อำพล จินดาวัฒนะ ถวายความชื่นชมและแสดงความปีติในการสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ พร้อมเสนอความเห็นต่อรายงานของคณะกรรมการในสี่ประเด็นสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น การพัฒนาจากฐานรากของสังคม และแนวพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการปรับใช้ความรู้ตามบริบทอย่างมีพลวัต แทนการนำความรู้แบบเหมารวมมาใช้ รวมทั้งเสนอให้ยึดหลักนี้เป็นแนวทางเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม เน้นการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนผ่านยุทธศาสตร์ต้นไม้และป่าไม้ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และเรียกร้องให้ขยายแนวคิดการปลูกต้นไม้ทุกพื้นที่เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน พร้อมผลักดันให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ปรับใช้ และขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาโดยตรง โดยไม่รอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณที่ได้มีโอกาสร่วมอภิปรายในวันสำคัญ เรื่องสำคัญ และรายงานสำคัญอย่างมาก ในวันนี้ รายงานการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กระผมได้ รับรู้ ติดตาม รับทราบ และได้เรียนรู้จากสิ่งที่คณะกรรมการได้ศึกษาไว้อย่างปีติสุขอย่างยิ่งครับ ผมมีความรู้สึกว่าวันนี้ได้มีโอกาสร่วมอภิปรายก็เป็นการเพิ่มความปีติสุขในสิ่งที่ท่านได้ทำเอาไว้ โชคดีครับที่เราได้เกิดมาเป็นคนไทยร่วมสมัยในยุคที่ได้มีโอกาสอยู่ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ วันนี้เรามาถึงจุดที่ได้มีโอกาสมองย้อนกลับไป ด้วยความสุข ด้วยสายตาของพวกเราทุกคนที่พยายามเรียนรู้เพื่อจะสืบสานปณิธานของ พระองค์ท่านไปวันข้างหน้า ในฐานะที่ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่โชคดีร่วมกับท่านทั้งหลาย แล้วก็ได้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองมา ๔๐ ปีเศษ หลายเรื่องหลายราวก็ได้เรียนรู้ ได้นำไปปรับใช้ ได้เรียนเพิ่ม ได้รู้เพิ่ม แล้วก็ได้พยายามที่จะเดินตามรอยพระองค์ท่าน ซึ่งก็แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยประสบการณ์เหล่านั้นกระผมขออนุญาตอภิปราย เพื่อจะเป็นการเพิ่มเติม ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัย แล้วสิ่งใดที่เป็นประโยชน์คิดว่า คณะกรรมการก็คงจะได้นำไปประกอบในการพิจารณา หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิก หรือประชาชน คนไทยทั้งหลายทั้งปวง เพราะเรื่องของศาสตร์พระราชาเป็นของเราทุกคน ขณะนี้คณะกรรมการ ท่านได้ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมศึกษา แต่เรื่องนี้ใหญ่โตมหึมามาก เป็นของคนไทยทุกคน จริง ๆ แล้วเป็นของพลโลกทั้งโลกด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่งดงามอย่างยิ่ง กระผมจะขออนุญาต ท่านประธานพูดถึง ๔ ประเด็น โดยที่ใช้รายงานของคณะกรรมการเป็นตัวตั้งซึ่งท่านทำได้ดี เหลือเกินครับ
