เพิ่มพงษ์ ชูศาสตร์พระราชา ขับเคลื่อนยั่งยืน-ลดเหลื่อม-สอดคล้อง SDGs

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต ชื่นชมเอกสารเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาที่คณะกรรมการจัดทำ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการนำไปบูรณาการกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้มีการสร้างความรับรู้ผ่านสื่อการศึกษา สื่อมวลชน และศูนย์เรียนรู้ในท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้แนวราบและพลังจิตอาสา เพื่อผลักดันให้ศาสตร์พระราชาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตที่จะชื่นชมแล้วก็ให้คำยกย่อง ชื่นชมอย่างสูงกับคณะกรรมการที่ได้จัดทำเอกสารเล่มนี้มา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเอกสาร ที่ดีที่สุดที่พูดได้ ก่อนหน้านี้ผมเองก็อยากจะทำความเข้าใจในคำว่าศาสตร์พระราชามา ให้ชัดเจน พอดีมีเอกสารเล่มนี้ของคณะกรรมการได้แจกมาก่อนหน้านั้นที่เป็นชีต (Sheet) ผมก็ได้อ่านทั้งหมด ก็คิดว่าทำให้เรามีความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นว่าคำว่าศาสตร์พระราชา จริง ๆ แล้วคืออะไรอย่างเป็นระบบทั้งหมด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าในสัปดาห์ที่แล้วท่านเพื่อน ๆ สมาชิกซึ่งเราก็จะเห็นไลน์ (Line) อยู่ใน กลุ่มของพวกเราได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนระดับความเหลื่อมล้ำ ของประเทศเราจะเป็นระดับ ๒ หรือระดับ ๓ ก็ตาม ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญ อยู่ตรงที่ว่าที่จริงเรามีความเหลื่อมล้ำกันจริง ๆ ระหว่างคนที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในด้านต่าง ๆ เมื่อวานเราก็พูดในประเด็นถึงเรื่องของการเมืองว่า ทำประชาธิปไตย เราก็มีข้อกังวลถึงสภาพการณ์บ้านเมืองของเราจะกลับไปแบบเดิม หรือไม่ต่าง ๆ มีความมั่นใจหรือเปล่า ที่จริงแล้วคำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ เมื่อใดก็ตามที่สังคมหรือประเทศของเรายังมีความแตกต่างกันของคนในชาติ ของความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ โอกาสที่จะขยายไปสู่ความขัดแย้งต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะ จุดประเด็นอะไรต่าง ๆ มากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอะไร สะท้อนว่าจริง ๆ แล้วคนไทยของเราเองยังไม่ได้ซึมซับในเรื่องของศาสตร์พระราชา มาใช้อย่างมากเท่าที่ควร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จริงถ้าเราซึมซับและใช้กันอย่างมากมาย ผมคิดว่าป่านนี้ประเทศของเราหรือบ้านเมืองของเราคงไม่อยู่ในสภาพที่น่าวิตกกังวลถึงขนาดนี้ ในเรื่องทฤษฎีก็ดี เรื่องเอกสารตำราก็ดี ที่กรรมการได้พูดไว้ผมคิดว่าไม่มีข้อสงสัยประการใด แต่สิ่งที่อยากจะเสนอเป็นข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

อันที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการขับเคลื่อนจะทำอย่างไรบ้างที่ทำให้เรื่องของ ศาสตร์พระราชาสามารถที่จะเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน หรือคนไทยส่วนใหญ่มีความตระหนัก มีความเรียนรู้ มีการซึมซับ สามารถใส่ไปในวิถีชีวิตของพวกเราได้ สามารถเข้าใจได้อย่างดี เอาไปใช้ได้ ถ้าเราทำได้ขนาดนี้

อันที่ ๒ ทำอย่างไรที่ทำให้ศาสตร์พระราชาเป็นเข็มทิศนำพาประเทศ ให้ก้าวไปสู่ความเจริญพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าถ้าเราวางเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไว้ ตรงนี้กระบวนการขับเคลื่อนเราก็จะไปกันอย่างชัดเจนมากขึ้น ผมคิดว่าเรื่องของศาสตร์พระราชา ไกลกว่าที่เราจะมาเรียนรู้เป็นศูนย์เรียนรู้หรือเป็นศูนย์ต่าง ๆ แต่ควรจะเป็นทิศทางในการ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ถ้าเอายุทธศาสตร์ ๒๐ ปีใส่ตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าใส่ แต่การใส่ขึ้นมาแล้วมีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด หลายเรื่องที่ใส่ลงไปในแผน แต่การขับเคลื่อนไม่มีความแรงพอก็ไม่สามารถจะพัฒนาประเทศ เราต่อไปได้ ผมคงมีข้อเสนออยู่ ๕-๖ ข้อที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

