรียนว่าด้วยความจริงใจของคณะกรรมการ ที่ว่าเราลงมา ๒ ครั้ง เกรงใจพวกท่านก็คือเราคิดว่ารายงานนี้จะขอให้เป็นของสภาทั้งหมด เหมือนเต็มสภา คราวที่แล้วก็มาฟังเสียงเพื่อจะเอาไปปรับปรุง คราวที่แล้วท่านธรรมศักดิ์ ก็เสนอขอบเขตเรื่องการศึกษา เราก็เพิ่มแล้ว กำหนดเป็นหลักสูตรหน้า ๒๖๖ ที่ท่านขอไว้ คราวที่แล้วเพิ่มลงไปแล้วข้อ ๖.๓ ท่านสุรินทร์ ขอเรื่องราชการต้องบูรณาการไว้แล้ว มีอยู่แล้วที่ท่านพูดไว้คราวที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ของท่านสุรินทร์เองลงไปในหน้า ๒๖๕ ที่ท่านเสนอบูรณาการ ข้อ ๒ ข้อ ๓ แล้วบอกว่าควรจะนำด้านเกษตรไปแพร่หลาย มีอยู่ในหน้า ๒๖๔ หน้า ๒๖๕ ข้อ ๖.๑ และข้อ ๖.๒ ทั้งหมด บอกว่าให้ทำเป็นแผ่นซีดี (CD) คณะกรรมการเสนอไว้ในเรื่องการจัดทำหนังสือคือแนบไป ถ้ามีหนังสือจะแนบไปหลังหนังสือ ของท่านกษิต ภิรมย์ เสนอว่าให้ทำยุทธศาสตร์ไว้เป็นนโยบายแห่งรัฐ มีอยู่แล้ว ในหน้า ๒๖๕ หน้า ๒๖๖ ข้อ ๖.๓ และ (๑) (๒) ท่านขอให้ประมวลรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิไว้จัดทำเป็นหลักสูตร ตรงนี้เราสรุปไว้ในหน้า ๒๕๗ ข้อ ๕ และ หน้า ๒๖๖ ข้อ ๖.๓ แล้ว ควรแปลหนังสือ เมื่อสักครู่ท่านก็เสนอขึ้นมา ก็จะดำเนินการต่อไปในการแปล แต่ว่าชื่อเป็นภาษาต่าง ๆ ท่านอาจารย์ดุสิตได้มาแล้ว ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี วันนั้นเจอ ก็ถามท่านว่าศาสตร์พระราชาคืออะไร อาจารย์วิษณุบอกว่าไม่ได้โควต (Quote) เอาไว้ ให้รีบไปแปลสัก ๕-๖ ภาษาแล้วเอามาเก็บไว้ก่อน คือเป็นสมบัติของเราก่อนเหมือนถือ ก๊อบปี้ไรต์ (Copyright) ไว้ก่อน ถือลิขสิทธิ์ไว้ก่อน อาจารย์ดุสิตไปทำมาแล้ว ให้ฝ่ายต่างประเทศของสภาทำ จัดให้มีองค์กรสืบสานศาสตร์พระราชาแยกออกจากการเมือง เพิ่มเข้าไปแล้วในหน้า ๒๖๗ ข้อ ๖.๓ ข้อ ๑๑ และ ข้อ ๑๒ ของท่านถวิลวดีที่เสนอไว้ คราวที่แล้ว ทุกภาคส่วนต้องน้อมนำเอาไปปฏิบัติอยู่แล้ว เขียนไว้แล้วในหน้า ๒๖๕ หน้า ๒๖๖ ข้อ ๖.๒ ข้อ ๑ ข้อ ๔ ข้อ ๖.๓ ในข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๒ อันที่ ๒ ที่ขอไว้ ควรมีเนื้อหา เกี่ยวกับเรื่องทุจริต เรื่องนี้มีพระราชดำรัสกว้าง ๆ แต่ว่าลงรายละเอียดไม่มี เราหาได้แค่นั้น ก็ลงแค่นั้น เพราะท่านอาจจะพูดในประเด็นเรื่องคนดีคนชั่วที่ว่าเมื่อสักครู่ก็มีอยู่แล้ว กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ กำหนดไว้แล้วอยู่ในหน้า ๒๖๖ ที่ท่านอาจารย์ถวิลวดีเสนอไว้ ทุกภาคส่วนต้องนำปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยต้องมีการเผยแพร่ความรู้ คราวที่แล้ว ที่ท่านขอไว้อยู่ในหน้า ๒๖๖ ข้อ ๖.๓ ข้อ ๖ กับ ข้อ ๙ ท่านชูชาติขอไว้คราวที่แล้วก็คือว่า นำสหกรณ์มาปฏิบัติโดยจริงจังเป็นยุทธศาสตร์ เขียนไว้ชุดหนึ่งเลยก็คือเพิ่มเข้าไปแผนหนึ่งเลย เดิมไม่มี ไปอยู่รวม แต่ไปอยู่ในแผนการพัฒนาส่วนที่ ๒ และนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตอบไปแล้ว ท่านเลิศรัตน์ขอไว้เรื่องโรงเรียน เราเพิ่มไปให้จนครบ แต่วันนี้ท่านลงรายละเอียด อีกทีว่า ๒ โรงเรียนนั้นมีลักษณะเป็นพิเศษ เดี๋ยวจะลงรายละเอียดให้ตามที่ท่านว่า เรื่องควรเพิ่มมาตรการบริหารน้ำเพิ่มขึ้นจาก ๖ หน้า เป็น ๑๗ หน้า ท่านคงพอใจ ท่านกิตติ ก็พูดนิยามทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้ยุติคำนิยามไว้แล้วในหน้า ๙ ที่ท่านเสนอไว้ คราวที่แล้ว เรื่องสุคิริน เราพยายามหาแล้วที่ท่านเสนอไว้เพื่อจะเอามาใส่ หาไม่เจอก็เลย ไม่ได้เอามาใส่ ท่านธานินทร์ ผะเอม เสนอว่าปัญหาที่รัฐควรเข้าช่วยเหลือภาคเอกชน ชุมชน มีอยู่แล้วในหน้า ๒๖๗ ข้อ ๑๑ และ ข้อ ๑๒ เพิ่มไปแล้ว และสุดท้าย ท่านมิ่งขวัญพูดไว้ คราวที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๖ ว่าควรมีแหล่งเรียนรู้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่ท่านอำนวยเสนอ ก็เหมือนกัน คล้าย ๆ กัน ในหน้า ๒๖๕ ข้อ ๖.