กิตติ ชูแนวคิดปรองดอง-ส่งเสริมคนดี ตามพระราชดำรัส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา กล่าวถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยธรรม การส่งเสริมคนดี และการปรองดอง พร้อมเสนอให้ใช้ถ้อยคำชัดเจนและเด็ดขาดในการปฏิรูปองค์กรเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง รวมถึงการแปลเอกสารคู่มือเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อให้ต่างชาติสามารถศึกษาและเรียนรู้แบบอย่างของไทยได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าครั้งแรกที่ผมได้ยิน พระราชดำรัสของในหลวงก็คือตอนที่ผมรับราชการเมื่อปี ๒๕๑๐ เป็นปลัดอำเภอ หลังจาก ที่พระองค์ท่านได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้วหลายปีก็คือปี ๒๔๙๓ ครั้งนั้น วันนี้มาได้ยินสิ่งที่ พวกเรานำเสนอขึ้นมาก็รู้สึกภูมิใจว่าตอนที่ผมเป็นปลัดอำเภอนั้น อธิบดีกรมการปกครอง มาปฐมนิเทศเลยนึกได้ว่าสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยนั้นได้ให้ไว้มันสอดคล้องกับสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่ท่านอธิบดีกรมการปกครองได้ให้ข้อคิดมาปฐมนิเทศบอกว่า ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตอนที่ทรงขึ้นครองราชย์ได้ทรงตรัสไว้ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม แล้วท่านก็บรรยายต่อว่าสาเหตุที่พระองค์ท่านได้ประกาศตรัสอย่างนี้นั้นเพราะอะไร และเราซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณนั้นควรจะสนองตอบ ต่อสิ่งที่พระองค์ท่านได้รับสั่งด้วยความเป็นห่วงว่าทำอย่างไร แล้วก็ในขณะเดียวกันท่านก็ยัง เอาคำขวัญของกระทรวงมหาดไทยมาพูดคุยกับพวกเราซึ่งเป็นปลัดอำเภอ ในฐานะที่เป็น นักปกครองฟังต่อไปว่ากระทรวงมหาดไทยนั้นมีคำขวัญที่ว่า บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งไป สอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ท่านในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงตรัสว่า เราจะปกครองแผ่นดิน โดยธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมรู้สึกภูมิใจ ไม่เพียงแต่ว่ามาได้เห็น ได้ฟังในสิ่งที่บรรดาเพื่อน สมาชิกได้นำเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และท่านกรรมการได้ทำในสิ่งที่เป็นคุณค่าของชาติ บ้านเมือง ซึ่งจะเป็นมรดกเอกสารชิ้นหนึ่งของแผ่นดินในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าพระองค์ท่านรับสั่งมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ เรื่องเราจะปกครอง แผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม แต่พอมาปี ๒๕๑๙ พระองค์ท่าน ก็รับสั่งต่อ บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ซึ่งความจริงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะมีเรื่อง ที่รับสั่งไว้เยอะแยะมากมาย มาปี ๒๕๑๙ ก็รับสั่งต่อไปอีกว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ก็มีอีกอะไรเยอะแยะว่าทำอย่างไรจะทำให้คนดีขึ้นมาปกครองดูแลบ้านเมือง แล้วก็ดูแล อย่าให้คนที่คิดไม่ดีขึ้นมามีอำนาจ อย่างนี้เป็นต้น แล้วต่อมาอีกก็คือปี ๒๕๓๒ พระองค์ท่าน ก็รับสั่งอีกพูดถึงเรื่องการปรองดอง ขณะนี้เราก็พูดถึงเรื่องการปรองดองอีกเช่นกัน แสดงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราอาจจะตามไม่ทัน หรือว่าข้าราชการสมัยนั้นอาจจะตามไม่ทัน