เรื่องที่ ๑ ผมก็เริ่มอ่านตั้งแต่สรุปผู้บริหารคือสรุปย่อ ท่านสรุปได้ดีจริง ๆ เขียนได้กระชับ สมมุติว่าคนมีเวลาน้อย คนที่อยากจะรู้รวบยอด อ่านแล้วได้ประเด็น สาระสำคัญชัดเจน แต่เมื่ออ่านแล้วก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจที่จะต้องเข้าไปดูในเนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตแตะเป็นบางประเด็น ทั้งหมดนี้ดีหมดเลย ผมชอบใจในข้อ ๗ หน้า ข ท่านพูดถึง การสืบสานศาสตร์พระราชาให้มีความคล่องตัว มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อันนี้คือหัวใจเลย เพราะผมเรียนแล้วว่าศาสตร์พระราชาซึ่งรวมความเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในนั้นด้วย เป็นของคนไทยทุกคน เป็นสิ่งที่เราจะได้นำสมบัติหรือสิ่งที่มีค่านี้ต่อยอดต่อไป ท่านได้เสนอ กรรมการไว้ทั้งหมด ๓ ระดับ ๕ กลไก ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ สิ่งที่งดงามแล้ว ผมอยากจะชื่นชมแล้วดีใจมาก คือท่านเรียงกรรมการจากระดับท้องถิ่น ชุมชน หรือที่เราเรียกว่า ชุมชน ท้องถิ่น ระดับจังหวัด แล้วระดับชาติ ผมไม่ค่อยเห็นการเขียนรายงานหรือการมองแบบนี้ ในรายงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่เวลาเราคิดจะคิดจากข้างบนก่อนเราจะไม่ค่อยเริ่มจากข้างล่าง ท่านเขียนสรุปไว้ดีมากเลย ท่านเน้นที่กรรมการหรือผมอาจจะเรียกว่าเครือข่าย ภาคีอะไรก็แล้วแต่ เป็นประชารัฐ ชุมชน ท้องถิ่น เพราะผมคิดว่าหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงกระทำมาตลอดชีวิตอยู่ที่ฐานของสังคม แล้วก็มาถึงกลางของเจดีย์ แล้วก็ยอดของเจดีย์ เพราะฉะนั้นท่านเน้นอันนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็น จุดเล็ก ๆ บางท่านอาจจะไม่ทันสังเกตว่าเป็นแบบนี้ แต่ท่านให้ความสำคัญกับฐานของสังคม ซึ่งอันนี้เป็นการเขียนและเป็นการมองที่ตรงจุด อันนี้ก็คือศาสตร์พระราชา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตลอดชีวิต พระองค์ท่าน มุ่งสู่ชุมชน ท้องถิ่น ฐานของสังคมตลอด น้อยมากที่พระองค์จะจับอยู่ข้างบน ข้างบนก็เป็น หน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของคนที่อยู่ข้างบนปฏิบัติกันไป ท่านมุ่งสู่ฐาน มุ่งสู่ราก เรียนรู้ ทำงาน ทำความเข้าใจ ที่เรารู้จักกันดี เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา เพราะฉะนั้นผมอยากจะย้ำครับ ผมมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของศาสตร์พระราชาในการมองความสำคัญที่ฐานของสังคม สังคมของเราจะอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันฐานสังคมต้องอยู่อย่างเป็นสุข เข้มแข็ง มั่นคง ท่านเขียนตรงนี้ ผมจับประเด็นจากที่ท่านเขียน ท่านสังเคราะห์ แล้วอยากจะให้ท่านย้ำว่า นี่ก็คือศาสตร์พระราชา การพัฒนาต้องอยู่ข้างล่าง อยู่ที่ฐานของชุมชนท้องถิ่น เรื่องที่ ๑ นะครับ ท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์เท่าที่ผมมี ถ้าท่านเห็นว่าใช่ ท่านอาจจะไปเน้นก็ได้ครับ
เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตไปในหน้า ๑๑ ผมเห็นตั้งแต่รายงานคราวที่แล้ว เมื่อเช้าผมก็ขออนุญาตท่านนิกร จำนง ว่าผมขอเอาไปใช้งาน แล้วผมก็ใช้ไปแล้ว ตอนนี้ ไม่ได้ขอท่านผมก็เอาไปใช้แล้ว ในสิ่งที่ท่านเขียนกาลานุกรมรูปต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา ต้องชื่นชม ผมชื่นชมด้วยหัวใจ ท่านเขียนด้วยมือของท่านสวยมาก วันนั้นผมยังไปถามท่านว่า ใครเขียนให้ ท่านบอกว่าท่านเขียนเอง แล้วลองไล่เลียงดูสิ่งที่เป็นพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านทรงดำเนินการไปเรื่อย ๆ ถ้าเราจับ สาระสำคัญได้ตรงนี้เราจะเห็นว่าศาสตร์พระราชาที่ยิ่งใหญ่อีกอันหนึ่งคือการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ พระองค์ท่านได้ทำให้เราเห็นแล้ว ผมดีใจและชื่นชอบตรงนี้มาก ผมเรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านี้ พระองค์ท่านไม่ได้ทอดทิ้งหรือไม่ได้ปฏิเสธองค์ความรู้ วิชาการสากล หรือความรู้วิชาการที่ตายตัว แต่พระองค์ท่านไม่ได้นำความรู้วิชาการสากล และตายตัวเหล่านั้นมาทำงานแบบเสื้อโหล คิดความรู้ได้ก็ทำกันทั้งประเทศ ซึ่งในฝ่ายรัฐ ต้องยอมรับว่าเราทำอย่างนั้นมาช้านาน พระองค์ท่านก็ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่พระองค์ท่านทำให้เห็นว่าทุกเรื่องต้องใช้ความรู้ แต่ความรู้นั้นไม่ใช่สูตรสำเร็จ พระองค์ท่านนำมาทดลองปฏิบัติจริงแล้วก็เรียนรู้ ปรับใช้ พัฒนาต่อยอดไม่เคยสิ้นสุด เป็นพลวัตตลอด ๖ กรณีศึกษาที่ท่านกรรมการได้กรุณาไปเรียนรู้แล้วก็เอามาถ่ายทอดไว้ในเอกสารเห็นชัดเจน ทุกเรื่องไม่มีสูตรสำเร็จเลยครับ พระองค์ท่านไปใช้การเรียนรู้ที่ฐานปฏิบัติ แล้วใช้วิชาการ สังเกต เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงมาตลอด ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงที่ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งใกล้มากถ้าใครไปเห็น พระองค์ท่านก็ไปใช้เป็น พื้นที่ทดลองแล้วก็ได้อธิบายทฤษฎีต่าง ๆ ออกมาจากการปฏิบัติ ทฤษฎีของพระองค์ท่านไม่ได้ เขียนออกมาจากข้างบน แต่ท่านเอาความรู้และปฏิบัติแล้วก็ได้ออกมาเป็นเรื่องที่ต่อยอด ผมคิดว่านี่คือศาสตร์พระราชาที่พระองค์ท่านสอนคนไทยทั้งประเทศ ที่เราจะผิดพลาด ก็คือเราไปเอาความรู้ตายตัวแล้วลงไปปฏิบัติและคิดว่ามันจะใช่ การทำเขื่อนก็ดี พนังกั้นน้ำก็ดี ทำอะไรต่าง ๆ ผมแตะเรื่องเหล่านี้นิดเดียวว่าบางครั้งเราทำตายตัวและคิดว่าเหมือนกันหมด แต่พระองค์ท่านเห็นชัดเจนว่าความรู้จำเป็นแต่ต้องมาปรับใช้และมาทดลอง ที่สำคัญคือทดลอง และจัดการความรู้ให้สอดคล้องกับภูมินิเวศ ภูมิสังคม ซึ่งท่านเขียนไว้แล้ว ภูมิวัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันเลย ประเทศไทยเราจริง ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทุกพื้นที่มีไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นใช้ความรู้เดียว วัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ไม่ได้เลย พระองค์ท่าน ก็สาธิตและชี้ให้เราเห็นจากการปฏิบัติ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้ากรรมการเห็นว่าจุดนี้เป็น ๑ ของศาสตร์พระราชาที่สำคัญคงจะต้องเรียนและเน้นครับ เมื่อสักครู่หนึ่งผมได้ยินเพื่อน สมาชิกได้กล่าวถึงพระบรมฉายาลักษณ์ที่เราใส่ไว้แล้วก็จะมีเข็มทิศ แผนที่ กล้อง นั่นละครับ คือเครื่องมือของพระองค์ ท่านสอนเราว่าคนเราต้องเป็นคนเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่ท่องหนังสือมา มีความรู้แล้วก็เอาไปใช้เลย แต่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาแล้วก็ปรับ ถ้าจะตรงกับภาษาอังกฤษ อันหนึ่ง ภาษาไทยจะเรียกว่าพระองค์ท่านใช้วิธีเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ อินเตอร์แอ็กทิฟ เลิร์นนิง ทู แอ็กชัน (Interactive Learning to Action) พระองค์ท่านสาธิตมาตลอดชีวิต ของพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านเรียนรู้จากทุกเรื่องที่ทำ เรียนรู้จากทุกคน ชาวไร่ ชาวนา พระองค์ท่านก็ไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ไม่ใช่มีแต่ความรู้แล้วไปสอนหรือไปสั่ง แต่เรียนรู้ ร่วมกันแล้วทำให้เกิดความรู้ เกิดการปฏิบัติที่เป็นเรื่องใหม่ ๆ และดี ๆ ต่อยอดได้ ผมขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อนี้เป็นข้อหนึ่งที่พูดยาวนิดหนึ่ง เพื่อจะบอกว่าอันนี้คือ ศาสตร์พระราชา ถ้าเราขับเน้นมาจะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนไทยทั้งสังคมได้ไหมว่า เราเคยไปเชื่อว่าเรียนความรู้มาแล้วจะไปทำอะไรให้สำเร็จ ของพระองค์ท่านชี้ใหม่ว่า เรียนความรู้ความสำคัญแต่ต้องเอาความรู้ลงไปปฏิบัติ แล้วต้องเรียนจากการปฏิบัติกับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลาในภาวะสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วรับในสิ่งที่เรียนรู้นั้น ทดลอง ต่อยอด และพัฒนาต่อ ผมคิดว่านี่คือหัวใจที่ผมเห็นครับ
เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญแล้วดีเหลือเกิน ผมขอไปหน้าหลัง ๆ หน้า ๒๖๓ ถึงหน้า ๒๖๗ อันนี้ก็หัวใจ ที่ท่านขมวดเอาไว้เรื่องข้อเสนอแนะ ข้อ ๖.๑ ถึงข้อ ๖.๓ ท่านเขียนไว้ดีครับ ผมลงที่ข้อ ๖.๑ นิดหนึ่ง ท่านสรุปออกมาได้เรื่องการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ ผมก็คิดว่าสำคัญมาก ๆ เรื่องนี้เป็นของทุกคน เราผิดพลาดมาตลอด ถ้าเราพัฒนาโดยละเลยเรื่องนี้แผ่นดินก็จะล่มสลาย ถ้าเราพัฒนาถูกทางก็จะเจริญรุ่งเรือง พระองค์ท่านชี้ทางที่เจริญรุ่งเรือง ท่านมาใส่ไว้ ดิน น้ำ ป่า หญ้าแฝก สหกรณ์ ทฤษฎีใหม่ ผมคิดว่าเรื่องสหกรณ์มีการพูดเยอะชัดเจนมาก ผมไม่พูดเรื่องอะไรที่ดีอยู่แล้ว ผมต่อ บางอันเท่านั้นเอง เรื่องป่าครับท่านกรรมการ ผมอยากจะให้ท่านมองไปไกลถึงเรื่องต้นไม้ เราได้เคยขับเคลื่อนมตินี้ในสภา เรื่องป่าจะทำให้คนไปติดเรื่องป่า ซึ่งมันไปอยู่ในป่า แต่จริง ๆ แล้วเรื่องที่พระองค์ท่านขับเคลื่อน ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และสิ่งที่ พระองค์ชี้แนะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ต้นไม้ เราคงจะต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต้นไม้ เพื่อแผ่นดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา ซึ่งเราขับเคลื่อนกันอยู่ในขณะนี้ มีเครือข่าย ในสังคมหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนอยู่ ผมอยากจะแตะนิดเดียวว่าอยากจะให้ท่านขยับขยาย คำว่าป่าไม้ให้ไปไกลถึงยุทธศาสตร์ต้นไม้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในโทรศัพท์มือถือของผม ผมมีเครือข่ายต้นไม้ในประเทศคนละเล็กคนละน้อยกำลังขับเคลื่อนปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา ตามที่ต่าง ๆ เยอะมากเลย ไม่ใช่เรื่องป่า เขากำลังเดินตามรอยศาสตร์พระราชา สร้างความเจริญรุ่งเรืองในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ต้นไม้ แผ่นดินของเราพระองค์ท่าน ชี้ชัดเจน ถ้าดูดิน น้ำ ป่า คำว่าป่าคือต้นไม้ เราขยายทำทั้งคนในเมือง คนในชนบท ทุกที่ทุกทางไม่ใช่แค่ในป่า เราจะมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความมั่งคั่ง มีความยั่งยืนในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ ขออนุญาตแตะประเด็นนี้ อาจจะเล็ก แต่จริง ๆ แล้วผมพูดเพื่อจะให้มี ความชัดเจนตรงนี้ คราวนี้ต่ออีกนิดเดียวครับท่านประธาน เรื่องทฤษฎีใหม่ เรื่องทฤษฎีใหม่ เราก็เรียกกันมาช้านาน ผมก็อ่านดูและเรียนรู้ ผมอยากจะเรียกว่าทฤษฎีของพ่อ อันนี้คือ ศาสตร์แห่งความเจริญรุ่งเรือง ผมแตะแค่นี้เวลาไม่อำนวยแล้วใช้เวลาของเพื่อนสมาชิก มากเกินไป ท่านประธานผมขออีกข้อเดียวครับ
เรื่องที่ ๔ ฝากท่านกรรมการนิดหนึ่ง ผมพยายามอ่านข้อ ๖.๑ ข้อ ๖.๒ ข้อ ๖.๓ โดยละเอียดและโดยความกระหายใคร่รู้ สิ่งที่ท่านได้ใส่ไว้ซึ่งดี ๆ ทั้งสิ้นเลย ผมอยากจะขอเสนอ ท่านกรรมการได้ลองส่องดูนิดหนึ่ง จะพบว่าข้อ ๖.๑ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชัดแล้วผมแตะไปบางประเด็น พอไปข้อ ๖.๒ ท่านเสนอแนะเรื่องการถ่ายทอดความรู้ เผยแพร่ ความรู้ แรงบันดาลใจ ขยายโครงการ ถ้าไปดูในเนื้อ วิธีการคือจะให้คนอื่นทำเพื่อจะให้สังคม ได้เรียนรู้และขยับ เหมือนว่ายังไม่ใช่ศาสตร์พระราชา ยังไม่ใช่ของสังคม ผมขอแตะตรงนี้นิดหนึ่ง แล้วพอไปดูในข้อ ๖.๓ ท่านเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐ ท่านอาจารย์ดุสิต ได้เล่าถึงเมื่อสักครู่นี้ผมได้ตามที่ท่านเสนอ (๑๐) ท่านพูดเรื่องให้ไปส่งเสริมเอสเอ็มอี (SMEs) บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ไปพูดให้รัฐเป็นคนไปส่งเสริม เพราะฉะนั้นจุดที่ผมจะมาตรงนี้ ผมอยากจะขออนุญาตให้ท่านศึกษาดูว่ามีข้อ ๖.๔ ได้ไหม ข้อ ๖.๔ คืออะไร ข้อ ๖.