๒ ในข้อ ๑ และข้อ ๒ เขียนไว้แล้ว เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต แต่ว่าที่จะทำทุกโรงเรียนเราไม่กล้าเขียน เขียนให้เป็นมุม เพราะบางที โรงเรียนจน เราให้มีห้องสมุดศาสตร์พระราชาทำให้โรงเรียนเขามีปัญหา บางทีถ้าโรงเรียน มีฐานะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็เป็นมุมไว้แต่ต้องมีสักมุมหนึ่ง เขียนไปแล้ว ควรพิมพ์ พระบรมราโชวาทให้ครบทุกด้าน ก็มีอยู่แล้ว ง่ายในการสืบค้น หน้า ๒๖๖ ข้อ ๖.๓ ข้อ ๖ และสุดท้าย ควรรวบรวมการดำเนินการไว้ให้ครบถ้วน มีเขียนไว้แล้วในหน้า ๒๖๖ ก็ครบทุกท่าน ที่ได้เสนอไว้แล้ว ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางคณะกรรมการมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ

นายอภิชาต จงสกุล กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ผม อภิชาต จงสกุล ในฐานะกรรมการ ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม สำหรับข้อเสนอจากท่านประธาน เป็นข้อเสนอของ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ๓ ประการ ในเรื่องแรก ก็ขอบคุณที่ชื่นชมเกี่ยวกับการตั้งชื่อเรื่อง เรื่องของการให้คำนิยาม ก็ต้องเรียนว่า แต่เดิมนั้นชื่อเรื่องจะเป็นการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาแค่นี้ แต่ทางกรรมการเอง ก็มองว่าเพื่อให้ตรงกับพันธกิจของ สปท. ก็เลยเติมคำว่า เพื่อการปฏิรูปประเทศ เข้ามา เพราะฉะนั้นนั่นคือที่มาที่ทางคณะกรรมการได้ทำหนังสือขอความคิดเห็นจากคณะกรรมาธิการ ทุกคณะเพื่อจะเพิ่มเติมในรายงานฉบับนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นต้องถือว่า เป็นผลงานของ สปท. ทุกท่านที่ได้ร่วมในการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ในรายงานฉบับนี้ ส่วนเรื่องคำนิยาม เป็นที่น่าประหลาดใจมากว่าเมื่อเราเริ่มต้นนั้นถามว่าใครเป็นคนนิยาม ศัพท์ศาสตร์พระราชา ไม่มีใครเสนอตัวว่าเป็นผู้บัญญัติคำนี้ ถามคนนั้นถามคนนี้ก็ไม่ทราบ ที่มาที่ไป ทั้ง ๆ ที่ศัพท์นี้เพิ่งเกิดขึ้นประมาณ ๔-๕ ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ในที่สุดกรรมการ ก็สรุปศัพท์คำว่าศาสตร์พระราชานั้นมีที่มาจากมหาชนชาวสยามที่เห็นพ้องต้องกันเสนอคำว่า ศาสตร์พระราชาให้เกิดขึ้นมา แต่ว่าไม่มีใครให้คำนิยาม เพราะฉะนั้นในนิยามที่ทาง คณะกรรมการเราทำนั้น ผมถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยที่ สปท. เราได้ให้คำนิยาม คำว่า ศาสตร์พระราชาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ การที่จะไปอ้างอิงต่อไปนี้สามารถที่อ้างอิงว่า ที่มาคือ สปท. เราได้เลย

ประเด็นที่ทางท่านเสนอเรื่องของอุปกรณ์ประจำกายพระองค์ท่านเวลาเสด็จ ทรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ ดินสอ แล้วก็กล้องถ่ายรูป ๓ อย่างนั้น ท่านบอกว่าเป็นที่มาของ การทำให้เกิดโครงการต่าง ๆ โครงการต่าง ๆ คือปลายทาง แต่ว่าต้นทางก็คืออุปกรณ์ประจำ พระองค์ ซึ่งทางคณะกรรมการเราเห็นด้วยอย่างมากว่าเวลาที่จะสร้างแหล่งน้ำ พระองค์ท่าน ก็ใช้แผนที่ในการหาแหล่งที่จะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่จะกักเก็บน้ำ ที่จะส่งน้ำต่าง ๆ ขึ้นมา ดูเส้นชั้นความสูงในการที่จะส่งน้ำไปโครงการต่าง ๆ ในการที่จะปรับปรุงพัฒนาที่ดินต่าง ๆ ทรงรับสั่งว่าเคยพูดมา ๒-๓ ปีแล้วว่าต้องหาน้ำมาให้ดินทำงาน เมื่อดินทำงานแล้ว ดินก็จะหายโกรธ ในการทรงงานโครงการแกล้งดิน เพราะฉะนั้นในการที่จะทรงงานต่าง ๆ นั้น