เรื่องแรก ผมคิดว่าเรื่องของการสร้างให้คนไทยได้รับรู้หรือตระหนักแล้วก็ สามารถนำไปใช้ได้ ผมคิดว่าอยากจะให้การขับเคลื่อนของคนเรา การเคลื่อนไหวทุกอย่าง เริ่มแรกจะอยู่ที่การสร้างความรับรู้ก่อน การสร้างความรับรู้เพื่อเข้าใจ เพื่อให้เกิดตระหนัก แล้วก็มีพลังพอในการขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการสร้างความรับรู้ที่เข้าใจเป็นเรื่องที่ ใหญ่มาก คณะกรรมการชุดนี้ได้ประมวลสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทำมาทั้งหมดอยู่ในรูปเล่มนี้ ผมถือว่าเป็นเอกสารรวบยอดทางความคิด การสร้างความขับเคลื่อนหรือการสร้างความรับรู้ ผมว่ามีอยู่ ๔-๕ อย่างที่ผมเสนอ อันแรกก็คงต้องมีการใช้สื่อ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถใช้สื่อได้ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสื่อเป็นเรื่องสำคัญ เราได้เห็นในพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เป็นโครงการไปแล้วจากทีวี (TV) หรือจากต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สื่อรวบยอดความคิดในเรื่องของศาสตร์พระราชา โดยเอาเอกสารนี้มาเป็นตัวนำ เรายังไม่เห็นตรงนี้ได้เท่าไร ผมคิดว่าสื่ออันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญในการสร้างความรับรู้ อันที่ ๒ คือจัดส่งไปที่ไหนบ้าง เมื่อสักครู่ผมเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้เสนอ การใส่ลงไปในสถานศึกษาจะเป็นหลักสูตรบังคับหรือหลักสูตรทางเลือก หรือหลักสูตรอะไร ก็แล้วแต่ให้มีความเข้าใจ จริง ๆ แล้วเรื่องศาสตร์พระราชา ถ้าทำให้ดีเป็นวิถีชีวิต เพราะพูดถึง เรื่องการพัฒนา การครองตน การสามัคคี เรื่องของความยั่งยืน เรื่องของหลักการทรงงาน ๒๓ อย่าง ที่จริงถ้าทำตรงนี้ได้อย่างชัดเจนเป็นหลักคิด เป็นวิถีคิดของคน ถ้าสามารถเดินไป ตามนี้จะเป็นไปได้ อันที่ ๓ คือในเรื่องของการใส่ไปยังองค์กรการอบรมภาควิชาการต่าง ๆ แล้วก็ให้ความรู้ต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมอยากเสนอ

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการเรียนรู้แนวราบ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญอย่างมาก เพราะจริง ๆ การเรียนรู้ของภาคประชาชน ถ้าเดินแนวตั้งผมคิดว่า จะเป็นแข็งตัวไป แนวราบในเรื่องของการเรียนรู้ ดูงาน ศึกษาซึ่งกันและกัน สามารถไปดู พื้นที่ที่ดีกว่า ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นไปได้ มีกระบวนการจัดการอย่างไรที่ทำให้ประชาชน สามารถเรียนรู้กันเอง ในภาคอีสานก่อนหน้านี้ ปัจจุบันนี้ผมไม่แน่ใจมีปราชญ์ชาวบ้านอยู่ ที่ดำเนินการในเรื่องแบบนี้ แล้วปราชญ์ชาวบ้านเองก็ได้นำศาสตร์พระราชาเข้ามาใช้ ในการเรียนรู้ ประชุมกันของประชาชนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มีประชาชนมาเรียนรู้ต่าง ๆ ถ้าเขาได้เห็นจากสิ่งที่ดีแล้วนำไปใช้ ตรงนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง การเรียนรู้ของภาคประชาชน แนวราบจะดีกว่าการเรียนรู้ทางแนวตั้ง ผมคิดว่าถ้าเราส่งเสริมให้เกิดกระบวนการตรงนี้ได้ โดยภาคประชาชน ซึ่งเมื่อสักครู่คุณหมออำพลได้พูดไปแล้ว การจัดการตรงนี้ถ้าทำได้จะเกิด การเรียนรู้แนวราบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