๔ คือการเน้นว่าศาสตร์พระราชาเป็นของคนไทยทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเป็นข้อเสนอ ต่อคนไทยทั้งแผ่นดินได้ไหม ไม่ต้องไปผ่านรัฐ ท่านเสนอรัฐก็เสนอ สื่อมวลชนก็เสนอ กระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก็เสนอไป แต่เป็นข้อเสนอต่อสังคมไทยหรือคนไทยทั้งแผ่นดิน ได้ไหมครับ เพื่อจะน้อมนำศาสตร์พระราชาไปเรียนรู้ ปรับใช้กับการดำเนินชีวิต และการทำงานทุกเรื่อง ถ้าเขียนแบบนี้ศาสตร์พระราชาจะเป็นของคนไทยทุกคน แล้วก็เป็นเจ้าของ ท่านประธานที่เคารพครับ คนไทยทั้งแผ่นดินรักในหลวงรัชกาลที่ ๙ เรารักในหลวง ขออนุญาตท่านประธาน ขออภัย ที่ติดเนกไท (Necktie) ของผมคืออันนี้ครับ ใช้มาช้านานตั้งแต่ใครให้มาผมก็จำไม่ได้นานมากแล้ว เรารักในหลวง คนไทยรักในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีข้อเสนอไปที่เขาเลย ไปที่คนไทยทั้งแผ่นดิน ที่รักในหลวง ศาสตร์พระราชาคือทรัพย์สินทางปัญญาของแผ่นดินไทยและของโลก ภาษาอังกฤษผมใช้เล่น ๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก พับบลิก อินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี (Public Intellectual Property) ถ้าให้คนไทยรู้สึกเป็นเจ้าของศาสตร์พระราชา เป็นเจ้าภาพ เป็นเจ้ามือ เป็นผู้นำไปเรียนรู้ และเป็นผู้ปฏิบัติให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองจะได้ไหมครับ ถ้ามีข้อเสนอข้อนี้จะไปสู่คนทุกภาคส่วน ไม่ใช่ไปรอผ่านรัฐ หรือฝ่ายใครเป็นคนรู้ มากกว่าจะไปสอนให้เขาได้เรียนรู้ ตาสีตาสา ชาวไร่ชาวนา ผมคิดว่าเขาเข้าถึงศาสตร์พระราชาได้ แล้วบางครั้งเข้าถึงได้ง่ายกว่าเราเพราะมันอยู่ในชีวิตของเขาถ้าเขาเข้าใจ และบางทีเขาปฏิบัติ ไปแล้วด้วย เราเสียอีกที่มีความรู้เยอะ ๆ บางทีกว่าเราจะรู้และเข้าใจใช้เวลานาน ก็เสนอว่า ควรจะเป็นลักษณะเสนอต่อประชาชน แล้วให้เขาไปสร้างภาคีเครือข่ายประชารัฐ ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาทุกภาคส่วนให้กว้างขวาง ไม่ใช่ไปรอผ่านคณะกรรมการ ๓ ระดับ ไม่ใช่รอผ่าน ๔ มติ เราผ่านไปเลยให้เขาเป็นภาคีประชารัฐเครือข่ายเยอะ ๆ ให้เกิดขึ้น เต็มแผ่นดินก็ลงเป็นเรื่องที่ ๔ ที่ผมขออนุญาตฝากไว้ ขอประทานโทษท่านประธานจริง ๆ ที่ใช้เวลาเยอะ สรุปสุดท้ายผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเราโชคดี เราได้อยู่ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เราได้เรียนรู้สิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติ สิ่งที่พระองค์ท่านสอนเรื่องเหล่านี้ไม่มีวันตายครับ ศาสตร์เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ ระดับสากลแล้ว แล้วก็จะต่อยอดไปเรื่อย ๆ ถ้าคนไทยเราเห็นว่านี่คือสมบัติ คือสิ่งที่มีค่า เราไปช่วยกันต่อยอดครับ ในฐานะที่ผมเองเป็นข้าของแผ่นดิน เป็นข้าของพระราชา วันนี้ก็เข้าสู่วัยที่สูงวัยแล้ว แต่ผม ก็คิดว่ายังมีเวลาที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเรียนรู้ต่อ และไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตและการทำงาน ผมจะมุ่งสู่ชุมชนท้องถิ่น จะลงไปทำงาน กับชุมชนท้องถิ่นเท่าที่เราจะทำได้ ไปสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ให้เต็มกำลังเท่าที่จะทำได้ ผมอยากจะเสนอว่าถ้าเราได้ทำเรื่องนี้แล้วไปผลักดันให้ทุกฝ่าย รับเป็นเจ้าภาพ เป็นเจ้าของเรื่อง แล้วไปทำ ไปเรียนรู้ เรื่องนี้จะต่อยอดเจริญรุ่งเรือง เป็นการสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