ต้องถือว่าแผนที่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าปัจจุบันนี้พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว คณะกรรมการเอง ก็มองว่าเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากแผนที่ที่พระองค์ท่านใช้เป็นอุปกรณ์ประจำพระองค์ได้ โดยเราใช้เป็นตัวชี้เป้าหมายในการที่จะนำศาสตร์พระราชาไปขยายผล ไปดำเนินการ ยกตัวอย่างในเรื่องของการจัดการดินซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่ทรงดำเนินการไว้อย่างมากนั้น เราใช้แผนที่ดินมีปัญหาซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจัดทำไว้แล้ว ในแผนที่นั้นจะมีที่ตั้งว่าดินตรงไหน ที่มีปัญหา ๖-๗ ชนิด มีพื้นที่ชัดเจน เราสามารถใช้แผนที่ตัวนี้ชี้เป้าที่จะนำศาสตร์พระราชา ไปแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือคิดว่านอกจากเป็นต้นทางในเรื่องของโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว ตอนนี้เราสามารถใช้แผนที่ไปชี้เป้าหมายในการดำเนินการได้

ส่วนเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ หลักการทรงงาน ๒๓ ข้อนั้นไม่ใช่หลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้กำหนด แต่ว่าเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในระหว่างการทรงงานต่างกรรมต่างวาระกัน ทางสำนักงาน กปร. ซึ่งสมัยนั้น ท่านปานเทพน่าจะเป็นเลขาธิการ กปร. ได้มีดำริที่จะจัดทำหนังสือแนวคิดและทฤษฎีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็จะมีหัวข้อหนึ่งก็คือไปรวบรวมหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมา ทางสำนักงาน กปร. ไปรวบรวมมาได้ทั้งหมด ๒๓ ข้อ แล้วก็เขียนบรรจุในหนังสือเล่มนั้น หนังสือเล่มนั้นได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายแล้วก็ไม่ได้ทรงมี รับสั่งอะไร ก็คิดว่าทรงยอมรับในหลักการ ๒๓ ข้อนั้น ซึ่งถ้าไปค้นอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ แต่ว่าได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนั้น ๒๓ ข้อ ต่อมาก็จะมีผู้ใช้หนังสือ ใช้หลักการต่าง ๆ เอาไปเขียนเป็นตำรา เป็นอะไรต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ก็มีการเขียนขยายความ แต่คณะกรรมการเห็นว่าหลักการที่เป็นออริจินัล (Original) จากสำนักงาน กปร. ที่ทำเล่มแรกและได้รับพระบรมราชวินิจฉัยแล้วนั้นก็คงจะต้องยึดตามนั้นเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ในคณะกรรมการเองก็คิดว่าเราใส่ไปจำเพาะแค่นั้นไม่ได้ต่อเติมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าจะไปเขียนเพิ่มเติมก็คิดว่าเราคงไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าจะไม่ตรงหรือจะถูกต้อง หรืออะไรต่าง ๆ นั้นทางคณะกรรมการคิดว่าเราไม่สามารถตอบได้ เพราะฉะนั้นก็คิดว่า เราน่าจะใช้หลักการทรงงานตามต้นกำเนิดเดิมก็คือจากหนังสือของสำนักงาน กปร. จากแนวคิดและทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มนั้น ก็เป็นที่ขอรายงานเพิ่มเติม ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตในฐานะที่ต่อไปก็คงจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ หนังสือจนแล้วเสร็จ ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางในการจัดพิมพ์หนังสือ ๒ เล่ม ซึ่งเล่มที่ ๑ จะมีชื่อว่าศาสตร์พระราชา และเล่มที่ ๒ เป็นหนังสือรวบรวมพระราชดำรัส ของพระองค์ท่าน ๔๕ ปี เพื่อให้การทำงานจัดทำหนังสือนั้นสามารถมีรูปเล่มออกมาได้สำเร็จ ตามวัตถุประสงค์แล้วก็ไม่ช้าไปกว่าเดือนกันยายน ก็จะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะ จัดพิมพ์หนังสือขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง คณะจัดพิมพ์หนังสือนั้นจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบทุกเรื่อง ของการพิมพ์หนังสือจนแล้วเสร็จ ซึ่งก็จะมีองค์ประกอบที่เป็นตัวบุคคลได้เลยที่มีส่วนร่วม ในการจัดทำร่างต้นฉบับหนังสือและมีผู้แทนจากหน่วยงานอื่น ๆ นอกสภา และที่สำคัญก็คือ ผู้แทนเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของเราที่นี่ และตามที่ได้มี การหารือเบื้องต้นแล้วในที่ประชุมวิป (Whip) คำสั่งแต่งตั้งนั้นก็สุดแท้แต่วิป (Whip) จะเห็นสมควร ซึ่งอาจจะเป็นคำสั่งออกมาจากท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือจะเป็นคำสั่งแต่งตั้งมาจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ ก็คงอาจจะเกี่ยวข้องกับ เรื่องบุคลากรและงบประมาณที่จะใช้ในการพิมพ์หนังสือดังกล่าว ประเด็นนี้ ผมจะขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องหนังสือ

ข้อ ๒ ก็คือจะมีผู้แทนจากหน่วยงานอื่นซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญและมี ประสบการณ์เป็นอย่างมากในการที่จะมาช่วยตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำหรือว่า ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในหนังสือ เช่น ผู้แทนจากสำนักงาน กปร. ผู้แทนจากสภาพัฒน์ หรือกรมอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์จัดทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันยาวนาน

ข้อ ๓ ซึ่งคิดว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ก็คือเราจะพยายามนำข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการที่มีอยู่ในสภา สปท. ทั้ง ๑๑ คณะ ที่ผมได้กล่าวสรุปไปแล้ว และหลาย ๆ ท่าน ได้ร่วมอภิปรายเพิ่มเติมใส่เข้าไปในหนังสือนี้ให้ได้ ถ้ามี ๑๑ คณะ คณะละ ๑ หน้ากระดาษ ก็จะมีความหนาประมาณ ๑๑ หน้ากระดาษ ก็จะเป็นข้อความที่มีบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ อย่างแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าบางคณะได้ให้ความกรุณาส่งมาเยอะมากประมาณ ๑๕ หน้ากระดาษก็มี บางคณะ ๕ หน้า บางคณะ ๔ หน้า ผมจะต้องขออนุญาตประสานงาน นอกรอบอีกรอบหนึ่งว่าจะขอย่อข้อเสนอแนะในด้านต่าง ๆ อย่างของ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานกรรมาธิการด้านพลังงาน ท่านดอกเตอร์คุรุจิต เมื่อสักครู่ก็ได้ให้ความกรุณา ส่งสคริปต์ (Script) ด้านที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่มีความหนาถึง ๓-๔ หน้ากระดาษ แต่ว่าเนื้อหาเข้มข้นมากทุกบรรทัด ก็คงจะหนักใจ แต่ก็จะพยายามหารือที่จะสรุปให้ได้ คณะกรรมาธิการละ ๑ หน้ากระดาษ และในหนังสือก็จะมีบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากบุคคล ที่ถือว่าน่าจะต้องเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับด้านศาสตร์พระราชา ท้ายเล่ม ก็จะมีบรรณานุกรมและจะมีดัชนีในการค้นหาคำตามที่ท่านเลิศรัตน์ได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ จากนั้นเพื่อความสบายใจและเพื่อความรอบคอบในการทำงาน ผมอาจจะขออนุญาตโพสต์ (Post) ขึ้นเค้าโครงของหนังสือ ความจริงก็ได้แจกอยู่บนโต๊ะประชุมนี้แล้ว แต่ถ้าท่าน สปท. ท่านใดมีข้อคิดเห็นเสนอ เรื่องเค้าโครงหนังสือเพิ่มเติมอย่างไรก็ขอความกรุณาแนะนำมาได้ อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลารวมทั้งงบประมาณ แต่เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะมีการนำไปขยายผลในการจัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ รวมทั้งการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ฉบับต่าง ๆ

