ธรรมศักดิ์ ชี้ศาสตร์พระราชาหลักขับเคลื่อนประเทศ หนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ชื่นชมเอกสารรวมศาสตร์พระราชาและเสนอให้จัดทำหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อสืบสานแนวพระราชดำริในระยะยาว

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างสูงครับ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิกเลขที่ ๖๙ ผมขอขอบคุณคณะกรรมการที่แจกเอกสารมาให้ ผมคิดว่าหลายท่าน ได้อ่านแล้วคงจะต้องเก็บไว้เป็นสมบัติในห้องสมุดส่วนตัว แล้วนำไปเผยแพร่ต่อในที่อื่น ๆ หลายท่านอาจจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา หรือว่าความคิด แนวคิด ปรัชญา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นส่วนตัวอยู่มากมาย แต่เล่มนี้เป็นเล่มที่รวมรวมอย่างกว้างขวางก็ถือว่าเป็นเอกสารที่ดี อยากจะกราบเรียน ท่านประธานกรรมการซึ่งหลายท่านผมก็รู้จักท่านดีเป็นการส่วนตัวแล้วก็เคยแลกเปลี่ยน ข้อมูลกันในเรื่องศาสตร์พระราชามาตลอดเวลา ก็ชื่นชมว่าเอกสารที่เตรียมมาผมก็พยายาม พลิกอย่างเร็ว ๆ ทุกหน้า ผมจะขออนุญาตเอ่ยถึงบางหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะ ก่อนอื่น ก็อยากจะเรียนว่าในหน้า ๙ ซึ่งเป็นการพูดถึงศาสตร์พระราชา ให้คำจำกัดความของ ศาสตร์พระราชาไว้ชัดเจนมากอยู่ในบล็อกสี่เหลี่ยมข้างล่าง ถือเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ ในเชิงวิชาการ ศาสตร์ตัวนี้ในภาษาอังกฤษก็คงจะเป็นคล้าย ๆ กับเป็นวิสดอม (Wisdom) ตัวหนึ่ง เป็นฟิโลโซฟี (Philosophy) แต่ฟิโลโซฟี (Philosophy) อาจจะแปลว่าเป็นความลับ ในวิชาการ ก็เป็นวิสดอม (Wisdom) ที่สูงสุดของประเทศไทย ผมอยากจะเรียนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ของ ครม. หรือจะผ่านสภานี้ไปในช่วงไหน ผมไม่ทราบนะครับ ศาสตร์ของพระราชาน่าจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้องยอมรับความจริงว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงครองราชย์มา ตั้ง ๗๐ ปียาวที่สุดในโลก การตกผลึกของความคิดความอ่านกับภูมิประเทศซึ่งมีขนาดเท่า ๆ ประเทศฝรั่งเศส หรือเท่ารัฐเท็กซัส ทั้งเหนือถึงใต้ แผ่นดินไทยทั้งหมดพระองค์ท่านเสด็จ ผมเองคงไม่ได้รับใช้พระองค์ท่านใกล้ชิดขนาดนั้น แต่ก็ได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เยอะมาก เมื่อหนังสือเล่มนี้ทำขึ้นมาก็อยากจะเรียนว่ามีข้อเสนอแนะดีมากเลย ยกตัวอย่าง ในหน้า ๒๕๕ เป็นคำเสนอแนะต่อกรม กองต่าง ๆ ผมไม่ขัดข้องในการเสนอแนะให้กระทรวง ตั้งแต่สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการโดยหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง แล้วก็กระทรวงดิจิทัล นี่ดีมากเลยครับ เพียงแต่ต้องการจะนำเสนอ ในเชิงรายละเอียดที่การขับเคลื่อนให้ประเทศไทย สมมุติว่าผ่านไป ๒๐ ปีในปี ๒๕๘๐ ผมหรือพวกเราบางท่านอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประเทศไทย ๗๐ ปีของพระองค์ท่านจะสืบสานต่อไปได้ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องที่ผมอยากจะนำเสนอ คือเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ศาสตร์หรือความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นศาสตร์ที่ต่อยอดจากเนื้อหา วิชาการเรียน ซึ่งมีอยู่ในหลักสูตรในช่วงชั้นต่าง ๆ อยู่แล้ว ผมทำไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ซึ่งนำเสนอ ผ่านสภานี้ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคมนี้ หลักสูตรเกี่ยวกับไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมกุมารี พระองค์ท่านก็ทำไว้เรียบร้อย มีหลักสูตรกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับ ไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) อยู่แล้ว แต่พอมาถึงหลักสูตรศาสตร์พระราชา การนำเสนอ ในภาพกว้าง ๆ ว่าให้กระทรวงนั้นทำอย่างนี้ กระทรวงนี้ทำอย่างนั้นค่อนข้างจะกว้าง ผมจึงอยากจะนำเสนอในเชิงลึกสักนิดหนึ่งว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าไม่ทำให้เป็นระบบ เราขับเคลื่อน ช่วงนี้ดีครับ เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โหมกระพือให้ทุกคนรับทราบว่านี่ศาสตร์พระราชา แต่ในเชิงการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นตัวอย่างของประเทศชั้นนำที่มีข้อดีมากมายตามที่ ผมได้เคยกล่าวไปแล้ว ให้ต่างประเทศได้เห็น ได้รู้ว่าเรามีศาสตร์ที่พระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงดำริและทรงพัฒนาทรงสร้างขึ้นมาไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเย็นเกินไป แต่อยู่บนฐานของ วิชาการที่ท็อปอัป (Top up) ต่อยอดให้สูงขึ้น ๆ ได้ดีขึ้น ทุกแขนงวิชามีศาสตร์ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าในมาตรฐานของการศึกษา อินเตอร์เนชันนัล สแตนดาร์ด คลาสซิฟิเคชัน ออฟ เอดูเคชัน (International Standard Classification of Education) หรือไอเซด (ISCED) อีสเซด (ISCED) อะไรก็แล้วแต่ที่เรียกกัน เป็นเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ที่ทั่วประเทศใช้กัน หลักสูตรปริญญาตรี ๑๒๐ หน่วยกิต แบ่งเป็นจะกี่ภาค กี่เทอมก็แล้วแต่ ปีหนึ่ง ๆ ก็ประมาณ ๓๐ หน่วยกิต ๑๒๐ หน่วยกิตเท่านั้นเอง ถามว่าการทำเป็นหลักสูตร จะดีไหม ดีสิครับ ผมเชื่อว่าดีแน่นอนเพราะผมอยู่การศึกษามาตลอด เราทุกท่านในห้องนี้ จบปริญญาตรีมา เรียนปี ๑ ก็เป็นวิชาทั่ว ๆ ไป ในภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่าลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) คือทำคนให้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ชนอย่างที่ผมแปลไปเมื่อวาน สักแต่ว่าเกิด คือปี ๑ ต้องเรียนความเป็นมนุษย์ มีพลศึกษา มีดนตรี มีโน่นมีนี่ เป็นลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) ตามฝรั่ง พอปี ๒ ปี ๓ เป็นพื้นฐานของการที่จะศึกษาต่อไปว่าคนนี้จะแยกชั้นไปทางไหน จะเห็นว่าปี ๓ ปี ๔ จะมีพื้นฐานทางสังคมศาสตร์ถ้าอยากเป็นทางด้านรัฐศาสตร์ พื้นฐาน ทางด้านวิทยาศาสตร์สำหรับคนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่เกี่ยวกับพลาสมา (Plasma) ฟิสิกส์ หรือทางด้านพืช สัตว์อะไรทำนองนี้ ดังนั้นจะเห็นว่าวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชา ที่นำเสนอในวันนี้สุดยอดมากเลย มีครอบคลุมทั้งหมด เรามักจะพูดกันว่าเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิชาทางเศรษฐศาสตร์ วุฒิปริญญาตรงนี้คือวิทยาศาสตรบัณฑิต ทางด้านเศรษฐศาสตร์ อยากจะเรียนว่าเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ สหกรณ์ พระองค์ท่านก็ดำริ ความพอเพียง หลักพอเพียง จนได้รับรางวัลนานาชาติเป็นที่ยอมรับ ของยูเอ็น (UN) ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง ความพอเพียงตรงนี้เป็นเนื้อหา มีบทปฏิบัติการมากมาย มีแล็บ (Lab) มีศูนย์ศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศเต็มไปหมด เรามีแล็บ (Lab) เยอะแยะ ดังนั้นการเรียนในระดับปริญญาตรี ยกตัวอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เพียงแต่จัดวิชาการต่าง ๆ ขึ้นมาสัก ๒-๓ วิชาเพื่อเป็นวิชาเอก ก็จบวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าวิชาเอกคือเศรษฐกิจพอเพียง สมมุตินะครับ หรือสมมุติว่า วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการเกษตรยั่งยืน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อะไรทั้งหลายพวกนี้ สามารถทำได้ ทำไมผมพูดอย่างนี้ เนื่องจากว่าทุกท่านจบปริญญาตรีมาแล้วใช้วุฒิปริญญาตรี ความรู้ปริญญาตรีที่เราเรียนมา มาทำงาน บรรจุราชการในสถานที่ต่าง ๆ ถ้าเราไม่ขับเคลื่อน ให้ความรู้ศาสตร์พระราชาเป็นเนื้อหาในวิชาหลักสูตรขั้นสูงคนก็จะลืม ผมยืนยันได้เลยครับ ต้องลืมว่าศาสตร์พระราชานั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากว่ามีผู้จบปริญญาตรีแล้วก็ทำงานในภาครัฐ คนกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกลึกซึ้งในปรัชญาของศาสตร์พระราชาทุกแขนง ไม่ว่าจะเรื่องดนตรี เรื่องภาพเขียน เรื่องการวาดภาพ เรื่องช่าง เรื่องการสถาปนิก หรือวิศวกรรมศาสตร์ หรือแม้แต่เรื่องระบบของพลังงานทุกคนก็เห็น แต่ทราบได้ว่าการที่พระองค์ท่าน นำความร้อนไปเป็นความเย็นด้วยลิเทียมโบรไมด์ (Lithium Bromide) ที่สวนจิตรลดา ๓๐ ปีมาแล้วมีใครทราบไหม ทราบครับ อาจจะทราบ แต่ทำต่อไหม อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะชี้ว่าเราควรจะต้องทำเป็นหลักสูตร เพราะถ้าคณะกรรมการได้เสนอเอง ในข้อเสนอแนะของเรื่องนี้ต่อ ครม. ในหน้า ๒๖๕ คณะกรรมการมีข้อเสนอดีมากเลย หน้า ๒๖๕ ใน (๕) ให้มีการพัฒนาและวิจัยเรื่องนี้ให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น คือพัฒนามากขึ้น อันนี้ก็ตรงกับการศึกษาขั้นสูงเช่นเดียวกัน คือบัณฑิตวิทยาลัย บัณฑิตศึกษาก็ต้องทำเรื่องนี้ คือทำให้มีหลักสูตรว่าปริญญาโท ปริญญาเอกด้วย เป็นการพัฒนาความคิด ความอ่าน เชิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพาะเลี้ยงพืช สัตว์ ประมง อะไรทั้งหลายทั้งระบบของศาสตร์พระราชาให้มีการก้าวหน้ามากขึ้น ๆ เพราะปริญญาโท ปริญญาเอกเขาเรียนและมีการวิจัยและพัฒนา เราไม่ต้องการให้ศาสตร์พระราชานิ่งอยู่กับที่ แต่ต้องการให้ศาสตร์พระราชาซาบซึ้ง ลึกซึ้งอยู่ในชีวิตของคนไทยทั้งหมด ทั้งประเทศ ขับเคลื่อนโดยศาสตร์พระราชาในระบบของการศึกษาที่มีหลักสูตรรองรับ มีวิธีการก็คือว่า รัฐบาล เพราะมีข้อเสนออยู่แล้วว่าให้เสนอให้สำนักงบประมาณบ้าง สำนักนายกรัฐมนตรีบ้าง อะไรบ้าง ทำเรื่องนี้เป็นระบบ ผมอยากเสนอว่า ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งว่า เรื่องค่อนข้างสำคัญสำหรับผม อยากจะขออนุญาตพูดต่ออีกนิดนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ คือผู้จบปริญญาหรือจบช่วงไหนก็แล้วแต่จะมีความรู้ศาสตร์พระราชาอย่างลึกซึ้งแล้ว ควรจะต้องมีทุนการศึกษาให้เขามาเรียน หรือกำหนดตำแหน่งในหน้าที่การงานในระบบ ราชการทุกกระทรวงเพื่อให้คนกลุ่มนี้บรรจุเป็นข้าราชการ เช่น เป็นรัฐศาสตร์การเมือง การแก้ปัญหาคอนฟลิกต์ (Conflict) ต่าง ๆ มีศาสตร์พระราชาหลายบริบท หลายตัวอย่าง