ศานิตย์ นาคสุขศรี แนะนำแผนการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระแก้ว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างอ่างเก็บน้ำ การพัฒนาอาชีพเกษตร การป้องกันน้ำท่วม การป้องกันการบุกรุกทำลายป่า และการพัฒนาโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่นี้
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่รักทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๑ ขออนุญาต นำเรียนถึงโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่ผมเคยปฏิบัติหน้าที่มา เนื่องจากว่าผมเคยปฏิบัติหน้าที่ ที่จังหวัดสระแก้วเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี ก็ได้ซึมซับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากมายตลอดระยะเวลา ๑๑ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ อย่างมหาศาลต่อประเทศชาติก็ได้ อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบถึงความเป็นมาซึ่งอาจจะ ไม่อยู่ในรายงานนี้แต่ผมว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเลย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ พื้นที่ราบ เชิงเขาบรรทัดซึ่งเป็นแนวเขตเชื่อมโยงในภาคอีสานตอนใต้แล้วเชื่อมโยงถึงประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ เมื่อก่อนยังเป็นจังหวัดปราจีนบุรี อยู่ในเขตของอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอวัฒนานคร อำเภอเมืองสระแก้ว และอำเภอตาพระยา ตอนหลัง แยกจังหวัดออกไปก็จะเป็นจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดปราจีนบุรี และเชื่อมโยงกับพื้นที่ของ ๔ จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดบุรีรัมย์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นดินแดนที่มีความสำคัญ ในช่วงแรกก็ต้องยอมรับว่าเนื่องจากแผ่นดินแถบนี้ เป็นแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ก็มีประชากรอพยพต่าง ๆ มามากมาย ก็มาบุกรุกแผ้วถางป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาย จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ดินก็ถูกทำลายลงไป ก็ถือว่าเป็นแผ่นดินที่ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญจุดนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทางฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ประกาศจะแยกแผ่นดินนี้เป็นรัฐอินโดจีนโดยใช้เทือกเขาบรรทัด เป็นแนวแบ่งแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทือกเขาบรรทัดติดกับประเทศกัมพูชาด้วย อันนี้เป็น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ประชาชนก็มีความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐต่าง ๆ เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนแรกทางกองทัพภาคที่ ๑ ไปดำเนินการก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่ประสบความสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบเรื่องนี้ก็มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนา พื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อก่อนเป็นจังหวัดปราจีนบุรีขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ ก็คือพัฒนาด้านจิตใจของราษฎร เพราะว่าช่วงนั้นราษฎรอยู่ในความหวาดกลัว กลัวภัยต่าง ๆ จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่สีแดงก็ว่าได้เลยนะครับ และจริง ๆ ในแง่ ทางยุทธศาสตร์ถือว่าสำคัญที่สุด ทางหน่วยทหารทราบดีว่าจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อก่อนนี้ เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศที่สำคัญ เพราะว่าห่างจากชายแดน ถึงกรุงเทพฯ ประมาณไม่ถึง ๔๐๐ กิโลเมตร ถ้าผ่านจังหวัดปราจีนบุรีมาได้ก็ยึดกรุงเทพฯ ได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่นี้ พระองค์ก็เลย อันที่ ๑ ต้องพัฒนาจิตใจ ของราษฎร อันที่ ๒ ก็คือพัฒนาด้านความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพ เพราะถ้าคน ไม่ประกอบอาชีพก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไรได้ อันที่ ๓ คือจัดสรรที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย พระองค์ได้มองทั้งระบบอันนี้ และสิ่งที่ดำเนินการก็คือ
