กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ นำเสนอโครงการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชนน้อมนำหลักการของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการและชีวิตประจำวัน โดยอ้างอิงนโยบายรัฐบาลและพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการตีความกฎหมายด้วยวิสัยทัศน์และเมตตา เพื่อสร้างความยุติธรรม และการสื่อสารกฎหมายให้ประชาชนเข้าใจอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม บางประการ ก็ขอกราบเรียนว่ารายงานชิ้นนี้ของคณะกรรมการ หลายท่านได้กล่าวมาแล้ว เป็นรายงานที่ขอแสดงความชื่นชมที่ได้รวบรวมศาสตร์พระราชาทุกด้านมาอยู่ในเล่มเดียวกัน ในส่วนของผมขอนำเสนอเพื่อคณะกรรมการพิจารณาว่าอาจจะเหมาะสมนำไปเพิ่มเติม ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นหรือไม่ ประการใด ผมได้ดูในรายงานฉบับนี้จะพูดถึงกระทรวงกลาโหม อยู่ในหน้า ๒๓๒ ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นจะเรียนว่าได้มีเพิ่มเติม จากเอกสารในรายงานฉบับนี้ ได้มีอีกอันหนึ่งคือโครงการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา ด้านนิติศาสตร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมโดยกรมพระธรรมนูญ อันนี้ความเป็นมา รัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จัดกิจกรรมถวายพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่าน้อมนำไปปฏิบัติ และนายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญ กระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระราชทานแก่คณะรัฐมนตรีในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ก่อนเข้ารับ ตำแหน่งใหม่ สรุปใจความสำคัญได้ว่า ให้น้อมนำศาสตร์พระราชาแห่งพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และยึดถือ เป็นแบบอย่างในกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งให้ศึกษาปัญหาและแก้ไขอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ แก่ประเทศและเป็นกุศลแก่ตัวเอง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมโดยท่านปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ได้กรุณาอนุมัติให้กรมพระธรรมนูญจัดทำโครงการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ขึ้น โดยจัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึง ความจงรักภักดี และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้มีการจัดการบรรยายพิเศษศาสตร์พระราชาด้านนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผมขออนุญาตนำบางส่วนเท่านั้น จริง ๆ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่จะนำเฉพาะเท่าที่ เวลาจะอำนวย ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ท่านได้บรรยาย อันนี้สรุปถอดจาก เทป (Tape) ตอนหนึ่งว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดงานนิทรรศการเย็นศิระเพราะพระบริบาล ซึ่งรัฐบาลจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ระหว่างที่ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการ มาถึงห้องจัดแสดงที่เรียกว่าศาสตร์พระราชา ทรงรับสั่งกับท่านนายกรัฐมนตรีว่า ที่จริงจะเรียกว่าศาสตร์พระราชาหรือไม่นั้นคงไม่ใช่เรื่อง สำคัญนัก แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเขามีความรู้ ความเข้าใจว่าองค์ความรู้อย่างนี้นำมาใช้ได้จริง อย่าไปถือว่าเป็นของสูง อย่าไปถือว่าเป็นของพระราชทาน อย่าไปถือว่าเป็นของในหลวง แล้วก็เลยวางอยู่บนหิ้งไม่เอามาปรับใช้ต่อ การจะปรับใช้ต่อก็ต้องทำให้เขารู้ว่าจะต้องใช้อย่างไร คนยากคนจน คนสวนคนไร่ ชาวนา คนมีที่นาผืนเล็กนิดเดียว คนไม่มีบ้าน ชาวประมง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองสามารถนำมาใช้ได้อย่างไร ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับพระราชกระแสรับสั่งนี้ แล้วต่อมาก็มีการดำเนินการโครงการเรื่อง ศาสตร์พระราชา เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุยังได้กล่าวต่อไปว่า คำว่า องค์ความรู้ ด้านนิติศาสตร์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นมีอยู่จริง ซึ่งศาสตร์พระราชาคือ องค์ความรู้หรือภูมิปัญญาหรือหลักการที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิด ทรงทำ ทรงสอน และทรงพระราชทาน เพื่อให้คนนำไปใช้แก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหา หรือพัฒนาประเทศ สร้างความเป็นธรรม ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นพระราชปณิธานสูงสุดของพระองค์ นอกจากนั้นก็ได้กล่าวว่า การที่พระองค์มีศาสตร์พระราชานั้นมาจาก