มากมาย คนกลุ่มนี้จะได้เดินในแนวทางที่พระองค์ท่านดำริหรือทรงคิดไว้ ดังนั้นการให้ทุน ระดับต่าง ๆ แล้วก็การกำหนดให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานในกระทรวงของรัฐทั้งหมด คนจะได้มาเรียน ชี้ชวนให้คนเข้ามาเรียน มาศึกษา จบแล้วก็ไปทำงาน ปริญญาโท ปริญญาเอก เช่นเดียวกัน ก็พัฒนาให้งานของศาสตร์พระราชาก้าวไกลมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่ผมชอบ ก็คือว่าให้มีการแลกเปลี่ยนกับนานาชาติ อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ท่านทราบไหมว่า การพัฒนาวิชาการต่าง ๆ ทั้งหลายเราต้องมีการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เราต้องมี แอสซิสแทนต์โพรเฟสเซอร์ (Assistant Professor) ให้มีการแลกเปลี่ยนเข้าออก เราก็ทราบดีว่า ต่างประเทศเขามาสนใจศาสตร์พระราชาเยอะมากเลย ทำไมเปลี่ยนฝิ่นได้ ทำไมเปลี่ยนเป็น กาแฟได้ มีแนวคิดอยู่ทั้งหมดเลย ปรัชญาเหล่านี้เป็นวิสดอม (Wisdom) เป็นความรู้ที่ ประเทศไทยมี ประเทศไทยจะแตกต่างครับ ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยรับรองได้ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ต้องมีความรู้สึกภาคภูมิใจว่าได้ทำสำเร็จ โดยท่านปานเทพ และทีมงานในวันนี้ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทยผ่านกระบวนการคิดเป็นหลักสูตร ถัดมา คือกระทรวงดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลต้องคิดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือฮับ (Hub) ของประเทศไทย เราเพิ่งจัดงานไปที่ไบเทค เราพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับ (Hub) เป็นเซ็นเตอร์ (Center) ของดาต้า (Data) ทั้งหมด ท่านก็ทราบดีว่าอะคาเดมี (Academy) เปิดมาเกือบ ๓๐ ปี คนติด คนเข้าไปดูเยอะแยะ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เรียกว่า มูกซ์ (MOOC) แมสซิฟ โอเพน ออนไลน์ คอร์ส (Massive Open Online Courses) ก็มี เป็นหลักสูตรที่ใช้กันอยู่เยอะแยะ ผมคิดว่าหลักสูตรนี้ ผมก็ต้องฝากท่านดอกเตอร์อุทิศ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านจบเคมบริดจ์มา ท่านน่าจะรู้ดีว่าหลักสูตรเหล่านี้ทำเป็นมูกซ์ (MOOC) ได้ สามารถผลักดันให้ชาวบ้านเข้าถึง ดูคลิป (Clip) ดูอะไรที่เกี่ยวกับหลักสูตร พระราชาต่าง ๆ ทำได้หมด ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าข้อเสนอแนะของคณะกรรมการชุดนี้ ดีมาก สุดยอด ผมชื่นชม ในหน้า ๒๕๕ จนถึงหน้า ๒๖๕ จนกระทั่งจบเล่มนี้ เป็นข้อเสนอ ที่ค่อนข้างจะเป็นหลัก ๆ เพียงแต่ผมเสนอแนะว่าควรจะมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเพื่อประกอบ ให้คนได้เข้าใจ แล้วการขับเคลื่อนจะได้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายก็คือว่าเมื่อประเทศไทย ผ่านการพัฒนาไป ๒๐ ปีตามแผนที่เราคิดกัน หรือหลาย ๆ ท่านพยายามอยู่ เราก็ควรจะมี เคพีไอ (KPI) วัดว่าการทำศาสตร์พระราชาช่วงนี้กับ ๒๐ ปีข้างหน้าที่จะทำต่อไปจะวัด กันอย่างไรถึงความสำเร็จว่าเราสำเร็จเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างไร หลักสูตรที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ในปริญญาตรีด้านต่าง ๆ เช่นอาจจะมีเพลงในแนวของรัชกาลที่ ๙ ในรูปแบบใหม่ ๆ ก็ได้ หรืออะไรทำนองนี้ ก็อยากจะขอขอบพระคุณท่านประธานที่ขออนุญาตพูดเลยเวลาไปมาก ขอขอบพระคุณครับ