สุดท้ายนี้กระผมในฐานะที่เป็น ๑ ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว ก็ขอขอบพระคุณ แล้ววันนี้ผมเองเท่าที่ได้เฝ้ามองผมถือว่าที่นี่ก็คือเป็นห้องเรียนของศาสตร์พระราชาที่สำคัญมาก เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อเรามีศาสตร์ ศาสตร์คือองค์ความรู้ ความรู้นั้นก็ต้องมี ห้องเรียน วันนี้เราได้มาให้ข้อคิดเห็นกันก็ถือว่า สปท. ในวันนี้ ขออนุญาตท่านประธาน ผมขอเรียกว่าเป็นห้องเรียนศาสตร์พระราชาอีกห้องหนึ่งที่หลาย ๆ ท่านก็คงจะได้มีโอกาส แยกย้ายนำไปเผยแผ่ในโอกาสต่อ ๆ ไป ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ครับ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง จริง ๆ แล้วขอฝากประเด็นนิดเดียวเพราะว่าพระอัจฉริยภาพ ของพระองค์ท่านด้านกีฬาเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก ด้านดนตรี แล้วก็ด้านศิลปศึกษา ไม่มีอยู่ใน รายงานเลยครับ ฝากไว้สำหรับคณะกรรมการชุดนี้ ชื่นชมครับ อันนี้ต้องยอมรับว่าชื่นชมจริง ๆ แต่อยากให้เติมเต็ม กีฬา ดนตรี แล้วก็ศิลปศึกษา ของพระองค์ท่านเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ฝากไว้เป็นประเด็น ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เดี๋ยวกรรมการรอตอบครั้งเดียวครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ใช้เวลานิดเดียว ท่านประธานครับ ตอนแรกผมฟังท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธาน กรรมการคือท่านปานเทพได้พูดถึงสิ่งที่ผมเสนอแนะไป คือขอให้บรรจุเนื้อหาที่เกี่ยวกับ ทศพิธราชธรรมเอาไว้ในเอกสารรายงานฉบับนี้ ตอนหลังมาฟังท่านนิกร ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมก็ไม่ทราบว่าท่านอธิบายย้อนหลังว่าที่ผ่านมาท่านไม่ได้ใส่เอาไว้เพราะอะไร ข้างหน้า คือจะใส่หรือไม่ใส่ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบ แต่สิ่งที่ท่านนิกรอธิบาย ผมอาจจะฟังผิด ท่านช่วยชี้แจงด้วย ท่านบอกว่าศาสตร์พระราชาเราจะใส่ในสิ่งที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงคิดเอาไว้ แต่เนื่องจากทศพิธราชธรรมเขามีมา ตั้งแต่ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว เป็นศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ ทำนองอย่างนั้น จึงไม่ได้ ใส่เอาไว้ ในทำนองว่าเนื่องจากทศพิธราชธรรมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านไม่ได้ทรงคิดจึงไม่ใส่เอาไว้ คือผมอาจจะฟังผิดครับ ขอคำชี้แจงตรงนี้ด้วย เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องหนักหนาและเป็นเรื่องที่สาหัสแล้ว ถ้าอย่างนั้นมีเรื่องที่จะต้องพูดกันเยอะแล้ว ถ้าท่านพูดเรื่องศาสตร์พระราชาแล้ว ศาสตร์พระราชาไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ ทรงคิดอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ทรงทำ เป็นสิ่งที่ทรงใช้ เป็นสิ่งที่ทรงเน้น เป็นสิ่งที่ทรงสอน เป็นสิ่งที่ทรงอยากให้อาณาประชาราษฎร์เอาไปประพฤติ เอาไปปฏิบัติ ทศพิธราชธรรม มีความเข้าใจผิดกันเยอะ ผมขอใช้เวลาท่านประธานตรงนี้ ท่านเชื่อไหมว่าในห้องประชุมรัฐสภา เคยมีการอภิปรายครั้งหนึ่งแล้วก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งพูดในทำนองว่า ขอให้ท่านรัฐมนตรีมีทศพิธราชธรรมหน่อย มีการประท้วงกันวุ่นวาย ขอให้ ส.