อันที่ ๑ ในด้านการพัฒนาจิตใจของราษฎรให้รู้จักขยันช่วยตนเอง ที่ผ่านมา ความคิดของราษฎรก็คือรอหลวงแจก รอหลวงเอามาให้อะไรต่าง ๆ จะไม่ช่วยเหลือตนเอง แล้วก็ให้มีความสามัคคีกัน เอาความคิดอันนี้ใส่เข้าไปเพื่อพัฒนาหมู่บ้านป้องกันตนเองด้วย และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดี เพราะว่ามาจากหลายพื้นที่กันมาก อย่างเช่นเกิดโครงการ ทสปช. ขึ้นมา ไทยอาสาป้องกันชาติ หมู่บ้านต่าง ๆ พระองค์ก็จัดตั้ง ให้มีการสื่อสารกันได้ อย่างเช่น หมู่บ้านภักดีแผ่นดิน หมู่บ้านร่มเกล้า หมู่บ้านแผ่นดินเย็น อันนี้เพื่อให้เกิดความสามัคคีแก่ประชาชน เกิดความเป็นพวกเดียวกัน นี่คือกุศโลบายที่มี ความล้ำลึกอย่างมาก
อันที่ ๒ พระองค์มองแล้วว่าการพัฒนาอาชีพที่สำคัญด้านการเกษตร ด้านอะไร ต่าง ๆ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำช่วยประชาชนไม่ได้ โดยเฉพาะด้านการเกษตร พระองค์ก็จัดวางระบบ เรื่องอ่างเก็บน้ำ ฝาย ห้วย หนอง คลองอะไรต่าง ๆ คลองเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายในพื้นที่ เพื่อให้มีแหล่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่คืออ่างเก็บน้ำพระปรง ซึ่งสามารถ จัดเก็บน้ำได้ถึงเกือบ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร พระราชทานให้เมื่อปี ๒๕๒๑ มีพระราชดำริชัดเจน เลยว่าก่อนที่จะพัฒนาอาชีพอะไรให้พัฒนาอ่างเก็บน้ำพระปรงเป็นอันดับแรกก่อน อีกอ่างเก็บน้ำหนึ่งคืออ่างเก็บน้ำที่ห้วยโสมงอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีก็พร้อมกันเลย ในปี ๒๕๒๑ พระราชทานพร้อมกัน ๒ แห่ง แต่ปรากฏว่าที่จังหวัดสระแก้วเสร็จไปประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้ว จังหวัดปราจีนบุรียังไม่ได้ดำเนินการสำเร็จเลย อันนี้ต้องขออ้างอิงนะครับ พอดีโชคดีท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี คือท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้ไปอยู่ที่นั่น ก็ได้สานต่อจนกระทั่งเสร็จเมื่อปีที่แล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่สร้างเสร็จในรัชกาลที่ ๙ ก็ว่าได้ อันนี้รายละเอียดท่านธวัชชัยอาจจะได้ให้ข้อมูลท่าน เพิ่มเติมต่อไปได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พระองค์ได้มองการณ์ไกลแล้วช่วยในการป้องกัน ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนมีน้ำในการทำด้านเกษตร แต่ป้องกันน้ำเค็มทะลักเข้ามาที่ จังหวัดฉะเชิงเทราได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๒ อ่างเก็บน้ำเลยนะครับ ทำให้จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี สามารถดันน้ำทะเลแล้วก็ป้องกันน้ำท่วมอย่างที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรีน้ำท่วมตลอด แต่ปีที่ผ่านมาน้ำไม่ท่วมเลย ก็คือพระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญ นอกจากเป็นอาชีพแล้วยังสามารถในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ป้องกันน้ำท่วมอะไรได้เป็นอย่างดี นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในการใช้น้ำ เรื่องบริโภค เรื่องการเกษตร อย่างทั่วถึง และป้องกันน้ำท่วม
