ปีติพงศ์ ยันเน้นเศรษฐกิจพอเพียงในนโยบายชาติเพื่อความยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุธยา รัชกาลที่ ๙ มาประยุกต์ใช้ในนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและแผนพัฒนาชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ทบทวนแผนให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการตีความความพอเพียงในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนในอนาคต เน้นประเด็นลดความเหลื่อมล้ำ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การสนับสนุนสินค้าในประเทศ การผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต การส่งเสริมการออมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในระบบสุขภาพและภาคการเกษตร เพื่อให้ภาครัฐดำเนินการอย่างจริงจังตามแนวทางศาสตร์พระราชา

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ท่านกรรมการทุกท่าน ผมขอแสดงความยินดีแล้วก็ขอบคุณท่านกรรมการชุดนี้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากได้มีการรวบรวมข้อมูลการทรงงานและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มาอย่างครบถ้วนเป็นรูปแบบที่น่าจะมีการดำเนินการมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสิ่งที่เรียกว่ากาลานุกรม รูปต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา ซึ่งคุณนิกรเป็นคนทำด้วยตัวเอง ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านในที่นี้ ผมมีข้อเสนอแนะที่จะทำให้รายงานนี้สมบูรณ์ขึ้นเพียง ๑ ประเด็นเท่านั้นเอง แต่ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่ออนาคตของการนำศาสตร์พระราชาไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ผมเห็นว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดในขณะนี้ซึ่งเรามักจะกล่าวอ้างกันอยู่ตลอดเวลา ก็คือการน้อมนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าทางคณะจะได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ มีการวิเคราะห์เพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งจำเป็นจะต้องแปลความจากสิ่งซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจนและมีความยั่งยืน กล่าวคือจะต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเพิ่งประกาศไป ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าแผนจะไม่ถูก แต่ว่าสภาวการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ การที่เราจะต่อสู้กับโลกโลกาภิวัตน์ ต่อสู้กับโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รักษาตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นไปได้ เป็นเรื่องที่จะต้องน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประยุกต์ในเรื่องของแผนให้ได้ นอกจากนั้น กลไกในรัฐธรรมนูญอีก ๒ กลไก ก็คือกลไกเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ก็ยังเป็นกลไก ที่สำคัญอีก ๒ ประการ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องมีขึ้นเพื่อจะนำพาชาติ ของเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง กระผมเห็นว่าที่ทางคณะกรรมการได้พูดถึงเรื่องนี้ ได้มีการสร้าง ไดอะแกรม (Diagram) หรือว่ารูปแบบที่ชัดเจนอยู่แล้ว อธิบายถ้อยคำว่า พอประมาณคืออะไร มีเหตุผลคืออะไร ภูมิคุ้มกันมีอะไร แต่ผมอยากจะเรียนว่าในการวิเคราะห์แต่ละเรื่อง เราควรจะทำอะไรต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องของกลไกซึ่งหลายท่านได้พูดถึง เช่นเดียวกับ เรื่องของการลงทุน การดำเนินการของภาครัฐซึ่งหลายท่านได้พูดถึงแล้วในเชิงเศรษฐกิจ มีอะไรบ้างที่เราควรจะเติมเต็ม เพื่อแนวทางเรื่องนี้จะได้เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน แล้วก็เป็นจริง เช่นยกตัวอย่างคำว่า พอประมาณ ถามว่านโยบายกระตุ้นการบริโภคที่เป็นมา จากดั้งเดิมและเป็นมาอยู่ปัจจุบันจะไปไกลแค่ไหนถึงจะเป็นเรื่องที่เรียกว่าพอประมาณ ถ้าเรายังใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคทั้งทางภาคเอกชน ทั้งภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรเครดิต ซึ่งให้ใครก็ได้ หรือกรณีที่เป็นเรื่องของการค้าขายทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เหล่านี้ เราจะดำเนินไปสักแค่ไหน อย่างไร ควรจะเป็นอย่างไรถึงจะเรียกว่าพอเพียง คำว่า พอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ให้คำนิยามไว้ในหนังสือนี้เองว่า พอเพียงของคนส่วนใหญ่ ในประเทศ ซึ่งหลักที่เราถือกันมาแต่โบราณก็มีเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย แล้วก็สุขภาพ คือยา เดี๋ยวนี้ไปถึงไหนแล้ว จะต้องเติมอะไรเข้าไปอีกหรือเปล่าในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้าว่า ความพอเพียงของคน จริงอยู่ต่างฐานะย่อมมีความพอเพียงไม่เหมือนกัน ต่างการศึกษา ย่อมมีความพอเพียงไม่เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้โลกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้าน อินเทอร์เน็ต (Internet) ทำให้ความพอเพียงของคนไม่เหมือนกัน ขยับขึ้นมาจาก ๔ ประการ ที่พูดไว้ตั้งแต่สมัยตอนพวกเราเด็ก ๆ มากขึ้นอีกแล้ว แล้วเราจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง เหล่านี้อย่างไรไม่ให้เป็นอันตรายกับประเทศชาติ ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อ คำว่าพอประมาณ