หรือว่าทันแต่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งและมีข้อห่วงใย ให้สติ ข้อคิดในแนวพระราชดำริ พระราชดำรัสของพระองค์ต่าง ๆ มากมายจนเป็นเหตุว่า ได้รับสั่งให้สติ ให้ข้อคิดเตือนใจเป็นระยะ ๆ มาวันนี้เราก็มี สปท. หยิบยกเอาเรื่องที่เป็นข้อห่วงใยที่พระองค์ รับสั่งเกี่ยวข้องกับพระราชดำริต่าง ๆ มารวบรวมเย็บเล่มเพื่อนำเสนอ อันนั้นผมยังไม่แน่ใจว่า ถ้าหากว่า สปท. เรามีตั้งแต่สมัยโน้นบ้านเมืองอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ก็ได้ เพราะบรรดา ข้าราชการทั้งหลายก็จะเอาสิ่งที่พวกเรากำลังพูดอยู่ในขณะนี้นำไปเป็นคู่มือกำหนด เป็นแนวทางปฏิบัติ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังคิด กำลังพูด กำลังทำในขณะนี้ ฟังจากบรรดา เพื่อน สปท. ที่นำเสนอไปแล้วต่างก็หวังด้วยความปรารถนาดีบริสุทธิ์ใจว่าถ้าทำอย่างนี้ ไปแล้วบ้านเมืองมีความปกติสุข แต่สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยหลายท่านก็พูดก็เกรงเหมือนกัน อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กลัวป้ายมันขึ้นแต่งานไม่เดินครับท่านประธาน เพราะที่แล้วมา ตัวอย่างอย่างนี้ก็เยอะ ป้ายอะไรต่าง ๆ มักจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะหยิบยก ในบางประเด็นจากที่ได้เห็นในหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นข้อสังเกต ผมจะใช้เวลาไม่มากครับ ท่านประธาน บางองค์กรขณะนี้มีเงื่อนไขหลักที่เป็นปัญหา ๒-๓ องค์กรที่เราหยิบยกขึ้นมาพูด เป็นประจำ เช่นเราพูดถึงบุคลากรทางด้านการเมือง ว่ามีปัญหาหลัก ๆ ในการสร้าง ความวุ่นวาย แต่ขณะเดียวกันแนวทางการแก้ในถ้อยคำบางถ้อยคำนั้น ผมคิดว่าอาจจะ ไม่สอดคล้องหรือสอดคล้องก็สุดแล้วแต่ แต่ผมก็อยากจะให้ข้อเสนอแนะ แล้วในขณะเดียวกัน บางหน่วยงานก็ให้น้ำหนักในการให้ข้อเสนอแนะในเชิงถ้อยคำที่ดูแล้วชัดเจนดี อย่างเช่น บุคลากรทางด้านการเมืองควรจะน้อมนำ ความจริงบุคลากรนี้ในเมื่อมีปัญหาเร่งด่วนสำคัญ ที่เป็นตัวปัญหาต่อบ้านเมืองไม่ควรจะใช้คำว่า ควรจะ ควรจะใช้คำว่า ต้อง เพื่อให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญ จะได้เห็นว่าใช่ต้องทำ ไม่ใช่ควรจะ อย่างนี้เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าไปดู ในการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน ท่านใช้คำว่า ต้องทำ เห็นไหม น้ำหนักจะต่างกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะฝากข้อคิดสั้น ๆ ย่อ ๆ ก็คือว่าบางคำที่ควรจะเน้นหนักให้ความสำคัญ กับสถานการณ์ที่บางองค์กรกระทำต่อชาติบ้านเมืองนั้น ผมคิดว่าต้องเด็ดขาด ต้องชัดเจน อย่างเช่นต้องใช้คำว่า ต้อง เป็นต้น เมื่อสักครู่นี้ผมหยิบยกตัวอย่างเรื่องของบุคลากร ทางด้านการเมือง

ประการที่ ๒ ที่อยากจะเอาเป็นข้อเสนอแนะ เมื่อสักครู่นี้เราก็พูดกัน เยอะแยะมากมายว่าเอกสารชิ้นนี้คงจะไม่ใช่เป็นเอกสารที่เป็นความสำคัญเฉพาะ ภายในประเทศ แขกบ้านแขกเมืองคงจะมากันเยอะแยะ อยากจะมาดู อยากจะมาเห็นว่า เราผลิตเอกสารชิ้นนี้เพื่อจะเป็นคู่มือให้ต่างชาติได้มาศึกษา ได้มาดูเอาไปเลียนแบบ อะไร อย่างไร หรือไม่ ก็อยากจะเป็นข้อเสนอครับ ผมคิดว่าท่านก็คงคิดในใจอยู่แล้วก็คือเรื่องของ การแปล คงจะเป็นอีกชิ้นหนึ่งจะเป็นประโยชน์ แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ใช้เป็นประโยชน์ เวลาแขกบ้านแขกเมืองมาก็จะได้นี่ของประเทศไทย ทุกคนอยากจะรู้อยากจะเห็น ถามหา ก็อยากจะฝากเป็น ๒-๓ ประการครับ ขอบคุณท่านประธานครับ