อันที่ ๓ เป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายป่า และฟื้นฟูสภาพป่าให้เป็น ต้นน้ำลำธาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลังก็จะมีอุทยานแห่งชาติปางสีดาขึ้นมา แล้วตอนหลัง ก็เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นมรดกโลก นี่คือสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้ โดยมองทั้งระบบ
อันที่ ๔ พัฒนาความรู้ในด้านวิชาการของประชาชนโดยใช้เกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้นำระบบสหกรณ์มาใช้ เกิดสหกรณ์ขึ้นในจังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี มากมายหลายแห่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ประชาชนรู้จักรวมกลุ่มกัน เป็นระบบสหกรณ์เกิดขึ้นมา แล้วก็มีการดำเนินการขยายออกไปยังที่อื่นอีกมากมาย นอกจากในโครงการหมู่บ้านที่ราบเชิงเขาแล้ว ก็จะเป็นตัวอย่างจากหมู่บ้านอื่น ๆ ต่อไป ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี กับจังหวัดสระแก้ว และที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือเร่งรัดพัฒนาในเรื่อง ของการตลาด สิ่งสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่การดำเนินชีวิต เช่นจัดสรรที่ดินให้ประชาชน ท่านเชื่อไหมว่ารัชกาลที่ ๙ ท่านมองการณ์ไกลว่าถ้าจะให้ประชาชนเขาไม่บุกรุกทำลายป่า เราก็ต้องหาที่ทำกินให้เขา ก็ให้ที่ดินปลูกบ้านรายละ ๑ ไร่ ที่ทำกินอีก ๑๕ ไร่ แต่ห้ามขาย แต่ตกทอดเป็นมรดกได้ ประชาชนก็มีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีโรงสีพระราชทานเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ อาจจะเป็น ยุคแรก ๆ ของประเทศไทยก็ได้ มีโรงสีพระราชทานซึ่งเป็นโรงสีขนาดเล็ก ๆ ให้ประชาชน ดูแลกันในรูปของสหกรณ์ เกิดธนาคารโค-กระบือขึ้นมา ซึ่งธนาคารโค-กระบือนี้ตอนหลัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านรับขยายผลต่อ ตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ที่จังหวัดสระแก้ว ชื่อเพราะมากเลยครับ แล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งชื่อเอง กำหนดหลักสูตรเอง ก็คือโรงเรียนสอนควายกับคนให้ไถนาเป็น ใครยังไม่เคยเห็น ก็ไปดูได้ที่จังหวัดสระแก้วนะครับ และอีกอันหนึ่งซึ่งผมว่ามีความล้ำลึกมาก พระองค์ได้ตั้ง โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ซึ่งไปซ่อนอยู่ที่ที่ราบเชิงเขา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นแห่งแรก ในทวีปเอเชียก็ได้ ซึ่งตอนนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดูแลอยู่ แล้วก็ผลิตไฟฟ้า ให้ประชาชนใช้บ้านละ ๑ ดวง นี่คือก่อให้เกิดความสุข ความพร้อมเพรียง คนก็จะรักแผ่นดิน ไม่ทิ้งไป แล้วก็ทำให้สามารถที่จะรักษาแผ่นดินไว้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ผมก็เรียนให้ท่านทราบ ท่านเสด็จถึง ๗ ครั้งให้ความสำคัญมาก ขณะนั้นเป็นพื้นที่สีแดง แล้วที่สำคัญในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๔ เสด็จไป เว้นวันหนึ่งวันรุ่งขึ้นในวันที่ ๔ กรกฎาคม เสด็จอีก พาประธานาธิบดีเกาหลี ช็อน ดู-ฮวัน ไปดูงานโครงการพระราชดำริที่พระองค์ พระราชทานไว้ให้ นี่คือพระองค์ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรต่าง ๆ ขนาดเป็นพื้นที่สีแดงก็ยังพาแขก ของพระองค์ ประธานาธิบดีเกาหลีไปดูที่ราบเชิงเขานี้
สุดท้าย ผมก็อยากจะเรียนว่าจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจากอดีตถึงปัจจุบันเกือบ ๔๐ ปีแล้ว พระองค์ทรงพลิกแผ่นดินจาก ความไม่มั่นคงที่เคยถูกเรียกขานว่าเป็นพื้นที่สีแดงของกลุ่ม ผกค. ขาดความอุดมสมบูรณ์ของ แหล่งธรรมชาติสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ประชาชนอยู่กันด้วยความรัก ความสามัคคี เข้มแข็ง ไร้ความหวาดกลัว เป็นต้นแบบของการสร้างความสมดุล ซึ่งเริ่มต้นจากการปฏิบัติจริง แล้วขยายผลสำเร็จไปสู่ชุมชนพื้นที่อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างยิ่งซึ่งเราชาวไทยคงลืมไม่ได้ ขอกราบขอบพระคุณครับ