คุรุจิต สนับสนุนรายงานสืบสานศาสตร์พระราชา ห่วงต่อท่อการทำงาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ ชื่นชมคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาที่ผลิตรายงานได้อย่างมีคุณคภาพในเวลาอันสั้น พร้อมเสนอให้หาทางสานต่อรายงานทั้งสองฉบับให้เกิดผลแม้สภาอาจสิ้นอายุลงเร็ว ๆ นี้ และเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาพลังงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อประกอบการจัดทำรายงาน โดยเน้นพระปรีชาสามารถในการพัฒนาพลังงานน้ำ เชื้อเพลิงชีวภาพ การอนุรักษ์พลังงาน และหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นกระผมก็ต้องขอแสดง ความขอบพระคุณ แล้วก็ชื่นชมคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาที่นำโดย ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ แล้วก็ประธานอนุกรรมการอีก ๔ ท่านที่ได้นำเสนอรายงานนี้คือ ท่านนิกร จำนง ท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร และท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ในเวลาเพียงประมาณ ๕ เดือนเท่านั้น ท่านก็ผลิตรายงานที่แสดงให้เห็น ถึงความทุ่มเทและอุทิศแรงกายแรงปัญญาอย่างยิ่งที่ผลิตรายงานออกมา ๒ ชิ้น ผมก็พร้อม จะสนับสนุนรายงานของท่านทั้ง ๒ ชิ้น เพียงแต่ว่าตามที่ได้แสดงความเห็นไว้ในที่ประชุม กรรมการวิป (Whip) สปท. ก็เป็นอยู่เรื่องเดียวว่าอายุการทำงานของสภาเราอาจจะสิ้นสุดลง ในเร็ว ๆ นี้ ก็เกรงว่าหนังสือที่ท่านกำลังทำอยู่นี้จะเสร็จทันก่อนที่เราจะสิ้นอายุหรือไม่ ก็อยากจะให้ท่านนำหารือท่านประธานสภาว่าจะมีกระบวนการที่จะสานต่อเพื่อให้หนังสือ ที่ท่านผลิตอย่างมีคุณค่านี้ได้สัมฤทธิผลสมดังความตั้งใจของพวกเราทุกคนได้อย่างไร สำหรับรายงานของท่านทั้ง ๒ เรื่อง คือ เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูปประเทศ และโครงการจัดทำหนังสือเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผมเองก็อยากจะขออนุญาตฝากข้อมูลเพิ่มเพื่อเสริมรายงานของท่าน ซึ่งก็แล้วแต่ท่านกรรมการ จะนำไปประยุกต์ จะเพิ่มเติมได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งอาจจะอยู่ในหมวด ๕.๔ หน้า ๕๑ เรื่องสืบสานศาสตร์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรืออาจจะอยู่ในภาคผนวก หน้า ๓๒๒ ซึ่งสิ่งที่กระผมจะนำเสนอต่อไปก็จะเป็นเรื่องของ พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในเรื่องของการพัฒนาพลังงาน ท่านประธานที่เคารพ ตลอดระยะเวลาการครองราชย์กว่า ๗๐ ปีของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของพสกนิกรชาวไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยม ราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ ทรงอุทิศพระวรกาย ประกอบพระราชกรณียกิจ ในทุกด้านที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุข เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ราษฎรและประเทศชาติ พระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านการปกครอง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการศึกษา การพัฒนาพลังงาน การชลประทาน การพัฒนาทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ป่าไม้ รวมทั้งด้านศิลปวิทยาและการดนตรี ล้วนเป็นแรงบันดาลใจต่อประชาชน คนไทยทุกหมู่เหล่าในการดำเนินชีวิต พัฒนาตนเอง พัฒนาชาติและสังคมโดยส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาพลังงานนั้น ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ อันกว้างไกล ศาสตร์พระราชาได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาพลังงานอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าและเกษตรกรรม การพัฒนาพลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อทดแทนน้ำมัน และลดการนำเข้าพลังงาน จากต่างประเทศ การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน นอกจากนั้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นแนวทางอันทรงคุณค่าในการพัฒนาพลังงานของชาติด้วยความมีเหตุผล รู้จักพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน กระผมขออันเชิญพระราชดำรัสที่ได้ทรงตรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ตอนหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเรา สามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมือง ได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญ เราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเท ใช้สิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัด รอบคอบ ประกอบด้วยความคิด พิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล ความถูกต้อง และเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงในหลวงกับการพัฒนาพลังงานไทย และโครงการตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับกิจการพลังงาน สิ่งแรกที่ฉายภาพเข้ามาอยู่ในจิตใจ ของกระผมก็คือในหลวงกับพลังงานน้ำ เขื่อนภูมิพลเปิดศักราชแห่งการพัฒนาพลังงานไทย พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกและตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ในการพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อการชลประทานและผลิตพลังงาน โครงการเขื่อนน้อยใหญ่ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการฝนหลวง ทรงสนพระทัย ค้นคว้าและติดตามความคืบหน้าของโครงการนั้น ๆ อย่างจริงจัง และทุกโครงการบังเกิดประโยชน์ แก่คนไทยอย่างแท้จริง พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนาเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า จากพลังน้ำนั้นมีอย่างล้นเหลือเป็นที่ประจักษ์ ทรงพระราชทานนามของพระองค์ท่าน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส และพระราชธิดา ให้เป็นชื่อของเขื่อนต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเสด็จไปทอดพระเนตรกิจการของเขื่อน เหล่านั้นหลายครั้งมาก ได้แก่ เขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่น เขื่อนวชิราลงกรณที่จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร ที่จังหวัดอุบลราชธานี และเขื่อนจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชัยภูมิ นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานชื่อ ให้กับเขื่อนต่าง ๆ อีกหลายเขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และพระราชทานชื่อ ให้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานพลังน้ำแบบสูบกลับที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ว่าโรงไฟฟ้า ลำตะคองชลภาวัฒนา ณ เขื่อนลำตะคองของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำหรับ โครงการพระราชดำริเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี ก็เป็นโครงการ ที่นอกจากจะยังประโยชน์ด้านชลประทานให้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นโครงการที่ประจักษ์ชัดว่า มีประโยชน์ด้านการป้องกันน้ำท่วมได้อย่างชัดเจนด้วย การพัฒนาพลังงานไทยของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่กระผมอยากจะนำมาเรียนเล่าให้ฟังเป็นเรื่องต่อไป ก็คือเรื่องของการพัฒนา เชื้อเพลิงชีวภาพไบโอฟูเอล (Biofuel) อันได้แก่ เอทานอล (Ethanol) ที่นำไปผสมเป็นน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและ น้ำมันดีเซลที่เราเติมเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงที่ไม่ได้ผลิตมาจากน้ำมันดิบที่มาจากฟอสซิล (Fossil) แต่เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตมาจากพืชพลังงาน อันได้แก่อ้อยและ มันสำปะหลังนำไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) และปาล์มน้ำมันนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) ถ้าใครเคยมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ต่าง ๆ ในพระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน หรือที่เรียกว่าโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เราจะได้เห็นและตระหนัก ซาบซึ้งในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากที่ทรงมีสายพระเนตร อันยาวไกลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ๑ ในนั้นก็คือเรื่องพลังงาน อย่างเรื่องเอทานอล (Ethanol) นี้ ก็ทรงค้นคว้าทดลองมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๕๒๘ ก่อนที่เราจะรู้จักคำว่าวิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากน้ำมันแพงนั้นเสียอีก สมัยก่อนเอทานอล (Ethanol) ที่ผลิตขึ้นมาแล้วเอาไปใช้ ทดแทนน้ำมันเบนซินที่ใช้ในรถเก๋งมันไม่คุ้มเพราะเอทานอล (Ethanol) มีราคาแพงกว่าน้ำมัน แต่ว่าน้ำมันนั้นจำเป็นต้องใส่สารตะกั่วเพื่อเพิ่มค่าออกเทน (Octane) ต่อมาเรายกเลิก สารตะกั่วแล้วหันไปเติมสารเอ็มทีบีอี (MTBE) ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเทียบราคา เอทานอล (Ethanol) กับราคาเอ็มทีบีอี (MTBE) ก็ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ใช้เอทานอล (Ethanol) มาผสมเพื่อเพิ่มค่าออกเทน (Octane) ได้ ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกสัก ๕ นาที โครงการผลิตเอทานอล (Ethanol) จากพืชพลังงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นทั้ง ปตท. และบางจากก็สนองพระราชดำริ ร่วมกันรับซื้อและนำเอทานอล (Ehtanol) มาผสมเป็นน้ำมันเบนซิน เป็นแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) จำหน่าย แล้วกระทรวงพลังงานก็ได้กำหนดมาตรฐานหรือสเปก (Spec) ของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทำการรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้รถยนต์มั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพ ของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) จนปัจจุบันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ได้รับการยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดโรงงานผลิตเอทานอล (Ethanol) เป็นเชื้อเพลิงขึ้น หลายแห่งในประเทศ โรงงานเหล่านี้ใช้กากน้ำตาลที่มาจากอ้อย หรือมันสำปะหลังมากลั่น เป็นเอทานอล (Ethanol) สร้างผลต่อเนื่องทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกร ได้รับจากราคาอ้อยและมันสำปะหลังดีขึ้นด้วย ทุกวันนี้เรามีการใช้เอทานอล (Ethanol) เพื่อผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) มากกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวันในประเทศ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้อย่างแพร่หลาย ประเทศไทยของเรา เป็นผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริมพลังงานทดแทนจากเอทานอล (Ethanol) นี้ ในส่วนไบโอดีเซล (Biodiesel) นั้นก็ผลิตมาจากพืชน้ำมันปาล์ม ในปี ๒๕๔๓ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริให้กองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการวิจัยและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาใช้กับ เครื่องยนต์ดีเซล เพราะว่าช่วงนั้นน้ำมันปาล์มล้นตลาด ราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน แต่จริง ๆ แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริเรื่องไบโอดีเซล (Biodiesel) มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ แล้ว ทรงโปรดให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และยังได้ทรงพระกรุณาให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม บริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดนราธิวาสอีกด้วย จากการทดลองและทดสอบอย่างต่อเนื่องของพระองค์ท่าน น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์สามารถมาใช้ทดแทนน้ำมันในเครื่องยนต์ดีเซลได้ ผสมได้ตั้งแต่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ จากความสำเร็จของการทดลองของพระองค์ท่าน ดังกล่าว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีในขณะนั้นคือ นายอำพล เสนาณรงค์ เป็นผู้แทน พระองค์ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรการใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ ดีเซล ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติยังได้อันเชิญผลงานของพระองค์ท่าน ในเรื่องน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ บรัสเซลส์ ยูเรกา ๒๐๐๑ ที่ประเทศเบลเยียม และได้รับรางวัลเหรียญทองประกาศสดุดี พระเกียรติคุณอีกด้วย ปัจจุบันรัฐบาลก็ได้สนองพระราชดำริและนำไบโอดีเซล บี ๑๐๐ (Biodiesel B100) มาผสมใช้ในน้ำมันดีเซลในสัดส่วน ๕-๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ยอมรับกัน อย่างแพร่หลาย ส่งผลดีต่อการส่งเสริมพลังงานทดแทนในไทยให้เป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ในเรื่องนี้ รวมทั้งช่วยพยุงราคาพืชผลปาล์มน้ำมันให้เกิดแก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มอีกด้วย ท่านประธานครับ ที่กระผมกล่าวมาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ ของศาสตร์พระราชาที่มีต่อการพัฒนาพลังงานในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นอกจากจะทรงสนพระทัยในเรื่องกิจการไฟฟ้าจากพลังน้ำ และการผลิต พลังงานทดแทนคือเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการพลังงานทุกสาขาของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า นอกจากจะเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำหลายแห่งดังที่ได้กล่าวไว้ ข้างต้นแล้ว พระองค์ท่านยังเสด็จไปทรงเปิดโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรงแรกของประเทศ ที่จังหวัดระยองที่ดำเนินการโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ และทรงเสด็จไปเปิดโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซธรรมชาติโรงแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ เสด็จไปเปิดและเยี่ยมเหมืองแม่เมาะ และเปิดโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะ หน่วยที่ ๗ และ ๘ ที่จังหวัดลำปาง ทรงทอดพระเนตร โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณต่อวงการพลังงานของชาติอย่างหาที่สุดมิได้ สมกับที่พระองค์ท่าน ได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมนำมากล่าวเสริมนี้ก็เป็นข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากจะฝากคณะกรรมการว่า ท่านสามารถจะไปเพิ่มเติมเพื่อทำให้หนังสือมีความสมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวกับพลังงาน ขอบพระคุณครับ