ส. คนนั้น ถอนคำว่าขอให้รัฐมนตรีมีทศพิธราชธรรม บอกว่าพูดอย่างนี้เป็นการก้าวล่วงสถาบัน ไปใช้ทศพิธราชธรรมกับรัฐมนตรีได้อย่างไร แสดงว่าเขาเข้าใจว่าทศพิธราชธรรมเป็นวัตร ปฏิบัติของพระมหากษัตริย์เท่านั้น เป็นธรรมของพระราชาเท่านั้น จริง ๆ นักปราชญ์ราช บัณฑิต นักวิชาการ ทุกฝ่ายส่วนราชการเข้าใจตรงกันแล้วเวลานี้ว่าทศพิธราชธรรมนั้น เป็นธรรมะของผู้ปกครอง เป็นธรรมะของนักปกครอง เป็นธรรมะของผู้บริหาร และในขณะนี้ เป็นธรรมะของประชาชนโดยทั่วไปแล้วด้วยซ้ำ ทานัง สีลัง ปริจจาคัง อาชชวัง มัททวัง ๑๐ อย่างนี้ไปอ่านดู คำอธิบายเยอะแยะมากมาย จึงไม่ใช่เป็นธรรมะที่ใช้สงวนลิขสิทธิ์เอาไว้ สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าศาสตร์พระราชาคือสิ่งต่าง ๆ ที่ทรงคิด ทรงใช้ ทรงสอน ทรงอยาก ให้ทำ ทรงอยากให้เอาไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงขอให้ใส่เอาไว้ ท่านจะใส่ไว้หน้าเดียวหรือว่า ๑ พารากราฟ (Paragraph) อย่างไรก็แล้วแต่ แต่การที่เอกสาร ๑ เล่ม ๓๐๐ กว่าหน้า พูดเรื่องศาสตร์พระราชา แต่ไม่มีถ้อยคำว่าทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นธรรมะที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงมีวัตรปฏิบัติเรื่องนี้มาตลอด ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์ มาตลอด แต่ไม่มีแม้แต่คำเดียวผมจึงขอว่าให้ท่านช่วยปรับเท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนิกร จำนง ครับ ขอตอบตรงประเด็นสั้น ๆ นะครับ

นายนิกร จำนง กรรมการ

ผมขอชี้แจงนะครับ ประเด็นเรื่องของท่าน ชาญวิทย์ก่อน ที่เราคุยคราวที่แล้วเราสังเกตได้ว่าท่านอาจารย์ได้เสนอว่าไม่ครอบคลุม เรื่องดนตรีทำไมไม่มี ผมก็ได้ตอบว่าศิลปะที่พระองค์ถ่ายรูปนั่นก็ศาสตร์ท่าน ที่ไปวัดพระแก้ว ที่มีการวาดรูปกันใหม่ในอีกหลังนั่นก็เป็นศาสตร์ของท่าน เรื่องการวาดภาพ คือท่านมีหลายศาสตร์ ด้านศิลปะ ดังนั้นเราก็เลยขอว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้เราไม่สามารถจะมาลงทั้งหมดได้ เนื่องจากว่า บางเรื่องอย่างเรื่องการศึกษาให้หน่วยงานไปลงรายละเอียดจะลึกกว่าเรา เวลาเรามีจำกัด ก็เลยมาเปลี่ยนขอบเขต เราจะเขียนไว้ชัดเจนว่าขอบเขตการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ จะมีแอเรีย (Area) แค่นี้ โดยการที่เราใส่ว่าเป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อการพัฒนา และยั่งยืน ฉะนั้นศาสตร์ที่เน้นคือศาสตร์เรื่องการพัฒนาเป็นหลัก เราเขียนขอบเขตไว้ ไม่อย่างนั้นเวลาที่เรามีมันจะบานออกไปแล้วทำให้เราคุมคอนเทนต์ (Content) ไม่อยู่ แต่ว่าของท่านอาจารย์ชาญวิทย์บางทีอาจจะต้องไปพิจารณากันใหม่ เพราะว่าเนื่องจากว่า ใน ๑๑ คณะเรามีคณะกีฬาด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะใส่ลงไปได้ แต่ผมไม่สามารถตอบเองได้ ต้องไปคุยกันในคณะกรรมการ เพราะเราสรุปมาอย่างนั้นแล้ว แต่เนื่องจากว่า ๑๑ คณะ มีกีฬาอยู่ แต่ไม่มีกีฬาอยู่ในการพัฒนาเลย เราอาจจะตีความตรงนั้นได้ เพราะพระองค์ มีความเชี่ยวชาญทางเรื่องเรือ เรื่องอะไรเรามีรายละเอียดอยู่หมด

ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ของท่านเฉลิมชัยก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เราเข้าสู่ การพิจารณาแล้ว ทีนี้ในการทำนิยาม หลักการที่เราทำเราจะทำเป็นเอกสารทางวิชาการ ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องอะไรต้องมีหลักซัปพอร์ต (Support) หมด มีการวิเคราะห์หมด ถ้าท่านสังเกตว่าที่มีรายละเอียดตรงนี้ ถ้าเราจะพูดถึงทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักการ เท่าที่เราค้นหามาเป็นการราชธรรม ทศก็ ๑๐ ก็คือเป็นของพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้จำกัดว่า เป็นพระองค์นี้หรือพระองค์ไหน เป็นหลักการที่ใช้มา ทีนี้ถ้าเราจะมาวางลงว่าเป็นหลักการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ คือพระราชาที่เราพูดถึง ศาสตร์พระราชานี้ เราพูดถึงรัชกาลที่ ๙ เท่านั้น ดังนั้นเราต้องเรียงว่าการบริจาคทานของท่านบริจาคที่ไหน