เรื่องที่ ๓ คือการขับเคลื่อนของภาคราชการ ในหนังสือเล่มนี้มีมากมายที่ให้ ราชการ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากคือเอกภาพและบูรณาการ เสนอให้แต่ละจังหวัดมีพื้นที่ ในเรื่องของการทำตรงนี้ เพราะที่จริงหลักการทรงงานของพระองค์ท่านมี ๑ เรื่อง คือให้สร้าง เบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ไว้เพื่อจะเป็นศูนย์เรียนรู้ ถ้าเราทำให้ทุกจังหวัดหรือทุกอำเภอ มีศูนย์เรียนรู้ได้ เอาสิ่งที่พระองค์ท่านทำออกมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่าแต่ละกระทรวง ก็ไปคนละที่ ๒ ที่ เพราะที่จริงศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่หมายความถึงทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม การดำรงชีพ ถ้าเราสามารถให้ทุกจังหวัดได้มีแนวทางตรงนี้ได้ จัดงบประมาณลงไป เราจะมีศูนย์เรียนรู้ ในระดับจังหวัดหรืออำเภอให้เป็นที่เรียนรู้แนวราบของประชาชน ถ้าทำได้ขนาดนี้ผมคิดว่า การเคลื่อนตัวทั้งประเทศจะสามารถเป็นไปได้อย่างชัดเจน

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือเรื่องของการใช้สื่อ สื่อที่เป็นแมสมีเดีย (Mass Media) ที่ออกให้ถึงประชาชนทั้งประเทศอย่างชัดเจน มีความถี่ในเรื่องของหลักคิด หลักการทรงงาน รวมทั้งความคิดรวบยอด ถ้าออกไปได้อย่างชัดเจน ผมว่าจะเป็น การเสริมความรับรู้แนวกว้างของประชาชนได้มาก ทำให้แนวราบเดินไปทางลึก ส่วนแนวกว้าง ของสื่อเดินไปทั้งประเทศ ถ้า ๒ อย่างนี้สอดคล้องกัน ราชการสนับสนุนแนวตั้ง ผมคิดว่า ในเรื่องศาสตร์พระราชาจะขยายตัวกันอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำกัน อยู่ในทุกวันนี้

อีกอันหนึ่งที่อยากเสนอ จริง ๆ แล้วการขยายตัวของศาสตร์พระราชา จริง ๆ ไม่ใช่การขยายตัวแบบภาคราชการอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับว่าภาคราชการ ของเราบางทีมีการมีงานบ้าง การขับเคลื่อนบางทีเป็นไปโดยหน้าที่ แต่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ผมคิดว่าระยะหลังเราค่อนข้างชัดเจนว่าการขับเคลื่อนอะไรก็ตามแต่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นพลังของจิตอาสา จริง ๆ ถ้าท่านเห็นตอนที่สนามหลวงก่อนหน้านี้เรามีจิตอาสา จำนวนมาก เราทำให้พลังจิตอาสาเหล่านี้มีแนวคิดในเรื่องของศาสตร์พระราชาและไปขับเคลื่อน ในทางราบจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพอย่างสูง ผมคิดว่าการขับเคลื่อน พลังจิตอาสาเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องของศาสตร์พระราชาปลุกพลังจิตอาสา ไม่ได้ยาก เพราะเป็นเรื่องของภักดีกับเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ได้เลย

สุดท้าย ผมขอเสนอนิดหนึ่งว่า จริง ๆ เมื่อปี ๒๕๕๘ ยูเอ็น (UN) ๑๙๓ ประเทศ เขาได้คุยกันว่าทิศทางของการพัฒนาประเทศข้างหน้า เขาใช้คำว่า เอสดีจี (SDGs) ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) เป็นทิศทางว่าจากนี้ไป ๑๕ ปีข้างหน้าคือปี ๒๐๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ประเทศทุกประเทศ ขอให้มีความเจริญหรือให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗ อย่าง ที่จริงเราเอา ๑๗ อย่างมาดู เป็นศาสตร์พระราชาอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในเรื่องของการแก้ปัญหาฝิ่นด้วยการพัฒนา ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลมีการขับเคลื่อนอย่างดี มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เอาศาสตร์พระราชาเข้าไปเสนอ เป็นการขับเคลื่อนเอสดีจี (SDGs) อย่างเป็นรูปธรรม เราจะได้รับการยกย่องจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกว่าจริง ๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้ที่ได้ทรงริเริ่มในเรื่องของ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีความชัดเจนมากกว่าเอสดีจี (SDGs) เสียอีก ถ้าเราสามารถ นำตรงนี้เข้าไปได้โลกทั้งโลกจะยอมรับในเรื่องของศาสตร์พระราชา ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เท่านั้น ก็ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลนี้เพื่อไปเปรียบเทียบให้กับคณะกรรมการ ขอบคุณครับ