นโยบายการลงทุน บริษัทใหญ่สตาร์ตอัป (Startup) คนเล็ก ๆ ที่อาศัย อินเทอร์เน็ต (Internet) ค้าขายเรามีนโยบายอย่างไร ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ข้างล่าง เกิดได้ในทางการค้าขายหรือในทางเศรษฐกิจ ความพอเพียงก็จะไม่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น เพราะรายได้มีน้อย ความแตกต่างระหว่างรายได้ก็จะเกิดขึ้นมากมาย การสะสมทุน ที่ดิน หลักทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในตลาดทุนและตลาดอื่น ๆ เราจะมีการจัดการอย่างไรให้คนเล็ก ๆ สามารถที่จะเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างพอเพียงตามฐานานุรูปของเขา

เรื่องของความมีเหตุผลก็เช่นเดียวกัน ก็มีหลายเรื่องที่เราควรจะต้องดู เรามองเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เรามองทางด้านอุปทานอย่างเดียว สร้างน้ำให้ สร้างดินให้ ถามว่าความประหยัดของคนที่ใช้น้ำ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราสร้างให้เขา เริ่มประหยัดได้บ้างหรือเปล่า เซกเตอร์ (Sector) เกษตรเองที่ผมดูแลมาใช้น้ำเยอะมาก ทำอย่างไรถึงจะมีเหตุผลในการใช้น้ำ

เรื่องของการใช้ของภายในประเทศ ก็ดีใจที่มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่แล้วมา ถ้าให้เลือกระหว่างของที่ผลิตภายในประเทศ กับต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเอาของต่างประเทศ การซื้อตรงขายตรงระหว่างรัฐบาลกับผู้ผลิต เข้าใจว่ามีน้อยมาก อย่างนี้มีเหตุผลไหม ควรจะแก้ไหม ควรจะแก้อย่างไร การผลิตผู้คน ในขณะนี้เราต้องการบุคคลในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่สถาบันการศึกษาก็ยังเปิดให้กับ ทางด้านสังคมศาสตร์มากกว่าไปทางด้านวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลไหม เพราะว่าในภายภาคหน้า เศรษฐกิจต้องการคนทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น จากความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ทั้งทางด้านดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) และทางด้านของ การสร้างสรรค์อื่น ๆ

เรื่องภูมิคุ้มกัน กองทุนการออมซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อจะให้คนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีโอกาสจะออมเพื่ออนาคต ปรากฏว่าเปิดมา ๓ ปีแล้วมีเงินออม ๑,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งต่ำมาก เราจะทำอย่างไรให้เกิดการออมในประเทศ ให้คนของเรามีภูมิคุ้มกันทั้งในแง่ ของครัวเรือนและของประเทศให้มากยิ่งขึ้นได้

เรื่องสุขภาวะ เรื่องสุขภาพ ใช้เงินปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีก ๔ ปีมีคนโปรเจกต์ (Project) ว่าจะใช้เงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การออม เป็นทางเดียว หรือเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้มีความมั่นคงได้ เราได้รับการเชิดชูจาก หลายประเทศว่าระบบสุขภาพเราดีมาก แต่ประเด็นของความมั่นคงหรือภูมิคุ้มกันอยู่ที่ สิ่งเรียกว่าซัสเทเนบิลิตี (Sustainability) หรือความยั่งยืน

ภาคการเกษตร เราทำได้ดีพอสมควร มีการส่งออก มีการดูแลคนของเรา พอสมควร แต่คำถามขณะนี้ก็อยู่ที่ว่าคนที่ผลิตจะอยู่ไหวไหม ท่านประธานครับ ดูง่าย ๆ ในภาคกลาง ในภาคกลางชาวนามีที่ดินเป็นของตัวเองแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่อื่น เหล่านี้จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่เป็นภูมิคุ้มกันของประเทศได้หรือไม่ ผมอยากจะฝากคณะกรรมการไปว่า ถ้าสามารถสอดแทรกการวิเคราะห์ไปบ้างในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สามารถชี้แนะให้กับรัฐบาลหรือใครก็ตามที่จะต้องไปอ่านเรื่องเหล่านี้ว่า เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งอาจจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผลประโยชน์ในทางการเมือง เพราะว่าที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน นี่เป็นศาสตร์พระราชา เพราะฉะนั้นขอเพียงว่าให้คนที่มีหน้าที่ หรือความรับผิดชอบได้ดำเนินการในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง และสร้าง แนวทางให้เป็นไปตามศาสตร์พระราชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ให้ได้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