๑. การเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ทอดพระเนตรสิ่งต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีในการครองราชย์
๒. การได้รับถวายฎีกาจากราษฎร ทั้งฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือฎีกา ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม
๓. ได้รับรายงานจากรัฐบาลหรือจากนายกรัฐมนตรี
๔. จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ
แล้วก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้กล่าวว่า พระองค์ทรงนึกถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่นครั้งหนึ่งพระราชทานรับสั่ง เมื่อรัฐบาลถวายข้อเสนอให้งดพระราชทานปริญญาบัตรเพราะมีมหาวิทยาลัยจำนวน เป็น ๑๐๐ แห่ง เพื่อลดพระราชภาระ ท่านทรงรับสั่งว่าการให้ปริญญาบัตรมองว่าเป็นภาระไหม ก็เป็นจริง ๆ แต่คนเราจะเอาภาระเป็นตัวตั้งแล้วจะไม่ทำอย่างอื่น ผลักภาระนั้นไม่ได้ ต้องเปรียบเทียบกับประโยชน์อื่นด้วย สิ่งที่พอพระทัยมากในการพระราชทานปริญญาบัตร คือเป็นช่องทางเดียวที่พระองค์จะได้ติดต่อกับพสกนิกรของพระองค์ ซึ่งเป็นพระปณิธาน เมื่อเวลาที่มือฉันหยิบใบปริญญาส่ง ฉันยื่นมือข้างหนึ่ง เขายื่นมือมารับ เขาหยิบอีกข้างหนึ่ง กระแสจิตของฉันส่งผ่านใบปริญญาบัตรนั้นทุกครั้งไปถึงเขาด้วยความยินดี และปรารถนาดีกับเขา เวลาที่ต้องทำอะไรก็ต้องตั้งใจ ต้องทำสมาธิเพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์และความตั้งใจของฉัน ผ่านมือฉันไปถึงกระดาษแผ่นนั้นไปถึงมือเขาแล้วก็รับ ถือเป็นความใกล้ชิดที่พระเจ้าแผ่นดิน จะสามารถใกล้ชิดกับชาวบ้านใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือศาสตร์พระราชา นี่คือน้ำพระทัย พระมหากรุณาธิคุณ แล้วก็มีต่ออีกว่า บ่อยครั้งที่เราได้ยินพระองค์รับสั่งว่า นักกฎหมาย ผู้พิพากษาทำงานกับกฎหมายนาน ๆ ก็จะชินกับกฎหมาย จนกระทั่งนึกว่ากฎหมายเป็นวิธี ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทาง ขอให้รำลึกไว้ว่าการจะไปสู่จุดหมายปลายทางคือความยุติธรรมนั้น อาจมีหลายวิธี กฎหมายเป็นเพียงวิธีหนึ่งซึ่งอาจจะดีที่สุด แต่บางครั้งการใช้วิธีที่ดีที่สุด อาจจะไม่ถูก อาจจะไม่เป็นธรรมแล้วคนเดือดร้อน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรจะคิดเลือกวิธีอื่นไว้บ้าง ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกับบรรลุความยุติธรรม ในประเด็นสุดท้ายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้กรุณาบรรยายก็บอกไว้ว่า อีกคราวที่เคยรับสั่ง ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว แต่ขอให้เข้าใจว่าความเป็นจริงยังมีคนไม่รู้กฎหมายอีกมาก กฎหมายออกแล้วมีผลบังคับใช้แต่ยังไม่ถึงมือชาวบ้าน คนทำผิดไปแล้วโดยไม่รู้กฎหมาย และจะบอกว่าความไม่รู้กฎหมายห้ามแก้ตัวได้อย่างไร นักกฎหมายต้องคิดว่าในความเป็นจริง มีคนไม่รู้กฎหมายอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปดูว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประเทศ ส่วนวิทยากรอีกท่าน ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้กรุณาบรรยาย มีตอนหนึ่งที่น่าสนใจ รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระบรมราโชวาทความตอนหนึ่งว่า “นักกฎหมายทั้งหลายจะต้องบังคับใช้ กฎหมายเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม อย่าเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นตัวหนังสือในกฎหมายนั้นจะต้อง ยุติธรรมเสมอ และอย่าบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบข้าง การบังคับใช้กฎหมายนั้นจะต้องมีความระมัดระวัง รอบคอบ และจะต้องมีความเฉลียวอีกด้วย” และทรงเน้นย้ำว่าเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายทุกคนที่จะต้องนำความรู้ด้านกฎหมาย ไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบ อันนี้ผมนำเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจมา แล้วผมก็พร้อม จะมอบเอกสารที่ถอดคำบรรยายของวิทยากรให้กับคณะกรรมการ กระผมขอจบการนำเสนอ เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