บริจาคอย่างไร การให้เป็นอย่างไร คือต้องเรียงให้ครบ พอเรียงให้ครบเวลาเราไม่พอ แล้วข้อมูลที่เราจะมาซัปพอร์ต (Support) จนกระทั่งชี้ว่าพระองค์เป็นสุดยอดของ การมีทศพิธราชธรรมหรืออย่างไรจะทำไม่ได้ เราก็เลยตัดสินใจกันในคณะกรรมการว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้เราจะไม่เอามาเรียง เพราะมาเรียงแล้วเราซัปพอร์ต (Support) ทางด้านวิชาการไม่ครบ แต่ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้เราจะเขียนไว้สักส่วนหนึ่งไปพิจารณากันว่า พระองค์ทรงมีทศพิธราชธรรม แล้วเราจะไม่เรียงมาวิเคราะห์ มาเสนอเป็นหลักการ เพราะถ้าเสนอเป็นแบบนี้เราทำไม่ได้จริง ในหลักของปรัชญาและทฤษฎีที่จะทำ ก็นำเรียนท่านว่า ไปพิจารณาอีกที แต่จะมาเขียนเรียงตามนั้นไม่สามารถจะทำได้จริง ๆ ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางคณะกรรมการก็รับไปพิจารณาอีกรอบแล้วกัน เพราะคำนี้ก็เป็นคำสำคัญ ใน ๗๐ ปีของการครองราชย์ของพระองค์ท่าน เชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ ขอสั้น ๆ นะครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เรื่องสุขภาพกับสุขภาวะทางสังคม เมื่อสักครู่ฟังดูท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ก็พูด คือเรื่องการแก้ปัญหาฝิ่นในชาวเขา ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็ใช้ ความวิริยะอุตสาหะที่แก้ปัญหาตรงนี้ได้ ฟังดูไม่ชัดเจนเท่าไร

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผมคิดว่าศาสตร์พระราชา หรือยุทธศาสตร์พ่อหลวง คือยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ฟังดูก็ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ถ้าเราเดินตาม เส้นทางยุทธศาสตร์ของพ่อหลวงเราจะเห็นภาพใน ๒๐ ปีข้างหน้าชัดเจนว่าประเทศไทย ที่ควรจะเป็น เป็นอย่างไร ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์ พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ” แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกท่านใด หรือกรรมการ อนุกรรมการที่เป็นสมาชิก สปท. ยังไม่ได้ ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูข้างบัลลังก์ด้วย ได้ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านใดที่ยังมีปัญหาช่วยกรุณาแสดงตนชูมือด้วย เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปช่วยดูแล ดูทางแถว ท่านชูชัย เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยยังมีอีก ๒-๓ ท่านนะครับ ช่วงนี้หน้าฝนเกิดไฟฟ้าสถิตบางที แถบแม่เหล็กบนบัตรก็มีปัญหาได้ ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๙ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมการ จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงเพื่อเสนอประธานสภา ก่อนที่จะนำส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ก็ถือว่า ได้ใช้สิทธิกันครบถ้วนแล้ว ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนน จำนวนผู้เข้า ประชุม ๑๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา เรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ” ซึ่งคณะกรรมการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง เพื่อเสนอประธานสภาก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอเชิญท่านเลิศรัตน์ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อยากจะกราบเรียนถาม คือแบบฟอร์ม ของเราพอผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว เราก็บอกว่าส่ง คณะรัฐมนตรี คราวนี้งานนี้ผมอยากจะเรียนถามว่าเราส่งไปให้รัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป ดำเนินการอะไรครับ อยากจะขอทราบนิดหนึ่ง หรือเพื่อทราบอะไรอย่างนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงเป็นแนวทางของวิป (Whip) ในแต่ละรายงาน จะเห็นว่าบางรายงาน ก็ส่งไปหลายที่ บางรายงานก็ส่งไปที่คณะรัฐมนตรีแต่เพียงที่เดียว ส่วนว่าจะดำเนินการ อย่างไรก็เป็นดุลยพินิจของคณะรัฐมนตรี แต่ว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องของสืบสานศาสตร์ พระราชานั้นก็เป็นการทำงานอย่างใกล้ชิด ดังจะเห็นได้ว่าทั้งในส่วนคณะกรรมการก็ดี คณะอนุกรรมการทั้ง ๔ คณะ ก็มีจากทางรัฐบาลมาร่วมในการทำงาน เพราะฉะนั้น การดำเนินการต่อเนื่องไปก็คงจะเป็นเรื่องที่ทาง สปท. จะได้ประสานการทำงาน อย่างต่อเนื่อง ท่านนิกร จำนง เชิญครับ

นายนิกร จำนง กรรมการ

มีประเด็นเรื่องเดียวกับที่ท่านเลิศรัตน์ได้พูด คือผมเป็นห่วงเพราะว่าสภาเราไม่ได้อยู่ยาว ไม่ได้ดูแล ทีนี้เรื่องหนังสือที่เราคุยกัน ในคณะกรรมการคืออาจจะต้องขอว่าส่งไปที่ทาง สนช. เพราะว่าหลังจากนี้จะยืดต่อไป คือขณะนี้เราได้เงินประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เงินที่มีนี่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็จำกัดจำเขี่ยมาก คิดว่างานนี้เป็นงานของทางรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นก็ฝากพิจารณาว่าถ้าเราสามารถจะพิมพ์ เพิ่มได้เราคงไปปรับใหม่แล้วก็พิมพ์ ไม่รู้จะต้องส่งให้ท่านประธานพรเพชรไหม คงต้องส่งอยู่แล้ว แต่ว่าทางสภาหมายถึง สนช. เราควรจะส่งไหมเพราะเป็นงานรัฐสภา จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ เราจะจัดนิทรรศการ หมายถึงเมื่อวานนะครับ ปรากฏว่าจัดไม่ได้เพราะต้องขอ พระบรมราชานุญาต ทีนี้ในวันที่ ๕ ธันวาคมที่จะถึงนี้ก็ควรจะเป็นงานตรงนี้ไปทำเพราะเรา เตรียมนิทรรศการไว้แล้วอาจจะมาจัด แต่ตอนนั้นเราไม่อยู่แล้วศาสตร์พระราชาจะได้เป็นงาน ของรัฐสภาไป ก็ฝากท่านประธานเผื่อคุยกันในวิป (Whip) ว่าเราจะส่งไปที่ สนช. ไหม หรือว่าอะไร เพราะเป็นงานของรัฐสภาโดยรวมอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า หรืออย่างไร ก็ฝาก ท่านประธานไว้เป็นข้อคิด ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

รับไปพิจารณาต่อในวิป (Whip) นะครับ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมการ อนุกรรมการ และผู้มาชี้แจงทุกท่าน เป็นรายงานที่ดีมาก ฝากไปดูพิสูจน์อักษรหน้าที่ ๑๐๐ บรรทัดที่ ๒ ด้วยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ เชิญท่านกิตติครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ เมื่อเช้าตอนที่ ท่านประธานพูดถึงเรื่องเปิดเพลงชาติในห้องประชุม ท่านประธานก็อธิบายว่า เหตุที่ท่านประธานไม่ยืนเพราะว่าถ้ายืนแล้วเท่ากับปิดการประชุม แล้วจะเอาไปหารือ ในที่ประชุมอีกทีว่าถ้าหากประธานยืนแล้วถือว่าเป็นข้อยกเว้นหรือไม่ อันนั้นกรณีเพลงชาติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากจะเสนอเพิ่มเติมเรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านอื่นไหมครับ เผอิญมีเรื่องการลงคะแนน เรียนแจ้งไว้ล่วงหน้านิดหน่อย เรื่องการลงคะแนนเมื่อสักครู่นี้มีเรื่องการลง ๑ เสียง คืองดออกเสียง ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาด ในการลงคะแนนก็เลยแจ้งให้ทราบ ผมตรวจสอบกับทางฝ่ายเลขานุการจะได้ประสาน เพราะว่าอาวุโสมากแล้วอาจจะมีการผิดพลาดในการลงคะแนน สำหรับวันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้วขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง และทางคณะกรรมการ อนุกรรมการ ผู้ชี้แจงทุกท่าน ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๑๘ นาฬิกา